Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2569
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
26 มิถุนายน 2569
 
All Blogs
 

ลำพูนม้วนเดียวจบ


ว่าด้วยเรื่องของลำพูนที่ไปมาช่วงสงกรานต์ 2569 ครับ ลำพูนเป็นจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือที่ผมผ่านเกือบทุกรอบที่ขึ้นเชียงใหม่ แต่ไม่ได้แวะเที่ยวมานานมากๆ เที่ยวจริงจังครั้งเดียวตอนปี 2555 เก็บสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองที่แสนกะทัดรัดในเวลาอันสั้น แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย

ก่อนเที่ยว ขอบรีฟประวัติเมืองลำพูนที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดภาคเหนือในยุคอาณาจักรหริภุญชัยครับ เอาแบบสั้นๆ นะ ยาวๆ เคยเขียนไปแล้วในบล็อกนี้ https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=shiryu&month=06-2013&date=05&group=7&gblog=26

  • เมืองหริภุญชัยถูกสร้างโดยฤาษีวาสุเทพต้นพุทธศตวรรษที่ 13 แล้วเชิญพระนางจามเทวี ธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้มาปกครอง สร้างบ้านแปงเมือง พร้อมสร้างวัดสี่มุมเมืองคือวัดมหาวัน วัดดอนแก้ว วัดประตูลี้ และวัดคงฤาษี ก่อนสืบทอดราชสมบัติให้เจ้ามหันตยศลูกชายคนโตปกครองหริภุญชัย และสร้างเมืองเขลางค์นคร (ลำปาง) ให้เจ้าอนันตยศลูกชายคนเล็ก เมืองโบราณในภาคเหนือตอนบนหลายแห่งได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเวียงบริวารของหริภุญชัย ประกอบด้วย เวียงฮอด (อ.ฮอด) เวียงเถาะ (อ.ดอยหล่อ) และเวียงมโน (อ.หางดง)
  • หริภุญชัยช่วงแรกยังไม่ได้เข้มแข็งอะไรนักก็ถูกชนกลุ่มอื่นๆ ผลัดกันเข้ามายึดครอง ทั้งพวกมิลักขุ ละโว้ พุกาม มีช่วงที่ต้องทิ้งเมืองหนีโรคระบาดด้วย หริภุญชัยขึ้นมายิ่งใหญ่จริงๆ ในยุคพระเจ้าอาทิตยราช ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 มีการสร้างพระธาตุหริภุญชัยขึ้นกลางเมือง และสร้างเวียงท่ากาน (อ.สันป่าตอง) เป็นเวียงบริวารของหริภุญชัยเพิ่มเติม
  • พญามังรายจากเชียงรายร่วมกับชาวลัวะเข้ายึดครองหริภุญชัยในปี พ.ศ.1835 และยึดครองเขลางค์นครในปี พ.ศ.1839 สร้างเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา แล้วรวมทั้งสองเมืองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา เป็นอันสิ้นสุดยุคของหริภุญชัยและเข้าสู่ยุคล้านนา

รอบนี้อยากเที่ยวโซนนอกเมืองเพิ่มเติม ซึ่ง อ.แม่ทา อ.ป่าซาง หรือ อ.ลี้ ที่อยู่เกือบถึงตาก ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ชวนตื่นตาตื่นใจอีกมากมายแบบไม่ไปไม่รู้



แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน โดย ททท.

รอบนี้ขึ้นเครื่องบินไปนะครับ ไป-กลับประหยัดเวลาไปวันนึงเต็มๆ เครื่องลงที่สนามบินเชียงใหม่ 8 โมงเช้าของวันที่ 10 เม.ย. 2569 เช่ารถ Altis เช่นเดิม รอบนี้ใช้ ThaiRentACar เห็นราคาดี แต่รถไม่มีอ๊อพชั่นอะไรให้ทั้งนั้น เสียบแอนดรอยด์ไม่ได้ และไม่มีกระทั่งเซนเซอร์หลัง 112 

แวะขึ้นไปเที่ยวแม่ริม ไปตำหนักดาราภิรมย์กับหมู่บ้านลึกลับเมืองไดโนเสาร์ เก็บตกจากตอนปีใหม่ และอัพบล็อกไปเรียบร้อย จากนั้นก็ดิ่งลงมาลำพูนครับ ลำพูนห่างเชียงใหม่นิดเดียว ผมมาจอดรถตรงกาดติ้วริมน้ำฝั่งตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญชัย แล้วเดินมากินก๋วยเตี๋ยวลำไยครับ ได้ยินชื่อนานแล้วยังไม่ได้กินสักที ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไยเวียงยอง ชามละ 60 บาท แพงหน่อยแต่ก็เพราะใส่กระดูกหมูตุ๋นชิ้นโตๆ ให้ครับ จุดขายคือให้ความหวานด้วยน้ำลำไย อีกเมนูเด็ดคือข้าวซอยซี่โครงหมูตุ๋น ร้านมีลำไยอบแห้งที่ใช้ต้มน้ำลำไยขายด้วย 


รถจอดทิ้งไว้กาดติ้วนั่นแหละ แถวนี้ที่เที่ยวติดๆ กันเดินได้อย่างทั่วถึง แต่ที่จอดรถหายาก 
 


มาครับ ท้องอิ่มแล้วก็ข้ามสะพานท่าสิงห์ข้ามแม่น้ำกวง
มาสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของลำพูนกัน...

...นั่นก็คือร้านเฉาก๊วย
//ถุย! ผิด!! วัดพระธาตุหริภุญชัยสิครับ!

 


แต่เฉาก๊วยหน้าวัดนี้อร่อยจริงๆ นะ เฉาก๊วยมุกดา ที่เคลมว่าอร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์ เป็นเฉาก๊วยนมสดอร่อยหวานมัน มีเมนูเดียว และไม่ต้องมาสั่งหวานมาก หวานน้อย เพิ่มนม ลดพุง อะไรทั้งนั้น ทำสูตรเดียวครับ แก้วละ 45 บาท (กินครั้งแรกเมื่อปี 2555 แก้วละ 25 บาท) เดี๋ยวนี้เจ๊มุกดาไม่ขายเองแล้ว
 
 

วัดพระธาตุหริภุญชัย
(Phra That Hariphunchai Temple)

 

พระธาตุแห่งนี้เป็นศูนย์กลางเมืองหริภุญชัยโบราณ เดิมเป็นเขตพระราชวังของพระเจ้าอาทิตยราชกษัตริย์ของหริภุญชัยซึ่งถวายที่วังสร้างพระธาตุในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17

วิหารหลวง สร้างในสมัยพระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2057 แต่ในปี พ.ศ. 2458 ถูกพายุถล่มพังไป ชาวบ้านต้องบูรณะขึ้นมาใหม่ครับ วัดนี้เดิมทีเคยประดิษฐานพระเสตังคมณีศรีเมืองหริภุญชัยหรือพระแก้วขาว พระคู่บ้านคู่เมืองหริภุญชัย ซึ่งถูกพญามังรายยึดไปเชียงใหม่ตอนยึดหริภุญชัย และกลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของล้านนามานับแต่นั้น องค์จริงประดิษฐานอยู่วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ ส่วนพระแก้วขาวจำลองในบุษบกหน้าพระประธานในวิหารนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 ครับ


