Group Blog
 
<<
มีนาคม 2566
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 มีนาคม 2566
 
All Blogs
 
SPITI (ปี 3) Dhankar ที่ไม่เคยมา



อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่เรานั้นยังไม่เคยไปและไปไม่ครบสักที แต่เมื่อพูดถึง Dhankar
ที่นี่ดูมีความพิเศษนิด ๆ เพราะเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมไม่แพ้ที่อื่นและไปถึงยากสักหน่อยในกรณี
ที่ไม่พึ่งพารถรับจ้างหรือเช่ามอเตอร์ไซค์ขับขึ้นไป 
ก็ต้องใช้ความพยายามออกแรงเดินขึ้นไปเอง

ไม่ว่าเราจะบอกเล่าให้ใครต่อใครฟัง ถึงการเคยมาเยือนหุบเขาสปิติ  หากคู่สนทนายังไม่เคยเดินทาง
หรือไม่ได้มีแผนจะเข้ามาสักหน เราก็ต้องปูเรื่องถึง
ลักษณะภูมิประเทศ อากาศ และวัฒนธรรม ที่ดูต่าง
ไปจากความเป็นอินเดียให้เข้าใจเสียก่อนถึงจะร่ายต่อได้  
แต่หากเป็นผู้ที่เคยแวะมาเยือนแล้ว คำถาม
ที่เราเจอก็หนีไม่พ้นประโยคที่ว่านี้เสมอ ๆ ... 
เธอเคยไปที่ Dhankar มาหรือยัง?
 

 

 


ออกจาก Kaza

เที่ยวรถในรอบเจ็ดโมงครึ่ง มักจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มารุมล้อมตรงหน้าช่องจำหน่ายตั๋วกันล่วงหน้า ก่อนรถออก
ครึ่งชั่วโมง การเข้าแถวที่ไม่เป็นแถว กับศึกชิงที่นั่งที่ต้องใช้พละกำลัง
อย่างรวดเร็วแบบนั้น เราสู้ไม่ไหวจริง ๆ
เนื่องจากรอบนี้เป็นเส้นทางที่วิ่งระยะยาวจาก 
Kaza – Reckong Peo จึงทำมีผู้มารอบคิวจับจองกันค่อนข้างมาก
ก็เพื่อให้ได้หมายเลขที่นั่ง กว่าจะถึงคิวของเราที่ได้มายืนตรงหน้าช่องจำหน่ายตั๋ว แต่พนักงานแจ้งว่าหมดเวลา
ให้ขึ้นไปหา
ที่นั่งว่าง ๆ เอาจากเบาะหลังสุดได้เลย

เช้านี้เราออกเดินทางจากที่พักเลทไปหน่อย ก็เลยทำเวลาไม่ทัน ถึงแม้ว่าจะมีรถรอบอื่นที่จะวิ่งไปยังเส้นทาง
เดียวกับที่หมายก็ตาม เราอยากเดินทางตั้งแต่เช้าจะได้ไม่ต้อง
ขึ้นเขาช่วงที่แดดส่องเปรี้ยง ๆ ตอนบ่ายยังไงล่ะ

 

โชคยังดีที่เบาะหลังยังคงเหลือที่อยู่ ก่อนเดินขึ้นไปจองพื้นที่ดังกล่าวนั่น เห็นชายโปรตุเกสที่เคยเจอในหมู่บ้าน
Lalung ก็มายืนรอรถเช่นเดียวกับเรา รอบนี้แต่งตัวซะรัดกุมเชียว  แถมยังหอบหิ้วเป้ใบโตเพื่อเตรียมเดินทางย้าย
ออกจากเมืองนี้ ส่วนสาวหน้าคุ้นตรงท้ายรถนั่นก็ไม่ใช่
คนอื่นไกล  หยาง กำลังยื่นส่งกระเป๋าลากใบใหญ่ตัวเอง
ฝากให้เด็กรถเอาขึ้นไปผูกไว้
บนหลัง เลยเข้าไปถามเรื่องตั๋วที่นั่งบนรถกับเธอ

 

"ไม่มีเหมือนกัน นี่ขนาดมารอตั้งแต่เช้าแล้วนะ"

ระหว่างที่หยางยังต้องจัดการกับสัมภาระตัวเองอยู่ เราก็ขอแยกตัวขึ้นไปจับจองเบาะที่นั่ง  รอบนี้ได้นั่ง
ตรงริมหน้าต่างฝั่งขวามือพอให้ได้ดูวิวบ้าง ส่วนเบาะข้าง ๆ ยกให้เป็น
ที่ของหยางตามที่ฝากฝังเอาไว้





เพื่อนร่วมทาง
 

เราจะเดินทางไปที่ Dhankar
ส่วนหยางและชายชาวโปรตุเกส
มีจุดหมายไปยังที่เดียวกันก็คือ Tabo

ตอนที่นั่งอยู่บนรถด้วยกัน เราสะกิดบอกหยางคนตะวันตกที่นั่งตรงเบาะด้านหน้าโน่นอ่ะ
เราเคยเจอเขาที่หมู่บ้าน Lalung (แต่ไม่ได้บอกถึงว่าไปล้อมวงจิบอารักพร้อมกับพนัก
งาน
เดินรถฯทางด้านหยางก็เล่าถึงชายโปรตุเกสคนนั้นว่าเธอเองเคยเจอเขามาก่อน

"ฉันเห็นเขานั่งรถประจำทางมาจากมะนาลี"

เนื่องด้วยวันนั้นหยางออกมารอรถที่กลางทางตรงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Gramphu
(เป็นการขึ้นรถจากกลางทางหากว่าเดินทางออกมาจาก Leh ผ่าน Keylong) เลยถือว่า
ได้เดินทางเข้าสู่หุบเขาสปิติมาพร้อมกันนั่นเอง


อย่างไรก็ตาม พวกเรามีข้อสงสัยเกี่ยวกับนายโปรตุเกสเรื่องหนึ่ง
ทำไมเขาถึงช่วงชิงตั๋วที่นั่งรถรอบนี้ได้อ่ะ? โคตรโปร สกิลเทพชัด ๆ

ถัดจากลำดับที่นั่งของหยาง เป็นชายหนุ่มชาวสปิติผู้ที่จะเดินทางไปยัง Tabo หมู่บ้านของเขา
หยางจึงได้โอกาสถามถึงข้อมูลล่วงหน้าเอาไว้ เธอกะจะอยู่ที่นั่นสักสามวัน! ระหว่างที่รถเริ่มวิ่ง
ฝ่าถนนเราก็หยิบเอาผ้าบัฟออกมาปิดจมูกเอาไว้ บางทีเราก็ใช้ผ้าที่ว่ามาปิดหน้าบังแดด คาดผม
ไม่ก็เอามารัดข้อมือไว้

 

"เธอเองก็ควรพกผ้าแบบนี้พกติดไว้บ้างก็ดี" ชายหนุ่มคนนั้นแนะนำหยาง
โดยเขาเองก็พกหน้ากากผ้ามาสวมป้องกัน ถนนแถบนี้มีฝุ่นเยอะมากจริง ๆ

พวกเราคุยกันแบบสัพเพเหระไปเรื่อย กระทั่งกระเป๋ารถฯ เดินมาเก็บค่าโดยสารสำหรับ Dhankar
ที่นั่นไม่มีรถประจำทางวิ่งไปถึงโดยตรง เราจำเป็นที่จะต้องออกแรงเดินขึ้นไปยังด้านบนเอง เท่าที่
อ่านมาจุดลงรถที่ใกล้สุดคือบริเวณที่เรียกว่า
Shichling  มันจะอยู่ถัดเลยไปจากสะพาน Attargo
ไปอีกระยะหนึ่ง แต่ปัญหาก็คือ หน้าตาหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ว่านั่นมันเป็นยังไงกันนะ  

หยางเคยไปที่ Dhankar มาก่อนแล้ว เธอบอกว่าจำได้ว่าต้องลงรถตรงไหน
ส่วนหนุ่มสปิติรายนั้นก็รับปากว่าจะบอกให้รู้หากเมื่อไปถึง..ฟังแล้วก็น่าหมดห่วงเนาะ

