Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2562
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
14 พฤศจิกายน 2562
 
All Blogs
 
ถนนทุกสายมุ่งสู่เลห์ (4)




ไม่มีใครสั่งห้ามฟ้าฝนให้มันหยุดลงได้หรอก สองวันที่ผ่านมา มีแต่คน
ถอยกลับกันแทบเกลี้ยง 
จะเหลือก็แค่พวกรถขนน้ำมัน รถบรรทุก ที่จำเป็นจะ
ต้องไปต่อ
แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายยานพาหนะคันโตไปไหนไกลกว่านี้ พวก
เขา
อาจต้องหลับนอนกันบนรถอยู่อย่างนั้น

ส่วนพวกเราก็ไม่สามารถชิล
อยู่กับพื้นที่นี้ได้ เพราะไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับ
ค่าอาหาร 
ค่าที่พัก (ในกรณีที่วันนี้เรายังไปต่อไม่ได้อีก) และเวลาที่หมดลงไป
เรื่อย ๆ
แต่อย่าลืมว่า คนในกลุ่มของเราจำเป็นต้องไปต่อ เพื่อกลับบ้าน หรือนัด
พบญาติพี่น้องซึ่งเป็นจุดหมายที่อยู่ข้างหน้า 
ฉันจึงตัดสินใจดีแล้วว่าจะติดตาม
พวกเขาไปแทนที่จะกลับมะนาลี


 


(ต่อจากตอนที่แล้ว)

พอเจ้าของบ้านทราบว่า พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางกันต่อพวกเขาก็รีบนำ
น้ำชาและขนมปังแบบทิเบตมาให้เรากินรองท้อง 
ป้าของวิพันได้ปรึกษากับคน
อื่นในกลุ่มว่าเราควรตอบแทนยังไงดี 
รู้สึกเกรงใจมาก จึงเก็บเงินกันคนละ 50
รูปี เฉพาะในกลุ่มของเรา 
โดยมีคุณป้าวิพันเป็นตัวแทนส่งมอบให้

 

พวกเขาปฏิเสธที่จะรับเงินของเราและยืนยันว่าเต็มใจช่วย ไม่มีใครอยากตกอยู่
ในสถานการณ์แบบนี้ที่ต้องบากหน้าเดินหาที่พักตามบ้านแบบนี้หรอก
หากไม่
จำเป็นจริง ๆ … วันนั้นเราจึงทำได้แค่ขอบคุณและบอกจุดหมายปลาย
ทางของ
แต่ละคนให้พวกเขาฟังกันก่อนลาพอเป็นพิธี  เมื่อพวกเขารู้ว่าฉันกำลังจะไปเลห์
ซึ่งไกลกว่าที่คนในกลุ่มจะไปและเดินทางเพียงลำพัง  
คุณป้าเจ้าของบ้านที่มี
หน้าตาคล้ายชาวทิเบต – แต่จากการแต่งตัวเดาว่า
เป็นชาว Lahaul – ก็ได้ส่ง
คำอวยพรให้ฉันยกใหญ่ ขอไปถึงที่หมายอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยไม่มี
อุปสรรคอะไรอีก

 

พวกเราเดินลงมาจากเนินเขาซึ่่งเป็นที่ตั้งของบ้านหลังดังกล่าว ข้ามสะพาน
คอนกรีตกลับไปยังฝั่งรถจอด และพบว่ารถโดยสารสามคันแรก
ได้วิ่งออกจากที่
Koksar เพื่อกลับไปยังเมืองต้นทางของตัวเองแล้ว
ก็เหลือเพียงแค่รถจาก Kullu
ที่เรานั่งมาด้วยกันนั่นแหละ

รถคันดังกล่าว กำลังเตรียมท่าจะออกเดินทางต่อ

"นี่...ไปขึ้นรถ กลับมะนาลีเถอะ"

 

กระเป๋ารถเมล์ จำฉันได้และกำลังหว่านล้อมให้กลับ เหล่านักเดินทางชาวอินเดีย
ที่ค้างแรมที่บ้านหลังนั้นกับพวกเราเมื่อคืน ต่างพากันขึ้นไปอยู่บนรถหมดแล้ว


"ฉันไม่กลับไปมะนาลี" 

เขาบอกฉันว่า ในวันนี้ยังไงก็ไม่มีทางไปต่อได้แม้กระทั่ง Keylong ส่วนเลห์คง
ไม่ต้องพูดถึง มันตลกมากเลยที่กระเป๋ารถเมล์
ใช้ความพยายามร้องขอให้ฉัน
เดินทางกลับ จนถึงขั้นยกมือไหว้ 
ทำให้ทุกคนบนรถต่างขำกันลั่น

 

"ขอร้องเถอะนะ...มันอันตราย!"

จนกระทั่ง เขาเริ่มอ่อนข้อลงและถามฉันว่าไม่ใช่คนอินเดียใช่มั้ย  ถ้างั้นก็ช่วย
ตามเขามาหน่อย ฉันเลยขอเวลาครู่หนึ่งเพื่อบอกป้าวิพันว่า
ให้รอก่อน จะไป
รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่  ยังไงก็จะตามป้าไปแน่ ๆ ไม่กลับมะนาลี 
อย่าเพิ่งหนี
ไปไหนนะ

แต่ก็นั่นแหละ พอมาถึงจุดลงชื่อรายงานตัว เจ้าหน้าที่ก็พยายามเจรจาให้ฉัน
กลับอีก โดยพูดเตือนเหมือนกับ
คนอื่น ๆ เปี๊ยบราวกับนัดกันไว้ และสุดท้ายก็
ทำให้ต้องยอมปล่อยให้ไปต่ออยู่ดี  


