|
เกมส์ฮิตพิชิตรัก ... ตอน 1
ผมได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งโดยบังเอิญครับ โดยครั้งแรกสุดที่ผมได้เจอกันเธอคนนี้ เธอกำลังนั่งทานอาหารอยู่กับเพื่อนร่วมงานของเธออีก 3 คน บนโต๊ะอาหารที่ถัดจากโต๊ะที่ผมกำลังนั่งอยู่ไปประมาณ 4-5 โต๊ะ ผมเห็นใบหน้าด้านข้างของเธอเรียวงามและน่ามองเป็นอย่างมาก ทรงผมสีดำขลับที่ถูกรวบรัดมัดเป็นช่อโดยมีที่คาดผมเป็นรูปผีเสื้อตัวตัวเล็ก ๆ นั้น ยิ่งทำให้สะดุดตามมากขึ้นเมื่อเห็นตุ้มหูที่เป็นรูปดอกไม้สีเหลืองห้อยอยู่เป็นพวงยาว ดูไปแล้วก็เกิดจินตนาการเหมือนกับว่า ผีเสื้อตัวนั้นกำลังจะบินลงมากินเกสรของดอกไม้สีสวยที่อยู่ยังติ่งหูของเธอ ใบหน้าของเธอที่ถูกแต่งเสริมด้วยเครื่องสำอางเพียงเบาบางนั้น สามารถเห็นรูปทรงของใบหน้าที่เข้ากันได้เป็นสัดส่วนดีระหว่างคิ้ว ดวงตา จมูกและเนินแก้ม โดยเฉพาะริมฝีปากที่ปราศจากสีเคลือบของลิปสติกนั้น ยิ่งให้เห็นว่าริมฝีฝากของเธอนั้นดูอิ่มเอิบมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมากมากในยามที่เธอได้ขยับปากไปมา สวยจังเลย ผมได้แต่คิดขึ้นเพียงในใจเบา ๆ ซึ่งในขณะที่ผมได้เห็นเธอนั้น ผมอยู่ในระหว่างการรับประทานอาหารค่ำกลับกลุ่มลูกค้าของผม เป็นมื้อธุรกิจอีกหนึ่งมื้อที่ผมต้องทำการเลี้ยงรับรองบรรดาลูกค้ารายใหญ่ของผม ผมจึงอาจจะไม่มีเวลามากนักที่จะมาแอบมองสาวโต๊ะข้าง ๆ แต่ก็เหมือนมีมนต์สะกดอะไรบ้างอย่างที่ทำให้ผมต้องแอบหันหน้าไปมองยังเธอในทุกครั้งที่บทสนทนาบนโต๊ะของผมจบลง ส่วนตัวลูกค้าของผมนั้นล้วนเป็นท่านผู้อาวุโสกันหมดแล้วทุกคน คงจะไม่มีใครที่มาคอยสังเกตมองอาการแบบนี้ของผมแน่ แต่ผมก็ไม่ควรจะพลาดโดยผมพยายามรวบรวมกริยาและสมาธิของผมให้อยู่แต่บนโต๊ะอาหารของผมให้ได้มากที่สุด และแล้วก็เมื่อมีโอกาสเป็นใจ เมื่อเธอคนนั้นลุกขึ้นจากเพื่อปลีกตัวไปพูดโทรศัพท์ข้างนอกด้านข้างของร้านอาหาร ผมจึงไม่พลาดที่จะขออนุญาตเหล่าลูกค้าของผมเพื่อที่ผมจะขอออกไปพูดโทรศัพท์สักครู่เช่นกัน เมื่อผมเดินออกไปยังภายนอกด้านอาหารด้านข้างแล้ว ผมก็แอบชำเลียงสายตาไปมองให้เห็นว่าเธอยืนอยู่ในระยะสายตาที่ผมยังพอมองเห็นได้ ผมตัดสินใจยืนไม่ห่างจากประตูของร้านอาหารมากนัก เพราะยังไงก็ตามเธอต้องเดินกลับมาเข้าประตูบานนี้แน่ ๆ แล้วผมก็ต้องทำทีเป็นกดโทรศัพท์เพื่อพูดคุยบ้าง โดยผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบไว้ที่ข้างหู