Group Blog
 
 
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
30 มกราคม 2559
 
All Blogs
 

ถนนชีวิต MAIN STREET

30 มกราคม 2559


 






หนังสือเล่มที่ผมอ่านในวันนี้เป็นหนังสือแปลของนักเขียนชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1930 เขาคือ ซินแคลร์ ลูอิ๊ส จากนวนิยายทรงพลังเรื่อง “MAIN STREET” ที่แปลเป็นชื่อไทยว่า “ถนนชีวิต” เล่มนี้แปลโดยคุณประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล เป็นนวนิยายชีวิตของคนชนบทแถบมิดเว้สต์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (หมายถึงรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา 12 รัฐได้แก่ อิลลินอยส์ , อินเดียน่า , ไอโอว่า , มิชิแกน , มินนีโซต้า , มิสซูรี่ , เนบ๊าสก้า , ดาโกต้าเหนือและใต้ , โอไอโอ้ และวิสคอนซิ่น) ชีวิตที่มีความผูกพันกับท้องถิ่นที่พวกเขาอยู่ ซึ่งได้แก่เมือง โกเฟ่อร์แพรรี่ (ที่เป็นเมืองสมมุติในเรื่อง) ในรัฐมินนีโซต้า โดยเล่าเรื่องของผู้คน(ตัวละคร)ผ่านการดำเนินชีวิตบนถนนสายหลักของเมือง ที่เรียกว่าเมนสตรีทนั้นเอง



“ Main Street ถนนสายเดียวที่ผ่านเข่ามาในอำเภอ ตำบลหรือหมู่บ้าน ที่เปลี่ยนจากถนนแดง(ถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งยามแล้ง เฉอะแฉะยามฝน)เป็นถนนดำ(ถนนลาดยาง) ร้านรวงต่าง ๆ ปรับตัว เมืองที่ใหญ่หน่อยมีร้านค้า และห้างทันสมัยจากตัวจังหวัด กระทั่งกรุงเทพฯ มาเปิดสาขาทุกที่ทั่วไทยเกิดปรากฏการณ์แบบ “Main Street ” ภาพตัดกันระหว่างชุมชนผู้คนชาวเกษตรกรรมกับผู้คนแบบชาวเมือง ที่คนเหล่านั้นพยายามทำตัวเป็นชาวเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน”
(จากคำแถลงสำนักพิมพ์ หน้า 6)



คำกล่าวข้างบนนี้เป็นคำเปรียบเปรยโดยสำนักพิมพ์ทับหนังสือผู้จัดพิมพ์นวนิยายแปลเล่มนี้ เป็นคำอธิบายโดยเทียบให้เห็นภาพกับเมืองไทย เพื่อทำให้ผู้อ่านพอเห็นภาพลาง ๆ ได้ สำหรับผมเมื่ออ่านเรื่องนี้จบแล้วผมก็พอมองเห็นภาพของถนนหลักที่เรียกว่าเมนสตรีท (Main Street) ได้ประมาณคือถนนในเมือง ถนนสายแรกสุดของตำบลในเมือง ถนนเส้นหลักที่เลี้ยวออกมาจากทางหลวงสายใหญ่ ถนนลาดยางที่วิ่งผ่าเข้ามากลางชุมชมของเมืองที่มีทั้งที่ว่าการอำเภอหรือที่ทำการ อบต. ธนาคาร ร้านค้า ตลาดสด โรงเรียน โรงภาพยนตร์และสถานบันเทิงอยู่บนถนนเส้นนั้น โดยความยาวหรือความคึกคักของถนนนั้นจะมากน้อยไปตามขนาดของเมืองนั้น ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะพอมองเห็นภาพเหล่านี้ตามเมืองชนบทของไทยเช่นกัน