"ถ้างั้นก็ขอหนังสือเดินทาง"  เขาหยิบพาสปอร์ตของฉันไปลงบันทึกยังสมุด
เล่มหนา เพื่อ
ใส่รายละเอียดและจุดหมายถัดไปลงในนั้น ก่อนมาจะชะงักหยุด
ฟังเสียงวิทยุสื่อสารที่ส่งข่าวรายงานสถานการณ์พื้นที่
ตรงจุดกั้นเขตที่ว่าดังขึ้น
เขาเอื้อมมือไปหยิบวิทยุฯ นั่นมาพูดรับอะไรสักอย่าง
พร้อมกับยื่นหน้าออกไป
โบกมือโบกไม้ตรงทางช่องหน้าต่างส่งสัญญาณ
บอกถึงข่าวบางอย่างที่ได้รับ
แจ้งมา ดูท่าจะเป็นเรื่องดี 

 

หลังได้รับพาสปอร์ตกลับคืนมา ฉันก็รีบเดินกลับมายังกลุ่มของป้าด้วยความดีใจ
(ที่ไม่มีใครส่งกลับได้สำเร็จ) ตอนนั้นพวกป้ากำลังยืนปรึกษาเรื่องการเดินทาง
ในวันนี้ว่า
ควรจะทำยังไงกันดีกับคนพื้นที่อีกกลุ่ม

ขณะเดียวกัน  รถโดยสารคันสุดท้ายที่ยังคงจอดอยู่ใน Koksar ก็กำลังจะเคลื่อน
ตัวกลับ กระเป๋ารถเมล์และคนที่อยู่บนรถโดยสารได้หันมาบ๊ายบายให้ฉัน ก่อนที่
รถคันนั้นจะแล่นออกจาก
หมู่บ้านไป...อืม ไม่มีแผนสำรองให้เลือกแล้วสินะ  






รถคันเล็กที่เราจ้างให้ไปส่งตรงบริเวณทางที่ถูกปิด  
 



พอวิ่งมาถึงกลางทางก็มีคนขอติดไปด้วย พื้นที่บนรถไม่พอแล้ว พวกเขาเลยต้องใช้วิธีห้อยโหนแบบนี้แทน 





กลุ่มคนที่จะไปต่อ นอกเหนือไปจากกลุ่มของป้าวิพันที่มีกันห้าคน (รวมฉัน)
ก็ยังมีคนท้องถิ่นอีกสาม-สี่ราย ที่จำต้องข้ามฝั่งไปทำธุระฟากโน้นช่วยเป็นตัวตั้ง
ตัวตี
นำทางเราไป  พวกเราว่าจ้างรถคันเล็กให้วิ่งไปส่งยังจุดเดิม นั่นก็คือทางทึ่
ถูกน้ำถล่มไปเมื่อวานนี้นั่นแหละ  
ต่อจากนั้น ก็เริ่มต้นเดินขึ้นไปบนเขาไปทั้ง ๆ
ที่ฝนยังปรอยอยู่

น้องผู้ชายเสื้อลายสก็อต
ที่มาพร้อมกับเราอาสาแบกเป้ใบโตให้ พอไม่มีสัมภาระ
หนัก ๆ บนหลังก็เบาขึ้นเยอะ  ฉันเลยช่วยหิ้วกระเป๋าถือให้คุณป้าตาสีฟ้าแทน

ยังไง ๆ ก็ต้องมีน้ำใจกันบ้างล่ะน่า และถึงฉันอาจเดินไวกว่าแต่ก็ทิ้งห่างจากพวก
ป้าไม่ได้


 





เราใช้การเดินเท้าลัดเลาะขึ้นเขา เพื่อเลี่ยงเส้นทางถนนที่มีปัญหา

กลุ่มของคุณป้าสามคนที่ฉันขอตามติดมาด้วย 


ระหว่างที่เราเดินกันอยู่บนเขาเพื่อลัดข้ามไปยังอีกฟาก ก็เห็นป้าของวิพันกำลัง
ใช้โทรศัพท์คุย
ติดต่อกับใครคนหนึ่งอยู่ ที่ตรงนี้คงเริ่มมีสัญญาณฯ และป้าก็
สะกิดบอกให้ฉันคุยกับปลายสายนั่นด้วย  
เป็นนายวิพัน นั่นเอง...เขาและกลุ่ม
เพื่อนได้เดินทางไปถึง
Chamba เป็นที่เรียบร้อยและปลอดภัยดี

 

ว่ากันตามตรง เส้นทางที่เรากำลังเดินกันอยู่นี้ก็คือทางเดียวกันกับที่วิพันได้ชวน
ฉันออกมาจาก
 Koksar ในวันนั้น แต่ฉันก็ไม่ได้นึกเสียใจอะไรนัก ที่ตัดสินใจไม่
ออกมาพร้อมกันเพราะอยากอยู่
กับกลุ่มผู้หญิงมากกว่า 





วิวจากบนเขาเมื่อมองลงมายังเส้นทางข้างล่างจะเห็นว่าเต็มไปด้วยโคลน 



มีรถรับจ้างคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่บนเขา แต่ไม่เจอคนขับก็เลยต้องเดินกันเองต่อไป
(คุณลุงที่อยู่ด้านซ้าย คือแกนนำหลักที่พาพวกเราขึ้นเขาในวันนี้ ส่วนชายร่างสูง
ที่สวมรองเท้าบูทนั้นเป็นน้องชายของป้าที่สวมผ้าคลุมศีรษะ)





กลุ่มของคุณป้าอาจดูเหมือนจะเดินช้ากว่า กลุ่มผู้ชายที่นำทางเรา 
แต่ต้องยอมรับเลยว่าพวกป้าใจสู้กันมาก คนชุดน้ำตาลคือป้าของวิพัน



เส้นทางการเดินข้ามเขาไปยังอีกฟาก บางครั้งก็เป็นพื้นถนนที่ราดยาง บางครั้งก็เป็นทางเปียกเฉอะแฉะ








