Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 
Ladakh 2019 - ร่องรอยอดีตที่ Basgo

ภาพจากบนหน้าผาที่ฝั่ง Basgo เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นถนน ที่ ๆ ฉันเคยเห็นที่ตั้งของโบราณสถานแห่งนี้จากที่ไกล ๆ

  
ถ้าเคยอ่านถึงเส้นทางที่เราพูดถึงตอนไป Lamayuru ได้ชื่อของ Basgo มีปรากฏขึ้นอยู่หนหนึ่งจากการมอง
เห็นอย่างผ่าน ๆ ผ่านหน้าต่างรถฝั่งซ้าย ขณะที่กำลังไล่ระดับขึ้นบนเนินสูง บรรดาผู้คน(ท้องถิ่น)ต่างหันหน้า
มายังทิศทางที่มีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่ตั้งเด่นอยู่บนหน้าผาและยกมือไหว้จากระยะไกล


จำได้ว่า ที่ท่ารถมินิบัสในตัวเมืองเลห์ มีคิวรถวิ่งไป Basgo ในรอบเช้าประมาณ 8.20 น. ไล่หลังถัดจาก
คิวรถไป Alchi ที่มาเทียบท่าไวกว่า และออกล้อหมุนตอน 8.
00 น.  แต่ว่า หลังจากนี้ฉันคงไม่มีแผนคิด
นั่งรถกลับมายังเส้นทางนี้อีกแล้ว แน่นอนว่าจะไม่ได้แวะ
ไปหมู่บ้าน Alchi และ Saspol ก็ด้วย  เลยคิดหา
ทางลงแวะเที่ยว Basgo สักพักหนึ่งก่อนกลับตัวเมืองเลห์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมาให้เมื่อย


(ต่อจากเอนทรี่เก่า)

รถโดยสารรอบเช้าตรู่จาก Likir วิ่งมารับผู้โดยสารฝั่งหน้าวัด โดยแล่นผ่าน Chuma Homestay ไปยัง
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ตรงด้านในก่อน และตีกลับเพื่อย้อนมายังถนนเส้นเดิมที่เป็นจุดลงรถของฉันเมื่อวานนี้

ด้วยสภาพถนนโล่ง ๆ ทำให้การเดินรถสามารถวิ่งฉิวไปแบบไม่ติดขัด ไม่นานนักรถก็ผ่านมาถึง Basgo
แต่การที่ไม่มีผู้โดยสารคนไหนคิดลงยังหมู่บ้านนี้ จึงไม่มีสัญญาณเรียกบอกให้ลงจอด รถวิ่งฉิวเลยผ่าน
ไประยะหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวก็แทบตะโกนบอกคนขับไม่ทัน เพราะมีผู้โดยสารแน่นขนัด เลยมองหาพิกัดลง-
รถยากนิด ๆ  ฉันลงที่นี่คนเดียว (อีกแล้ว)  และมันอาจเป็นเวลาที่เช้าเกินไปทำให้ไม่เจอนักท่องเทียว
รายไหนโผล่มาตามเคย...ที่เขียนบอกไว้แบบนี้ ก็เพราะจะบอกว่าให้รู้กลาย ๆ ว่า ตัวเองหาทางขึ้นที่น่า
จะสร้างไว้เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้มาเยือนให้ขึ้นไปได้ง่าย ๆ ไม่เจอค่ะ








เดินย้อนกลับมา บริเวณที่ตั้งของธงสถูปสีขาวทรงโตและซุ้มกงล้ออธิษฐาน 



ที่ด้านหลังต้นวิลโล่ มีทางเข้าที่น่าจะเชื่อมไปยังด้านบนได้  (ต้นวิลโล่ที่ว่านี้มีตู้ไปรณีย์สีแดงขนาดเล็กแขวนติดไว้ด้วยนะ)



ใต้ซุ้มประตูที่ต้องลอดผ่าน ด้านบนเพดานสูงมีภาพจิตรกรรมทางศาสนาที่กำลังผุกร่อนและเลือนลางไปตามเวลา

กิจกรรมแรกในเช้านี้ ก็คือเดินหาทางขึ้นไปให้ได้นั่นเอง แต่ว่าพอได้เดินผ่านซุ้มประตูสีขาวไปแล้ว ก็พบกับ
ที่ตั้งของกลุ่มบ้านทรงโบราณสีเหมือนโคลน แทบไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนอาศัยอยู่ ตรงลานหน้าบ้านยังคงมีคอก
สัตว์ที่ทำเอาไว้เลี้ยง(วัว)ด้วยนะ  เหล่าบ้านเก่าพวกนี้แอบหลบซ่อนสายตาผู้คนที่มองผ่านทางถนนเสียมิดชิด 
 บริเวณนั้นดูเก่าพอ ๆ กับโบราณสถานข้างบนเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ทำทางขึ้นบันได้ด้วยแผ่นหิน 
ไล่เรียงไปยังเนินหน้าผาได้อย่างน่าประทับใจ 





