Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2562
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 ตุลาคม 2562
 
All Blogs
 

ถนนทุกสายมุ่งสู่เลห์ (2)



จากมะนาลี ที่ยวรถที่จะวิ่งตรงไปยัง Keylong ในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน
ทั้งหมด 8
 เที่ยว/วัน และเนื่องจากมันเป็นการเดินรถที่ไม่สามารถวิ่งเชื่อมตรง
ไปยังเส้นทางที่ว่าได้ตลอดปี ก็เลย
ทำให้ป้ายประกาศชั่วคราวที่ทำติดเอาไว้ตรง
ท่ารถ
(หาดูได้จากช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร หรือจุดสอบถาม) จะมีหน้าตาเป็น
แผ่นกระดาษที่เขียนลงรายละเอียดไว้ทั้งภาษาฮินดีและ
ภาษาอังกฤษอย่างนี้

 

"รายละเอียดเพิ่มเติม"

1. Dharamshala - Keylong : 4.00 น. 
2. Manali - Keylong : 5.00 น.
3. Shimla - Keylong : 5.30 น.

4. Kullu - Kaza* : 6.00 น. เส้นทางเดินรถไป Kaza จะผ่านช่องเขาโรตัง (Rohtang La)
เช่นเดียวกัน แต่หลังจากนั้นก็จะเลี้ยวขวาเพื่อแยกไปยังหุบเขาสปิติ ดังนั้นเที่ยวรถที่ว่านี้
จะไปไม่ถึง Keylong นะคะ

5. Kullu - Udaipur : 7.00 น. 
6. Delhi - Keylong : 7.30 น.
7. Kullu - Keylong : 9.30 น.
8. Reckong Peo - Keylong : 10.30 น. 
9. Haridwar - Keylong : 14.30 น.



รถโดยสารรอบตีห้า Manali - Keylong  มันน่าจะมีที่นั่งให้คนต้นทางอย่างเรา
เลือกได้ ไม่เหมือนกับรถเที่ยวอื่น
ที่วิ่งมาจากเมืองต่าง ๆ โดยจะมาจอดพักเพื่อ
รับผู้โดยสารจากมะนาลี ไปยัง 
Keylong หรือ Udaipur ที่อยู่ถัดไป…ได้ยินมา
ว่าระยะเวลาการเดินทางไปยัง K
eylong นั้น ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดหากออก
รอบเช้าก็น่าจะใช้เวลาไม่นาน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจราจรบน
Rohtang La ด้วย 
หากออกสายหรือช้าสุดในรอบบ่ายสอง ก็อาจต้องอดทนรอจนเซ็งกันไปข้างนึง

 

ฉันจึงคิดว่า เที่ยวรถที่เหมาะกับตัวเองที่สุดคือรอบตีห้า!
แล้วนาฬิกาก็ถูกตั้งปลุกเอาไว้ที่ตอนตีสี่ เผื่อเวลาการเดินเท้าไปยังท่ารถขนส่งฯ 
ที่ต้องอ้อมเขตป่าซีดาร์ -- ซึ่งมันกั้นเขตระหว่างมะนาลีเก่าและอีกฟากเอาไว้
(ไม่แนะนำให้เดินลัดเข้าไปในป่ายามมืดหรือเช้ามืดนะคะ เพราะมันเปลี่ยวมาก)

 

 

เช้าวันถัดมาช่วงตีสี่ …
นาฬิกาก็ปลุกตามเวลาไว้ ฉันกะว่าจะลุกตื่นขึ้นมาเก็บข้าวของและเตรียมตัวออก
เดินทางเลย  
เช้าวันนั้นดันมีฝนตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา  เอาวะ ยังมีเที่ยวรถ
รอบอื่นรออยู่ ฉันขยับเวลา
ปัดไปอีก 15 นาทีและอีก 15 นาที (ไม่รู้กี่รอบ) เผื่อ
ว่าสักพักหนึ่งฝนคงซาไปเอง...ผ่านไปเกือบชั่วโมง ถึงคิดได้ว่า จะไปคาดหวัง
อะไรได้ ในเมื่อตอนนี้มันอยู่ในช่วงมรสุม 