พระธาตุหริภุญชัย บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนท้ายทอย อก ข้อปลายนิ้ว และเศษกระดูกอื่นๆ อัดแน่นเต็มหม้อ ตามตำนานกล่าวว่าเดิมองค์พระธาตุเป็นทรงปราสาท หลังพญามังรายตีเมืองหริภุญชัยได้ เจดีย์ได้ผ่านการบูรณะปรับเปลี่ยนรูปแบบอีกหลายครั้งในสมัยล้านนา จนมีรูปทรงเป็นเจดีย์ฐานกลมแบบลังกาปิดทองในปัจจุบัน 

แดดอย่างแรงครับวันนี้ ใครอยากเดินเวียนรอบพระธาตุต้องถอดรองเท้าเดินบนพื้นร้อนๆ แสดงความมุ่งมั่นศรัทธา

 


หอธรรม หรือหอพระไตรปิฎก สร้างโดยพระเมืองแก้ว
กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 11 ในปี พ.ศ.2053

 


หอระฆัง บรรจุระฆังโบราณที่หล่อขึ้นในปี พ.ศ.2403
จารึกอักษรฝักขามเป็นการบูชาองค์พระธาตุหริภุญชัย
เดิมบริเวณนี้เคยเป็นหอพระแก้วขาว
ที่ประดิษฐานดั้งเดิมของพระเสตังคมณี

 


สุวรรณเจดีย์ หรือปทุมวดีเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย สร้างโดยมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราชตั้งแต่สมัยหริภุญชัยในปี พ.ศ.1607 เป็นหนึ่งในโบราณสถานภาคเหนือไม่กี่แห่งที่ถูกรักษาไว้ในรูปแบบเดิม

 


ในพระอุโบสถหน้าวัดประดิษฐาน พระเจ้าทองทิพย์ (องค์กลาง) สร้างจากเศษทองคำและโลหะที่เหลือจากการหุ้มองค์พระธาตุ

 
 
 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญชัย

(Hariphunchai National Museum)

 

เดินออกด้านหลังวัด แล้วข้ามถนนเชียงใหม่-ลำพูน มาจะเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญชัย เปิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 มาคราวก่อนยังเป็นห้องพัดลม หนนี้ปรับปรุงดีขึ้นเยอะเลยครับ เปิดเวลา 9.00 น. - 16.00 น. ปิดวันจันทร์-อังคาร เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ของรัฐส่วนใหญ่ ค่าเข้าคนไทย 20 บาท ผู้สูงอายุเข้าฟรี

ห้องจัดแสดงใหญ่ชั้นสองจะแสดงโบราณวัตถุแบ่งตามยุคสมัยตั้งแต่ยุคหิน ยุคหริภุญชัย และยุคล้านนา

 


โครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
อายุ 1,500 - 2,000 ปี จากบ้านวังไฮ

 


หม้อกระดูก จากบ้านวังไฮ เป็นหม้อกลมประกบปิดกันอยู่

 

เข้ายุคหริภุญชัย ห้องนี้มีแผนที่เมืองโบราณหริภุญชัยพร้อมวิดีทัศน์แสงสีเสียงบรรยาย 

 


พระพุทธรูปปางประทานธรรม จากวัดพระธาตุหริภุญชัย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 18 ทำจากสำริด

 


ดินเผารูปศีรษะบุคคล พบที่วัดประตูลี้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 ไม่แน่ชัดว่าเป็นเทวดา กษัตริย์ ฤาษี พระพุทธรูปทรงเครื่อง หรืออะไร

 

เข้าสู่ยุคล้านนาครับ ไม้แกะสลักชิ้นงามกลางห้องนี้คือสัตตภัณฑ์ ศิลปะล้านนา สร้างในปี พ.ศ.2460 เป็นเครื่องสักการะหน้าฐานพระพุทธรูปวัดพระธาตุหริภุญชัย


แบบจำลององค์พระบรมธาตุหริภุญชัยทำจากแก้วคริสตัลใส ล้อมด้วยพระพุทธรูปโบราณขนาดเล็กจากกรุต่างๆ 

 


ชุดของพลตรีมหาอำมาตย์โทเจ้าจักรคำขจรศักดิ์
ผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10
ก่อนยกเลิกระบบเจ้าผู้ครองนคร

 


คชสีห์ดินเผาเคลือบเขียว
จากแหล่งเตาพาน จ.เชียงราย

 


พระพักตร์พระแสนแซว่ ทำจากสำริด
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 
พบที่วัดดอนแก้ว

 


พระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำจากสำริด
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19
ย้ายจากวัดพระธาตุหริภุญชัย

 


อาคารด้านล่างเป็นห้องแสดงศิลาจารึก นี่คือภาพจำของพิพิธภัณฑ์นี้เลยครับ รวบรวมศิลาจารึกมามากมาย เป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของอาณาจักรหริภุญชัย 

 


421 ศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองคือชิ้นนี้ครับ จารึกธรรมมิกราชา วัดพระธาตุหริภุญชัย พุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็นอักษรมอญโบราณ

ส่วนชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดถูกยกไปแสดงอยู่ในอาคารหลัก จารึกวัดข้าวแสนห่อ (ศิลาจารึกตะจุ๊มหาเถร) พุทธศตวรรษที่ 17 เป็นอักษรมอญโบราณ พบกลางเมืองหริภุญชัยบริเวณที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เอง 451


เดินต่อมาด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ข้ามถนนวังซ้ายมาจะเป็น พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของชาวลำพูน เดิมที่นี่เป็นคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ที่สร้างโดยเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูนคนสุดท้าย ในปี พ.ศ.2455 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงส่องหล้าผู้เป็นน้องสาว หลังหมดยุคเจ้าเมือง ที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน ร้านอาหาร สถานีวิทยุ ก่อนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูนในปัจจุบัน


ภายในจัดแสดงประวัติของคุ้ม ข้าวของเครื่องใช้โบราณ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวลำพูน เปิดทุกวัน เวลา 9.00 น. – 16.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม แต่ช่วยบริจาคบำรุงพิพิธภัณฑ์ได้ครับ

 

ทิ้งรถไว้ที่ตลาดเกือบสามชั่วโมง
ที่เที่ยวฉ่ำมากครับ ร้อนมากด้วย
ได้เวลาไปขยับรถ ขับตาม ถ.เชียงใหม่-ลำพูน
ลงไปด้านล่างของเมืองบ้าง

ตามถนนมีฉีดน้ำลดฝุ่น ฝุ่นคงไม่ลด แต่เย็นดี
ได้บรรยากาศสงกรานต์ครับ

 


คุ้มเจ้าหลวงลำพูนไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม ไม่เป็นไร เดินเลยลงไปหน่อยก่อนถึงถนนรอบเมืองมี พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร หากใครเกิดทัน (ผมก็เกิดไม่ทัน) ปั๊มสามทหารเป็นปั๊มขององค์การเชื้อเพลิงที่สฤษดิ์ตั้งขึ้นมาทำธุรกิจน้ำมัน โดยปั๊มแห่งนี้สร้างในปี พ.ศ.2503 จากนั้นพอตั้ง ปตท. ขึ้นในปี พ.ศ.2521 ปั๊มสามทหารทั่วประเทศก็เปลี่ยนเป็น ปตท. ไป ที่นี่เป็นสถานีบริการน้ำมันตราสามทหารที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และได้รับการอนุรักษ์และปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมครับ แต่ไม่ค่อยมีอะไรนะ มีแค่อุปกรณ์เติมน้ำมันเก่าๆ เก็บในห้องกระจกให้ชะโงกดูเอา


