|
|
| | 1 |
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
โปแลนด์ (1): ฝั่งตะวันตก
โปแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในจุดหมายปลายทางมาหลายปีมาก ได้ผ่านตาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาเรื่อยๆ นะครับ รู้สึกเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เคยยิ่งใหญ่และตกต่ำ เคยเป็นเป้ากระสุนตกในสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ถูกล้อมโดยประเทศฝั่งตรงข้ามแต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายชนะสงคราม และเป็นยุโรปตะวันออกที่ค่าเที่ยวค่าครองชีพไม่โหดเท่าฝั่งตะวันตก
ตอนไปทริปรัสเซียเมื่อปี 2016 ได้เจอคุณป้าในโรงอาหารที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ป้าก็ชวนไปเที่ยวโปแลนด์ประเทศแก แกบอกว่าเมืองคราคูฟที่แกอยู่เป็นเมืองเก่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก พอลองไปหาข้อมูลก็เออ โปแลนด์น่าเที่ยวจริงๆครับ สถานที่ที่น่าสนใจที่สุดอย่างค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์และเหมืองเกลือวิลิซกาก็อยู่ในคราคูฟ 
แผนที่โปแลนด์จากเว็บไซต์การท่องเที่ยวโปแลนด์ แต่ราคาโปแลนด์ช่วงหลังๆ โหดเอาเรื่อง เหลือแต่ทริปแกรนด์โปแลนด์ที่ไปซะหลายวันแบบไม่ได้อยากไปยาวขนาดนี้ รอมาหลายปีก็มีแต่แกรนด์ ก็เลยเอ้า แกรนด์ก็แกรนด์! ไป Grand Poland กับแม่สองคนวันที่ 28 พ.ค. - 5 มิ.ย. 69 จองผ่านรักยิ้มทัวร์ ส่งมาทัวร์ของ World Tourist ราคาทัวร์ 82,900 บาท ค่าวีซ่าอีก 6,900 บาทต่อคน
โปรแกรมคือเที่ยว 7 วัน นอน 6 คืน ตามนี้เลยครับ DAY 1 - เมืองเก่าโทรุน DAY 2 - เมืองเก่าพอชนัน เมืองเก่าวรอตสวัฟ DAY 3 - เชสโตโชวา เมืองเก่าคราคูฟ DAY 4 - ค่ายกักกันเอาท์สวิซต์ เหมืองเกลือวิลิซกา DAY 5 - ปราสาทวาเวล เมืองเก่าเชชูฟ DAY 6 - ปราสาทลับลิน พระราชวังลาเซียนสกี DAY 7 - เมืองเก่าวอร์ซอ
ขึ้นจากสุวรรณภูมิ มาต่อเครื่องที่อิสตันบูล และลงที่วอร์ซอ 10 โมง วันที่ 29 พ.ค. 69 แต่กระเป๋าดันไม่ตามมา ไปค้างอยู่ที่สนามบินอิสตันบูล!!! ก็ใช้บริการ Lost and Found Office กันไปครับ ได้ถุงยังชีพมาคนละใบ คืนนี้ไปช้อปเสื้อผ้าแล้วเอาเงินมาเบิกสายการบินเอาเอง ซึ่งขณะที่อัพบล็อกนี้เวลาผ่านมา 3 เดือนแล้ว ยังไม่ได้เงิน (Turkish Airlines ครับทุกท่าน) เน็ตโรมมิ่งใช้ได้ปกติ แต่เงินยูโรที่ประเทศนี้ใช้ไม่ได้เลยจ้า แม้กระทั่งสนามบิน ไม่ต้องแลกมาให้เมื่อยตุ้มนะ รูดบัตรเครดิตหรือไม่ก็จงหาแลกเงินซวาตือโปแลนด์ (PLN) ซะ
เสียเวลาเคลมกระเป๋าไปเยอะ มื้อเที่ยงวันแรกเลยเลทไป(ไม่)นิด นั่งรถถึงเมืองโทรุนกินข้าวเที่ยงตอนสี่โมงเย็นครับ ทริปนี้อาหารดาษๆ มาก ขอรวบไปลงทีเดียวในบล็อกสองละกันครับ
ก่อนเที่ยว ขอแปะประวัติศาสตร์โปแลนด์ไว้โดยสังเขป ดังนี้

วันแรกมีเวลาเที่ยวสั้นๆ ที่เมืองเก่าโทรุน 1 ชม. โปแลนด์ก่อตั้งมาพันปี เมืองเก่าๆ จะเยอะมาก เต็มประเทศเลยครับ สำหรับโทรุนอยู่ห่างจากวอร์ซอมาทางตะวันตก 240 กม. ก่อตั้งขึ้นในปี 1231 เมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำวิสตูล่า ช่วงเย็นคนมาอาบแดดกันเต็มเลยครับ  ศาลาว่าการกลางจัตุรัสเมืองเก่า เป็นหนึ่งในอาคารสไตล์โกธิค ที่ได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดในยุโรปกลาง |  อาสนวิหารโทรุน (Toruń Cathedral) สร้างในศตวรรษที่ 13 และเป็นที่ทำพิธีศีลจุ่มของโคเปอร์นิคัส |