เดินทางไปได้สักระยะ จากรถที่แน่นไปด้วยผู้โดยสาร ก็เริ่มมีคนทยอยลงตามจุดต่าง ๆ พอพื้นมีที่ว่าง
ตรงริมประตู หนุ่มสปิติขอย้ายตัวไปนั่งยังที่ดังกล่าว และมีกลุ่ม
สาวท้องถิ่นที่มีอายุเยอะแล้วก็เข้ามานั่ง
แทนที่ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบกับ
โทรศัพท์เพื่อฟังเพลงคั่นเวลาระหว่างเดินทาง

 

เมื่อรถวิ่งเลยผ่าน Attargo Bridge และวิ่งขนาบเส้นทางเข้าสู่หุบเขาพินโดยมีแม่น้ำกั้นระยะทางอันยาวไกล
ที่ดูเหมือนจะไม่มีการสิ้นสุดตรงนั้น ทำให้เรานึกถึงเมื่อตอนที่เดิน
เข้าไปในวันก่อนได้ดีเลย...และเมื่อหลุดพ้น
จากตรงนั้นไปจนผ่าน จุดรวมสายแม่น้ำพิน
และแม่น้ำสปิติ และ Lingti Valley ตามลำดับ ถัดไปไม่นานนักรถก็
ได้จอดลงที่จุดหนึ่ง
ซึ่งมองไปก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยนอกเหนือไปจาก แนวดินสูง ๆ ที่ดูคล้ายกำแพงธรรมชาติ
เราเห็นชาวต่างชาติสามรายลงจากรถพร้อมกับคนท้องถิ่น


ชักเริ่มเอะใจเล็ก ๆ หรือว่าที่นี่คือจุดลงรถสำหรับ Dhankar

การที่นั่งอยู่ริมในสุดของเบาะหลัง มันทำให้ลุกยืนได้ลำบากมาก ไหนจะเป้ใบโตที่ต้องยกออกมาจากที่วางเท้า 
หลังจากคนพวกนั้นลงไปกันแล้ว รถเริ่มออกตัววิ่ง
อย่างช้า ๆ นั่นจึงทำให้เราเริ่มตั้งสติหันไปถามหยาง เธอว่า
ใช่ที่นี่หรือเปล่า?  แต่
หยางลังเลและมีทีท่าไม่แน่ใจ ส่วนชายหนุ่มสปิติยังคงนั่งฟังเพลงเงียบ ๆ อยู่เช่นเดิม

 

สาวชาวบ้านสองรายที่นั่งอยู่ตรงกลาง พูดถึง Dhankar และพูดในภาษาท้องถิ่น
หยางเองไม่ได้เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ดันทึกทึกแปลไปเองว่า ยังใช่มั้ย ยังต้องเลย
ไปอีกใช่มั้ย?  ยิ่งรถตีออกจากจุดตรงนั้นไป เนินดินที่ตั้งฉากเป็นปราการธรรมชาติก็เริ่ม
เผยบางสิ่งที่บดบังเอาไว้เรื่อย ๆ ใช่เลย 
Dhankar Monastery ตั้งอยู่บนนั้นชัดเจนมาก!

 



เราเริ่มร้อนลนหนักขึ้น เมื่อตัวรถกำลังแล่นจากจุดดังกล่าวที่ว่าไปเรื่อย ๆ
หยางยังคงเจรจากับป้า ๆ และแปลภาษาตามความเชื่อไปเรื่อยเปื่อยและ
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่วางไว้ใจใครอีก

 

"หยุด! หยุด! หยุด!"

 

เราตะโกนจากหลังรถจนสุดเสียง ถึงแม้ว่ากระเป๋ารถจะบอกว่ายังไม่ถึง Shichling ก็ตาม
แต่เราต้องการลงจากรรถเดี๋ยวนี้ จากที่ Dhankar ที่ใกล้แค่เอื้อมเมื่อครู่ มันได้เลยเถิดมา

ไกลมาก ๆ  เรายกเป้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมจะลงไปจากรถ ทุกคนตรงเบาะ
หลังช่วยขยับขา
เอี้ยวตัวเพื่อให้มีช่องว่างในการเดินออก

สรุปรถจอดให้ลงบริเวณใกล้ ๆ กับปากทางขึ้น
Dhankar ตรง Shichling ที่สร้างไว้สำหรับให้รถวิ่ง
(จุดลัดสำหรับเดินขึ้นไปกับถนนที่ปูให้รถวิ่งจะอยู่ไกลกันมากทีเดียว) พอลงจากรถได้ รู้สึกโกรธ
มากจริง ๆ ที่ต้องมาเสียเวลาตรงนี้  
ไม่ได้มีโอกาสโบกมือลาเพื่อนร่วมทางตามที่ควรจะเป็น และ
ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนรถจะแล่นหายออกไป หนุ่มสปิติท้ายรถคนนั้นชะโงกหน้าผ่านช่องหน้าต่าง
พร้อมโบกมือให้   "แล้วเจอกันที่
Tabo มายเฟรนด์"



Shichling-Dhankar Rd. | บริเวณปากทางขึ้นสำหรับให้รถวิ่งขึ้น (เป็นมุมที่หันกลับไปถ่ายหลังจากเดินมาได้สักพัก) 




ที่ตรงนี้ไม่มีทางลัด

8.40 .

ทางขึ้น Dhankar ฝั่งนี้ เต็มไปด้วยรถนำเที่ยว กลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์ และที่แน่ ๆ คือไม่มีใครเขาเดินขึ้นมา
ที่เส้นนี้เสียด้วยซ้ำ ฝ่าแดดแรง ๆ  
ช่วงสายของวัน เพื่อไต่ระดับทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ แถมผ้าบัฟก็หล่นหาย
ไปไหนแล้วไม่รู้ ความหวังเดียวที่มีคือไปให้ถึงเป้าหมาย แล้วสั่งกาแฟมาดื่มให้หายเหนื่อยเถอะ!

เมื่อผ่านพ้นเขตเนินสูงไป จนถึงพื้นที่ราบด้านบนที่มีบ้านเรือนและเขตเพาะปลูก ลัดฝ่าดง Sea buckthorn
และกุหลาบป่า ผ่านคอกที่กั้นเลี้ยง dzo อยู่ 5-6 ตัว พวกมันกำลังวิ่งไปมาในคอกที่ว่าเหมือนกำลังพุ่งพล่าน
จากเสียงลมหายใจดังฟึดฟัด ๆ 
จนกลัวว่าถ้าเดินเข้าไปใกล้กว่านี้มันคงวิ่งออกมาไล่ขวิดแน่นอน


หลุดออกจากโซนนี้ไปได้ ที่ตั้งของ Dhankar Monastery ก็อยู่ไม่ไกลเกินสายตา
เรามาโผล่ตรงฝั่งของวัดที่สร้างขึ้นใหม่ 
ก็เลยต้องเดินอ้อมไปยังโค้งข้างหน้าอีกรอบนึง
เพราะมีแอ่งดินขนาดลึกกั้น
ขวางไว้ ที่เนินด้านล่างมีที่ตั้งของบ้านเรือนอีกด้วย ลักษณะ
ภูมิประเทศด้านบนนี้ ดูแล้วก็ยากต่อการนำรถโดยสารขึ้น
มาวิ่งด้านบนจริง ๆ แหละ

ความไกลห่างของเส้นถนนที่ยืนอยู่ กับที่ตั้งของหน้าผาจุดหมายของวันนี้

 



ลัดผ่านดงไม้พุ่มและที่ตั้งของบ้านเรือนบริเวณส่วนท้ายหมู่บ้าน Dhankar แถบนี้จะใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูก
ก็เลยดูเหมือนว่ามีอยู่แค่ไม่กี่หลังคาเรือนที่สร้างไว้ห่างไกลจากกัน 



 