บ่ายสามเที่ยวตามแผนวันแรกได้ครบละ ได้เวลาไปโรงแรมครับ ตั้งใจพักในเมืองลำพูน เพราะ 3 คืนนี้จะนอนโรงแรมเดียวแบบไม่ต้องย้ายที่นอนเลย Esy Hotel อยู่ทางเข้าเมืองลำพูนเลยครับ มันมีสองสาขาอยู่ใกล้กันด้วยนะ ต้องดูดีๆ อันนี้สาขา 1 ครับ อยู่ใกล้เมืองลำพูนมากกว่า มีที่จอดรถเหลือเฟือ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีบางคันจอดขวางกินที่ไปสามช่อง น่าเข็นลงแม่น้ำกวง ค่าที่พักขนาดว่าช่วงสงกรานด์ก็ยังไม่แพง ราคานี้รวมอาหารเช้าเสิร์ฟตั้งแต่หกโมง เหมาะสำหรับคนเที่ยวเช้าแบบบ้านผมครับ เสียนิดตรงที่วางของในห้องน้ำน้อยไปหน่อย และสายฉีดตูดรั่วทำให้เสียอรรถรสตอนนั่งขี้


.....

วันนี้ยังไม่จบนะ เข้าที่พักเอาของไปเก็บแล้วนอนสัก 3 ชม. ให้อากาศหายร้อน ตกกลางคืนก็ออกหากินครับ  ทุกวันศุกร์ตอน 18.00 - 22.00 น. ถนนรอบเมืองใน เส้นริมแม่น้ำกวง หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยตั้งแต่ประตูท่านางไปจนถึงประตูท่าขามจะเปิดเป็น
ถนนคนเดินลำพูน 




ของที่ขายค่อนข้างหลากหลายเลย นอกจากของกิน เสื้อผ้า และของทำมือที่ถนนคนเดินทั่วไปมีแล้ว ยังมีอาหารเหนือ ทุเรียน ของเล่น การ์ดเกม ยันกัญชาแมวขาย ได้อาหารกลับไปกินที่ห้องเป็นมื้อเย็นแบบพอดีอิ่ม

 


11 เม.ย. 2569 วันที่สองของการเดินทาง กินข้าวเช้าในที่พักแล้วก็ออกแต่เช้าเลยครับ อยากเดินถ่ายสตรีทอาร์ตเมืองยองแบบแดดไม่ร้อน จอดรถที่วัดต้นแก้วแถวๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวลำไยเมื่อวาน แล้วเดินเที่ยวได้เลย 

 
1 มาทำความรู้จักชาวยองกันหน่อยครับ หลังจากพระเจ้าตากต่อด้วย ร.1 ช่วยกันกวาดล้างพม่าออกจากล้านนาแล้ว พระยากาวิละและราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนถูกสยามแต่งตั้งให้ปกครองหัวเมืองภาคเหนือ หัวเมืองส่วนใหญ่แทบร้าง จึงต้องไปหาคนที่อื่นมาอยู่เป็นแรงงาน ได้มีการกวาดต้อนชาวยอง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจากเมืองยอง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้ามาอยู่อาศัยในลำพูน ตามนโยบายเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ชาวยองได้สร้างบ้านเรือนอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำตรงข้ามเมืองลำพูน ซึ่งก็คือพื้นที่ตำบลเวียงยองนี้เองครับ
 
Lanphun Street Arts เป็นโครงการที่วิทยาลัยสงฆ์ลำพูนและหน่วยงานท้องถิ่นหลายหน่วยงานจับมือกันเชิญชวนประชาชนและศิลปินมาแสดงผลงานศิลปะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม 

 

วัดต้นแก้ว สันนิษฐานว่าย้ายมาจากวัดดอนแก้วที่ร้างลงไปตามกาลเวลา สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1830 แม้ตัววัดจะไม่เหลืออะไรโบราณมากมายแต่ก็มีการตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณเฮือนยองขึ้นในวัด เพื่อรวบรวมของโบราณที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ชาวยองในอดีต โดยเฉพาะชุดผ้าฝ้าย ที่ชาวยองสืบทอดฝีมือมาตั้งแต่โบราณ เป็นเสื้อผ้าของชนชั้นสูง และกลายเป็นสินค้า OTOP ของตำบลเวียงยองนี้ 
 
 

ในวัดเหลือเจดีย์ทรงโบราณองค์หนึ่ง ตั้งอยู่ริมกำแพงวัดเลยครับ มองจากถนนง่ายกว่า
 

วันนี้เช้าจะเที่ยววัดในเมืองลำพูนรอบๆ ครับ แต่ละแห่งไกลกันประมาณนึง เดินแบบเมื่อวานไม่ได้แล้วนะ วัดแรกวัดพระยืน ทางตะวันออกของเมืองลำพูนครับ.... 


วัดพระยืน สร้างสมัยพระนางจามเทวี แต่ทำการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพญากือนาแห่งล้านนาในปี พ.ศ. 1912 เป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากสุโขทัยเพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธแบบลังกาวงศ์ มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือเจดีย์ทรงปราสาท มีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ด้าน เดิมวัดนี้มีพระพุทธรูปยืนสูง 9 เมตรที่สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าอาทิตยราชในยุคหริภุญชัย แล้วพญากือนาสร้างเพิ่มอีก 3 รวม 4 องค์ แทน 4 พระพุทธเจ้าในกัปนี้ จากนั้นก็ก่อสถูปครอบไว้ ภายหลังสถูปได้พังทลายลง ในปี พ.ศ. 2447 ทางวัดจึงสร้างเจดีย์ครอบพระพุทธรูปทั้งสี่ไว้ แล้วสร้างพระพุทธรูปยืนในเจดีย์ 4 ด้าน แต่องค์เล็กเพียงสะดือของพระพุทธรูปเดิม
 

หน้าวัดมีอาคารเก็บศิลาจารึก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 สมัยของพญากือนา เป็นจารึกภาษาล้านนาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ ส่วนศิลาจารึกในภาคเหนือที่เก่ากว่านี้ที่เห็นในพิพิธภัณฑ์เมื่อวานจะเป็นภาษามอญ หนนี้ถ่ายไม่สวยเลยครับ ติดกระจกสะท้อน บล็อกเก่าชัดกว่าเยอะ 

และที่อยากเก็บให้ครบรอบนี้คือวัดสี่มุมเมืองที่สร้างตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีสร้างอาณาจักรหริภุญชัยครับ ประกอบด้วยวัดพระคงฤาษี (ทิศเหนือ) วัดประตูลี้ (ทิศใต้) วัดดอนแก้ว (ทิศตะวันออก) และวัดมหาวัน (ทิศตะวันตก) ที่ผ่านมาเคยไปแค่วัดมหาวันซึ่งโด่งดังเรื่องพระรอด หนนี้จะไปให้ครบทั้งสี่วัดเลยครับ 117



