10 ปากเล่าไม่เท่าไปเอง เขาหลวงสุโขทัย ไปมาแล้ว







รีวิวเขาหลวงมีเยอะแล้ว
แต่รีวิวเขาหลวงอันนี้มีแผนที่เยอะสุด

จัดแผนที่มาให้ดูกันเต็มๆ ทั้ง 2D 3D เอากันให้เห็นๆ ภูมิประเทศแวดล้อมของเทรลเดิน
พร้อมข้อมูลการเดินทางให้ตามรอย ผสมๆ สตอรี่ สำหรับคนชื่นชอบการเดินทางผ่านตัวอักษร และจขกท.เขียนไว้ย้อนกลับมาอ่านเองในวันที่คิดถึงด้วย


10 ปากเล่าไม่เท่าไปเอง เขาหลวงสุโขทัย 


ฝนกระหน่ำ ซัดเสียจนคืนงานฉลองคริสมาสของเรามีอันต้องล่มทั้งที่ของขวัญชิ้นแรกเพิ่งจะถูกแจก 
รางวัลตุ๊กตาหมีก็เลยกลายเป็นเจ้าหมีเปียกปอน เพิงกันน้ำค้างกลายเป็นเพิงผจญน้ำฝน 
สองสามคนในกลุ่มต้องเสียสละตัวเองไปยืนอารักขาเพิง คอยไล่น้ำที่ขังเป็นแอ่งบนฟลายชีตก่อนที่มันจะถล่ม 
เด๋วๆๆ นี่มันทริปหน้าหนาวนะ!


เขาหลวงสุโขทัย ในหน้าหนาวที่เจอฝน


ผมขึ้นเขาหลวงรอบนี้เป็นรอบที่ 5 ละ แต่เป็นครั้งแรกที่จะรีวิว 
แต่ละรอบธรรมชาติสวยไม่เคยซ้ำ



-ครั้งแรก ปีนขึ้นมาหน้าร้อน มีนา ปิดเทอมใหญ่ ประสบชะตากรรมตกกลางคืนหนาวยะเยือกจนขากรรไกรล๊อค กลับจากทริปนั้นอ้าปากกว้างไม่ได้ ขากรรไกรจะค้าง เป็นอยู่นานหลายปีกว่าจะหายเป็นปกติ

-ครั้งที่สอง ขึ้นหน้าฝน หยุดสิงหาวันแม่ ลมมาจากไหนไม่รู้ป่าทั้งป่าเขย่าได้ โยกจนเหมือนเราเป็นเห็บตัวน้อยเดินอยู่บนหลังหมาที่ขนมันโยกไปโยกมา เดินตามทุ่งหญ้าหน้าผาข้างบนต้องหมอบบ้างคลานบ้าง กลัวลมจะหอบโยนออกไปทิ้งนอกผา เต็นท์ที่กางไว้เสาหัก พอเหลาไม้มาแทนเสา ลมก็พัดจนเต็นท์ขาดแควกราวกับมือยักษ์มากระชาก 

-ครั้งที่สาม วันขึ้นปีใหม่ เป็นเทศกาลปีใหม่ที่ฝนกระหน่ำหนักไปหลายจังหวัด กลายเป็นทริปที่เขาหลวงปกไปด้วยหมอกหนา มองไปทางไหนก็เจอแต่หมอกหนาตึบไม่เห็นวิวอะไรเลย 

-ครั้งที่สี่ ปลายฝนต้นหนาว ตุลาคม ทุกอย่างสดใส ป่าสวย ฟ้าสวย กว่าทุกอย่างจะลงตัวต้องขึ้นมาถึง 4 ครั้ง 



เขาหลวงสุโขทัยภาครีเทิร์น ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 และอาจจะเป็นครั้งท้ายสุด 
ทิ้งช่วงห่างจากครั้งที่ 4 กว่า 18 ปี รูปถ่ายไว้ซีดจางและหายไปเกือบหมด 
สไลด์ที่ถ่ายไว้ดูไม่ถนัดเพราะเครื่องฉายพัง เหลือแต่ความทรงจำบางๆ 
ต้องกลับมาซ้ำด้วยไฟล์ดิจิตอลให้เป็นความทรงจำถาวรตลอดไป

เขาหลวงสุโขทัย หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง 
เป็นอุทยานฯลำดับที่ 18 ของไทย ประกาศไว้เมื่อปี 2523 
อุทยานฯเจ้าคุณปู่เลยนะเนี่ย ครั้งแรกที่นี่ของผมเกิดขึ้นหลังประกาศเปิดอุทยานฯ 6 ปี

เสน่ห์สูงสุดของเขาหลวงสุโขทัย ก็คือมนต์เสน่ห์แห่งเหลี่ยมเขา


ยอดเขาหลวงประกอบด้วยยอดเขา 4 ยอด เขานารายณ์ เขาพระแม่ย่า ภูกา เขาพระเจดีย์ 
ยอดเขาทั้งสี่มองกลับไปกลับมาไม่ว่าจะยืนมองจากยอดไหนจะเห็นเหลี่ยมเขาที่สวยงาม 
ใครมีรสนิยมชอบเที่ยวภูเขา หลงรักเหลี่ยมเขา ที่นี่เป็นอีกที่ที่ไม่น่าพลาด 
ชอบเขาก็ไปหาเขาสิ ใครหลายคนยุคนี้กล่าวไว้

เขาหลวงเป็นเทือกเขาโดดๆ ที่แลเหมือนจอมปลวกขนาดยักษ์ทับบนแผ่นกระดาษ 
เทือกเขาสูงที่โผล่อยู่กลางที่ราบทุ่งนา นี่คือเขาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกขุนเขาใดในสุโขทัย และเป็น

หนึ่งในสุดยอดขุนเขาของเมืองไทย





การเดินทาง
พิกัดนำทางสู่ที่ทำการอุทยานฯ gps: 16.877379, 99.693159 googel maps: http://goo.gl/eYuVZY
จุดเริ่มต้นเดินเท้าอยู่ ณ ที่ทำการอุทยานฯ ลึกจากถนนใหญ่สิบกว่ากิโล ไม่มีรถประจำทางเข้าไป 
ดังนั้นสะดวกสุดคือต้องหารถไปกันเอง อาจจะเช่าเหมาหรือขับไปเองก็ว่ากัน






อธิบายทางคร่าวๆ สำหรับคนตามรอย
ขอเริ่มที่ปากทางถนนใหญ่ ทางหลวงหมายเลข 101 กำแพงเพชร - สุโขทัย
ถ้าขับรถมาจากกำแพงเพชรผ่านพรานกระต่ายมุ่งหน้าคีรีมาศบนถนนสาย 101 ขับมากระทั่งถึงตัวอำเภอคีรีมาศ จะเจอป้ายนี้ ป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยว บอกทางเลี้ยวเข้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

ที่ปากทางเลี้ยวมีศาลพระแม่ย่าเป็นจุดสังเกต ฝั่งตรงข้ามศาลเป็นแยกเข้าที่ทำการอำเภอ เลี้ยวซ้ายตามภาพสู่ถนน 1319 โลด
ตรงเข้าไปอีก 6.1 โลจะเจอป้ายเลี้ยวขวา หรือสังเกตเส้นแบ่งเลนกลางถนนก็ได้สายนี้จะตีเส้นยาวเข้าไปหาอุทยานฯเลย





ขับไปตามภาพรับรองไม่มีหลง รวมระยะจากปากทางถึงที่ทำการ 15.8 กิโลเมตร





ภาพแรกของเทือกเขาหลวงที่ท้าสายตา
เห็นแต่ไกลระหว่างทางถนนมุ่งหน้าเข้าหาอุทยานฯ ยอดเขาที่เราต้องเดินเท้าขึ้นไปสูงสะท้านหัวใจมาก ยอดไหนเป็นยอดไหนบ้างมาดูกันทำศรชี้ให้ละ





มาจอดรอตั้งแต่ก่อนสว่าง
ทางอุทยานฯ จะเปิดให้เริ่มเดินขึ้นได้ตั้งแต่แปดโมงเช้า
ระหว่างนี้ก็จัดแจงแบ่งสัมภาระให้ลูกหาบที่นัดเอาไว้ล่วงหน้า 
พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอินเดียน่าโจนส์ ยืดเส้นบิดขี้เกียจเตรียมลุย



ป้ายแสดงลักษณะสภาพทางขึ้น และป้ายบอกระยะทางสะสมจากจุดเริ่มเดิน 
- ค่ายพักแรมด้านบน รวมระยะเทรลเดินทั้งสิ้น 3,720 เมตร หรือ 3โล7 
( ตัวเลขนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง มีการแจ้งอัพเดทใหม่ที่คห.20 ขณะนี้ทางอช.กำลังทำการวัดระยะทางและปรับตัวเลขใหม่ให้เที่ยงตรงขึ้น ) 
ใครที่เคยไปพิชิตภูกระดึงกันมาแล้วคงจำซำแฮกได้ ซำที่เรียกว่าชันที่สุดของภูกระดึง ระยะทางของซำแฮกนั้นยาว 1 กิโล 
ทำไมต้องพูดถึงซำแฮก 
ก็เพราะว่าเทียบกับเทรลเดินขึ้นเขาหลวงนี้แล้วต้องถือว่า 3.7 กิโลนี้ความชันระดับซำแฮกตลอดทาง 
ระยะทางเดินขึ้นครึ่งเดียวของภูกระดึง แต่เดินโหดกว่าเป็นสองเท่า 
โอ้วจ๊อดมันยอดมาก!




