Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2565
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 พฤษภาคม 2565
 
All Blogs
 

SPITI (ปี 3) หมู่บ้านสัญจร #Hikkim

เราได้ทราบถึงเส้นทางการเชื่อมต่อไปังหมู่บ้านต่าง ๆ ผ่านตารางเดินรถโดสาร
กันแบบคร่าวมาแล้วเนาะ เรื่องอุปสรรคของเวลาน่าจะเป็นเรื่องที่หนักใจไม่น้อ
บางหมู่บ้าน
ไม่มีรถวิ่งผ่านทุกวัน หรือไม่ก็จะพบว่ากว่าเที่วรอบเ็นจาก kaza
จะนำพาไปถึงังจุดหมาก็โน่นเลปาไปเกือบค่ำมืดแล้ว หนำซ้ำคิววิ่งรถก็มัก
ตีกลับในรอบเช้าตรู่ ถ้าจะ
พึ่งพาเพีงแค่รถประจำทางอ่างเดีวคงต้องมีเวลา
ู่กันาว ๆ

 

ถ้าต้องตัดตัวเลือกที่ง่าแสนง่าแอ่างการเหมารถรับจ้างออก
ในอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้นั่นคืการเดิน ! 

 

 

เมื่อวานนี้เราได้มีโอกาสเจอกับคนอื่นในครอบครัวผู้ดูแลเกสเฮาส์นี้อ่างเช่นคุณลุง
(สามีป้า) นอกเหนือไปจากลูกสาว ลูกสะภ้ หลานตัวเล็ก ก็ังมีลูกชาคนโตอีกคน
ถ้าไม่นับป้าคุณซุม พวกเขา
ต่างก็ใช้
ภาษาสื่อสารได้ดี  กิจการเกสเฮาส์เล็ก ๆ แห่งนี้
ทำให้ช่วงเวลาที่พักอ
ู่ใน
Kaza ของเราจึงไม่เงีบเหงาเท่าไหร่

หลังออกไปเดินเล่นข้างนอกและหากาแฟดื่มช่วงเช้าตรู่แถวฝั่งท่ารถ วันนี้ตรงกับวันศุกร์
ไม่มีรถขึ้นไปังหมู่บ้านด้านบนอ่าง Langza – Hikkim – Komic ก่อนหน้านี้เราเคร่าง
แผนบ้า ๆ บอ ๆ เอาไว้ในใจมานาน สำรวจเส้นทางเดินเท้าข้ามหมู่บ้านแบบที่คนท้องถิ่น
เขาใช้สัญจรไปมาหาสู่กัน
 

ช่วงนี้ยังมีร้านรวงเปิดอยู่มากมาย มื้อเช้าแรกของวันก็เลยออกไปหาได้ง่าย ๆ จากย่านตลาด
พอกลับมาถึงเกสเฮาส์ก็ทำการแย
กเป้ใหญ่สำหรับฝากไว้ แบ่งของที่จำเป็นไว้ในเป้เล็กสำหรับ
ติดตัว
ช่วงการเดินทางไกลและจ่าค่าที่พักให้กับลุง เลยได้ลองสอบถามถึงเรื่องเส้นทางเชื่อม
ต่อไปบนเขา
เพื่อความแน่ใจ และถึงคำตอบที่ได้จะดูเหมือนไม่ได้ากส่งเสริมนักแต่ก็ไม่ถึง
กับ
บอกห้าม

 

"ได้สิ แต่ทางบนนั้นมันไม่ค่อมีคนเดินขึ้นไปกันแล้ว"


ตรงนินเขาหลัง Sakya Tangyud Monastery มีพื้นที่สูงชันเป็นฉากให หากมอง
ถัดขึ้นไปบนนั้นอีกนิด
ก็จะเห็นกลุ่มธงมนตราแขวนอู่ตรงหลักเสา นั่นคือจุดที่เราเค
ขึ้นไปนั่งชมวิว แล้วก็เข้าใจว่าคงขึ้นไปสุดได้เท่านี้  จนมารู้ภายหลังว่ามันสามารถใช้
เดินลัดเลาะไปไหนต่อไหนได้อีก

 




 

ลุงถามถึงน้ำที่จะพกติดตัวไปดื่ม เราโชว์กระบอกน้ำที่ติดตัวมาให้ดู มันเก็บความร้อนได้
และจุน้ำ
ประมาณครึ่งลิตร แต่ก็พอมีขวดน้ำพลาสติกอีกใบที่ดื่มน้ำหมดเกลี้งแล้วังไม่ได้ทิ้ง
ลุงจึงห
ิบ
ขวดที่ว่าไปเติมจากจุดกรองน้ำสำหรับดื่มบนบ้าน  พอขึ้นตามไปก็เห็นครอบครัวนี้
กำลัง
ล้อมวงกินมื้อเช้ากันอู่พอดีที่มุมหนึ่งของห้องครัว พอรู้ว่าเรามีแผนเดินเท้าขึ้นไปัง
หมู่บ้าน
ข้างบน พวกเขาก็ถึงกับชักชวนให้มานั่งกินอาหารเติมพลังก่อนไป