ฉันสะพายเป้ เดินกางร่ม พร้อมถือไฟฉาย ออกจากที่พักในฝั่งมะนาลีเก่า
ฝ่าฝนลงมาจากเนินอย่างทุลักทุเล ถึงจะรีบแต่ก็กลัวลื่น พอลงมาจนถึงถนน
ด้านล่างก็ยังต้องระวังดินโคลนจากทางถนนที่เปียกแฉะอีก 
ด้วยความที่มันยัง
เป็นเวลาเช้ามาก  
เลยโชคดีหน่อยที่ไม่มีรถวิ่งสวนผ่านมา ไม่อย่างนั้นฉันคง
จะตัวเปื้อนเละเทะไปด้วยโคลนที่สาดกระเด็น
มากับล้อรถที่ชอบซิ่งผ่านจุดที่มี
น้ำขังบนถนนแน่ ๆ






: รถโดยสารรอบเจ็ดโมงเช้า Kullu - Udaipur


เที่ยวรถรอบตีห้าได้ออกเดินทางไกลไปเป็นที่เรียบร้อย ก็เลยต้องรอไปกับรถ
รอบเจ็ดโมงเช้าจาก
Kullu ที่จะตรงไปยัง Udaipur แทน โดยรถดังกล่าววิ่งมา
จอดเทียบยังมะนาลี ราวหกโมงครึ่ง
และหยุดพักเพื่อรับผู้โดยสารนานหลาย
นาทีอยู่เหมือนกัน ก็อย่างที่บอกไป มันเป็นรถที่วิ่งมาจากเมืองอื่น ทำให้
เบาะนั่ง
ฝั่งซ้ายที่เป็นสองที่นั่งต่างก็มีเจ้าของแล้วแทบทั้งนั้น ส่วนฝั่งขวาที่ต้องนั่งเบียด
ถึงสามที่นั่ง...ขอบอกเลยว่าไม่เคยคิดจะแล ~

 

ก็เหลือที่นั่งริมหน้าต่างท้ายรถนี่แหละ ที่ยังไม่มีใครจอง
ว่าแล้ว ฉันตรงดิ่งไปจองที่ดังกล่าวอย่างไม่คิดอะไร
ส่วนใครจะมานั่งเบาะหลังสมทบอีกห้าคนต่อจากนี้คงต้องลุ้นเอา 


 

ไม่นานนักก็ได้เห็นผู้โดยสารเบาะหลังคนอื่นที่เพิ่งขึ้นมาเป็นผู้ชายชาวอินเดีย
(จะว่าไปแล้ว ทั้งรถคันนี้ต่างก็เป็นคนอินเดียหมดแหละ) มานั่งด้านข้างและ
เพื่อน ๆ
คนอื่นของเขาก็มานั่งยังเบาะถัดไปต่อจากนั้น รวมถึงตรงหน้าอีกสองราย  
พวกเขากำลังจะเดินทางไปยัง Keylong เพื่อเทรกไปยัง Chamba กัน

ระหว่างรอรถออก ด้วยความที่มาคนเดียวฉันจึงไม่ยอมลุกออกไปไหนทั้งนั้น
กลัวเสียที่ กลัวตกรถ และไม่อยากเปียกฝนอีก คนที่นั่งติดกับฉันที่ชื่อ  'วิพัน'

ก็ได้ช่วยลงไปซื้อชามาให้ดื่ม โดยหลังจากนั้นเราได้คุยกันบ้างนิดหน่อยในช่วง
ที่อยู่บนรถ





: วิ่งออกจากท่ารถฯ ที่มะนาลีได้ไม่นาน รถก็มาจอดแวะพักที่ร้านแห่งหนึ่งสำหรับมื้อเช้า
เวลานั้นดูเหมือนว่าทุกคนกำลังจดจ่อและติดตามข่าวน้ำท่วมที่เกิดขึ้นสักที่ในอินเดีย