วัดมหาวัน สร้างในปี พ.ศ.1204 โดยพระนางจามเทวี วัดนี้รวมทั้งวัดสี่มุมเมืองอื่นๆ ใช้เป็นที่พำนักของภิกษุ 500 รูป ที่นำมาจากละโว้ วัดนี้เป็นที่เก็บพระรอด หนึ่งในพระพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่สร้างแจกทหารและประชาชน 

วิหารของวัดประดิษฐานพระสักขีปฏิมากร หรือพระรอดหลวง พระพุทธรูปนาคปรกเก่าแก่ที่พระนางจามเทวีอัญเชิญมาจากละโว้ด้วย ด้านหลังพระรอดหลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิขัยที่สร้างขึ้นในยุคพญาสรรพสิทธิ์ เจ้านครหริภุญชัย เมื่อปี พ.ศ.1620

 



เจดีย์ประธานด้านหลังวิหารเป็นที่บรรจุพระรอด คนรุ่นหลังเรียกว่ากรุพระรอด ช่วงที่วัดร้างลง เจดีย์ได้พังทลายไป และถูกบูรณะทับฐานเจดีย์องค์เก่าในปี พ.ศ. 2465 พระรอดเป็นหนึ่งในพระเครื่องชุดเบญจภาคี ที่คนเล่นพระต้องการมากที่สุด ประกอบด้วย พระสมเด็จ วัดระฆัง (กรุงเทพ) พระนางพญา วัดนางพญา (พิษณุโลก) พระกำแพง วัดซุ้มกอ (กำแพงเพชร) พระผงสุพรรณ วัดพระศรีมหาธาตุ (สุพรรณบุรี) และพระรอด วัดมหาวัน (ลำพูน)


เลยวัดมหาวันมา 1 กม. จะมี
วัดจามเทวี หลังพระนางจามเทวีสวรรคต ได้นำไปถวายพระเพลิงทางทิศตะวันตกของเมืองซึ่งถือเป็นทิศแห่งความตาย และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระนางจามเทวี ให้ชื่อว่าเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเจดีย์กู่กุดใน วัดจามเทวี นี่แหละคือเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ องค์เจดีย์มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ 60 องค์ ชาวบ้านเรียกว่าเจดีย์กู่กุดเนื่องจากยอดมันกุด ว่ากันว่าเดิมมียอดเป็นทอง ไม่แปลกใจว่าทำไมมันหายไป
 
 

ทางขวามือของวิหารมีรัตนเจดีย์ สร้างโดยพระยาสรรพสิทธิ์ในพุทธศตวรรษที่ 17
 
 
 


วิหารของวัดสร้างโดยครูบาศรีวิชัยในปี พ.ศ.2480
 


ภายในวัดมีกู่บรรจุอัฐิของครูบาศรีวิชัยส่วนหนึ่ง
 

วัดจามเทวีแห่งนี้เป็นวัดสุดท้ายที่ครูบาศรีวิชัยเดินทางมาบูรณะก่อนมรณภาพ จากเดิมเป็นวัดร้างที่เหลือเพียงสุวรรณจังโกฏฺเจดีย์และรัตนเจดีย์ จนมีโบสถ์ วิหาร และสิ่งก่อสร้างเพียงพอที่ภิกษุจะเข้ามาจำพรรษาได้ ในวัดได้บูรณะกุฏิหลังหนึ่งทำเป็นโฮงนิทัศน์ที่จัดแสดงประวัติของครูบาศรีวิชัย มีห้องประดิษฐานรูปเหมือน ตอนนั่งสมาธิ ตอนอาพาธที่วัดนี้ในปี พ.ศ.2480 ภาพถ่าย และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับครูบาศรีวิชัย
 


วัดพระคงฤาษี หรือวัดอนันทาราม อยู่เหนือเมืองลำพูน สร้างสมัยพระนางจามเทวี ขุดพบพระคง เป็นพระพิมพ์ดินเผาที่สร้างในสมัยแรกสร้างวัด ความเก่าแก่เป็นรองพระรอดเพียงเล็กน้อย วัดนี้พระนางจามเทวีสร้างถวายภิกษุที่มาจากลังกาเป็นที่บำเพ็ญเพียรและบรรจุพระคง และเป็นสถานที่ซึ่งฤาษีวาสุเทพออกแบบผังเมืองหริภุญชัย ปัจจุบันสร้างเป็นเจดีย์ทับไว้ ช่วงสงกรานต์เห็นชาวบ้านชักรอกน้ำขึ้นไปสรงพระเจดีย์ด้วย

เปิดประตูกันนกเข้าไปด้านในวิหารทำบุญแล้วเขามีพระคงแจกครับ ล็อตนี้คงทำใหม่ๆ แต่ดูเหมือนของเก่าเลย ส่วนพระคงองค์กลางหน้าพระประธานนี่จำลองขึ้นมาจากพระคงที่เป็นพระพิมพ์นะครับ ไม่ได้เก่าแก่แบบพระรอดหลวงวัดมหาวัน

 

ใกล้ๆ กันมีวัดดังครับ วัดสันป่ายางหลวง วัดนี้สวยแบบสวยจริงจังเลย พอไปแข่งกับวัดแถวแม่ริม-แม่แตง หรือเมืองเชียงรายได้
   
วัดสันป่ายางหลวง
(Wat San Pa Yang Luang)
 



เดิมทีพื้นที่ชุมชนสันป่ายางหลวงนี้นับถือศาสนาพาหมณ์-ฮินดู จนกระทั่งช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 พระเถระจากพม่าได้เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ชาวบ้านเกิดความเลื่อมใส จึงเปลี่ยนเทวสถานเป็นวัดให้ชื่อว่าวัดขอมลำโพง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัดสันป่ายางหลวง
 


พระธาตุวัดสันป่ายางหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุกระหม่อมของพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
 


พระพุทโธองค์ดำแห่งนาลันทา ด้านหน้าเจดีย์ สร้างจากหินดำเมืองนาลันทา เป็นการจำลองหลวงพ่อองค์ดำแห่งนาลันทาที่คนอินเดียนับถือกันมาก
 

วิหารของวัดติด TOP10 วิหารสวยของประเทศไทย สร้างจากไม้ตะเคียนทองในปี พ.ศ.2536 
 

ซุ้มด้านบนประดิษฐานพระพุทธรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย หรือพระเขียวโขง พระพุทธรูปแกะสลักจากหินแม่น้ำโขงสีเขียวอมดำจากบ้านดอนมหาวัน อ.เชียงของ จ.เชียงราย 
 



ในวิหารนี้มีพระเก่าจากกรุเยอะมาก แต่องค์แพงๆ ระดับเบญจภาคีจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระรอดมหาวันเลยครับ อยู่ตึกด้านหน้าวิหารนี้เลย ค่าเข้า 50.- แต่ถ่ายรูปไม่ได้นะจ๊ะ ในภาพนี้เป็นพระที่ใส่กรอบแปะเสาวิหารพระเขียวโขง
 

มณฑปพระเขี้ยวแก้ว ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วของพระกัสสปะ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ในภัทรกัปป์ (ก็ช่างสรรหา lore เนอะ)
 


