Group Blog
 
<<
เมษายน 2565
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
11 เมษายน 2565
 
All Blogs
 
SPITI (ปี 3) สปิติรำลึก




มันอาจคล้ายกับฉากซ้ำ ๆ ของเรื่องราวหนึ่งที่วกกลับมา
แตกต่างเพียงแค่ วัน - เวลา - ฤดูกาล  ที่ไม่เหมือนเดิม








กันยายน 2019 -- ปลายฤดูเก็บเกี่ยว

หลังออกมาจากลาดัก เราเดินทางต่อไปยังพื้นที่หุบเขาสปิติด้วยเส้นทางเดิม
เช่นที่ผ่านมาจากฝั่งมะนาลี ถึงช่วงนี้รถโดยสารท้องถิ่น Kullu - Kaza ยังคงวิ่งให้
บริการอยู่ก็ตาม  แต่ได้ก็ตัดตัวเลือกที่ดูสมบุกสมบันนี้ออกไป คิดว่ามาถึงตอนนี้
กลับรู้สึกว่ามันเต็มอิ่มแล้วกับวิถีแบบนั้น

ในระยะเวลาการเดินทางสิบชั่วโมงจากเมืองมะนาลี ที่ซึ่งไม่ใช่สถานีต้นสายกับ
ตัวเลือกที่เป็นรถประจำทางฯ  ย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องยืนโหนไปพร้อมกับแบก
ขนสัมภาระไประยะหนึ่ง จากคำพยานของเพื่อนนักเดินทางที่เคยนั่งรถโดยสารฯ
เล่าไว้ว่ากว่าเขาจะมีที่นั่งได้ก็โน่นตอนไปถึง Batal


หรือในอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางออกมาจาก เลห์-ลาดัก แล้วอยาก
มาดักรอขึ้นรถโดยสารจากกลางทาง หลังผ่าน Keylong และ Koksar ให้ลงตรงจุด
ที่เรียกว่า Gramphu จะอยู่ก่อนถึง Rohtang La ราว 7 กิโลเมตร





⭗ Gramphu (2019) ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก หยาง 



ข้อมูลของจุดขึ้นรถกลางทางที่ชื่อว่า Gramphu นี้ได้รับมาจากหยาง (ชาวไต้หวันที่
เราเคยเจอในเลห์) เธอว่าแถวนั้นไม่มีอะไร นอกจากเพิงเล็ก ๆ ที่มีไว้ขายน้ำชาให้กับ
คนที่มารอรถเข้าพื้นที่หุบเขาสปิติ  





⭗  จุดรอรถฯบริเวณที่ชื่อว่า Gramphu (2014)  ภาพจากเอนทรี่เก่าสมัยที่เข้าไปยังหุบเขาสปิติครั้งแรก


อ้อ ... เห็นแล้วก็นึกได้ว่า สมัยที่เดินทางเข้ามาครั้งแรก
รถจิ๊ปที่โดยสารมาก็เคยมาจอดรอรับคนที่นัดไว้ตรงนี้นี่เอง 
แต่จุดนี้มันก็มองยากพอสมควร ขนาดนั่งรถผ่านมาแล้วก็ยังจำไม่ได้ 118


จะว่าไป หยางเองก็มาเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังสามารถลงกลางทาง
และมารอขึ้นรถได้ทันเวลาอีก นับว่าไม่ธรรมดา -- เธอมันแน่จริง ๆ 







⭗ ผู้โดยสารและคนขับรับ ที่มีรวมกันทั้งหมดอยู่แค่ 5 รายเท่านั้น


ในครั้งนี้แชร์แท็กซี่จำนวน 13 ที่นั่ง  ก็ไม่ได้เดินทางกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งกันสัก
เท่าไหร่ เพราะหากไม่รวมกับพี่คนขับรถแล้ว ก็มีจำนวนผู้โดยสารอยู่ทั้งหมดสี่รายเอง
แต่ถึงจะมีคนจำนวนเท่านี้ ก็ไม่ได้แปลว่ารถของเราว่างจนเลือกที่นั่งได้สะดวกนักนะคะ

