Group Blog
 
<<
กันยายน 2569
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
6 กันยายน 2569
 
All Blogs
 

โปแลนด์ (2): ฝั่งตะวันออก


บล็อกก่อนพาเที่ยวโปแลนด์ฝั่งตะวันตกซึ่งก็มีเมืองประวัติศาสตร์สำคัญอย่างพอชนันที่เป็นต้นกำเนิดของโปแลนด์ และคราคูฟที่เคยเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์มายาวนานถึง 600 ปี คราวนี้มาทางตะวันออกของประเทศบ้าง จะเหลือเมืองสำคัญแค่ลับลินกับวอร์ซอแล้วครับ ซึ่งสถานที่ส่วนใหญ่ในวอร์ซอก็ถูกทำลายตอนสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้ว ที่เห็นนี่คือสร้างใหม่เกือบทั้งเมือง ถึงจะเที่ยวแล้วไม่อินเท่าคราคูฟ แต่มันก็เป็นเมืองหลวงของประเทศนะ และสถานที่ต่างๆ ก็ล้วนบูรณะขึ้นมาได้ดีเพราะเก็บรายละเอียดสถานที่เดิมก่อนถูกทำลายไว้มาก

คณะทัวร์ออกจากคราคูฟช่วงบ่ายวันที่ 2 มิ.ย. (วันที่ 5 ของการเดินทาง) ใช้เวลาสอง ชม. มาถึงเชชูฟ แวะกินข้าวเที่ยงก่อนปล่อยเดินเมืองเก่าเชชูฟชั่วโมงนึง 


เชชูฟ (Rzeszów) เป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต ก่อตั้งขึ้นในปี 1354 โดย Casimir III the Great เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางการค้าจากโปแลนด์ไปยังฮังการีและดินแดนแถบทะเลดำ ก่อนถูกกองทัพสวีเดนทำลายในสงคราม The Deludge ปลายศตวรรษที่ 17 และลดความสำคัญลง และแน่นอนครับว่ากลางเมืองคือศาลาว่าการกลางจัตุรัสเมือง ของเมืองนี้มีสีครีมขาว อาคารเดิมถูกทำลายในสงคราม The Deludge ที่เห็นนี้บูรณะขึ้นในในศตวรรษที่ 17-18 และปรับโฉมเป็นแบบในปัจจุบันในศตวรรษที่ 19 ครับ



ข้างศาลากลางมีทางลงไปพิพิธภัณฑ์ Rzeszowskie Piwnice เข้าชมอุโมงค์ใต้ดินโบราณใต้เมืองนี้ได้ แต่วันนี้รอบเต็มแล้ว อดไป
 


หน้าศาลาว่าการมีอนุสาวรีย์ Tadeusz Kościuszko
ผู้นำการปฏิวัติปี 1794
ปกป้องเอกราชของโปแลนด์จากรัสเซียและปรัสเซีย

 


บ่อน้ำโบราณหน้าอนุสาวรีย์นี้สร้างในศตวรรษที่ 16-17
ลึกถึง 15 เมตร เป็นแหล่งน้ำประปาใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุคนั้น
บ่อถูกถมลืมไปนาน จนเพิ่งมาขุดเจอในปี 2001 นี้เอง

 
 


เดินเข้าไปในโซนเมืองเก่า
เนื่องจากเมืองส่วนใหญ่ถูกทำลายและเพิ่งบูรณะขึ้นมาเมื่อ 300 ปีก่อน
ความเก่าจึงน้อยกว่าหลายๆ เมืองนะครับ

 


ด้วยเวลาที่จำกัด ที่ๆ พอจะแวะได้คือ
โบสถ์โฮลี่ครอส (Holy Cross Church) สร้างในปี 1644
และรอดการถูกทำลายจาก The Deludge มาได้
จึงนับเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่เก่าแก่
และทรงคุณค่าที่สุดของเมืองเชชูฟ

 


ฝนก็พรำๆ ทั้งบ่ายนะครับ หมดไป 1 ชม. กับเมืองที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูแล้วก็ขึ้นรถบัสเข้าเมืองลับลินกัน คืนนี้พักที่ Focus Hotel Premium Lublin เป็นอีกโรงแรมที่ห้องน้ำยกพื้นโซนเปียกสูงกว่าโซนแห้ง แต่อย่างน้อยมันก็มีที่วางของในห้องน้ำเยอะ และมีหนังสือท่องเที่ยวลับลินแจก ดีกว่าไอ้โรงแรมที่วรอตสวัฟนิดนึง







วันนี้เช้าจะไปเที่ยว
เมืองเก่าลับลิน (Lublin Old Town) เป็นอีกเมืองที่มีเนื้อหาประวัติศาสตร์หนาแน่น เมืองลับลินสร้างขึ้นเมื่อปี 1317 โดยกษัตริย์ Władysław I Łokietek และสร้างปราสาทลับลินขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยกษัตริย์ Casimir III the Great กลายเป็นศูนย์กลางการค้า และเป็นเมืองที่มีการทำข้อตกลง Union of Lublin ซึ่งรวมโปแลนด์และลิทัวเนียเข้าด้วยกันเกิดเป็นเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 15-16 แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองฝั่งตะวันออกอื่นๆ นะครับ ลับลินถูกทำลายโดยกองทัพสวีเดนในสงคราม The Deludge และกลายเป็นที่ตั้งค่ายกักกันของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

รถมาจอดหน้าปราสาทลับลิน ขึ้นบันไดไม่สูงมาก แต่ก็สูงสำหรับผู้สูงอายุที่มีอยู่ค่อนทัวร์ ปราสาทลับลิน (Lublin Castle) เป็นปราสาทและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ที่ยังเหลือมาถึงปัจจุบัน ตัวปราสาทเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซื้อตั๋วแยกเข้าได้หลายโซนเลย แต่ทัวร์ไม่ได้พาเข้าสักโซนนะครับ พาถ่ายรูปข้างนอกอย่างเดียว 


บนลานปราสาทจะมองเห็นสองสิ่งก่อสร้างที่รอดจากการถูกทำลายในสงครามทั้ง The Deludge และสงครามโลกคือหอคอยดอนจอน (The Donjon) เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ตะวันออก สร้างในศตวรรษที่ 13 ตั้งแต่แรกตั้งเมืองนี้ ด้านหลังคือโบสถ์น้อยตรีเอกภาพ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ส่วนตัวปราสาทถูกทำลายในสงคราม The Deludge และสร้างขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 19 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีใช้ปราสาทนี้เป็นที่คุมขังชาวยิวด้วย มีชาวยิวเสียชีวิตที่นี่ประมาณ 4 หมื่นคน


ทัวร์ปล่อยเดินฟรี 1 ชม. ครับ เวลาชั่วโมงเดียวเที่ยวได้ไม่กี่ที่แน่ๆ โชคดีดูหนังสือนำเที่ยวที่แจกฟรีที่โรงแรมมาแล้วก็เจาะจงไปครับ ไปโบสถ์น้อยนี่แหละ เข้าปราสาทไปซื้อตั๋วเข้าโบสถ์อย่างเดียว (20 PLN) แล้วขึ้นมาชั้นสอง เดินผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติลับลินแบบห้ามแวะดู (เพราะไม่ได้ซื้อ) สุดทางจะเป็นตัวโบสถ์ครับ
 

 

 