ด้านเหนือของเมืองหริภุญชัยเต็มไปด้วยสุสานสัตว์ของราชวงศ์สมัยนั้นนะครับ ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือกู่ช้าง-กู่ม้า ที่ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ คนไปกราบไหว้กันเยอะกว่าวัดดังวัดอื่นอีก! ส่วนรอบนี้มีกี่กู่ไปให้ครบเลยครับ จะกู่ช้าง กู่ม้า กู่ไก่ กู่แมว ไปหมด! 126
 
 


กู่ช้าง เป็นสุสานฝังปู้ก่ำงาเขียวช้างทรงของพระเจ้ามหันตยศ เป็นช้างคู่ใจของพระนางจามเทวีซึ่งให้ลูกชายใช้ออกรบ ว่ากันว่าช้างเชือกนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก หากงาชี้ไปทางไหน คนที่อยู่ทิศนั้นจะต้องตาย จึงต้องฝังแบบนั่งเอางาแหงนขึ้นฟ้า แล้วก่ออิฐโบกปูนรอบช้าง รูปร่างสุสานถึงเป็นอย่างที่เห็นในภาพนี้ครับ
 


กู่ม้า อยู่ติดกับกู่ช้าง เป็นที่ฝังม้าทรงของพระเจ้ามหันตยศ ลักษณะคล้ายเจดีย์ทรงลังกา จึงคาดว่าได้อิทธิพลจากลังกาผ่านมาทางพุกามหรือถูกบูรณะในยุคหลัง
 


กู่ไก่ อยู่ห่างกู่ช้างมาทางตะวันตก 400 เมตร บรรจุอัฐิเปตตกุกกุฏ ไก่ขาวของพระเจ้าอาทิตยราช
 


กู่แมว อยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกู่ช้าง เป็นเนินดินไม่ทราบที่มาที่ไป ให้มันเป็นกู่แมวไปละกัน หน้ากู่มีศาลและรูปปั้นแมว ศิลปะยุคพิกซาร์ ส่วนม้าลายนี่เป็นสัตว์ที่มีทุกศาล
 


มื้อเที่ยงไปหาของกินใกล้ๆ กู่ช้าง เป็นร้านท้องถิ่นที่พี่ที่ทำงานแนะนำมา ร้านอาหารดาวคะนอง ก่อตั้งโดยคุณตาคะนอง และคุณยายบุญทอง โด่งดังจากสูตรน้ำพริกลาบของคุณตา และคุณตาเคยเป็นนักมวยเก่า ได้ตั้งค่าย ศ.ดาวคะนองขึ้น เลี้ยงดูนักมวยในสังกัดด้วยกับข้าวฝีมือตายาย ก่อนเปิดเป็นร้านอาหารในเวลาต่อมา ซึ่งร้านริมถนนเจริญราษฎร์นี้เป็นสาขาแรกครับ เสียดายผมกินน้ำพริกลาบหมูไม่เป็น แต่อยากกินอาหารเหนือเลยสั่งไก่เมืองนึ่ง ต้มยำไข่ปลา และปูอ่อง รสชาติเบาๆ แนวอาหารเหนือครับ
 


ช่วงบ่ายจะขับออกนอกเมืองไป อ.แม่ทา ทางตะวันออกของลำพูนติดกับลำปาง ขาออกจากเมืองมี 1 ใน 4 วัดมุมเมือง วัดดอนแก้ว หรือวัดอรัญญิการาม สร้างในสมัยพระนางจามเทวีเพื่อป้องกันเมืองด้านทิศตะวันออก เป็นวัดที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองหริภุญชัยมากที่สุด สมัยก่อนเป็นป่าดง หรือเขตอรัญญิก มีการขุดพบศิลาจารึกและพระพิมพ์ดินเผาในบริเวณวัด แต่ตัววัดก็ถูกบูรณะจนไม่เหลือเค้าเดิมเช่นกันครับ
 


ขับรถต่อมาครึ่ง ชม. เข้าเขตป่าเขา อ.แม่ทา ชื่อตำบลหรือชุมชนใน อ.แม่ทา จะขึ้นต้นด้วยคำว่า "ทา" เป็นส่วนมากนะครับ ทั้งทาสบเส้า ทาขุมเงิน ทากาศ ทาปลาดุก ฯลฯ แม่ทาไปทั่วจริงๆ ทายันปลาดุก! ซึ่งคำว่าทามาจากชื่อลำน้ำทาที่ไหลผ่านบริเวณนี้ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่จะแนะนำนี้ คือสะพานขาวทาชมภู สันนิษฐานว่าเป็นชื่อหมู่บ้านทาชมภูที่มีต้นชมพู่เยอะ หรืออาจเป็นจุดชมวิวภูเขา

สะพานขาวทาชมภู ตั้งอยู่ใน อ.แม่ทา ทางตะวันออกของลำพูน สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2463 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิดกับสะพานรถไฟอื่นๆ ที่เป็นโครงสร้างเหล็กที่รับแรงได้ดีกว่า แต่ช่วงนั้นเหล็กขาดแคลน เลยใช้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กบวกด้วยการคำนวณทางวิศวกรรมอันยอดเยี่ยมของพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ทำให้สะพานยังคงสามารถใช้งานได้จนถึงทุกวันนี้ครับ
 

เส้นทางรถไฟสายเหนือขึ้นสู่เชียงใหม่จะผ่านสะพานตรงนี้ครับ เป็นจุดที่สวยมาก สวนใต้สะพานก็มีจุดถ่ายรูปชิคๆ เยอะอยู่นะ แต่ด้วยความโหดของแดดตอนนี้แล้วไม่สามารถชิคได้
 

 

อุโมงค์ขุนตาน
(Khun Tan Tunnel)

 
 

ขับต่อมาอีก 11 กม. ถึงชายแดนลำพูน-ลำปาง บนดอยขุนตาล มีอุโมงค์ขุนตาน เป็นอุโมงค์รถไฟคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 1.3 กม. ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2461 เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมายาวนาน ก่อนจะถูกล้มแชมป์โดยอุโมงค์ผาเสด็จ จ.สระบุรี ที่เพิ่งเปิดใช้งานในปี พ.ศ.2567 ยาว 5.4 กม.
 


 


สถานีรถไฟขุนตานหลังเดิม ก่อสร้างในปี พ.ศ.2461
หลังใหม่ย้ายไปอยู่อีกฝั่งของรางรถไฟใกล้ๆ กัน

 


สุสานของ Emil Eisenhofer วิศวกรชาวเยอรมันผู้คุมงาน
ก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน และภรรยา Irmgard

 

ศาลเจ้าพ่อขุนตาน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนบริเวณนี้นับถือ ในประวัติศาสตร์เจ้าพ่อขุนตานคือพญาเบิก กษัตริย์เมืองเขลางค์นครคนสุดท้ายที่เข้าทำศึกกับพญามังรายและพญาไชยสงคราม หลังพญามังรายยึดครองหริภุญชัย พญาเบิกได้สร้างเวียงต้านขึ้นบนดอยขุนตาล เพื่อตั้งรับกองทัพของพญามังราย พญาเบิกมีฤทธิ์อยู่ยงคงกระพัน ฆ่าไม่ตาย หลังถูกจับตัวได้พญามังรายจึงฝังดินไว้บนดอยขุนตาน และกลายเป็นตำนานหลังจากนั้น ศาลเจ้าพ่อขุนตานที่โด่งดังมีคนกราบไหว้มากที่สุดอยู่ริมทางหลวง 11 เลยครับ
 