สำหรับในเรื่อง “ถนนชีวิต” (MAIN STREET) นี้เป็นเรื่องของตัวละครเอกที่เป็นผู้หญิงชื่อ แคโรล มิลฟอร์ด สาวสวยทันสมัยจากเมืองกรุงที่จบจากมหาวิทยาลัยดัง(บล็อดเจ๊ตต์)ในเมืองมินีแอลโพลิส นางเอกของเรื่องได้แต่งงานกับคุณหมอท้องถิ่นจากเมืองโกเฟ่อร์แพรรี่ เมืองชนบทที่เต็มไปด้วยท้องทุ่งแพรรี่ พระเอกของเรื่องที่ชื่อนายแพทย์วิลล์ เค็นนิข๊อตต์ ผู้จีบเธอด้วยภาพถ่ายท้องทุ่งชนบทอันสวยงามจำนวน 12 รูป และความหวังในการสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนเปลี่ยนเมืองชนบทนี้ให้เป็นสวรรค์ที่สวยงามสำหรับเธอ ทั้งคู่แต่งงานกันและมุ่งหน้าสู่เมืองโกเฟ่อร์แพรรี่ เมืองที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของหญิงสาวนามแคโรลไปตลอดกาล

ด้วยความหวังและความตั้งใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงเมืองให้เป็นตามใจที่เธอต้องการ แคโรล เค็นนิข็อตต์ ภรรยาสาวแสนสวยของนายแพทย์ประจำเมืองจึงพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง อาทิเช่น เธอพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการพบปะสังสรรค์ในสนุกสนานขึ้น , เธอต้องการปรับปรุงศาลากลางประจำเมืองใหม่ , เธอจัดตั้งชมรมการแสดงจัดแสดงละคร ฯลฯ รวมทั้งช่วยสามีที่เป็นนายแพทย์ทำหน้าที่ดูแลคนไข้ และไปเยี่ยมไข้พร้อมกับสามีด้วย แต่ความตั้งใจทั้งหมดของเธอไม่เป็นผลสำเร็จ เธอมิอาจเปลี่ยนแปลงเมืองได้อย่างที่ใจนึก ในท้ายที่สุดเธอก็ถูกเมืองโกเฟ่อร์แพรรี่กลืนกินไปจนหมดสิ้น เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นความโศกเศร้าประจำใจเธอตลอดเวลาที่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนี้ เหมือนเธอได้ภาวะติด “เชื้อไวรัสหมู่บ้าน” (village virus) ที่แพร่เชื้อกระจายจากคนในเมืองนี้มาสู่ตัวเธอ จนทำให้เธอต้องการหนีออกไปจากเมืองนี้ให้ได้



“ การหลบหนี่ที่เกิดจากแรงปรารถนาภายในนั้นมิใช่เพียงหนีจากที่แห่งหนึ่ง แต่ต้องรู้ว่าที่แห่งใดที่เราจะไป ที่ผ่านมาเธอรู้ว่าตัวเองอยากหนีจากโกเฟ่อร์แพรรี่ หนีจากเมนสตรีท หนีจากทุกหนแห่งที่ชวนให้นึกถึงมัน แต่เธอไม่รู้จุดหมายที่เธอจะไป ...”
(หน้า 508)



ตัวละครแคโรล เค็นนิข็อตต์ ในเรื่องดูเหมือนเป็นสาวมั่นที่แสนสวยและช่างฝัน เธอเพ้อฝันอย่างไร้สติและคิดไปเองเสมอ เธอต้องการสร้างโกเฟ่อร์แพรรี่ให้เป็นยูโทเปีย เป็นเมืองในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ แต่ในมุมมองของคนอื่นในเมืองต่างก็มองว่าเธอยังคงเป็นสาวเมืองกรุงที่วุ่นวายคอยจะทำร้ายเมือง ในขณะที่ความต้องการที่แท้จริงในใจของเธอเองนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเธอต้องการอะไรกันแน่ เธอคิดถึงชีวิตครอบครัวหลังการแต่งงาน ซึ่งเธอทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีไม่มีข้อบกพร่อง แต่สิ่งที่เธอไม่แน่ใจคือบทบาทของการเป็นสตรีซึ่งเป็นภรรยาหมอที่ปรากฏให้คนอื่นเห็นทั้งอยู่ในบ้านและนอกบ้าน