โบสถ์น้อยตรีเอกภาพ (Chapel of the Holy Trinity) โบสถ์นี้เป็นห้องๆ เดียว แต่เลอค่าด้วยสถาปัตยกรรมกอทิกแบบโรมันคาทอลิคตะวันตก และภาพจิตรกรรมฝาผนังเฟรสโกแบบไบแซนไทน์ดั้งเดิมของออโธดอกซ์ตะวันออก อายุ 600 ปี เป็นการผสมผสานคริสต์ฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่หาดูได้ยากยิ่ง




เหลือเวลาอีกนิดหน่อย ออกมานอกปราสาทเพื่อไปยังโซนเมืองเก่าครับ ตรงนี้คือประตูเมืองกรอดสกา (Grodzka Gate) ที่เชื่อมเนินปราสาทกับเมืองเก่า ในอดีตเป็นที่แบ่งเขตที่อยู่อาศัยของชาวคริสต์และชาวยิว เลยเรียกว่าประตูชาวยิวด้วย ตัวอักษรใต้ซุ้มจะเขียนข้อความไว้อาลัยชาวยิวที่เสียชีวิตในลับลิน

 


 

อนุสาวรีย์ซาปอร์ชิกุฟ (Pomnik Zaporczyków) เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงกองกำลัง ZAPORA ของพันตรี Hieronim Dekutowski ที่นำกองกำลังใต้ดินผ่านหลายสมรภูมิตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แผ่นโลหะด้านล่างจารึกรายชื่อทหาร 227 นาย ที่เสียชีวิตในภารกิจ
 


จัตุรัส Plac Po Farze กลางเมืองเก่าลับลิน มีซากโบสถ์เซนต์ไมเคิล ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13-14 แต่ถูกทำลายในช่วงที่รัสเซียเข้าปกครอง ปัจจุบันเป็นแลนด์มาร์คและจุดชมวิวที่สำคัญของลับลิน 

 

เดินมาตามถนนกรอดสกาจะมีรูปปั้นนักมายากลแห่งลูบลินที่โด่งดังแขวนอยู่บนลวดสลิงอย่างสมดุล เจอลมฝนแบบไหนก็ไม่ร่วงลงหัวนักท่องเที่ยว

รูปปั้นนี้จำลองตัวละคร Jasza Mazur ที่เป็นนักกายกรรมตัวเอกในนิยายเรื่อง The Magician of Lublin เรื่องดังของโปแลนด์-ลิทัวเนีย ครับ

 
 

โบสถ์เซนต์สตานิสเลาส์ (Church of Saint Stanislaus) สร้างโดยกษัตริย์ Casimir III the Great พร้อมปราสาทลับลิน โดดเด่นด้วยแท่นบูชาสีเขียวเลื่อมทองสองข้างทางเดิน 
 


ตามข้างทางจะมีโคจิโอวคิ (Koziołki) เป็นสัญลักษณ์ของเมืองลับลิน ตามตำนานแม่แพะในหุบเขาได้แบ่งน้ำนมให้เด็กๆ ชาวลับลินที่หนีการโจมตีของกองทัพตาดาร์เข้าไปในหุบเขา จะมีรูปปั้นแพะในเมืองสิบกว่าตัว ถึงจะไม่เยอะเท่าคนแคระที่วรอตสวัฟแต่ก็เป็นกิมมิคให้ตามหากัน แพะตัวซ้ายสื่อถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะวัฒนธรรม และแพะตัวขวาสื่อถึงการสู้รบปกป้องเมือง 


จากนั้นนั่งรถเข้าเมืองวอร์ซอเมืองหลวงของโปแลนด์ครับ ใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่ง หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จก็ไปพระราชวังลาเซียนสกี้ (Łazienki Palace) เป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ Stanisław August Poniatowski กษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์ครองราชย์ในช่วงปี 1764-1795 ชื่อลาเซียนสกี้แบบว่าโรงอาบน้ำเพราะก่อนสร้างเป็นวังที่นี่เป็นห้องอาบน้ำมาก่อน

จากทางเข้ามาจะมีอนุสาวรีย์โชแปง (Frédéric Chopin) ศิลปินชาวโปแลนด์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 19 บริเวณสวนตรงนี้เป็นจุดจัดคอนเสิร์ตโชแปงในยุคนั้น

 


หอเก็บน้ำ อยู่คู่พื้นที่สวนตั้งแต่ก่อนสร้างพระราชวัง

 


โรงส้มเก่า (Old Orangery) เป็นเรือนกระจกสำหรับดูแลพันธุ์ไม้
ใช้เป็นโรงละครและจัดแสดงประติมากรรมโบราณด้วย

 


ตัวพระราชวังตั้งอยู่กลางสระน้ำ เป็นที่มาของอีกชื่อว่า "พระราชวังบนเกาะ" ที่นี่ถูกใช้เป็นทั้งพระราชวัง ที่จัดประชุม พิพิธภัณฑ์ที่เก็บงานศิลปะของราชวงศ์ ที่นี่คนไม่เยอะ มีสองชั้น พื้นที่ไม่กว้าง เดินและถ่ายรูปง่ายกว่าปราสาทวาเวลครับ





 

Rotunda คือห้องทรงกลมขนาดเล็กที่มีโดมอยู่ตรงใจกลางของพระราชวัง ตั้งใจสร้างคล้ายวิหารแพนธีออนที่กรุงโรม เป็นอนุสรณ์ให้กษัตริย์ในประวัติศาสตร์โปแลนด์ 4 องค์คือ Casimir III the Great (ผู้สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาราชอาณาจักรโปแลนด์), Sigismund I the Old (ยุคทองของโปแลนด์–ลิทัวเนีย), Stephen Báthory (กษัตริย์นักรบและนักปฏิรูป) และ John III Sobieski (วีรบุรุษจากชัยชนะเหนือออตโตมันที่เวียนนา) รอบผนังมีข้อความว่า UTILE MUNDO EDITI IN EXEMPLUM (ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่างอันเป็นประโยชน์แก่โลก) เพื่อให้กษัตริย์ในอดีตเหล่านี้เป็นแบบอย่างของการปกครองที่ดีแก่ผู้นำรุ่นถัดไป


เมื่อโปแลนด์ถูกแบ่งโดยสามประเทศปลายศตวรรษที่ 18 สิ้นสุดราชวงศ์กษัตริย์โปแลนด์ วังถูกขายให้รัสเซียและอยู่ภายใต้ราชวงศ์โรมานอฟ ก่อนเสียหายอย่างหนักในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เห็นนี้ส่วนใหญ่ถูกบูรณะขึ้นภายหลังครับ



เที่ยววังเสร็จบ่ายสามครึ่ง ทัวร์พาไปฆ่าเวลาในห้าง Golden Terraces ก่อนไปกินมื้อเย็น ได้กางเกงได้กาแฟมาอีกนิดหน่อย 


มีเวลาสองชั่วโมงเต็มๆ เสียดายที่ตอนนี้เย็นแล้ว พิพิธภัณฑ์ปิดแทบเกลี้ยงละครับ แถวนี้มีตึกที๋โดดเด่นที่สุดในวอร์ซออย่าง พระราชวังวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ (Palace of Culture and Science) สร้างในปี 1955 สูง 237 เมตร  เป็นของขวัญที่โซเวียตสร้างทิ้งไว้ให้แสลงใจแต่ก็มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เกินกว่าจะทุบทิ้ง ที่นี่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมขนาดใหญ่ที่มีทั้งโรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยี ห้องสมุด โรงละคร ฯลฯ ถ้ามีโอกาสมาโปแลนด์เองอีกสักหนจะมาวนเที่ยวแถวนี้สักวันนึงเต็มๆ ครับ