11 โมงเช้า มาหยุดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่อยู่ตรงบริเวณทางขึ้นไปยังวัดเก่า  เราสั่งอาหารและถามถึงเรื่อง
ที่พักกับ โกดัม ผู้ดูแลสถานที่มีพื้นเพเป็นชาวดารัมศาลา 
เพิ่งมารับจ็อบงานนี้เมื่อหกเดือนก่อน พาไปไขกุญแจ
เปิดห้องให้เลือกได้ตามใจชอบ  
เขาว่าเริ่มจะไม่มีนักท่องเที่ยวมาพักสักเท่าไหร่ช่วงนี้ คนที่มากับรถรับจ้างหรือ
ที่ขับ
มอเตอร์ไซค์เที่ยว มักจะแวะชมแค่วัดเก่าและป้อมปราการเก่าจากนั้นก็ไปที่อื่นกันต่อ มีน้อยคนที่จะมาพัก
ค้างแรม  ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ห้องนอนรวม
 8 เตียง มีเพียงแค่เราคนเดียวในคืนนี้ที่ยึดครอง

โกดัมบอกเตือนไว้อย่างนึงว่าช่วงสามทุ่ม อาจมีเสียงรบกวนเล็ก ๆ จากพวกลาที่มีคนเลี้ยงไว้แถวนี้
"มันชอบส่งเสียงร้องให้ได้ยินทุกคืน แถมตรงเวลาซะด้วย" ซึ่งเขาเองก็
ตอบไม่ได้ว่าลาพวกนั้นจะพา
กันแหกปากร้องไปเพื่ออะไร

 



 

วัดเก่าแก่ - ป้อมปราการและราชอาณาจักรเก่า บนความสูง 3,894 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
Old Dhankar Monastery วัดเก่าแก่ที่ถูกก่อตั้งมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งพันปี แม้ตัวอาคารจะมีการ
บูรณะและซ่อมแซมแทนที่ของดั้งเดิมไปแล้ว แต่ความโดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่ตำแหน่งการจัดวางเอาไว้บน
หน้าผาสูง ๆ ที่มีทั้งตัววัดและป้อมปราการ (รวมไปถึงวังที่ประทับ) ชื่อของ Dhankar จึงมีความหมายว่า
พระราชวังบนหน้าผา* 
จากแผ่นป้ายที่ลงประวัติเอาไว้ที่วัด ก็จะเห็นชื่อของผู้ปกครองคนแรกคือ King
Nimakon
 ทั้งพระราชาและบุตร Dichok Gon คือผู้ที่ริเริ่มให้ดำเนินก่อร่างสร้างป้อม,วังที่ประทับ และ
วัด ขึ้นพร้อมกัน โดยกำหนดให้ศูนย์รวมของอำนาจของการปกครองอยู่ที่ป้อมและกิจกรรมทางศาสนานั้น
อยู่ที่วัด ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 Dhankar ได้มีสถานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในหุบเขาสปิติ  


* จากข้อมูลทั่วไปที่เจอมา Dhankar ถูกแปลได้เป็นสองแบบคือ
Palace on a cliff และ  Fort on a cliff ทั้งนี้ เราเลือกใช้คำว่า Palace เพราะคุ้นกับคำนี้มากกว่า
เมื่อเทียบเคียงจากภาษาลาดัก (ซึ่งมีรากเดียวกันกับสปิติคือ Bhoti) ก็เรียก พระราชวัง ว่า Khar เช่นกัน 




อารามสงฆ์แห่งนี้เป็นวัดพุทธวัชรยานนิกายเกลุกปะ พื้นที่ด้านในวัดส่วนที่เปิดให้เข้าชมไม่อนุญาต
ให้ถ่ายรูป เท่าที่จำได้คือสัดส่วนของอาคารที่เป็นห้องประกอบพิธี ห้องที่มีพระประธาน และอื่น ๆ
ล้วนแต่
มีขนาดเล็ก โครงสร้างอาคารทรุดโทรมลงตามกาลเวลาเสี่ยงต่อการผุผัง และที่น่าเป็นห่วง
ก็คือ
ตำแหน่งที่ตั้งของวัด--
ในปี 2006 World Monument Fund  (กองทุนเพื่ออนุสรณ์สถานโลก)ได้ระบุ
ให้ 
Dhankar Monastery 
เป็นหนึ่งในจำนวนร้อยสถานที่ที่ต้องเฝ้าระวังในระดับที่เป็นอันตราย


แม้จะมีการบูรณะไปแล้วแต่ก็ดูเหมือนยังขาดงบฯ อยู่อีกเยอะ สำหรับการเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่
ไม่มีค่าเข้าชม แต่หากอยากบริจาคเพื่อการซ่อมแซมอาคารก็สามารถไปหย่อนเงินลงตู้ได้โดยตรง
นอกเหนือจากนี้ ภายในวัดยังมีส่วนที่เป็นถ้ำสำหรับให้เข้าไปนั่งทำสมาธิห้องหนึ่ง แม้จะเล็กนิดเดียว
แต่บรรยากาศ
เงียบเชียบมาก (ตรงถ้ำที่ว่าจะมีการสร้างห้องครอบเอาไว้) หากใครที่อยากใช้เวลานั่ง
อยู่ข้างในนั้น จะเพื่อเสพซึม
ความเก่าแก่ของสถานที่หรือเพื่อสงบจิตสงบใจนานแค่ไหนก็ได้

 




หน้าประตูทางเข้า มีการแกะสลักลายไม้ที่ขอบประตูด้วย




⭗ จุดรอบนอกของวัด จะมีที่ให้เดินตามระเบียงที่อยู่เลียบหน้าผาสูง จะเห็นวิวของแม่น้ำสปิติและทางเข้าหุบเขาพิน
(Pin Valley) ที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้าม ถ้าใครนึกภาพการเดินเท้าจากสะพาน Attargo เลาะเลียบไปเรื่อย ๆ จนเลี้ยว
เข้าสู่หุบเขาพินตรงปากทางที่เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำพินและ
แม่น้ำสปิติจากเอนทรี่เก่าไม่ออก ก็อ้างอิงจากมุมภาพ
ตรงนี้เลย



เดินขึ้นไปยังเนินด้านบนของที่ตั้งวัด ด้านในนั้นมีห้องเล็ก ๆ อยู่หนึ่งแห่ง น่าจะเป็นส่วนที่เรียกว่า
Nakachang โดยสร้างไว้สำหรับเป็นที่ประดิษฐาน Medicine Buddha หรือในภาษาไทยก็คือ
พระไภษัชยคุรุ เห็นครอบครัวชาวอินเดียเพิ่งเดินออกมาจากห้องที่ว่านั้น ระหว่างที่กำลังจะสวน
ทางเข้าไปด้านใน และพวกเขาฝากวานให้เราปิดประตูหลังจากเข้าไปเยี่ยมชมเสร็จแล้วด้วย





 ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมฝั่งตรงข้าม ที่นี่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา 8 แห่ง
เปรียบเหมือนกับกลีบดอกบัวต่างขนาด ๆ โอบล้อมรอบภูเขา Laghpal
Tashi Choling Gonpa
 ซึ่งอยู่ตรงกลางและเป็นฐานที่ตั้งของหมู่บ้าน 
Dhankar โดยมีรายชื่อดังนี้ (อ้างอิงข้อมูล มาจากป้ายหน้าวัดเช่นเคย)

1. Sartot Gangri ทางทิศตะวันออก 
2. Mane Gangri ทางทิศใต้
3. Rewa Gangri ทางทิศตะวันตก
4. Balang Gangri ทางทิศเหนือ 
5. Chookpo-Jo-Ferangri ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
6. Kitling Thang Gangri ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
7. Gyalpo Paldan Giri ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
8. Choopo Jocula Giri ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ




มายืนตรงลานด้านบน จุดสูงสุดของวัดที่มีการสร้างอาคารหลังเล็กเอาไว้บนยอดเนิน



Dhankar Fort ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม บริเวณที่ขึ้นไปยังจุดชมวิวได้ก็คืออาคารหลังใหญ่(ตำแหน่งวังเก่า) ที่อยู่ถัดลงมาจากป้อม