ที่นี่เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) นักดาราศาสตร์ผู้สร้างแบบจำลองระบบสุริยะจักรวาลให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และสามารถคำนวณขนาดวงโคจรของดาวต่างๆ ได้อย่างแม่นยำตั้งแต่เมื่อ 500 กว่าปีก่อน บ้านของโคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus' House) เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองโทรุน ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ทัวร์ให้ถ่ายด้านนอก ไม่ได้พาเข้าไปครับ อนุสาวรีย์โคเปอร์นิคัสที่จตุรัสเมืองเก่า ของมีชื่อเสียงอีกอย่างของเมืองนี้คือขนมปังขิง (Ginger Bread) เนื่องจากโทรุนเป็นแหล่งวัตถุดิบแป้งสาลีและน้ำผึ้งคุณภาพดี และเป็นเส้นทางการค้ายุคโบราณมีสารพัดเครื่องเทศจากต่างแดน ทำให้เมืองนี้มีการผลิตขนมปังขิงเป็นสินค้าโด่งดังมาตั้งแต่ 700 ปีที่แล้ว ไม่ได้ใส่ขิงนะครับ แต่ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศในขนมปังที่แตกต่างกันไปแล้วแต่สูตร ทำให้มันมีชื่อว่าขนมปังขิง ขนมปังขิงของโทรุนนี่เองที่เป็นต้นแบบเจ้าคุกกี้รัน และแน่นอนว่าของที่ระลึกยอดฮิตของเมืองนี้ก็คือตุ๊กตาขนมปังขิง  |  |
นั่งรถเข้ามาที่เมืองพอชนัน ยุโรปหน้าร้อนมืดช้ามาก กินข้าวเย็นตอนสามทุ่มและเข้าพักที่โรงแรม Novotel Poznan Centrum เดินไปห้าง Stary Browar ฝั่งตรงข้ามซื้อเสื้อผ้าใส่พรุ่งนี้เพราะกระเป๋าแม่มยังไม่มาครับ (Turkish Airlines ครับทุกคน)

ช่วงเช้ารถบัสพามาจอดที่ The Imperial Castle in Poznan สร้างในปี 1904 เป็นวังของจักรพรรดิเยอรมันที่ปกครองโปแลนด์ในช่วงนั้น และถูกเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานหลายครั้งตามสถานการณ์โปแลนด์ยุคนั้น ทั้งที่พักประธานาธิบดีโปแลนด์ (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) ศูนย์บัญชาการนาซี (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ...และถูกทำลายในสงคราม ก่อนจะบูรณะและทำเป็นศูนย์วัฒนธรรม (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ถ่ายแค่รูปด้านหน้าไม่ได้เข้าไปชมข้างในนะครับ ฝั่งตรงข้ามพระราชวังคือจัตุรัส Adam Mickiewicz ตั้งชื่อตามผู้นำความคิดและกวีแห่งชาติของโปแลนด์ในยุคศตวรรษที่ 19 ผลงานของเขามีส่วนสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ของโปแลนด์ไว้ โดยเฉพาะช่วงนั้นที่โปแลนด์ถูกแบ่งแยกปกครองโดยรัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรีย จนไม่เหลือความเป็นชาติ อีกด้านมีอนุสรณ์รำลึกแรงงานที่ถูกโซเวียตปราบปรามในการประท้วงปี 1956 เลข 1956 จะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องกับเมืองพอชนันโดยตรงครับ หลังจากโปแลนด์ถูกปกครองโดยโซเวียตตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในปี 1945 ในปี 1956 คนงานกว่าแสนคนในพอชนันประท้วงเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ เกิดแรงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้โซเวียตให้อิสระโปแลนด์ในการปกครองตัวเองมากขึ้น และนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบคอมมิวนิสต์กลายเป็นสาธารณรัฐโปแลนด์ในปี 1989
และถัดมา 2 กม. คือศาลาว่าการเมืองพอชนันครับ ทุกเมืองเก่าจะมีจัตุรัสและศาลาว่าการเป็นศูนย์กลาง เหมือนในไทยเมืองเก่าจะมีวัดมหาธาตุทั้งหลายเป็นศูนย์กลางครับ จอดรถบัสแล้วเดินเที่ยวยาวๆ เลย มีเวลา 2 ชม. ปล่อยเดินถ่ายรูป ก่อนมากินมื้อเที่ยงครับ