พอถึงช่วงที่ต้องเดินลงจากเขาผ่านแปลงผัก ทางค่อนข้างแย่เละเป็นโคลน
และชัน
แถมฝนก็เริ่มตกหนักแล้ว ร่มของฉันติดอยู่ที่เป้ใบใหญ่ ที่มีคนช่วยแบก
ล่วงหน้าไปให้
ส่วนกลุ่มป้าก็เริ่มเดินช้าลง เพราะรองเท้าที่ใส่มาไม่เอื้อต่อพื้นที่
แบบนี้เท่าไหร่
ถัดมาไม่นานเราก็เริ่มพลัดหลงจากกัน

ฉันยังคงเดินตามน้องชายของป้าคนหนึ่งอยู่ เขาแบกกระสอบใส่หัวหอมแดง
เดินจ้ำ ๆ ไปพร้อมกับฉัน 
เราเดินผ่านแนวรถบรรทุกและรถขนส่งน้ำมันที่จอด
เรียงยาวกันเป็นพืดมานานกว่าหนึ่งวัน คนขับรถต่าง
นั่งรอเวลาให้พ้นผ่านไปเรื่อย ๆ

 

หลังจากเราข้ามฟากยังถนนฝั่งนี้ได้สำเร็จ ฉันก็เริ่มมองหากลุ่มป้าทั้งสามไม่เจอ
คือน่าจะเดินทิ้งช่วงไปไกลพอควร แถมฝนก็ยังตกกระหน่ำอีก ชายคนที่เดินมา
ด้วยกันบอกว่า
"ไม่เป็นไรหรอก"  สักพักก็มีรถเก๋งคันหนึ่งมาจอดเทียบข้าง ๆ
กลุ่มป้าทั้งสามได้นั่งรถมา
แบบสบายใจโดยไม่เปียกฝนซักแอะ…พวกป้าเรียก
ให้ฉันขึ้นรถไปกับแก
จนกระทั่งมาถึงที่ร้านน้ำชาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากนั้น

 

กลุ่มคนที่มาพร้อมกับเราได้เข้าไปหลบฝนพร้อมกับจิบน้ำชาแก้หนาวกันแล้ว
พวกเขาวางแผนที่จะเดินทางไปยังจุดหมายข้างหน้าต่อ ในตอนนั้นแทบจะหา
รถวิ่ง
ไปถึง Keylong ไม่ได้ ฉันเริ่มท้อแล้วว่าคงอาจไปถึงเลห์ ช้ามากกว่าที่คิด
ซึ่ง
อาจเป็นวันมะรืนหรือถัดไปและถัดไป....


เหล่านักบิดที่แวะมากินข้าวมื้อกลางวันที่ร้านนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
เมื่อคืนมีหิมะตกหนักตรงช่องเขาสักแห่ง "เชื่อผมเหอะ มันเป็นไปไม่ได้"
พวกเขาจำเป็นต้องขับรถกลับมะนาลีและยกเลิกการเดินทางไปอย่างน่า
เสียดาย...ฉันได้แต่คิดในใจ ทำไมคนอื่นเขาถึงได้ไปเลห์-ลาดัก กันง่ายดายนัก!
แต่พอมาถึงตาเราบ้างไหงกลับมีแต่เรื่องและอุปสรรคมากมายก่ายกองงี้? 


ลุงแว่นที่เป็นแกนหลักในการนำทางพวกเรามาจนถึงฝั่งนี้ พอได้ฟังแล้วนั่งส่าย
หน้าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
ก่อนบ่นพึมพำ ๆ ให้ฉันได้ยิน

"เฮ้อออ นี่ถ้าเป็นตู….ตูกลับมะนาลีไปแล้ว"

 

ที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ตรงฝั่ง Sissu


พื้นที่ตรงนี้ชื่อว่า Sissu ก็ยังถือว่าอยู่ไกลจาก Keylong มากพอควร พวกเราไม่
สามารถเดินทางต่อด้วยเท้า คงต้องหวังว่าจะแท็กซี่ขับผ่านมาสักคัน
ป้าที่มากับ
น้องชาย
(คนขนหอมแดง) ได้แยกตัวออกไปกับรถกระบะของชาวบ้านเป็นที่
เรียบร้อย…
ทีนี้กลุ่มเราก็เหลือกันแค่ 3 คน คือป้าของวิพัน ป้าตาสีฟ้า และฉัน

*** ความจริงแล้ว คนในกลุ่มของเราไม่รู้จักกันมาก่อน นี่คือการรวมตัวกันแบบเฉพาะกิจค่ะ
 

มีรถเก๋งคันหนึ่งวิ่งผ่านมาทางนี้ เพื่อเดินทางไปยังเมืองใกล้ ๆ พอดี แต่ไปไม่ถึง
Keylong คุณป้าตาสีฟ้าเลยไหว้วานให้ไปส่งยังที่หนึ่งซึ่งเป็นบ้านของครอบครัว
แกเอง
(หลังจากที่ป้าแต่งงาน แล้วก็ย้ายไปอยู่บ้านสามี) ถึงมันจะเป็นจุดหมาย
ไม่ไกลมากนัก
แต่ก็ยังดีกว่าที่ต้องมารอเฉย ๆ ล่ะน่า ...รถคันนั้นไม่คิดเงินเรา
และวิ่งมาส่งที่ปากทางเข้าบ้านดังกล่าว

ฉันได้แต่หอบเป้เดินตามป้าทั้งสองลงจากรถต้อย ๆ ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงดี  
ในเวลานี้ไม่มีรถโดยสารวิ่งแล้ว คงอาจต้องนอนค้างบ้านป้า
และเดินทางไป
Keylong ในเช้าพรุ่งนี้แทน  พอมาคิดดู…ทำไมมันถึงเป็นการเดินทางที่ยืดเยื้อ
แบบนี้ไปได้