ตรงส่วนที่เป็นป้อม (Dhankar Fort) จะอยู่อีกเนินเขาหนึ่ง ห่างไปจากวัดอีกไม่เท่าไหร่แต่ก็เดินเหนื่อย
เอาเรื่อง
อาจเพราะออกแรงไปเยอะตั้งแต่มาถึงเมื่อเช้า หรือความสูงของพื้นที่ก็ไม่รู้ เดินไปเรื่อย ๆ อย่าง
ไม่ได้รีบเร่งอะไร จุดนี้จะผ่านที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนที่ดูเป็นชุมชนกว่าบริเวณอื่น 
หากใครที่อยากเข้า
พักแบบโฮมสเตย์ใกล้ ๆ กับวัดเก่า มีบ้านหลายหลังในแถบนี้ขึ้นป้ายบอกไว้หลายแห่งเลย 


บางครั้งก็เดิน บางครั้งก็หยุดพัก การเดินเล่นบนพื้นที่สูงนั้นไม่ควรรีบร้อน
นักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งเพิ่งเดินกลับมาจากป้อม เขาคงเห็นเรานั่งพักอยู่
ก็หันพูดให้กำลังใจพร้อมยกกำปั้น  "อีก 5 นาทีเท่านั้น!"





⭗ ที่ตั้งของบ้านเรือน บริเวณทางเดินไปยังป้อม



⭗ ภาพจากจุดชมวิวบริเวณตัวอาคารชั้นบนที่สร้างใกล้กับป้อมโบราณ จะเห็นว่าอยู่บนพื้นที่สูงกว่าตำแหน่งของวัด



⭗ สถานที่และจุดสังเกตบริเวณฝั่งวัดเก่า (เท่าที่พอจำได้)

1. ที่สถิตย์ของเทพยดาผู้ดูแลหมู่บ้าน 
2. Dhankar Monastery ส่วนที่เป็นอุโบสถใหญ่ (ที่เรียกว่า Dukhang) จะฉาบทาสีแดงเอาไว้ 
3. อาคารหลังเล็กที่สร้างไว้ด้านบนเนินสูงสุดของวัด 
4. Dhankar Fort 
5. ทางเดินลงเขาใกล้ ๆ กับตำแหน่งเจดีย์ขาว ที่พาเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ด้านล่าง (ทางลัดสำหรับการเดินเท้า)
6. ห้องน้ำสาธารณะ
7. ที่พัก 


วัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ตัวอาคารทาเป็นสีเหลืองสด ซึ่งก็ยังคงใช้ชื่อเดิมคือ Dhankar Monastery  ที่วัดใหม่มีพื้นที่แบ่ง
ไว้ทำกิจการสร้างรายได้อย่างร้านอาหารและที่พัก  (หยางเคยมาพักและแนะนำว่ามีกาแฟให้สั่ง) ถ้าอยากนั่งชมวิววัดเก่าหรือ
ตื่นมาแล้วเห็นบรรยากาศฝั่งนี้ก็ให้เลือกไปอยู่ตรงฟากโน้น ส่วนรอยทางเห็นบนเนินเขาด้านหลังวัดใหม่ก็คือทางไปทะเลสาบ




ทะเลสาบ Dhankar

อันที่จริงโกดัมแนะนำให้เราไปถึงตอนเช้า ๆ สักก่อนเก้าโมงแสงกำลังสวย
แต่เราไม่มีเวลาขนาดนั้น หลังจากเข้าชมวัดเก่าและป้อม เป็นที่เรียบร้อยก็เหลือ
แค่ส่วนที่เป็นทะเลสาบที่อยู่นอกแผนและเพิ่งรู้ว่ามันมีสถานที่อย่างว่าใน Dhankar
โดยจุดที่ว่านั้นตั้งอยู่ห่างจากนี้ไปเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตร แต่ก็มีความลาดชันอยู่
ไม่น้อย โดยที่ด้านบนทะเลสาบตั้งอยู่บนความสูง
4,140 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

การเดินทางด้วยเท้าบนพื้นที่ราบสูง ให้บอกระยะทางเป็นเวลา
จะเข้าใจง่ายกว่ามาตราวัด ก็เลยได้คำแนะนำมาแบบนี้


"ขาไปชั่วโมงครึ่ง ส่วนขากลับครึ่งชั่วโมง"

 

เราเริ่มต้นออกเดินไปทางฝั่งที่ตั้งของวัดใหม่ ตรงที่เป็นอาคารสีเหลือง ๆ จะมีรอยทางให้
เดินไปบนเนินเขาถัดจากนั้น จากปากทางขึ้นที่เป็นจุดเริ่มต้น มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย
กลุ่มหนึ่งเพิ่งกลับมาจากบริเวณนั้นพอดี ชายหนุ่มชาวอินเดียอีกกลุ่มกำลังลังเลที่จะขึ้นไป
พวกเขาเลยได้โอกาสถามกับคนที่ไปมาแล้วว่าทะเลสาบที่ว่านั้นใหญ่โตมากมั้ย

 

"เล็กนิดเดียว ช่วงนี้น้ำค่อนข้างน้อยนะ"

พอได้คำตอบแบบนี้กลับมา พวกเขามีทีท่าผิดหวังและพากันหันหลังกลับ

"เฮ้ แต่บรรยากาศบนนั้นดีมากเลยนะ"


เสียงการการโต้ตอบระหว่างกลุ่มคนที่เคยไปกับกลุ่มคนที่ล้มเลิกนี่
แอบชวนให้คิดหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน พอเห็นพวกนั้นเปลี่ยนใจไม่ขึ้นไปจริง ๆ

ในช่วงเวลาบ่ายสองกว่าแบบนี้ ไม่มีใครคนอื่นนอกเหนือจากเราแล้วที่กำลังเดินอยู่
ช่วงเนินเขามันเป็นพื้นที่โล่ง ๆ มีดอกไม้ป่า พุ่มไม้เล็ก ๆ แบบกุหลาบป่าให้เห็นบ้าง
สลับไปกับกระจุกหญ้า มีลูกศรวาดไว้เป็นสัญลักษณ์บอกทางให้เห็นบนหินเป็นระยะ
จุดที่เดินยากหน่อย เป็นช่วงทางโค้งที่ต้องเลี้ยวอ้อมเขาด้านบนมุมสูงและจังหวะการ
เดินข้าม
ร่องที่เป็นรอยต่อ ถึงจะฟังดูลำบากนิด ๆ กับการเดินเท้าไปทะเลสาบ แต่มัน
ก็เป็น
ช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ เลยนะ ที่ได้มีโอกาสออกแรงเดินทางไกลในพื้นที่ราบสูงใน
ขณะที่ร่างกาย
ยังมีเรี่ยวแรงแบบนี้ ถึงมันจะไม่ใช่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แบบที่
ต้องมีผู้คนต้องมาจดจำ
ก็เถอะ





⭗ ป้ายหน้าที่ตั้งไว้หน้าทางเดินเข้าไปยังทะเลสาบ ที่อยู่ไกลถัดไปจากเจดีย์องค์ขาวอีกไม่ไกล




⭗ มาถึงจุดที่เรียกว่าทะเลสาบแล้ว แถมยังมีลามายืนเล็มหญ้ากันอยู่บนเนินเขาสามตัว




ครอปจากภาพเดิมเพื่อโชว์ว่ามีลาจริง ๆ นะ (เลนส์กล้องซูมไม่ได้) 





หนึ่งชั่วโมงครึ่ง 
เราได้เจอกับป้ายด้านหน้าทะเลสาบ เจดีย์องค์ขาวและพื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นแอ่งน้ำกลางหุบเขา ดูเหมือนว่า
หลังจากที่ออกแรงเดินมาอย่างยาวนาน สิ่งเดียวที่เราอยากทำก็คือการแค่ได้ไปนั่งพักอยู่บริเวณริมน้ำเฉย ๆ
ถอดรองเท้าถุงเท้ากองไว้และหย่อนเท้าลงไปให้คลาย
ความล้าของฝ่าเท้า พักร่างเอกเขนกมันตรงนั้นอยู่
นานเลยทีเดียว  ไม่รู้สิ
อยู่ ๆ ก็เกิดอาการหมดแรง ทั้งที่รู้ว่ายังสามารถเดินหามุมถ่ายภาพให้มันดีกว่านี้ก็ได้  
ด้วยการเดินรอบทะเลสาบซึ่งมีพื้นที่กระจิ๊ดริดนิดเดียวเอง