นอกจากประวัติศาสตร์ช่วงต่อต้านคอมมิวนิสต์แล้ว เมืองพอชนันยังมีความสำคัญกับต้นกำเนิดของโปแลนด์เป็นอย่างมาก เพราะเมืองนี้เป็นจุดที่ราชวงศ์ Piast ของ Mieszko I สร้างรัฐโปแลนด์ขึ้นและกลายเป็นอาณาจักรโปแลนด์ในยุคของ Bolesław I ซึ่งหลุมศพของทั้งสองคนก็อยู่ที่ Poznań Cathedral ทางตะวันออกของศาลาว่าการเลยครับ แต่ทัวร์ไม่ได้พาไปนะ จะมีน้ำพุอยู่ทั้ง 4 มุมของจัตุรัส สร้างเป็นเทพเจ้ากรีกทั้ง Proserpine Fountain (หน้าศาลาว่าการ) Mars Fountain (ตะวันตกเฉียงเหนือ) Apollo Fountain (ตะวันออกเฉียงใต้) Neptune Fountain (ตะวันตกเฉียงใต้)  | เสาประจาน (Pranger) ตั้งอยู่หน้าศาลาว่าการ สร้างในปี 1535 ใช้ล่ามนักโทษติดกับเสาเพื่อประจาน ด้านบนเป็นรูปปั้นเพชฌฆาต |
ศาลาว่าการเมืองพอชนัน สร้างในปี 1306 ผ่านการบูรณะหลายครั้ง ล่าสุดคือสร้างใหม่หลังถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 1954 ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ สัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของพอชนันคือแพะกลในหอนาฬิกาบนศาลาว่าการที่จะออกมาชนเขาทุกวันตอนเที่ยงตรงครับ นักท่องเที่ยวรอชมกันตรึม แถวจัตุรัสนี้มีพิพิธภัณฑ์ให้ชมเพียบเลยนะครับ เลือกเข้าได้ตามใจชอบแต่จ่ายเองจ้า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบางแห่งไม่รับบัตรเครดิตด้วย เดินไปหาแลกเงินโปแลนด์ที่ร้าน Kantor ได้เรตดีเหมือนกัน เงินซวาตือโปแลนด์ 1 PLN = 9 THB ซื้ออะไรก็คูณ 10 เอาครับ
อันแรกเข้าอันนี้ครับ Museum of the History of Poznań อยู่ในตึกศาลาว่าการเลย รวบรวมประวัติศาสตร์เมืองพอชนัน ค่าเข้า 13 PLN มีของจัดแสดง 43,000 ชิ้น แต่ของหลายชิ้นทยอยย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์ใหม่ใกล้ๆ แล้ว ตึกนี้เก่ามากครับ คงตั้งใจอนุรักษ์ไว้  เดิมทีศาลาว่าการใช้เป็นที่ตัดสินคดีความด้วย นี่คือห้องสอบสวน สร้างในปี 1583 และอนุรักษ์ไว้ครับ เดิมทีห้องจะแคบกว่านี้และเป็นห้องทึบไม่มีหน้าต่างด้วยนะ รูปปั้นเพชฌฆาตในห้องนี้คือของเดิมที่เคยอยู่บนเสาประจาน สร้างในปี 1535 พร้อมเสา |  รูปพระแม่มารีจาก Gorka Palace สร้างในปี 1520 | Poznań Parish Church สร้างในปี 1651 เป็นโบสถ์แบบบาโรกที่สวยที่สุดในเมือง จุดเด่นคือภาพเขียนลวงตาบนเพดานให้ความรู้สึกเหมือนมีโดมขนาดใหญ่ด้านบนทั้งที่โบสถ์นี้ไม่มีโดม อีก 15 นาทีจะถึงเวลากินข้าวเที่ยง ฆ่าเวลาอีกสักหน่อยครับ Military Museum of Wielkopolska ค่าเข้า 15 PLN ตั้งในอาคารการ์ดเฮ้าส์ของกองทัพโปแลนด์เก่าที่ก่อสร้างในปี 1783 และปรับเป็นพิพิธภัณฑ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จัดแสดงประวัติศาสตร์สงครามตั้งแต่ยุคกลาง จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคำว่า Wielkopolska มีความหมายว่าโปแลนด์ดั้งเดิม ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองพอชนัน ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์อีกเพียบเลยนะครับ ทั้งพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์ยา พิพิธภัณฑ์ครัวซอง พิพิธภัณฑ์ช้อคโกแลต ฯลฯ แต่เวลาไม่พอละ กินข้าวๆ ...ซึ่งก็ไม่อร่อยอยู่ดีอะครับ ทุกมื้อจะเป็นเนื้อตัวอะไรสักอย่างมาเผาให้มันแข็งๆ ไว้วันสุดท้ายหากินเองค่อยมาชมกันว่าอาหารโปแลนด์จริงๆ มันเป็นยังไง
นั่งรถมาถึงเมืองที่ชื่อเรียกยากที่สุดในทริปนี้ครับ วรอตสวัฟ (Wroclaw) แวะสนามบินเอากระเป๋าที่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงซะที (เย้!) จากนั้นไปกินข้าวเย็นที่ภัตตาคารแล้วเดินทางไปโรงแรม คืนนี้พักที่ Hotel Mercure Wroclaw Centrum พวกโรงแรมรักษ์โลกทั้งหลายจะใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากครับ โรงแรมนี้มีกระจกกั้นที่อาบน้ำครึ่งเดียว และพื้นยกสูงกว่าโซนแห้ง อาบน้ำได้แป๊บเดียวและต้องเปิดฝักบัวเบาๆ ไม่งั้นน้ำนองเต็มพื้น ข้อดีคือมันอยู่ใกล้จัตุรัสเมืองเก่าวรอตสวัฟครับ ลอดอุโมงค์ข้ามถนนไปถึงเลย อันนี้ทัวร์ปล่อยตามอัธยาศัยครับ ใครอยากไปเดินก็ไป ใครอยากนอนก็นอน วันนี้วันที่ 30 พ.