มื้อนี้มีทั้งข้าวและปาราทา (โรตีระเภทหนึ่ง) กินกับซับจี (ซับจี แปลว่าผัก)
เป็นเมนูผักที่ผัดกับเครื่องเทศ  
ล้วก็มีแกงมันฝรั่งใส่โปรตีนเกษตรรวมถึงไข่เจีว …
นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ  กับการได้ร่วมล้อมวงกินข้าวร่วมกับครอบครัวชาวสปิติในมื้อ
อาหารที่ทำกินกันเองในครัวเรือนจริง ๆ ไม่ใช่แบบที่จัดทำไว้รับต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ดูเหมือนว่าบรรดาอาหารที่เล่ามาเหล่านี้จะมีรสชาติไม่จัดจ้านเท่าไหร่นะ  แต่ถึงอ
่างนั้นก็
แอบมีของดองไว้
กินแก้เลี่นอ่างพริกดองแบบอินเดีสีสุดแจ๊ด แล้วที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ
คือพริกคั่วป่นผัดน้ำมัน ที่ทำเก็บใส่กระปุกและตักแบ่ง
เอาไว้ใส่เพิ่มรสชาติตอนกินอาหาร 
ถ้าให้เที
บเคีง ก็น่าจะเหมือนพริกเผาที่ไม่ใส่มะขามเปี
ปรุงรส  เลยทักบอกพวกเขาให้
รู้ว่าว่าอันนี้ดูคล้า
เครื่องปรุงอาหารในเมืองไทมาก ๆ เล

 

 

จากที่เคเขีนเล่าถึง หุบเขาสปิติ ในเอนทรี่เก่า ๆ ก็จะเห็นว่าเรามักจะเรีกผู้คนตามชาติพันธุ์
เพื่อง่ายต่อการเข้าใจในวัฒธรรมของท้องถิ่นนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจแบบเหมารวมนะคะ
่างชาวลาดัก ชาวสปิติ ชาวอินเดี เป็นต้น

มาถึงประเด็นนี้ ก็ถือโอกาสแทรกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หน่อยเนาะ -- อารมณ์ว่ารู้ไปก็เท่านั้น
หากอิงจากงานเทศกาลเมื่อคืนนี้ ที่ใช้ภาษาฮินดี 
เพราะมีคนมาร่วมงานจากหลายที่หลายถิ่น
มาร่วมชมด้ว
ย แล้วโดยปกติเนี่ยชาวสปิติเขาพูดภาษาอะไรกัน

ตัดภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ ที่ใช้
สื่อสารกับคนอินเดีและคนต่างถิ่นรวมถึงต่างชาติ
ภาษาถิ่นในสปิติ ถือเป็นกลุ่มเดีวกับ ลาดัก แยกย่อยมาจากตระกูลของภาษาทิเบต ซึ่งมี
ชื่อเรียกเฉพาะว่า
 
Bhoti  จากที่ลองฟังเทียบดูแล้วก็คล้ากันหลาคำ เช่นพวกศัพท์ที่
ใช้เรียกเครือญาติ
 แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้แบบเต็มร้อย


พวกเขาได้บอกถึงสำเนียงการพูดของชาวสปิติ
คนที่อาศัยใน 
Losar กับ Tabo จะเหน่อต่างกันอีก
สำหรับคนนอกถิ่นแบบเราคงแยกไม่ออกเท่าไหร่ 


แต่ในประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเราคือเพิ่งรู้ว่า
พื้นที่ในเขต
Mustang ของประเทศเนปาล 
ใช้ภาษานี้สื่อสารเช่นเดียวกับชาวสปิติอีกด้วย






โอเค พอจบการสนทนาแบบสัพเพเหระหลังมื้ออาหารนี้แล้ว  
ก่อนบอกลาเพื่อเตรียมตัวเดินทางไกล  ป้าก็เอาปาราทาสองสามแผ่น
มาทาเน
ม้วนห่อฟอด์
ให้ติดไปเป็นเสบีงด้วย แกว่ากว่าจะเราดั้นด้น
ไปถึงจุดหมา
ยข้างบนได้นั้นมัน
ต้องใช้พลังเยอะมากกกกกกกกกกกก 



เราเดินออกจากเกสเฮาส์ตรงไปยังที่ตั้งของ Sakya Tangyud Monastery
ในความทรงจำสุดท้าที่พอนึกออก ด้านหลังวัดจะมีทางขึ้นบันไดเชื่อมต่อไปังจุดเล็ก ๆ
สองตำแหน่ง คือ
เทวสถานของ
ฮินดู และเสาที่เป็นฐานปักธงมตราซึ่งจะอู่บนที่สูงถัดไป
จะว่าไปมันก็ดูเสี
เอาเรื่อง   


เรายืนคิดถึงความน่าจะเป็นอู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีพระกลุ่มใหญ่เดินออกมาจากอาคาร
พอโบกมือทักและส่ง
เสีงทักไปยังพระที่ืนในอู่ในกลุ่มต่างกำลังเดินลงบันไดลงมา
หนึ่งในนั้นแยกตัวออกมาเพื่อตรงเข้ามาที่เรา ก็เล
ได้ถาม
หลวงพี่ถึงทางขึ้นด้านบนและ
ได้รับคำ
ืนันว่าเส้นทางนั้นยังใช้ได้อยู่จริง  ช่วงแรกอาจต้องออกแรงปีนเอะนิดหน่อย 

แต่ผ่านไปสักเดี๋วก็เจอกับถนนที่เชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านด้านบนได้