ผู้โดยสารรายหนึ่ง เหมาที่นั่งด้านหลังที่เหลือสำหรับขนอุปกรณ์ก่อสร้างและของใช้
ต่าง ๆ ที่ไปซื้อหามาจากเมืองข้างนอก ส่วนอีกสองรายเป็นคุณป้าและลูกชาย
คุณป้าเดินทางออกมาจากจากสปิติ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาที่โรงพยาบาลในเมือง
มะนาลี ตำแหน่งที่ป้านั่งก็คือเบาะเดี่ยวข้างประตูทางขึ้น ส่วนคนลูกก็นั่งอยู่ที่เบาะคู่ถัดไป

ตอนที่ไปติดต่อรถรับจ้าง พี่คนขับเมื่อวานเย็นแกเหมือนจะกังวลว่าเราจะเดินทางไปกับ
คนพื้นที่ไม่ได้  แกเลยเสนออีกทางเลือกนึงที่น่าจะได้บรรยากาศการท่องเที่ยวมากกว่า
คือให้ไปกับรถจี๊ปที่มีขนาดเล็กกว่านี้และมีนักท่องเที่ยวร่วมเดินทางไปด้วย แต่เราก็ปฏิเสธ






⭗ ฝูงแพะแกะที่ถูกต้อนมาหลบพักตรงเนินดินข้างอาคาร



⭗ ล้อหมุนจาก manali ตอนตี 5.50 น. และมาถึง mahri ในเวลา 7.20 น. ภูเขาที่เป็นฉากหลังของบริเวณนี้ยังคงเขียวสด 



สภาพแวดล้อมก่อนเข้าสู่ต้นฤดูหนาว 
บริเวณช่องเขายังคงมีลมแรงเหมือนเดิม เมื่อมาถึงจุดพักแรกคือ Marhi (มาห์-รี่)
คนขับก็จะจอดแวะจุดพักนี้เพื่อให้ลงไปแวะกินมื้อเช้า ไม่ก็ลงไปเดินยืดเส้นยืดสาย
หรือพักลงเพื่อเข้าห้องน้ำมีร้านอาหารหลายแห่งที่เปิดให้บริการ  หลายคนอาจแวะ
มาที่นี่ก่อนจะตรงไปยัง Rohtang La หรือไปต่อยังที่อื่น ๆ

จำได้ว่าตอนเดินทางไป Keylong ไม่นานมานี้ขณะที่นั่งรถผ่าน
พื้นที่ทั้งแถบของบริเวณมาห์รี่มันเต็มไปด้วยดินโคลน ดูเละเทะ จากฝนที่กระหน่ำตก
ลงมาจนดูพังถึงแม้ว่าดินแดนที่หมายอย่างสปิติจะเป็นเขตพื้นที่เงาฝนแต่ก็ไม่ได้แปลว่า
เส้นทางเข้าจากเขตรอบนอกจะรอดพ้นไปจากการเทกระหน่ำของสายฝนไปได้

เมื่อได้ย้อนกลับมาใหม่ วันนี้โชคดีมากที่สภาพอากาศและท้องฟ้าไม่มีเมฆฝนให้ต้อง
คอยระแวง  ภูเขาตรงหน้ายังคงมีสีเขียวสด ฝูงแกะถูกต้อนให้มานอนพักอยู่ริมทาง
พื้นถนนบางส่วนอาจมีความเฉอะแฉะปรากฏอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรมากนัก

ความแตกต่างที่ได้เห็นหากย้อนไปเทียบเคียงจากภาพจำในอดีต
ก็คือจุดแวะพักที่ Mahri มีการสร้างตัวอาคารแบบถาวรเกิดขึ้นนั่นเอง

หลังจากหมดเวลาแวะพักแล้ว เราก็กลับขึ้นไปยังรถเหมือนเดิมเพื่อเดินทาง
มีเพียงแค่คุณป้าคนเดียวที่ไม่ได้ลงจากรถไปไหนเพราะใส่เฝือกที่ขา ได้แต่ฝาก
ลูกชายแกไปซื้อหาสิ่งที่อยากกินในตอนนั้นมาให้







