Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2569
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 สิงหาคม 2569
 
All Blogs
 

โปแลนด์ (1): ฝั่งตะวันตก

โปแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในจุดหมายปลายทางมาหลายปีมาก ได้ผ่านตาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาเรื่อยๆ นะครับ รู้สึกเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เคยยิ่งใหญ่และตกต่ำ เคยเป็นเป้ากระสุนตกในสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ถูกล้อมโดยประเทศฝั่งตรงข้ามแต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายชนะสงคราม และเป็นยุโรปตะวันออกที่ค่าเที่ยวค่าครองชีพไม่โหดเท่าฝั่งตะวันตก

ตอนไปทริปรัสเซียเมื่อปี 2016 ได้เจอคุณป้าในโรงอาหารที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ป้าก็ชวนไปเที่ยวโปแลนด์ประเทศแก แกบอกว่าเมืองคราคูฟที่แกอยู่เป็นเมืองเก่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก พอลองไปหาข้อมูลก็เออ โปแลนด์น่าเที่ยวจริงๆครับ สถานที่ที่น่าสนใจที่สุดอย่างค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์และเหมืองเกลือวิลิซกาก็อยู่ในคราคูฟ




แผนที่โปแลนด์จากเว็บไซต์การท่องเที่ยวโปแลนด์

แต่ราคาโปแลนด์ช่วงหลังๆ โหดเอาเรื่อง เหลือแต่ทริปแกรนด์โปแลนด์ที่ไปซะหลายวันแบบไม่ได้อยากไปยาวขนาดนี้ รอมาหลายปีก็มีแต่แกรนด์ ก็เลยเอ้า แกรนด์ก็แกรนด์! ไป Grand Poland กับแม่สองคนวันที่ 28 พ.ค. - 5 มิ.ย. 69 จองผ่านรักยิ้มทัวร์ ส่งมาทัวร์ของ World Tourist ราคาทัวร์ 82,900 บาท ค่าวีซ่าอีก 6,900 บาทต่อคน

โปรแกรมคือเที่ยว 7 วัน นอน 6 คืน ตามนี้เลยครับ
DAY 1 - เมืองเก่าโทรุน
DAY 2 - เมืองเก่าพอชนัน เมืองเก่าวรอตสวัฟ
DAY 3 - เชสโตโชวา เมืองเก่าคราคูฟ
DAY 4 - ค่ายกักกันเอาท์สวิซต์ เหมืองเกลือวิลิซกา
DAY 5 - ปราสาทวาเวล เมืองเก่าเชชูฟ 
DAY 6 - ปราสาทลับลิน พระราชวังลาเซียนสกี
DAY 7 - เมืองเก่าวอร์ซอ

ขึ้นจากสุวรรณภูมิ มาต่อเครื่องที่อิสตันบูล และลงที่วอร์ซอ 10 โมง วันที่ 29 พ.ค. 69 แต่กระเป๋าดันไม่ตามมา ไปค้างอยู่ที่สนามบินอิสตันบูล!!! ก็ใช้บริการ Lost and Found Office กันไปครับ ได้ถุงยังชีพมาคนละใบ คืนนี้ไปช้อปเสื้อผ้าแล้วเอาเงินมาเบิกสายการบินเอาเอง ซึ่งขณะที่อัพบล็อกนี้เวลาผ่านมา 3 เดือนแล้ว ยังไม่ได้เงิน (Turkish Airlines ครับทุกท่าน) เน็ตโรมมิ่งใช้ได้ปกติ แต่เงินยูโรที่ประเทศนี้ใช้ไม่ได้เลยจ้า แม้กระทั่งสนามบิน ไม่ต้องแลกมาให้เมื่อยตุ้มนะ รูดบัตรเครดิตหรือไม่ก็จงหาแลกเงินซวาตือโปแลนด์ (PLN) ซะ

เสียเวลาเคลมกระเป๋าไปเยอะ มื้อเที่ยงวันแรกเลยเลทไป(ไม่)นิด นั่งรถถึงเมืองโทรุนกินข้าวเที่ยงตอนสี่โมงเย็นครับ ทริปนี้อาหารดาษๆ มาก ขอรวบไปลงทีเดียวในบล็อกสองละกันครับ 

ก่อนเที่ยว ขอแปะประวัติศาสตร์โปแลนด์ไว้โดยสังเขป ดังนี้





วันแรกมีเวลาเที่ยวสั้นๆ ที่เมืองเก่า
โทรุน 1 ชม. โปแลนด์ก่อตั้งมาพันปี เมืองเก่าๆ จะเยอะมาก เต็มประเทศเลยครับ สำหรับโทรุนอยู่ห่างจากวอร์ซอมาทางตะวันตก 240 กม. ก่อตั้งขึ้นในปี 1231 เมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำวิสตูล่า ช่วงเย็นคนมาอาบแดดกันเต็มเลยครับ

 


ศาลาว่าการกลางจัตุรัสเมืองเก่า เป็นหนึ่งในอาคารสไตล์โกธิค
ที่ได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดในยุโรปกลาง

 


อาสนวิหารโทรุน (Toruń Cathedral) สร้างในศตวรรษที่ 13
และเป็นที่ทำพิธีศีลจุ่มของโคเปอร์นิคัส

 


ที่นี่เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) นักดาราศาสตร์ผู้สร้างแบบจำลองระบบสุริยะจักรวาลให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และสามารถคำนวณขนาดวงโคจรของดาวต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตั้งแต่เมื่อ 500 กว่าปีก่อน บ้านของโคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus' House) เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองโทรุน  ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ทัวร์ให้ถ่ายด้านนอก ไม่ได้พาเข้าไปครับ


อนุสาวรีย์โคเปอร์นิคัสที่จตุรัสเมืองเก่า

 

ของมีชื่อเสียงอีกอย่างของเมืองนี้คือขนมปังขิง (Ginger Bread) เนื่องจากโทรุนเป็นแหล่งวัตถุดิบแป้งสาลีและน้ำผึ้งคุณภาพดี และเป็นเส้นทางการค้ายุคโบราณมีสารพัดเครื่องเทศจากต่างแดน ทำให้เมืองนี้มีการผลิตขนมปังขิงเป็นสินค้าโด่งดังมาตั้งแต่ 700 ปีที่แล้ว

ไม่ได้ใส่ขิงนะครับ แต่ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศในขนมปังที่แตกต่างกันไปแล้วแต่สูตร ทำให้มันมีชื่อว่าขนมปังขิง

ขนมปังขิงของโทรุนนี่เองที่เป็นต้นแบบเจ้าคุกกี้รัน และแน่นอนว่าของที่ระลึกยอดฮิตของเมืองนี้ก็คือตุ๊กตาขนมปังขิง


 


นั่งรถเข้ามาที่เมืองพอชนัน ยุโรปหน้าร้อนมืดช้ามาก กินข้าวเย็นตอนสามทุ่มและเข้าพักที่โรงแรม Novotel Poznan Centrum เดินไปห้าง Stary Browar ฝั่งตรงข้ามซื้อเสื้อผ้าใส่พรุ่งนี้เพราะกระเป๋าแม่มยังไม่มาครับ (Turkish Airlines ครับทุกคน) 