“ ฉันคิดว่าฉันอยากให้คุณช่วยฉันค้นหา ว่าอะไรที่ทำให้ผู้หญิงอยู่ในความมืดมน อยู่ในเงาไม้สลัวมัวหม่น เราทุกคนอยู่ในนั้น ผู้หญิงสิบล้านคน ผู้หญิงที่แต่งงานกับสามีผู้มั่งคั่งร่ำรวย ผู้หญิงนักธุรกิจปกเสื้อลินิน คุณยายที่แวะไปตามบ้านโน้นบ้านนี้เพื่อจิบน้ำชา เมียของคนงานเหมืองค่าแรงต่ำ หรือเมียชาวนาที่ชอบทำเนยแล้วก็ไปโบสถ์ อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ ... จริง ๆ ? วิลล์ เค็นนิข็อตต์คนนั้นก็บอกว่า เราต้องการลูกเยอะ ๆ แล้วก็ทำงานหนัก แต่มันไม่ใช่ เพราะความทุกข์อย่างเดียวกันนี้เราพบในผู้หญิงที่มีลูกแปดคน ที่อีกคนกำลังตามมา และตามมา และความทุกข์อย่างเดียวกันนี้ คุณยังพบได้ในเสมียนชวเลข ในเมียที่ขัดล้างทำความสะอาดบ้านมากพอ ๆ กับในบัณฑิตสาววิทยาลัย ผู้อยากหนีไปให้พ้นจากพ่อแม่ผู้การุณย์ของตน เราต้องการอะไร?”
(หน้า 286)


ส่วนตัวละครวิลล์ เค็นนิข็อตต์ ในเรื่องเป็นเสมือนภาพอุดมคติของผู้ชายอเมริกันในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 พระเอกของเรื่องเป็นนายแพทย์ผู้มีจรรยาบรรณ มีอาชีพที่มีเกียรติมีฐานะดี เป็นที่น่ายกย่องและนับถือของคนทั่วไปในเมือง เป็นบุรุษที่มีสาว ๆ หลงใหลอยากได้เขามาเป็นสามีของพวกเธอ ซึ่งแน่นอนว่าคุณหมอวิลล์ เค็นนิข็อตต์ ผู้นี้ได้ภรรยาสวยเป็นสาวเมืองกรุงที่เพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์ จึงทำให้เป็นจุดสนใจของคนในเมือง เมืองโกเฟ่อร์แพรรี่เมืองที่เต็มไปด้วยการนินทาว่าร้าย เมืองที่คนรู้จักคนอื่นได้จากปากของคนอื่น ดังนั้นเขาผู้เป็นพระเอกของเรื่องจึงต้องประครองรักของเขากับแคโรลไว้ให้ได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวละครวิลล์ เค็นนิข็อตต์นี้จึงเป็นเหมือนภาพชีวิตของชายอเมริกันผู้ทำงานหลักเพื่อครอบครัว เป็นชายผู้สร้างความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายให้แก่คนในครอบครัว เป็นชายผู้ผลักดันให้ครอบครัวมีหน้ามีตาขึ้นมาในสังคม และเป็นผู้ชายที่มีส่วนสร้างความเจริญก้าวหน้าของสังคมด้วย ซึ่งพวกผู้ชายเหล่านี้เองที่เป็นผู้ก่อร่างสร้างประเทศขึ้นในยุคแรก ๆ ของประวัติศาสตร์อเมริกา


“ ห้าสิ่งโปรดปรานของวิลล์ เค็นนิข็อตต์ ได้แก่ เวชกรรม เก็งกำไรที่ดิน แคโรล(ภรรยา) ขับรถยนต์ และล่าสัตว์ แต่ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเขาโปรดปรานสิ่งไหนมากกว่ากัน และแม้ว่าความสนใจและกระตือรือร้นหลัก ๆ ของเขาอยู่ที่แวดวงการแพทย์ เขาชื่นชมศัลยแพทย์เมืองกรุงผู้หนึ่ง เขาประณามวิธีการไม่ชอบมาพากลในการชักชวนหมอบ้านนอกให้หาคนไข้ผ่าตัดป้อนให้ และต่อต้านเรื่องการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่ารักษาให้แก่ผู้แนะนำคนไข้ให้ เขาภูมิใจในอุปกรณ์ฉายรังสีเครื่องใหม่ของตน แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเลยที่ให้ความสุขความเพลิดเพลินแก่เขาเท่ากับการขับรถยนต์”
(หน้า 278)