เริ่มต้นเทรลเดินเชื่อว่าชื่นใจกันทุกคน กับทางลาดลงเป็นขวัญถุง 
โค้งเดียวเท่านั้นขวัญก็กระเจิงกับทางชันยาว ไอ้ลาดทางลงตะกี๊หน่ะสิ้นสุดแต่เพียงเท่านั้นจริงๆ หมด จบ 
ทั้งหมดที่เหลือต่อจากนั้นคือแหงนหน้าตั้งชันเข่าขึ้นอย่างเดียวเพียวๆ แทบไม่มีที่ราบปน



ขอนไม้ล้มที่ไร้เปลือกข้างทาง มีรอยชอนไชของแมลง เกิดเป็นภาพศิลป์สวยแปลกตา







ขอยืนเท่บนต้นไม้แป๊บ

เส้นทางดูเหมือนจะเดินรอดไปข้างหน้า อย่าหลงไปแบบผมนะครับ ทางจริงๆ ให้เดินอ้อมโคนต้นทางด้านซ้าย เทรลเดินมันบังๆ ตาอยู่
เชื่อว่าเจอต้นไม้ล้มต้นนี้แล้วอยากไปยืนทำเท่กันทุกคน






แผนที่ตัวต่อไป มา
โรยจริงด้วยแทร็คจีพีเอสเก็บสด

แผนที่แสดงเส้นทางเดินเทรลขึ้นพิชิตยอดเขาหลวง
แสดงระยะทางเดินแบบสะสมไมล์
ไล่ตั้งแต่ 0 กิโลที่จุด start ไปยัน 3.7 กิโลที่ค่ายพักแรมข้างบน






ส่วนแผนที่อันนี้แสดงระยะทางจากจุดถึงจุด
ระดับความสูงจากจุดต่างๆ เทียบเคียงกับตัวเลขเส้นชั้นความสูงได้เลย







ทางเดินแหงนหน้าตั้ง ส่วนพวกเรานั้นก็ก้มหน้าเดิน เอ้า เดิน เดิ๊น เดิน



เหนื่อยหอบก็นั่งพักตามแคร่พักรายทาง เอ้อ กลับมาคราวนี้ดีขึ้น สมัยก่อนนั่งพักยังต้องเอียงๆ ตัวนั่ง เดี๋ยวนี้มีแคร่ให้นั่งเว้นระยะไว้ตลอดทาง





อันว่าลูกหาบแซงเราถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกทริป
พวกเรานั่นถึงจะขึ้นก่อนก็ขอถึงทีหลัง เป็นปรัชญาประจำคณะ ถถถถ
สำหรับอัตราค่าหาบหามของลูกหาบอยู่ที่น้ำหนักของ 30 บาทต่อกิโล 
ข้าวของที่ให้แบกนอกจากเต๊นท์แล้วที่เหลือก็เสบียงล่ะครับ งานนี้เรื่องกินต้องจัดเต็มเพื่อพลังงาน








เดินตัวเปล่ายังแทบขาขวิด พักแล้วพักอีก ไม้เท้าเดินป่ายันกันไป ไม่มีแคร่ก็ยืนพักเอา 
ทำใจนิ่งๆ หายใจลึกๆ ทบทวนตัวเองว่าคิดยังไงหนอตรูถึงมา เพื่อนหลอกง่ายแท้ อพิโถถังกะละมัง






น้ำดื่มระหว่างทาง
แทบทุกจุดพักนับตั้งแต่ออกสตาร์ท จะมีน้ำดื่มแบบนี้ไว้บริการ
ต่อตรงผ่านท่อลงมาจากตาน้ำที่น้ำดิบผามะหาด อันเป็นตาน้ำธรรมชาติ 
เดินเลยจากน้ำดิบขึ้นไปเป็นอันหมด มีอีกทีก็ที่ปลายทางเลย 
ดังนั้นขวดน้ำพกติดตัวไม่ต้องเยอะไม่ต้องใหญ่ หมดก็เติมไปตามรายทาง เทรลนี้มีดีตรงน้ำเนี่ยล่ะ



น้ำเปล่าเพิ่มความสดชื่น ส่วนพวกเรานอกจากน้ำเปล่าแล้วก็นิยมผสมเฮลบลูบอยเผื่อช่วยเพิ่มกลูโคสให้กับเม็ดเลือด 
ส่วนผมกลเม็ดเคล็ดไม่ลับ นี่เลย บาวแดง อ่ะน้องกุ้งช่วยถือขวดให้หน่อยจะถ่ายรูปยืนยันพลังบาวแดง 
ดื่มแล้วเพิ่มอุปทานว่าตัวเองจะได้เรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น ใช่เหรอ





กึ่งกลางทางที่จุดชมวิว

สองชั่วโมงไม่ขาดไม่เกิน เราก็มาถึง จุดชมวิว
ไต่พ้นโค้งหลุดจากมออีหก ก็จะมาเจอจุดพัก มุมเปิดมองเห็นวิวไกลแลไปข้างล่างเห็นไกลถึงจุดเริ่มเดิน 
โอ นี่เราเดินขึ้นมาได้อย่างไรกัน สูงเพียงนี้! มีแคร่พักเป็นม้านั่งยาวๆ สองตัวลดหลั่นเป็นอัฒจันทร์นั่งคลายเมื่อยชมวิวไปเพลินๆ 
เหมาะจะแกล้งตายตรงนี้มว้าก อยากหลับสักตื่น

จุดนี้สูงจากระดับน้ำทะเลราว 580 เมตร ถือเป็นความสูงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปลายทางที่พักบนยอด 
และถือเป็นเกือบกึ่งกลางทางเทรลเดิน จุดนี้ห่างจากจุดเริ่มมา 1.6 กิโล ยังเหลืออีก 2.1 กิโลจะถึงจุดหมาย



ชีวิตชั้นมีแต่หมาพาไป จะเดินที่ไหนมีหมานำ เจ้าอิ๊กคิวซัง ใครไปเขียนคิ้วให้มันเนี่ย ตัวนี้เดินตามตลอด 
แซงๆ ไปเดี๋ยวก็เลี้ยวกลับมาวิ่งตามหลังอีก หยามกันชัดๆ ถถถถ





เดินต่อไป ก้าวต่อไป




แล้วเราก็มาถึงจุดแวะที่ชื่อ น้ำดิบผามะหาด
บริเวณนี้จะมีตาน้ำ สมัยก่อนจะเดินเข้าไปหน่อยนึงรองน้ำกินกันและใส่กระติก 
เดี๋ยวนี้เค้าต่อท่อออกมาข้างนอกก่อบ่อโบกปูนติดก๊อกให้ดื่มกันสะดวกสบายขึ้นละ 
ขอพักให้ชื่นใจอีกเดี๋ยว ส่วนระดับพลังงานเฉลี่ยของแต่ละคนตอนนี้ก๊อกสองเปิดมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว





ป้ายบอกระยะทางแยบยล
ผมชอบใจป้ายบอกทางที่นี่มาก ถึงกับต้องลงมือทำกราฟฟิค ใช่เหรอ ความจริงคือลืมถ่ายป้ายเลยจำใจ