ช่วงเช้ารถบัสพามาจอดที่ The Imperial Castle in Poznan สร้างในปี 1904 เป็นวังของจักรพรรดิเยอรมันที่ปกครองโปแลนด์ในช่วงนั้น และถูกเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานหลายครั้งตามสถานการณ์โปแลนด์ยุคนั้น ทั้งที่พักประธานาธิบดีโปแลนด์ (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) ศูนย์บัญชาการนาซี (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ...และถูกทำลายในสงคราม ก่อนจะบูรณะและทำเป็นศูนย์วัฒนธรรม (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ถ่ายแค่รูปด้านหน้าไม่ได้เข้าไปชมข้างในนะครับ 


ฝั่งตรงข้ามพระราชวังคือจัตุรัส Adam Mickiewicz ตั้งชื่อตามผู้นำความคิดและกวีแห่งชาติของโปแลนด์ในยุคศตวรรษที่ 19 ผลงานของเขามีส่วนสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ของโปแลนด์ไว้ โดยเฉพาะช่วงนั้นที่โปแลนด์ถูกแบ่งแยกปกครองโดยรัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรีย จนไม่เหลือความเป็นชาติ อีกด้านมีอนุสรณ์รำลึกแรงงานที่ถูกโซเวียตปราบปรามในการประท้วงปี 1956


เลข 1956 จะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องกับเมืองพอชนันโดยตรงครับ หลังจากโปแลนด์ถูกปกครองโดยโซเวียตตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในปี 1945 ในปี 1956 คนงานกว่าแสนคนในพอชนันประท้วงเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ เกิดแรงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้โซเวียตให้อิสระโปแลนด์ในการปกครองตัวเองมากขึ้น และนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบคอมมิวนิสต์กลายเป็นสาธารณรัฐโปแลนด์ในปี 1989

และถัดมา 2 กม. คือศาลาว่าการเมืองพอชนันครับ ทุกเมืองเก่าจะมีจัตุรัสและศาลาว่าการเป็นศูนย์กลาง เหมือนในไทยเมืองเก่าจะมีวัดมหาธาตุทั้งหลายเป็นศูนย์กลางครับ จอดรถบัสแล้วเดินเที่ยวยาวๆ เลย มีเวลา 2 ชม. ปล่อยเดินถ่ายรูป ก่อนมากินมื้อเที่ยงครับ

นอกจากประวัติศาสตร์ช่วงต่อต้านคอมมิวนิสต์แล้ว เมืองพอชนันยังมีความสำคัญกับต้นกำเนิดของโปแลนด์เป็นอย่างมาก เพราะเมืองนี้เป็นจุดที่ราชวงศ์ Piast ของ Mieszko I สร้างรัฐโปแลนด์ขึ้นและกลายเป็นอาณาจักรโปแลนด์ในยุคของ Bolesław I ซึ่งหลุมศพของทั้งสองคนก็อยู่ที่ Poznań Cathedral ทางตะวันออกของศาลาว่าการเลยครับ แต่ทัวร์ไม่ได้พาไปนะ


จะมีน้ำพุอยู่ทั้ง 4 มุมของจัตุรัส สร้างเป็นเทพเจ้ากรีกทั้ง Proserpine Fountain (หน้าศาลาว่าการ) Mars Fountain (ตะวันตกเฉียงเหนือ) Apollo Fountain (ตะวันออกเฉียงใต้) Neptune Fountain (ตะวันตกเฉียงใต้) 

 

เสาประจาน (Pranger) ตั้งอยู่หน้าศาลาว่าการ สร้างในปี 1535 ใช้ล่ามนักโทษติดกับเสาเพื่อประจาน ด้านบนเป็นรูปปั้นเพชฌฆาต
 


ศาลาว่าการเมืองพอชนัน สร้างในปี 1306 ผ่านการบูรณะหลายครั้ง ล่าสุดคือสร้างใหม่หลังถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 1954 ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ สัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของพอชนันคือแพะกลในหอนาฬิกาบนศาลาว่าการที่จะออกมาชนเขาทุกวันตอนเที่ยงตรงครับ นักท่องเที่ยวรอชมกันตรึม




แถวจัตุรัสนี้มีพิพิธภัณฑ์ให้ชมเพียบเลยนะครับ เลือกเข้าได้ตามใจชอบแต่จ่ายเองจ้า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบางแห่งไม่รับบัตรเครดิตด้วย เดินไปหาแลกเงินโปแลนด์ที่ร้าน Kantor ได้เรตดีเหมือนกัน เงินซวาตือโปแลนด์ 1 PLN = 9 THB ซื้ออะไรก็คูณ 10 เอาครับ

อันแรกเข้าอันนี้ครับ Museum of the History of Poznań อยู่ในตึกศาลาว่าการเลย รวบรวมประวัติศาสตร์เมืองพอชนัน ค่าเข้า 13 PLN มีของจัดแสดง 43,000 ชิ้น แต่ของหลายชิ้นทยอยย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์ใหม่ใกล้ๆ แล้ว ตึกนี้เก่ามากครับ คงตั้งใจอนุรักษ์ไว้

 


เดิมทีศาลาว่าการใช้เป็นที่ตัดสินคดีความด้วย นี่คือห้องสอบสวน สร้างในปี 1583 และอนุรักษ์ไว้ครับ เดิมทีห้องจะแคบกว่านี้และเป็นห้องทึบไม่มีหน้าต่างด้วยนะ รูปปั้นเพชฌฆาตในห้องนี้คือของเดิมที่เคยอยู่บนเสาประจาน สร้างในปี 1535 พร้อมเสา

 


รูปพระแม่มารีจาก Gorka Palace
สร้างในปี 1520

 

Poznań Parish Church สร้างในปี 1651 เป็นโบสถ์แบบบาโรกที่สวยที่สุดในเมือง จุดเด่นคือภาพเขียนลวงตาบนเพดานให้ความรู้สึกเหมือนมีโดมขนาดใหญ่ด้านบนทั้งที่โบสถ์นี้ไม่มีโดม


อีก 15 นาทีจะถึงเวลากินข้าวเที่ยง ฆ่าเวลาอีกสักหน่อยครับ Military Museum of Wielkopolska ค่าเข้า 15 PLN ตั้งในอาคารการ์ดเฮ้าส์ของกองทัพโปแลนด์เก่าที่ก่อสร้างในปี 1783 และปรับเป็นพิพิธภัณฑ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จัดแสดงประวัติศาสตร์สงครามตั้งแต่ยุคกลาง จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคำว่า Wielkopolska มีความหมายว่าโปแลนด์ดั้งเดิม ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองพอชนัน


ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์อีกเพียบเลยนะครับ ทั้งพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์ยา พิพิธภัณฑ์ครัวซอง พิพิธภัณฑ์ช้อคโกแลต ฯลฯ แต่เวลาไม่พอละ กินข้าวๆ ...ซึ่งก็ไม่อร่อยอยู่ดีอะครับ ทุกมื้อจะเป็นเนื้อตัวอะไรสักอย่างมาเผาให้มันแข็งๆ ไว้วันสุดท้ายหากินเองค่อยมาชมกันว่าอาหารโปแลนด์จริงๆ มันเป็นยังไง

นั่งรถมาถึงเมืองที่ชื่อเรียกยากที่สุดในทริปนี้ครับ
วรอตสวัฟ (Wroclaw) แวะสนามบินเอากระเป๋าที่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงซะที (เย้!) จากนั้นไปกินข้าวเย็นที่ภัตตาคารแล้วเดินทางไปโรงแรม คืนนี้พักที่ Hotel Mercure Wroclaw Centrum พวกโรงแรมรักษ์โลกทั้งหลายจะใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากครับ โรงแรมนี้มีกระจกกั้นที่อาบน้ำครึ่งเดียว และพื้นยกสูงกว่าโซนแห้ง อาบน้ำได้แป๊บเดียวและต้องเปิดฝักบัวเบาๆ ไม่งั้นน้ำนองเต็มพื้น


ข้อดีคือมันอยู่ใกล้จัตุรัสเมืองเก่าวรอตสวัฟครับ ลอดอุโมงค์ข้ามถนนไปถึงเลย อันนี้ทัวร์ปล่อยตามอัธยาศัยครับ ใครอยากไปเดินก็ไป ใครอยากนอนก็นอน วันนี้วันที่ 30 พ.ค. เป็นช่วงที่เขาจัดเทศกาลเซนต์จอห์นแฟร์ (St. John's Fair) พอดี งานจะจัดช่วงปลาย พ.ค. - มิ.ย. ของทุกปี เป็นเทศกาลฉลองการเข้าสู่หน้าร้อนของโปแลนด์ครับ จะประดับสถานที่ด้วยกังหันโบราณ ดอกไม้ ต้นไม้ และสิงสาราสัตว์ พร้อมจัดตลาดกลางแจ้ง ร้านขายของในกระท่อมไม้แบบโบราณเรียงรายตามข้างทาง ไม่ได้ซื้อของกิน แต่ได้หินสวยราคาดี และของที่ระลึกรูปคนแคระกลับบ้านครับ






วันนั้นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกเตะรอบชิงชนะเลิศระหว่างปารีแซ็งแฌร์แม็ง กับอาร์เซน่อล คนใส่ชุดบอลทั้งสองทีมมาเชียร์หน้าร้านอาหารกัน ประเทศนี้ฟุตบอลก็ฟีเว่อร์ไม่น้อยครับ แต่บอลโลกรอบนี้โปแลนด์ไม่ได้ไปอะนะ นัดนี้จบด้วยปารีสชนะจุดโทษคว้าแชมป์ไปครับ

บริเวณจัตุรัสเมืองเก่าจะเต็มไปด้วยรูปปั้นคนแคระแห่งวรอตสวัฟ (Wrocław's Dwarfs) เป็นรูปปั้นคนแคระที่มาจากประวัติศาสตร์การต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุค 80s ด้วยการพ่นสีเป็นรูปคนแคระทับสเปรย์ขาวที่เจ้าหน้าที่มาพ่นทับสโลแกนทางการเมืองของกลุ่มต่อต้าน หลังเปลี่ยนระบอบเป็นประชาธิปไตยแล้ว ในปี 2001 เทศบาลเมืองได้สร้างรูปปั้นคนแคระสำริดเป็นที่ระลึกถึงกลุ่มต่อต้าน จากนั้นศิลปินท้องถิ่นและห้างร้านต่างๆ ก็ทำรูปปั้นคนแคระไว้ตามจุดต่างๆ จนมีมากกว่าพันตัวแล้วครับ




 
ออกเดินทางตั้งแต่เช้าครับวันนี้ จากวรอตสวัฟไป
เชสโตโชวา ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่นี่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริสต์ฝั่งยุโรปตะวันออกมาสักการะกันสูงสุดคืออารามยัสนากูรา (Jasna Góra) ที่มีภาพพระแม่มารีสีดำ เรียกกันว่าแบล็คมาดอนน่า (Black Madonna) อารามสร้างในปี 1382 มีความสูงถึง 106 เมตร เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่สูงที่สุดในโปแลนด์  ปกติคนก็เยอะอยู่แล้ว วันนี้วันอาทิตย์มีพิธีมิสซา คนทะลักล้านแตกเลยครับ ต้องค่อยๆไหลเข้าไปหาพระแม่ในขณะที่คนอื่นยังร้องเพลงสวด 


แบล็คมาดอนน่าเกิดจากคราบเขม่าไปจับที่รูปพระแม่มารีนานวันเข้าจนเป็นสีดำ มีแบล็คมาดอนน่า 400-500 แห่งทั่วโลกนะครับ แต่ที่โด่งดังที่สุดมีสองที่คือที่สเปนและที่นี่ พระแม่มารีสีดำแห่งเชสโตโชวา (Black Madonna of Częstochowa) หรือพระแม่ฉวีดำ วาดโดยนักบุญลูกาในชว่งศตวรรษที่ 12-14 และย้ายจากคอนสแตนติโนเปิลมาที่นี่ในปี 1382 ในปี 1430 มีโจรบุกปล้นอารามและขโมยภาพนี้ไป แต่ม้าไม่ยอมขยับ โจรเลยโกรธและฟันลงไปบนหน้า ทำให้บนหน้าแบล็คมาดอนน่าองค์นี้มีรอยฟันครับ

เนื่องจากคนแน่นมาก ภาพนี้ใช้มือถือซูมถ่ายลอดลูกกรงจากระยะไกลครับ


กินข้าวเที่ยงเสร็จก็ใช้เวลาเดินทางต่ออีก 2 ชม. ไปที่เมืองที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์มากที่สุดของโปแลนด์ เมืองเก่าคราคูฟ (Krakow) ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกรุ่นแรกสุดในปี 1978 มีความรุ่งเรืองตั้งแต่ยังไม่มีประเทศโปแลนด์ในฐานะศูนย์กลางการค้าของชาวสลาฟตะวันตกที่ปกครองบริเวณนี้ ก่อนถูกมองโกลทำลายและสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1257 และรักษาผังเมืองนี้มาถึงปัจจุบัน

คราคูฟเคยเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์ ในปี 1038 - 1556 ก่อนย้ายไปวอร์ซอ พระศพของกษัตริย์โปแลนด์ทุกพระองค์จะถูกฝังอยู่ในมหาวิหารวาแวลที่เมืองนี้ ซึ่งทัวร์จะพาไปในวันที่ 5 แต่ชมเฉพาะแกเลอรี่ไม่ได้ไปสุสานครับ

