Group Blog
 
<<
มกราคม 2563
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
2 มกราคม 2563
 
All Blogs
 

ถนนทุกสายมุ่งสู่เลห์ (5)





"ปกติชาวบ้านชาวเมืองเขาเดินทางกันแค่วันเดียวก็ถึง
Keylong  แต่พวกเราใช้เวลาปาไปกว่าสองวันแน่ะ"






ซันดีพ ทวนเรื่องที่เพิ่งเกิดขี้นไปหมาด ๆ ขึ้นมา หลังจากที่รถของเราผ่านพ้นฝูง
แพะฝูงแกะเรียบร้อย ฉันเองก็อดขำกับเหตุการณ์บ้า ๆ บ้อ ๆ นั่นไม่ได้ ทั้งที่ใน
สถานการณ์จริง 
มันแทบขำไม่ออกก็ตาม

พวกเราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ในตอนนี้กลับคุยลั่นยังกับตลาดแตก ในฐานะ
ผู้ประสบภัยแห่ง
หมู่บ้านคกซาร์ ซันดีพเดินทางข้ามเขาล่วงหน้ามาถึง keylong
ตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว ซึ่งก็ไวกว่าฉันที่เพิ่งจะเดินเท้าออกจากที่นั่นไปหนึ่งวัน
เท่านั้นเอง ทั้งนี้ดูเหมือนว่า พอล ชาวแคนาดา
จะยังคงนั่งนิ่งอย่างเงียบ ๆ ไม่
เห็นมีทีท่าคุยอะไรใหญ่โต เว้นแต่จะดึงสายยางเล็กที่เชื่อมต่อกับเป้
ใส่น้ำมา
ดูดสักอึกสองอึกพอแก้กระหาย  ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามาโผล่ที่
keylong ได้
ยังไงกัน?

 

"พอลจะเดินทางกลับไปเลห์ รอบที่สอง" ซันดีพ หันมาอธิบายว่า พอลไม่ได้
ไปตกระกำลำบาก
แบบพวกเรา เขาแค่ออกจากลาดักชั่วคราวแล้วก็มาพักอยู่ที่
Keylong ก็เท่านั้น พอลเดินทางมาที่ลาดักครั้งแรกเมื่อ 14 ปีก่อน  ก่อนที่ทุก
อย่างจะเปลี่ยนไปตามวาระของมัน สำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ก็อาจจะ
พอรู้
แค่ว่าด้วยอิทธิพลของหนังอินเดียที่ชื่อว่า
3 Idiots นั้นส่งผลกระทบต่อพื้นที่
มากแค่ไหน โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบปันกอง
(Pangong lake)  
แม้ความจริง
แล้วหนังเรื่องนี้จะเดินเรื่องสนุกและดีมากในความคิดของเรา 





 

"จะดีขึ้นก็แค่เรื่องถนน" พอลชี้ทางให้พวกเราดูถึงถนนที่รถกำลังแล่นผ่านใน
ตอนนี้ว่ามันดีกว่ายุคโน้น
เป็นไหน ๆ ถึงเมื่อครู่นี้คนขับรถเพิ่งจะพาเราเหินผ่าน
ทางที่โดนหินถล่มกลบทับ และหลุมบ่อจากบางช่วงที่มี
ทางน้ำไหลเซาะผ่านก็
ตาม  เขาบอกว่าเคยนั่งอยู่บนรถเมล์แบบสะท้านสะเทือนกับบนทางวิบากนั่นจน
ไปถึงเลห์


ฉันเริ่มสนใจเรื่องที่พอลเล่าขึ้นมา เรื่องของลาดักในยุคที่การท่องเที่ยวยังไม่บูม
เหมือนสมัยนี้ ไม่ใช่ว่าฉันอยากเดินทางไปที่นั่นเพราะทนต่อกระแสความป็อบ
ไม่ไหว (ฮา)  แต่เพราะได้ไปอ่านหนังสือที่มีชื่อว่า Ancient Future อนาคต
อันเก่าแก่ บทเรียนจากลาดัก
  ต่างหากล่ะ 





: จุดรายงานตัวฯ  Darcha ยังอยู่กันที่เขต Lahaul, รัฐหิมาจัลประเทศ



นับจาก Keylong จุดแรกที่เราจะได้ลงจากรถก็คือ Darcha ที่ตรงนั้น ชาวต่าง-
ชาติต้องลงมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าพื้นที่ภายในค่ะ ก็ไม่มีอะไรมาก
เราแค่ลงไปยื่นพาสปอร์ตและโผล่หน้าค่าตาให้เจ้าหน้าที่เห็น โดยคนขับรถจะ
เป็นคนพาเราไปเอง 
(เพราะการจดบันทึกจะต้องอิงกับเลขทะเบียนของรถที่นั่ง
มาด้วย
) และถัดจากนี้ไป ก็จะมีอีกหลายจุดที่ต้องลงบันทึกการเข้าพื้นที่ แต่เรา
ก็ไม่จำเป็นต้องลงไปจากรถกันแล้ว เพราะคนขับรถจะทำหน้าที่ถือพาสปอร์ต
ของเราลงไปยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่แทน ซึ่งก็เป็นเรื่องดีนะ คงไม่มีใครคิดอยากเดิน
ลงจาก
รถเท่าไหร่ ก็เพราะอากาศช่วงดึก ๆ เนี่ย...มันหน๊าวหนาวว สุดทน

 