เหล่าบ้านโบราณที่พบก่อนถึงทางขึ้นบันได สีของผนังด้านนอกเหมือนกับดินโคลน 



ขั้นบันไดที่ปูด้วยแผ่นหิน    



ขั้นบันไดปูขึ้นมาสุดทางตรงนี้ แอบกลัวหน้าดินถล่มอยู่เหมือนกันแฮะ



ฐานของปราการสูงตรงเนินผาที่ก่อด้วยอิฐ...ไม่แน่
ว่าเป็นตำแหน่งพระราชวัง (Basgo palace) หรือวัด (Basgo Gompa)



อีกมุมหนึ่งบริเวณด้านในที่ทาด้วยสีขาว 



หมู่บ้านใน Basgo มีอยู่แค่ไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน (ข้อมูลตัวเลขราว ๆ 150) ถือว่ามีขนาดเล็กเหมือนกัน



ระเบียงไม้ ที่ดูทรงแล้วไม่น่าขึ้นไปยืนบนนั้นแน่ ๆ 



เขตพื้นที่ของวัด ลานด้านหน้าก็มีเสาธงปักไว้เหมือน ๆ กับวัดอื่น



มีข้อความติดอยู่ที่หน้าห้องตะเกียง (Lamp House)



ขอเปิดดูหน่อยนะ ด้านในห้องนี้มี ตะเกียงเนย (Butter Lamp) ที่จุดบูชาตั้งเรียงอยู่ด้านใน เท่าที่เห็น...ผู้คนคงได้หันใช้น้ำมัน-
พืช
แทน  (กล่องที่วางอยู่ข้างในนั้น ก็คือกล่องใส่ขวดน้ำมันพืชค่ะ) ห้องนี้ค่อนข้างทึบ ก็เลยคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันและไอร้อน 




ป้ายนี้แกะคำอ่านยากเอาเรื่อง ตัวหนังสือเริ่มร่อนแล้ว เลยไปค้นภาพถ่ายที่ลงในของ Tripadvisor มาใส่ข้อมูลเพิ่มเติม 
ที่มา : 
https://www.tripadvisor.com/LocationPhotoDirectLink-g297625-d3732970-i143647443-
Serzang_Temple-Leh_Leh_District_Ladakh_Jammu_and_Kashmir.html


BASGO WELFARE COMMITTEE, - BASGO 
CONSERVATION of SERZANG TEMPLE. A 16th CENTURY
HERITAGE IS BEING UNDER TAKEN BY THE VILLAGER OF BASGO
UNDER THE AEGIS OF "ฺBASGO WELFARE COMMITTEE"
A GRASS ROOT MOVEMENT IN HERITAGE CONSERVATION, 
THE BASGO WELWARE COMMITTEE WAS AWARDED
WITH THE UNESCO ASIA PACIFIC EXCELLENCE 2007.

FOR MORE INFOMATION CONTACT
SECRETARY Mobile : 9419178966

Email : basgowc@yahoo.co.in





ทางเข้าวัด Serzang ซึ่งยังคงปิดอยู่ ในเวลานี้ (บอกแล้วไง ว่ายังไม่มีคนมาเที่ยวจริง ๆ)

ลานด้านบนนี้มีรถวิ่งขึ้นมาได้ด้วยนะ ที่รู้เพราะได้เห็นรถยนต์ของคนดูแลสถานที่ขับขึ้นมาจอด
เราไม่ได้เดินไปสำรวจถึงลานดินตรงโน้นนะคะ ไม่แน่ว่าตรงโค้งนั้นอาจทำเส้นทางสำหรับรถวิ่งก็ได้

 

ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก ว่ามาถึงเช้าเกินไป  หากกะเวลาการเดินทางที่เริ่มจากเลห์ในเที่ยวรถรอบดังกล่าว
คงพอดีกับเวลาเปิดทำการของเขา มีหลายห้องหลายพื้นที่ที่ปิดกุญแจเอาไว้นะคะ ทำให้เดินดูได้แค่รอบนอก
ได้เท่านี้ ถึงจะทันเจอกับผู้ดูแลฯ แต่ก็ไม่สะดวกอยู่ต่อแล้ว ส่วนขาลงก็ใช้เส้นทางใหม่อีกด้านที่ทำทางบันได
เอาไว้ด้านข้าง (ทำไมหาไม่เจอแต่แรกฮะ?)


บรรยากาศของ Basgo ได้ความรู้สึกเหมือนกลับไปย้อนอดีตมาก ๆ เดินคนเดียวอยู่บนนั้นแบบไม่เจอใครเลย
ก็วังเวงดี ที่นี่ผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้ว จากความร่วมมือร่วมแรงของคนในหมู่บ้านก็ด้วย ด้วยทำเล
ที่ตั้งบนเนินเขาอันแห้งแล้ง ฐานโครงสร้างของตัวอาคารมีความเสี่ยงต่อการพังทลายโดยง่าย ทั้งลมฝน รวม
ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ -- การเสียค่าบำรุงสถานที่ผ่านรูปแบบการเก็บค่าเข้าชม เราว่าอย่าไป
เสียดายเลยเนอะ 