: ป้ายที่มักจะเจอระหว่างทาง บางครั้งก็มีคำคมให้อ่านเพลิน ๆ ด้วย



: หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ฟ้าจะเดินทางไป เลห์ (Leh) ค่ะ แต่เห็นว่ามันพ้องเสียงกันดี
เลยถ่ายโลโก้มันฝรั่ง เลย์ (Lay's) มาสักหน่อย -- สองชื่อนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด




: สภาพริมทางที่กำลังเจิ่งนองไปด้วยฝน ก็มีเจอดินถล่มบ้างเป็นบางช่วง ส่วนเต็นท์เหลือง
ตรงตีนเขา น่าจะเป็นจุดพักแรมของคนเลี้ยงม้าค่ะ (เห็นมีฝูงม้ากำลังเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล) 




: สภาพการจราจรก่อนถึง Rohtang La มีทั้งรถทหาร รถรับจ้างขนาดเล็ก
และรถประจำทาง หยุดจอดรอกันนานเป็นชั่วโมง...มีทั้งเรื่องฝนตกหนักและเหตุการณ์
ดินถล่มที่เป็นอุปสรรค



ความจริงแล้วมันเป็นการเดินทางที่ไม่ได้ไกลอะไรนักสำหรับวันแรก

จาก Manali - Keylong มันก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง ภาคส่วนของวันพรุ่งนี้ต่างหากล่ะ
ที่จะยาวนานและยาวไกลมาก ๆ ทีเดียว  -- 
หลังจากไปถึง Keylong แล้วก็ต้อง
ไปจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าไปยังเลห์ ตรงท่ารถสำหรับเช้าพรุ่งนี้ เพราะมีรถออก
แค่รอบตีห้า หนึ่งเที่ยว/วัน และจะเดินทางไปถึงเลห์ประมาณหนึ่งทุ่ม

ก็แอบกังวลถึง
โฮสเทลที่จองไว้มันช่างอยู่ไกลจากท่ารถฯ เอาเรื่อง คงต้อง
หาแท็กซี่
ให้ไปส่งแถวทางขึ้นเจดีย์สันติภาพ (Shanti Stupa) ให้ได้ก่อนที่จะ
มืดค่ำไปมากกว่านั้น


สิ่งที่คิดไว้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝันลม ๆ แล้ง ๆ


ฉันวนคิดถึงแผนการเดินทางที่ว่านี้หลายรอบมาก แม้จะเป็นเรื่องของวันถัดไป
ก็จริง แต่ดูเหมือนว่าเรายังไปไหนไม่ไกลเกินนี้เสียที...ภาพวิวบนเนินเขานอก
หน้าต่างรถ หากไม่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวล้วน ก็จะมีเหล่าดอกไม้ป่าขึ้นเป็นพุ่มเป็น
ดงสีชมพู สีขาว และอื่น ๆ พากันออกดอกบานรับฤดูฝนเต็มไปหมด มันดูมีชีวิต
ชีวากว่าช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นไหน ๆ 

บางทีก็แอบคิดว่า อาจมีใครสักคนจงใจหย่อนโปรยเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ป่าไว้ เพื่อ
รอให้ผู้สัญจรและผู้มาเยือนได้ชื่นชมยามรู้สึกหดหู่ใจไปกับสภาพจราจรอย่างที่
เป็นอยู่ในตอนนี้


เมื่อพ้นไปจุดที่ชื่อว่า Marhi รถก็เริ่มไต่ขึ้นบนพื้นที่สูงเรื่อย ๆ จนกระทั่งใกล้ถึง
ช่องเขาโรตัง ตรงนี้เองที่ฉันเผลอหลับและตื่นขึ้นมา พบกับวิวเดิม ๆ ที่ว่า ไม่รู้
ต่อกี่รอบแล้ว บางทีก็เปลี่ยนมุม (จากการขยับรถไปด้านหน้า) บางทีก็ยังคงเป็น
ที่เดิม ซึ่งก็นานพอสมควรกว่ารถของเราจะได้วิ่งมาถึงหมู่บ้าน Koksar จุดแวะ
พักกลางทางสำหรับมื้อกลางวัน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของฝั่งที่ชื่อว่า Lahaul   