ค. เป็นช่วงที่เขาจัดเทศกาลเซนต์จอห์นแฟร์ (St. John's Fair) พอดี งานจะจัดช่วงปลาย พ.ค. - มิ.ย. ของทุกปี เป็นเทศกาลฉลองการเข้าสู่หน้าร้อนของโปแลนด์ครับ จะประดับสถานที่ด้วยกังหันโบราณ ดอกไม้ ต้นไม้ และสิงสาราสัตว์ พร้อมจัดตลาดกลางแจ้ง ร้านขายของในกระท่อมไม้แบบโบราณเรียงรายตามข้างทาง ไม่ได้ซื้อของกิน แต่ได้หินสวยราคาดี และของที่ระลึกรูปคนแคระกลับบ้านครับ วันนั้นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกเตะรอบชิงชนะเลิศระหว่างปารีแซ็งแฌร์แม็ง กับอาร์เซน่อล คนใส่ชุดบอลทั้งสองทีมมาเชียร์หน้าร้านอาหารกัน ประเทศนี้ฟุตบอลก็ฟีเว่อร์ไม่น้อยครับ แต่บอลโลกรอบนี้โปแลนด์ไม่ได้ไปอะนะ นัดนี้จบด้วยปารีสชนะจุดโทษคว้าแชมป์ไปครับ
บริเวณจัตุรัสเมืองเก่าจะเต็มไปด้วยรูปปั้นคนแคระแห่งวรอตสวัฟ (Wrocław's Dwarfs) เป็นรูปปั้นคนแคระที่มาจากประวัติศาสตร์การต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุค 80s ด้วยการพ่นสีเป็นรูปคนแคระทับสเปรย์ขาวที่เจ้าหน้าที่มาพ่นทับสโลแกนทางการเมืองของกลุ่มต่อต้าน หลังเปลี่ยนระบอบเป็นประชาธิปไตยแล้ว ในปี 2001 เทศบาลเมืองได้สร้างรูปปั้นคนแคระสำริดเป็นที่ระลึกถึงกลุ่มต่อต้าน จากนั้นศิลปินท้องถิ่นและห้างร้านต่างๆ ก็ทำรูปปั้นคนแคระไว้ตามจุดต่างๆ จนมีมากกว่าพันตัวแล้วครับ
 ออกเดินทางตั้งแต่เช้าครับวันนี้ จากวรอตสวัฟไปเชสโตโชวา ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่นี่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริสต์ฝั่งยุโรปตะวันออกมาสักการะกันสูงสุดคืออารามยัสนากูรา (Jasna Góra) ที่มีภาพพระแม่มารีสีดำ เรียกกันว่าแบล็คมาดอนน่า (Black Madonna) อารามสร้างในปี 1382 มีความสูงถึง 106 เมตร เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่สูงที่สุดในโปแลนด์ ปกติคนก็เยอะอยู่แล้ว วันนี้วันอาทิตย์มีพิธีมิสซา คนทะลักล้านแตกเลยครับ ต้องค่อยๆไหลเข้าไปหาพระแม่ในขณะที่คนอื่นยังร้องเพลงสวด แบล็คมาดอนน่าเกิดจากคราบเขม่าไปจับที่รูปพระแม่มารีนานวันเข้าจนเป็นสีดำ มีแบล็คมาดอนน่า 400-500 แห่งทั่วโลกนะครับ แต่ที่โด่งดังที่สุดมีสองที่คือที่สเปนและที่นี่ พระแม่มารีสีดำแห่งเชสโตโชวา (Black Madonna of Częstochowa) หรือพระแม่ฉวีดำ วาดโดยนักบุญลูกาในชว่งศตวรรษที่ 12-14 และย้ายจากคอนสแตนติโนเปิลมาที่นี่ในปี 1382 ในปี 1430 มีโจรบุกปล้นอารามและขโมยภาพนี้ไป แต่ม้าไม่ยอมขยับ โจรเลยโกรธและฟันลงไปบนหน้า ทำให้บนหน้าแบล็คมาดอนน่าองค์นี้มีรอยฟันครับ
เนื่องจากคนแน่นมาก ภาพนี้ใช้มือถือซูมถ่ายลอดลูกกรงจากระยะไกลครับ กินข้าวเที่ยงเสร็จก็ใช้เวลาเดินทางต่ออีก 2 ชม. ไปที่เมืองที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์มากที่สุดของโปแลนด์ เมืองเก่าคราคูฟ (Krakow) ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกรุ่นแรกสุดในปี 1978 มีความรุ่งเรืองตั้งแต่ยังไม่มีประเทศโปแลนด์ในฐานะศูนย์กลางการค้าของชาวสลาฟตะวันตกที่ปกครองบริเวณนี้ ก่อนถูกมองโกลทำลายและสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1257 และรักษาผังเมืองนี้มาถึงปัจจุบัน
คราคูฟเคยเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์ ในปี 1038 - 1556 ก่อนย้ายไปวอร์ซอ พระศพของกษัตริย์โปแลนด์ทุกพระองค์จะถูกฝังอยู่ในมหาวิหารวาแวลที่เมืองนี้ ซึ่งทัวร์จะพาไปในวันที่ 5 แต่ชมเฉพาะแกเลอรี่ไม่ได้ไปสุสานครับ