*คำที่ใช้กล่าวทักทาย ในบริบทนี้นอกจาก Juley ก็ยังมีคำเฉพาะสำหรับพระ
(โดยเฉพาะระดับผู้ใหญ่ก็คือ Chatsel เราจำมาจากภาษาที่ใช้กันในลาดักอีกทีนะ
เพราะมีวัฒนธรรมคล้ายกันอยู่ อาจใช้รูป
เต็มคือ ชัทเซล จูเล (Chatsel Juley) ซึ่งใน
ตำราบอกไว้ว่าเป็นระดับคำที่
very respectful เลยล่ะ


 



พระที่มาช่วยบอกทางและช่วยแนะนำที่พักในหมู่บ้านให้
 

ลวงพี่ถามหากระดาษหรือไม่ก็อาจเป็นสมุดที่พกมาพร้อมปากกา เหมือนจะเอามาเขี
จด
อะไรบางอ่างให้ เปิดควานกระเป๋าดูแล้วรื้อากมาก เลิบแผนที่ไปให้แทนเพราะ
มันพอเหลือ
พื้นที่สำหรับขีดเขีนลงไปได้

 

"อาตมาชื่อจัมปา" 

พระ
แนะนำตัวเอง แล้วื่นส่งกระดาษและปากกาส่งกลับมา
พร้อม
อธิบายสิ่งที่เขียนไว้ "ถ้าเย็นนี้เธอแวะไป Hikkim 
ก็พักที่บ้านของครอบครัวพี่ชาอาตมาได้เลย" 


มีแค่ชื่อเจ้าของบ้านที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ
และประโคภาษาฮินดีที่เราอ่านไม่ออกกำกับไว้

 

พูดถึง Hikkim เราเคเดินผ่านหมู่บ้านที่ว่านี้หนนึง จำได้ว่ามันมีขนาดเล็กมาก ๆ
จำนวนประชากรคงเอะสูสีกับ Komic ที่แทบจะรู้จักกันหมดทั้งหมู่บ้าน  ส่วนมากแล้ว
จุดขา
ของ
Hikkim ก็คือที่ตั้งของที่ทำการไปรษณี์ที่เคลมว่าู่ในระดับสูงสุดในโลก
คนที่แวะมาก็แค่ทำกิจกรรมส่งโปสการ์ด ปั๊มตราประทับ
และห่อนลงตู้ไปรษณี์ เป็นอัน
จบธรรมเนี
มของการมาเือนของนักท่องเที่ยวแล้วก็จากไป

 

แต่ที่จะมาพักค้างแรม...แทบไม่เคได้ิน
โดมากแล้วก็จะนิมไปที่ Langza มากกว่า

 

เอาเถอะ ถึงจะไม่ได้รับปากพระจัมปาไปตรง ๆ ว่าคิดจะพักที่ไหนในคืนนี้
ก็ได้แต่ขอบคุณกับน้ำใจ
ที่เสนอทางเลือกนี้มาให้ ภาหลังจบการพูดคุแล้ว
เราก็รีบหาทางขึ้นไปที่หลังวัดต่อทันที



จากจุดเริ่มต้นแรกเนี่ย ไม่ากมากเท่าไหร่ มันเป็นบันไดปูน
ที่ปูเชื่อมทางขึ้นเขาเอาไว้แบบปกติเล
แค่อาจมีเหนื่อง่านิด ๆ

เพราะอู่บนพื้นที่สูงนี่เนอะ มาถึงตำแหน่งแรกตรงแกด้านบน ก็เจอกับชาวอินเดี
รานึงกำลังเลี้วไปทางด้านขวามือ นี่ก็เลสงสัว่าขึ้นมาทำอะไรบนนี้และถามเขา
ว่าจะไปไหนอะคะ...ไบย่า?

 


"มันดีร์!"

ห๊ะ … เดี๋ยวนะ  หูฟาดรึเปล่าเนี่ย

ทางนี้มันเชื่อมไปไกลจนถึง เมืองมันดี้ ได้ด้วยเรอะ อเมซิ่ง !!!!
จากนั้นเขาก็ทำท่าไหว้ แล้วชี้ให้ดูตรงที่ตั้งของเทวสถานเล็ก ๆ ของฮินดู

ปัดโธ่ เขาหมายถึง Mandir ต่างหากไม่ใช่เมือง Mandi 555


เมื่อเรามาถึงจุดที่เคยมานั่งชมวิว แหงนมองไปยังตำแหน่งของเสาปักธงที่อยู่ถัดไปจากนี้
มันช่างสูงงงง เสียเหลือเกินตรงสันเขานั่น … จากนั้นไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เราเลี้ลัดไป
อีกฝั่งที่ตรงนั้นเหมือนมี่รอทางเล็ก ๆ ให้เดินไปได้ คาดว่าสักพักหนึ่งคงเจอทางเชื่อม
ที่ลัดไปังข้างบนเองแหละ

 



 เดินเลียบเขาไปพร้อม ๆ กับชมมุมสูงของ Kaza อีกมุมหนึ่ง 



ฟากตรงข้ามของแม่น้ำสปิติ มีที่ตั้งของชุมชนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Gawang และมีสำนักชีตั้งอยู่ตรงนั้น

 