 

สำหรับใครที่เห็นบรรยากาศบนนี้แล้วถ้าอยากพักแรมสักคืน ก็สามารถหาเอาเต็นท์มากางได้นะ
แต่ก็ต้องยอมลำบากเรื่องการพกพาเสบียงมาให้พร้อมและทำใจเรื่องห้องน้ำกลางแจ้งนี่แหละ
เห็นที่พักของเรามีป้ายแจ้งว่า มีเต็นท์ให้เช่า ทีแรกก็ไม่ได้เอะใจหรอกว่าเขาไปปักหลักตั้งแคมป์
กันที่แถวไหนบ้างใน Dhankar โถ...กว่าจะนึกออก ก็เดินมาถึงหน้าทะเลสาบนี่เรียบร้อยแล้ว


 

อยู่บนนี้ไปได้เกือบชั่วโมง สูดอากาศจนเต็มปอด พักเอาแรงจนพร้อมออกเดินแล้ว  สิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือไป
จากเราก็มีเพียงแค่ลาสามตัวที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ตรงเนิน
เขาฝั่งตรงข้ามโน่น  ในช่วงที่เรากำลังจะเตรียมออก
เดินจากที่นี่ไป อยู่ ๆ ก็เห็นชาวบ้านที่เป็นเจ้าของลาเดิน
โผล่มาจากไหนไม่รู้ คงลัดเลาะมาจากเนินเขาสักทาง
ส่งสัญญาณเรียกให้มันเดินตาม
ไป นี่ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่จริง ๆ ก็มองแทบไม่ออกเลยนะว่าอาณาบริเวณนี้มัน
ลัด
พาไปเชื่อมต่อยังหมู่บ้านไหนได้อีก?





ระดับความลึกของน้ำในช่วงเวลานี้ 
 



⭗ เจดีย์องค์ขาวที่ตั้งอยู่บนเนินก่อนถึงทะเลสาบ




ลองใช้กล้องอีกตัวมาลองถ่ายดู พอย้อนกลับมาทำรูปลงบล็อก ก็รื้อหาภาพทะเลสาบที่ถ่ายไว้เป็นมุมสวย ๆ แทบไม่เจอ
(ต้องโทษความขี้เกียจ ณ ช่วงเวลานั้นได้เลยนะเนี่ย)

 




ช่วงขากลับ ระยะทางที่เดินเริ่มไกลห่างไปจากทะเลสาบราว ๆ 15 นาที นักท่องเที่ยวรายแรก
ที่เดินสวนมาในตอนนั้นเป็นหญิงสาวชาวตะวันตก เธอถามถึงทะเลสาบว่าอยู่อีกไกลมั้ย  


"อีก 15 นาที"  อ้างอิงจากที่เวลาที่เราเพิ่งเดินออกนี่แหละ 
 

ถัดไปอีกไม่นาน ก็เริ่มเจอผู้คนสวนมาเรื่อย ๆ เรารู้สึกเหมือนเป็นคนบอกทาง
ไม่ก็ช่วยแจ้งระยะให้พวกเขาได้รู้ แหม ถ้ารู้ว่าจะพากันขึ้นมาในช่วงนี้กันเยอะ
เราคงปรับเวลาเดินขึ้นมาสักบ่ายสี่จะดีกว่า

 

กิจกรรมเดินขึ้นมายังทะเลสาบดูเหมือนจะไม่ได้นิยมกันมากมายนัก นาน ๆ ที
ถึงจะเจอคนสวนมา ด้วยความที่ไม่มีอะไรต้องเร่งรีบแล้ว เราจึงออกนอกเส้นทาง
แวะไปถ่ายดอกไม้บนเนินบ้าง กลุ่มคนที่เพิ่งขึ้นมาใหม่เห็นแล้วก็เกิดอาการลังเล
คิดว่าจุดที่เรายืนอยู่คือทางไปทะเลสาบหรือควรไปตามลูกศรกันแน่ ดีที่พวกเขา
ตะโกนถาม “นี่เธอ พวกเราเดินถูกทางใช่มั้ย”

 

"ถูกแล้ว เลี้ยวอ้อมตามลูกศรไปเลย"
 

เราตะโกนตอบกลับแล้วชี้ไปอีกทาง

 

"ขอบคุณ!"





⭗ พุ่มเล็ก ๆ ของดอกไม้ป่าที่ยังขึ้นให้เห็นตามทางในช่วงนี้ 



Dhankar Monastery เนินเขา และอาคารบ้านเรือนบริเวณหน้าผา วิวระยะไกลจากทางเดินไปทะเลสาบ

 

ส่วนรายสุดท้ายที่กำลังเดินสวนมาเป็นชาวอินเดียหนึ่งนาย เขากำลังพยายามเดินขึ้น
อย่างเชื่องช้า เสียงเหนื่อยหอบนี่ชัดเจนมากแต่สีหน้ายังโอเคดี ในช่วงนั้นก็ราวบ่ายสี่
กว่า ๆ พวกเราเดินผ่านกันก่อนที่จะได้รับคำถามเช่นเดิม  "อีกนานมั้ย"

เรายังนาฬิกาขึ้นมาดู "น่าจะราว ๆ 45 นาที ขาไปอาจจะใช้เวลานานกว่านี้"

"ฮ้าาาา" เราจำได้ถึงอากัปกิริยาหลังฟังคำตอบเมื่อได้ยิน เขาถอนหายใจยาว
เหมือนจะท้อ แต่ก็มุ่งมั่นที่จะเดินต่อไป นี่อาจเป็นคนสุดท้ายที่ปิดทางไล่หลัง
ผู้คนทั้งหมด

 

 



⭗ ภูเขาหินทรายที่มีความผุกร่อนจากการดักเซาะของธรรมชาติจนมีรูปทรงแปลก ๆ 


กลุ่มแรงงานที่ขึ้นมาทำงานก่อสร้าง พวกเขามีพื้นเพเดิมมาจากท้องที่อื่น ๆ ในอินเดีย ไม่ก็เนปาล



ใคร ๆ ก็ชื่อ เทนซิน

โจทย์การท่องเที่ยวใน Dhankar เราคงเก็บหมดจนแล้ว ช่วงเดินกลับไปที่พักก็สวนทางกับพวกนักเรียนหญิง
น้อง ๆ
3 คน คงเพิ่งเลิกเรียน พากันเดินมาทักถามว่าเราชื่ออะไร มาจากประเทศอะไร หลังจากที่ตอบไป ก็มี
การแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษเสียงแจ้ว ๆ 
ดูทรงแล้วเหมือนจะเป็นเด็กชั้นประถม 

 

ฉันชื่อ เทนซิน ดอลม่า
ฉันชื่อ เทนซิน เซริ่ง
และฉัน เทนซิน เปม่า
ยินดีที่ได้รู้จักพี่นะคะ

บ๊ายบาย

 

เด็กชาวสปิติรุ่น ๆ นี้ หรืออาจโตกว่านี้ หลายคนมีชื่อแรกเหมือนกันเกือบหมด โดยเหตุผลที่พ่อแม่นิยม
ตั้งชื่อให้ลูกว่า เทนซิน ก็เพื่อให้พ้องกับนามของท่านทะไลลามะลำดับที่
14
(Tenzin Gyatso) นั่นเอง
วันนี้เดินนานไปหน่อยเลยคิดมุขไม่ทัน น่าจะอำน้องเขาไปเนอะ พี่ก็ชื่อเทนซินเช่นกัน ยินดีที่ได้รู้จัก

 