จัตุรัสเมืองเก่าคราคูฟ (Rynek Główny / Main Market Square) เป็นจัตุรัสยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 200 เมตร x 200 เมตร มีทั้งตลาดร้านค้า ร้านอาหาร โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ และนี่คือช่วงเวลาปล่อยฟรีครับ ทัวร์นัดอีกทีตอน 6 โมงเย็น มีเวลาเดิน 1 ชม. ครึ่ง และมีสถานที่น่าเข้าเป็นสิบเลย คงเลือกเด็ดๆ ได้แค่ 2-3 อัน และต้องซิ่งครับ


ตรงกลางจัตุรัสเป็นศาลาค้าผ้าโบราณ (The Cloth Hall) ที่เป็นศูนย์กลางการค้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนได้ชื่อว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของโลก ปัจจุบันเป็นแผงลอยขายของที่ระลึก ของน่าซื้อเยอะนะครับ โดยเฉพาะอำพันที่นี่ราคาดี แต่ไม่มีเวลาเดินดู ขอไปโบสถ์และพิพิธภัณฑ์ก่อน ชั้นบนของศาลานี้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะครับ

 


ปกติศาลากลางกลางจัตุรัสจะเป็นศูนย์กลางของเมืองเก่า แต่ศาลากลางหลังเก่าของเมืองนี้ทุบทิ้งไปแล้วนะครับเพื่อขยายพื้นที่จัตุรัส ตอนนี้เหลือแค่หอคอย ซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวข้างบนและเข้าห้องใต้ดินที่เป็นคุกโบราณได้ แต่ผมไม่ได้เข้านะ

 


โบสถ์เซนต์อดัลเบิร์ต (St. Adalbert's Church) เป็นโบสถ์หินเล็กๆ มุมจัตุรัส และเป็นโบสถ์หินที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ สร้างในศตวรรษที่ 11 ก่อนเมืองจะถูกสร้างขึ้นใหม่เสียอีก เข้าฟรีแต่ด้านในห้ามถ่ายภาพครับ

 


อนุสาวรีย์แอดัม มิตสกีแยวิตช์ (Adam Mickiewicz Monument) กวีแห่งชาติของโปแลนด์คนเดียวกับที่เห็นที่เมืองพอชนันครับ ศพของเขาถูกฝังอยู่ในวิหารวาแวลที่เมืองนี้เช่นเดียวกับกษัตริย์และวีรชนของชาติคนอื่นๆ

 


โบสถ์นักบุญบาร์บารา (Church of St. Barbara) ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์เซนต์แมรี่สร้างในศตวรรษที่ 14 เป็นโบสถ์เล็กๆ ไม่เสียค่าเข้าและถ่ายภาพได้ครับ

 


มหาวิหารเซนต์แมรี หรือ โบสถ์เซนต์มารีแห่งคราคูฟ (St. Mary's Basilica) สร้างในศตวรรษที่ 13 บนฐานของโบสถ์หลังเก่าที่ถูกมองโกลทำลาย สร้างเป็นหอคอยคู่ ซึ่งหอคอยทิศเหนือที่สูงกว่า มีความสูง 80 เมตร ด้านบนประดับมงกุฎทอง ใช้สังเกตการณ์เพลิงไหม้และข้าศึกบุก จนถึงทุกวันนี้ยังมีการเป่าแตรทุก 1 ชม. เป็นที่ระลึกประวัติศาสตร์ผู้สังเกตการณ์


ค่าเข้า 20 PLN ซื้อตั๋วจาก Ticket Office ตึกฝั่งตรงข้าม แล้วเข้าได้เลยครับ ทริปนี้เข้าโบสถ์ราวๆ 20 แห่ง ที่นี่สวยที่สุดแล้วครับ ตรงกลางคือแท่นบูชาแกะสลักไม้สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 13 เมตร อายุ 500 ปี


เปิดแมพตอนทัวร์ปล่อยฟรี เจอดันเจี้ยนลับครับ พิพิธภัณฑ์ใต้ดิน (Rynek Underground) อยู่ใต้จัตุรัสเมืองคราคูฟ ต้องซื้อตั๋วฝั่งนึงของตลาดผ้า แล้วเดินไปที่ทางเข้าอีกฝั่งนึง ตั๋วแพงฉิหัยครับ 45 PLN (400 บาท) เป็นค่าเข้าที่แพงที่สุดในทริปนี้ แต่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงดีมาก ขุดเมืองคราคูฟโบราณที่เห็นร่องรอยตั้งแต่ยุค 1,000 ปีก่อนสถาปนาเมือง มาถึงยุครุ่งเรือง 700-800 ปีก่อน เห็นทั้งถนน กำแพงเมืองโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ พิธีฝังศพ และอื่นๆ อีกมากมาย






แนวถนนที่ขุดขึ้นมานี้เป็นถนนเก่าของเมืองคราคูฟก่อนถูกมองโกลทำลาย ความเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในยุคศตวรรษที่ 12-13 ยังอบอวล มีระบบท่อน้ำและร่องรอยซากหมู่บ้านเก่า มีหลุมฝังศพแวมไพร์แสดงวิธีการฝังเพื่อป้องกันไม่ให้คนตายลุกขึ้นมาเล่นงานคนเป็นตามความเชื่อยุโรปยุคกลาง มีเหรียญกษาปณ์ เครื่องมือช่าง เครื่องประดับโบราณที่ขุดพบด้วย


นั่งรถไปกินข้าวมื้อเย็น เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้วครับ เพราะมันเป็นร้านอาหารจีน แต่ไม่เท่าตอนไปซีอานนะอันนั้นจีนหรู อันนี้จีนโลว์คอสต์ สองคืนถัดจากนี้ไปจะพักที่โรงแรม Hotel Conrad Comfort Centrum Konferencyjne เพราะจะอยู่ที่คราคูฟนี้สามวันเลยครับ เป็นเมืองที่สถานที่ท่องเที่ยวเยอะที่สุดแล้วจริงๆ และโชคดีที่เป็นโรงแรมดีนะครับ ได้ห้องคู่มีห้องนั่งเล่นและห้องครัวตรงกลาง แต่ก็ไม่ได้ใช้อะ ในห้องมีอ่างอาบน้ำและ bidet สำหรับล้างตูด ถือว่าเข้าห้องน้ำได้อย่างมีความสุข ไม่เหมือนไอ้พวกโรงแรมรักษ์โลกที่ออกแบบฝักบัวให้น้ำท่วมพื้น





และวันที่ 4 นี้จะไปเที่ยวสองสถานที่ที่ผมอยากไปมากที่สุดในโปแลนด์ครับ คือค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหมืองเกลือวิลิซกาที่ใหญ่โตเก่าแก่และงดงาม นั่งรถบัสจากโรงแรมออกไป 2 ชม. ก็ถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz-Birkenau State Museum) ทางเข้าตรวจเข้มเหมือนสนามบินเลยนะครับ ตรวจพาสปอร์ตด้วยนะ อย่าลืมพกติดตัวไว้


เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงอย่างเลวร้ายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือโศกนาฏกรรมนานกิงฝีมือกองทัพญี่ปุ่น และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวฝีมือกองทัพนาซีเยอรมัน เฉพาะที่ค่ายกักกันเอาท์วิตซ์แห่งนี้มีชาวยิวถูกกวาดต้อนมาฆ่าทิ้ง 1 ล้านคน ในช่วงปี 1940-1945 ด้วยการรมแก้สและเผาในเตาเผามนุษย์ มีคนชาติอื่นๆ เสียชีวิตในค่ายนี้อีกราวแสนคน นอกจากการรมแก้สก็มีคนส่วนหนึ่งเสียชีวิตเพราะถูกใช้แรงงานหนัก ขาดสารอาหาร โรคระบาด หรือถูกนำตัวไปทำการทดลอง ถือเป็นสถานที่ที่มีการสังหารหมู่มากที่สุด และถูกเก็บรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อย้ำเตือนความเลวร้ายของสงคราม

ค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์นี้มีการก่อสร้าง 3 เฟสนะครับ เฟสแรก (Auschwitz I) ยึดมาจากค่ายทหารเก่าของโปแลนด์ในปี 1940 และใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ แต่เมื่อมีนโยบายล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวก็ได้สร้างห้องรมแก้สและเตาเผามนุษย์ในปี 1941 ห่างออกไปจากตัวค่ายเดิม 3 กม. (Auschwitz II–Birkenau) และเฟส 3 คือค่ายที่ขยายไปติดโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อป้อนแรงงานทาส (Auschwitz III–Monowitz) พิพิธภัณฑ์ที่เราเข้าชมนี้คือเฟส 1 รัฐบาลโปแลนด์ได้ปรับปรุงสถานที่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1947 หลังจบสงคราม

ประตูทางเข้าค่ายเขียนว่า "Arbeit macht frei" (งานนำมาซึ่งอิสรภาพ) เพราะหลอกว่าถ้าทำงานหนักแล้วจะถูกปล่อยตัว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลับออกไปแบบมีชีวิต พวกเด็ก ผู้หญิง หรือคนอ่อนแอที่ใช้แรงงานไม่ได้จะถูกแยกไปกำจัดทันที ในอาคารต่างๆ จะจัดแสดงภาพถ่ายเก่าตอนสงครามโลก หลายภาพคือชาวยิวที่ถูกกวาดต้อนมาจากที่ต่างๆ และคนในภาพเกือบทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายที่นี่ เรียกว่าขนคนมาฆ่าทิ้งเป็นล้านๆ คน แบบไม่ต้องมีความผิดอะไร บางคนเกลียดยิวเกลียดเขมรเลยเชียร์นาซีเชียร์เขมรแดง ถ้าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะเป็นเผ่าพันธุ์ไหนก็ไม่ควรเชียร์นะครับ ได้โปรดมีความเป็นมนุษย์


พื้นที่ภายนอกอาคารถ่ายรูปได้ แต่ในอาคารห้ามถ่ายรูป หลายตึกรักษาสภาพห้องขังและที่ทำงานทหารนาซีไว้แบบเดิม หลายตึกจะมีข้าวของเครื่องใช้ที่ยึดมาจากชาวยิว ที่สลดที่สุดคือกองเส้นผมที่ตัดจากศพคนที่โดนรมแก้สเพื่อส่งโรงงานสิ่งทอ เฉพาะส่วนที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้ก็กองเป็นภูเขาเต็มห้องกระจกใหญ่ๆ เลยครับ 




ตรงนี้เรียกว่ากำแพงแห่งความตาย (Death Wall) อยู่ระหว่างอาคารบล็อก 10 และ 11 เป็นลานประหารในค่ายกักกันสำหรับยิงเป้านักโทษการเมืองและเชลยศึก คาดว่ามีผู้เสียชีวิตที่นี่ 5,500 คน กำแพงเดิมถูกนาซีรื้อทำลายหลักฐานไปในปี 1944 ที่เห็นนี้จำลองขึ้นมาใหม่ครับ มีคนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยอยู่เรื่อยๆ


และนี่คือห้องรมแก้สและเตาเผามนุษย์ที่ใช้ในช่วงแรก สังหารไปหลายพันคน แต่ที่ฆ่ากันเยอะจริงๆ จะอยู่ใน Auschwitz II นะครับ อันนั้นสร้างห้องรมแก้สและเตาเผาระดับล้างเผ่าพันธุ์เลย พอเปิดเฟสสองก็เลิกใช้อันนี้แล้วครับ


กินข้าวเที่ยงเสร็จก็มีเวลาว่างยาวๆ เพราะจองคิวเข้าเหมืองเกลือได้รอบ 4 โมงเย็น ทัวร์เลยเอาไปปล่อยที่ห้าง Serenada ให้เดินเล่น 1 ชม. ได้เสื้อผ้าและกระเป๋าราคาถูกมาจำนวนหนึ่ง


ถึงเวลารถบัสก็ต้อนพวกเราไปรมแก้ส เอ้ย! ไปเหมืองเกลือครับ 368

เหมืองเกลือวิลิซกา (Wieliczka Salt Mine) เป็นหนึ่งในเหมืองหินเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกโดยเริ่มต้นขุดตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรุ่นแรกสุดในปี ค.ศ. 1978 ก่อนยุติการทำเหมืองในปี 1996 เหมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองวิลิซกา ห่างจากเมืองคราคูฟไปทางใต้ 14 กม. ต้องต่อคิวลงลิฟต์ลงไปครับ ชั้นแรกที่เข้าชมจะอยู่ที่ระดับความลึก 64 เมตร และเดินต่อลึกลงไปเรื่อยๆ ข้างล่างนี้มีอุณหภูมิต่ำตลอดทั้งปีประมาณ 14-16 oC และมีระบบระบายอากาศดีมากๆ จนไม่รู้สึกอุดอู้แม้จะลงไปใต้ดินเกือบร้อยเมตร ที่สำคัญคีอหนาวเลยครับ เตรียมเสื้อหนาวกันดีๆ นะ
 

 

 
ภายในจะจัดแสดงรูปสลักเกลือบุคคลสำคัญที่เคยมาที่นี่ และจำลองการทำเหมืองในสมัยโบราณ
 


นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส
นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ผู้โด่งดัง

 


พระเจ้าคาซิเมียร์ที่ 3 มหาราช
ผู้วางรากฐานและกฎหมายเหมืองเกลือ

 
 


ที่ความลึก 101 เมตรเป็นที่ตั้งของ โบสถ์น้อยเซนต์คิงกา (Chapel of St. Kinga) พื้นที่รวมประมาณ 1,000 ตารางเมตร เพดานสูง 12 เมตร สร้างอุทิศให้แก่นักบุญคิงกาในตำนาน เป็นเจ้าหญิงชาวฮังการีสมรสกับกษัตริย์โปแลนด์และเป็นผู้ค้นพบหินเกลือ เป็นต้นกำเนิดการทำเหมืองแห่งนี้และเป็นที่เคารพบูชาของชาวเหมือง 