 







“ถนนชีวิต” (MAIN STREET) เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครหญิงที่ชื่อแคโรล เค็นนิข็อตต์ ดังนั้นเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ในเรื่องจึงเป็นการสะท้อนความคิดของหญิงสาวอเมริกันในสมัยนั้น สะท้อนทั้งความรู้สึกนึกคิดและความต้องการที่อยู่ลึก ๆ ในใจของหญิงสาวชาวอเมริกันทุกคนด้วย จากการที่ได้อ่านบทนำของเรื่องจึงทำให้ทราบว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรก ๆ ที่ตีแพร่สังคมอเมริกันในเชิงเสียดสี ด้วยวิธีการเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ด้วยชั้นเชิงแบบนักข่าวของซินแคลร์ ลูอิ๊ส ผู้เขียน การตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1920 ทำให้นวนิยายเรื่องนี้กลายเป็นนวนิยายที่ขายดีด้วยยอดขายมากกว่า 250,000 เล่มภายในไม่กี่เดือน จึงเป็นการสร้างปรากฏการณ์ในแวดวงวรรณกรรม และยังก่อแรงสั่นสะเทือนต่อพลเมืองอเมริกันทั่วทั้งประเทศด้วย เรียกได้ว่าไม่มีชาวอเมริกันคนไหนไม่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ และคำว่า Main Street ได้กลายเป็นคำที่ถูกบัญญัติในพจนานุกรมอเมริกัน ที่มีนัยยะถึง “ความเป็นบ้านนอกและใจแคบ” (เรียบเรียงบางส่วนมาจากคำโปรยในปกหลัง)

ผมยอมรับว่า “ถนนชีวิต” (MAIN STREET) เป็นนวนิยายที่อ่านยากสำหรับผม ผมใช้เวลาอ่านเล่มนี้นานมาก ในตอนแรกที่ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่ออ่าน ผมเห็นมีด้ายคั่นหนังสืออยู่สองเส้นสองสี ผมยังนึกในใจเลยว่าสำนักพิมพ์เขาคงทำไว้เผื่อว่าเส้นใดเส้นหนึ่งมันขาดแน่ ๆ แต่เมื่อเริ่มต้นอ่านเนื้อเรื่องในบทแรกผมก็รู้ทันทีว่าทำไมต้องมีด้ายคั่นหนังสือถึง 2 เส้น สาเหตุก็เพราะว่าเป็นนวนิยายที่มีรายละเอียดซึ่งต้องอธิบายเพิ่มเติมจากเนื้อเรื่องเยอะ จึงจำเป็นต้องมีเชิงอรรถอธิบายอยู่ท้ายเล่ม เฉพาะเชิงอรรถก็มีจำนวน 83 หน้าแล้ว เรียกว่าในบทแรก ๆ ตอนอ่านต้องพลิกไปมาเพื่ออ่านเชิงอรรถประกอบโดยตลอด จึงทำให้ต้องมีด้ายคั่นหนังสือคั่นหน้าที่อ่านค้างอยู่กับหน้าที่เป็นเชิงอรรถ ในช่วงแรกที่ผมอ่านผมรู้สึกเบื่อมากเพราะว่าอ่านไม่สนุก เนื่องจากมันเป็นเรื่องราวชีวิตของคนอเมริกันในยุคก่อนที่ห่างไกลจากตัวของเรามาก อีกทั้งตัวละครเอก(แคโรล)ก็มีเป้าหมายที่เลือนลอย อ่านไปก็รู้ว่าเธอไม่สามารถทำอะไรได้แน่ ๆ ตอนอ่านจึงไม่ได้เอาใจช่วยตัวละครหลักสักเท่าไหร่ จึงทำให้อ่านได้ครั้งละนิดหน่อยไม่กี่บทเอง ผมยอมรับว่าเกือบจะอ่านไม่ผ่านแล้ว แต่ในช่วงท้าย ๆ ของเรื่องเริ่มสนุกมากขึ้น จนกระทั่งอ่านสนุกไปจนถึงตอนจบ  ซึ่งผมเชื่อว่าหนังสือได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วก็ต้องมีอะไรที่ดีบ้างแน่ ๆ  ซึ่งผมพบพลังของเรื่องนี้เมื่อผมได้อ่านจนจบแล้ว พลังของเรื่องมันกระแทกความรู้สึกผม จนทำให้ผมต้องหวนคิดถึงว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยล่ะ? เราจะมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง? ถือว่าเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมที่แปลกแหวกแนวซึ่งควรค่าแก่การอ่านมาก ถึงแม้ว่าในช่วงแรก ๆ ต้องทนอ่านอย่างเบื่อหน่ายก็ตาม