ที่นี่ ผมสังเกตเห็นการปักป้ายบอกระยะทางค่อนข้างจะแตกต่างจากที่อื่นๆ ที่เคยเห็นมา คือเค้าจะไม่ค่อยปักไว้ตามจุด แต่จะปักไว้กลางทางระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก็ดีนะ อย่างเช่นแทนที่จะเจอป้ายว่าอีกโลนึงจะถึงจุดต่อไป ก็เปลี่ยนเป็นเดินๆ ไปสักพักแล้วเจอป้ายไปไว้ว่าอีกครึ่งโลถึง เอ่อ เหลือครึ่งโลค่อยยังชั่ว ความจริงระยะมันก็เท่าเดิมแต่เพิ่มเติมคือกำลังใจ ขอปรบมือให้กับคนครีเอทป้ายแยบยลเหล่านี้ แปะๆๆ







ไส้เดือนภูเขา ที่ทำเอาสาวๆ ที่กำลังเดินหมดแรงกระโดดเหยงๆ ข้ามไส้เดือนแซงผมไปเลย อะไรกันเนี่ย! เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน







ต้นนี้น่าจอดถ่าย
ต้นไม้รูปร่างแปลกตาสวยงาม อยู่ระหว่างทางจากน้ำดิบ - ชานเบิกไพร






ต้นนี้ก็น่าถ่าย
เดินเลยชานเบิกไพรไปหน่อย รากระโยงระยางเกาะเกี่ยวหินสวยมาก







ต้นปรง
เห็นต้นปรงไม่ต้องปลงใจ 
เห็นต้นนี้เมื่อไหร่ดีใจได้ คุณเดินมาเกือบสามโลเต็มแล้ว และจุดแวะสำคัญจุดถัดไปรออยู่ใกล้ๆ ข้างหน้า
สิ่งมหัศจรรย์ตาแห่งธรรมชาติ







ไทรงาม
มหัศจรรย์ธรรมชาติ

มา 4 ครั้งก็ยังคงยิ่งใหญ่ สวยไม่ซ้ำครั้ง กลับมาครั้งที่ 5 นี้ใหญ่ยิ่งขึ้น 
คือเค้าถางหญ้าป่ารกๆ จนมีทางเดินแยกออกไปเปิดมุมมองด้านข้าง 
ทำให้เห็นไทรงามอีกมุมมองนึงที่ใหญ่แผ่กิ่งก้านรากไทรยิ่งใหญ่กว่ามุมมองด้านหน้ามากๆ 
หลายคนโชคดีมาเจอตอนมีหมอกไทรงามในม่านหมอกก็สวยขรึมอลังการ 
เสียดายภาพพวกนั้นผมถ่ายไว้สีซีดอย่างที่บอก ยุคดิจิตอลก็เลยต้องกลับมาถ่ายใหม่






เสียงชัตเตอร์แต่ละคนรัวเป็นระวิง
นาทีนี้ทุกคนลืมเหนื่อยไปชั่วขณะ







ก้าวต่อไป เดินเมื่อยไป สุขหรือทุกข์แค่ไหนเราก็เดินเมื่อยไป
ตะวันบ่ายละ มาถึงตอนนี้ก็เดินมาได้ 5 ชั่วโมงเต็มกันแล้ว 
สถิตินี้โปรดอย่าเอาเยี่ยงอย่าง 






ผ่านไทรงามมาได้ก็ถือว่าจุดหมายปลายทางเหลืออยู่อีกไม่ถึงโลแล้ว
คำว่าเดินสามก้าวหยุด หรือเดินสามก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเป็นยังไงต้องมาลองเทรลเดินที่นี่ ช่วงปลายๆ มักจะเป็นอย่างนี้จริงๆ

400 เมตรก่อนถึงแคมป์ก็มาเจอกับ



ปล่องนางนาค



และ 200 เมตรก่อนถึงแคมป์ จะมีสะพานทอดข้ามลำธารเล็กๆ ที่ชื่อ
พระยาแล่นเรือ
เส้นทางช่วงปลายๆ นี่เริ่มราบขึ้น ลาดชันน้อยลง บรรเทาอาการตะคริวกินขาหน่อย





ในที่สุด เราก็เป็นหนึ่งในผู้พิชิตเขาหลวง
ไม่สิ ความจริงเราเพิ่งจะแค่พิชิตเส้นทางขึ้นแค่นั้น 
ขณะนี้เรายืนอยู่ที่ความสูง 1100 ยังไม่ได้พิชิตความสูง 1200 อย่างในป้าย 
ความสูงที่มากกว่า 1100 เวลานี้รอเราอยู่กับยอดเขาทั้ง 4 แห่งยอดเขาหลวง
ก่อนทิ้งตัวลงนอนขอยืนถ่ายกับป้ายหน่อย
สถิติสวยหรู 6 ชั่วโมง โปรดฟังอีกครั้งอย่าเอาอย่างเรา





ศูนย์บริการด้านบน มานั่งรอลูกหาบเราที่นี่ได้ ไม่สินะ ลูกหาบต่างหากที่นั่งรอเราอยู่นานแล้ว 555 นอกจากนี้ก็ยังมีบริการเช่าผ้าห่ม แผ่นรองนอน เต็นท์ เสื่อ มีของกินขายนิดหน่อย น้ำอัดลม ขนมสแน๊ค มีกระดานบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก เปิด 7.30 ปิด 20.30 ดูเหมือนจะมีเครื่องไม้เครื่องมือทำครัวให้ยืมใช้ มีอะไรนอกเหนือจากนี้อีกบ้างผมไม่ได้เก็บรายละเอียดลงมาฝาก ต้องขออภัยนะครับ





แคมป์พักแรมบนนี้น่าพักกว่าสมัยก่อนมากๆ ลานกว้างลดหลั่นกางเต็นท์นอนได้เป็นร้อย มีศาลาให้นั่ง มีลานแคมป์ไฟ ที่เซอร์ไพร๊มากๆ คือตรงศาลาก็มีปลั๊กไฟให้ชาร์ตแบต ตรงลานแคมป์ไฟก็มีปลั๊กไฟให้ชาร์ตแบต ถูกยุคถูกสมัย ถูกใจจริงๆ

ปลั๊กตรงศาลา





ปลั๊กตรงลานแคมป์ไฟ







บรรยากาศกว้างๆ บริเวณแคมป์พักแรม







มาถึงแล้วก็หาทำเลปักหลักกางเต็นท์ครับ เลือกอิสระตามใจชอบ เลือกหามุมส่วนตัวๆ หน่อย







แกล้งตายแป๊บ หมดแรง ของนอนชาร์ตพลังงานกันก่อน
น่านอนนะ แต่ปลวกเยอะไปนิด นอนลงไปทีตายเป็นเบือ เหอะๆ






แผนที่ 3D แสดงภูมิประเทศบนยอดเขาหลวง
ยอดเขาหลวงประกอบด้วยยอดเขา 4 ยอด
1. ภูกา สูง 1200 เมตร
2. เขาพระแม่ย่า สูง 1200 เมตร
3. เขาพระเจดีย์ สูง 1185 เมตร
4. เขานารายณ์ สูง 1160 เมตร

จะเก็บทุกยอดไหวมั้ย
ความบันเทิงทรมานยังรอเราอยู่อีก เส้นทางเดินบนนี้หามีทางราบไม่







บ่ายมากละ จวนเย็นย่ำ เป้าหมายแรกที่พอจะไปได้คือชมพระอาทิตย์ตก 
จำได้ว่าจุดชมอยู่ตรงเขาพระแม่ย่า กับเขาพระเจดีย์ 
แต่มองอากาศแล้วขอบฟ้าขมุกขมัวไปหน่อยถ้าไปยืนตรงนั้นมองออกไปเวิ้งว้างและฝ่าหมอกแบบนี้คงถ่ายรูปออกมาไม่สวย 
ความจริงหน้าหนาวแบบนี้อยากจะได้ขอบฟ้าเปลี่ยนสีแบบมลังมะเมลีองมากกว่า ก็เลยเปลี่ยนใจไปเขานารายณ์แทน ระยะทางเพียง 400 เมตร 
ถึงจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแต่ คหสต.ผมว่าน่าจะมองอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมหลังเขาพระเจดีย์แทนจะดีกว่า ว่าแล้วก็ก้าวเดิน