⭗ ฝูงปศุสัตว์ที่เดินผ่านมาให้เห็น มีทั้งแพะและแกะ



⭗ เส้นทางรถวิ่งกลางหุบเขา กับสภาพแวดล้อมในช่วงเดือนกันยายน


หลังผ่านช่องเขาโรห์ตัง ตรงเข้าไปยังพื้นที่ด้านในก็เริ่มเห็นแม่น้ำ Chandra
ไหลผ่านขนาบไปกับเส้นทางของเรา แม่น้ำนี้เป็นสายเดียวกับที่เห็นในหมู่บ้าน koksar
ที่ตั้งอยู่ในอีกเขตการปกครองฝั่ง Lahaul นั่นเอง
ด้วยความที่ยังเป็นฤดูท่องเที่ยว ก็จะ
ทำให้ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อนนั่นก็คือมีพื้นที่ตั้งแคมป์ที่ริมแม่น้ำ
เป็นลักษณะของเต็นท์ขนาดโตหลายหลังที่เรียงรายผ่านตา ณ จุดหนึ่ง

ผืนดินรอบนอกยังคงมีหญ้าปกคลุมบางส่วนแม้ว่าใกล้จะแห้งเฉาไปตามฤดูแต่มันก็เป็นเครื่อง
ยืนยันได้บ้างว่าที่นี่ไม่ได้แห้งแล้งจนถึงขนาดไม่มีอะไรงอกได้  และในบางครั้งรถของเราก็ต้อง
ลดความเร็วเพื่อให้คลื่นขบวนของแกะแพะเคลื่อนผ่านไปก่อน





⭗ จุดแวะพักกินอาหารกลางวันที่ Batal   



⭗ พื้นที่ภายในเพิงชั่วคราวของร้านขายอาหาร 





ช่วงเที่ยงวันรถก็จอดพักเพื่อกินข้าวกลางวันอีกครั้งที่ Batal
เพิงขายอาหารยังคงเป็นลักษณะของอาคารชั่วคราว โดยมีผืนผ้าใบปูคลุมแทนหลังคา
พอหมดสิ้นฤดูนี้ไปแล้วพวกเขาก็จะเอามันออกเหลือทิ้งไว้เพียงแต่ตัวโครงสร้างอิฐปูนที่
ก่อเอาไว้จนกระทั่งฤดูกาลใหม่กลับม

รอบนี้เขามีห้องน้ำให้บริการหลังร้านแล้วนะ
ไม่ต้องวิ่งหาที่กำบังเหมือนครั้งแรกที่เคยทำ 555

ถัดจากนี้ไปรถของเราก็จะวิ่งไต่ระดับขึ้นบนพื้นที่สูง ๆ กันต่อ หากใครที่มีปัญหาเรื่องแพ้
ความสูงก็ควรระวังสักนิด  พื้นที่แถบนี้ตั้งอยู่บนความสูงไม่แพ้ลาดักเลยล่ะ  และด้วยสเกล
ที่เล็กกว่าก็อาจดูเหมือนว่ามันเป็นกราฟที่พุ่งขึ้นลงสลับไปมาไวเกินกว่าจะทันปรับตัวได้...

ลองเทียบตัวอย่างความสูงของพื้นที่กันโดยคร่าว ๆ โดยไล่เรียงจากการเดินทางดังนี้

จากภาพอ้างอิง : https://www.bloggang.com/data/w/wachii/picture/1649672892.jpg

Manali _________ 2,050 ม.
Mahri __________3,360 ม.
Rohtang La______3,980 ม.
Kunzum La ______4,551 ม.
Losar __________4,279 ม.
Kaza___________3,800 ม.