ที่บ้านหลังนั้น มีน้องสะใภ้ของป้าและหลานสาวดูแลอยู่ ส่วนพวกผู้ชายออกไป
ทำงานที่ไร่นา 
พวกเขาได้เอาชาและอาหารมาให้กินเป็นมื้อกลางวัน ถัดจากนั้น
ป้าตาสีฟ้าก็นั่งคุยกับน้องสะใภ้คั่นเวลา 

คนบ้านนั้นถามฉันว่าไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านมานานเท่าไหร่แล้ว  พอฉันบอกว่า
สามวัน พวกเขาดูมีทีท่า
เป็นกังวลมากทีเดียว "ถ้าพรุ่งนี้ไปถึง Keylong แล้ว
ก็ไม่ต้องห่วงนะ ที่นั่นมีอินเตอร์เน็ต"






คุณป้าตาสีฟ้า ได้ใช้โอกาสนี้ แวะมาเยี่ยมบ้านและให้ที่พักให้เราชั่วคราวไปก่อน
ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นหน้าตาบ้านเรือนของชาว Lahaul ในรูปแบบนี้
 



ลุง(เสื้อสีส้ม) ที่น่าจะเป็นญาติพี่น้องของป้าตาสีฟ้า ได้แวะมาพักดื่มชาช่วงบ่ายและใช้เวลาคุยกันอยู่พักใหญ่
ก่อนที่แกจะหายไปข้างนอก




นอกเหนือจากน้องสะใภ้และหลานสาว ตกช่วงบ่าย บ้านหลังนี้ก็มีผู้ชายสองคน
แวะมานั่งดูโทรทัศน์
และดื่มชาพลางพูดคุยกัน ซึ่งก็อาจเป็นญาติพี่น้องของป้า
ตาสีฟ้า พวกเขาต่างพูดคุยกันถึงเรื่องเดิม ๆ รวมถึงปัญหาที่
ฉันกำลังกังวลอยู่

 

"พรุ่งนี้ได้ไป Keylong แน่นอน" ลุงบอก
แล้วหลังจากนั้น พวกผู้ชายก็ลุกหายออกไปยังข้างนอกกัน



ช่วงเวลาบ่ายสามโมงของวันนี้ดูเชื่องช้าไปเสียทุกอย่าง วิวท้องนาที่เห็นผ่าน
หน้าต่างเต็มไปด้วยไอหมอกกับฝนที่โปรยลงมา 
บนภูเขาสีเขียวที่ห่างไปจากนี้
มีฝูงแพะและแกะเดินเล็มหญ้าเป็นกลุ่ม ๆ...ส่วนบรรยากาศภายในบ้านหลังนี้
ก็ยังไม่มีอะไรมาก ก็นั่งจิบชาร้อนแกร่ว ๆ ไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมายยังไงก็ไม่รู้

น้องสะใภ้
และหลานสาวของป้า ก็เริ่มเอาใบมัสตาร์ด (Sag) ที่ไปเก็บมาจาก
แปลงปลูกผักข้างบ้าน มาหั่นเตรียมทำอาหารเย็น
สำหรับวันนี้ ฉันกะว่าจะไป
ช่วยพวกเขาแกะเม็ดถั่วลันเตาออกจากฝักเสียหน่อย
(แบบว่าอยู่บ้านท่านอย่า
นิ่งดูดาย)  แต่ไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนบ้าน เป็นลุง
ที่แวะมาจิบชาเมื่อตอนกลางวันนี้เอง

 

"มีรถที่จะวิ่งไปถึง Keylong"

จริงดิ...ฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อ

ป้าของวิพันและป้าตาสีฟ้าต่างดูดีใจมาก ๆ แม้ทั้งสองจะยังไม่รีบร้อนเท่าฉัน
ก็ตาม (
ป้าทั้งสองจะยังคงอยู่ที่บ้านหลังนี้กันหนึ่งคืน) ก็ได้เข้ามาจับมือร่ำลา
และบอกว่าถ้ามีโอกาสย้อนกลับมา ก็แวะมาเยี่ยมแกได้ทุกเมื่อ  

คุณลุงคนดังกล่าวได้ช่วยแบกเป้ไปยังรถรับจ้างที่จอดรออยู่ด้านนอก
ไม่รู้ว่า
ไปเจอกับรถคันนี้ได้ยังไง
...ฉันขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง  ส่วนลุงนั่งเบาะอยู่ตรงหน้า
แต่ถึงอย่างนั้น ตลอดทางที่วิ่งรถไปก็แอบระแวงนิด ๆ ว่าจะถูกหลอกมั้ย  
ฉันฟัง
พวกเขาไม่รู้เรื่องว่าพูดคุยเรื่องอะไรกัน แล้วค่ารถเขาจะคิดเท่าไหร่เนี่ย
?

 

เส้นทางที่เริ่มจากบ้านป้า คือ Sissu ไปยัง Keylong ไหล่เขา ดูน่ากลัวเอาเรื่อง
เพราะมีหินที่ตกลงมาจากภูเขาหล่นเกลื่อนเต็มไปหมด ถนนช่วงนั้นแทบไม่มีรถ
ออกมาวิ่งให้เห็น
และพื้นถนนก็ดูเหมือนจะลื่น …ฉันเห็นสายตาของคนขับรถฯ
ชำเลืองมองผ่านกระจก


"คุณจะไปที่ไหน" 
คนขับรถได้ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

 

"ฉันจะไป Keylong เพื่อหารถต่อไปเลห์พรุ่งนี้เช้า"

 

"เย็นนี้ผมจะไปเลห์"






ลุงเสื้อส้มได้ติดรถไปยัง Keylong พร้อมกับฉันด้วย   

 