ผ่านไปครึ่งชั่วโมง จากทางเดินเลียบเขาที่วุ่นวายกับการคลำหาจุดวางเท้าที่เหมาะสมกับการพาตัวเอง
ในเคลื่อนไปข้างหน้า บางทีก็ต้องไต่ขึ้นปีนลง จากที่ดูเป็นทางเท้าเล็ก ๆ ในระยะแรกมันก็เริ่มแคบลง
รอยทางที่คาดว่าจะพอให้วางเท้าเดินยากจากปกติ หดหายไปจนเหลือแต่โขดหิน ร่องหิน  ให้พอเกาะ
ยึดและป่ายปีนแบบพวกปีนผา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเส้นทางลัดแบบนี้ ชาวบ้านจะแบกขนข้าวของหอบ
พะรุงพะรังจาก Kaza ขึ้นหมู่บ้านยังไง หากนี่คือการเดินทางแบบคนในยุคก่อนที่ใช้การเดินเท้าอย่างนี้
เป็นเรื่องปกติ 

ยิ่งเคลื่อนไปข้างหน้ามือชักเริ่มไม่ว่าง โขดหินบางก้อนก็ดูไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ กดเหยียบแล้วร่วงก็มี  
คงถึงเวลาต้องเก็บกล้องเข้ากระเป๋าและออกแรงหนักจริงจังซะแล้ว    จังหวะหนึ่งที่พอมีพื้นที่ให้เท้ายืน
ค้ำเกาะยึดตัวได้ เราเอื้อมหยิบขวดน้ำพลาสติกที่ทางเกสเฮาส์กรอกมาให้มาจิบ  แต่ก็ดันหลุดพลาดไป
จากมือ ขวดน้ำนั่นกลิ้งร่วงลงไปข้างล่าง   เมื่อกระทกลงที่พื้นด้านล่างแรงกระแทกกับหินก็ได้อัดฝาปิด
กระเด็นออก ส่วนขวดน้ำที่บิดเบี้ยวก็กลิ้งไถลลงไปเรื่อย ๆ จนหยุดลงที่ซอกหิน 

มีความคิดวูบหนึ่งวิ่งแล่นเข้ามาในหัว แล้วถ้าเปลี่ยนจากขวดน้ำเป็นร่างตัวเองที่พลาดละเฮ้ย

เป็นช่วงเวลาที่น่าสับสนจริง ๆ กับคำว่าจะไปต่อหรือหาทางกลับดี เวลาก็เพิ่งจะบ่ายโมง นี่ถ้าวก
กลับไปยังเกสเฮาส์คงขายหน้าเขาแย่ อุตส่าห์ให้ร่วมวงกินข้าวเอาแรง ยื่นเสบียงพกพา และร่ำลา
กันซะดิบดี 

ชะเง้อมองไปไกลจากในทิศทางข้างหน้า มีทางถนนที่เป็นทางปกติสำหรับรถวิ่งคงหมดหนทาง
หาจุดลัดขึ้นไปด้านบนแล้วล่ะ  ถอดใจและเปลี่ยนแผนบ้า ๆ นี่แล้ว พร้อมหาทางลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง
แทนดีกว่า  ไม่รู้เหมือนกันว่าในขณะที่ตัวเองยังไต่เลียบเขาตอนนั้น จะมีใครสักคนที่อยู่ด้านล่างในฝั่ง
New Kaza สังเกตเห็นหรือปล่าวนะ  แต่ที่แน่ ๆ ได้โบกมือทักนักท่องเที่ยวที่ขับมอเตอร์ไซค์ข้างล่าง
ผ่านสายตาไปสองสามราย จำได้ว่าคนพวกนั้นส่งสัญญาณมือทักทายกลับ "วู้ ๆ" พร้อมยกนิ้วโป้งให้...  
พวกเขาช่างไม่รู้ความเลยว่าไอ้เรากำลังทำอะไรอยู่  อยากตะโกนบอกเหลือเกิน ช่วยพาตูลงไปที!!!!!

เผื่อใครที่นึกไม่ออกว่าสิ่งที่บรรยายมานั้นมันเป็นยังไงล่ะก็
ขอเฉลยให้ดูก่อนเลยนะ .... แอ่น ~ แอน ~ แอ๊นนนน   108





⭗ ฝั่ง New Kaza และภูเขาที่ตั้งอยู่เป็นฉากหลัง ที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงไปยังหมู่บ้านด้านบนด้วยเส้นทางลัด 
บนทาง(หลง)เส้นสีแดง จำไม่ได้แล้วว่าเดินไปสุดตรงไหน รู้แต่ว่าเลยพ้นไปไกลจากหมู่บ้านแล้ว





ใช้เวลาตะเกียกตะกายปีนป่าย หาทางลงมายังถนนได้อย่างปลอดภัยแล้ว ก็มานั่งบนแท่นปูนที่เขาวางกั้นริม
ขอบถนนพักหนึ่ง ควักเสบียงที่พกติดตัวมานั่งกินด้วยความเซ็ง นอกจากปาราทาของป้า ก็มีผลไม้อบแห้งที่
ซื้อติดมาจากลาดัก รวมไปถึงชีสแห้ง ที่หยิบเอามานั่งกินเติมแรง แต่แกล้งเหมือนทำทีว่ามานั่งปิคนิค    