เป็นค่าความสูงเหนือระดับน้ำทะเลนะคะ ตัวเลขอาจไม่ตรงเป๊ะ หรือหาข้อมูลเก็บ
ได้ไม่ครบทั้งหมด  แต่จากที่เห็นก็เป็นระดับที่ทำให้ต้องระวังภาวะแพ้ความสูงหรือ
 
Altitude sickness ไว้ด้วย 






พื้นที่สูงที่รถต้องวิ่งขึ้นไล่ระดับไปเรื่อย ๆ เป็นเส้นทางที่อยู่ถัดไปจาก Batal





⭗ Kunzum La เป็นอีกช่องเขาที่สำคัญ เรามาถึงที่นี่ตอนบ่ายโมง



⭗ เจดีย์สีขาวและธงมนตรา



 ตามมุมมองของนักท่องเที่ยวอาจมองว่านี่่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ต้องแวะ แต่สำหรับคนท้องถิ่นพวกเขาให้ความเคารพ
ต่อเทพยดาที่คอยปกป้องในยามที่ต้องเดินทางผ่านช่องเขาสูง





13.10 น. จุดแวะพักที่ Kunzum La 
ตามสูตรที่บอกไว้ในหนก่อน ธรรมเนียมของคนที่นี่เขาจะลงไปทำการขอพรให้การเดินทาง
ปลอดภัยราบรื่นกันที่ช่องเขาสำคัญฯ ซึ่งก็จะมีที่ตั้งของเจดีย์ กองหิน รวมถึงธงมนตราที่ผูก
แขวนโยงรายรอบ  เพิ่งเคยเห็นผืนดินบนพื้นที่ตรงนี้ครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาเจอแต่ช่วงที่หิม
ปกคลุมตลอดเลย



การเดินทางเข้าสปิติหนนี้ แม้จะดูเนิบ ๆ เดิม ๆ แต่ก็ยังมีอะไรให้ได้ตื่นเต้นเสมอแหละ
อย่างเช่นตอนที่วิ่งพ้นออกไปจาก Kunzum La ได้ไม่นาน ล้อรถของเราไปติดหล่มอยู่พักใหญ่ 
ขยับเคลื่อนไม่ได้ ต้องรอให้รถรับจ้างคันอื่นที่กำลังขับตามกันมา ช่วยดึงช่วยดันทั้งแรงรถและ
แรงคน พวกเขาใช้เวลากันอยู่ครู่หนึ่งและสุดท้ายก็ได้เดินทางกันต่อ  




⭗ เมื่อล้อรถของเราไม่ยอมขยับเคลื่อนออกจากหลุม



ต่อเชือกจากด้านท้ายเพื่อเตรียมลากขึ้น



 คนจากรถคันอื่น ๆ ที่ขับตามกันมา ก็ลงมาร่วมด้วยช่วยกันดัน


หลังผ่านจาก Kunzum La ไป ระดับความสูงก็จะปรับลดลงมาเล็กน้อย
ต่อจากนี้ก็จะเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งแรกก็คือ Losar โดยเรามาถึงกันตอนบ่ายสองโมงครึ่ง
ที่นี่จะมีร้านขายอาหารและร้านน้ำชารวมถึงที่พัก หากว่าใครอยากจะแวะมาเยือนและค้างแรม
*ข้อควรจำก็คือ จุดนี้มี check post คนขับรถจะไปลงทะเบียนแจ้งนำพาหนะเข้าพื้นที่และต้อง
พาเรา(ชาวต่างชาติ) ที่โดยสารมาด้วยกันไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากเป็นเพียง
การลงบันทึกข้อมูลเอาไว้ เตรียมแค่พาสปอร์ตตัวจริงไปก็พอ





เส้นทางที่รถต้องวิ่งก็มักจะเป็นแบบนี้


บนเส้นทางที่ยาวไกลในครั้งนี้ กว่ารถจะวิ่งมาถึง Kaza ได้ก็ปาไปเกือบห้าโมงเย็นแล้ว 
มีผู้โดยสารคนแรกลงที่หมู่บ้าน Rangrik ก่อน ด้วยความที่แกต้องแบกขนข้าวของออกมาจาก
รถออกจนหมดก็ใช้เวลานานเอาเรื่องอยู่  ต่อมาคนที่เหลือก็มีแค่คุณป้ากับลูกชายและเรา
หลังจากพี่คนแรกเอาสมบัติพัสถานลงจากรถจนโล่ง และระยะทางสุดท้ายก็เหลืออีกแค่ไม่กี่
กิโลเมตร 