 โกดัม เตรียมผักมาหั่นเตรียมไว้ผัดหมี่สำหรับมื้อเย็น ตามคำเรียกร้องที่ว่าขอผักเยอะ ๆ 
 



มื้อเย็นใน Dhankar หนนี้ก็ยังฝากท้องไว้กับที่พักเหมือนเดิม สั่งหมี่ผัดพิเศษผักไว้กับโกดัม
ทีแรกว่าจะนั่งรอบนดาดฟ้าของจุดที่เป็นร้านอาหาร แต่ช่วงนี้มันก็เริ่มมีอากาศเย็นขึ้นแล้ว
หลังดวงอาทิตย์ตก เลยไปนั่งรอตรงห้องครัวที่อยู่ชั้นล่างไปก่อนแล้วค่อยยกไปกินบนร้าน


"โกดัม...โกดัมไบย่า...โกดัมไบย่า"

มีสาวนักท่องเที่ยวชาวอินเดียรายนึง มายืนตะโกนเรียกเขา พร้อมชะเง้อเข้ามาในครัว
แต่ช่วงเวลานั้น โกดัมหายตัวไปไหนก็ไม่รู้สักพักใหญ่ เธอบอกว่าจะมาติดต่อโกดัม
เรื่องรถรับจ้างที่ฝากให้หาเอาไว้


"ฉันมาจากรัฐมัธยประเทศ...มันอยู่ตอนกลางของอินเดีย นี่เธอมาคนเดียวเหรอ"


"ใช่ พักอยู่ที่นี่แหละ" เราชี้ไปตรงอาคารที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
 

กว่าโกดัมจะกลับมาสาวอินเดียกลางคนนั้นก็เดินหายไปที่อื่นเสียก่อน


 



การคมนาคมขนส่งบน Dhankar และการสื่อสารแบบไร้สาย

แน่นอนว่าไม่มีรถประจำทางวิ่งขึ้นมาถึงที่นี่ และหากจ้างรถขึ้นมาส่งขาเดียวแบบไม่เหมาจ้าง
พาเที่ยว
One day trip ก็อาจไม่ได้รับประกันว่าช่วงขากลับจะหาได้ง่าย ๆ หรอกนะ ส่วนเรา
ไม่มีปัญหาอะไรเพราะจะเดินลงไปข้างล่างเอง 
(รู้เส้นทางลัดแล้วด้วย)


ตกค่ำเธอกลับมาอีกครั้งหนึ่งกับสองคนที่น่าจะเป็นไกด์นำเที่ยวท้องถิ่น  พวกเราล้อมวงคุย
บนโต๊ะเดียวที่ดาดฟ้าของร้านอาหาร "
ฉันกำลังหาคนหารค่ารถกลับไปยัง Kaza พรุ่งนี้เช้า
ถ้าเธออยากไปด้วยก็ได้นะ"  
เราจะไปต่อที่
Tabo ซึ่งมันเป็นคนละทางกับเธอเลย  “อื้ม ฉันแค่
อยากถามไว้ก่อนเผื่อเธอเปลี่ยนใจ”


ดูเหมือนว่า Dhankar ไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไหร่ในเรื่องหารถเที่ยวกลับ 
เราก็ไม่ได้ถาม
เสียด้วยว่า เธอขึ้นมาถึงที่นี่ได้ยังไงกัน จากนั้นคนที่เป็นธุระจัด
หารถให้ก็เดินเข้ามาบอกข่าว

"มาดาม พรุ่งนี้ไม่มีรถสักคันออกตอนเช้า"

พอฟังแล้วเธอมีสีหน้าไม่ดีนัก เหมือนว่าการเดินทางจะถูกเลื่อนออกไปให้ช้าลงกว่ากำหนด

"ก็เหลืออีกตัวเลือกนึง แทร็กเตอร์"

เขากระดกลิ้น เน้นที่คำว่า แทร็ก ได้กวนประสาทดี

 

"หืม หมายความว่ายังไง...แทร็กเตอร์" สาวอินเดีย เรียกชื่อรถที่ว่าตาม
พร้อมกระดกลิ้นเลียนแบบเขาอีก แต่ดูแล้วเธอจะไม่เข้าใจความหมายจริง ๆ

นึกออกแล้ว! เราหยิบโทรศัพท์เปิดคลิปตอนที่นั่งอยู่ท้ายรถพ่วงตอนที่จะหาทาง
ไปหมู่บ้าน Komic ให้ดู เผื่อว่าจะตัดสินใจง่ายขึ้น 
พวกเขาก็เลยพากันหัวเราะ

"ใช่ ๆ ประมาณนี้เลย มาดาม"

 

ช่วงหนึ่งทุ่มกว่ามีเสียงดังแทรกขึ้นมาจากเนินด้านล่างฝั่งเดียวกับเรา ตรงเพิงที่พักของเหล่า
คนงาน 
หัวหน้าคนงานตะโกนไปยังฟากตรงข้ามด้วยประโยคหนึ่ง แล้วก็มีเสียงโต้ตอบกลับมา
เป็นแบบนี้อยู่สองสามหน พื้นที่เนินล่างที่เป็นแอ่งลึกแบบนั้นน่าจะเป็น
สาเหตุที่ทำให้เกิดเสียง
สะท้อน พวกเราก็ได้แต่เงี่ยหูฟังแบบเงียบ ๆ ด้วยความอยาก
รู้อยากเห็น โกดัมบอกว่าเป็นแค่
การเรียกให้แรงงานมารับเงินค่าจ้างวันนี้ 
 ส่วนเราเข้าใจไปเองแต่แรกว่าชาวบ้านตะโกนคุยกัน
ข้ามเขาในแบบไม่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือให้เปลืองแค่ค่าบริการ

 

เฮ้ ทุกคน คน คน…. มารับเงินที่นี่ นี่ นี่ นี่ นี่ นี่

เออ รู้แล้ว แล้ว แล้ว แล้ว ...เดี๋ยวไปรับ รับ รับ รับ








สรรพเสียงแห่งความเงียบงัน  อย่างที่เคยพูดไปสเน่ห์ของหุบเขาสปิติสำหรับเรา
คือความสงบเงียบแบบที่ไม่เคย
เจอจากไหน แต่บางคนกลับไม่ใช่ เมื่อมีคนมารวมตัวแบบนี้
โกดัมได้ถือโอกาสเล่าความรันทด
ให้คนในกลุ่มได้ฟังคล้ายกับอยากระบายความในใจ เพื่อ
ปิดเรื่องส่งท้าย ก่อนที่จะแยกย้ายกลับที่พักไปนอน


เมื่อหกเดือนที่แล้วเขารับจ้างเฝ้าร้านอยู่ที่ Goa มันเป็นเมืองชายทะเลที่มีผู้คนคึกคักมาก
แต่แล้วก็ได้รับการติดต่อจากนายจ้างผู้เป็นเจ้าของกิจการที่พักและร้านอาหารให้ย้ายมา
ดูแลที่นี่...ไม่รู้ว่าโกดัมได้รับข้อเสนอที่ดียังไงหรือปล่าวนะ ถึงได้ยอมย้ายมา


เขาเปิดโทรศัพท์ โชว์ภาพตัวเองจากที่มาถึงครั้งแรกเมื่อหกเดือนก่อน จากหนวดเครา
ที่เกลี้ยงเกลา (จนถึงตอนนี้ที่ขึ้นเฟิ้มเป็นลุงเพราะไม่ได้โกนตั้งแต่วันที่มาอยู่วิวทิวทัศน์ช่วง
ฤดูร้อนของ Dhankar และที่ต่าง ๆ ที่เขาได้นั่งรถผ่านในหุบเขาสปิติ 
ถูกถ่ายภาพเก็บไว้หลาก
หลายมุม คล้ายกับการได้เจอโลกใบใหม่ที่ดูน่าตื่นเต้น  ทุก ๆ อย่าง
ดูอลังการและสวยงาม 