ทุกสิ่งในโบสถ์นี้ทำจากหินเกลือนะครับ ภาพสลักเกลือที่ใหญ่ที่สุดเป็นภาพจากพระคัมภีร์ด้านบนคือการประสูติของพระเยซู (The Nativity Scene) ด้านล่างคือการประหารทารกผู้บริสุทธิ์ (The Massacre of the Innocents)


แม้แต่โคมระย้าในโบสถ์ก็ทำจากหินเกลือที่เจียระไนอย่างประณีต


แท่นบูชาสลักจากหินเกลือสีเขียว ประดิษฐานรูปปั้นนักบุญคิงกาและเป็นที่ฝังพระธาตุของท่านด้วย


รอบโบสถ์ยังเต็มไปด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำอื่นๆ เล่าเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่โด่งดังคือภาพ The Last Supper ที่จำลองภาพเขียนของลีโอนาโด ดาวินชี ได้อย่างสวยงาม 

 
พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สอง
อดีตสันตะปาปาชาวโปแลนด์


ทะเลสาบน้ำเค็มใต้ดินในห้องโถงเอรัซม์ บารองตช์ อยู่ระดับความลึก 110 เมตร เป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตที่มีความเข้มเกลือพอๆกับทะเลเดดซี ถ้าลงไปว่ายก็ลอยนะครับ แต่เขาไม่ให้ลง


ตัวเหมืองลึกลงไปถึง 327 เมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ถึงความลึก 135 เมตรเท่านั้นครับ จากจุดล่างสุดลึกกว่าตอนลงมาสองเท่า แต่ขากลับขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงแป๊บเดียวก็ถึงโลกเบื้องบน ที่ร้านขายของที่ระลึกมีรูปปั้นหินเกลือทำมือน่าซื้อเหมือนกันนะครับ แต่ไม่มีเวลาต่อคิวเลยกดเอาแค่เหรียญที่ระลึกจากตู้ขายเหรียญ

นั่งรถกลับโรงแรมเดิมและจบวันที่ 4 จ้า 127




วันที่ 5 จะเที่ยวปราสาทวาแวลช่วงเช้าก่อนออกจากคราคูฟไปเที่ยวเมืองเชชูฟช่วงบ่าย บล็อกนี้ขอตัดจบแค่คราคูฟก่อนนะครับ พวกเมืองที่เหลือในทริปนี้อย่างเชชูฟ ลับลิน และวอร์ซอ ขอยกยอดไปบล็อกหน้าเลย

ขับรถผ่านปราสาทนี้ไปมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงคราคูฟนะครับ ปราสาทหลวงวาแวล (Wawel Royal Castle) เป็นศูนย์กลางอำนาจและที่ประทับกษัตริย์ในศตวรรษที่ 11-17 ช่วงที่คราคูฟเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์ 
 


ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาวาแวลริมแม่น้ำวิสตูลา

 


อนุสาวรีย์ทรงม้าของเดอุส กอชชุชโก
วีรบุรุษของชาติผู้นำการปฏิวัติในปี 1794
ปกป้องเอกราชจากการรุกรานของรัสเซียและปรัสเซีย

 

ตั๋วเข้าชมจะแยกหมดเลยนะครับ ปราสาทชั้น 1, ชั้น 2, พระคลัง, ชั้นใต้ดิน, วิหาร, สวน, ถ้ำมังกร ในภาพนี้คือทางเข้าด้านหน้าของมหาวิหารวาแวล (Wawel Cathedral) ที่ฝังศพกษัตริย์ -- ไม่ได้เข้าครับ


โซนที่เข้าจะเป็นตัวปราสาท เข้ามาด้านในเป็นลานกลางปราสาท ล้อมด้วยระเบียงเสาหินและซุ้มโค้ง 


ภายในปราสาทและส่วนที่เป็นท้องพระโรงจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์และภาพวาดของสะสมของราชวงศ์ คนอย่างเยอะเลยครับ หามุมถ่ายภาพสวยๆ ยากหน่อย


ภาพยุทธนาวีที่เลปันโต (Battle of Lepanto) วาดขึ้นในศตวรรษที่ 17 เล่าถึงเหตุการณ์ยุทธนาวีในปี 1571 ระหว่างสัมพันธมิตรและจักวรรดิออตโตมัน ชายชุดแดงด้านล่างภาพคือพระเจ้าซิกิสมุนด์ที่ 3 กษัตริย์โปแลนด์ในยุคนั้น


พรมทอแขวนผนังทอจากเส้นไหม ขนสัตว์ และเส้นด้ายเงินด้ายทอง ชื่อภาพ การถวายเครื่องบูชาของอาแบล (Abel's Offering) สั่งผลิตโดยพระเจ้าซิกิสมุนด์ที่ 2 ในศตวรรษที่ 16 เพื่อประดับพระราชวัง เล่าเรื่องราวในคัมภีร์ปฐมกาล ตอนที่คู่แฝดคาอินและอาเบลถวายของให้ทวยเทพ


ในโซนคลังสมบัติจัดแสดงทรัพย์สินที่ยึดมาจากทหารออตโตมันเยอะเลยครับ โดยเฉพาะเต๊นท์ ชุดเกราะ และอาวุธของทหารตุรกี ได้มาจากยุทธการที่เวียนนาปี 1683
 

 

 
 
จบกิจกับคราคูฟละครับ
ที่เที่ยวเยอะ ประวัติศาสตร์แยะแบบสุดๆ

ขาออกมาขึ้นรถขอถ่ายรถม้าฟรีซะหน่อย
สองตัวนี้ลายเหมือนไอ้ด่างแถวบ้านเลย 15


รอต่อบล็อกหน้า เข้าโปแลนด์ฝั่งตะวันออกกันครับ ยังคงอุดมด้วยประวัติศาสตร์เช่นกัน แต่เมืองวอร์ซอจะมีแต่ของที่สร้างใหม่นะ เพราะตอนสงครามโลกเมืองนี้พังพินาศย่อยยับ 145


 




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2569
11 comments
Last Update : 9 สิงหาคม 2569 14:04:32 น.
Counter : 201 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณmultiple, คุณกะว่าก๋า, คุณ**mp5**, คุณhaiku, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสองแผ่นดิน, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณtoor36, คุณnewyorknurse, คุณThe Kop Civil

 

โอ๊ยไปเที่ยวต่างประเทศก็มา
แถมมีต่อบล็อกหน้าอีกเดี๋ยว
รอจารย์มาสรุปย่อให้ฟังอีกที

 

โดย: หอมกร 9 สิงหาคม 2569 15:02:52 น.  

 

ห้องน้ำกระจกครึ่งเดียว
แถมเล็กอีกต่างหากจ้า
กระเป๋านี่หายทั้งกรุ๊ปเลย
หรือเฉพาะของชีริวกันนะ

 

โดย: หอมกร 9 สิงหาคม 2569 16:12:50 น.  