บ้าน่า วิ่งรถไปเลห์ตอนกลางคืนเนี่ยนะ...แถมตอนนี้ทางก็ดูอันตรายมาก
ซะด้วย 
ฉันนึกถึงคำบอกเล่าในร้านน้ำชาพวกนักบิดที่พากันถอนกำลังตอนไปถึง
ช่องเขาแห่งหนึ่ง
แล้วต้องมาบึ่งกลับมะนาลีในวันนี้เพราะเส้นทางถูกปิดด้วยหิมะ

 

รถของเราวิ่งมาจนถึง Keylong และจอดลงที่หน้าสำนักงานท่องเที่ยวรายหนึ่ง
ที่ดูเหมือนว่า
ไม่ได้เปิดทำการเต็มร้อย มันดูรก ๆ และไม่เป็นระเบียบ ฉันเอาเป้
ใบใหญ่ลงจากรถ
และเดินลงมาพร้อมคุณลุง ...คนขับแท็กซี่ก็ไม่หือไม่อืออะไร
บอกแค่ว่าให้ไปนั่งรอที่ด้านใน
อาคารนั่นก็แล้วกัน จากนั้นก็ขับรถหายไปดื้อ ๆ
และเขาไม่ได้คิดค่าโดยสารจากเราสักรูปี

 

มีชายหน้าทิเบตคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับฉัน เขาบอกว่าทำงานอยู่ที่สำนักงาน
ท่องเที่ยวนี้  
หากยังไม่รู้ว่าจะหารถไปเลห์ได้ยังไง ก็ไปพักกับครอบครัวเขาก่อน
จนกว่าจะหารถได้ก็แล้วกัน 
(อาจเป็นรถรับจ้าง) เพราะตอนนี้ไม่มีรถโดยสารวิ่ง
ได้สักคัน 


น่าเสียดายที่คุณลุงจาก Sissu  พูดสื่อสารได้น้อยมาก  และฉันเองก็ไม่รู้เจตนา
ของชายคนนั้นเท่าไหร่  ตอนนี้ก็แค่ตามน้ำไปเพราะฉันไม่รู้จัก Keylong ดีนัก
เราจึงเดินขึ้นมายังชั้นสองที่เป็นห้องพัก และพบกับภรรยาของเขาที่กำลังจะ
เตรียมต้มน้ำอุ่นเพื่ออาบให้ลูกคนเล็ก  
ส่วนลูกสาวคนโตก็นั่งหัดท่องสูตรคูณอยู่
ที่มุมห้อง เธอหันมาทักทายฉันและบอกว่า  ที่นี่มีเด็ก
เลยค่อนข้างวุ่น เดี๋ยวจะไป
จัดห้องพักอีกห้องให้อยู่แทน …ระหว่างนี้ก็ทำตัวตามสบาย

 

ส่วนคุณลุงที่นั่งรถมาด้วยกันดูจะเป็นกังวลในเรื่องบางอย่าง หลังจากที่เห็นว่า
ฉันตัดสินใจจะพักที่นี่เป็นการชั่วคราว แกก็หายไปไหนไม่รู้...
เดาว่า น่าจะไปอยู่
ร้านอาหารที่มีญาติมาเปิดกิจการที่นี่

 

ช่วงที่นั่งรออยู่บนห้องนั้น ฉันได้ขอรหัส wifi มาใช้ เพราะเห็นมีสัญญาณขึ้นเต็ม
แต่ก็มีปัญหาตรงที่ว่ามันกลับเชื่อมต่อไม่ได้อีก เลยขอตัวลงมานั่งข้างล่างเผื่อ
ว่าจะรับสัญญาณได้ดีกว่าชั้นสอง


"แล้วถ้าไม่มีรถวิ่งไปเลห์ คุณจะทำยังไงเนี่ย"

ชายผู้ดูแลสำนักงานฯ พูดถึงเรื่องรถรับจ้างที่อาจต้องจ่ายราคาเหมา
และฉันตั้งงบฯ ไว้เท่าไหร่...เพราะในเวลานี้คงหาคนหารลำบากมาก ๆ

ฉันอยากไปที่ท่ารถ เพื่อดูว่ามีการระงับเรื่องเดินรถโดยสารไปเลห์ตามที่ว่ามั้ย
เขาจึงพาฉันซ้อนมอเตอร์ไซด์ลงไปยังท่ารถ เพื่อยืนยันว่าไม่มีรถคันไหนวิ่งไป
ได้จริง ๆ ...
แต่ก็อย่างว่า ทุกอย่างดูปุบปับชนิดที่ไม่เหลือช่องว่างให้ฉันได้ซัก
ถามใครได้
แล้วหลังจากนั้น ก็ส่งฉันกลับมายังอาคารนั้นตามเดิม

สารภาพว่า คิดอะไรไม่ออกแล้วจริง ๆ
นึกถึงคนขับแท็กซี่ที่นั่งมาจาก Sissu ที่ว่าจะไปเลห์เย็นนี้
ไม่รู้ว่าไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย ส่วนคุณลุงที่นั่งรถมาด้วยกัน
พยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเรากันแน่  

 

เกือบห้าโมงกว่า ฉันยังพยายามหาทางต่อ wifi อย่างไม่ลดละ …
อุวะ! Router มันก็อยู่ตรงนี้ทำไมมันไม่ติดซะที  และอยู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาใน
อาคารนี้ หน้าตาไม่คุ้นแต่ข้อมือคุ้น ๆ
เห็นมีด้ายราคีผูกเต็มไปหมด ชายคนที่ว่า
ดูมีหน้าตาแบบอินเดีย  
(ส่วนชายคนที่บอกว่าดูแลอาคารนี้และภรรยา มีหน้าตา
คล้ายคนทิเบต
ชายอินเดียคนนั้นเดินผ่านมายังจุดที่ฉันนั่งอยู่ โดยหันมามอง
เพียงแว้บหนึ่ง 
ก่อนหายออกไปข้างนอกโดยไม่ได้พูดอะไรซักคำ