กระทั่งฤดูท่องเที่ยวช่วงพีคกำลังผ่านพ้นไป จากที่วันหนึ่งได้เจอผู้คนแวะเวียนมา
เยือนแบบมากหน้าหลายตา ก็เริ่มเบาบางลงและเข้าขั้นเกือบเข้าสู่สภาวะเดิม ตามแบบ
ที่มันเคยเป็น ทุกอย่างเริ่มเงียบเหงา ต้นไม้เริ่มร่วงโรย อากาศก็เริ่มหนาวเย็นลงแบบแล้ง ๆ

จนตอนนี้เขาเริ่มจดจำกำหนดการของเวลาได้ ยามเช้าของทุกวันที่ตื่นมาปัดกวาดสถานที่ 
เมื่อเจอกับ
หลวงพี่ผู้ดูแลวัดเก่าเดินผ่านมา พวกเขาก็ส่งเสียงทักกันแค่ประโยคเดิม ๆ "จูเล
ฮาวอาร์ยู" 
เช่นนี้เสมอทั้งรอบเช้าและเย็น 
ช่วงสายจนถึงบ่ายก็เริ่มมือไม่ว่างกับการผัดข้าว
ทำอาหาร ชงชา เสิร์ฟให้กับเหล่านักท่องเที่ยวที่แวะมานั่งพักผ่อน  ยามเย็น
ก็ไล่เก็บจานชาม
มาล้าง ทำความสะอาดร้านและที่พัก พอเริ่มตกค่ำก็เริ่มเข้าสู่ภวังค์แห่งความเงียบสงัด
เพราะ
ไม่ค่อยจะมีแสงไฟเปิดจ้าให้เห็น เสียงตะโกนของหัวหน้าคนงานที่คอยเรียกให้ลูกน้องมารับ

ค่าจ้างจะเริ่มตอนช่วงทุ่มครึ่ง หากวันไหนไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพักเขาจะเข้านอนแต่หัววัน
เพราะไม่มีอะไรให้ทำมากกว่านี้ 
และช่วงสามทุ่มของทุกคืนก็ต้องมาทนฟังพวกลามันร้องส่ง
เสียง แง้ก ๆ กันให้ระงมอีก...ช่าง หดหู่สิ้นดี!


ทุกคนตั้งใจฟังเหมือนกำลังรับบทจิตแพทย์ โดยคาดว่าโกดัมเริ่มมีอาการซึมเศร้าเล็ก ๆ
เพื่อนของเขาที่เป็นชาวสปิติ ล้วงหยิบวัชระที่ห้อยคอไว้ออกมาสวดไหว้พึมพำแล้วยกขึ้น
แตะหน้าผากตัวเอง จนโกดัมอดแซวกลับไม่ได้ "โอ...ให้ตายเหอะ ดูเขาสิ อยู่แบบนี้
มา
นานจนจะกลายเป็นเหมือนพวกพระไปแล้ว"





 




ข้อมูลอื่น ๆ


*การเดินทางด้วยรถประจำทาง

ไม่มีเที่ยวรถวิ่งถึง Dhankar โดยตรง 
ลงที่ Shichling แล้วเดินขึ้นไปยังด้านบนเอง 

หรือลองบอกกระเป๋ารถฯ ให้จอดลงตรงทางขึ้นที่เป็นทางลัดไป Dhankar
ค่ารถ 
35 รูปี (พกเศษเงินติดไว้เยอะ ๆ ด้วยนะ จ่ายไป 40 รูปีไม่มีทอนให้จ้า) 
แต่บางทีต้องให้คนท้องถิ่นช่วยบอกจุดลงจะดีกว่า เพราะพนักงานขับรถส่วนใหญ่
เป็นคนนอกพื้นที่ อาจไม่ชำนาญเส้นทางเดินเท้า

*การเทรกระหว่างหมู่บ้าน ให้เลือกเชื่อมต่อเส้นทางจากหมู่บ้าน Lalung จะง่ายกว่า

*สถานีเติมน้ำดื่ม
ตั้งอยู่ตรงลานด้านบนวัดเก่า 






 

 




Create Date : 25 มีนาคม 2566
Last Update : 24 กันยายน 2566 20:02:22 น. 15 comments
Counter : 1309 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณSweet_pills, คุณtoor36, คุณอุ้มสี, คุณtuk-tuk@korat, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณดอยสะเก็ด, คุณดาวริมทะเล, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณkae+aoe


 
วัดในภูมิภาคนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์นะครับ แต่บางครั้งก็ดูกลืนกับบ้านเรือนเหมือนกัน

แดดยังแรงเหมือนเดิม ดูเหมือนจะร้อนแต่อากาศน่าจะเย็นใช่มั้ย?

การเดินทางยากลำบากจริงๆ ขากลับ เดินนี่ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันนะ จะกลับต้องเตรียมตัวดีๆ ก่อนเดินทาง


โดย: toor36 วันที่: 27 มีนาคม 2566 เวลา:14:55:37 น.  

 
ได้รู้จักว่าคนที่นี่ตั้งขื่อ
ตามองดาไลลามะ
กิ๊ปเก๋...เทนซิน


โดย: อุ้มสี วันที่: 27 มีนาคม 2566 เวลา:15:55:01 น.  

 
รู่สึกถึงความสงบเลยค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 28 มีนาคม 2566 เวลา:12:17:04 น.  

 
ตอนที่หนุ่มสปิติโบกมือบอกว่า "แล้วเจอกันที่ Tabo มายเฟรนด์"
น่าจะตะโกนตอบกลับไปว่า "อันเฟรนด์แล้วนะนาย Taboo!!!"
คนอาไร้~ โพล่งออกมาไม่ดูบรรยากาศเล้ย -_-


Dhankar Monastery สร้างมาเป็นพันปีเลยเหรอเนี่ย เก่าแก่มาก
แต่อาคารที่อยู่มาพันปีแล้วก็น่าเป็นห่วงจริง ๆ นั่นแหละ
รูปคนที่ยืนบนลานจุดสูงสุดของวัดนี่เท่มาก
ถ้่าเอามือป้องปากหน่อยแล้วตะโกนว่า "เหินฟ้าาาาาาาาาาาา"
นี่ใช่เลย! พระเอกละครเรื่อง "ผยอง"

ทะเลสาบ Dhankar มีความพิเศษยังไงเนี่ย
นักท่องเที่ยวถึงดั้นด้นชั่วโมงครึ่งเพื่อมาดูแล้วก็เดินกลับ
ตอนที่ไปน่าจะจังหวะไม่ดี ฤดูอื่นตอนที่น้ำเยอะน่าจะสวยเนอะ

เสียดาย น่าจะให้ดูรูปดอกไม้ชัด ๆ หน่อย
สีเหลืองแบบจัด ๆ สวยดี คล้ายดาวกระจายเหมือนกันแฮะ
อยากรู้ว่าไม้ดอกที่อึด ๆ นอกจากดาวกระจายแล้วมีอะไรมั่ง

อืมมมม ก็น่าเห็นใจโกดัมอยู่
คนที่เคยดูเมืองท่องเที่ยวคึกคัดชาวทะเล...ประมาณว่าทะเลไม่เคยหลับ
ชีวิตพลิกผันมาอยู่หุบเขาเงียบสงัด วัน ๆ เจอแต่เสียงลา "แง้ก ๆ"
มันก็คอนทราสต์สุดแบบขั้วเหมือนกัน แต่ก็แอบคิดว่า...
แกน่าจะบ่นแบบนี้กับนักท่องเที่ยวที่มาพักที่นี่ทุกกรุ๊ปอะนะ


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 4 เมษายน 2566 เวลา:22:20:23 น.  

 
ู^
^
คนที่เคยอยู่เมืองท่องเที่ยวคึกคักชายทะเล


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 4 เมษายน 2566 เวลา:22:23:30 น.  