ผ่านไปได้สักยี่สิบนาทีได้ไม่เห็นมีรถคันไหนวิ่งผ่านมาสักคัน จนได้เจอกับพวกพี่ ๆ คนงานรับจ้างสองคน
ที่กำลังขับแทร็กเตอร์ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นชาวอินเดียจากทางตอนล่างมารับจ็อบงานเก็บเกี่ยวแถวนี้  และตรง
ด้านหลังติดพ่วงกระบะเอาไว้

เรารีบถามพวกเขา ถึงจุดหมายที่กำลังไป 
พวกเขาบอกกลับมาว่า Langza   

ถึงจะเป็นคนละหมู่บ้านในเป้าหมายแรกตามที่คิดไว้ 
แต่แถวนั้นมันก็เป็นกลุ่มหมู่บ้านที่ตั้งไม่ไกลจากกันนัก
เราเลยขอติดรถไปด้วย 




⭗ หลังกระโดดขึ้นรถเพื่อขอเกาะติดไปด้วย มีที่นั่งฝั่งหนึ่งยังว่างอยู่แต่คิดว่าบนกระบะน่าจะดีกว่า




⭗ สองคนนี้ไม่รู้เส้นทางไปยังหมู่บ้าน Langza เพราะมาครั้งแรก เลยต้องจอดถามรถที่สวนผ่านมา



โดดมานั่งหลังกระบะบนเส้นทางขลุกขลัก ๆ รถแทรกเตอร์ก็เคลื่อนขับไปตามความสูงของถนนที่กำลังจะพา
ไต่ระดับไปหาที่ตั้งของกลุ่มหมู่บ้านสูงลิบลิ่วเหนือสันเขา ที่เราเคยพยายามปีนแล้วแต่ไม่สำเร็จเมื่อครู่นี้ 
พี่สองคนก็พยายามถามหาเส้นทางจากรถที่สวนผ่านมา สองถึงสามคันจนกระทั้งเจอป้ายที่ปักบอกทาง
ไปยัง Langza และเส้นที่แยกไป Hikkim - Komic

คนขับรถหันมาถามว่า ตกลงจะไป Komic มั้ย หรือจะไป Langza ด้วยกัน
ระหว่างรอตัดสินใจก็มีรถตู้ขาวที่ขับพานักท่องเที่ยวแวะมาเทียบถามทาง คนนั่งหน้ารถคู่มากับ
คนขับดูเหมือนเป็นชาวอินเดียจากทางตอนใต้  พวกเขาคุยอะไรบางอย่างสองสามประโยค
ก่อนจะได้ความว่ารถคันนี้จะไปทางฟาก Komic เลยหันมาบอกให้เราติดไปกับคนกลุ่มนี้แทน

นี่ก็ไหว้ขอบคุณพวกเขาเลยนะ ที่ให้ติดรถมาถึงข้างบนแล้วฝากฝังกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอื่นแทนอีก
ที่รถคันใหม่เบาะหน้าข้างคนขับถูกขยับแบ่งที่ให้ครึ่งนึง ดีที่เป็นคนตัวเล็กเหมือนกัน ส่วนผู้โดยสาร
คนอื่น ๆ ตรงด้านหลังก็เป็นกลุ่มเพื่อนทีมเดียวกันนี่แหละ พวกเขามาจากรัฐเกรละและทำคอนเทนต์
เรื่องท่องเที่ยวในนามของ Wandering Keralites ก็มีคละกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย




เธอชื่อฟ้าเหรอ ผมชื่อ Fai

คนที่แบ่งพื้นที่เบาะให้นั่งแนะนำตัวให้ฟัง พวกกลุ่มข้างหลังนั่งขำกับชื่อที่บังเอิญฟังดูคล้าย ๆ
กันของพวกเรา  ไม่รู้ว่า Fai นี่มาจากคำว่าอะไรแต่ชื่อแปลกดีคงเป็นภาษาทางใต้มั้ง ส่วนพี่คน
ขับรถก็มาจากรัฐเกรละเหมือนกัน เลยคิดว่ารถคันนี้คงเช่ามาขับเที่ยวเป็นการส่วนตัว


Fai บอกว่าตามแผนของพวกเขาจะไปแวะกันที่ Hikkim แล้วค่อยไปต่อ Komic
จากนั้นก็ว่าจะไปค้างกันที่โฮมสเตย์ในหมู่บ้าน Langza ฟังดูแล้วก็เป็นทริปการเดินทาง
ที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านต่าง ๆ ในย่านนี้ได้ไวดีจัง   







⭗ ได้ย้ายตัวลงจากแทรกเตอร์มานั่งเบาะหน้ารถนำเที่ยวของกลุ่มคนที่มาไกลจากรัฐเกรละ 



⭗ เส้นทางรถวิ่งเมื่อไต่ระดับความสูงขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง




พอมาถึงหมู่บ้านที่หมาย ก็พากันลงไปสำรวจพื้นที่กันสักหน่อย ก่อนที่จะพากันไปยังที่ทำการไปรษณีย์
ถ้าใครไม่พกเตรียมการ์ดที่จะส่งมาก่อน จะมีจุดขายโปสการ์ดตั้งอยู่ตรงข้ามขายกันที่ 30 รูปี ภายหลังจาก
เขียนข้อความด้านหลังและชื่อที่อยู่ผู้รับเสร็จแล้ว ก็จะต้องเข้าไปซื้อดวงตราไปรษณีย์ที่ด้านในที่ทำการฯ  
ของเราส่งกลับไปยังที่เมืองไทยก็จะติดเยอะกว่าใครเขา พื้นที่โปสการ์ดเลยมีน้อยกว่ารายอื่น ๆ ที่เขาแปะ
กันแค่ดวงเดียวเพราะส่งกันแค่ภายในประเทศ 