ทางกว้างขึ้นเยอะ ผมยังนึกว่าจะเจอทางแคบๆ แบบสมัยก่อน มาคราวนี้เจอใหญ่จนแปลกใจ มารู้อีกทีว่าเค้ามีจัดวิ่งพิชิตเขาหลวงก็เลยขยายทาง
จำได้สมัยก่อนนั้นตรงแคมป์ไม่มีของกิน อยากได้มาม่า กระทิงแดง โค้ก เป๊ปซี่ แฟนต้า สไปรซ์ หรือเบียร์ป๋อง 
ต้องหอบสังขารเดินขึ้นมาเส้นนี้ จะมีร้านค้าเล็กๆ ของจนท.ที่เฝ้าสถานีโทรคมนาคมที่อยู่บนเขานารายณ์







ถึงละ 
ยอดเขานารายณ์
1160 เมตรจากระดับน้ำทะเล

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น เราขึ้นมาทำไรกัน 555 เอาจริงๆ นะผมว่าตรงนี้เหมาะกว่าเจดีย์ อีกอย่าง มีหินสัญลักษณ์ก้อนนี้ด้วย 
จินตนาการคล้ายกบ คางคก นั่งอยู่ แต่บางทีก็เหมือนหัวหมาตูบเพราะเหลี่ยมหินก้อนใหญ่ๆ ด้านหน้าคล้ายใบหู เ
ขานารายณ์ตรงนี้ยังมีเป็นจุดที่มีหน้าผาที่สวยงาม บางทีเลยเรียกติดปากกันว่าผานารายณ์ มากกว่าเขานารายณ์






มาถึงกันแล้วต้องขึ้นมายืนบนหินก้อนนี้ทุกคน

ขอโดดสลายแรงหน่อย

โดดเสร็จก็โพสอวดเฟสเลย 555 ที่เขาหลวงนี้ใครจะเล่นเฟส คุยโทร ทุกเครือข่ายต้องมาหาคลื่นบนเขานารายณ์นี้ล่ะครับ 
สัญญาณความแรงจะกระเพื่อมมาเป็นพักๆ ตามกระแสลม ส่วนที่แคมป์นั้นแทบบอดสนิท T T






นอนมองเมฆไหลไปเรื่อยๆ
พระอาทิตย์ปลายธันวาตกระหว่างเจดีย์กับแม่ย่าพอดี แล้วจะค่อยๆ เคลื่อนตำแหน่งไปทางแม่ย่าเรื่อยๆ ในเดือนถัดๆ ไป







ที่นี่แม้จะไม่ได้เห็นอาทิตย์แตะขอบฟ้า แต่บรรยากาศโดยรวมก็น่านั่งเล่น มีลานหินกระจายอยู่แถวปลายๆ หลังก้อนหินรูปหมาตูบนั่น
สำหรับตำแหน่งพระอาทิตย์ตกเมื่อมองจากตรงนี้ตลอดปีจะเป็นคร่าวๆ ประมาณนี้นะครับ

Sunset Positon






แสงจันทร์นวลผ่อง
คืนจันทร์เต็มดวง ขึ้น 15 ค่ำพอดี







ดินเนอร์คืนแรก
จัดไปเบาๆ ส่วนงานเลี้ยงคริสมาสเลื่อนไปอีกวันเพราะคืนนี้พวกเราสลายแรงกันจนหมดเกลี้ยงละ 
ตอนแรกว่าจะขึ้นเขานารายณ์ไปชมดาวต่อแต่เปลี่ยนใจนอนชมจันทร์ตรงนี้แทนดีกว่า เหนื่อ เมื่อย









เช้าวันใหม่
Good Morning เขาหลวง
เช้าหน้าหนาวตะวันตื่นสาย ดูป้ายแจ้งกระดานตะวันที่หน้าศูนย์บริการบอกว่าเช้าวันนี้ตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้าเวลาเกือบเจ็ดโมง 
เราก็เลยตื่นเลทได้หน่อย พากันออกเดินตอนหกโมงเช้า ขึ้นเขานารายณ์กันอีกรอบไปรอทักตะวัน

ระหว่างทางมองย้อนกลับ เห็นพระจันทร์ใกล้ลับฟ้าอยู่เยื้องๆ เขาพระแม่ย่า






ตะวันมาละครับ แต่ว่าฟ้าไม่เป็นใจเช่นเคย ขอบฟ้าขมุกขมัวไม่แจ่มใสให้สมกับเป็นฟ้าหน้าหนาว สงสัยจะก้าวเท้าข้างผิดออกจากเต็นท์กัน T T







อากาศเย็นๆ แบบต้องใส่เสื้อหนาว หมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่ว บรรยากาศโรแมนติก
สถานีโทรคมนาคมเขานารายณ์กลืนอยู่ในม่านหมอก




ที่ก้อนหินหมาตูบข้างใต้เดินเข้าไปได้ เป็นเพิงใหญ่ๆ เลียบหน้าผา เดินกันระวังด้วยนะครับ จุดนี้วิวดี มองเห็นผาหน้าคนทึ่ซ่อนผาชมปรงไว้เบื้องหลัง
ผาหน้าคนนี้ถ้าแดดดีดี golden hour แสงทองจะจับจนผาสีแดงผสมทองเปล่งปลั่งสวยมาก




ฟินๆ กันไป
บรรยากาศแบบนี้ใครเอาแฟนมาก็นั่งกอดแฟน ใครมากะเพื่อนก็กอดเพื่อน ใครมาคนเดียวก็ยืนกอดอก มองคนอื่นไป 






ส่วนผมงี้ก็มานั่งกอดเข่าเหงาๆ ทำมิวสิคปลีกวิเวก แล้วก็อัพเฟสบุ๊คเหงาๆ เรียกไลค์ปลอบใจกันไป 5555
ดูภาพนี้แล้วแหม่ มันช่างยังกะถ่ายบนภูกระดึง







ช่วงเวลาโรแมนติคย่อมสิ้นสุดเมื่อท้องร้องโฮกๆ จำใจย้ายฐานกลับแคมป์ ข้าวเช้ารอเราอยู่








มาแล้น แถ่มแท้ม ข้าวเช้าเสร็จยัง หิววว
ทริปนี้เรามีพ่อครัวหัวป่าก์อาสาปักหลักประจำการเฝ้าเต็นท์ คอยทำอาหารรอเราตลอดทริป ^O^/







อ่ะโหหหห ท้องร้องจ๊ากทันที เปิดหม้อมาเจอแกงเขียวหวาน น่ากินมว้าก




อาหารไทย จีน ฝรั่ง ครบแถมด้วยปีโป้อีก อิ่มพุงกางกันพอดี









ได้เวลาวางแผนเที่ยว

แผนแรก เก็บให้ครบทุกยอด ระยะทางเดินคร่าวๆ ไปกลับ 5 กิโล
แผนสอง เก็บให้หมดยกเว้นภูกา เหลือ 3 โล
แผนสาม เดินขำขำตัดภูกา เจดีย์ เหลือ 2.5 โล
แผนสี่ ไกลๆ เดินไม่ไหว งั้นเขานารายณ์+ผาชมปรง พอ เดินทอดน่องไปกลับ 1.2 กิโล
แผนห้า เขานารายณ์อย่างเดียวก็หรูแล้ว แบบนี้ไปกลับแค่ 800 เมตร
แผนสุดท้าย ใครจะไปไหนก็ไปขอเฝ้าเต็นท์เก็บแรงรอเดินลง เอ่อ! คุณครับ!