 ลำดับเวลาโดยย่อ 

ตัวพระราชวัง สร้างเมื่อช่วงศตวรรษที่ 11 
ส่วนวัดคาดการณ์ว่าสร้างในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 15 และ 16 
Basgo เคยเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ที่ปกครองพื้นที่ทางตอนล่างจนถึงปี ค.ศ. 147
0
ถัดมา Lhachen Bhagan กษัตริย์แห่ง Basgo ได้ทำการเข้าตีและรวบรวมเมืองเล็ก ๆ
ทั้งหมดไว้เป็นหนึ่งเดียว และก่อตั้งราชวงศ์ Namgyal ปกครองลาดักจนถึงศตวรรษที่ 19


ส่วนเนื้อหาของประวัติที่อิงมาและบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
 
* การซ่อมบูรณะ จากเว็บไซต์ world monuments fund :

https://www.wmf.org/project/basgo-gompa-maitreya-temples 

* ประวัติของพระรา
ชวัง จากบล็อก Basgo Welfare Committee :
https://bwc1.blogspot.com/

* การเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย จากเว็บไซต์ Livehistoryindia
https://www.livehistoryindia.com/snapshort-histories/2019/08/06/the-conquest-of-ladakh
(อธิบายเพิ่มเติม -- ในข้อมูลปัจจุบัน สถานะของลาดักแยกตัวออกมาจาก รัฐ Jammu&Kashmir
มาเป็น ดินแดนสหภาพ หรือ Union Territory อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 31 ต.ค. 2
0
19 แล้วค่ะ)



ไม่ได้สำรวจอะไรเพิ่มเติมแล้วนะคะ ภาระกิจต่อมาก็คือกลับไปยังตัวเมืองเลห์ วันนี้ดูรีบ ๆ ไม่มาโหยหา
วิถีสโลไลฟ์อะไรทั้งสิ้นละนะ...ทางโน้นมีงานใหญ่รออยู่ 555   พอ
กลับมายืนรอรถที่เดิมฝั่งเดิมครู่ใหญ่
ก็จับรถโดยสารคันเล็กที่วิ่งผ่านมาได้พอดี ไม่รู้ว่าวิ่งมาจากเมืองไหน 
มีผู้คนบนนั้นเยอะเต็มไปหมด
ทั้งชาวลาดักและชาวอินเดีย ก็ต้องทนยืนโหนรถอยู่นาน
ทีเดียว มาขึ้นกลางทางก็งี้…เป้ใบใหญ่ที่แบกมา
จึงต้องนำไปฝากวางไว้กับผู้โดยสารที่อยู่
เบาะหลังคนขับไว้ก่อน กว่าจะมีที่เป็นของตัวเองภายหลังรถ
ไปถึง
Choglamsar ตามเคย  

การเดินทางกลับหนนี้ 
เจอเรื่องประหลาดบนรถอยู่พักใหญ่ค่ะ คือมีสาวเพี้ยนรายหนึ่งอยู่บนรถ เธอนั่งเบาะ
ริม
หน้าต่างไม่ไกลจากจุดยืนของฉันนัก ก็ไม่มีอะไรมาก เธอไม่ได้ทำร้ายใคร แค่ชอบกวาดสายตามองไป
รอบ ๆ แบบระแวงผู้คน แต่ที่หวาดเสียวหน่อยก็คือตอนรถเริ่มเข้าสู่ตัวเมือง ที่มีรถวิ่งขวักไขว่ 
ก็ดันนึกคึก
ไปนั่งบนขอบพนักพิงหลังและยื่นหัวชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง…อื้อหือ นี่ถ้าเป็นการวิ่งรถในท้องถนน
แถว กรุงเทพฯ  บ้านเราละก็....  แทบไม่อยากคิด  สาวคนนั้นลงรถอย่างปลอดภัยในที่แห่งหนึ่งก่อนไป
ถึงตัวเมืองเลห์ ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของผู้โดยสารแทบทั้งหมดบนรถ 

 




Create Date : 10 สิงหาคม 2563
Last Update : 13 สิงหาคม 2563 11:46:31 น. 5 comments
Counter : 491 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณhaiku, คุณKavanich96, คุณkatoy, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnewyorknurse, คุณtuk-tuk@korat, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก


 
จองที่ไว้ค่อยๆกลับมาอ่านค่ะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 12 สิงหาคม 2563 เวลา:16:23:27 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 13 สิงหาคม 2563 เวลา:3:42:10 น.  

 


มาเที่ยวด้วยค่ะ


โดย: newyorknurse วันที่: 18 สิงหาคม 2563 เวลา:0:53:36 น.  

 
วัดหรือปราสาทก็เถอะ สวยดีค่ะ แต่น่ากลัวดินสไลด์จริง ๆ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 22 สิงหาคม 2563 เวลา:16:19:01 น.  

 
อ้าว ถ้าจะลงรถก็ต้องผิวปากไม่ใช่เหรอ ใช้การตะโกนก็เลยป้ายสิ

ฐานปราการที่เห็นในรูปนั่นดูประณีตมาก เค้าน่าจะทำส่วนนี้ใหม่เลยมั้ง ^^


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 29 สิงหาคม 2563 เวลา:0:22:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้นะคะ

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014

(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.