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการอ่านนวนิยายเรื่องนี้คือ ได้รู้จักเรื่องศิลปะและวรรณกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ในเรื่องแคโรลเรียนจบมาทำหน้าเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดในเมืองกรุง เธอเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ และชอบเล่นละคร ในเนื้อเรื่องจึงมีการพูดถึงศิลปะทั้งด้านการละครและด้านวรรณกรรมอยู่ตลอด ทำให้คนอ่านได้รู้จักผู้สร้างละครและนักเขียนจากวรรณกรรมเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นด้วย ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ พวกนี้ทางผู้แปลได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ในเชิงอรรถให้คนผ่านได้เข้าใจมากขึ้น  เรียกว่าแค่อ่านเชิงอรรถก็ได้ประโยชน์และได้ความรู้มากมายเกี่ยวกับความเป็นไปของอเมริกา เรื่องศิลปะและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต การนับถือศาสนา ฯลฯ รวมทั้งได้รู้จักวรรณกรรมเอกของโลกด้วย

นวนิยายเรื่อง “ถนนชีวิต” (MAIN STREET) เล่มที่อยู่ในมือของผมนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย ผมต้องขอขอบคุณผู้แปลคือคุณประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล และคุณชนายุส ตินารักษ์ผู้เป็นบรรณาธิการของเล่มนี้ ที่ได้แปลวรรณกรรมระดับโลกให้คนไทยได้อ่านกัน และต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ทับหนังสือ ผู้จัดพิมพ์เล่มนี้ (เดือนพฤษภาคม 2558) ด้วยความหนาขนาดที่ต้องตัดสินใจก่อนหยิบมาอ่าน จำนวน 780 หน้า (ความยาวเนื้อเรื่อง 633 หน้า + ความยาวเชิงอรรถ 83 หน้า + บทนำของเรื่องอีก 64 หน้า) เล่มนี้เป็นฉบับปกแข็ง ราคาปก 700 บาท เป็นหนังสือที่คู่ควรอยู่ในชั้นวางหนังสือที่บ้านคุณแน่ ๆ ครับ


ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านรีวิวนี้ ขอให้ท่านมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ถึงแม้ว่าหนังสือจะมีความหนามากกว่า 500 หน้าก็ตาม ยิ่งอ่านมากก็ขอให้ท่านมีความสุขมากตามไปด้วยครับ





 

Create Date : 30 มกราคม 2559
31 comments
Last Update : 30 มกราคม 2559 11:28:16 น.
Counter : 420 Pageviews.

 

อ่านรีวิวแล้วน่าจะหนักอยู่นะคะเล่มนี้
เนื้อเรื่องสะท้อนสังคมควบคู่ไปกับบทวิเคราะห์แบบนี้
ถ้าเข้าใจโครงเรื่องถึงจะไปต่อได้
แล้วเล่มก็หนามากด้วย ต้องนักอ่านตัวจริงเลยค่ะ

 

โดย: ที่เห็นและเป็นมา 30 มกราคม 2559 16:25:47 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณกล่อง
แล้วเจอกันในงานบล็อกแก็งค์นะคะ
จำได้ไม่ลืมว่ายังติดค้างขนมปังแอปเปิ้ลอยู่ค่ะ

จากชื่อหนังสือก็พอเดาได้ว่าบนถนนชีวิตคงไม่ได้ราบเรียบแน่นอน
เคยอ่านเจอว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นหรือคนอื่นยากนะคะ
เปลี่ยนที่ตัวเองจะง่ายกว่าค่ะ
ขอให้มีความสุขกับการอ่านเช่นกัน

 

โดย: เนินน้ำ 30 มกราคม 2559 17:06:10 น.  