หลังพระอาทิตย์หายลับขอบเขาไปแล้ว ก่อนทางจะมืดลงเราได้เห็นรถบรรทุก
น้ำมันกำลังแล่นสวนผ่านมา
จากทิศตรงข้ามอยู่หลายคัน รถบรรทุกน้ำมันไม่ใช่
คันเล็ก ๆ ซะด้วย นั่นก็แปลว่าเส้นทางข้างหน้าที่เรากำลังจะไป
ก็อาจไม่มีปัญหา
เรื่องหิมะปิดหรือดินถล่มอะไรนั่นแล้วสินะ


 


"งี้ เราก็ไม่ใช่รถคันเดียวที่กำลังวิ่งอยู่ในหุบเขานี้แล้ว" ฉันพูดออกมาหลัง-
จากคิดไปว่า คงจะมี
แค่พวกเราที่กำลังจะผ่านด่านอรหันต์วิ่งไปยังเลห์คันเดียว
บนเส้นทางนี้ ถึงแม้ว่าอาจจะจริงเพียงแค่ว่า
มีเราวิ่งคันเดียวจริง ๆ เฉพาะใน
เที่ยวขาไป 

"เฺฮ้ย ไม่หรอก" พอลช่วยพูดให้เราใจชื้นขึ้นมาหน่อย  เพราะหากเป็นอย่างที่
ฉันคิดมันก็น่าเป็นห่วงตรงที่เวลารถเสียหรือเกิดมีปัญหากลางทางขึ้นมาเมื่อไหร่

คงจะแย่แน่ ๆ

นอกเหนือจากนั้น เราก็เจอเรื่องเซอร์ไพรส์อีกในกลางดึก นั่นคือกลุ่มของรถ-
รับจ้างขนาดเล็ก ได้ขนนำ
ผู้โดยสารออกมาจากเลห์ไปส่งยังมะนาลีเป็นระยะ ๆ
และทุก ๆ ครั้งที่รถของเราจะแล่นสวนผ่านกันแต่
ละที คนขับต่างจะเปิดกระจก
รถและยื่นมือออกมาเชคแฮนด์เพื่อทักทายกัน คล้าย ๆ กับที่ฉันเคยเห็นภาพ

แบบนี้เมื่อตอนเดินทางเข้าหุบเขาสปิติไม่มีผิด

พวกเขาจะคุยกันด้วยภาษาถิ่นแค่ไม่กี่ประโยคก่อนที่จะวิ่งไปต่อ ด้วยความที่
ช่วงเวลานั้นยังมีขบวนรถรับจ้าง
อีกหลายคันที่ได้แวะหยุดจอด เปิดกระจก
ทักทาย ไถ่ถาม และอำลา กับคนขับของเราอยู่หลายหน เป็นช่วง
ที่การเดินรถ
จะวิ่ง
-จอด- วิ่ง-จอด อยู่แบบนี้ไปเรื่อยเหมือนเป็นธรรมเนียม

พี่พอล ผู้คร่ำหวอดในการเดินทางบนถนนเส้นนี้ก็ได้แอบพูดดัก ถึงเจ้ารถคันถัด
ไปที่จะวิ่งสวนผ่านเราอีก
ไม่กี่เมตรข้างหน้า "เชื่อสิ ๆ เดี๋ยวสักพักรถของเราก็
จะหยุด คนขับก็เปิดกระจกทัก แล้วก็จะตอบกลับไปว่า 
ซิซู!" 

จริงด้วย….เห็นเป็นแบบนี้มานับสิบรอบได้ละ 


ทั้งนี้เส้นทางที่เรากำลังวิ่งอยู่นี้เป็นลักษณะของไหล่เขา เวลาที่รถวิ่งสวนผ่านมา
แต่ละทีก็น่าใจหายอยู่ แต่ก็ยัง
ดีที่ไม่มีรถคันไหนอยากวิ่งแซงกัน เราขับกันมา
แบบเนิบ ๆ พอได้เจอกับรถรับจ้างที่สวนผ่านมาแต่ละที
พวกเขาก็มักจะหยุดจอด
เพื่อพูดคุยกันแบบสั้น ๆ รถรับจ้างที่วิ่งออกมาจากเลห์คืนนี้ มีวิ่งตามกันมา
หลาย
คันอยู่เหมือนกัน สมมติว่ามีสิบคันเราก็ต้องจอดคุยสิบรอบ เพราะคนขับต่างก็
อยากรู้ข้อมูล เส้นทาง
ของแต่ละฝั่งว่าเป็นยังไง

อย่างในกรณีของวันนี้ คนที่มาจากเลห์ก็น่าจะอยากรู้ว่าเส้นถนนที่เราวิ่งมามัน
พังแค่
ไหน หรือสามารถไปไกลได้สุดที่ไหน ดังนั้นคำตอบจากแท็กซี่ที่เรามักจะ
ได้ยินก็หนีไม่พ้น
Sissu ยังไงล่ะ

พอลพูดเสริมให้เรารู้ว่า ถ้าเป็นที่แคนาดาจะไม่ใช่แบบนี้ เพราะคนที่นั่นจะพึ่งพา
เทคโนโลยีกันมากกว่า ทั้งนี้
เขาก็ไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าแบบไหนดีกว่ากัน

 

หากมาจากทางมะนาลี  จะพบว่ารายชื่่อของช่องเขา (Pass หรือ La) ที่เราจะต้อง
นั่งรถผ่านนั้นมีถึง 
แห่งด้วยกัน คือ Rohtang La, Baralacha La, Nakee La,
Lachulang La และ Tanglang La 