ที่เสียดายที่สุดคือ Museum of Evolution พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ครับ! อยู่ในตึกนี้เลย! แต่ปิดไปตั้งกะสี๋โมงเย็นละนะ หมดสิทธิ์เข้า ฝั่งตรงข้ามกันมี National Museum of Technology เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโปแลนด์ที่ก่อตั้งมาพร้อมตึกนี้ มีทั้งเทคโนโลยีการขนส่ง คอมพิวเตอร์ ท้องฟ้าจำลอง ...กำลังจะปิดแล้วเช่นกันครับ เข้าไม่ทัน ด้านหน้าทางเข้ามีรถ Ford Model T รุ่นผลิตปี 1908-1927 นำเข้าจาก US
 

 

 


บรรยากาศฟุตบอลไม่แผ่วเหมือนกันนะครับโปแลนด์
คืนนี้มีบอลนัดอุ่นเครื่องโปแลนด์เปิดบ้านเจอไนจีเรีย
เป็นทีมเก่งที่ไม่ได้ไปบอลโลกทั้งคู่ ผลเสมอกันไป 2-2

 


มีเพลงโปแลนด์ริมถนนให้ฟังด้วย
น้องสาวเสียงดีคนนี้มีช่อง tiktok นะครับ
เข้าไปฟังผลงานน้องได้ https://www.tiktok.com/@asia_s5

 


คืนสุดท้ายนี้พักที่ Novotel Warsaw เช่นเดียวกับอีกหลายโรงแรมคือพื้นโซนเปียกยกสูง และไม่แจกน้ำแต่มีขวดให้ไปกรอกน้ำจากตู้กดน้ำที่ทางเดินครับ

 

ข้างโรงแรมมีผนังอิฐประวัติศาสตร์ วันที่ 28 ม.ค. 1944 ทหารเยอรมันยิงชาวโปแลนด์ 102 คน ที่กำแพงบ้านหลังนี้ ตัวบ้านรื้อไปแล้ว แต่เก็บผนังบ้านไว้เป็นอนุสรณ์สงครามโลก
 






แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางครับ (ได้ยินเสียงคนอ่านโห่ร้องด้วยความยินดี) ไปซื้อช็อคโกแลตที่ Zabka ไว้เป็นของฝากก่อนออกเดินทาง จากนั้นรถบัสก็พามาปล่อยที่ย่านเมืองเก่าวอร์ซอตอน 10.30 น. 
 


พระราชวังหลังคาสังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังหลวงวอร์ซอ
และเป็นอาคารแรกๆ ที่ใช้โลหะมุงหลังคาแทนกระเบื้องดินเผา

 


พระราชวังหลวงวอร์ซอ อยู่ทางเข้าเมืองเก่า
เป็นป้อมปราการเก่า เมื่อกษัตริย์ Sigismund III
ย้ายเมืองหลวงมาที่วอร์ซอก็ถูกปรับปรุงเป็นพระราชวัง

 


แลนด์มาร์คและจุดนัดพบสำคัญที่สุดในย่านเมืองเก่าคือแท่งนี้ครับ เสาอนุสรณ์กษัตริย์ซิกิสมุนด์ (Sigismund's Column) ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในวอร์ซอ สูง 22 เมตร สร้างในปี 1644 เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่กษัตริย์ Sigismund III ผู้ย้ายเมืองหลวงจากคราคูฟมาวอร์ซอ เสาเคยถูกโค่นลงมาตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เสาต้นเดิมวางหน้าพระราชวังที่เดินผ่านมาตอนลงจากรถ แต่รูปปั้นยอดเสาเสียหายเพียงเล็กน้อยครับ

 

อนุสาวรีย์ Jan Zachwatowic สถาปนิกผู้นำการบูรณะพระราชวังและเมืองเก่าวอร์ซอขึ้นจากซากปรักหักพังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยช่วงสงครามเขาและทีมงานได้แอบวัดขนาดและบันทึกโครงสร้างอาคารต่างๆในย่านเมืองเก่าไว้โดยละเอียด เป็นคัมภีร์ทำให้สามารถฟื้นฟูกลับมาสภาพเดิมได้ในที่สุด

ด้านขวามือคือแนวกำแพงเมืองเก่าชั้นในที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ด้านซ้ายเป็นแนวกำแพงชั้นนอกที่สร้างตามมาช่วงศตวรรษที่ 14-16

 


วันนี้ปล่อยฟรีให้ออกหากินกันเอง กลับมาเจอกันที่เสาซิกิสมุนด์ตอน 14.00 น. วันนี้ (4 มิ.ย.) เป็นวันชาติโปแลนด์ และปีนี้ตรงกับวันสมโภชพระคริสต์ (60 วันหลังวันอีสเตอร์) สถานที่ท่องเที่ยวและและห้างร้านปิดเรียบวุธ ทีแรกก็คิดว่าจะให้ใช้ชีวิตในต่างแดนแบบไม่รู้จะเที่ยวอะไรได้ยังไงตั้งสามชั่วโมงครึ่ง! แต่พอได้เดินเที่ยวแล้วพบว่าเฮ้ย! มันมีอะไรมากกว่าที่คิด! 140

วันสมโภชพระคริสต์ที่โปแลนด์จะจัดเทศกาลคอร์ปัส คริสตี (Corpus Christi) เป็นขบวนแห่ทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีใจกลางย่านเมืองเก่า ออกจากวิหารเซนต์จอห์น ไปถึงจตุรัสปิวซุดสกี เรียกว่าเส้นทางสายกษัตริย์ ในขบวนมีเด็กโปรยดอกไม้ ทหาร ประชาชน และบุคคลสำคัญทั้งจากรัฐบาลและศาสนจักร


ในภาพคือ Adrian Galbas อัครมุขนายกแห่งวอร์ซอ ประธานผู้นำประกอบพิธีมิสซา


ผู้คนในย่านเมืองเก่าหลั่งไหลตามขบวนเข้าไปทำพิธีมิสซาในโบสถ์เซนต์แอน


โบสถ์เซนต์แอนน์ (St. Anne's Church) อยู่ใกล้กับเสาซิกิสมุนด์ เป็นศาสนสถานสำคัญที่เก่าแก่ และไม่ถูกทำลายในช่วงสงคราม ภายนอกเป็นศิลปะแบบนีโอคลาสสิก ภายในเป็นสไตล์บาโรกเคลือบทอง ภาพนี้ถ่ายก่อนขบวนแห่จะเข้ามานะครับ ไม่งั้นคงเข้าไม่ได้ละ หอระฆังด้านข้างโบสถ์สามารถซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวย่านเมืองเก่าได้ (แต่วันนี้ไม่มีตั๋วอะไรขายทั้งนั้น!)