 

เล่มนี้ยังไม่มีในกองดอง เอ๊ย ในครอบครอง แหะๆ

แต่อ่านรีวิวแล้วน่าสนใจนะคะ

เสียดาย คิดว่าจะได้เจอกันงานบล็อกแกงค์ (เราลงชื่อไปแล้วด้วยค่ะ) แต่ตอนนี้น่าจะติดงานแน่ๆ แล้วค่ะ อดแหละ เสียดายมากๆ เลยแหละค่ะ ฮือๆ

วันนี้โหวตหมวดหนังสือไปแล้ว เดี๋ยววันอื่นเรามาโหวตให้นะคะ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 30 มกราคม 2559 21:15:36 น.  

 

อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog
มาส่งกำลังใจให้ทิดกล่องหน่อย

 

โดย: หอมกร 30 มกราคม 2559 22:21:26 น.  

 

เป็นหนังสือที่ไดรับรางวัลโนเบล ต้องมีสาระอะไรดีๆให้ผู้อ่านแน่ๆนะคะ
อ่านจากรีวิวในความพยายามอ่านต่อให้จบ นับถือเลยคะ
ขอบคุณคุณกล่องสำหรับเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ จนเราผู้อ่าน
อยากติดตามอ่านด้วยจัง

อาคุงกล่อง Book Blog

 

โดย: Tui Laksi 30 มกราคม 2559 23:23:48 น.  

 

โหวตค่า

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 31 มกราคม 2559 0:11:11 น.  

 

นอนหลับฝันดีค่ะคุณกล่อง
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Tui Laksi Sports Blog ดู Blog
กาปอมซ่า Literature Blog ดู Blog
mariabamboo Photo Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

 

โดย: เนินน้ำ 31 มกราคม 2559 0:14:44 น.  

 

เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

น่าสนใจ... แต่ หมอ กับภรรยา คงจะเหนื่อย
เพราะ "พยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น"

นะครับคุณกล่อง

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 31 มกราคม 2559 5:31:15 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

 

โดย: **mp5** 31 มกราคม 2559 9:03:39 น.  

 

ส่งกำลังใจให้รีวิวหนังสือดีๆครับ

อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

 

โดย: เศษเสี้ยว 31 มกราคม 2559 23:57:29 น.  

 

เล่มนี้หนักพอสมควร สาวคงอ่านไม่จบแน่ๆ คุณกล่องอ่านจบเก่งมากค่ะ

 

โดย: sawkitty 1 กุมภาพันธ์ 2559 7:34:13 น.  

 

ไม่ได้แตะวรรณกรรมหนักและหนามาหนาเหมือนกันค่ะ ถ้าอาคุงกล่องบอกว่าใช้เวลาในการอ่าน สำหับเราคงนานกว่านั้น แต่ก็น่าหยิบหามาอ่านโุบ้าง ขอบคุณที่รีวิวนะคะ

 

โดย: ชลบุรีมามี่คลับ 1 กุมภาพันธ์ 2559 11:26:56 น.  

 

วรรณกรรมยาว ๆ ผมอ่านแต่ ขุนช้างคุณแผน กับ สามก๊กเท่านั้นครับ

นอกนั้นไม่มีกำลังใจจะอ่านครับ.

 

โดย: เจียวต้าย 2 กุมภาพันธ์ 2559 10:52:02 น.  

 

แวะมาแปะหัวใจให้น้องกล่อง

 

โดย: อุ้มสี 2 กุมภาพันธ์ 2559 14:17:27 น.  

 

ถ้าชอบจริงๆ ต้องทนอ่านแม้จะเบื้อหน่ายก็ตาม
แบบนี้คนชอบเค้าทำได้นะคะ อ่านเยอะๆ ล้วนแต่เป็นจินตนาการล้วนๆค่า

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ซองขาวเบอร์ 9 Home & Garden Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog



 

โดย: Rinsa Yoyolive 2 กุมภาพันธ์ 2559 22:55:26 น.  

 

แปะใจๆ

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ


 

โดย: Rinsa Yoyolive 2 กุมภาพันธ์ 2559 22:55:49 น.  