ขึ้นมาแล้วต้องเดิน เดิ๊น เดิน ให้คุ้มเหนื่อยนา







สำหรับเราไม่ว่าจะแผนไหน เราจะไม่ไปเขานารายณ์ละ ตั้งแต่มานี่ขึ้นแต่เขาเดียวนี่แหละ ไปเขาอื่นซะที
สิบโมงแล้ว อาหารเช้าย่อยเรียบร้อยส่งเข้าตับรีดเป็นอะมิโนส่งออกไปทั่วกระแสเลือด สู่เม็ดเลือดแดงอีกครั้ง กำลังวังชากลับมา เริ่มท่องเที่ยวต่อได้

แผนของเราคือแผนแรก แบบทวนเข็มนาฬิกา แต่ตัดเขานารายณ์ออก เป็นดังนี้ 

ผาชมปรง > เขาพระแม่ย่า > ภูกา > เขาพระเจดีย์ > กลับแคมป์

เริ่มต้นใช้เส้นทางเดิมที่ขึ้นเขานารายณ์ เดินมาสองร้อยเมตรเจอทางแยกแบบง่ามหนังติ๊ก Y เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางไปทางภูกา แม่ย่า






เดินขึ้นเนินมาสัก 100 เมตรก็จะเจอลานจอด ฮ. อ่ะ ถ่ายรูปเล่นฮิบๆ กันก่อน




ฮิบๆ กันไป กะลังอินเทรนด์ ทำสีหน้าสบาย ที่แท้เริ่มร้อน แดดส่องหน้า ตากล้องก็กำกับไปเรื่อย เหงื่อเริ่มไหล ถถถถ







แล้วเราก็พลาด! ผาชมปรง หลงทาง เพราะป้ายนี้ที่ไปจำมาจากหน้าศูนย์

ป้ายบนตอไม้เจ้ากรรม ลายแทงมันชี้ตำแหน่งทางแยกลงผาชมปรงอยู่ระหว่างลาน ฮ. กับแม่ย่า! จริงๆ แล้วทางแยกมันอยู่ตรงลาน ฮ. แต่แยกไปคนละด้านกับทางไปแม่ย่า ก็เลยตามเลย เดินมากันไกลแล้ว (กว่าจะรู้ก็คือตอนต่อไปที่กลับไปถึงแคมป์ ข้องใจมากจนต้องกลับไปถอดรหัสลายแทงที่ตอไม้ซ้ำอีกทีแล้วถามเพื่อน)



ส่วนที่วงแดงไว้ข้างล่าง ตัวเลขระยะทางจากแคมป์ไปเขาพระเจดีย์เขียนไว้ว่า 320 เมตร เอาเข้าจริงน่าจะไกลกว่านี้เยอะ จับจีพีเอสดูด้วย ได้ประมาณ 520 ม.


สรุประยะทางจากแคมป์ถึงจุดต่างๆ อีกที

แคมป์ - ผานารายณ์ 400 เมตร
แคมป์ - ผาชมปรง 400 เมตร
แคมป์ - เขาพระแม่ย่า 980 เมตร
แคมป์ - ภูกา 2,220 เมตร
แคมป์ - เขาเจดีย์ 320! เมตร ตัวเลขนี้น่าจะคาดเคลื่อน ไม่ว่าจะจากเดินจริง และจากจีพีเอสที่ผมบันทึก ระยะทางจริงน่าจะอยู่ราวๆ 520 เมตร



ระหว่างทางไปเขาพระแม่ย่า
ผ่านป่าเขียวครื้ม





และมีอะไรกะจุ๊กกะจิ๊ก สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ให้ถ่ายเยอะ น่าจะถูกใจคนชอบ close-up และ macro

สำหรับผมไม่ถนัดแนวนี้ แต่ก็ถ่ายสนุกอยู่ ป่าร่มครื้มแดดไม่ทะลุลงมา อากาศเมื่อไม่มีแดดก็กลับมาเย็นๆ อีกครั้ง


เห็ด





เฟิร์น





มอสกะเฟิร์น





และอะลูมิไลถึ อะไรมิรู้ อยากรู้มาก ใครรู้รบกวนบอกหน่อย 







เดินในป่าสักพักเดียวก็ขึ้นเนินยาวจนทะลุออกจากป่ามาเจอลาดเชิงเขาพระแม่ย่า 
มีป้ายบอกทางปักไว้ว่าเลี้ยวซ้ายลงไปจะเป็นทางไปเขาพระเจดีย์และภูกา



ส่วนคนที่เดินๆ อยู่หลังป้ายนั่นคือกำลังเดินขึ้นยอดพระแม่ย่า ระยะทางขึ้นไปก็ประมาณร้อยเมตรไม่เกินนี้





หมอกมาๆ หายๆ พูดอีกทีคือเมฆลอยมาแล้วก็ลอยไป 
ตะกี๊ยังมองไม่เห็นเขาพระเจดีย์เลย ตอนนี้มองเห็นละ เขาพระเจดีย์มองจากเชิงทางขึ้นยอดพระแม่ย่า ซ้ายมือไกลๆ เป็นบริเวณแคม








ระหว่างขึ้นยอดแม่ย่ามองไปทางขวาจะเห็นเขานารายณ์ และสถานีโทรคมฯ ส่วนผาชมปรงอยู่ตรงนั้นแหละ ในม่านเมฆกลบๆ อยู่ทางซ้าย



มาทำมือดาวกันหน่อย พวกเราเหล่าผู้พิชิตยอดเขาพระแม่ย่า โย่ว จุดนี้อ่านจากป้ายก็เป็นจุดเหมาะชมพระอาทิตย์ตกอีกจุดนึง เราเลยวางแผนว่าเด๋วเย็นนี้จะกลับมารอส่งตะวันที่นี่กัน






และแล้วเราก็พิชิตจุดสูงสุดของเขาหลวง นี่เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติรามคำแหง อีกจุดนึงคือยอดภูกา สูงเท่ากัน

ยอดเขาพระแม่ย่า
1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล

บรรยากาศกว้างๆ บนยอดแม่ย่า ตอนนี้วิวค่อนข้างปิด เพราะหมอกเยอะ





มุ่งหน้าต่อ สู่ภูกา พิชิตอีกยอดด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม 







เดินลงมาจากแม่ย่า เดินต่อมาได้สองร้อยกว่าเมตร เจอป้ายนี้เข้า 
แยกขวาไปภูกาอีกหนึ่งกิโล ไปกลับก็สองโล ดูเวลาก็ปาไปเที่ยงครึ่งแล้ว 
มิน่าล่ะท้องร้องจ๊อกๆ อีกแล้ว ความมุ่งมั่นพังทลาย ตัดภูกาทิ้งดีกว่า เหอะๆ 







มุ่งหน้าพระเจดีย์สิครับรออะไร ทางสายเดียวที่จะมุ่งตรงสู่เสบียงอาหาร
ระหว่างทาง สองข้างทางสายนี้ เขาพระแม่ย่า - เขาพระเจดีย์ จะมีดอกไม้เล็กๆ เยอะ ผีเสื้อก็เยอะ แมลง ตั๊กแตนมีหมด ผิดกับทางช่วงลาน ฮ.-แม่ย่า

ก็ถ่ายไปเรื่อย ก้มๆ เงยๆ 





ถึงแล้ว
เขาพระเจดีย์
ยอดสูงอันดับสาม 1185 เมตรจากระดับน้ำทะเล

มองย้อนไปเขาพระแม่ย่า มียอดภูกาซ้อนอยู่ซ้ายมือเยื้องหลัง เหลี่ยมเขาสวยงาม







ที่มาของชื่อคงจะเพราะมีกองหินเรียงๆ อยู่สองสามกอง ก่อเป็นทรงเจดีย์
เมื่อก่อนนี้เป็นยอดเขาโล่งๆ โล้นๆ เด๋วนี้ร่มรื่นด้วยสนสามใบ 





ความหิวไม่ปราณีใคร มุ่งหน้ากลับแคมป์ต่อไป
ระยะทางตามป้ายก็ 320 เมตร แต่อย่างที่บอก ระยะจริงไม่ต่ำกว่าครึ่งโลแน่นวล






มื้อเที่ยงลงท้องเมื่อตอนบ่ายสอง นี่ถ้าตัดสินใจไปภูกาคงได้กินมื้อเที่ยงตอนสี่โมงเย็น
อิ่มไปอีกมื้อก็นอนผึ่งพุงสองชั่วโมง เตรียมตัวลุยต่อ จุดหมายคือไปล้างตาหาผาชมปรงให้พบ และไปส่งตะวันตกดินที่พระแม่ย่า นะเอิงเอย






เจอแล้ว 
ผาชมปรง
หลงตั้งนาน
ใครสงสัยทำไมขึ้นมา 5 ครั้งยังหาไม่เจอ คือครั้งนี้ห่างจากครั้งที่ 4 18 ปีอ่า ฟามจำลืมเลือน