ผืนนาที่ยังคงเหลือความเขียวให้เห็นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง (จำพิกัดไม่ได้แล้ว)




ทางผ่านก่อนถึงตัวเมือง Kaza จะเห็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างที่ดูเป็นกระจุกบนเนินไกล ๆ ก็คือ Kee Monastery นั่นเอง



เมื่อใกล้ไปถึงที่หมายเรื่อย ๆ พี่คนขับก็ถามเราว่าจะไปลงที่ไหน
ในใจลึก ๆ ก็แอบคิดเสียดายอยู่แหละ  ถ้ารู้ว่าต้องมาจอดพักเพื่อแวะขนของลงจากรถแบบนี้
น่าจะขอลงตรงทางผ่านของรถประจำทางที่จะวิ่งเข้าไปที่ Kee Monastery ซะก็ดี แทนที่จะ
ตรงไปยังตัวเมืองที่ไม่มีอะไรน่าเที่ยวอย่าง Kaza จะให้เขาจอดยังจุดที่ใกล้ที่สุดแล้วเดินต่อ
ก็ยังไหว 555

ที่ตั้งของอารามสงฆ์ดังกล่าวจะมองเห็นไกล ๆ ตอนนั่งรถผ่าน
หรือหากจะเดินทางมาจาก Kaza ก็จะมีเที่ยวรถช่วงเย็นรอบเดียวคือสี่โมงครึ่ง



แต่มันก็ผ่านเลยมาไกลแล้วนี่เนอะ  เราเลยบอกให้ไปส่งแถว ๆ ท่ารถก็แล้วกัน
พอเมื่อมาถึงปลายทาง ก็ต้องแวะส่งป้ากับลูกชายที่บ้านเสียก่อน พวกเขามีบ้านตรงฝั่งที่เรียกว่า
New Kaza  ก็ต้องรอลูกหลานแกมาพยุงออกจากรถก่อน ซึ่งก็เป็นการเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ
แล้วต่อจากนั้นคนในบ้านก็ออกมาบอกว่ารอสักครู่  ก่อนที่จะกลับออกมาพร้อมชาร้อนที่ชงให้ดื่ม
คนละแก้ว เสียดายว่าบ้านป้าไม่ได้ทำเกสเฮาส์หรือโฮมสเตย์ไม่อย่างงั้นคงลงไปพักด้วยแล้ว ...
เหลือบมองดูเวลาก็เริ่มจะใกล้มืดลงทุกที ๆ ชักขี้เกียจจะเดินหาที่พักแฮะ

จิบชาหมดแล้วก็คืนแก้ว พร้อมโบกมือลา ป้าและครอบครัว
พี่คนขับก็แล่นรถต่อไปยังจุดสุดท้ายที่จะไปส่งเราเป็นคนท้ายสุด






"วันนี้คนดูเยอะหน่อยนะ"

พี่คนขับรถบอกถึงสถานการณ์ใน kaza ที่กำลังเต็มแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้คน
เราไม่เคยมาในช่วงฤดูท่องเที่ยว  ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องปกติหรือเพราะหุบเขาสปิติ
กำลังเริ่มป็อบกันแน่?

คำตอบที่คิดไว้น่าจะมีส่วนถูกครึ่งหนึ่งบ้างแหละ
ถ้าพี่คนขับไม่แง้มบอกเรื่องงานเทศกาลวันสุดท้ายในคืนนี้




 
 
"อื่น ๆ"

 
++ Share taxi จากมะนาลี รอบนี้ราคา 1,000 รูปี 
จองล่วงหน้าก่อนเดินทางหนึ่งวันที่ Giran Guesthouse ตั้งอยู่ไม่ไกลไปจากท่ารถขนส่ง
เราไปติดต่อช่วงเย็นและเดินทางในเช้าวันถัดไป 

++ หากอยากนั่งรถประจำทาง แวะไปดูที่เอนทรี่เก่าได้ที่นี่นะ :

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=wachii&month=25-03-2022&group=23&gblog=49