พร้อมทั้งทำปากขยุบขยิบเหมือนว่ากำลังพูดคุยกับใครสักคนอยู่ หลังจากนั้นอีกสักพักเธอก็คงวางสาย แล้วเธอก็เดินกลับมายังประตูทางข้างร้านที่ผมกำลังยืนอยู่ โดยที่เมื่อเธอเดินมาใกล้ตัวของผมแล้ว ผมก็สังเกตเห็นได้ว่าบนใบหน้าข้างแก้มอีกฝั่งหนึ่งของเธอนั้น ได้มีผ้าพันแผลผืนใหญ่ติดอยู่ โดยขนาดของมันใหญ่เกือบจะเต็มทั้งแก้มซึ่งใคร ๆ ก็สามารถมองเห็นได้ชัด คงยกเว้นเพียงแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะว่าในตำแหน่งที่ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารนั้น ผมเห็นเพียงใบหน้าด้านซ้ายข้างเดียวของเธอเท่านั้น ส่วนผ้าพันแผลนั้นอยู่บนแก้มด้านขวาของเธอ ขอโทษค่ะ เธอคงพูดเบา ๆ ด้วยความมีมรรยาท เพราะว่าตัวผมนั้นได้ยืนพูดโทรศัพท์ขวางประตูอยู่ ผมต้องแกล้งทำเป็นพยักหน้าเพื่อขอโทษเธอ พร้อมทั้งขยับตัวให้เลี่ยงออกมาจากจุดที่ผมยืนอยู่เพื่อที่เธอจะได้เดินผ่านเข้าประตูไปได้ แล้วเธอก็หันมายิ้มให้แก่ผมเหมือนจะเป็นการบอกกล่าวขอบคุณที่ผมหลีกทางให้แก่เธอ รอยยิ้มที่เธอส่งให้แก่ผมนั้นมันได้ถูกบันทึกของหน่วยความจำในสมองของผมในทันที เมื่อผมกลับมายังโต๊ะอาหารก็ได้เวลาที่มื้อค่ำของผมใกล้จะต้องปิดฉากลงแล้ว ลูกค้าทุกคนได้รับประทานอาหารอิ่มเรียบร้อยแล้วจึงเป็นสมควรแก่เวลาแล้วที่ผมจะสั่งเช็คบิล เนื่องจากว่าผมก็จำเป็นต้องขับรถกลับไปส่งลูกค้าผู้อาวุโสของผมด้วย ดังนั้นความตั้งใจอะไรบ้างอย่างที่อยู่ลึก ๆ ในใจของผมก็ต้องหมดสิ้นลงในช่วงเวลาอีกไม่นานนี้แน่ มันเหมือนกับช่วงเวลาที่ตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอล ที่เวลาการแข่งขันใกล้จะหมดลงแล้วคงเหลือแค่การทดเวลาเจ็บ 2-3 นาทีเท่านั้น แต่ผมยังไม่สามารถทำประตูได้เลย คงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้วจริง ๆ พนักงานเสิร์ฟเดินเอาเงินทอนใส่ถาดเล็ก ๆ มาให้แก่ผม ผมหยิบเงินทอนทั้งหมดขึ้นมาจากถาดใส่เงินทอนใบนั้น แล้วผมก็หยิบใบร้อยใบหนึ่งออกมาจากเงินทอนที่ผมได้หยิบขึ้นมา ทิปนี้พี่ให้น้องนะ ผมพูดพร้อมทั้งยื่นใบร้อยส่งให้แก่มือของพนักงานเสิร์ฟ แล้วผมก็หยิบนามบัตรของผมที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อวางลงไปในถาดใส่เงินทอนใบเล็ก ๆ นั้น พี่รบกวนน้องช่วยเอานามบัตรใบไปนี้ไปให้คุณผู้หญิงคนนั้นหน่อยสิ ผมพูดขึ้นพร้อมทั้งชี้มือไปยังโต๊ะอาหารที่เธอคนนั้นนั่งอยู่ ผู้หญิงคนไหนครับ? พนักงานเสิร์ฟถามขึ้นในขณะที่มองตามไปยังโต๊ะที่เป็นเป้าหมาย