เมื่อผ่าน Baralacha La ไปแล้วก็ถือว่า หลุดออกจากเขตหิมาจัลประเทศ ซะที 
สภาพภูมิประเทศแถบนี้ในยามค่ำคืนก็ไม่มีอะไรให้น่าจำไปกว่าเงาทะมึนจาก
แนวเขา
ทางรถวิ่งที่น่าลื่นหล่น และความมืดที่อยู่รอบนอก  พวกเราจะมาตื่นเต้นและร้อง
ว้าว! กันอีกทีเมื่อได้เห็นพระจันทร์เต็มดวง
ที่โผล่มาให้เห็นกลางหุบเขาในคืนนั้น





: กลางหุบเขาและเงามืด เป็นคืนที่นั่งรถข้ามเขายาวนานมาก จำพิกัดของภาพนี้ไม่ได้แล้ว  >_<




: ระยะทางและความสูงของพื้นที่ จากป้ายหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งใน Marhi ด้วยความที่
ข้อมูลตัวเลขในแต่ละแหล่งที่มาดูไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่ เลยขออิงจากป้ายนี้แทนละกัน

 


การเดินรถของเรานั้นไม่ได้วิ่งแบบบ้าคลั่งหรอกนะ บางทีก็มีหยุดแวะกินอาหาร
ไม่ก็พักดื่มน้ำชากันระหว่างทาง
ที่จุดแวะกันด้วย เท่าที่จำได้ก็มีตรง Sarchu
(เราไปถึง Sarchu กันตอนสี่ทุ่ม และถือได้ว่าเข้าสู่เขตลาดักอย่างเต็มตัวแล้ว!)
จากนั้นก็แวะดื่มชาที่ 
Pang กันเป็นที่สุดท้าย...

สำหรับ Pang ฉันให้คะแนนความเย็นยะเยือกเต็ม 10 ลงไปได้แป้บเดียวก็ต้อง
ขอวิ่งกลับเข้ามาในรถอย่างไว ไม่มีใครอยากแข็งตายอยู่ด้านนอก อาจเพราะมัน
ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงมาก ๆ

หลังจากรถวิ่งมาจนถึง Sarchu เราก็เริ่มหัดพูดภาษาลาดักกันแก้ง่วง ทั้งบนรถ
และที่ร้านน้ำชา 
ศัพท์บางคำที่ฉันจดไว้ มันก็มาจากบันทึกของชาวต่างชาติเลย
ไม่รู้ว่าจำมาผิดหรือถูก ...
แต่พอลกลับแย้งว่าไม่เห็นต้องวุ่นวายขนาดนั้น แค่ใช้
Julley ก็เหลือเฝือเกินพอ 






: ร้านอาหารแห่งแรกที่เรามากินมื้อเย็นกันตอนสี่ทุ่ม ตอนนั้นก็มีแค่กลุ่มพวกเรานีแหละที่
กำลังจะเดินทางเข้าเลห์





หืม..คำ ๆ นี้มันจะครอบจักรวาลขนาดนั้นเชียวเรอะ?

แต่พอลก็ใช้คำที่ว่า 
นับตั้งแต่ทักทายกับคนในร้านน้ำชา ….จูเล!
พอเมื่อได้รับอาหารที่เสิร์ฟมาให้ก็...จูเล!
หลังจ่ายค่าอาหารและเดินออกจากเต็นท์ที่ลงมาพักกินข้าว
แกก็หันไปบอกลาคนในร้าน….จูเล!


แน่นอนว่า คนในร้านต่างก็พร้อมใจกันตอบกลับ...จูเล!!!!

 

 

Julley!   จะออกเสียงว่า จูเล – จู๊เล – จูเล๋ และรวมไปถึง โอ จูเล!
ก็ตามแต่สถานการณ์ (หรือสภาพอารมณ์ที่เราจะออกเสียงล่ะนะ)

ความจริงแล้ว คำนี้ใช้เพื่อ ทักทาย  ขอบคุณ ด้วยความยินดี กล่าวลา และอื่น ๆ
ภาษาที่พูดกันในลาดัก คือ Bhoti จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับภาษาทิเบต แต่ไม่
เหมือนกันเสียทีเดียวหรอก 
เรียกได้ว่ามีรากเหง้าเดียวกันดีกว่า เพราะถ้าให้คน
ลาดักพูดกับคนทิเบตก็คงฟังกันไม่เคลียร์นัก


กว่าเราจะได้กินข้าวมื้อเย็นกันในคืนนี้ก็ปาไปสี่ทุ่ม พอกลับมาขึ้นรถ คนขับก็
ดูเหมือนจะพยายามเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อกล่อมให้เราหลับกัน  
จนฉันเผลอหลับ
ไปงีบนึงและตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนรถจอด ได้ยินเสียงของอิตาซันดีพหันมาบอก
อรุณสวัสดิ์...แต่
พอยกนาฬิกาข้อมือมาดู โวะ! นี่พึ่งจะเที่ยงคืนเองอ่ะ !!!

ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เราต้องหยิบเอาพาสปอร์ตยื่นส่งให้คนขับอีกแล้ว ก็เป็น
แบบนี้หลายด่านอยู่ และทุกครั้ง
ที่ฉันได้รับหนังสือเดินทางคืนก็มักจะชอบเอา
ไปซุกที่ซอกกระเป๋ามุมในสุด พอถึงจุดตรวจทีไร ก็มักจะใช้
เวลารื้อค้นนานอยู่
จนถูกพอลแกล้งอำว่าหลังจากนี้ยังมีอีกหลายด่านนะเออ …






: จุดรายงานตัวฯ ที่ Sarchu 






"มีใครบอกได้บ้าง ว่าเราจะไปถึงเลห์ตอนไหน?"