 

ขอบคุณมากนะคะที่ไปเยี่ยมที่บล็อก มาแปะหัวใจให้ด้วยคะ

 

โดย: We Are FroM BeLGiUM 3 กุมภาพันธ์ 2559 16:34:45 น.  

 

ยามค่ำๆ สวัสดีค่ะคุณกล่อง วันนี้สาวอัพบล็อกใหม่อีกแล้ว

 

โดย: sawkitty 3 กุมภาพันธ์ 2559 19:39:21 น.  

 

ขอบคุณมาก ๆ ที่แวะไปแสดงความยินดี ไปชมนิทรรศการพระพุทธรูปและโหวตให้นะคะ
ต้องขออำภัยที่แวะมาช้า งานยุ่งได้ใจมาก
กดไลค์กับโหวตแถมแปะหัวใจอีกดวงค่า

 

โดย: haiku 3 กุมภาพันธ์ 2559 23:17:57 น.  

 

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ

คุณเหลือ อีก 2 ดวง สำหรับวันนี้ค่ะ Thailand Web Stat

 

โดย: Opey 5 กุมภาพันธ์ 2559 1:25:14 น.  

 

แวะมาแปะหัวใจจ้า

 

โดย: honeynut 5 กุมภาพันธ์ 2559 7:16:07 น.  

 

แวะเข้ามาอ่านรีวิว และก็แปะหัวใจจ้า

 

โดย: ปุ๊ (หญิง มิน มิน ) 5 กุมภาพันธ์ 2559 21:45:27 น.  

 

สุขสันต์วันตรุษจีนนะคะ

โหวต Book Blog ค่ะ

 

โดย: ALDI 7 กุมภาพันธ์ 2559 5:49:52 น.  

 

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ
สุขสันต์วันตรุษจีนค่ะ

 

โดย: เนินน้ำ 7 กุมภาพันธ์ 2559 11:30:23 น.  

 



มีความสุขมากๆตลอดไปนะค่ะ

 

โดย: คนผ่านทางมาเจอ 7 กุมภาพันธ์ 2559 19:18:10 น.  

 

780 หน้า พี่ขยันอ่านจริงๆเลยอะ

 

โดย: น้องผิง 8 กุมภาพันธ์ 2559 20:43:05 น.  

 

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ



 

โดย: หอมกร 9 กุมภาพันธ์ 2559 17:36:38 น.  

 

แวะมาแปะหัวใจค่ะ

 

โดย: zungzaa 9 กุมภาพันธ์ 2559 21:14:05 น.  

 

อาคุงกล่อง Book Blog

ดูชื่อเรื่องกับภาพหน้าปกและความหนา
เหมือนว่าจะเป็นแนวชีวิตที่จริงจังมากเลยนะคะ
บางครั้งเรื่องมันอาจไกลตัวสำหรับ แนวคิดทางสังคมที่ไม่ได้
ใกล้เคียงกับเรา อาจทำความเข้าใจลำบากไปนิด


โห...มีการวิเคราะห์ด้ายขั้นหนังสือด้วย

ปล.ฟ้าลงชื่อไปงานบล็อกแล้วค่า

 

โดย: กาบริเอล 11 กุมภาพันธ์ 2559 11:40:36 น.  

 

พี่อุ้มแวะมาแปะหัวใจให้น้องกล่องจ๊ะ

 

โดย: อุ้มสี 13 กุมภาพันธ์ 2559 21:27:52 น.  

 




ขอบคุณคะที่แวะมา
ขออวยพรให้มีความสุขในวันวาเลนไทน์นะคะ

 

โดย: Mitsubachi 14 กุมภาพันธ์ 2559 18:43:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]




อาคุงกล่อง เป็นชายไทยคนหนึ่ง ที่ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและเวลาว่างในวันหยุด เขียนเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้อ่านเป็นงานอดิเรก โดยบางเรื่องสนุกบ้างไม่สนุกบ้าง ขำบ้างไม่ขำบ้าง .... เพื่อน ๆ ก็ทนอ่าน ๆ กันไปก่อนนะครับ โดยช่วงนี้ผมพยายามจะเขียนเรื่องใหม่ ๆ ให้ทุกท่านได้อ่านกันบ่อย ๆ ครับ

"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ ... อิอิ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)
akungklong@hotmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.