 

มาเปิดคอม ช่วงเย็น จะเล่นเกมส์ delta force ตอน black hawk down
เอาปืนกล ยิงศัตรู ยิงให้เลือดสาดซักกะหน่อย ซีริว ก็มาตามมมม งู้ยยย

ก่อนจะมาเม้นท์ อาจารย์เต๊ะ เลยลองค้นดูรูป ถามว่า
โปแลนด์มีอะไรเที่ยว คุ้มถ้าไปจะคุ้มเงิน เกือบแสนมั้ย อิอิ

เจอภาพ โบสถ์น้อยเซนต์คิงกา (Chapel of St. Kinga)
ที่มี Chandelier ห้อยระย้า เจอกับผนังหินเกลือ ระยิบระยิบสวยงาม
แต่ ภาพเค้าสวย กว่าของ ซีริว เค้าน่าจะแต่งรูปหนักกว่า 555

กับมีค่ายอะไรซักอย่าง ของนาซี เราคนชอบ สงคราม
ช่วงไทยรบกับขะแม ดูแต่หนังฮิตเลอร์ แต่หน้าบ้านยัง ไม่มีธงนาซีแขวน นะจ๊ะ อิอิ 555

อีแบบนี้ คุ้มต้องไปจ้าๆๆๆ จะได้ไปตายรอย หนังสงคราม 555

มาบอกแค่นี้ก่อน นี่ยังไม่ได้เม้นท์น้า แค่คุยเฉยๆ เดี๋ยวมาใหม่
ต้องไปเล่นเกมส์ก่อนจ้า 555

ซีริว บอก เอ็งนี่ หนักแล้วนะนี่ โชคดีที่ข้าบ้านไม่ได้อยู่ ข้างบ้านเอ็ง ป้าด 555




 

โดย: multiple 9 สิงหาคม 2569 16:40:11 น.  

 

น่าจะเป็นครั้งแรกในบล็อกแก๊ง
ที่พี่ก๋าได้อ่านทริปโปแลนด์ครับ
แล้วพออ่านลงมาเรื่อยๆ
ประเทศนี้ช่างเหมาะกับน้องชีริวจริงๆครับ
คือเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์

บ้านเมืองเค้าสวยงามดีมากครับ
ใครจะเชื่อว่านี่คือประเทศที่ผ่านสงครามโลกมาแล้ว

ส่วนบ้านเรา
ไม่เคยผ่านสงครามใหญ่
แต่สภาพประเทศในตอนนี้
กลับอ่อนล้าโรยแรงเหลือเกิน

 

โดย: กะว่าก๋า 9 สิงหาคม 2569 18:58:24 น.  

 

แวะามักทายก่อนเดี๋ยวผมแวะมาอีกที

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 9 สิงหาคม 2569 23:21:32 น.  

 

ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ เดี๋ยวมาใหม่

 

โดย: สองแผ่นดิน 9 สิงหาคม 2569 23:57:58 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับน้องชีริว

 

โดย: กะว่าก๋า 10 สิงหาคม 2569 5:41:19 น.  

 

นึกถึง เลวานดอฟสกี้ก่อนเลยครับ เสียดายปีนี้ไม่ได้ไปบอลโลก

ค่าทัวร์โหดเอาเรื่องเลย แต่เดี๋ยวนี้ราคาก็น่าจะประมาณนี้แหละ ผมคิดอย่างนึงคือไปยุโรปต้องไปหลายๆ วันหน่อยเพราะแค่เดินทางก็เสียเวลามากแล้ว แถมใช้เวลานานด้วย เริ่มมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะครับ

คนเขานอนตากแดดกันแบบนี้เลย พึ่งทราบว่ามันคือขนมปังขิงครับ ตรงจัตุรัสสีสวยดีนะ ศาลาว่าการดูเหมือนจะเป็นที่รวมมิตรเลยนะครับ ทำมันหลายๆ อย่างเลย โบสถ์ยังไงก้ต้องได้ไป เที่ยวยุโรปก็แวะดูสิ่งนี้แหละ แต่จะว่าไปบ้านเรานี่พหุวัฒนธรรมสุดแล้วมั้ง

โรงแรมพิลึกมาก พื้นยกสูงกว่าโซนแห้ง เป็นไปได้อะ สาวขายลูกโป่งนี่ใช่ที่ผมเห็นในเฟสบุ๊คมั้ยนะ หลายๆ ที่ก็เสียหายช่วง WW2 เยอะจริง ไปยุโรปมักมีแวะทานร้านอาหารจีน ซึ่งมันก็ถูกปากเราอะนะ

เอาเข้าจริงค่ายกักกันแค่ได้ยินชื่อก็น่ากลัวแล้วครับ สงครามมันโหดร้ายจริงๆ กำแพงแห่งความตายผมเดาไม่ผิดเลย ยิงเป้า เอาเข้าจริงฆ่าขนาดนั้นคนยิงก็เหนื่อยนะครับ ปืนปากกระปอกแตกไปเท่าไหร่ล่ะนั่น ทะเลสาบนั่นคงไม่มีใครลงไปเอง แต่ถ้าตกลงไปจากอุบัติเหตุอาจจะมี

คุณชีริวศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆ ผมไปเที่ยวพวกนี้ฟังแล้วก็ผ่านๆ ไป ไม่ได้จำเท่าไหร่

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 11 สิงหาคม 2569 0:07:40 น.  

 

มาแล้วจ้าาาา อ่านไปอ่านมา เสียตังเพราะ ป้าข้างบ้าน นี่เอง
ไม่ใช่ซิ ป้าในโรงอาหารแท้ๆ 555 แต่ค่าทัวร์ 7 วัน 82900
ตกวันละ 10000 กว่าบาทแค่นั้น คิดซะว่าถ้าเรา เกิดป่วย
ไปนอน รพ หรูๆหน่อย ค่าห้องก็ประมาณ นี้แหละนะครับ 555

แต่นอน รพ ได้แต่มองฝาผนัง ถุงน้ำเกลือ +มองหน้าพยาบาล +ญาติ เราไปเที่ยว ได้ดูอะไร สวยๆงามๆแยะแยะนะครับ

แล้วแหม มาวันแรก ก็โดนเลยนะครับ คนมาแต่ กระเป๋าไม่มี มันน่าหงุดหงิด แต่ยังดียังเคลมได้ แต่เงินรอ ชาติไหนนี่ Turkish Airlines ต้องท่องไว้เลยนะจ๊ะ 555

เที่ยววันแรก อาสนวิหารโทรุน ภายในสูงปรี๊ดด เห็นโครงสร้าง มี
Vault แบบนี้ เดาว่า สถาปัตยกรรมแบบ Gothic แหงๆ
ส่วนเรื่องบ้านเกิด นักดาราศาสตร์ สมองยอดเยี่ยมนี่
ยุคนั้น คิดคำนวณได้ ขนาดนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ อาจจะเป็น มนุษย์ต่างดาว ก็เป็นได้ 555

และ ในที่สุด เราก้ได้รู้ บ้านเกิด ของ ปีศาจ ขนมปังขิง อยู่ที่นี่เอ้งงง 555

เดี๋ยวมาใหม่ครับ update driver คอมแป๊บ 555




 

โดย: multiple 11 สิงหาคม 2569 3:34:15 น.  