จัตุรัสเมืองเก่าคราคูฟ (Rynek Główny / Main Market Square) เป็นจัตุรัสยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 200 เมตร x 200 เมตร มีทั้งตลาดร้านค้า ร้านอาหาร โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ และนี่คือช่วงเวลาปล่อยฟรีครับ ทัวร์นัดอีกทีตอน 6 โมงเย็น มีเวลาเดิน 1 ชม. ครึ่ง และมีสถานที่น่าเข้าเป็นสิบเลย คงเลือกเด็ดๆ ได้แค่ 2-3 อัน และต้องซิ่งครับ ตรงกลางจัตุรัสเป็นศาลาค้าผ้าโบราณ (The Cloth Hall) ที่เป็นศูนย์กลางการค้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนได้ชื่อว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของโลก ปัจจุบันเป็นแผงลอยขายของที่ระลึก ของน่าซื้อเยอะนะครับ โดยเฉพาะอำพันที่นี่ราคาดี แต่ไม่มีเวลาเดินดู ขอไปโบสถ์และพิพิธภัณฑ์ก่อน ชั้นบนของศาลานี้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะครับ  ปกติศาลากลางกลางจัตุรัสจะเป็นศูนย์กลางของเมืองเก่า แต่ศาลากลางหลังเก่าของเมืองนี้ทุบทิ้งไปแล้วนะครับเพื่อขยายพื้นที่จัตุรัส ตอนนี้เหลือแค่หอคอย ซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวข้างบนและเข้าห้องใต้ดินที่เป็นคุกโบราณได้ แต่ผมไม่ได้เข้านะ |  โบสถ์เซนต์อดัลเบิร์ต (St. Adalbert's Church) เป็นโบสถ์หินเล็กๆ มุมจัตุรัส และเป็นโบสถ์หินที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ สร้างในศตวรรษที่ 11 ก่อนเมืองจะถูกสร้างขึ้นใหม่เสียอีก เข้าฟรีแต่ด้านในห้ามถ่ายภาพครับ |  อนุสาวรีย์แอดัม มิตสกีแยวิตช์ (Adam Mickiewicz Monument) กวีแห่งชาติของโปแลนด์คนเดียวกับที่เห็นที่เมืองพอชนันครับ ศพของเขาถูกฝังอยู่ในวิหารวาแวลที่เมืองนี้เช่นเดียวกับกษัตริย์และวีรชนของชาติคนอื่นๆ |  โบสถ์นักบุญบาร์บารา (Church of St. Barbara) ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์เซนต์แมรี่สร้างในศตวรรษที่ 14 เป็นโบสถ์เล็กๆ ไม่เสียค่าเข้าและถ่ายภาพได้ครับ |
มหาวิหารเซนต์แมรี หรือ โบสถ์เซนต์มารีแห่งคราคูฟ (St. Mary's Basilica) สร้างในศตวรรษที่ 13 บนฐานของโบสถ์หลังเก่าที่ถูกมองโกลทำลาย สร้างเป็นหอคอยคู่ ซึ่งหอคอยทิศเหนือที่สูงกว่า มีความสูง 80 เมตร ด้านบนประดับมงกุฎทอง ใช้สังเกตการณ์เพลิงไหม้และข้าศึกบุก จนถึงทุกวันนี้ยังมีการเป่าแตรทุก 1 ชม. เป็นที่ระลึกประวัติศาสตร์ผู้สังเกตการณ์ ค่าเข้า 20 PLN ซื้อตั๋วจาก Ticket Office ตึกฝั่งตรงข้าม แล้วเข้าได้เลยครับ ทริปนี้เข้าโบสถ์ราวๆ 20 แห่ง ที่นี่สวยที่สุดแล้วครับ ตรงกลางคือแท่นบูชาแกะสลักไม้สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 13 เมตร อายุ 500 ปี เปิดแมพตอนทัวร์ปล่อยฟรี เจอดันเจี้ยนลับครับ พิพิธภัณฑ์ใต้ดิน (Rynek Underground) อยู่ใต้จัตุรัสเมืองคราคูฟ ต้องซื้อตั๋วฝั่งนึงของตลาดผ้า แล้วเดินไปที่ทางเข้าอีกฝั่งนึง ตั๋วแพงฉิหัยครับ 45 PLN (400 บาท) เป็นค่าเข้าที่แพงที่สุดในทริปนี้ แต่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงดีมาก ขุดเมืองคราคูฟโบราณที่เห็นร่องรอยตั้งแต่ยุค 1,000 ปีก่อนสถาปนาเมือง มาถึงยุครุ่งเรือง 700-800 ปีก่อน เห็นทั้งถนน กำแพงเมืองโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ พิธีฝังศพ และอื่นๆ อีกมากมาย แนวถนนที่ขุดขึ้นมานี้เป็นถนนเก่าของเมืองคราคูฟก่อนถูกมองโกลทำลาย ความเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในยุคศตวรรษที่ 12-13 ยังอบอวล มีระบบท่อน้ำและร่องรอยซากหมู่บ้านเก่า มีหลุมฝังศพแวมไพร์แสดงวิธีการฝังเพื่อป้องกันไม่ให้คนตายลุกขึ้นมาเล่นงานคนเป็นตามความเชื่อยุโรปยุคกลาง มีเหรียญกษาปณ์ เครื่องมือช่าง เครื่องประดับโบราณที่ขุดพบด้วย นั่งรถไปกินข้าวมื้อเย็น เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้วครับ เพราะมันเป็นร้านอาหารจีน แต่ไม่เท่าตอนไปซีอานนะอันนั้นจีนหรู อันนี้จีนโลว์คอสต์ สองคืนถัดจากนี้ไปจะพักที่โรงแรม Hotel Conrad Comfort Centrum Konferencyjne เพราะจะอยู่ที่คราคูฟนี้สามวันเลยครับ เป็นเมืองที่สถานที่ท่องเที่ยวเยอะที่สุดแล้วจริงๆ และโชคดีที่เป็นโรงแรมดีนะครับ ได้ห้องคู่มีห้องนั่งเล่นและห้องครัวตรงกลาง แต่ก็ไม่ได้ใช้อะ ในห้องมีอ่างอาบน้ำและ bidet สำหรับล้างตูด ถือว่าเข้าห้องน้ำได้อย่างมีความสุข ไม่เหมือนไอ้พวกโรงแรมรักษ์โลกที่ออกแบบฝักบัวให้น้ำท่วมพื้น

และวันที่ 4 นี้จะไปเที่ยวสองสถานที่ที่ผมอยากไปมากที่สุดในโปแลนด์ครับ คือค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหมืองเกลือวิลิซกาที่ใหญ่โตเก่าแก่และงดงาม นั่งรถบัสจากโรงแรมออกไป 2 ชม. ก็ถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz-Birkenau State Museum) ทางเข้าตรวจเข้มเหมือนสนามบินเลยนะครับ ตรวจพาสปอร์ตด้วยนะ อย่าลืมพกติดตัวไว้ เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงอย่างเลวร้ายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือโศกนาฏกรรมนานกิงฝีมือกองทัพญี่ปุ่น และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวฝีมือกองทัพนาซีเยอรมัน เฉพาะที่ค่ายกักกันเอาท์วิตซ์แห่งนี้มีชาวยิวถูกกวาดต้อนมาฆ่าทิ้ง 1 ล้านคน ในช่วงปี 1940-1945 ด้วยการรมแก้สและเผาในเตาเผามนุษย์ มีคนชาติอื่นๆ เสียชีวิตในค่ายนี้อีกราวแสนคน นอกจากการรมแก้สก็มีคนส่วนหนึ่งเสียชีวิตเพราะถูกใช้แรงงานหนัก ขาดสารอาหาร โรคระบาด หรือถูกนำตัวไปทำการทดลอง ถือเป็นสถานที่ที่มีการสังหารหมู่มากที่สุด และถูกเก็บรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อย้ำเตือนความเลวร้ายของสงคราม
ค่ายกักกันเอาท์สวิตซ์นี้มีการก่อสร้าง 3 เฟสนะครับ เฟสแรก (Auschwitz I) ยึดมาจากค่ายทหารเก่าของโปแลนด์ในปี 1940 และใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ แต่เมื่อมีนโยบายล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวก็ได้สร้างห้องรมแก้สและเตาเผามนุษย์ในปี 1941 ห่างออกไปจากตัวค่ายเดิม 3 กม. (Auschwitz II–Birkenau) และเฟส 3 คือค่ายที่ขยายไปติดโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อป้อนแรงงานทาส (Auschwitz III–Monowitz) พิพิธภัณฑ์ที่เราเข้าชมนี้คือเฟส 1 รัฐบาลโปแลนด์ได้ปรับปรุงสถานที่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1947 หลังจบสงคราม
ประตูทางเข้าค่ายเขียนว่า "Arbeit macht frei" (งานนำมาซึ่งอิสรภาพ) เพราะหลอกว่าถ้าทำงานหนักแล้วจะถูกปล่อยตัว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลับออกไปแบบมีชีวิต พวกเด็ก ผู้หญิง หรือคนอ่อนแอที่ใช้แรงงานไม่ได้จะถูกแยกไปกำจัดทันที ในอาคารต่างๆ จะจัดแสดงภาพถ่ายเก่าตอนสงครามโลก หลายภาพคือชาวยิวที่ถูกกวาดต้อนมาจากที่ต่างๆ และคนในภาพเกือบทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายที่นี่ เรียกว่าขนคนมาฆ่าทิ้งเป็นล้านๆ คน แบบไม่ต้องมีความผิดอะไร บางคนเกลียดยิวเกลียดเขมรเลยเชียร์นาซีเชียร์เขมรแดง ถ้าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะเป็นเผ่าพันธุ์ไหนก็ไม่ควรเชียร์นะครับ ได้โปรดมีความเป็นมนุษย์ พื้นที่ภายนอกอาคารถ่ายรูปได้ แต่ในอาคารห้ามถ่ายรูป หลายตึกรักษาสภาพห้องขังและที่ทำงานทหารนาซีไว้แบบเดิม หลายตึกจะมีข้าวของเครื่องใช้ที่ยึดมาจากชาวยิว ที่สลดที่สุดคือกองเส้นผมที่ตัดจากศพคนที่โดนรมแก้สเพื่อส่งโรงงานสิ่งทอ เฉพาะส่วนที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้ก็กองเป็นภูเขาเต็มห้องกระจกใหญ่ๆ เลยครับ ตรงนี้เรียกว่ากำแพงแห่งความตาย (Death Wall) อยู่ระหว่างอาคารบล็อก 10 และ 11 เป็นลานประหารในค่ายกักกันสำหรับยิงเป้านักโทษการเมืองและเชลยศึก คาดว่ามีผู้เสียชีวิตที่นี่ 5,500 คน กำแพงเดิมถูกนาซีรื้อทำลายหลักฐานไปในปี 1944 ที่เห็นนี้จำลองขึ้นมาใหม่ครับ มีคนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยอยู่เรื่อยๆ และนี่คือห้องรมแก้สและเตาเผามนุษย์ที่ใช้ในช่วงแรก สังหารไปหลายพันคน แต่ที่ฆ่ากันเยอะจริงๆ จะอยู่ใน Auschwitz II นะครับ อันนั้นสร้างห้องรมแก้สและเตาเผาระดับล้างเผ่าพันธุ์เลย พอเปิดเฟสสองก็เลิกใช้อันนี้แล้วครับ กินข้าวเที่ยงเสร็จก็มีเวลาว่างยาวๆ เพราะจองคิวเข้าเหมืองเกลือได้รอบ 4 โมงเย็น ทัวร์เลยเอาไปปล่อยที่ห้าง Serenada ให้เดินเล่น 1 ชม. ได้เสื้อผ้าและกระเป๋าราคาถูกมาจำนวนหนึ่ง ถึงเวลารถบัสก็ต้อนพวกเราไปรมแก้ส เอ้ย! ไปเหมืองเกลือครับ 
เหมืองเกลือวิลิซกา (Wieliczka Salt Mine) เป็นหนึ่งในเหมืองหินเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกโดยเริ่มต้นขุดตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรุ่นแรกสุดในปี ค.ศ. 1978 ก่อนยุติการทำเหมืองในปี 1996 เหมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองวิลิซกา ห่างจากเมืองคราคูฟไปทางใต้ 14 กม. ต้องต่อคิวลงลิฟต์ลงไปครับ ชั้นแรกที่เข้าชมจะอยู่ที่ระดับความลึก 64 เมตร และเดินต่อลึกลงไปเรื่อยๆ ข้างล่างนี้มีอุณหภูมิต่ำตลอดทั้งปีประมาณ 14-16 oC และมีระบบระบายอากาศดีมากๆ จนไม่รู้สึกอุดอู้แม้จะลงไปใต้ดินเกือบร้อยเมตร ที่สำคัญคีอหนาวเลยครับ เตรียมเสื้อหนาวกันดีๆ นะภายในจะจัดแสดงรูปสลักเกลือบุคคลสำคัญที่เคยมาที่นี่ และจำลองการทำเหมืองในสมัยโบราณ  นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ผู้โด่งดัง |  พระเจ้าคาซิเมียร์ที่ 3 มหาราช ผู้วางรากฐานและกฎหมายเหมืองเกลือ | ที่ความลึก 101 เมตรเป็นที่ตั้งของ โบสถ์น้อยเซนต์คิงกา (Chapel of St. Kinga) พื้นที่รวมประมาณ 1,000 ตารางเมตร เพดานสูง 12 เมตร สร้างอุทิศให้แก่นักบุญคิงกาในตำนาน เป็นเจ้าหญิงชาวฮังการีสมรสกับกษัตริย์โปแลนด์และเป็นผู้ค้นพบหินเกลือ เป็นต้นกำเนิดการทำเหมืองแห่งนี้และเป็นที่เคารพบูชาของชาวเหมือง ทุกสิ่งในโบสถ์นี้ทำจากหินเกลือนะครับ ภาพสลักเกลือที่ใหญ่ที่สุดเป็นภาพจากพระคัมภีร์ด้านบนคือการประสูติของพระเยซู (The Nativity Scene) ด้านล่างคือการประหารทารกผู้บริสุทธิ์ (The Massacre of the Innocents) แม้แต่โคมระย้าในโบสถ์ก็ทำจากหินเกลือที่เจียระไนอย่างประณีต แท่นบูชาสลักจากหินเกลือสีเขียว ประดิษฐานรูปปั้นนักบุญคิงกาและเป็นที่ฝังพระธาตุของท่านด้วย รอบโบสถ์ยังเต็มไปด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำอื่นๆ เล่าเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่โด่งดังคือภาพ The Last Supper ที่จำลองภาพเขียนของลีโอนาโด ดาวินชี ได้อย่างสวยงาม พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สอง อดีตสันตะปาปาชาวโปแลนด์ |  |
ทะเลสาบน้ำเค็มใต้ดินในห้องโถงเอรัซม์ บารองตช์ อยู่ระดับความลึก 110 เมตร เป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตที่มีความเข้มเกลือพอๆกับทะเลเดดซี ถ้าลงไปว่ายก็ลอยนะครับ แต่เขาไม่ให้ลง ตัวเหมืองลึกลงไปถึง 327 เมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ถึงความลึก 135 เมตรเท่านั้นครับ จากจุดล่างสุดลึกกว่าตอนลงมาสองเท่า แต่ขากลับขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงแป๊บเดียวก็ถึงโลกเบื้องบน ที่ร้านขายของที่ระลึกมีรูปปั้นหินเกลือทำมือน่าซื้อเหมือนกันนะครับ แต่ไม่มีเวลาต่อคิวเลยกดเอาแค่เหรียญที่ระลึกจากตู้ขายเหรียญ