++ การเดินทางรอบนี้เหมือนกลับไปเก็บตกในส่วนที่เหลือจากคราวก่อน  
อาจมีเล่าย้อนไปถึงความหลังบ้าง 107  ก็บ่น ๆ ตามประสาคนอยากแวะกลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

 


Create Date : 11 เมษายน 2565
Last Update : 12 เมษายน 2565 0:19:23 น. 8 comments
Counter : 575 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณSweet_pills, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณnewyorknurse, คุณKavanich96, คุณmultiple, คุณtoor36, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณสองแผ่นดิน, คุณtuk-tuk@korat, คุณkae+aoe


 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 13 เมษายน 2565 เวลา:4:42:35 น.  

 
หลังอ่านจบพบว่า การเดินทางแบบนี้ต้อง คนใจเย็น ถึงจะมาทริปแบบนี้ได้

บรรยากาศ การนั่งรถ เหมือนนั่งรถ 2แถว หวานเย็นตามบ้านนอกสมัยก่อนเลยอะ ค่อยๆไปไม่รีบ มีแวะส่ง จอดรอผู้โดยสารขนสัมภาระ ถ้าเมืองไทยก็ต้องเป็นชะลอม สุ่มไก่ แนวนั้น
จอดรอได้ ไม่รีบร้อน แบบรถเมล์สาย 8 ในตำนาน555


ทริปนี้มีอุปสรรค รถติดหล่ม แต่ยังดีมีเพื่อนร่วมทางและชายฉกรรจ์ ช่วยผลักดัน สาวๆไม่ต้องช่วย ให้สิทธิ์ไปยืนดู ยิ้มหวานๆ สบายไป อิอิ

น้องฟ้าบอก เอ็งจะว่า ว่าข้าไม่ช่วยเข็นเหรอ เดี๊ยะๆ
ข้าเอาใจช่วยเต็มที่ ลุ้นจะตาย เอ็งไม่เห็นหรือไง เย้ย 555

แต่เดาว่า ความสูงระดับนี้ ถ้าไม่ใช่คนพื้นถิ่น ลำพังแค่หายใจก็น่าจะเหนื่อยง่ายอยู่แล้ว จะให้ไปออกแรงแยะๆ ไม่ดีแน่เนอะ

อ.เต๊ะ อ่านจบแล้ว สงสัยว่า มันต้องมีอะไรดีซิน่า คนถึงไปเที่ยวที่
สปิติกัน ลองค้นดู เจอโปรแกรมทัวร์สปิติทริปนึง
เค้าบอกไว้ว่า ที่นี่คือ ที่สวรรค์กับโลกมนุษย์ มาบรรจบกัน ต้องไปเห็นด้วยตา ครั้งนึงในชีวิต

โอ้ น่าจะจริง เพราะวิวของจริง คงยิ่งใหญ่อลังการภูเขาสูงเสียดฟ้า
ท้องฟ้าสีสดสวย

แต่ๆๆ แต่ เค้าบอกอีกว่า ทริปนี้ไม่สะดวกสบาย นั่งรถนานตรูดระบม เหนื่อยมาก อาหารไม่อร่อย กินกันไม่ค่อยได้ ฟังดูแล้ว จะมีคนอยากไปเหลือมั้ยเนี่ย 555

แล้วที่ฮามาก เค้ายังบอกว่า คนร่างกายอ่อนแอ เป็นความดัน หัวใจ หอบหืด อย่าได้คิดจะไป และ ถ้าชวนเพื่อนไปด้วยละก็
ต้องดูก่อนว่า ถ้าเพื่อน เรื่องแยะ ห้ามชวนเด็ดขาด เย้ย 555

ดูแล้วใครผ่านทริปแบบนี้ได้ ต้องเป็นคนไม่เรื่องมาก มีความอดทน กินอยู่ง่าย ร่างกายแข็งแรง

โดยเฉพาะน้องฟ้านี่ ไปเองตัวคนเดียวด้วย เก่งและแกร่งสุดๆ
อ.เต๊ะ ต้องขอคารวะเลยจ้า







โดย: multiple วันที่: 13 เมษายน 2565 เวลา:5:38:25 น.  