จากโบสถ์เซนต์แอนเดินลงไปทางใต้จะเป็นมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ขอขึ้นไปทางเหนือแล้วไล่ลงมาเพื่อเก็บย่านเมืองเก่าให้ครบครับ


แม้พิพิธภัณฑ์จะปิดทั้งหมด แต่ห้างร้านก็ยังเปิดอยู่เยอะเหมือนกันครับ ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านของฝาก แต่เมื่อเช้าซื้อช้อคโกแลตไปละ จบเรื่องกับของฝากไป พวกเซรามิกหรืออำพันก็น่าสนใจแต่ดูไม่เป็นเลยครับ สนใจร้านขายหินที่มีหินสวยและฟอสซิลขายในราคาไม่แพง กับพวกร้านขนมหวานมากกว่า


อาสนวิหารอัครสังฆมณฑลนักบุญยอห์นบัปติสต์ (Archcathedral Basilica of St. John the Baptist) สร้างในศตวรรษที่ 14 เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในวอร์ซอและเป็นวิหารคาทอลิกแห่งเดียวในเมืองที่เป็นระดับอาสนวิหารอัครสังฆมณฑล (Archcathedral) เป็นที่จัดพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์โปแลนด์หลายองค์ และเป็นสถานที่ประกาศรัฐธรรมนูญในปี 1791 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของยุโรป จากโบสถ์นี้มีทางลับเชื่อมต่อกับพระราชวังหลวงซอร์ซอสำหรับหนีภัยด้วย โบสถ์นี้เคยถูกปรับปรุงหลายครั้ง แต่หลังโบสถ์ถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้รับการบูรณะใหม่กลับไปเป็นรูปแบบดั้งเดิมยุคศตวรรษที่ 14 


ใต้ดินของวิหารนี้เป็นสุสานแห่งชาติที่ฝังบุคคลสำคัญมากมาย เช่น Stanisław August Poniatowski (กษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์) และ Gabriel Narutowicz (ประธานาธิบดีคนแรกของโปแลนด์) แต่วันนี้ปิดจ้า 

ในตัววิหารเองก็มีป้ายสุสานและโลงศพบุคคลสำคัญในอดีตมากมาย 
 


Stanisław Małachowski นายกรัฐมนตรีคนแรกของโปแลนด์
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของยุโรปในปี 1791
อนุสาวรีย์เคยถูกระเบิดเสียหาย
แต่ได้รับการบูรณะจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 


หลุมฝังศพของดยุก Stanisław (1501-1524)
และ Janusz (1502-1526)
สองพี่น้องผู้ปกครองแคว้นมาโซเวียองค์สุดท้าย
เมื่อทั้งสองไม่มีทายาท ดินแดนมาโซเวียซึ่งรวมถึงวอร์ซอด้วย
ก็ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์อย่างสมบูรณ์

 


ข้างๆ กันคือ โบสถ์ศาลเจ้าแม่พระผู้ทรงเมตตา (Church of Our Lady of Grace) สร้างต้นศตวรรษที่ 17 เพื่ออุทิศให้คณะนักบวชเยสุอิตที่เข้ามาเผยแผ่ศานาในวอร์ซอ ถูกทำลายราบคาบในสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่

 

หน้าโบสถ์มีรูปปั้นหมีที่รอดจากสงครามโลกมาได้

ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าหมีตัวนี้คือเจ้าชายที่ถูกสาปเป็นหมีจนกว่าจะพบรักแท้ เจ้าหมีเห็นผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักมาแต่งงานที่โบสถ์นี้จึงใจสลายกลายเป็นหินอยู่หน้าโบสถ์ รอหญิงผู้มีความรักบริสุทธิ์มาสัมผัสรูปปั้นนี้จึงจะกลับคืนร่างเป็นเจ้าชาย

 

 
กลางจัตุรัสตลาดเมืองเก่ามี รูปปั้นนางเงือกแห่งวอร์ซอ (Warsaw Mermaid) สร้างจากสังกะสีในปี 1855 เป็นเงือกนักรบที่เคยถูกชาวประมงช่วยไว้ จึงสาบานว่าเมื่อวอร์ซอตกอยู่ในอันตรายนางจะขนอาวุธมาช่วย ที่เห็นนี้เป็นรูปจำลองที่สร้างในปี 2008 ส่วนรูปจริงรอดจากสงครามได้แต่ถูกย้ายไปเก็บในพิพิธภัณฑ์วอร์ซอ


เที่ยงนี้หาอาหารกินเอง ไหนๆ ก็มาถึงโปแลนด์แล้วอยากกินอาหารท้องถิ่น ซึ่งที่นี่ดังแต่เกี๊ยว นึกอย่างอื่นไม่ออกเลยครับ ว่าแล้วก็หาร้านเกี๊ยวที่รีวิวในกูเกิ้ลดูดีหน่อยเอาร้านนี้แหละ GOŚCINIEC Polskie Pierogi รีวิว 13,000 กว่าคน 4.7 ดาว ร้านนี้เป็นร้านอาหารพื้นเมืองโปแลนด์และเด่นเรื่องเพียโรกี (Pierogi) หรือเกี๊ยวโปแลนด์ ทำสดใหม่แป้งนุ่มไส้แน่น มีทั้งแบบต้มและแบบทอด หลากหลายไส้ให้เลือกได้ 8 ตัว ตัวละ 4.5 PLN เลือกซอสได้อย่างนึง ผมเอาซาวครีมนี่แหละ ตัวเกี๊ยวแป้งหนาและแข็งกว่าฮะเก๋าเยอะนะครับ ฝรั่งฟันแข็งแรงชอบความมีสัมผัสมากกว่าคนเอเชียที่ชอบอาหารนุ่มๆ


โบสถ์เซนต์มาร์ติน (St. Martin's Church) สร้างในศตวรรษที่ 13 แต่ถูกไฟไหม้ใหญ่และบูรณะขึ้นในศตวรรษที่ 18 เป็นอีกโบสถ์ที่ถูกทำลายยับเยินในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ไม้กางเขนเหนือแท่นบูชายังเป็นของเดิมมีรอยไหม้หลงเหลือจากช่วงสงครามโลกครับ


เดินกลับมาที่เสาซิกิสมุนด์และลงมาทางใต้ต่อครับ ริมทางมีอนุสาวรีย์ Adam Mickiewicz กวีสร้างชาติคนเก่งคนเดิมที่มีอนุสาวรีย์ทั่วทั้งโปแลนด์ แต่ที่นี่มีชื่อเสียงที่สุด อนุสาวรีย์สำริดนี้สร้างในปี 1898 ในวันเกิดครบรอบ 100 ปีของเขา เคยถูกทำลายรื้อถอนในช่วงสงครามโลก แต่หลังสงครามทางการได้ไปตามรูปปั้นคืนมาจากเยอรมัน เอามาซ่อมแซมและติดตั้งใหม่จนเหมือนเดิม


โบสถ์คาร์เมไลต์แห่งวอร์ซอ (Carmelite Church, Warsaw) สร้างในศตวรรษที่ 17 มีหอระฆังรูปกำยานเป็นเอกลักษณ์ ยอดโบสถ์เป็นลูกทรงกลมมีมงกุฎพญานาคล้อม เป็นหนึ่งในสองโบสถ์ในเมืองเก่าวอร์ซอที่ไม่ถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่มหาวิหารนักบุญยอห์นอยู่ระหว่างบูรณะ ได้ใช้ที่นี่เป็นอาสนวิหารชั่วคราว ตอนที่โชแปงยังเป็นวัยรุ่นได้ถูกจ้างมาเล่นออร์แกนประกอบพิธีมิสซาที่โบสถ์นี้ด้วย