หินก้อนนี้เท่มาก มองด้านนี้ไม่เสียว แต่ถ้าเลี้ยวไปยืนมองบนแม่ย่าโน่น จะรู้เลยว่าเฮ้ยๆๆ มานอนยิ้มแฉ่งแบบนี้ได้ยังไง



ตรงนี้แหละ สมัยก่อนตอนทริปเจอลม หินก้อนนี้ตั้งอยู่ที่ปลายผาแบบนี้ไม่มีใครกล้าเดินลง ไม่แม้แต่จะกล้าเดินพ้นรั้วลวดหนาม กลัวลมจะหอบไปโยนนอกผา มาคราวนี้จังหวะดีลมเบาเลยกล้าเดินลง ถ้าลมนิ่งสนิทก็กล้าปีนขึ้นไป

สมาชิกทริปชูนิ้วมือโชว์จำนวนครั้งที่มากัน ทุกคนยกเว้นผมมาเป็นครั้งแรก ส่วนผมตอนชูนิ้วหน่ะหลงลืมนึกว่ามาเป็นครั้งที่สี่ ที่จริงคือครั้งนี้ 5 แล้ว แก่แล้วก็งี้




ผาชมปรงมุมมองย้อนกลับ นี่ล่ะครับ ทางชันแบบลาดเท ถ้าวิ่งลงมาก็เอาหินสัญลักษณ์ที่ปลายผานั่นแหละเป็นตัวเบรคชั้นดีไม่มีกระเด็นข้ามไปตกข้างนอก


ว่าไปผาชมปรงยามต้องแสงเย็นแบบนี้ก็สวยดีนะ เผลอๆ สวยกว่ารอบเช้าถ้าไม่หลง เหมาะเอาไว้ควบพระแม่ย่าสำหรับใครที่จะเดินไปชมตะวันตกดินที่นั่น ทางเดียวกัน



ดงเฟิร์นเต็มผา ข้างๆ ผาชมปรง จริงๆ จำได้มีอีกดงสวยกว่านี้ แต่จำได้แค่ว่ามี เคยถ่ายสไลด์ไว้ แต่กลับมาคราวนี้หาเหลี่ยมนั้นไม่เจอ เสียใจ




เต็มอิ่มกับผาชมปรงเราก็มุ่งหน้าไปเขาพระแม่ย่าตามแพลนที่วางไว้ ว่าจะไปรอส่งตะวันกันที่นั่น ต้องดีกว่าทางผานารายณ์เมื่อวานแน่นวล
วิวระหว่างทางไปแม่ย่า มองย้อนกลับไปทางเขานารารยณ์ คราวนี้เห็นผาชมปรงละ นั่นไงหินก้อนนั้น







นักท่องเที่ยวทยอยกันมาไม่ขาดสาย






แสงเย็น สีทอง ทำให้ธรรมชาติยิ่งสวย ว่ามั้ย
ตอนนี้เราก็ก้าวฉับๆ มาถึงเชิงทางขึ้นเขาพระแม่ย่าอีกครั้ง มองไปไกลๆ เห็นเขาพระเจดีย์จับแสงสีทองสวยงาม







พานอกว้างๆ ออกมาหน่อย ให้เห็นไกลทั้งเขานารายณ์ กับเจดีย์ และแคมป์ เหลี่ยมเขาสวยงาม







ตะวันโย้มาโน่นละ ต้องรีบขึ้นไปยอดเขาเตรียมกางขารอแล้วล่ะ






แต่แล้ว ๆ มัวแต่อ้อยอิ่ง ที่โดนจับจองหมด อดเลยเรา ได้แต่กางขาอยู่ด้านล่างนี่แหละ 
ไม่เป็นไรเน้าะ แค่นี้ก็ได้บรรยากาศแล้ว บรรยากาศเย็นๆ แห่งการรอคอย ที่มีสายลมเบาๆ ความหนาวและความมืดที่ค่อยๆ คืบคลาน 
กับภาพคู่รักที่นั่งหนุงหนิงชี้ตะวันกันตรงหน้า โอ้ย ปวดร้าว 555



ขอบฟ้าก็ยังขมุกขมัวไม่สมดั่งฟ้าหน้าหนาวนะครับ ถ่ายตะวันตกมาสองวันฟ้าไม่อลังเท่าที่ควร ส่วนตะวันขึ้นอย่าได้พูดถึง ผิดหวัง




ดินเนอร์มื้อค่ำสุดท้าย ทิ้งทวนเสบียงมีเท่าไหร่ขนมาทำให้หมด เหลือไว้นิดหน่อยพอทำอาหารเช้า
และงานฉลองคริสมาสที่เลื่อนมาจากเมื่อคืนก็เริ่มขึ้นหลังดินเนอร์ มาซะไพร๊แจกรางวัลตุ๊กตาหมีกันด้วย โอ้ว ลุ้นๆ เราจะได้อะไรติดมือ

แต่แล้ว!!! อยู่ไม่อยู่ฝนก็ตก
ฝนกระหน่ำซัดจนงานฉลองคริสมาสของเราล่ม อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้น เพิงหมาแหงนของเราแทบถล่ม ต้องมีผู้เสียสละตัวเปียกปอนไปยืนคุมเชิงคอยไล่น้ำท่วมขัง กระหน่ำยาวนานต่อเนื่องเป็นชั่วโมง

ฝนตกหนักขนาดนี้ พรุ่งี้ต้องมีทะเลหมอกแน่!

พลันจุดประกายความหวัง พรุ่งนี้เช้าก่อนลงเราจะไปลุ้นทะเลหมอกกันที่ผาชมปรง และผานารายณ์




และแล้ว เราก็สมหวัง
เป็นไปตามคาด

ทะเลหมอกมาตามนัด


ความสวยงามมาพีคสุดเอาวันสุดท้าย ดีว่าเกร็งถูกไม่รีบลงเขาไปซะก่อน






พระเจ้าช่วยกล้วยทอดมันยอดมาก
มาเขาหลวง 5 ครั้งเพิ่งจะครั้งที่ 5 นี่แหละที่ได้เจอหมอกงามอลังแบบนี้
อยากจะกรี๊ดให้ลั่นป่า คุ้มค่ามาก ดูหมอกไหลไปๆ เพลินเลย





กรี๊ดสลบ ถ่ายตรงผาชมปรงเสร็จรีบจ้ำมาผานารายณ์ต่อ ถ่ายทะเลหมอกกะผาหน้าคนซะเลย แจ่มเว่อร์






ปักหลักถ่ายใต้หินหมาตูบนี่หละรู้มุมแล้วตั้งแต่เมื่อวาน





และก็กรี๊ดสลบคำรบสอง
จู่ๆ ฟ้าก็ระเบิด แสงตะวันทะลุเมฆลงมาอีก
โอยๆ ทั้งหมอกทั้งแสงระเบิด ถ่ายไม่ถูกแล้ว หันกล้องกั๊กๆ แบบนี้เลย






ระเบิดอยู่นานมาก เป็นสิบนาทีก็ว่าได้ ถ่ายจนเมื่อยมือก็นั่งมองเล่นเฉยๆ







Sunrise position
สำหรับคนชมตะวันที่ผานารายณ์นะครับ

แบบคร่าวๆ ใครเล็งจะถ่ายตะวันดวงกลมไข่แดงขึ้นปลายจมูกหินหมาตูบ ต้องขึ้นมาราวๆ เดือนไหน วางแผนกันได้เลย






หลังจากถ่ายภาพเสียจนเต็มอิ่มไม่รู้จะถ่ายอะไรแล้ว ก็มานั่งนิ่ง นอนมั่ง อยู่ริมหน้าผา มองหมอกไหลแซมผืนป่าข้างล่าง
มองอยู่นานมาก ปล่อยใจไหลไปกับสายหมอกจริงๆ









ปิดทริปอย่างชื่นมื่น เต็มอิ่มกับธรรมชาติสวยงามบนเขาหลวง
จากนั้นก็เดินทางลงเขา ด้วยเวลาเพียง 3 ชม. แบบไม่ต้องก้าว เท้าพาไปเอง เบรคอย่างเดียว

พบกันใหม่รีวิวหน้าครับ ขอบคุณทุกไลค์ ทุกโหวต ทุกคอมเมนต์ครับพ๊ม
ลาไปด้วยภาพนี้ จขกท. กับวิวที่ผาชมปรง



และภาพนี้ พวกเราเหล่านักล่าความทรงจำ


page: www.facebook.com/Namfapakhao







 

Create Date : 15 กันยายน 2559
19 comments
Last Update : 15 กันยายน 2559 14:57:54 น.
Counter : 522 Pageviews.