คุณผู้หญิงที่มีผ้าพันแผลปิดอยู่ที่แก้มนะ น้องเอานามบัตรใบนี้ไปให้แก่เขา แล้วบอกเขาว่าพี่ฝากเอามาให้ ผมพูดย้ำให้พนักงานเสิร์ฟเข้าใจอย่างชัดเจน แล้วพนักงานเสิร์ฟก็เอานามบัตรของผมไปส่งให้แก่เธอคนนั้นที่โต๊ะ ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะหันไปมองตามโดยตลอด ผมเห็นว่าในทันทีที่พนักงานเสิร์ฟเอานามบัตรของผมไปยื่นให้แก่เธอนั้น ดูเหมือนว่าทุกคนบนโต๊ะของเธอนั้นจะหยุดการสนทนาลงโดยอัตโนมัติ แล้วทั้งหมดก็หันมองมาที่ผมในจังหวะที่พนักงานเสิร์ฟชี้มือกลับมาที่ผม ผมเห็นเธอหยิบนามบัตรใบนั้นของผมขึ้นมาจากถาดใส่เงินทอง เธอมองจ้องอ่านไปที่นามบัตรก่อนที่จะหันหน้ากลับมามองที่ผมแบบงง ๆ ซึ่งผมเองก็ได้แต่มองไปที่เธอพร้อมทั้งยิ้มตอบออกไปให้แทน มันคงเหมือนช่วงเวลาที่กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันลงแล้ว ผมจำเป็นต้องเดินออกจากร้านอาหารแห่งนั้นพร้อมกับลูกค้าของผม โดยที่ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะพูดส่งข้อความใด ๆ ไปให้แก่เธอเลย โอกาสสุดท้ายของผมมันคงหมดไปแล้ว เหลือไว้เพียงความหวังอันเลือนรางจากนามบัตรใบที่ผมส่งไปให้แก่เธอเท่านั้นเอง ซึ่งผมได้แต่ภาวนาว่าเธอคงจะไม่โยนมันทิ้งไว้ใต้โต๊ะอาหารแห่งนั้น นามบัตรใบนั้นเป็นนามบัตรที่บ่งบอกตัวตนทางธุรกิจของผม เลยไม่มีเบอร์มือถือของผมปรากฏอยู่ มีเพียงแค่เบอร์โทรศัพท์ที่จะติดต่อผมได้ที่ออฟฟิตและอีเมล์ของผมที่ใช้ในทางธุรกิจเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกในขณะนั้นมันคงเหมือนกับการที่เราพลาดพลั้งในเกมส์การแข่งขัน ที่เราไม่สามารถทำคะแนนหรือยิงประตูคู่แข่งได้เลย
หลังจากเหตุการณ์ในค่ำวันนั้นผ่านไปสัก 2-3 วัน ในระหว่างที่ผมกำลังเช็คอีเมล์ของผมอยู่ ผมก็ได้อ่านเจออีเมล์ฉบับหนึ่งซึ่งมีหัวข้อสั้น ๆ แค่ว่า ขอบคุณค่ะ โดยมันถูกส่งเข้ามาพร้อม ๆ กับอีเมล์ขยะอีกหลายฉบับที่มักจะเข้ามาเรื่อย ๆ ในกล่องรับอีเมล์ของผมโดยตลอด แต่แล้วก็คงมีอะไรสักอย่างดลใจให้ผมคลิกเปิดอีเมล์ฉบับนั้นขึ้นอ่าน ซึ่งภายในก็มีข้อความอยู่สั้น ๆ เพียง 1 บรรทัดว่า ขอบคุณค่ะสำหรับนามบัตร แต่ดิฉันคงจะไม่มีโอกาสได้ใช้บริการของคุณแน่ ๆ โดยข้างท้ายของข้อความได้ลงชื่อไว้ว่า หนึ่งฤดี แล้วภาพของสาวสวยคนที่มีผ้าพันแผลปิดอยู่ที่แก้มก็ปรากฏขึ้นในความคิดของผมในทันที เธอคนนั้นชื่อหนึ่งฤดีเหรอเนี่ย?