เงียบ...ไม่มีใครเคยวิ่งรถหรือเดินทางกันในเวลานี้สักคน   

ฉันเริ่มเห็นสถูปสีขาวทรงโตที่ตั้งอยู่ริมทางลาง ๆ จุดตรงนั้นคือหมู่บ้านที่ชื่อว่า
Gya ถัดมาเมื่อเราหลุดพ้นจากเงาของหุบเขาก็เริ่มมองเห็นแสงไฟในเมืองจาก
ที่ไกล  
ไม่รู้ว่านั่นคือตัวเมืองเลห์หรือปล่าว (หรือไม่แน่ว่าอาจเป็นค่ายทหาร)
แต่ด่านสุดท้ายที่เราได้ออกมาเดินยืดเส้นข้างรถเพราะต้องรอคนขับเอาหนังสือ
เดินทาง ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจเป็นครั้งสุดท้าย
ก็คือ Upshi แล้วจากนั้นรถก็วิ่ง
ยาวไปถึงเลห์เลย

 

"น่าจะประมาณตีสามกว่า ๆ"  คุนชกหันมาบอกหลังจากที่คุยกับคนขับ  
พอล ลองคำนวนเวลาจากทีได้คำตอบมา พบว่ารถของเราทำเวลาวิ่งได้ดี
แต่สำหรับฉันกลับมันไม่ดี
เท่าไหร่เลย ฉันติดต่อกับทางโฮลเทลไว้เมื่อสอง
อาทิตย์ก่อนเดินทางมาอินเดียเท่านั้น  จากเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นเมื่อสองวันที่ผ่าน
มาก็เลยเวลาเข้าพักจากที่ระบุวันเอาไว้แล้ว และถ้ารถของเราไปถึงเลห์เช้า
มืด
ขนาดนั้น ที่พักของฉันจะยังมีห้องว่างอยู่มั้ยหรือว่าควรต้องรอให้ถึงเช้าก่อนแล้ว
ค่อยคลำทางไปติดต่อ
อีกรอบ 

ฉันไม่เคยเดินทางมาเลห์จึงไม่รู้ว่าสภาพพื้นที่ไหนจะยังพอมีแสงไฟให้นั่งรอ
เวลาบ้างมั้ย ระหว่างที่
คิดกังวลเรื่องนี้ รถของเราก็วิ่งผ่านวัดทิกเซ่ (Thiksey)  
และเชย์
(Shey) มาเรื่อย ๆ วิวของแนวต้นไม้ข้างทางเริ่มดูมีเอกลักษณ์ต่างไป
จากพื้นที่อื่น เจ้าต้นไม้ทรงสูงที่ขึ้นริมทางเป็นแนวยาวที่ว่านั่นก็คือต้นปอปลาร์
นั่นเอง


เมื่อใกล้ถึงเลห์ เราสามารถมองเห็นภูเขาทะเลทรายลูกหนึ่งที่มีเจดีย์สีขาว
ประดับไฟตั้งเด่นบนนั้น ฉันไม่
แน่ใจว่ามันใช่ Shanti Stupa หรือปล่าว
วัดในภูมิภาคนี้ชอบตั้งอยู่บนภูเขาสูงเกือบหมด พอลบอกว่า
ไม่แน่ใจเท่าไหร่
เขาไม่เคยเห็นเลห์ตอนกลางคืน แล้วอีกอย่างหนึ่งคือช่วงเวลามืดแบบนี้ แกมัก
จะมีปัญหากับการ
หลงทิศซะด้วย

 

เมื่อใกล้ถึงปลายทาง  คุนชกเริ่มหันมาถามเรื่องที่พักของพวกเราเพื่อแจ้งบอก
แท็กซี่ให้ไปส่ง โอเค
...ทุกคนต่างมีที่พักกันหมดแหละ ไม่ใช่ว่าจะมาหาเอาดาบ
หน้าเพราะช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของลาดัก


ซันดีพ บอกเรื่องที่พักที่จองเอาไว้กับคนขับ  เขาจะได้ลงจากรถก่อนใครเพื่อน 

พอล บอกแค่ว่าอยู่แถว ๆ ชางสปา
(Changspa) แต่ไม่ยักบอกที่ตั้งให้ไปส่ง
ด้วยเหตุผลแปลกประหลาดของพี่เขา


"ที่ ๆ ฉันจะพักเป็นบ้านของชาวลาดัก ที่เคยมาอยู่เมื่อสิบปีก่อน... 
พวกเขาจะไม่แจ้งข้อมูลการเข้าพักของฉันให้รัฐบาลรู้ ดังนั้นมันจึงเป็น
ความลับ"


พอล บอกว่าเดี๋ยวจะลงที่ชางสปา แล้วก็หาทางไปยังบ้านที่ว่าเอง

"อาา...พวกเขาจะต้องเซอร์ไพรส์ ที่อยู่ ๆ ก็มีคนรู้จักมาหาตอนตีสาม"

ก็หวังว่าพี่พอลจะไม่โดนด่า ที่ไปเคาะปลุกหน้าบ้านเขาก่อนรุ่งสางอ่ะนะ


ตามข้อมูลที่เห็นมา ชางสปา น่าจะเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวและเชื่อมต่อพื้นที่
อื่นได้ง่ายกว่า ที่พักของฉันมันก็ห่างจากตรงนั้นไม่ไกลนัก มันตั้งอยู่ด้านหลังทางขึ้น
ไปยัง เจดีย์สันติภาพ ...พอลเลยบอกให้ลงพร้อม ๆ กันเลยละกัน เดี๋ยวช่วยค้น
พิกัด
จากที่อยู่ให้ (แหม่...ชาวแคนาดา เขาพึ่งพาเทคโนโลยีจริง ๆ!)