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กะว่าก๋า Book Blog ดู Blog
ทนายอ้วน Food Blog ดู Blog
sawkitty Travel Blog ดู Blog
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog ดู Blog

 

โดย: เจ้าการะเกด 15 กันยายน 2559 16:46:08 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Kavanich96 Funniest Blog ดู Blog
sawkitty Travel Blog ดู Blog
ออโอ Book Blog ดู Blog
เศษเสี้ยว Photo Blog ดู Blog
tuk-tuk@korat Music Blog ดู Blog
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Photo Blog ดู Blog

 

โดย: อุ้มสี 15 กันยายน 2559 17:16:37 น.  

 

ขอนไม้รอยแมลงนี่ดูเป็นงานศิลป์เลย
ทดสอบพลังใจได้ดีเลย ลูกหาบนี่เป็นอาชีพเค้า ทำจนชำนาญ เค้าเห็นเราเค้าคงยิ้มๆ

มีเจ้าถิ่นโดนเขียนคิ้วด้วย อิอิ ไส้เดือนภูเขาตัวยาวมาก มันดูน่าขยะแขยงครับ

มือเย็นนี่จัดหนักเต็มที่ชดเชยพลังงานที่เสียไปอย่างเต็มที่เลยนะครับ

เจอฝนตกด้วย เช้ามาทะเลหมอก ชอบภาพที่เป็นแสงอาทิตย์ส่องลงมาครับ

น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog
+

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 15 กันยายน 2559 22:28:17 น.  

 

thx u crab

 

โดย: Kavanich96 16 กันยายน 2559 4:19:08 น.  

 

เคยไปตอนเรียนอยู่นเรศวรครับ ถ้าให้ขึ้นตอนนี้คงไม่ไหวละ คริๆ

 

โดย: ทนายอ้วน 16 กันยายน 2559 5:38:43 น.  

 

ใครกำลังคิดไปเที่ยวเขาหลวง
อ่านบล็อกพี่หยี เหมือนได้คู่เหมือนเที่ยวแบบครบสมบูรณ์เลยครับ
แผนที่ทำได้สวยงาม ชัดเจนมากๆครับพี่หยี



โหวต travel blog ครับ

ปล. เรื่องในบล็อกผม
เป็นเรื่องแต่งครับพี่


 

โดย: กะว่าก๋า 16 กันยายน 2559 12:13:05 น.  

 

น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog ดู Blog
ขอบคุณที่พาไปเที่ยวนะคุณหยี ให้ไปเองคงไม่ไปแน่ๆ

 

โดย: หอมกร 16 กันยายน 2559 23:05:24 น.  

 

กล้บมาดูที่บล๊อกนี้ดีกว่า พีพัน 555 ไม่มีเม้นท์มาคั่นกลาง

ดูภาพเพลิน แต่ชักมึน ป้ายบอกระยะทาง.... ถ้าไปด้วย
ตนเอง คงจะนอนหงายหมดแรง ข้างทาง

ไปเที่ยวกลุ่มเล็ก รถตู้คันเดียว ผมว่าสบาย ๆ ดี... เมือก่อน
ไปเที่ยวทีไร เพื่อน ๆ ขอตามไปเทียวด้วย เป็น 100 คน
ต้องจัดทีมเซอร์เวย์ สถานที่ อาหารข้างทาง วัวหันเป็นตัว ๆ
ที่ขาดไม่ได้ แหะ ๆ น้ำพรรค์นั้น ถ้าได้น้ำเถือน ๆ สำรอง
ไว้ก็ดี

ตอนนี้ไปไหน ไปกลุ่มเล็กเหมือนกัน สบาย ๆ ถ่ายรูปนาน
เท่านานได้ง่าย ไม่มีคนขัดคอ... เพราะผมขับรถเองคนอืน
รอไปก่อน 555

แต่เขาหลวง ยังไม่เคยไปซักที ได้แต่ขับรถจากบ้านพิดโลก
เข้าโขทัย หักเลี้ยวเข้าถนน พรานกระต่าย เห็นเขา..แต่ไม่
อาจจะไปได้... ได้แต่มอง เพราะตอนนั้น คนยังไม่ค่อย
รู้จัก หาคนนำทางไม่ได้... เขาบอกว่า น้ำไม่มีนะเว้ย เหมือน ดอยเชียงดาว..

แต่พอเห็นภาพสวย ๆ ข้างบน ชักฮึด อยากไปขึ้นมา แต่
หง่อมแล้ว 555 ต้องหักห้ามใจ...

ว่าแต่ว่า อาหารไงเยอะแบบนั้น... แกงเขียวหวานน่ากินคง
ซื้อน้ำพริกแกงซอง กะ กะทิผง ไปแกงใช่เปล่า

ไปเที่ยว ดูพระอาทิตย์ ผมชอบ ตอนเช้ามืดมากกว่า..เดิน
ไปดูนานกว่าจะได้เห็น นอนรอด้วย...

แต่ตอนเย็นนี่ เข็ด ตอนลานหินปุ่ม ขากลับไฟฉายตก หลอด
ขาด เดินงมกลับ เกือบตก หลืบเขาหลายครั้ง..

ลายแมลง กัด แทะ ท่อนไม้แห้ง สวย..มาก ดีแล้วอยู่
ข้างบนเขา.. จะได้ไม่มีคนนำทองเปลว กะแปงไปทา ขอหวย
555

ชอบมุมมอง ถ่ายไม้ใหญ่ล้ม มุมเงย... สวยมาก งั้นโหวต

น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Photo Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 17 กันยายน 2559 5:27:07 น.  

 


สวัสดียามเช้าครับพี่หยี

 

โดย: กะว่าก๋า 17 กันยายน 2559 6:39:11 น.  

 

บล็อกนี้ดองได้ที่เลย อิอิ หลายๆภาพเห็นบนเฟซพี่หยีมานานมว้ากกกก กว่าจะเรียงเรียงรวบรวมผลิตสื่อการเรียนการสอนก็ล่อไปเกือบจะครบปี บล็อกนี้ต้นทุนสร้างมหาศาล

เขาหลวงผมยังไม่เคยไปสักครั้ง (มันไม่มีโบราณสถานหนิ) แต่ พี่หยีขึ้นไปแล้ว 5 ครั้ง!! สามครั้งแรกโหดขนาดนี้ยังไม่เข็ดแหนะ!
สุดยอดตั้งแต่ต้นบล็อก แผนที่นำทางพี่หยีนี่ดูง่ายยิ่งกว่ากูเกิ้ลสตรีทวิวอีกครับ
พอถึงเขาหลวงดูความสูงแล้วอย่างโหดเลยครับ แต่วิวสวยมาก ไปเห็นกับตาเผลอๆไม่สวยเท่าที่พี่หยีถ่าย เพราะฉะนั้นนั่งดูหน้าคอมที่บ้านนี่แหละดีแล้ว (โถวววว ไอ้ขี้เกียจ!) โธ่ๆ นี่มันสวยกระทั่งขอนไมท้แมลงชอนไชเลยนะครับ!
เดินไปถึงแคมป์ 3.7 km ดูเหมือนไม่ไกล แต่เส้นทางมันไม่สะดวกแน่ๆ (ผมขึ้นเขา 400 เมตรก็แย่แล้ว) ทีมนี้แกร่งจริงครับ เดินกัน 6 ชั่วโมง!!
ยิ่งลูกหาบที่ขนของเราขึ้นไปด้วยเขาขึ้นลงเขาเป็นว่าเล่น ร่างกายจึงแข็งแกร่งนัก น่าเอาไปสู้กับนักมวยปล้ำ WWE สิ่งมีชีวิตบนนี้คงแข็งแกร่งเลเวลสูงกว่าธรรมดา กระทั่งหมา กระทั่งไส้เดือนก็วิ่งแซงพี่หยีได้
ส่วนป้ายบอกทางแบบนี้มันป้ายตอแหลครับ หลอกให้เราคิดว่าใกล้ที่แท้ไกล
ดินยุบก็อุตส่าห์ไปตั้งชื่อให้มันอีก (ปล่องนางนาค)