หน้าตาของพื้นที่ด้านในของที่ทำการไปรษณีย์ก็เหมือนกับบ้านธรรมดา ๆ หลังนึง
เดินเข้าไปแล้วไม่มีทางแยกออกแน่นอน มีการเว้นพื้นที่ส่วนหนึ่งให้คนที่มาใช้
บริการรอเจ้าหน้าที่กดประทับตราก่อนออกไปหย่อนกันที่ตู้สีแดงเล็ก ๆ ที่แขวน
เป็นจุดเด่นที่ด้านนอก 

ระหว่างที่กลุ่มคนจากเกรละ กำลังรอถ่ายรูปและส่งโปสการ์ด
เราก็ใช้ช่วงเวลาระหว่างนั้นลองเดินหาบ้านของหลวงพี่จัมปา โดยแวะไปที่
ร้านขายของชำหน้าหมู่บ้าน หากไม่มีใครรู้จักก็จะได้เลยไปยัง Komic แทน

ลองถามพระที่นั่งอยู่บริเวณนั้นพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งไปถามถึงบ้าน
ของคนที่ชื่อ นาวัง หลังจากพระได้อ่านข้อความที่เขียนอธิบายเพิ่มมาในนั้น
ก็ชี้บอกถึงตำแหน่งบ้านดังกล่าว ที่ดาดฟ้าของบ้านมีชายคนหนึ่งกำลังยืนจัด
ระเบียบของเหล่ากิ่งก้านพืชที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาสุมกอง

พระตะโกนบอกให้นาวังรู้ว่า เราจะไปพักที่บ้านของเขา 
หลังจากส่งโพยกระดาษนั้นให้ดู รวมถึงภาพของพระจัมปาที่ถ่ายไว้
นาวังยืนยันว่านั่นคือน้องชายของเขาเอง  จากนั้นก็เชิญไปยังที่บ้าน
พร้อมกับบอกให้ลูกสาวมาเปิดห้องให้เข้าพัก แล้วพวกเขาก็ขอแยกตัว
ออกไปจัดการธุระของวันนี้ก่อน ช่วงค่ำ ๆ ค่อยเจอกันอีกทีตอนกินข้าว






⭗ ที่ทำการไปรษณีย์ของหมู่บ้าน Hikkim ที่เคลมกันว่าเป็น The World's Highest Post Office  



 โปสการ์ดที่ซื้อจากแถวนั้น ส่งกลับมาไทยเลยติดดวงตราไปรษณียากรเยอะกว่าคนแถวนั้น 




⭗ วิวจากเนินบนถนน แถว ๆ จุดจอดรถ Fai วิ่งลงไปสำรวจด้านล่างแล้วกลับมาบอกว่ามีโรงเรียนด้านล่างที่นึง


พอตกลงที่จะปักหลักพักค้างแรมในที่บ้านนาวังในวันนี้ ก็ต้องออกไปบอกลากับกลุ่มชาวเกรละ
ว่าจะไม่ติดรถไปอีกหมู่บ้านพร้อมกันแล้ว ความที่ Hikkim นี้ไม่มีอะไรมาก ไม่นานนักพวกเขา
ก็มุ่งหน้าเดินทางไปกันต่อ 






อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน Hikkim ลักษณะการตั้งบ้านจะอยู่รวม ๆ ที่เนินด้านบน ส่วนพื้นที่กว่านั้นเป็นที่นา




⭗ ร้านขายของชำและร้านน้ำชาประจำหมู่บ้าน ช่วงนี้เริ่มมหมอกลงอากาศเริ่มเย็นขึ้น



⭗ ผืนนาที่เก็บเกี่ยวไปจนเกือบหมดแล้ว ก็มีทั้งวัว ทั้งจามรี เล็มหาหญ้าบริเวณนั้น 



⭗ ได้เวลาต้อนฝูงปศุสัตว์กลับคอกช่วงเย็น



ทั้งแพะและแกะเดินกันฝุ่นตลบ ที่จริงแล้วมีจะหมาเลี้ยงแกะคอยวิ่งคุมแถวด้วย 


⭗ วิวหน้าต่างจากห้องที่นอนในคืนนี้ 


ครอบครัวของนาวัง มีอยู่ด้วยกันห้าคน ประกอบด้วยเซริ่ง (ภรรยา) ลูกสาวสองคน เจนซิน, ลาโม และลูกชาย
คนเล็ก ทุกตั๊บ ที่ไม่ค่อยมานอนบ้านตัวเองเท่าไหร่ ด้วยความที่คนแถวนั้นรู้จักกันแทบหมดเลยไม่ค่อยน่าห่วง
อะไร อีกทั้งเจ้าตัวเล็กนี่ค่อนข้างติดเล่นเกมในแท็บเล็ตไปเยอะหน่อย  

พวกเขายกห้องนอนชั้นบนให้เราพัก ส่วนบริเวณล่างของบ้านที่เป็นห้องสำหรับรับแขก ห้องครัว และห้องนอน
จะเป็นพื้นที่ของคนในครอบครัว ช่วงมื้อค่ำน้องเจนซินชวนลงไปกินข้าว เห็นนาวังนั่งอยู่บริเวณหัวมุมกำลังอ่าน
ท่องบทสวดหรือคัมภีร์บางอย่างอยู่ซึ่งพิมพ์เป็นอักษรทิเบตอย่างเงียบ ๆ 

พี่เซริ่งทำแกงถั่วกับจาปาตีและผัดผัก แถมโยเกิร์ตอีกหนึ่งทัพพี ก่อนที่จะเอาส่วนที่เหลือไปทำเป็นหัวเชื้อ
หมักใส่นมสำหรับกินในรอบถัดไป เจนซินดูกำลังเคร่งเครียดกับการบ้านคณิตศาสตร์ กินข้าวพร้อมนั่งแก้
โจทย์เลขไปด้วย แถมยังบอกว่าจะมีสอบพรุ่งนี้อีก ดีที่โรงเรียนใกล้บ้านและเข้าเรียนเก้าโมง  ลูกสาวคน-
รองอย่างลาโม ดูเหมือนจะเป็นคนคุยเก่งกว่าใครในบ้าน  ส่วนเจ้าทุกตั๊บ โผล่มาครู่เดียวก็หนีไปนอนที่บ้าน
ญาติที่เป็นพระ(พระรูปเดียวกับที่เจอตรงร้านขายของชำ) เป็นที่เรียบร้อย 

พวกเขาเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่น่ารักดี ถึงจะดูมีท่าทีแปลกใจนิดหน่อยกับแขกผู้มาเยือนวันนี้ จากการ
ฝากฝังของพระจัมปาผู้ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านนี้อีกคน  เราเองก็แอบวางตัวไม่ค่อยถูกนิด ๆ
ในช่วงแรกที่มาทำความรู้จักสมาชิกบ้านนี้  คือไม่รู้ว่าจะอยู่ในฐานะไหนระหว่างนักท่องเที่ยวผู้เข้ามา
พักแรมกับโฮมสเตย์ทั่วไปหรือมาพักในนามแขกรับเชิญของญาติพวกเขา 



 



++ หมายเหตุ ++

(1) เรื่องของ Kaza ในครั้งนี้จะอาจไม่ได้เอ่ยถึงมากเท่าไหร่
แวะไปดูในเอนทรี่เก่าได้ที่นี่ : SPITI (ปี 1) สำรวจ Kaza และเรื่องทั่วไป


(2) ชื่อหมู่บ้าน โคมิก จากเดิมที่เคยลงไว้ในตอนเก่า ๆ 
อย่าง SPITI (ปี 2) หรือก่อนหน้านั้น ปรับเปลี่ยนแก้การสะกดตัวท้าย
จากเดิมที่เคยใช้คือ Komik มาเป็น Komic แทนหลังจากนี้นะคะ 








 




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2565
10 comments
Last Update : 24 พฤษภาคม 2565 8:29:08 น.
Counter : 595 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณmultiple, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณkatoy, คุณ**mp5**, คุณเริงฤดีนะ, คุณhaiku, คุณtoor36, คุณอุ้มสี, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณSweet_pills, คุณtuk-tuk@korat, คุณโอพีย์

 

อ่านจบแล้ว ต้องบอกว่า สุดยอด ขอไม้ยาวๆมาสอยหน่อยเร้ววว 555

ทึ่ง ตะลึง ตึงๆ ในความกล้าหาญ ชาญสมร ที่คิดจะเดินเท้า ตัวคนเดียว ปล่าวเปลี่ยวเอกา ขึ้นเขาไปหาหมู่บ้านลึกลับนะเนี่ย
ถ้าเป็นทางราบก็ว่าไปอย่าง
นี่ เส้นทางบนเขา ต้องปีนป่าย อากาศเบาบางด้วย

แล้วก็โชคดีนะที่หลง เพราะถ้าไม่หลงนี่ มันสูงมากเลยนะ
มี ฉากหวาดเสียว กระติกน้ำหล่นด้วยอะ ดีที่ไม่ห่วงกระติก เอื้อมมือไปคว้านะเนี่ย อุ๊ย หวาดเสียว555

นึกถึงหนัง เรื่องนึง จำชื่อไม่ได้ ที่พระเอกไปเที่ยวแล้วตกไปติดในซอกหน้าผา แคบๆ แล้วขาหรือแขนหักไม่รู้ กว่าจะหลุดออกมาได้นี่หลายวันเลย
ลุ้นน่าดู เพราะไปในเส้นทางที่ไม่มีคนสัญจรปกติแบบนี้เลย

แล้วก็ชอบซีน ที่ตัดสินใจกลับลงมานั่งกินโรตี ตอนหิวตาเหลือกแล้วทำท่าทางปกติ เหมือนมาปิกนิค เนียนมากเลยจ้า555

ทริปนี้โชคดีที่มีแทรคเตอร์ผ่านมา นั้่งหัวสั่นหัวคลอน ตับไตไส้ เขย่าไปรวมกันหมด 555
แถมพี่คนขับก็ใจดี ฝากไปกับรถ นทท ให้ แต่ดูถนนแล้ว แค้บ แคบ น่าหวาดเสียวมากๆ