"ซันดีพ วันแรกที่มาถึงเลห์ เธอจะทำอะไร แล้วคิดจะเดินไกลกี่กิโล?"

พอล ถามถึงแผนการณ์เดินทางของซันดีพ เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการปรับตัวบน
พื้นที่สูง
ในกรณีที่มาครั้งแรกและคิดจะเที่ยวในลาดักด้วยการแว้นมอเตอร์ไซด์
ฉันจำไม่ได้ว่า ซันดีพ
จะอยู่นานกี่วันละมีแผนไปที่ไหนบ้าง แต่ก็คงหนีไม่พ้น
แลนด์มาร์คสำคัญ ๆ

 

"วันแรกอย่าเพิ่งรีบเดินไวหรือออกแรงเยอะ เธอต้องค่อย ๆ ปรับตัวให้ชิน
กับพื้นที่สูงก่อน พยายามนอนพักและดื่มน้ำให้มาก
"  ฉันถือว่านั่นเป็นคำ
แนะนำที่ดีนะ สำหรับหน้าใหม่ใจร้อนที่คิดวู่วาม
จะออกเดินทางทันทีหลังจากมาถึง 

ก็เป็นไปตามคาด ซันดีพเป็นคนแรกที่ลงจากรถ เขาจอง Youth Hostel เอาไว้
เราลงมาส่งลาเขา ก่อนจะกลับขึ้นไปยังรถเพื่อเดินทางกันต่ออีกหน่อย


ที่ย่านใจกลางเมืองของเลห์ในเวลานี้ ไม่มีจุดนั่งพักที่เปิดไฟสว่างอย่างที่คิดไว้
ไม่มีคนเดินพลุกพล่านไปมาให้เห็นเลย  รถของเราวิ่งฉิวผ่าน
กลุ่มสถูปเก่าสีขาว
หลายจุด นี่ถ้าในตอนนี้คือเวลากลางวันภาพที่ว่านั่นคงดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่
และถึงข่าวคราวการเกิด
อาชญากรรมในลาดัก จะไม่มีเยอะเท่าเมืองอื่น ๆ ของ
อินเดียก็ตาม แต่ฉันก็ไม่อยากไว้ใจกับความมืดนัก 

 

"หยุดตรงนี้ละกัน"  พอล บอกทางให้คนขับได้หยุดรถเพื่อที่จะเดินไปเองต่อ
ที่ตรงนั้นเป็นทางขึ้นไปยัง 
Shanti Stupa แต่ด้วยความมืด ทำให้มองไม่ค่อย
ออกว่าทิศไหนคือทิศไหน
(ตามรายละเอียดของที่พักแจ้งว่าเป็นทางขึ้นไปยัง
เจดีย์สันติภาพอีกทางที่ทำถนนให้รถวิ่งขึ้นได้ มันอยู่คนละทิศกับจุดที่เราลง!
)

เราจ่ายเงินค่ารถกันคนละหนึ่งพันรูปีตามที่ตกลงไว้ พร้อมบอกลาด้วยการจับไม้
จับมือกับสารถีและคุนชก ยังกับจะลาญาติ 
ด้วยเพราะเส้นทางสายวิบากนี้
คนขับค่อนข้างมีสติและชำนาญทางดี ส่วนบรรยากาศบนรถตั้งแต่นั่งมา
จาก
Keylong จนถึงเลห์ ก็ครึกครื้นกว่าที่คิด ถึงการเดินทางนี้จะมีแต่คนแปลกหน้า
ที่มาจากคนละทิศ แต่
ไม่นานพวกเราก็เริ่มคุยและหัวเราะกันไม่หยุด 


 

เลห์, ลาดัก ...เมื่อแรกพบ 

เช้าวันนั้นเป็นช่วงเวลารุ่งสางราวตีสามครึ่ง แท็กซี่ของเราได้หยุดจอดลงที่หน้า
ทางขึ้นเจดีย์สันติภาพฝั่งบันไดที่แสนจะมืดตึ๊ดตื๋อ  พอลหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่
เพิ่มก่อนจะยกเป้ใบโต
ขึ้นใส่บ่า และเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คดูตำแหน่งของ
โฮลเทลที่ฉันยื่นให้  


เขาตัดสินใจที่จะไปส่งฉันก่อน อาจไม่ใช่พราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย 
แต่คิดว่าคงไม่อยากให้ถูกสะกดรอยตามเจอทีหลัง
ว่าบ้านลึกลับที่เขาจะไปเคาะ
เรียกมันตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของย่านชางสปามากกว่า พอลเดินนำลิ่ว ๆ ไปยัง
ทาง
ที่คิดว่ามันน่าจะใช่ และก็พาเดินวนเข้าซอกนั้นออกซอยนี้
  (หรือพูดง่าย ๆ
ว่ากำลังหลงนั่นเอง
)