 

@toor36 : สไตล์ที่ราบสูงก็งี้แหละ วัดต้องอยู่บนพื้นที่สูงเหนือหมู่บ้าน อากาศไม่ถึงกับร้อนแต่ UV แรงมาก ความชื้นสัมพัทธ์น้อย
เดินนานยังไงก็ไม่มีเหงื่อ ช่วงที่ไปมันยังไม่หนาวมากเท่าช่วงตุลาคม




@อุ้มสี : ย่านอื่น ๆ ฟ้าไม่รู้นะพี่อุ้ม แต่แถบนี้เจอแต่คนมีชื่อแรกว่า
เทนซิน เพียบเลย (เขาจะมีชื่อแรก กับชื่อรอง)



@ tuk-tuk@korat : สงัด มากกกกกกกกกกกก แต่ก็ชอบนะ



@ทุเรียนกวน ป่วนรัก : นาย Tabo เป็นพวกอิกนอร์ 5555
พื้นที่ด้านบนตอนกลางคืนน่าจะเหมาะกับการตั้งแคมป์ดูดาวน้อ
ลองค้นรูปดูทะเลสาบ Dhankar ที่อื่นๆดูบ้าง ก็เออ เราคงไปผิด
ฤดูจริง ๆ หน้าร้อนมันจะดูชอุ่มกว่านี้
ดอกไม้เหลือง มันอยู่บนเนิน ก้มมากกว่านี้คงต้องหมอบต่ำและ
อาจกลิ้งตกเขาได้ในตอนท้ายน่ะ มันเป็นดอกไม้ป่าประจำถิ่น (ถ้า
เจอชื่อแล้วจะกลับมาใส่ข้อมูลเพิ่มเติมทีหลัง)

สำหรับโกดัม เราว่าแถวนี้มันไม่เหมาะกับ extrovert อ่ะ
น่าวงวารเขานะครับ


โดย: กาบริเอล วันที่: 9 เมษายน 2566 เวลา:11:26:27 น.  

 
* เพิ่มเติม *
ที่ว่าสร้างมานานเป็นพันปี ก็คือก่อตั้งมานานแล้ว
ด้วยความที่ยังมีผู้อาศัย ไม่ได้ร้าง ก็ต้องซ่อมแซม
บำรุงรักษากันมาเรื่อย ๆ เหมือนบ้านคนแหละ

เจอรูปถ่ายที่ตั้งของ Dhankar Monastery จาก Flickr :
DhankarMonasteryontheCliffs

พอซูมแแล้วน่าจะเห็นโครงสร้างเก่า ๆ ที่ทับซ้อนอยู่ด้านใต้ชัดเลย


โดย: กาบริเอล วันที่: 9 เมษายน 2566 เวลา:11:44:19 น.  

 
จากบล็อก
ช่างสังเกตดีครับ ว่าแต่ทำไมถึงคิดว่าผมได้สายสะพายล่ะ อาจจะไม่ได้ก็ได้

ถ้าตามที่ถามมาก็ต้องตอบว่า ใช่ครับ ผมเคยพูดไว้ในบล็อกนี้น่ะ โลกของ Bloggang XVI - ทบทวนตัวเอง


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 9 เมษายน 2566 เวลา:18:21:08 น.  

 
ที่มาคุย
เอาเข้าจริงนะ มันจะมีบางบล็อกที่เรามีความสนใจเป้นพิเศษครับ ผมกล้าพูดแบบนี้เลยนะว่า อย่างบล็อกการ์ตูนเนี่ยะ มันก็มีบางแนวที่ไม่ใช่แนวที่ผมติดตาม หรือให้ความสนใจแม้แต่น้อยเลย ผมเข้าไปอ่านจะต้องใช้พลังงานอย่างมาก แล้วทำไมต้องเข้าไปอ่าน อ่านทำไม ผมอ่านเพื่อเปิดมุมมองใหม่ครับ แน่นอนว่าหลายครั้งผมได้มุมมองใหม่ หรือได้ไปติดตามผลงานเรื่องที่คนอื่นนำมาเขียนเช่นกัน แล้วเราก็รู้สึกได้ว่า เราจะพลาดเป้นอย่างมากถ้าเราไม่ได้อ่านบล็อกดังกล่าว

เรามาเอาเรื่องที่ผมพูดตะกี้มาประยุกต์ใช้กับบล็อกหมวดอื่นๆ กันนะครับ อ่านๆ ไป วันนี้มันอาจไม่มีประโยชน์กับเรา แต่วันหน้าเราหากเราต้องการใช้ข้อมูล เราจะต้องนึกถึงมันแน่ๆ และหลายครั้งผมก็นึกถึงและได้ใช้ประโยชน์จากมัน


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 9 เมษายน 2566 เวลา:20:53:38 น.  

 
ปีนี้ วันนั้นไม่แสดงวันเกิดในหน้าหลัก Bloggang เลยไม่มีใครรู้
แต่มีคนจำวันเกิดได้ด้วยแฮะ ขอบคุณมาก ๆ จ้า

.....

ที่อาร์เตทำอย่างนั้นเพราะจะประชดอะ อารมณ์ประมาณว่า...
"เป็นผู้หญิงแล้วไง ถ้าตัดผมไม่พอ ตัดหน้าอกด้วยเลยพอใจมั้ย!"
แต่ก็ยังไม่ได้ทำจริงนะมีคนมาห้ามซะก่อน ^^"

ไทม์ไลน์การ์ตูนเรื่องนี้ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์บ้านเรา
น่าจะประมาณก่อนเสียกรุงศรีฯ ครั้งแรก 50 กว่าปีได้นะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องสถานภาพทางสังคมของผู้หญิง
ที่นู่นกับที่นี่ใครดีใครแย่กว่ากัน
แต่ผู้หญิงที่อยากอยู่ย้อนยุคแบบในนิยายหรือละคร
ถ้าเจอสภาพความเป็นจริงของสังคมยุคนั้นไม่รู้จะทนไหวมั้ย
อดีตก็คืออดีตเปลี่ยนไม่ได้ เราควรทำปัจจุบันให้ดีขึ้นไป ๆ เนอะ

ถ้าบอกว่าตัวเองมาจาก "โรมา" เต็มปากเต็มคำแบบนี้
แสดงว่าลุง Andreano นี่เป็น "ชาวโรมัน" ขนานแท้เลย
ชาวโรมันแต้ ๆ เค้าก็คงภูมิใจกับประวัติศาสตร์ของเค้าแหละ


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 11 เมษายน 2566 เวลา:10:15:55 น.  

 
อ่านเพลินเลยค่ะ แถมได้ความรู้เพิ่มมากมายด้วย


โดย: ดอยสะเก็ด วันที่: 13 เมษายน 2566 เวลา:21:36:05 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ

ไม่มีเวลามาอ่าน ไม่ได้เข้าบล็อกนานมากๆ เข้ามาก็ไม่มีเวลาไปทักทายใครเลย
วันนี้พอจะมีเวลาเลยได้เข้ามาดู ทักทายกันซักนิดค่ะ
เพื่อนๆหายกันไปเยอะมากๆ
ไว้มีเวลาจะมาอ่านนะคะ


โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 16 เมษายน 2566 เวลา:19:18:37 น.  

 
@ดอยสะเก็ด : โอ้โห มันออกแนวเรื่อยเปื่อยมากกว่าค่ะ 5555

@ดาวริมทะเล : ปกติทางนี้ก็อัพบล็อกแบบเงียบ ๆ อยู่แล้ว
จะมีคนเข้ามาอ่านหรือไม่มี ก็คงไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่ค่ะ

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยือนกันนะคะ


โดย: กาบริเอล วันที่: 19 เมษายน 2566 เวลา:0:23:14 น.  

 


โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 3 พฤษภาคม 2566 เวลา:9:01:58 น.  

 
ขอบคุณที่แวะมาทักทาย ไม่ได้เจอกันนาน

ลองตั้งแคมป์ข้างบ้าน หรือบริเวณบ้านดูก็ไม่เลวครับได้บรรยากาศอีกแบบ แต่เมืองไทยมันร้อนครับ ออกไปนอกบ้านแปบเดียวเหนียวตัวไปหมด


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 2 กรกฎาคม 2566 เวลา:18:29:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014


###ไม่สะดวกพูดคุยหลังไมค์นะคะ###

© ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.