ทั้งนี้ฉันเคยเดินทางไปยังฝั่ง Spiti ที่ดูแห้งแล้งมาก่อน แต่ยังไม่เคยแวะมายัง
ฟาก Lahaul สักครั้ง  แม้ว่ามันถูกจัดแบ่งการปกครองสองเขตรวบไว้ด้วยกันใน
ชื่อ Lahaul and Spiti district  ก็ตาม แต่ฟากฝั่งตรงนี้กลับดูเขียวชอุ่มกว่ามาก

นี่ถ้าให้เปรียบเทียบฝั่ง Spiti เป็นทะเลทราย
ฝั่ง Lahaul ก็คงเป็นเหมือนกับโอเอซิสเลยเนอะ


ในตอนที่เห็นหมู่บ้านนี้ครั้งแรก วิพันได้พูดขึ้นมาว่า 

"ที่นี่สวยมาก ทำไมไม่คิดจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้?"





: หมู่บ้าน Koksar จะมีด่านตรวจยานพาหนะทุกชนิดที่จะสัญจรผ่าน
รวมถึงชาวต่างชาติ ก็จะต้องมาลงชื่อเพื่อรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ด้วย



ภาพที่ว่านั่นเป็นช่วงจังหวะที่รถกำลังวิ่งผ่านภูเขาสูงสีเขียว ที่มีน้ำตกเล็ก ๆ
ไหลพาดผ่านลงมาหลายสาย ถึงในเวลานั้นจะมีไอหมอกลอยมาบังจนแทบมิด
แต่มันก็ยังดูสวย  ฉันคงไม่ชอบเปิดกระจกหน้ารถเพื่อถ่ายรูปบ่อย ก็เลยพลาด
ไปหลายมุม อีกอย่างถึงเราจะได้หยุดพักกินข้าวกลางวันที่ Koksar ได้นานจน
เกือบยี่สิบนาที แต่กลับไม่มีโอกาสออกมาเดินด้านนอกได้สะดวกเท่าไหร่เพราะ
ฝนที่กระหน่ำตกลงมา

หลังกินอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรีบกลับไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกันต่อ
เราออกจาก Koksar ในช่วงบ่าย ซึ่งก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก เพราะเมื่อหลุด
จากถนนตรงช่องเขาโรตังไปแล้วรถก็วิ่งทำเวลาได้ดีขึ้น  โดยต่อมาฉันต้อง
เปลี่ยนคำพูดอีกครั้ง -- หนนี้รถหยุดวิ่งอีกแล้ว และจอดนิ่งสนิทหลายชั่วโมง 
มันนานจนถึงขนาดว่า ได้เห็นคนขับฟุบหลับบนพวงมาลัยไปหลายตื่น


ผู้โดยสารบางส่วนก็ลงจากรถออกไปเดินเล่นด้านล่างแก้เซ็งกัน ไม่ก็แอบไป
สังเกตการณ์ ทำให้รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องรถติด ถนนตรงหน้าเรามีกอง
หินจำนวนหนึ่งกลิ้งหล่นจากบนเขาลงมาปิดถนน และส่วนที่อยู่ถัดไปไกลจากนี้
ก็เหมือนถูกขวางด้วยอะไรบางอย่าง


"ปากีสถาน กำลังโจมตีเรา!" 

มีเสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้นมา พวกคนบนรถต่างพากันขำและโม้ต่อยอดกัน
ไปไกล เพราะช่วงนั้นรัฐบาลอินเดียเพิ่งได้ประกาศยกเลิกสถานะพิเศษต่อ
'รัฐจัมมูและแคชเมียร์' อีกทั้งได้แยก 'ลาดัก' ออกมาหมาด ๆ  ก็เลยมีเรื่อง
คุกรุ่นเกิดขึ้นจนส่อเค้าว่าอาจเกิดสงครามได้ทุกเมื่อ

เอ๊าาา ... ถึงจะดูตลกร้าย แต่เสียงหัวเราะในขณะนั้นก็น่าฟัง
กว่าเสียงคนนั่งหาว นั่งถอนหายใจ ราวกับเบื่อโลกเป็นไหน ๆ  





: นานหลายชั่วโมงกว่ารถแบ็คโฮจะวิ่งมาถึง แต่ทุกคนบนรถดูมีความหวัง
เมื่อเจ้ารถตักคันนี้ กำลังวิ่งมาช่วยเปิดทางให้เรา 




: นอกเหนือไปจากที่ตรงนี้แล้ว ก็ยังมีถนนที่ตัดผ่านใกล้แม่น้ำ
ที่เชื่อมทางต่อระหว่าง Koksar และ Sissu กำลังมีปัญหา



เกือบห้าโมงเย็น เรายังคงติดอยู่ที่เดิมแถมฝนก็ยังไม่มีวี่แววจะหยุดตกเสียที
ฉันเริ่มใจเสียและเพ้อบ่นถึงเรื่องเมื่อวานนี้ หากเดินทางไปกับเที่ยวรถของ
HPTDC แต่แรกคงสบายกว่า และป่านนี้ก็คงใกล้ถึงเลห์ในอีกไม่กี่ชั่วโมง


ถัดมาคนขับเริ่มติดเครื่องยนต์อีกครั้ง และครั้งนี้ไม่มีใครรู้สึกดีใจเลยสักคน 
เพราะเราไม่สามารถไปต่อได้ รถของเราได้เปลี่ยนทิศทางวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน
Koksar อีกครั้ง เวลานั้นใกล้มืดเต็มที บอกตรง ๆ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี
 
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงพักกินข้าวกลางวัน วิพันได้เจอกับป้าตัวเองที่บังเอิญมาขึ้น
รถคันเดียวกันนี้จากที่ไหนสักแห่ง ก็เลยตรงเข้าไปทักทายและแนะนำให้ฉันรู้จัก
ป้าของเขาจะเดินทางไปยัง Keylong เพื่อกลับบ้าน พอมาถึงเหตุการณ์ที่รถตี
กลับมายัง Koksar อีกรอบ วิพันจึงพยายามบอกให้ฉันตามติดป้าของเขาไปเพื่อ
ที่จะได้พักอยู่ในที่เดียวกัน  สรุปก็คือเราทุกคนจำเป็นต้องพักค้างแรมที่นี่ 
 





: หมู่บ้าน Koksar ในช่วงเวลาเย็นของวันนั้น ที่ยังมีฝนตกกระหน่ำลงมา มีหลายคน
ที่ต้องย้อนกลับมาติดอยู่ที่นี่กัน เพราะไม่มีรถคันไหนสามารถวิ่งผ่านไปยัง Sissu ได้




หลังลงจากรถ ฉันก็ได้เดินหลบฝนตามกลุ่มป้าของวิพัน และครอบครัวชาว-
อินเดียอีกหนึ่งกลุ่มที่อยู่บนโดยสารคันเดียวกันเข้าไปอยู่ในอาคารมืด ๆ ซึ่งตั้ง
ตรงข้ามกับจุดจอดรถ มันมีห้องสำหรับรองรับคนมาพักแรมจำนวนสามห้อง
ในตอนนั้นพวกเราไปกระจุกอยู่ในห้องเดียวกันแต่นั่นก็ไม่สามารถรองรับจำนวน
คนได้หมด กลุ่มป้าวิพันซึ่งมีกันสี่คนจึงแยกไปอยู่อีกห้องที่ติดกันไม่ไกล และ
คืนนั้นฉันก็ได้ห้องพักที่ต้องนอนรวมกับครอบครัวชาวอินเดียที่มีสมาชิกจำนวน
ทั้งสิ้นหกคน ไม่นับรวมเด็กเล็กอีกสอง....

ฉันนอนอยู่ที่ฝั่งริมสุด ก็แอบกลัวพลาดกลิ้งตกลงมากลางดึกอยู่เหมือนกัน
มันช่างเป็นการจัดสรรพื้นที่ที่ไม่ลงตัวเอาเสียเลย เมื่อยหลังมาก ๆ  แถมที่นี่
ยังไม่มีไฟฟ้าอีกต่างหาก ดีแค่ว่าตรงห้องน้ำยังมีน้ำไหลปกติ 

นอกเหนือจากนี้ ฉันยังได้เจอกับนักเดินทางชาวฝรั่งเศส ผู้ร่วมประสบภัยใน
เหตุการณ์ดังกล่าวอีกสองคน พวกเขามากับรถโดยสารรอบถัดไปหลังจากฉัน
และคงหาห้องพักไม่ทัน เพราะมีคนติดอยู่ที่ Koksar ในวันเดียวกันนี้อยู่หลายราย
แต่สุดท้าย เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอาคารฯ ก็อนุญาตให้ทั้งสองปูถุงนอนเพื่อค้างแรม
บนพื้นที่ภายในอาคารได้ 





: ภายในห้องที่มาพักอย่างไม่ตั้งใจในคืนนี้ที่ Koksar



: แวะมากินอาหารมื้อเย็น ที่ร้านแห่งหนึ่ง



: สองหนุ่มจากฝรั่งเศส ที่เพิ่งหาที่พักแรมใน Koksar ได้อย่างฉุกละหุก 




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2562
8 comments
Last Update : 16 ตุลาคม 2562 10:08:15 น.
Counter : 142 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณtoor36, คุณKavanich96, คุณhaiku, คุณmultiple, คุณชีริว, คุณSweet_pills, คุณอุ้มสี

 

วิพันน่ารัก

น้องฟ้าทำบุญมาดี เจอคนดีๆ ในทริปบ่อยอ้ะ ดีแล้ว

อ่านแล้วรู้สึกว่าถ้าจะแบ็คแพ็คไป ถุงนอนคือสิ่งที่ต้องมีนะนี่ ใช้ได้ในยามฉุกเฉินเลย

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
kae+aoe Parenting Blog ดู Blog
จันทราน็อคเทิร์น Literature Blog ดู Blog
ไวน์กับสายน้ำ Literature Blog ดู Blog
toor36 Cartoon Blog ดู Blog
ผีเสื้อยิปซี Literature Blog ดู Blog
กาบริเอล Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 16 ตุลาคม 2562 13:31:00 น.  

 

เจอเหตุไม่คาดฝันเยอะจริงๆ ฝนตกนี่เป็นปัญหาจริงๆ

บางครั้งเขาแซวเล่น โดนโจมตีมันก็เฮฮาได้เหมือนกัน แต่ถ้าโดนจริงนี่ขำไม่ออกเหมือนกันนะ

ผมว่าต่อไปไปรอบแรก ก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมายครับ ดูแล้วอุปสรรค์เยอะเกิน

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 17 ตุลาคม 2562 0:20:45 น.  

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 17 ตุลาคม 2562 3:37:58 น.  

 

เสียดายอะ ไม่ทันรถเที่ยวตี 5 ไม่งั้น ก็ไปนอนตีพุงป้าบๆอยู่ที่เลย์แล้วมั้ง แต่เค้าว่า อุปสรรค ยิ่งแยะ ชีวิตยิ่งมีรสชาติ

ของน้องฟ้าก็ น่าจะประมาณ ต้มยำโป๊ะแตกแหละ อุปสรรคแยะจริ้งจริง ทั้งฝนตก พายุ หินถล่ม ต้องนอนเบียด หายใจรดต้นคอขาเกยกับแขกหลายชีวิต 555