กว่าจะหาสัญญาณเจอก็บนเขานารายณ์โน่นเลย จุดอื่นคลื่นคงโดนภูเขาบังหมดนะครับ ภาพกระโดดลงเหวนั่นเคยเห็นในเฟซ อิอิ ขึ้นตั้งนานขาลงสั้นนิดเดียวนะครับ กระโดดลงมาเลย //ไม่ใช่!!
มีกระทั่งตำแหน่งพระอาทิตย์ในแต่ละเดือน!! เที่ยวมั่วไม่ได้เลยนะครับเนี่ย เดือนธันวาตำแหน่งดีสุดจริงๆ พี่หยีลงข้อมูลตอนนี้เหมาะให้คนมาเที่ยวรอบปลายปีพอดีเลย พ้นข้อกล่าวหาเรื่องดองบล็อกไปได้อย่างสวยงาม


ดินเนอร์อลังการกว่าที่คิด มื้อเช้าก็แกงเขียวหวานน่ากิน ไปเอามาจากไหนกันครับเนี่ย?!! อ๋อ ลูกหาบขนตู้เย็นขึ้นไปด้วย ....ซะที่ไหนเล่า!
หลงทางก็ยังดีว่าช่วยกันคลำไปต่อได้นะครับ ทำมือดาวที่เขาแม่ย่าอย่างเท่ ทีมนี้อึดไม่พอ ถ่ายสวยไม่พอ ยังครีเอตท่ากันเก่งอีก ดรีมทีมนักผจญภัยกันเลยทีเดียว ท่าดาวหกแฉกนี้คงเป็นการประสานเวทเพื่อเรียกอสูรใช่ไหมครับ?

กะว่าจะออกไปหาอะไรกินตั้งแต่ 11.30 บล็อกพี่หยีก็ย้าวววววเพลินเพลิน จนอ่านมาถึงมื้อเที่ยงเผาไม้ต้มข้าวกันถึงรู้ตัวว่าหิวนี่ฝ่า (ว่าแต่มื้อนี้ต้มอะไรกินกันเหรอครับ?)
สายหมอกบนนั้นก็จุใจคุ้มค่าการเดินทาง ส่วนตำแหน่งตะวันที่ผานารายณ์เดือน ธ.ค. ไม่ค่อยดีแฮะ ต้องไปกลางๆปี

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กะว่าก๋า Book Blog ดู Blog
Tui Laksi Sports Blog ดู Blog
mambymam Home & Garden Blog ดู Blog
เป็ดสวรรค์ Photo Blog ดู Blog
กาบริเอล Travel Blog ดู Blog
ไวน์กับสายน้ำ Diarist ดู Blog
Rinsa Yoyolive Travel Blog ดู Blog
Close To Heaven Travel Blog ดู Blog
multiple Funniest Blog ดู Blog
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

 

โดย: ชีริว 17 กันยายน 2559 12:03:18 น.  

 

ขอถามค่ะ ถ้าจะชมพรพอาทิตย์ตกกับขึ้น จะไปเขาไหนค่ะ

 

โดย: rincha23 IP: 183.89.18.101 17 กันยายน 2559 15:18:40 น.  

 

ตอบคุณ rincha23 คห.11 นะครับ

ชมพระอาทิตย์ขึ้นให้ไปผานารายณ์
ชมพระอาทิตย์ตกให้ไปเขาพระแม่ย่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกยอดเขาล้วนชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกเพียงแต่ไม่ดีเท่าที่เอ่ยข้างบน เช่นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เขาพระแม่ย่า มุมมองที่จะเห็นอาทิตย์ขึ้นก็คือมองย้อนมาทางเขานารายณ์ ดูจากภาพในรีวิวจะพอมองเห็นไม่ยากครับว่าฉากหน้าแบบนั้นก็เห็นพระอาทิตย์เหมือนกันแต่เป็นคนละมุมมองกับคนที่ไปยืนตรงผานารายณ์ เหมือนเราถอยร่นมาไกลๆ
อีกตย. ถ้าจะไม่ชมพระอาทิตย์ตกที่เขาพระแม่ย่า แต่ไปชมที่ผานารายณ์แทน ก็เหมือนในรีวิวนี้ครับ เราไม่ได้ไปชมที่แม่ย่าในวันแรกเราไปรอพระอาทิตย์ตกที่ผานารายณ์ ก็เห็นเหมือนกันแต่สวยรองๆ ลงไปครับ

 

โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา 17 กันยายน 2559 16:08:55 น.  

 

มาเที่ยวด้วยค่ะ
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต

น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Photo Blog ดู Blog

 

โดย: newyorknurnse IP: 192.95.30.51 18 กันยายน 2559 3:16:48 น.  

 

บล็อกคุณหยีสุดยอดเหมือนเคย ทั้งภาพและถ้อยคำ
เราคงไม่มีโอกาสตระเวนเที่ยวที่งาม ๆ หรือบุกป่าฝ่าดงแบบนี้
ต้องขอบคุณมาก ๆ ที่พาเที่ยวและเก็บภาพมาฝากกันนะคะ
กดไลค์และโหวตให้แบบรัว ๆ เลยจ้า

 

โดย: haiku 18 กันยายน 2559 23:22:03 น.  

 

มาเที่ยวด้วยครับ ชมภาพสวยๆเพลินเลยครับ
จากป้าย ค่ายพักแรม 3720 เมตร จุดอื่นๆกางเต็นท์ได้ไหมครับ

น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog ดู Blog

 

โดย: เศษเสี้ยว 19 กันยายน 2559 22:45:52 น.  

 

ตอบคุณเศษเสี้ยว กางเต็นท์ได้เฉพาะบริเวณค่ายพักแรมครับ

 

โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา 20 กันยายน 2559 8:56:25 น.  

 

ขอบคุณภาพสวยๆ เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลยล่ะค่ะ

เป็นทริปที่ทรหดมาก แต่ก็คุ้มค่าเนาะ

 

โดย: ไม้น้ำ (เจ็บไม่อั้น ) 20 กันยายน 2559 21:15:17 น.  

 

thx u crab

 

โดย: Kavanich96 21 กันยายน 2559 4:18:21 น.  

 

เข้ามาเที่ยวผาเเต้ม ภาพสวยทุกภาพเลยค่ะ
บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ


บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้
ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
mambymam Home & Garden Blog ดู Blog
ต้นกล้า อาราดิน Literature Blog ดู Blog
เรียวรุ้ง Literature Blog ดู Blog
pantawan Health Blog ดู Blog
ไวน์กับสายน้ำ Diarist ดู Blog
ดอยสะเก็ด Literature Blog ดู Blog
Rinsa Yoyolive Travel Blog ดู Blog
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog

 

โดย: Quel 24 กันยายน 2559 21:25:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#12


 
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 171 คน [?]







ทำไมต้อง น้ำ ฟ้า ป่า เขา
เริ่มท่องเที่ยวไกลบ้านครั้งแรกตอนอายุได้ 12 ขวบ ไปไกลถึงเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ครั้งนั้นได้วิ่งไล่จับเมฆบนดอยปุย ก็ใจแตกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ชอบถ่ายภาพเพราะหนังสือถ่ายภาพท่องเที่ยวของ"ทอม เชื้อวิวัฒน์"
รักภูเขาเพราะหนังสือ "คืนสู่ภูเขา" ของดวงดาว สุวรรณรังษี
ภาพถ่ายผลงานของคุณดวงดาวในหนังสือเล่มนั้นมันสร้างแรงบันดาลใจแก่ผม ให้ผมหลงรักเหลี่ยมเขา และอยากถ่ายทอดเป็นภาพถ่าย เมื่อถึงเวลาต้องใช้นิคเนม เลยเลือกคำสั้น ๆ 4 คำที่เกี่ยวกับธรรมชาติที่เราชอบมาเป็นชื่อ น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา
ความตั้งใจ: ยังมีอีกหลายภู หลายดอย ที่ยังไม่ได้พิชิต เรี่ยวแรงก็เริ่มน้อยถอยลง พักนี้ของชีวิตก็ได้แต่เที่ยวฉาบฉวย สไตล์แคมป์คาร์ ไปเรื่อย ๆ
ยังจะเดินทางต่อไป ต่อไป ... และต่อไป

รู้จักจขบ.เพิ่มเติมได้ที่บทสัมภาษณ์พิเศษ
Interview The Blogger น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา




Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
15 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.