ทำเนียบประธานาธิบดีโปแลนด์ (Presidential Palace) สร้างในศตวรรษที่ 17 โดยตระกูลขุนนางที่มั่งคั่งของโปแลนด์-ลิทัวเนีย และผ่านการใช้งานมาหลายยุคสมัย เป็นทั้งที่ประชุมร่างรัฐธรรมนูญปี 1791 เวทีแสดงครั้งแรกของโชแปง สถานที่ลงนามสนธิสัญญาวอร์ซอ ปี 1955 สถานที่จัดการเจรจาโต๊ะกลมเพื่อเปลี่ยนผ่านโปแลนด์เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 1989

ด้านหน้าคืออนุสาวรีย์เจ้าชาย Józef Poniatowski วีรบุรุษสงครามผู้กอบกู้เอกราชของโปแลนด์ และขึ้นเป็นจอมพลภายใต้จักพรรดินโปเลียน 


โบสถ์โรมันคาทอลิกวิซิเทชันนิสต์ (Roman Catholic Church of the Visitants) สร้างในศตวรรษที่ 17 และเป็นหนึ่งในสองโบสถ์ที่ไม่ถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นอีกแห่งที่โชแปงตอนวัยรุ่นเคยมาเล่นออร์แกนให้ ที่นี่ถูกยกย่องเป็นสถาปัตยกรรมบาโรกที่งดงามที่สุดในกรุงวอร์ซอ แท่นบูชาเป็นไม้ตะเคียนดำที่ได้รับบริจาคมาตั้งแต่ปี 1654 ที่นั่งเทศน์ของบาทหลวงเป็นธรรมาสน์รูปเรือสำเภาโบราณ

ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์พระคาร์ดินัล Stefan Wyszyński ประมุขแห่งคริสตศาสนจักรโปแลนด์ ผู้เคยเป็นบาทหลวงของโบส์นี้และมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของชาวคาทอลิกโปแลนด์


และนี่คือ มหาวิทยาลัยวอร์ซอ (University of Warsaw) มหาวิทยาลัยที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของวอร์ซอ ตั้งขึ้นในปี 1816 ในยุคที่รัสเซียปกครองโปแลนด์ เนื่องจากช่วงนั้นโปแลนด์ถูกแบ่งปกครองโดยสามประเทศ และพื้นที่วอร์ซอถูกตัดขาดจากคราคูฟที่มีมหาวิทยาลัยยาเกลลอนเนียนตั้งอยู่ ปัจจุบันยังคงเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโปแลนด์ 


โบสถ์ใหญ่ที่สำคัญที่สุดอยู่เกือบสุดถนนครับ โบสถ์โฮลีครอส (Church of the Holy Cross) ตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้าหลักของมหาวิทยาลัยวอร์ซอ เป็นสถานที่เก็บหัวใจของโชแปง ซึ่งพี่สาวลักลอบนำใส่โถเหล้าคอนยัคจากปารีสที่โชแปงเสียชีวิตกลับมาที่โปแลนด์ตามคำขอของเขา และฝังลงในเสาหินอ่อนต้นที่สองทางซ้ายมือของโถงหลัก (เสาด้านซ้ายที่มีธรรมาสน์ไม้สีดำในภาพล่าง) ช่วงสงครามโลก คณะบาทหลวงได้นำหัวใจของโชแปงออกไปนอกเมือง ก่อนเอากลับมาฝังที่เสาต้นเดิมครับ

 

หน้าโบสถ์มีรูปปั้นพระเยซูแบกกางเขน ในช่วงสงครามโลก รูปปั้นนี้ถูกระเบิดกระเด็นลงไปบนพื้นถนน แต่ภาพถ่ายพระเยซูยังคงชี้นิ้วขึ้นฟ้าพร้อมคำว่า SURSUM CORDA (จงยกใจขึ้นสู่พระเจ้า) บนฐานรูปปั้นถูกใช้ปลุกใจให้คนในชาติยังมีความหวัง
 


สุดถนนคือ พระราชวังสตาซิก (Staszic Palace) มีอนุสาวรีย์นิโคลัส โคเปอร์นิคัส ตั้งด้านหน้า อาคารนี้สร้างในปี 1820 เป็นที่ทำการสมาคมเพื่อนแห่งวิทยาศาสตร์แห่งวอร์ซอ และปัจจุบันเป็นที่ทำการ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ (Polish Academy of Sciences)


ฝนยังคงพรำลงมาทั้งวันแบบไม่ต้องกางร่ม ตอนนี้เหลือเวลาครึ่ง ชม. จะได้เวลาบ่ายสองที่นัดกันไว้ ตรงจุดนี้ห่างจากเสาซิกิสมุนด์ 1.1 กม. เดินกลับได้แบบชิลๆ ครับ รถไม่ติดเลยถึงสนามบินบ่ายสาม เครื่องออกทุ่มนึง รอกันไปยาวๆ ครับ ไปต่อเครื่องที่อิสตันบูล และถึงสุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย แต่ยังคงไม่ได้ค่าเคลมกระเป๋าดีเลย์
 


ชอบนั่งริมหน้าต่างจะได้เห็นวิวเมืองจากมุมสูง
แต่รอบสนามบินวอร์ซอมีแต่บ้านเรือน
ไม่มีแลนด์มาร์คอะไรเลยครับ ถ่ายเมฆแทนสวยกว่า

 


ของฝากของที่ระลึกติดกระเป๋ากลับมารอบนี้มี
ช็อคโกแลต Wedel ผลิตในโปแลนด์ หากินที่อื่นยาก
หินอะเมทิสต์จากวรัสสวัฟ (35 PLN)
ฟอสซิลฟันฉลามจากวอร์ซอ (29 PLN)
เหรียญที่ระลึก และแม่เหล็กติดตู้เย็น

 
 


จบทริปแล้วก็ขอปิดท้ายด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้จากการท่องเที่ยว ถึงจะเป็นแกรนด์โปแลนด์ที่เที่ยวถึง 7 วัน แต่ข้อมูลที่ได้จากทัวร์ค่อนข้างน้อยนะครับทัวร์นี้ แต่ยุค AI แบบนี้การเข้าถึงข้อมูลง่ายแบบที่ไม่เคยเขียนบล็อกง่ายขนาดนี้มาก่อน แชทถาม AI แบบโง่ๆ ได้เลย ไม่ต้องไล่หาข้อมูลบนกูเกิ้ลมานั่งแปลแบบแต่ก่อน งงว่าถ่ายรูปอะไรมาก็โยนเข้าไปถามมันได้หมด

สกุลเงินโปแลนด์คือซาวตือโปแลนด์ (PLN) 1 PLN ประมาณ 9 บาทไทยครับ ประเทศนี้ใช้เงินดอลลาร์/เงินยูโร ไม่ได้จ้า ขนาดที่สนามบินยังใช้ไม่ได้ ใครบอกมาโปแลนด์ให้แลกเงินยูโรรีบตบปากเลย ส่วนบัตรเครดิตใช้ได้เฉพาะกับร้านใหญ่ๆ ถ้าร้านเล็ก หรือพวกพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะไม่รับบัตร เพราะฉะนั้นหาแลกเงินโปแลนด์ไว้เป็นดีครับ ร้านแลกเงินยอดนิยมอย่าง Kantor มีสาขาทั่วทุกเมืองท่องเที่ยว กูเกิ้ลเอาได้เลยครับ