 
คำว่าไม่มีอะไรเนี่ยะ มันเป็นคำที่ดึงดูดให้ไปนะครับ คืออยากไปดูว่าทำไมมันถึงไม่มีอะไร แล้วไม่มีอะไรที่ว่ามันไม่มีอะไร (งงสินะ 555)

แดดแรงน่าดูเลย เจอพวกขบวนแกะแพะก็ต้องระวังหน่อย รู้สึกพื้นที่ที่ไปมันสูงมากจริงๆ แบบนี้เหนื่อยแย่เลย คนไม่ชินนี่ปวดหัวได้ง่ายๆ เลย

เจอติดหล่มด้วยถือเป็นสีสันในการเดินทาง (ขอไม่มีสีสันแบบนี้จะดีกว่า)



โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 15 เมษายน 2565 เวลา:15:23:45 น.  

 
ชื่อเอนทรี่น่าจะมาจากชื่อหนัง "โรมรำลึก" (Roman Holiday)
ที่คุณฟ้าเคยดูสมัยยังละอ่อนแน่เลย ^^
^
^
(หนังตั้งแต่ปี 2496 น่าจะละอ่อนตอนชาติที่แล้วนู่น! )



ถึงจะบอกว่าฉากซ้ำ ๆ ต่างกันที่ฤดูกาลแลกาลเวลา
แต่ผู้คนที่พบประสบมา น่าจะเปลี่ยนหน้าตาไม่ซ้ำกัน...ใช่มั้ย ^^

อ่านบล๊อกอินเดียมานาน เพิ่งเคยเห็นรูปผืนนาสีเขียวนี่แหละ
ที่ใกล้เคียงหน่อยน่าจะเป็นตอนที่ช่วยเค้าเกี่ยวต้น...(จำชื่อไม่ได้) ใช่มั้ย
แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ^^"


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 16 เมษายน 2565 เวลา:21:01:53 น.  

 
ความร้อนไม่เคยปราณีใคร ไม่เชื่อไปถามพวกปลาเค็ม ปลาสลิด ตาก 3แดดดูได้เลย เย้ย555

อ.เต๊ะ ขอนำเสนอ แอร์ DIY ดูแล้ว ง่ายมากๆ
ผู้หญิง สาวๆ เด็ก สตรี คนชรา ทำได้แน่นอน
ใช้แค่กล่องพลาสติค หรือเปลี่ยนเป็นกล่องโฟม จะเจาะง่ายกว่า
พัดลมเล็กๆตัวนึง ท่อ พีวีซี ข้องอ แล้วก็น้ำแข็งกั๊ก ก้อนใหญ่ซักก้อน
แค่นี้ก็เย็น ชื่นฉ่ำ น้องฟ้าลองไปดูตามลิ้งค์นี้เลยจ้าาาา555

https://www.youtube.com/watch?v=ITtlxjvLQis



โดย: multiple วันที่: 17 เมษายน 2565 เวลา:21:41:24 น.  

 
ขอบคุณน้องฟ้าที่แวะชมเมนูบ้านพี่ต๋านะคะ

ขอบคุณกำลังใจค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 17 เมษายน 2565 เวลา:23:47:03 น.  

 
จากบล็อก
555 เออ มองแบบนั้นได้เหมือนกัน^^


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 18 เมษายน 2565 เวลา:14:30:12 น.  

 
ตามมาลุยด้วยค่ะ
เขาอยู่กันได้ในที่ที่ดูแห้งแล้ง เงียบเหงา
น่าจะสบายใจดีนะคะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 19 เมษายน 2565 เวลา:13:38:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




ชอบต้นไม้, แมว, หนังสือ
และออกเดินทางท่องเที่ยวบ้าง

ไม่ชอบพบปะผู้คนมากนัก
เป็นมนุษย์จำพวก introvert

การเขียนบล็อก
คืออีกพื้นที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร
และตัวตนของเราก็อยู่ในสิ่งที่เขียนค่ะ

ขอบคุณ Bloggang
สำหรับพื้นที่แบ่งปันตรงนี้นะคะ

....

เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014

(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต




New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.