 

นี่ก็เย็นมากแล้ว คงต้องนอนที่ Keylong แบบช่วยไม่ได้ ฉันหมดความพยายาม
ที่ใช้โทรศัพท์
เชื่อมต่อ wifi และลุกออกไปซื้อของใช้บางอย่างที่ร้านขายของ
ที่ฝั่งตรงข้าม  
แต่ก็เห็นชายอินเดียคนนั้นเดินกลับมาอีก คราวนี้เขาเข้ามาคุยกับ
ฉันละ  
"โทษที เธอใช่คนที่อยู่บนรถเมล์เมื่อวานหรือปล่าว"

อ๋อ ๆ จำได้แล้ว ตาคนที่มีด้ายแดงผูกข้อมือเยอะ ๆ นั่นเอง

"ผมหารถที่จะไปเลห์ได้แล้ว
มันขาดอีกที่นึง
...จะออกตอน 6 โมงเย็นวันนี้"

 

"แล้วค่ารถเท่าไหร่อ่ะ"
สถานการณ์นี้ ต้องมีโขกราคากันเลือดอาบแน่

 

"เขาคิดเราแค่ 1,000 รูปี!"


ฉันเลิกนึกถึงเรื่องวิวทิวทัศน์ของขุนเขาระหว่างทางในแบบที่หวังจะได้เห็นแล้ว
ยังไงขอให้ไปถึงเลห์ก็เป็นพอ เลยตกลงทันทีว่าจะไปด้วย…แต่ขอเวลาห้านาที
เพื่อเก็บข้าวของก่อน 


ฉันรีบวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อหยิบเป้ และบอกลาพี่ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของคน
ดูแลอาคารนี้
แบบกะทันหัน ดีนะที่แค่ฝากกระเป๋าวางไว้เฉย ๆ ยังไม่ได้ทันเข้า
พักหรือรื้อของออกมา พอลงมายังข้างล่างก็ได้เจอกับ
ผู้ชายคนที่เป็นสามีเข้า
พอดี เลยได้แต่บอกไปว่าไม่ได้ค้างคืนที่นี่แล้วล่ะ "ฉันมีรถไปเลห์แล้ว
!"

 

เป็นเหตุการณ์ที่ว่องไวเกิดคาด 
วันนี้ฉันออกมาจาก Koksar ได้สำเร็จ
ถัดจากนั้นก็มาหยุดพักที่บ้านญาติของป้าตาสีฟ้า ตั้งหลายชั่วโมง
จนคิดว่าต้องนอนที่นั่นซะแล้ว....
อยู่ ๆ ก็ได้รถเดินทางตรงมายัง Keylong
ตอนบ่ายสามโมงกว่า  พอมาถึง Keylong ได้ไม่นาน ก็ได้ขึ้นรถแท็กซี่ไปเลห์
แบบหวุดหวิด นี่ถ้าเกิดไม่ลงมานั่งข้างล่าง หรือหากชายอินเดียคนนั้น
จำหน้าฉัน
ไม่ได้ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้ก็ไม่รู้

 

ส่วนแท็กซี่คันที่กำลังจะวิ่งไปเลห์เย็นวันนี้ 
อ้าว..นี่มันรถคันเดียวกับที่นั่งมาจาก Sissu นี่หว่า  เอ๊ะ คนขับก็ด้วย

อะไรกันเนี่ย!?

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้ทักในสิ่งที่ฉันเกือบพลาดให้ใครฟัง
คิดว่าแกอาจเป็นคนตลกลึก หรืออาจจะพูดไม่เยอะเพราะเจ็บคอ
ผู้โดยสารบนรถ ก็มีแค่สามคนที่นั่งเบาะหลัง ฉัน, ซันดีพ 
(เจ้าของคลิป
น้ำป่าไหลหลาก,ดินถล่ม เมื่อตอนก่อน)
และ พอล ชาวแคนาดา 
ส่วน คุนชก วัยรุ่นชาวลาดักที่นั่งอยู่เบาะหน้าไม่น่าจะนับเป็นผู้โดยสารเนอะ 

 

มีความรู้สึกสับสนปะปนไปพร้อมกับความดีใจบวกกับโล่งอกมาก ที่ผ่านพ้น
เหตุการณ์แย่ ๆ ไปได้ ภาพการเดินทางไปลาดักของฉันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่
คิดไว้ เพราะนั่งรถได้พักเดียวก็มืดลงแล้ว

แต่ภาพความประทับใจมันก็ยังมีอยู่นะ
คือถ้าให้นึกย้อนถึงช่วงที่ชอบที่สุด คงจะเป็นตอนที่รถของเรา
กำลังติดอยู่กับฝูงแกะฝูงแพะนี่ไง...



เพลงที่ดังมาจากวิทยุมีชื่อว่า O Mithi Mithi Chashni (ต้องขออภัย ที่มือไวใจร้อนกดปิดเร็วไป) 




Create Date : 14 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 26 กรกฎาคม 2563 17:16:39 น. 18 comments
Counter : 980 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณtoor36, คุณhaiku, คุณชีริว, คุณmultiple, คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณสองแผ่นดิน, คุณRananrin, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtuk-tuk@korat, คุณผีเสื้อยิปซี, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก


 
นั่งอ่าน ใจหายใจควำแทนคุณฟ้า ตอนสุดท้ายดูวิดิโอไปด้วย


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2562 เวลา:19:46:52 น.  