บนธนบัตรมีกษัตริย์ที่สำคัญของโปแลนด์ 4 องค์
10 PLN - Mieszko I (960-992) ผู้สร้างรัฐโปแลนด์
20 PLN - Bolesław I the Brave (992-1025) ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรโปแลนด์
50 PLN - Casimir III the Great (1333-1370) ผู้สร้างความรุ่งเรืองให้โปแลนด์
100 PLN - Władysław II Jagiełło (1386-1434) ผู้รวมชาติโปแลนด์-ลิทัวเนีย
มีธนบัตร 200 และ 500 PLN ด้วยนะครับ แต่ใหญ่เกินได้จับ


โปแลนด์ยังมีขนส่งสาธารณะด้วยรถแทรม (รถราง) ใช้งานในหลายเมืองครับ ยิ่งเมืองท่องเที่ยวอย่างพอชนันหรือวอร์ซอ จะมีการนำรถรางโบราณอายุ 50-100 ปี มาวิ่งบริการพิเศษช่วงหน้าร้อนให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความวินเทจ ระบบรางถูกทำลายไปมากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาเป็นลำดับแรกๆ เพราะระบบขนส่งมีความสำคัญต่อการบูรณะประเทศ


เมืองของโปแลนด์ถือว่าสะอาดเลยครับ ขยะตามพื้นแทบไม่เห็น ตามถนนหนทางจะมีเสาสำหรับติดโฆษณาเป็นที่เป็นทาง ใช้แจ้งข่าวสารและอีเวนต์สำคัญของเมือง เสาแบบนี้ใช้งานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19


ฝาท่อระบายน้ำตามสถานที่ต่างๆ ในโปแลนด์มักทำเป็นรูปตราประจำเมืองหรือลวดลายสัญลักษณ์ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองนั้นๆ บางอันมีปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญด้วย 


หน้าสถานที่สำคัญต่างๆ จะมีแบบจำลองสำริด ให้ผู้พิการทางสายตาสัมผัสเพื่อเรียนรู้รูปร่างสัดส่วนของสถาปัตยกรรมอาคารต่างๆ และที่ฐานจะมีอักษรเบรลล์เล่าข้อมูลประวัติความเป็นมาด้วย  


ไทยมี 7-11 โปแลนด์ก็มี Żabka (แซบกา) ขายน้ำขายอาหาร และมีบริการอย่างจ่ายบิล ส่งพัสดุ ส่งมือถือซ่อม ฯลฯ ชื่อแซบกาแปลว่ากบตัวน้อย ก่อตั้งขึ้นเป็นร้านโชว์ห่วยในปี 1998 ปัจจุบันขยายไปกว่า 13,000 สาขา กฎหมายโปแลนด์ไม่อนุญาตร้านค้าปลีกเปิดวันอาทิตย์ แต่แซบกาจดทะเบียนร้านเป็นที่ทำการไปรษณีย์เอกชน เลยเปิดได้ทุกวันจ้า


อาหารในทัวร์ถ้าไปร้านอาหารโปแลนด์จะเสิร์ฟตามลำดับ ซุป เมนูเนื้อสัตว์ และของหวาน อารมณ์แบบทริปรัสเซียยังไงยังงั้น กินไก่ย่างหมูย่างแห้งๆ จนเบื่อ แต่บางจานก็อร่อยนะครับ อย่างแถวล่างสุดซุปบีทรูทสีแดง อกไก่ม้วนสอดไส้เนยและสมุนไพรชุบเกล็ดขนมปังทอด และชีสเค้กโปแลนด์


ส่วนเมนูประจำชาติที๋โด่งดังของโปแลนด์ผู้คนมักพูดถึง Pierogi (เกี๊ยวโปแลนด์), Bigos (สตูว์นายพราน) และ Żurek (ซุปข้าวไรย์เปรี้ยว) อันที่จริงร้านมื้อเที่ยงที่วอร์ซอวันสุดท้ายมีหมดเลยนะครับ แต่ไปกะแม่สองคนสั่งเกี๊ยวขั้นต่ำ 8 ตัวก็จุกละ

น้ำเปล่าเป็นสิ่งหายากนะครับ ซื้อน้ำขวดปกติ 1-2 PLN ถ้าราคาสนามบินก็อาจโดดไป 4 PLN เลย โรงแรมก็ไม่ค่อยแจกน้ำขวด หลายโรงแรมมีขวดแก้วในห้อง ให้ไปรองน้ำจากตู้กดน้ำที่ทางเดินเอาครับ

ส่วนห้องน้ำคือสิ่งที่ขาดแคลนในทริปนี้ นอกจากใช้เวลานั่งรถนานแล้วยังต้องรอกันเข้าห้องน้ำนานครับ เวลาตีรถทัวร์ยาวๆ จะแวะให้เข้าห้องน้ำสาธารณะซึ่งก็ล้วนเหม็นโฉ่ ส่วนสายฉีดตูดไม่ต้องหวังเลย ไม่มี!

โปแลนด์เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนาน ตอนนี้มีดีเอ็นเอนาโต้อย่างเข้มข้น สนับสนุนยูเครนต้านรับการรุกคืบของรัสเซีย เพราะโปแลนด์เองก็อยู่ติดเบลารุสลูกกระจ๊อกของรัสเซีย เลยเป็นเหมือนด่านหน้าให้กลุ่มนาโต้ของยุโรปด้วย แต่เดินตามถนนให้ความรู้สึกคล้ายตอนเที่ยวรัสเซียเลยครับ ผู้คนตามร้านค้าหน้าตาบึ้งตึงไม่ค่อยรับแขก  และเดินชนเก่ง ไม่ว่าจะหลบไปเลนไหนชาวโปแลนด์ก็จะพุ่งเข้ามาชนแบบจรวดนำวิถี ชอบยุโรปที่ฟีลสบายๆ แบบอิตาลีหรือกรีซมากกว่า

ในเมืองที่คนส่วนใหญ่อยู่ตามคอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ คนเลี้ยงหมาตัวเล็กๆ กันเยอะเลยครับ ขนส่งสาธารณะอนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงขึ้นได้ 


เวลาไปต่างประเทศชอบชมดอกไม้ใบหญ้าข้างทาง มันต่างกับที่บ้านเราดีครับ ในรูปนี้ซ้ายบนคือเห็ด Sculpted Puffball เจอที่สวนสาธารณะหลังโรงแรมคืนแรก (กินได้) ขวาบนคือปุยเมล็ดแดนดิไลออนที่ผลัดดอกสีเหลืองออกไปหมดแล้ว



สรุปรายการเสียทรัพย์ทริปนี้ (รวมค่าใช้จ่าย 2 คน)
- ค่าทัวร์ 165,800
- ค่าวีซ่า 13,800
- ค่าจอดรถสุวรรณภูมิ 2,000
- ทิปคนขับรถ 1,600
- ทิปไกด์ 2,300
- ค่าเข้าสถานที่ 1,700
- ค่าของสะสม-ของที่ระลึก 5,500
- ค่าของฝาก 1,600
- ค่าน้ำและอาหาร 1,200
- ทำบุญ 200
รวมๆ 195,700 บาท ก็ตกคนละแสนครับ 80% คือค่าทัวร์

ของที่น่าซื้อนอกจากช็อคโกแลตและอำพันก็มีเสื้อ Sinsay ที่ขายกันออนไลน์ ไปซื้อที่ร้านถูกมาก แปรงสีฟัน Curaprox แบรนด์ดังของสวิตมาซื้อที๋โปแลนด์ได้ราคาถูกกว่าซื้อออนไลน์เช่นกันครับ