ในที่สุดก็ได้มา ไปรษณีย์ที่ สูงที่สุดในโลก
ถามนิดนึง ว่า นานมั้ย ที่โปสการ์ด กว่าจะมาถึงเมืองไทยเนี่ย

สุดท้าย ก็โล่งใจ ที่ได้ที่พักที่พระ ฝากฝังมา
กินจาปาตี อิ่มปากมัน นอนอุ่นสบาย มีห้องน้ำเข้าไม่ต้องไปเก็บดอกไม้

แต่ขอเดาว่า คืนนั้น น้องฟ้า น่าจะไม่ได้อาบน้ำอีกแน่นอน อิอิ
เข้าใจได้ว่า อากาศมันเย็น เหงื่อไม่ค่อยออกเนอะ 555

 

โดย: multiple 24 พฤษภาคม 2565 5:18:53 น.  

 

แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ

 

โดย: **mp5** 24 พฤษภาคม 2565 9:44:05 น.  

 

ขวดน้ำตกลงไปข้างล่าง..นึกไก๋เสียว
หากเป็นเราตกลงไปอย่างที่น้องฟ้าคิด

ลุยไดีจังค่ะ ทริปไหนๆของน้องฟ้าในธิเบต
ได้นั่งทั้งหลังรถบรรทุก
โชคดีได้ขยับเปลี่ยนรถมานั่งและ
นอนเกสท์เฮ้าก็ได้เจ้าของมีน้ำใจ
ได้นอนบ้านญาติพระอีก

เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น
สนุกสนานเร้าใจตลอดเวลา

 

โดย: เริงฤดีนะ 24 พฤษภาคม 2565 15:27:16 น.  

 

นึกแล้วเสียว*

 

โดย: เริงฤดีนะ 24 พฤษภาคม 2565 15:28:06 น.  

 

เดินมันก็พอไหวนะ จริงๆ เป็นทางเลือกที่ดีที่เราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศ แต่จากที่เขาถามถึงเรื่องน้ำ แถมชวนกินข้าวนี่รู้เลยครับว่า ลำบากแน่ๆ

ได้น้ำมา แต่เสียไปรู้งี้ไม่น่าแบกไปเลย เสียพลังงานเปล่า แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเราจะทำหลุดมือไปแบบนั้น

อากาศเย็นก็พอเดินได้ แต่อากาศมันเบาบางเหนื่อยแน่นอนครับ

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 25 พฤษภาคม 2565 0:00:07 น.  

 

อยากกินพริกป่นผัดน้ำมัน
ขึ้นมาในทันทีเลยจ้า

 

โดย: อุ้มสี 27 พฤษภาคม 2565 8:05:54 น.  

 

ดูรูปเส้นทางเดินสีแดงถ้าไม่บอกว่าใครเดิน นึกว่าเลียงผา!
มันชันไม่น้อยเลยนะนั่น ดีที่กลับตัวทันไม่ปีนไปสูงกว่านี้ ^^"

หลวงพี่และครอบครัวนี่ใจดีจริง
เห็นรูปหมู่บ้าน Hikkim รู้สึกวิวที่นี่เขียวกว่าที่อื่นนะ
ขนาดเกี่ยวนาเกือบหมดแล้วยังรู้สึกเขียว ๆ อยู่เลย ^^

ค่าส่งโปสการ์ด 2000 รูปีเลยเหรอเนี่ย (ใช่แสตมป์ 500x4 เปล่าหว่า)
คิดเป็นเงินไทยเกือบ 900 บาทแน่ะ
แต่ถ้าไปก็คงส่งเหมือนกัน เพราะมันไปยาก (ต้องปีนเขาด้วย :P)


ป.ล. บอกตรง ๆ ตอนอ่านนี่จำชื่ออะไรแทบไม่ได้เลยแฮะ
ขนาดชื่อที่อยู่เอนทรี่่เดียวกันแท้ ๆ
เวลาอ่านนี่ต้องเลื่อนกลับไปดูบรรทัดที่เพิ่งอ่านเมื่อกี๊อยู่บ่อย ๆ
ไม่รู้เป็นเพราะตัวเองเริ่มแก่หรือเพราะชื่อจำยากอยู่แล้ว
(ขอให้เป็นอย่างหลังเถอะ ^^")

 

โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก 29 พฤษภาคม 2565 18:21:13 น.  

 

^
โน้วววว...
ราคาดวงละ 5 รูปี ตะหาก

 

โดย: กาบริเอล 29 พฤษภาคม 2565 20:03:47 น.  

 

รถกะบะเสียงดังกะโล้งโก้งแก้งดีค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 16 มิถุนายน 2565 13:59:18 น.  

 

++++ประกาศ~ประกาศ ++++

คีย์บอร์ดแลปท็อปที่ใช้เป็นตัวหลักของ จขบ.
มันเกิดอาการรวน ๆ ทำให้ไม่สามารถพิมพ์อะไร
ได้มากนัก ต้องขออภัยความล่าช้ามา ณ ที่นี้
ทั้งการอัพบล็อกใหม่และการเยี่ยมเยือน

.....

กราบหนึ่ง
กราบสอง
กราบสาม


#สภาพพพ

 

โดย: กาบริเอล 20 มิถุนายน 2565 15:04:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้นะคะ

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014

(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต




New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.