 
ถ้าใจอ่อนไม่รู้เป็นไงเลยนะเนี่ยะ ห้อยโหนแบบนั้นอันตรายมาก แต่ก็ยังห้อยโหนไป ภาพแบบนี้ผมนึกถึงภาพถ่ายรถไฟอินเดียที่คนโดนสารกันมาเยอะๆ เลย

ถึงจะเดินช้าแต่เดินเรื่อยๆ ก็ถือว่าดีครับ หลงกันแต่ก็ได้เจอกันอีก ดีครับ

คนมันจะได้ไป ยังไงมันก็มีทางให้ได้ไปจนได้นะครับ^^


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 17 พฤศจิกายน 2562 เวลา:10:16:36 น.  

 
คนท้องที่ยังไม่แนะนำให้ไปต่อเลย เธอต้องดื้อเบอร์ไหน
ทุกคนดูเป็นห่วงจริงจังนะเนี่ย
พี่ที่ขอติดรถนี่ก็ทะโมนพอกัน โหนรถสองแถวยังคุ้นตา นี่พี่โหนนอกกระจกรถแบบเนี้ยนะ??
คงเป็นทริปรวมนักเดินทางสายเลือดแท้ ไม่งั้นมาได้ไม่ถึงที่นี่
ทางก็ไม่ได้น่าเดินเลย แฉะเชียะ
ถึงจะเจอรถไปสถานที่เป้าหมาย แต่เส้นทางก็หวาดเสียว ดีนะรถคันนี้ไปจริง ไม่โดนหลอกจับไปขาย
คันที่ไปเลห์ก็ได้มาแบบไม่คาดฝันเหมือนกัน ถูกด้วย แบบนี้ตอนกลางคืนก็ยอมไป ที่พ้งที่พักอะไรไม่สนมันละ ไปหลับบนรถโลด คนอินเดียก็จำแม่น จำฟ้าได้ ฟ้าก็จำแม่น จำแท็กซี่ได้
เลี้ยงแกะกับแพะปนกันเนอะ ถนนแคบอยู่แล้วยังต้องแบ่งที่กับแกะอีก บีบแตรกระจาย ว่าแต่รู้จักเพลงได้ไง?


โดย: ชีริว วันที่: 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา:22:20:50 น.  

 
@ไวน์กับสายน้ำ : ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมบล็อกค่ะ

@toor36 : โอยยย แค่บอกว่า "ยูต้องกลับ มะนาลี"
ก็ไม่น่าคิดคล้อยตามแล้วจ้า!!! อย่างน้อยที่นี่ก็
เกือบครึ่งทางของจุดหมายแล้วน้อ

@ชีริว : พวกขับมอไซด์คันโตเป็นกลุ่ม บางทีก็เพิ่ง
มาครั้งแรก ไม่ใช่คนท้องที่จริง ๆ หรอก เลยไม่เชื่อ
ถ้ากลุ่มป้าเขาไม่ให้เราตามติดแต่แรก คงทำอะไร
ไม่ถูกแหง...
แท็กซี่ จำไม่ยากหรอก ตรงกระจกหน้ารถเขา
แขวนอะไรบางอย่างไว้เหมือนตัวอักษรภาษา
อารบิก เลยคิดว่าแกเป็นลาดักมุสลิม....พอได้ขึ้น
รถ(คันเดิม)รอบสองที่ เกลอง แบบงง ๆ ก็เลยจำ
ได้ไง –พักอยู่ที่นั่นไม่ถึงชั่วโมงก็ไปต่อละ – คือ
ถ้าจำไม่ได้ก็อัลไซเมอร์ ดิ่ 555

เพลงนั่นเปิดจากวิทยุ ถาม ๆ คนอินเดียแล้วเขา
บอกว่าเป็นเพลงใหม่ ที่ใช้ประกอบหนังบอลลีวูด
เลยลองแกะคำร้องต้นประโยคแล้ว search หา
ทาง YouTube เอาทีหลังน่ะ

-----







โดย: กาบริเอล วันที่: 1 ธันวาคม 2562 เวลา:11:44:45 น.  

 
เวลาอยากรู้ชื่อเพลงก็จำๆเอาสักท่อนไปเซิร์ชจากเนื้อเหมือนกัน แต่ไม่เคยจำเนื้อเพลงอินเดียแบบนี้!!!


แล้วนกนางนวลอะไรเล่า เอ็นทรี่เก่าไปล้าวววว
อยากหาเพื่อนเที่ยวตะหาก


โดย: ชีริว วันที่: 2 ธันวาคม 2562 เวลา:23:52:28 น.  

 
แก๊งค์เหมียวๆ เป็นไงบ้างคะ คิดถึงแก๊งค์เหมียวๆ


โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 4 ธันวาคม 2562 เวลา:15:51:42 น.  

 
@nonnoiGiwGiw : เสือน้อย ตายไปเมื่อปีก่อน
ปลาทู เค้าเพิ่งตายไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาค่ะ
มีเด็กใหม่เป็นลูกแมวเพิ่งเกิด ชื่อ ปลาเก๋า กับ ปลาวาฬ
เพิ่มมาอีกสอง ตอนนี้อายุเพิ่งครบเดือน


โดย: กาบริเอล วันที่: 4 ธันวาคม 2562 เวลา:16:18:08 น.  

 
อ่านไปได้หน่อยนึง เดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่น้า น้องฟ้า รอก่อน วันนี้พึ่งจะกลับจาก รพ.
หมดแรงแล้วจ้า 555



โดย: multiple วันที่: 4 ธันวาคม 2562 เวลา:21:06:34 น.  