...และจนถึงวันนี้ค่าเคลมกระเป๋าล่าช้าก็ยังคงไม่ได้รับ (Turkish Airlines ครับ) 


15


 




 

Create Date : 06 กันยายน 2569
12 comments
Last Update : 6 กันยายน 2569 10:55:15 น.
Counter : 184 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmultiple, คุณhaiku, คุณกะว่าก๋า, คุณหอมกร, คุณNior Heavens Five, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณสองแผ่นดิน, คุณThe Kop Civil, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณcyberlifenlearn, คุณnewyorknurse

 

กรี๊ดดด โปแลนด์ มาแย้วววววว เสียงเอ๊คโค่ๆๆๆ 555
แค่เลื่อนเม้าส์ดูผ่านๆยังเกือบ 5นาที นู่น อิอิ

ซีริว บอก เอ็งก้พูดเกินไป เม้าสืเอ็งไม่ดีน่ะซี้ 5555

อ่านสรุป ค่าใช้จ่าย เม้นท์เป็นหัวเชื้อ ไว้ก่อนว่า

ทำบุญแค่ 200 แต่ป๋าซีริว ทิปคนขับรถตั้ง 1600 อะไรกันครับนี่ 5555

เดี๋ยวค่อยมาใหม่นะจ๊ะ นี่คุยเล่นเฉยๆจ้า 555

 

โดย: multiple 6 กันยายน 2569 14:42:01 น.  

 

คนชอบประวัติศาสตร์แบบน้องชีริว
ไปเที่ยวโปแลนด์น่าจะชอบมากๆ

ที่ชื่นชมมากๆ
คือ จดบันทึกและเก็บรายละเอียดมาเยอะมาก
ทั้งการเที่ยว สถานที่ อาหาร ดอกไม้ ฯลฯ
คือ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นๆเลย
เที่ยวแล้วได้เปิดโลก ได้ความรู้กลับมาด้วย
สุดยอดครับ



พิพิธภัณฑ์พระนคร พี่ก๋าชอบครับ
ถ่ายรูปสนุกดี
ถ้าได้ลงไป กทม. จะไปเดินเที่ยวอีกรอบครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 6 กันยายน 2569 16:26:24 น.  

 

แวะมาชื่นชมประเทศที่มีราก
วัฒนธรรมอันสวยงามอีกประเทศนึง
เดี๋ยวมารออ่านรีวิวจากจารย์อีกทีจ้า

 

โดย: หอมกร 6 กันยายน 2569 17:07:25 น.  

 

สวัสดีครับคุณชีริว
ภาพสวยมากเลยครับ

 

โดย: Nior Heavens Five 6 กันยายน 2569 17:56:04 น.  

 

เดี๋ยวผมมาอีกทีนะครับ

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 6 กันยายน 2569 21:02:48 น.  

 

ตามเที่ยวโปแลนด์ฝั่งตะวันออกครับ
ภาพข้อมูลมากกว่าตะวันตก
ชอบดูโบสถ์เก่าๆครับ
ดูมาถึง...มีเวลาเหลือสองช.ม.แต่หน่วยงานปิดทำการแล้ว
จากบล็อก ผมวิ่งไปถึงระยะฮาล์ฟแล้ว แต่ทางบ้านเบรกให้วิ่งแค่ 10 กิโล เลยวิ่งวันละครึ่งช.ม.(ไม่รวมวอร์มอัพ+คูลดาวน์)

 

โดย: สองแผ่นดิน 6 กันยายน 2569 21:49:56 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับน้องชีริว

 

โดย: กะว่าก๋า 7 กันยายน 2569 5:06:54 น.  

 

เมื่อเช้า นั่งนึกไปนึกมา ว่าเคยดูหนัง The Pianist (2002)
ที่พระเอกเป็น นักเล่นเปียโน ต้องหลบซ่อนหนีตายระหว่างสงคราม
สงสัยว่าถ่ายที่ไหน ลองหาดูมีถ่ายที่โปแลนด์ด้วย แต่ไม่รู้ตรงไหนนะครับ นี่ถ้าดูหนังไปก่อน แล้วได้ไปเที่ยวแบบนี้ น่าจะอิน+ฟิน น่าดูชมเลยนะครับนี่

แล้ว Holy Cross Church นี่ดูรูปที่ถ่ายมาก้เฉยๆ
เลยลองไปหา วีดีโอดู เฮ้ย Interior มันสวยสุดๆ สวยแบบตะโกนเลยนะครับนี่ ชอบๆ

แล้ววันที่ 6 บอกไปเที่ยวที่ไหนหว่า อ้อ
ปราสาทลับลิน ขึ้นบันไดไม่สูงมาก แต่ทัวรืมีแต่คนชรา
ก็แหง ละ ใครจะมีตังเป็น แสนมาเที่ยว ต้องระดับ สว สูงวัยนี่แหละ ของแทร่นะครับ 555

เดี๋ยวมาต่อนะครับ นี่เม้นท์เล่นๆเฉยๆ 555



 

โดย: multiple 7 กันยายน 2569 10:11:14 น.  

 

มาแปะโหวตไว้ก่อนนะครับ อ่านยังไม่จบ อยากไปเที่ยวมากครับ

 

โดย: The Kop Civil 7 กันยายน 2569 11:28:47 น.  

 