 

สวัสดีครับคุณชีริว

ทริปนี้ลัดฟ้าไปไกลเลยครับ ผมขอเป็นลูกทัวร์มาเปิดหูเปิดตาด้วยคน
พูดถึงโปแลนด์ ผมนึกถึงวอลเลย์บอล
ทีมชายเขา no.1 แน่ะ ทีมหญิงก็เก่งอยู่

มาอ่านรีวิวท่องเที่ยวของคุณชีริวแล้ว
ทำให้นึกถึงสมัยอ่านคู่สร้างคู่สมเลยครับ
ชอบอ่านคอลัมน์เที่ยวต่างประเทศ
ผีใน tower of London ยิ่งชอบมาก อิอิ

ผมชอบบรรยากาศห้องพักรูปแรกครับ เรียบๆ แต่ดูอบอุ่น
ชอบดตึกตรงจัตุรัส Adam ที่เป็นดีไซน์ลดหลั่นหลายๆ สี
โบสถ์และพิพิธภัณฑ์น่าสนใจไปหมดเลย
ทะเลสาบใต้ดินดูลึกลับมากครับ

 

โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา 11 สิงหาคม 2569 14:03:26 น.  

 

ชีริว เอ้ย ครูเม้นท์ ยาวเหยียดเลย ขณะที่อ่านทานและตรวจทาน
มือไปโดนปุ่มไหนไม่รู้ หายเกลี้ยงเลย เศร้าเซ็ง มาก ๆ เลยเฮ้อ !
เม้นท์มาหลายชั่วโมง เขียนใหม่นี่ ขอสรุปสั้น ๆ ก็แล้วกัน จ้ะ

โปแลนด์ เป็นประเทศที่ครูยังไม่เคยไป แต่อ่านบล็อกนี้ของเธอแล้วก็เป็นประเทศที่เก่าแก่พอสมควร มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่สถานที่
ที่ควรแก่การศึกษามากมาย
ราคาแม่ลูกสองคน รวมซื้อของบ้าง ไม่ต่ำกว่าสองแสนแน่นอน
แต่ว่า เที่ยวไปเถอะ ถือว่า เป็นสิ่งที่เราชอบ ถือว่าเป็นกำไรของ
ชีวิต จ้ะ
ไป 9 วัน ได้เที่ยวจริง ๆ 7 วัน วันแรก โชคไม่ดี กระเป๋า
ตกค้าง เซ็งเลย เหมือนตอนครูไปอเมริกาใต้ เพื่อนของครูก็เหมือน
ชีริวเลย ต้องไปหาซื้อของใช้ กว่ากระเป๋าจะมาถึง ก็อีกวัน จ้ะ
เป็นข้อมูลให้คนอ่านที่จะไปโปแลนด์ ไม่ต้องแลกเงินยูโร นะ
เพราะเขาไม่รับ อิอิ ต้องใช้เงิน ซวาตือโปแลนด์ เรียกยาก จัง
วันแรกเลยเที่ยวได้น้อย กว่าจะได้กินมื้อเที่ยงก็บ่ายสามบ่ายสี่
เมืองแรกที่เที่ยว คือ เมืองโทรุน เธอก็ให้รายละเอียด ประวัติ
ของเมืองนี้ มีภาพนอนอาบแดด มากมาย เหมืองบางแสนของไทย
และดูแห้งแล้ว เพราะไม่มีต้นมะพร้าวเหมือนของเรา เก้าอี้ผ้าใบที่
นอนนั้น น่าจะเช่าเหมือนของไทยเรา เนาะ ทิวทัศน์สวยดี
อนุสาวรีย์โคเปอร์นิคัสที่จัตรัส เป็นผู้คิดและสร้างระบบสุริยะ
จักรวาล มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เก่ง เนาะ
เมืองนี้ มีชื่อเสียง ขนมปังขิง แต่ไม่ได้ทำจากขิง นะ อิอิ ยัง
มีตุ๊กตาขิง จากรูป น่ารักมาก ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของเครื่องเทศที่
มาจากต่างแดนมากมาย
วันที่ 2 เที่ยววังของจักรพรรดิ เยอรมัน วังนี้ เคยเป็นที่อยู่
ของประธานาธิบดี เยอรมัน ศูนย์บัญชาการ เป็นต้น มีการบูรณะ
เที่ยวจัตุรัส ศาลว่าการ เมือง พอชนัน ทุกเมืองเก่าของที่นี่
จะมีจัตุรัสทุกแห่ง มีน้ำพุอยู่ 4 มุมของจัตุรัส
เสาประจาน เสานี้ ไว้ประจานนักโทษที่โดยล่ามโซ่ไว้ที่เสานี้
แหม โหดเหมือนกัน เนาะ
เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ของชอบของเธอเลย เนาะ แถวจัตุรัสแถวนี้
มีพิพิธภัณฑ์ มากมาย
เที่ยวเทศกาล เซนต์จอห์นแฟร์ มีการฉลอง ต้อนรับเข้าสู่ฤดู
ร้อน มีกังหันโบราณ มีดอกไม้ ต้นไม้ สิงสาราสัตว์ ขายของที่ระลึก
วันที่ 3 เที่ยว เชสโตโชวา มีพระแม่มารีสีดำ เรียกว่า แบล็ค
มาดอนน่า ผู้วาด คือ นักบุญ ลูกา
เที่ยวเมือคราคูฟ เป็นเมืองเก่า
วันที่ 4 ค่ายกักกัน เป็นโศกนาฏกรรม ที่น่าสลดใจ ฝีมือของ
กองทัพญี่ปุ่น และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ของกองทัพนาซี
เหมือนหินเกลือ วิลิกา เก่าแก่ที่สุด
ทะเลสาบน้ำเค็ม ใต้ดิน ทำให้คิดถึง เดทซีที่จอร์แดน ที่ครู
เข้าไปเที่ยวและทดลองว่าไม่จมแน่นอน
วันที่ 5 เที่ยวประสาท วาแวล เป็นศูนย์กลางอำนาจและเป็น
ที่ประทับของ กษัตริย์
จบบล็อกแรก รออ่าน วันที่ 6-7 ในบล็อกต่อไป จ้ะ
โหวดหมวด ท่องเที่ยว )ไม่อ่านทวนแล้ว จ้ะ

 

โดย: อาจารย์สุวิมล 11 สิงหาคม 2569 17:45:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


ชีริว
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]





**5 Latest Entries**
โปแลนด์ (1)
Suno
ลำพูน
โดราเอม่อน ตอน ดินเหนียวเสริมสรีระ
เชียงใหม่ฝั่งเหนือ


Friends' blogs
[Add ชีริว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.