นั่งรถกลับโรงแรมเดิมและจบวันที่ 4 จ้า 

วันที่ 5 จะเที่ยวปราสาทวาแวลช่วงเช้าก่อนออกจากคราคูฟไปเที่ยวเมืองเชชูฟช่วงบ่าย บล็อกนี้ขอตัดจบแค่คราคูฟก่อนนะครับ พวกเมืองที่เหลือในทริปนี้อย่างเชชูฟ ลับลิน และวอร์ซอ ขอยกยอดไปบล็อกหน้าเลย
ขับรถผ่านปราสาทนี้ไปมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงคราคูฟนะครับ ปราสาทหลวงวาแวล (Wawel Royal Castle) เป็นศูนย์กลางอำนาจและที่ประทับกษัตริย์ในศตวรรษที่ 11-17 ช่วงที่คราคูฟเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์  ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาวาแวลริมแม่น้ำวิสตูลา |  อนุสาวรีย์ทรงม้าของเดอุส กอชชุชโก วีรบุรุษของชาติผู้นำการปฏิวัติในปี 1794 ปกป้องเอกราชจากการรุกรานของรัสเซียและปรัสเซีย | ตั๋วเข้าชมจะแยกหมดเลยนะครับ ปราสาทชั้น 1, ชั้น 2, พระคลัง, ชั้นใต้ดิน, วิหาร, สวน, ถ้ำมังกร ในภาพนี้คือทางเข้าด้านหน้าของมหาวิหารวาแวล (Wawel Cathedral) ที่ฝังศพกษัตริย์ -- ไม่ได้เข้าครับ โซนที่เข้าจะเป็นตัวปราสาท เข้ามาด้านในเป็นลานกลางปราสาท ล้อมด้วยระเบียงเสาหินและซุ้มโค้ง ภายในปราสาทและส่วนที่เป็นท้องพระโรงจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์และภาพวาดของสะสมของราชวงศ์ คนอย่างเยอะเลยครับ หามุมถ่ายภาพสวยๆ ยากหน่อย ภาพยุทธนาวีที่เลปันโต (Battle of Lepanto) วาดขึ้นในศตวรรษที่ 17 เล่าถึงเหตุการณ์ยุทธนาวีในปี 1571 ระหว่างสัมพันธมิตรและจักวรรดิออตโตมัน ชายชุดแดงด้านล่างภาพคือพระเจ้าซิกิสมุนด์ที่ 3 กษัตริย์โปแลนด์ในยุคนั้น พรมทอแขวนผนังทอจากเส้นไหม ขนสัตว์ และเส้นด้ายเงินด้ายทอง ชื่อภาพ การถวายเครื่องบูชาของอาแบล (Abel's Offering) สั่งผลิตโดยพระเจ้าซิกิสมุนด์ที่ 2 ในศตวรรษที่ 16 เพื่อประดับพระราชวัง เล่าเรื่องราวในคัมภีร์ปฐมกาล ตอนที่คู่แฝดคาอินและอาเบลถวายของให้ทวยเทพ ในโซนคลังสมบัติจัดแสดงทรัพย์สินที่ยึดมาจากทหารออตโตมันเยอะเลยครับ โดยเฉพาะเต๊นท์ ชุดเกราะ และอาวุธของทหารตุรกี ได้มาจากยุทธการที่เวียนนาปี 1683 จบกิจกับคราคูฟละครับ ที่เที่ยวเยอะ ประวัติศาสตร์แยะแบบสุดๆ ขาออกมาขึ้นรถขอถ่ายรถม้าฟรีซะหน่อย สองตัวนี้ลายเหมือนไอ้ด่างแถวบ้านเลย  |  |
รอต่อบล็อกหน้า เข้าโปแลนด์ฝั่งตะวันออกกันครับ ยังคงอุดมด้วยประวัติศาสตร์เช่นกัน แต่เมืองวอร์ซอจะมีแต่ของที่สร้างใหม่นะ เพราะตอนสงครามโลกเมืองนี้พังพินาศย่อยยับ 
| Create Date : 09 สิงหาคม 2569 |
|
11 comments |
| Last Update : 9 สิงหาคม 2569 14:04:32 น. |
| Counter : 201 Pageviews. |
|
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณmultiple, คุณกะว่าก๋า, คุณ**mp5**, คุณhaiku, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสองแผ่นดิน, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณtoor36, คุณnewyorknurse, คุณThe Kop Civil |
| | |
โดย: หอมกร 9 สิงหาคม 2569 15:02:52 น. |
|
|
|
| | |
โดย: หอมกร 9 สิงหาคม 2569 16:12:50 น. |
|
|
|
| | |
โดย: multiple 9 สิงหาคม 2569 16:40:11 น. |
|
|
|
| | |
โดย: กะว่าก๋า 9 สิงหาคม 2569 18:58:24 น. |
|
|
|
| | |
โดย: คุณต่อ (toor36 ) 9 สิงหาคม 2569 23:21:32 น. |
|
|
|
| | |
โดย: กะว่าก๋า 10 สิงหาคม 2569 5:41:19 น. |
|
|
|
| | |
โดย: คุณต่อ (toor36 ) 11 สิงหาคม 2569 0:07:40 น. |
|
|
|
| | |
โดย: multiple 11 สิงหาคม 2569 3:34:15 น. |
|
|
|
|
|
|
|
แถมมีต่อบล็อกหน้าอีกเดี๋ยว
รอจารย์มาสรุปย่อให้ฟังอีกที