สวัสดี จ้ะ น้องชีริว

มาเที่ยวโปแลนด์ ฝั่งตะวันออกจ้ะ เนื้อหาสาระ เต็มเปี่ยมเหมือน
เดิม ใช้เอไอช่วย ก็สบายหน่อย เวลาไปเที่ยว เดี๋ยวนี้ ครูก็ให้เอไอ
ช่วยหาข้อมูลเชิงลึกให้ แล้วตัดตอนเอาให้สั้น เอาที่เด่น ๆ แต่ของ
ชีริวนี่ ละเอียดยิบเลย ไปเที่ยวโปแลนด์อ่านสองบล็อกนี้แล้ว ไปถึง
สถานที่เหล่านั้น ก็จะร้อง อ๋อ เคยอ่านมาแล้ว ได้เห็นของขริงแล้ว
บล็อกนี้ เหลือสองเมืองที่จะพาเที่ยว คือ เมืองลีบลินและวอร์ซอ
นี่ แค่สองเมืองนะ เนื้อหาที่เที่ยวมากมาย แสดงว่า โปแลนด์นี่ เขา
มีมากมาย แปลว่า ประเทศเขาคงมีเนื้อที่กว้างขวางมาก
แห่งแรก เที่ยวเมือง เซชูฟ กินข้าวเที่ยว ปล่อยเราเดินเที่ยว
ชม เธอค้นประวัติมาให้อ่าน ทราบว่าเมืองนี้เป็นศูนย์การค้าในอดีต
เชื่อมไปประเทศฮังการี (เมืองนี้ ครูเคยไปมาแล้วสวยงามดี)และ
ทะเลดำ
หน้าศาลากลาง มีอนุสาวรีย์ Tadeusz Kos ciuzko เป็น
ผู้นำการปฏิวัติปกป้องเอกราชจากรัสเซีย ถ้าจะเปรียบเทียบก็จะ
เหมือนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินของเรา
นั่นเอง สมควรเผยแพร่ด้วยการสร้างให้อนุสาวรีย์ให้อนุสรณ์สถาน
ให้อนุชนรุ่นหลังทราบถึงความกล้าหาญ และเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ในเรื่องของความรักชาติ
บ่อน้ำโบราณหน้าอนุสาวรีย์ เป็นแหล่งน้ำประปาที่ใหญ่ที่สุดใน
ยุคนั้น เพิ่งขุดเจอปี 2001
เมืองเก่า ลับลิน รู้ประวัติ เป็นป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดใน
โปแลนด์ เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ของโปรดของชอบเธอ แต่น่าสงสาร
ปิดไปเสียแล้ว อดเข้าไปชมเลย ได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก ที่ปราสาทนี้
ยังเคยใช้เป็นที่คุมขังชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
ซื้อตั๋วเข้าชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ลับลิน ที่อยู่ชั้นสองของ
ปราสาท
โบสถ์น้อยตรีเอกภาพ มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมกอทิกแบบ
โรมันค่ทอลิค
อนุสาวรีย์ซาปอร์วิกุฟ
จัตุรัส Plac Po Farzeอยู่กลางเมืองเก่า ปัจจุบันเป็นจุดชมวิว
ที่สำคัญ
รูปปั้นนักมายากลแห่งลับลินที่โด่งดัง เห็นภาพที่อยู่บนลิงค์
อย่างสมดุล น่าทึ่งดี นะ
โบสถ์เซนต์สตานัสเลาส์ - โคจิโอวดิ สัญญลักษณ์ของ
เมือง ลับลิน ศัพท์คำนี้ แปลว่า แม่แพะในหุบเขาที่แบ่งนมให้
เด็ก ๆ ชาวลับลินดื่ม จึงมีรูปแพะ
พระราชวังลาเซียนสกี้ พระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์
อนุสาวรีย์ โชแปง ศิลปินชาวโปแลนด์ ชื่อนักดนตรีดังของ
โปแลนด์ สมัยเรียน ป.ตรี มีเรียนวิชาดนตรีด้วย ได้เรียนและจำ
ชื่อของ ท่านโชแปงได้ นะ
โรงส้มเก่า ใช้เป็นโรงละครและจัดแสดงประติมากรรมโบราณ
Rotunda เป็นห้องทรงกกลมอยู่ตางใจกลางพระราชวัง ดูจาก
รูปสวนมาก นะ
ห้าง Golden เธอได้กางเกง ได้กาแฟ แพงไหม
พระราชวังวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ โซเวียตเป็นคนสร้างเพื่อ
เป็นที่แสลงใจ แต่ก็ทำให้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
มีทั้งโรงภาพยนตร์ ห้องสมุด โรงละคร แต่เธอก็ไม่ได้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ เพราะปิดก่อน
รูปโรงแรม โนโวเทลใหญ่โตดีนะ มีแผ่นอิฐประวัติศาสตร์ไว้
บอกประวัติความเป็นมาของแผ่นอิฐนี้
เที่ยววันสุดท้าย ยังได้ไปเที่ยวหลายแห่ง ทริปนี้ได้เที่ยวหลาย
สถานที่มากมาย เช่น พระราชวังหลีงคาสังกะสี แห่งแรกที่ใช้โลหะ
แทนกระเบื้อง พระราชวังวอร์ซอ เสาอนุสรณ์ ซิกิสมันด์ เก่าแก่
ที่สุด
อนุสาวรีย์ Jan Zaohwatowic เป็นสถาปนิคผู้นำที่ฉลาดได้
แอบวัดบันทึกพระราชวังต่าง ๆ ไว้ เมื่อของเก่าถูกทำลาย มาสร้าง
ใหม่ ก็จะได้สร้างได้เหมือนของเดิม
วันสุดท้าย 4 มิ.ย.เป็นวันชาติโปแลนด์ และตรงกับวัน
สมโภชน์ พระคริสต์ เลยได้ชมขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ ถือว่า โชคดี
ได้ชมอาสนวิหารวิหารที่ใต้ดิน เป็นสุสานบุคคลสำคัญ
โบสถืศาลาเจ้าแม่พระผู้ทรงเมตตา
หมี ที่หน้าโบสถ์ มีตำนานเล่าประกอบ สนุก นะ รูปนางเงือก
ก็มีำนานเล่าประกอบ สร้างจากสังกะสี โบสถ์เพียง 2 โบสถ์ที่ไม่
ถูกทำลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ มหาวิทยาลัยวอร์ซอที่เก่าแก่ที่
สุดของโปแลนด์ ดูจากรูปภาพโอ่อ่า มหโหฬาร มาก
รูปปั้นพระเยซูที่หน้าโบสถ์แบกไม้กางเขน พระราชวังสตาซิก
มีอนุสาวรีย์ นิโคลาส โคเปอร์นิคัส
ก่อนจบ สรุปเรื่องน่าสนใจเป็นข้อมูล ต่าง ๆ เช่น ยังมีขนส่ง
สาธารณด้วยรถเทรน (รถราง) น่าสนใจดี บ้านเมืองสะอาดดี
มีติดโฆษณาเสาเป็นที่เป็นทาง ใช้แจ้วข่าว
แซนก้า เหมือน 7-11 ของเรา แต่มีขายของและบริการ
ต่าง ๆ มากกว่า เชน ส่งพัสดุซ่อมมือถือ คำว่า แซนก้า แปลว่า
กบตัวน้อย
วิธีการเสิร์ฟอาหารของโปร์แลน จากรูปก็ดูน่ากิน นะ
น้ำเปล่าหายาก เมนูประจำชาติ เกี๊ยวโปร์แลนด์ สตูว์นาย
พราน ซุปข้าวไรย์เปรีียว
นิยมเลี้ยงสุนัขตัวเล็ก ๆ นำสุนัขขึ้นรถสาธารณะได้
จบด้วยประโยคที่น่าสงสาร เห็นใจ คือ ค่าเคลม กระเป๋า
เดินทางยังไม่ได้เงินคืนเลย อิอิ จบ จ้ะ
โหวดหมวด ท่องเที่ยว

 

โดย: อาจารย์สุวิมล 7 กันยายน 2569 20:57:01 น.  

 

ค่าวีไม่แพงเลยค่ะ

 

โดย: cyberlifenlearn 7 กันยายน 2569 21:05:39 น.  

 

ตามมาเที่ยวต่อนะครับ

Chapel of the Holy Trinity นี่สถาปัตยกรรมแบบ Gothic ชัดเจน มี ซุ้มโค้งยอดแหลม แล้วก้ เสาแกนกลางเดี่ยว รองรับโครงสร้างเพดานโค้ง ภาพเขียน วิจิตรบรรจงที่ผนังไม่เท่าไหร่ แต่ที่ฝ้าเพดานนี่ ทำช่างเขียนกระดูกคอเสื่อมไปหลายคน เพราะแหงนมากนะครับ 555

เมืองนี้สมัยก่อน น้่าจะผีดุ เพราะไปที่ไหนก็มีแต่ อนุสรณ์ อนุสาวรีย์คนตายเต็มไปหมดเลยเชียว 555

เดี๋ยวมาใหม่นะครับ ใส่บาตรก่อน...

 

โดย: multiple 8 กันยายน 2569 6:10:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


ชีริว
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]





**5 Latest Entries**
โปแลนด์ (2)
โปแลนด์ (1)
Suno
ลำพูน
โดราเอม่อน ตอน ดินเหนียวเสริมสรีระ


Friends' blogs
[Add ชีริว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.