ที่จอดรถและสถานีอยู่ในเขต จ.ลำพูน แต่ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่ในเขต จ.ลำปางนะครับ จะมีป้ายเส้นแบ่งชายแดนให้สังเกตด้วย จอดรถแล้วเดินมา 200 เมตรจะถึงตัวอุโมงค์ มีบ้านนึงมาถ่ายรูป+ไลฟ์สด เวียนถ่ายสลับตัวสมาชิกด้วยวิธีแฟคทอเรียลทุกมุมที่จะขวางหน้าอุโมงค์ได้แบบไม่แคร์คนต่อคิวและไม่มีใครเตือนใคร รอนานมากกว่าจะได้ถ่าย

วิธีแฟคทอเรียล = การคูณจำนวนเต็มบวกจนถึงเลข 1 ใช้คำนวณจำนวนครั้งในการสลับสิ่งของ เช่นบ้านนี้มีสมาชิก 4 คน จะมีวิธีการถ่ายรูป = 4! = 4 x 3 x 2 x 1 = 24 ช็อตในแต่ละจุดของอุโมงค์
 

จุดนี้ยังเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางรถไฟในประเทศไทยด้วยนะครับ สูง 578 เมตรจากระดับน้ำทะเล หลังรถไฟลอดผ่านอุโมงค์ที่เคยยาวที่สุดในประเทศแล้วยังต่อด้วยสะพานขาวทาชมภู ถ้ามีเวลานั่งรถไฟชิลๆ ผ่านตรงนี้คงฟินน่าดู


ขับรถกลับเข้าเมืองลำพูน ถึงตอนบ่ายสาม วันนี้ก็เที่ยวจบไวเช่นกัน (เสียเวลากับบ้านนักไลฟ์สดไปนิดหน่อย) แวะกินข้าวที่
กาดลำพูนจตุจักร เป็นฟู้ดเซ็นเตอร์ติดแอร์ ที่นี่จะมีตลาดนัดทุกวันพุธและวันเสาร์ ตอน 14.00 - 20.00 น. วันนี้วันเสาร์พอดีครับ จัดไป! ได้มาทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ขาดแค่ที่อยู่อาศัยก็จะครบปัจจัย 4
 
 


12 เม.ย. 2569 วันสุดท้ายของทริปนี้ (ไม่รวมวันกลับ) จะเป็นวันที่เดินทางไกลที่สุดครับ คือลงไปถึง อ.ลี้ ก่อนอื่นช่วงเช้าขอแวะไหว้พระนางจามเทวี ที่อนุสาวรีย์พระนางจามเทวีในเมืองลำพูนสักหน่อย 
 

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี อยู่ตรงสามแยกลำพูน-ป่าซาง สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2524

บริเวณอนุสาวรีย์มีรูปปั้นช้างทรงและม้าทรงของพระเจ้ามหันตยศ ซึ่งเป็นสัตว์คู่บารมีของพระนางจามเทวี ด้านหลังมีภาพปั้นบอกเล่าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรหริภุญชัย

 
 


หลังอนุสาวรีย์เป็นตลาดสดหนองดอก ขายตั้งแต่เช้าจนถึง 5 โมงเย็น ของสดราคาถูกน่าซื้อเยอะมาก พริกหยวกเม็ดละ 50 สต. หอมใหญ่หัวละ 2 บาท ข้าวโพดฝักละ 10 บาทงี้! แต่ไม่รู้จะเอาไปทำยังไง มันขนขึ้นเครื่องบินไม่ได้ และยังไม่ได้กลับบ้านวันนี้ด้วยครับ




ขับรถออกจากเมืองผ่านประตูลี้ทางใต้ของเมือง เป็นจุดที่ยังเหลือกำแพงเมือง ซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยแรกตั้งเมืองหริภุญชัยในยุคพระนางจามเทวี ล้อมด้วยคูเมืองและป้อมปราการ และสร้างใหม่ในสมัยพญาเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 14 ของราชวงศ์มังราย สร้างประตูรอบเมือง 6 ประตู คือประตูท่าขาม ประตูท่าสิงห์ ประตูท่านาง ประตูช้างสี ประตูมหาวัน และประตูลี้
 

วัดประตูลี้ อยู่ตรงทางออกทางเมืองลำพูนทิศใต้ ผ่านประตูลี้ออกมา มีอีกชื่อว่าวัดสังฆาราม สร้างสมัยพระนางจามเทวี เพื่อป้องกันเมืองด้านทิศใต้ มีการขุดพบพระพิมพ์ดินเผาศิลปะหริภุญไชยจำนวนมากในบริเวณวัด แต่ตัวโบราณสถานเองถูกบูรณะจนไม่เหลืออะไรแล้วครับ วิหารก็ปิดตลอด


เสียดายหอศิลป์ใต้ตัวเมืองลำพูนที่เล็งไว้ อย่างหอศิลป์ อินสนธิ์ วงค์สาม และสล่าเลาเลืองเปิด 9 โมง ถ้ารอเปิดกลัวจะเที่ยววันนี้ไม่ทัน จะขยับเป็นวันอื่นเวลาก็ไม่อำนวยเลยครับ ทริปนี้จึงเที่ยวซากอิฐยาวๆ ไป 

เป้าหมายถัดไปคือวัดเกาะกลางที่ อ.ป่าซาง ระหว่างทางก็เจอโบราณสถานเรื่อยๆ นะครับ 
 


เจดีย์ปากบ่อง เป็นเจดีย์มอญริมถนน 1156 เป็นเจดีย์ทรงระฆังฐานแปดเหลี่ยม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ภายในพบพระพิมพ์ดินเผาศิลปะมัณฑเลย์เป็นจำนวนมาก

 


เจดีย์หมายท่า ศิลปะพุกาม คาดว่าสร้างในยุคแรกต้นอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ

 


โบราณสถานวัดเกาะกลาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำพูนลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กม. สันนิษฐานว่าสร้างในยุคอาณาจักรหริภุญชัย ที่นี่เป็นกลุ่มโบราณสถาน ประกอบด้วย วิหารหลวง อุโบสถ วิหารพระนอน เจดีย์ทรงมณฑป และเจดีย์ประธานที่ได้รับการบูรณะในยุคต้นของล้านนาเป็นเจดีย์ทรงปราสาท 5 ยอด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 ตามตำนานว่ากันว่าวัดนี้เป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี แม้อันที่จริงนางจะมาจากละโว้ตำนานก็ยังแต่งให้นกคาบนางไปอยู่ละโว้ก่อนถูกส่งมาปกครองที่นี่อีกรอบ (ทำไมฝืน) 


ไฮไลต์ของวัดนี้คือ มณฑปกลางน้ำ ต้องข้ามถนนไปอีกฝั่งนะครับ เป็นมณฑปบนฐานกลม เคยประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืน ใช้เป็นสีมากลางน้ำในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณกลมตามคติทวาราวดี


วัดนี้มีความผูกพันกับชุมชนชาวมอญอย่างเหนียวแน่น นอกจากมีเสาหงส์โบราณในวัดแล้ว หน้ามณฑปกลางน้ำยังเป็นสถานที่ที อบจ.ลำพูนใช้จัดงานประเพณีต่างๆ ของมอญด้วย