แสงไฟที่ส่องจากหน้าโรงแรมและที่พักย่านนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เรามองเห็นทาง
เดินได้ชัดนัก ฉันจำภาพ
อะไรไม่ได้เลย นอกเหนือไปจากความหนาวของลมที่
พัดปะทะมา ตลอดจนเสียงอาซานที่ดังจากมัสยิดแถวนั้น   
แถมจุดที่เดินผ่านยัง
มีฝูงหมาที่คอยเห่ากันแบบระงมอีก
...ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน

ผ่านไปราว ๆ สิบนาที ฉันว่าพวกเราคงเดินกันมาไกลร่วมกิโลฯ แล้ว หากวัด
ความไวจากฝีเท้าที่รีบย่ำเหมือน
กับว่ากำลังเดินตามหาวัวหาย ถ้าพี่พอลแกลืม
เรื่องที่เคยพูดเตือนซันดีพเอาไว้อย่างสนิทว่าอย่าเพิ่งไปออกแรง หรือ
เดินไว
ในวันแรกที่มาถึง…แกก็คงเป็นพวกสองมาตรฐานแน่แท้


เราเจอป้ายเล็ก ๆ ที่ขึ้นเจดีย์สันติภาพอีกฝั่ง ครั้งนี้พอลมั่นใจว่าไม่หลงแน่ ๆ
เพราะติดชื่อของ
Ecology Hostel ไว้อย่างชัดเจน พวกเราเลี้ยวซ้ายตามป้าย
บอกทางไปโฮลเทลฯ และมาหยุดที่หน้าประตูเหล็กที่ไม่ได้ปิดล็อคไว้

"คุ้น ๆ นะ เหมือนกับภาพที่เห็นในเว็บไซต์เลย
ถึงไฟหน้าที่พักดังกล่าวจะ
ไม่เปิดจ้า แต่ภาพลาง ๆ ของตัวอาคารกับสวนด้านหน้า ที่มีจุดตั้งแผง
โซลาร์เซล
ทำให้ฉันมั่นใจว่ามาถึงเสียที

 

"ใช่ก็ดี แต่ทำไมมันดูร้าง ๆ พิกล" หลังให้ความเห็น พอลก็ผลักประตูเสี่ยง
ตายเข้าไปก่อนเพราะด้านหน้า
มีหมานอนเฝ้าอยู่สองตัว แต่พวกมันก็ได้แต่ตื่น
มามอง ๆ แล้วก็หลับต่อ เราตรงไปยังทางเข้าอาคารด้านใน
ที่ไม่ได้ลงกลอนไว้
และเปิดไฟเพื่อสำรวจดูว่ามีใครสักคนเฝ้ายามอยู่หรือปล่าว ซึ่งก็ไม่มีอีก


ทางขึ้นบันไดวนที่เชื่อมไปที่ชั้นสอง มีแมวสีส้มตัวหนึ่งเดินลงมาพอดี

"เอาหล่ะ ฉันว่าเธอมีเพื่อนละ" พอลพูดถึงเจ้าแมวหง่าวตัวนั้น

ฉันคิดว่าคงรบกวนเวลาพอลไปเยอะแล้ว เลยขอบคุณที่อุตส่าห์เดินมาส่ง 
ก็หวังว่าจะได้เจอกันอีก … หลังจากที่พอลออกไปแล้ว แมวนั่นก็วิ่งแจ้นกลับไป
ที่ชั้นบน  
ฉันเลยใช้เวลาเดินสาละวนอยู่ด้านล่างนั่นอยู่พักใหญ่ มองดูป้ายที่
ทางโฮสเทลนำรูปเก่า ๆ สมัยเริ่มก่อตั้ง
มาเรียงไว้เพื่อคั่นเวลาไปก่อน ยังไงเสีย
อยู่ในนี้ก็ปลอดภัยกว่า


นานจนถึงตีสี่  เจ้าเหมียวตัวเดิมเดินลงมาจากชั้นบน หนนี้ไม่ได้เพียงลำพัง
มีคนเดินไล่หลังมันมา เป็นสาวใหญ่วัยเกษียณชาวอังกฤษ
ที่ชื่อว่า จูเลียต


จูเลียต เดินลงมายังชั้นล่างช่วงตีสี่เพื่อตรียมตัวเดินทางออกจากโฮสเทลไปยัง
ที่ไหนสักแห่ง
 (มารู้ภายหลังว่า เธอจะนั่งรถไปยัง Tso Moriri ทะเลสาบขึ้นชื่อ
อีกแห่งของลาดัก
) แต่กลับมาเจอฉันเข้าก่อน  

หลังจากรู้ที่มาและเรื่องราวทั้งหมด เธอจึงบอกฉันให้นั่งรออยู่ตรงนี้สักครู่เพื่อขอ
เวลาใช้ความคิด
สักเดี๋ยวว่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง...ไม่นานนัก จูเลียตก็เดินลง
มาพร้อมกับชวนให้ไปพักที่ห้องของเธอ
เป็นการชั่วคราว 

"ฉันจะออกไปข้างนอกสักสองสามวัน แต่ก็ยังไม่ได้แจ้งออก"

จูเลียต ยกเตียงอีกฝั่งที่ว่างอยู่ให้ฉันนอนพักไปก่อน จนกว่าจะถึงช่วงแปดโมง
เช้าเมื่อเจ้าหน้าที่
ของโฮสเทลมาถึง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยย้ายไป

จูเลียต ถามชื่อของฉันและเขียนอะไรบางอย่างลงไปบนจดหมายน้อยเพื่อนำไป
เสียบยัง
หน้าห้องของเพื่อนตัวเองที่อยู่ติดกัน (พวกเธอต่างแยกห้องเพื่อความ
เป็นส่วนตัว
) พร้อมกำชับเรื่องบางอย่างไว้  "เมื่อเธอได้เจอกับคนดูแลที่พัก
และมีห้องเข้าพักแล้วก็ช่วยเอากุญแจตัวนี้ไปล็อคที่ประตูเลยนะ"  