 
มาแล้วจ้า อ่านไปก็ลุ้นไป แบบนี้ต้องเรียกว่า มีความมุ่งมั่นเกินร้อย +โชคดีมากๆ

เพราะ ต้องลุ้นตลอดเวลา ทั้งเรื่องที่พัก ระหว่างติดหิมะ โคลนถล่ม คนรอบตัวก็ไม่รู้จักกันมาก่อน แถมเป็นผู้หญิง ตัวคนเดียว หน้าไม่ได้แต่ง น้ำก้ไม่ได้อาบ ซกม้กนิดๆ อิอิ

น้องฟ้าบอก เอ็งก็พูดเกินไป หน้าสิ่วหน้าขวาน ขนาดนี้ เป็นเอ็งจะมีกะจิตกะใจ จะอาบมั้ย ข้าถามหน่อย เดี๊ยะๆ555

นี่ ถ้าเป็น อ.เต๊ะ เจออุปสรรคแยะขนาดนี้
คงเผ่นกลับสนามบิน แล้วเปลี่ยนไปประเทศอื่นดีกว่า 555

แต่อย่างว่า คนเรา ชอบไม่เหมือนกัน สุดท้าย โชคดีมากหารถไปจนได้ เรียกว่า มากับดวงจริงๆ ผู้โดยสาร ร่วมชะตากรรม ก็คนเคยเห็นหน้ากันมาก่อน
ค่อยอุ่นใจหน่อย

แล้วก็สาว เข้มแข็งเบอร์นี้ เดี๋ยวนี้ หายากมาก ส่วนใหญ่จะเจอแต่ ขิกขุ อาโนเนะ หน่อมแน้ม อย่างน้องฟ้านี่ไปเป็น อาสาสมัคร พวกมูลนิธิ กู้ภัย ได้สบายๆเลย แฮ่ๆ

หรือ ถ้าชอบการเมืองแนะนำให้สมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เย้ย เอา สส.หญิงดีฝ่าเนอะ 555



โดย: multiple วันที่: 5 ธันวาคม 2562 เวลา:3:55:46 น.  

 
อุปสรรคเยอะจริงจัง แต่ก็รอดพ้นมาได้ เทวดาประจำตัวดีนะเนี่ย

อ่านแล้วรู้สึกว่าฟ้าเป็นคนโชคดีคนหนึ่งนะ มีคนคอยให้ความช่วยเหลือตลอดเลยแหละ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Sai Eeuu Food Blog ดู Blog
nonnoiGiwGiw Diarist ดู Blog
ทนายอ้วน Travel Blog ดู Blog
บาบิบูเบะ...แปลงกายเป็นบูริน Review Food Blog ดู Blog
ไวน์กับสายน้ำ Literature Blog ดู Blog
กาบริเอล Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 ธันวาคม 2562 เวลา:9:39:49 น.  

 
ไปเลห์เย็นนี้ ระหว่างทางก็กลางคืน ขาดรูปไปช่วงหนึ่งเลย
แต่ได้รูปคลิปฝูงแกะแพะฝูงใหญ่มาให้ชม
รออ่านตอนต่อไปครับ ว่าจะเจอหิมะข้างหน้าไหม


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 6 ธันวาคม 2562 เวลา:14:08:37 น.  

 
ทานเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อค่ะ ออกกำลังกายไปด้วย ช่วยให้หุ่นดีค่า
^_____^


โดย: Rananrin วันที่: 7 ธันวาคม 2562 เวลา:16:22:47 น.  

 
การได้ไปท่องเที่ยวนี่เปิดประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริงเลยนะคะ
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ : )


โดย: Rananrin วันที่: 7 ธันวาคม 2562 เวลา:16:24:42 น.  

 
วันนี้เพิ่งว่าเข้ามาอ่านค่ะ
อ่านแล้วก็ต้องไปหาเส้นทางในแผนที่ sissu , keylong , leh , ladakh

อุแม่เจ้า ช่าง "มัน" เสียนี่กะไร
สุดยอดค่ะ



โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 24 ธันวาคม 2562 เวลา:13:14:46 น.  

 
ทุลักทุเลแค่ไหนถ้าใจมันจะไปก็ไปได้แฮะ
ในที่สุดก็จับรถไปเลห์ได้ซะที ครั้งนี้คงได้ไปถึงนะ (จะมีหักมุมอีกมั้ยอะ @-@)
เห็นรายชื่อผู้โดยสารเจอนาย "พอล" นึกอยู่พักนึงว่าเคยเจอตอนก่อนมั้ย
พอเห็นว่าเป็นชาวแคนาดา คงไม่ใช่คนจากเอนทรี่ก่อน
เพราะชาวฝรั่งเศสสองคนนั้นถูกน้ำพัดไปนานแล้ว (ไม่ใช่ละ ^^")


ป.ล.1 เคยได้ยินว่า...การขับรถในอินเดียถ้าไม่มีแตรวิ่งไม่ได้
เห็นจากการฝ่าฝูงแพะฝูงแกะแล้ว เป็นอย่างงั้นจริง ๆ ด้วยสิ 55

ป.ล.2 พอ Bloggang เปลี่ยนวิธีอัพบล็อกแบบใหม่
ตอนแปะคลิป Youtube น่าจะติ๊กช่อง Show player controls ซะหน่อย
เวลาดูต้องก๊อปลิงค์ไปดูข้างนอกตลอด เพราะไม่รู้ว่าคลิปที่จะดูยาวกี่นาที ^^"


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 29 ธันวาคม 2562 เวลา:0:21:37 น.  

 
ปีใหม่นี้ขอให้มีความสุขมาก ๆ ไม่เจ็บไม่จน
มีเงินใช้ไม่ขาดมือและโชคดีตลอดปี
สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ


โดย: haiku วันที่: 1 มกราคม 2563 เวลา:23:26:42 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ สุข สดชื่น สมหวัง
ตลอดปี 2563 ค่ะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 2 มกราคม 2563 เวลา:9:49:33 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ 2563

ขอให้คุณฟ้าและครอบครัว ตลอดจนกำลังพลหมาแมว 1 กองร้อย
(ทั้งที่อยู่ในบ้าน-นอกบ้านและบนกำแพงบ้านด้วย )
มีความสุขและมีสุขภาพดีตลอดปีจ้า~



โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 2 มกราคม 2563 เวลา:21:47:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้นะคะ

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014

(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.