ส่วนนี่ขับผ่านแบบไม่ตั้งใจ และเห็นว่ามีแนะนำในเพจท่องเที่ยวจังหวัดอยู่เหมือนกันเลยแวะสักหน่อยครับ
วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ประดิษฐานพระพุทธรูปพระเจ้าตาเขียว พระพุทธรูปโบราณเนื้อสำริด นัยตามีสีเขียวเข้ม คาดว่าเกิดจากการฝังนิลเขียวหรือพลอยเขียวที่พระเนตร



ขับลงมาต่อ ยังคงอยู่ใน อ.ป่าซางนะครับ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของ อ. นี้
 
วัดพระพุทธบาทตากผ้า
(Wat Phra Phutthabat Tak Pha)

วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นวัดเก่าแก่ที่ค้นพบรอยพระพุทธบาทใน อ.ป่าซาง ครูบาศรีวิชัยได้สร้างวิหารจตุรมุขครอบพระพุทธบาทในปี พ.ศ.2472 และครูบาพรหมา (อ่านว่าพรม-มา ห้ามอ่านเป็นอีกอย่าง) ได้สานต่อการพัฒนาวัด ทั้งการซ่อมอาคารที่ทรุดโทรม ก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กำแพงล้อมวัด และอื่นๆ อีกมากมาย กลายเป็นวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวป่าซางจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2505 ในหลวง ร.9 และราชินี ได้นำอาคันตุกะกษัตริย์เดนมาร์กและราชินี มานมัสการวัดแห่งนี้ และลงพระปรมาภิไธยไว้ ในวิหารจตุรมุขนี้มีพระเครื่องและของขลังน่าซื้อเยอะเลยครับ ได้คดหน่อไม้ (ฟอสซิลหน่อไม้ที่คนใช้เป็นเครื่องรางนำโชคลาภ) มาสักที เก็บเข้าตู้ฟอสซิลไปครับ



 

จุดน่าสนใจเยอะเลยครับวัดนี้ พวกรอยบาตรพระพุทธเจ้า ต้นศรีมหาโพธิ์ ฯลฯ ใช้เป็นจุดสนใจได้หมด

จากด้านหลังวิหารจตุรมุขนี้มองไปจะตรงกับพระธาตุเจดีย์สี่ครูบาบนยอดเขาด้วย

 


และที่มาของชื่อวัดคือตรงนี้ครับ อยู่ด้านหน้าวัด แถวๆ อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับพระพุทธบาทบริเวณผาลาดตรงนี้เสร็จก็ตากจีวรจนเป็นรอยบนแผ่นหิน (พลังทำลายสูงนะครับ แตะอะไรก็พัง) เป็นที่มาของชื่อวัดพระพุทธบาทตากผ้า แต่ดูยังไงก็ดูไม่ออกว่าเป็นรอยตากผ้ายังไง


สำหรับพระธาตุบนดอยขับรถขึ้นไปได้เลยครับ พระธาตุสี่ครูบา สร้างเป็นอนุสรณ์ให้ 4 ครูบา คือ 
1. ครูบาพ่อเป็งโพธิโก วัดป่าหนองเจดีย์
2. ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง
3. ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า
4. ครูบาคัมภีระ (พระน้องชาย) วัดพระธาตุดอยน้อย

โดยมณฑปภายในเจดีย์ประดิษฐานรูปหล่อของ 4 ครูบาและบรรจุอัฐิไว้ในรูปหล่อ ส่วนองค์เจดีย์นำรูปแบบมาจากพระธาตุหริภุญชัย พระวิหารหน้าองค์เจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิขัย นอกจากนี้ยังมีจุดอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่างระฆังหลวงมงคล และศาลพระเจ้ากาวิละผู้รวบรวมชาวยองมาอยู่ที่ลำพูน คุ้มค่าแก่การขึ้นดอยมาครับ



เที่ยววัดพระพุทธบาทตากผ้าเสร็จตอนเกือบสิบโมง ถัดไปจะลงไป อ.ลี้ ที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองลำพูนมากที่สุด ไกลแบบข้ามจังหวัด! ไกลแบบขับรถไปเชียงใหม่หรือลำปางยังจะใกล้ซะกว่า! เวลาตอนนี้มันก้ำกึ่งมากครับว่าจะกินข้าวเที่ยงหรือจะเที่ยววัดถัดไปก่อน ที่ตัดสินใจยากเพราะวัดถัดไปถ้าเดินให้ทั่วจะกินเวลาพอสมควรเลย 

 
วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
(Wat Phra Phutthabat Huai Tom)

ขับรถมา 1 ชม. ก็ถึงซะแล้ว เที่ยวเลยครับ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เป็นวัดใหญ่ที่สุดใน อ.ลี้ และเป็นวัดประจำหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ตามตำนานพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับบริเวณนี้ และพวกละว้าได้ต้มข้าวมาถวาย ท่านได้ประทับรอยพระบาทไว้บริเวณนี้ จึงได้ชื่อว่าพระพุทธบาทห้วยต้ม

สิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่ด้านใต้สุดของวัดเลยครับ ไกลจากที่จอดรถหน่อย วิหารหลวง สร้างครอบรอยพระพุทธบาท โดยครูบาวงศ์ ด้านหลังวิหารหลวงคือพระเจดีย์ 84,000 พระธรรมขันธ์ ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารหลวง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปจำนวนกว่า 84,000 องค์




ภาพจิตรกรรมฝาผนังของวิหารนี้คือเดอะเบสต์ของลำพูนเลยครับ บอกเล่าเรื่องราวของครูบาวงศ์ฯ และเรื่องราววิถีชีวิตของชาวชุมชนพระบาทห้วยต้ม

 


ด้านในสุดของวิหารหลวงเป็นห้องพระที่หลวงปู่ครูบาวงศ์
เคยใช้เป็นห้องสวดมนต์

 


วิหารพระ 108 นิ้ว สร้างโดยครูบาวงศ์
ตั้งชื่อตามพระประธานขนาดหน้าตัก 108 นิ้ว

 


แมงสี่หูห้าตา สัตว์ในนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เคยเห็นแต่ร่างหมี
ดูน่ารักใช้เป็นมาสคอตได้ วัดแถวนี้จะเป็นร่างลิง ทุเรศเลยครับ
ขี้ไหลทุกตัวด้วย (ในตำนานมันขี้เป็นทอง)

 


เดินกลับมาที่จอดรถแล้วขึ้นมาทางเหนือจะมีมณฑปพระเจ้าเก้าตื้อที่จำลองมาจากพระประธานวัดสวนดอก ครูบาวงศ์สร้างพระมณฑปนี้เพื่อแสดงความจงรักภักดีในหลวง ร.9 และพระพันปีที่มาเยี่ยมราษฎรชาวปกาเกอะญอและแวะมาวัดนี้หลายครั้ง ตั้งชื่อทางการของมณฑปนี้ว่า มณฑปภูมิพล

 