กุญแจ ที่ว่าของจูเลียตมันเป็นแบบหมุนรหัส ซึ่งเพื่อนของเธอจะรู้หมายเลข
ปลดล็อค ส่วนแม่กุญแจอีกตัว
ที่เป็นของโฮสเทลเธอจะวางไว้บนโต๊ะในห้องนี้
เพื่อให้ โซเฟีย เพื่อนของเธอมาทำการปิดล็อคภายหลัง

จากนั้นจูเลียตก็ออกไปจากห้องนี้เพื่อเดินทางไกล 




: ภาพของเลห์ในเช้าวันแรกจากหน้าต่างชั้นสอง (ห้องจูเลียต) ถึงพระอาทิตย์จะยังไม่ขึ้น
แต่ฟ้าก็สว่างตั้งแต่ตีห้า พวกนกที่อยู่ด้านนอกเริ่มส่งเสียงร้องให้ได้ยินก้องไปหมด คงจะ
ตรงกับคำเรียกแทนเวลาเช้าว่า "ชิป ชีรริต" ที่หมายถึง เสียงนกร้อง
 


.....


ส่วนแผ่นจดหมายเปิดผนึกที่เสียบไว้ตรงประตูหน้าห้องของเพื่อนจูเลียต
ก็ไม่มีอะไรมากหรอก มีข้อความเขียนบอกเล่าถึงฉันเล็กน้อยเท่านั้น...

 

ถึง โซเฟีย

ฟ้า เพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ตอนตีสี่
ระหว่างที่รอเช็คอิน ในช่วง 8 โมงเช้า
ฉันจะให้เข้าพักอยู่ที่ห้องนี้ชั่วคราวไปก่อน
และหลังจากนั้น ขอวานให้เธอช่วยเอากุญแจ
ตัวที่วางอยู่บนโต๊ะมาปิดล็อคประตูให้ด้วย

รัก,
จูเลียต

 




 

Create Date : 02 มกราคม 2563
11 comments
Last Update : 3 มกราคม 2563 11:29:09 น.
Counter : 283 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณtoor36, คุณKavanich96, คุณtuk-tuk@korat, คุณruennara

 

ตอนนั้นได้แต่หยิบมือถือมาถ่ายบันทึก
ต้องขออภัยกับภาพของ ลาดัก ver. ไม่อลังการ ด้วยฮะ

 

โดย: กาบริเอล 2 มกราคม 2563 23:40:35 น.  

 

โห มาตอนจะปิดคอม เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านน่อ

ก่อนอื่นขอ HNY ก่อน ขอให้สุขภาพแข็งแรง เที่ยวไหนก็เดินทางปลอดภัยนะครับ

 

โดย: ชีริว 3 มกราคม 2563 1:06:29 น.  

 

อ่านตอนเช้าครั้งหนึ่ง ยังไม่จบต้องออกไปทำธุระข้างนอกเลย
กลับมาอ่านต่อ

คุณฟ้าเดินทางเก่ง ใจแข็งมากถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจแล้ว มืด
แสนมืดเจอแต่คนแปลกหน้า

ชอบงานเขียนของคุณฟ้าครับ อ่านแล้วยังกับอยู่ในเหตการณ์บาง
ครั้งเหมือนได้กลิ่นตัวของผู้คนรอบข้างด้วย แต่จิตใจของพวกเขา
ใช้ได้เลยนะครับ

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 3 มกราคม 2563 17:40:36 น.  

 

@ชีริว - บางทีก็ขยันผิดเวลาไง




ป.ล. ฝากบล็อกไว้ก่อนนะ
เดี๋ยวกลับเข้ามาใหม่ !!!

 

โดย: กาบริเอล 3 มกราคม 2563 17:43:27 น.  

 

สวัสดีปีใหม่จ้า

น้องฟ้านี่ต้องทำบุญมาแยะมากๆ ลงรถตอนตี 3 ยังมีคนช่วยเดินหาโรงแรมให้ พอเจอ ดูไปดูมาคล้ายๆ โรงแรมร้างซะอีก เอาเข้าไป555

แต่บุญยังไม่หมด ยังมีคนใจดีให้พักฟรีๆอีกแน่ะ สุดยอดหญิงโชคดีประจำปีเลยนะเนี่ย ไม่รู้ห้อยพระ หรือ ตะกรุดอะไรดี บอก อ.เต๊ะ มั่งซี้555

ก่อนไป ขอให้น้องฟ้าตั้งนโม 3จบ รับพรเลยน้า อิอิ

ปีใหม่นี้ ขอให้น้องฟ้าและครอบครัว มีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง เดินทางไปเที่ยวไหน ก้ขอให้ปลอดภัย ปราศจากอุปสรรคใดๆนะจ๊ะ

 

โดย: multiple 3 มกราคม 2563 18:19:09 น.  