แต่ดูจากที่ไปเม้นท์ แสดงว่ากลับมาโดยสวัสดิภาพแล้วนะ โล่งอกไปที แฮ่ๆ555

ส่วนเรื่องเม้นท์ บล็อก อ.เต๊ะ ไม่ทันไม่เคยมีในประวัติศาสตร์บล็อกแก๊งค์นะจ๊ะ เพราะ รอเพื่อนๆ 3-4เดือนเป็นอย่างต่ำ555

ปล.เวลาสอน อ.เต๊ะ ใช้หลายเสียงมากจ้า น่าจะเกิน 2หรือ 3 ไปนู้น ออกแนวเฮฮา บ้าบอไปตามเรื่องเหมือนเขียนบล็อกนี่แหละ555

 

โดย: multiple 19 ตุลาคม 2562 18:24:53 น.  

 

บล็อกใหม่แล้ว ลงได้ถี่แบบนี้กลับมาแล้วชิป่ะ?
บล็อกที่แล้วเรื่องราวมันงดงามมากเลยนะ น่าจะชวนคนมาอ่านกันเยอะๆ

ขึ้นรถตอนตีห้า! ตื่นตีสี่! เอาเหอะ ยังเด็กร่างกายยังได้อยู่
ตื่นเช้าไม่พอ เจอฝนอีก! สรุปได้ขึ้นรอบเจ็ดโมง โถๆ *ตบบ่า*
ได้ที่นั่งแล้วต้องจองไว้ให้แม่นมั่นเชียว โชคดีมีคนลงไปซื้อชาให้ดื่ม ถ้ามีคนลงไปฉี่แทนให้ด้วยจะดีมาก

มีกองหินถล่มขวางทางอีก ผมเคยขับรถไปที่ทุรกันดารมีต้นไม้ล้มขวางทางนะ โชคดีพี่ปิ๊กอัพคันหน้าพกพร้ามาด้วย ฟันฉัวะ! แต่ถ้าหินถล่มนี่หมดปัญญา ปากีสถานโจมตีก็หมดปัญญาเหมือนกัน
แล้วคืนนี้ไปนอนบ้านใครล่ะครับนั่น มันเป็นอาคารของอะไรน่ะ?

 

โดย: ชีริว 19 ตุลาคม 2562 19:12:54 น.  

 

สวัสดีอีกรอบเด้อ

สนามบินนี้เล็กกว่าเชียงใหม่อีกจ้าาาา 555

แต่ตอนก.พ.พี่ใช้อีกสนามบิน ใหญ่กว่านี้หละ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 21 ตุลาคม 2562 9:40:32 น.  

 

เพราะฟ้าฝนแท้ๆทำให้น้องฟ้าต้องเลื่อนเดินทางจากตีห้าออกไปนะคะ
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่เลื่อนเดินทางตั้งแต่แรก น้องฟ้าคงไม่เจอกองหินมาปิดถนนแบบนี้
หรือทุกสิ่งถูกกำหนดแล้วนะ การได้ย้อนกลับมาพักค้างคืนในสถานที่ๆรถขับผ่านไปแล้วแบบนี้อาจมีอะไรดีๆที่แฝงอยู่ก็เป็นได้
อย่างน้อยการได้รู้จักกลุ่มคุณป้าของคุณวิพัน
และชาวฝรั่งเศสสองคนที่ร่วมประสบเหตุการณ์เดียวกัน
ก็ทำให้เราได้พบคนใหม่ๆเพิ่มขึ้น

แผนการเดินทางไปเลย์คงต้องเปลี่ยนวันการจองตั๋วออกไปอีกหน่อย
แล้วพี่ต๋าจะติดตามการเดินทางของน้องฟ้าต่อค่ะ



 

โดย: Sweet_pills 21 ตุลาคม 2562 10:49:32 น.  

 

ปัญหาระหว่างเดินทางมีมาให้แก้
คงเป็นบุญ
ไม่งั้นคงไม่เจอก้อนหินปิดถนนจ๊ะ
โหตไดอารี่ให้น้องฟ้า

 

โดย: อุ้มสี 23 ตุลาคม 2562 1:19:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#15


 
กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]




เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014





(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.