ใกล้ๆ กันมีพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ตั้งอยู่ห่างจากพระพุทธบาทห้วยต้ม เพียง 2 กม. แต่ตอนนี้เที่ยงแล้วครับ ขอหาร้านท้องถิ่นแถวนี้กินสักหน่อย ซึ่งชุมชนแถวนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ ร้านก็จะเป็นร้านเจแทบทั้งนั้น ก็ได้โอกาสลองขนมจีนแม่มะตูม มีน้ำยาถั่วเขียวและน้ำยาเต้าหู้ แบบหาทานที่อื่นไม่ได้ครับ จานละ 20 บาทเท่านั้น ให้เยอะมั่ก จืดนิดๆ ตามสไตล์มังสวิรัติ กินกับเห็ดทอดทรงเครื่องเพิ่มรสชาติได้ครับ แต่ก็เหนียวนะ ร้านเป็นบ้านสวนแบบนั่งกินข้าวบ้านเพื่อน เจ้าของร้านและสามีบริการดีมากครับ



พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย สร้างจำลองจากเจดีย์ชเวดากอง โดยมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าชาติที่เกิดเป็นวัวมาถ่ายไว้บริเวณนี้จนกลายเป็นพระธาตุ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาจึงสร้างเจดีย์ครอบพระธาตุมูลวัวไว้ ฐานมีพื้นที่ 1 ไร่ สูง 64 เมตร ถอดรองเท้าเดินฝ่าพื้นร้อนๆ ไปถึงเจดีย์ไม่มีทางเข้านะครับ มองจากไกลๆ ก็พอ



เท่านี้ยังไกลไม่พอ ขับรถไปต่ออีก 40 กม. ถึงจุดที่ไกลที่สุดของทริปนี้กันครับ น้ำตกก้อหลวง ตั้งอยู่เกือบใต้สุดของลำพูน 
 

น้ำตกก้อหลวง
(Ko Luang Waterfall)

 

น้ำตกก้อหลวงตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที๋โด่งดังของจังหวัด ก็ขอเที่ยวปิดท้ายทริปให้ผู้เยี่ยมชมบล็อกชื่นใจหน่อยครับว่าไม่ได้พามาแต่ซากอิฐนะ จากที่จอดรถเดินเท้าเข้าไป 200 เมตร จะถึง น้ำตกตาดสดอ ก่อน เป็นน้ำตกจากผาหินปูนสูง 15 เมตร ลงมาที่แอ่งน้ำสีเขียวมรกต ตรงนี้เล่นน้ำได้ครับ


เดินเข้ามาต่ออีก 300 เมตร ตรงนี้จะชันนิดๆ ออกแรงมากกว่าช่วงแรกหน่อย ประมาณ 5 นาทีก็จะถึง น้ำตกก้อหลวง ครับ เป็นน้ำตกจากชะง่อนผาหินปูนสูง 20 เมตร ลงมาที่แอ่งน้ำสีเขียวมรกต ตรงนี้ห้ามเล่นน้ำนะครับ


ในแก่งก้อจริงๆ แล้วไปเที่ยวแก่ง หรือนั่งเรือไปโบราณสถานวัดบ้านเก่าได้นะครับ แต่เวลาไม่พอจ้า กลับเหอะ 355

ขากลับริมทางหลวง 106 ในตัว อ.ลี้ ผ่าน อนุสาวรีย์ 3 ครูบา ประกอบด้วย 3 พระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพนับถือและกำเนิดที่ อ.ลี้ คือครูบาศรีวิชัย ครูบาเจ้าอภิชัย และครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา การก่อสร้างเนื่องในวโรกาศในหลวง ร.9 ครบ 84 พรรษาในปี พ.ศ.2554 ด้วย


จากนั้นก็ขับรถยาวๆ เลยครับ จาก อ.ลี้ กลับมา อ.เมือง 106 กม. จ้า! ไกลจริงอะไรจริง ไหนว่าลำพูนเป็นจังหวัดเล็กๆ 

ถึงเมืองลำพูน 5 โมงเย็น หมดวันพร้อมกับหมดที่เที่ยวพอดี มื้อสุดท้ายของลำพูนกินข้าวที่ ร้านจันผา เป็นอาหารพื้นเมืองเล็กๆ แต่ตกแต่งสวยงามบรรยากาศดี เปิดในบ้านและสวนของเจ้าของร้าน สั่งแกงฮังเลหมู กับน้ำพริกหน่อไม้หมูสับ ใช้เครื่องอาหารเหนือแต่รสชาติถูกปากคนภาคกลางครับ ราคาไม่แพงด้วย กินสองคนมื้อนี้ 254 บาท

 


13 เม.ย. 2569 ได้เวลาเดินทางกลับครับ ถึงสนามบิน 8 โมง คืนรถตามที่นัด หาแซนด์วิชโง่ๆ ในสนามบินกิน ก่อนบินกลับกรุงเทพ มองจากหน้าต่างเครื่องบินผ่านวิวที่คุ้นเคยด้วยนะครับ ถนนโรจนะทางเข้าเกาะเมืองอยุธยา! คิดถึงนะเนี่ย (click ที่ภาพเพื่อชมภาพขยาย)



กลับถึงกรุงเทพก็เที่ยวสงกรานต์ต่ออีกยาวๆ คือหยุดไปเลย 10 วันแบบลืมวิธีทำงาน และลืมวิธีอัพบล็อก (อันหลังน่าจะเป็นข้ออ้าง)

จากขนาดไฟล์ txt ที่ใช้ร่างบล็อกนี้แล้วพบว่า เอ็นทรี่นี้เป็นเอ็นทรี่ที่ยาวที่สุดตั้งแต่เขียนบล็อกมา
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่อ่านครบทุกตัวอักษรนะครับ 

8

 




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2569
3 comments
Last Update : 26 มิถุนายน 2569 22:20:31 น.
Counter : 131 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณกะว่าก๋า, คุณสองแผ่นดิน

 

ไปเมษาแดดแผดเผาแน่ๆ จ้า
เพิ่้งรู้ว่าลำพูนมีดีมากกว่าที่คิด
พระนางจามเทวีไม่ใช่ชาวเหนือ
เสียดายไม่มีรูปฤาษีชื่อดังให้ดูจ้า
ยาวมากแล้วจะแวะมาอ่านสรุป
เดี๋ยวจารย์ต้องเข้ามาบรีฟแน่ๆ

 

โดย: หอมกร 26 มิถุนายน 2569 6:26:38 น.  

 

วัดพระธาตุหริภุญชัยยังคงสวยงามเสมอนะครับ
พี่ก๋าไม่ได้ไปเที่ยวลำพูนนานมากแล้ว
แต่ยังไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยเลย

หลายวัดที่น้องชีริวไปเที่ยว
พี่ก๋าก็ยังไม่เคยไปครับ 555

 

โดย: กะว่าก๋า 26 มิถุนายน 2569 23:01:18 น.  

 

ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ
รอบก่อนยังไม่ได้กลับมาอ่าน สมทบไปก่อนครับ

 

โดย: สองแผ่นดิน 26 มิถุนายน 2569 23:56:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


ชีริว
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]





**5 Latest Entries**
ลำพูน
โดราเอม่อน ตอน ดินเหนียวเสริมสรีระ
เชียงใหม่ฝั่งเหนือ
โดราเอม่อน ตอน รถขนาดเล็ก
ปางมะผ้า


Friends' blogs
[Add ชีริว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.