 

คุยกับต่างชาติยังมีอารมณ์คุยลั่นตลาดแตก สกิลภาษาเธอสตรองนะเนี่ย

3 Idiots คนชมเยอะว่าหนังดี ยังไม่ได้หามาดูสักที
หนังดังๆก็ทำให้คนมาเที่ยวตามรอยกันเยอะ เอารายได้เข้าพื้นที่นะครับ มีทั้งคนในพื้นที่ที่ชอบและไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง เพิ่งอ่านมาว่าคุณยายอายุ 105 ปีต้นแบบมามาโคโค่ของดิสนีย์เป็นชาวเม็กซิโก พอการ์ตูนดังทั่วโลก คนแห่กันมาเที่ยวชุมชนของเธอเพียบเลย เธอไม่ได้ต้องการเงินตอบแทนอะไรจากดิสนีย์แต่ดีใจที่การ์ตูนเรื่องนี้ทำให้ผู้คนมีรายได้มากขึ้นด้วย หรือหนังอย่าง Lost in Bangkok, Love in ปาย นี่ทำนักท่องเที่ยวล้น บ้านเมืองเปลี่ยนไปเยอะเยอะ

เส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนสัญจรขับรถได้สบายอารมณ์แต่มันก็น่ากลัวลึกๆเนอะ นั่นสิ เกิดมีอะไรกลางทางจะไปขอใครมาช่วย เจอรถคันอื่นนี่ดีใจเมหือนเจอโอเอซิส ถามถึงชีวิตความเป็นไปของอีกฝั่งกันจ้าละหวั่น เหมือนเดินขึ้นเขาแล้วเห็นคนเดินสวนลงมาต้องถามว่าอีกไกลมั้ยยังไงยังงั้น

จูเล... จะแปลเป็นไทยว่าไรดีเนี่ย ใช้ได้ทุกสถานการณ์ขนาดนี้

ในที่สุดก็มาถึงเลห์จนได้
ที่พักต้องแจ้งรายชื่อแขกให้รัฐบาลรู้ด้วยเหรอเนี่ย งี้เจ้าพวกบนรถคันนี้คือพวกลักลอบเข้าเมืองสินะ //เขามีหนังสือเดินทางนะ!
มาถึงแล้วต้องค่อยๆปรับตัวให้เข้ามาสภาพอากาศและพื้นที่ โห ทริคเด็ดการเดินทางเลยครับอันนี้ คนนอกปกติพอถึงที่หมายก็อยากเที่ยวให้เยอะที่สุดกันทั้งนั้น
หาที่พักเจอแล้ว ทำไมไม่มีคนมารับแขกเลยหว่า? โชคดีนะไม่เจอหมาหน้าที่พักกินเข้าไปซะก่อน อุตส่าห์มาตั้งไกล
สุดท้ายได้นอนห้องพักเอื้ออาทร ก็ยังดีนะเอ้อ เจอคนใจดี

 

โดย: ชีริว 4 มกราคม 2563 9:47:38 น.  

 

สนุกค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 5 มกราคม 2563 15:32:54 น.  

 

หลังจากรอนแรม (อ่านบล็อก) ข้ามปี ในที่สุดก็มาถึงเลห์ซะที Yeah!
ถึงจะมาแบบมืด ๆ แต่ก็โชคดีมาถึงก็เจอคนใจดีอย่างคุณจูเลียตเลย ^^


ป.ล. สงสัยบล็อกนี้ยาวไปหน่อย ตอนอ่านโน้ตท้ายบล็อกก็เลยเบลอ
เผลออ่านชื่อ "โซเฟีย" กลายเป็น "โรมิโอ" ไปซะได้
เลยนึกว่าเค้ากำลังหาโลเคชันถ่ายหนัง "โรมิโอ & จูเลียต" ภาคใหม่กันอยู่ :P

^
^
(จากเวโรน่า มา เลห์ นี่ไม่ได้ใกล้เคียงกันเล้ยยยย )

 

โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก 6 มกราคม 2563 21:26:02 น.  

 

ลำบากน่าดู นี่ต้องถือว่ามุ่งมั่นมากเลยนะครับ เป็นผมผมยังไม่มั่นใเยว่าะไปต่อมั้ อาจะตัดใจไปก่อนก็ได้เพราะมันมีอุปสรรค์เยอะเกิน แต่ในที่สุดก็ถึงจนได้

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 7 มกราคม 2563 2:25:51 น.  

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 9 มกราคม 2563 3:14:17 น.  

 

โมเดลรับมือทัวร์จีนของ อ.เฉลิมชัยครับ
- เข้าห้องน้ำแล้วขี้ไม่ราด >>ปรับโถนั่งยองเป็นชักโครกให้หมด+ถ้าเจอว่าใครขี้นอกส้วม ไล่มันกลับไปทำความสะอาด
- สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ, ปีนที่ๆห้ามปีน, ไม่เข้าคิว >>ให้เจ้าหน้าที่เตือน+เตรียมคนที่พูดจีนได้ไว้ด้วย และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่
- ให้ไกด์บอกแนวทางปฏิบัติกับลูกทัวร์ตั้งแต่บนรถ
- พอทัวร์จีนใกล้ถึงแจ้งให้เตรียมความพร้อมทั้งพื้นที่!! โดยเฉพาะทีมส้วม!!!
- เนื่องจากต้องลงทุนเพิ่ม เลยเก็บค่าเข้าต่างชาติมันซะเลย 555

เอาไปลองใช้ดูที่บ้านได้นะ <<จะบ้ารึ?

อัพเลห์เสร็จแล้วอัพเชียงใหม่ต่อป่ะเนี่ย อยากรู้ว่าคนชอบไปถิ่นทุรกันดารแถวอินเดียนี่เวลาเที่ยวไทยจะเที่ยวอะไร

 

โดย: ชีริว 13 มกราคม 2563 22:57:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]




เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014





(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.