ผมได้แต่ยิงคำถามเข้าถามตัวเองในทันที แล้วผมก็รู้สึกเหมือนว่าได้กลับมามีความหวังเล็ก ๆ ขึ้นในใจของผมอีกครั้ง ผมจึงได้รีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปยังอีเมล์ที่เธอคนนั้นส่งมาหาผม โดยส่งผมข้อความกลับไปประมาณว่า สาเหตุที่ผมส่งนามบัตรไปให้แก่เธอนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะชักชวนเธอมาเป็นลูกค้าของผม แต่ผมตั้งใจที่อยากจะทำความรู้จักกับเธอมากกว่า ซึ่งถ้าเธอไม่รังเกียจผมขอที่จะทำความรู้จักกับเธอจะได้หรือไม่?
หลังจากที่ผมตอบอีเมล์เธอกลับแล้ว อีกสักประมาณ 2 ชั่วโมงเธอคนนั้นก็เขียนอีเมล์กลับผมกลับมาหนึ่งฉบับว่า
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีคนขอทำความรู้จักด้วย แต่สำหรับอีเมล์นี้ดิฉันคงไม่สะดวกที่จะคุยเรื่องส่วนตัว ขอเป็นติดต่อผ่านอีเมล์ส่วนตัวของดิฉันดีกว่าค่ะ
ซึ่งเธอก็เขียนส่งชื่ออีเมล์อีกหนึ่งชื่อส่งมาให้แก่ผมด้วย ผมรีบลงชื่ออีเมล์ที่เธอส่งมาให้นั้นลงในสมุดบันทึกส่วนตัวของผมโดยไม่ยอมไม่ให้สะกดผิดเลยแม้แต่ตัวเดียว ในตอนนั้นความรู้สึกของผมมันเหมือนกับว่า การแข่งขันในนัดที่ผ่านมานั้นกรรมการได้ตัดสินให้เป็นโมฆะ แล้วประกาศให้มีการแข่งขันในเกมส์นั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งแน่ล่ะครับในตอนนี้สำหรับผมนั้นพร้อมเต็มที่ที่จะไม่ยอมพลาดเป็นครั้งที่สองแล้วแน่ ๆ
ผมรีบเข้าไปในบัญชีเฟสบุ๊คส์ของผม แล้วก็รีบเสิร์ชหาเธอตามอีเมล์ส่วนตัวที่เธอให้มานั้น ซึ่งมันได้ผลครับ มันเหมือนกับผมซื้อล็อตเตอร์รี่เพียงใบเดียวแล้วก็ถูกรางวัลเลขท้ายสามตัวแบบตรง ๆ เลย ผมเจอเธอในเฟสบุ๊คส์ในนามว่า หนึ่งฤดี ซึ่งรูปภาพประจำตัวของเธอนั้นบ่งบอกว่านั้นใช่เธอคนนั้นแน่ ๆ ผมไปรอช้าที่จะกดแอดเป็นขอเป็นเพื่อนกับเพื่อนในเฟสบุ๊คส์ แล้วผมก็ได้แต่รออย่างใจจดใจจ่อว่ารับจะกดยอมรับผมเป็นเพื่อนด้วยไหม
ในค่ำวันนั้นผมพยายามกลับบ้านให้เร็วที่สุดแล้ว แต่กว่าที่ผมจะถึงบ้านก็เกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว ผมรีบตรงไปยังห้องของผมเพื่อเปิดคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและเข้าตรวจสอบบัญชีเฟสบุ๊คส์ของผม แล้วผมก็ต้องนั่งยิ้มอย่างเป็นปลื้มอยู่หน้าเครื่องคอมอยู่คนเดียว เมื่อผมเห็นข้อความเตือนว่าเธอได้ตอบรับผมเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊คส์แล้ว ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะรีบคลิกข้าไปดูรายละเอียดส่วนตัวของเธอ แล้วผมก็ทราบว่าเธอทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เธอจบปริญญาโทมาจากอังกฤษ เธอเป็นคนพื้นเพอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วสถานะของเธอก็ระบุไว้ว่า
มีแฟนแล้ว
ไม่จริงมั๊ง ผมพูดขึ้นเหมือนจะปลอบใจตัวเองเบา ๆ
ผมอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองมากไปก็ได้ ที่ผมคิดว่าผู้หญิงบางคนอาจจะปิดกั้นตัวเองจากการโดนใครสักคนที่ไม่รู้จักเข้ามาติดต่อทางอินเตอร์เน็ต โดยผู้หญิงเหล่านั้นมักจะระบุสถานะของตัวเองไว้ว่า มีแฟนแล้ว แต่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นการวัดใจ หรือเป็นบททดสอบเบื้องต้นที่จะคอยกลั่นกรองคนที่จะมาติดต่อเธอในโลกออนไลน์ก็เป็นได้ ผู้หญิงที่มีแฟนแล้วจริง ๆ เขาไม่มีเวลามานั่งเล่นเฟสบุ๊คส์หรอก ไม่งั้นคงโดนแฟนต่อว่าตายแน่ ๆ เลย
ว่าแล้วผมก็ไม่รอช้าที่จะกดคลิกเข้าไปดูรูปภาพของเธอ โดยในอัลบั้มรูปภาพของเธอนั้นมีภาพอยู่ประมาณ 500 กว่าภาพ เป็นรูปภาพที่ถ่ายจากสถานที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน รวมทั้งรูปภาพในอิริยาบถต่าง ๆ ของเธอนั้นก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นสามารถพิสูจน์เบื้องต้นได้ดีเลยว่า มันไม่ใช่รูปภาพที่ถูกก๊อบปี้มาจากที่อื่นเพื่อนำแอบสมอ้างการเป็นตัวตนแน่ ๆ แต่มันคือรูปภาพของผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีเฟสบุ๊คส์นี้จริง ๆ
ไหนบอกว่ามีแฟนแล้ว ไม่เห็นมีภาพที่ถ่ายกะผู้ชายเลยสักคน
ผมพูดขึ้นอย่างกระยิ้มกระย่องใจอยู่คนเดียวในขณะที่สายตากวาดมองดูรูปภาพโดยรวมทั้งหมดของเธอในอัลบั้ม แล้วผมก็ค่อย ๆ คลิกเข้าไปดูรูปภาพของเธอที่ละภาพอย่างละเอียด โดยที่จะไม่ลืมกด ถูกใจ ให้แก่ทุกภาพที่ผมได้คลิกชมแล้ว รวมทั้งในบางภาพของเธอนั้นผมก็มีการพิมพ์ข้อความบอกไว้ด้วยประมาณว่า สวยจังเลย , สวยนะครับ , น่ารัก , ยิ้มหวานจัง , มุมนี้ดูสวยมาก , สวยแบบน่าชมชื่น , สวยแบบดูดี , ดูแล้วสวยจัง ฯลฯ เท่าที่ผมจะพยายามคิดตำชมต่าง ๆ ที่ไม่ซ้ำกันออกมาได้
สำหรับตัวของผมแล้วนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเผลอหลับไปหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะว่าในหลาย ๆ ครั้งที่ผมงานเยอะมาก ๆ จนผมต้องหอบเอางานกลับมาทำที่บ้านนั้น ผมก็ได้นอนหลับคาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบนี้เป็นประจำ แต่ในครั้งนี้มันแปลกไปตรงที่ผมได้คลิกดูรูปภาพของเธอเกือบ 200 ภาพจนกระทั่งเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว กว่าผมจะตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเกือบจะตี 5 ของวันใหม่แล้ว ซึ่งก็ได้เวลาที่ผมจะต้องไปทำงานพอดี
ในวันต่อมานั้นผมตั้งใจที่จะกลับให้ถึงบ้านเร็วกว่าเดิม เพียงเพื่อรอที่จะได้เจอเธอคนนั้นออนไลน์อยู่ ซึ่งเมื่อผมกลับไปถึงบ้านตอนประมาณ 6 โมงเย็นกว่า ๆ ผมก็รีบเปิดเครื่องคอมเข้าดูในบัญชีเฟสบุ๊คส์ ผมก็เจอเธอคนนั้นกำลังออนไลน์อยู่ ผมตัดสินใจอยู่นานเหมือนกันว่าผมควรจะส่งข้อความทางออนไลน์เพื่อไปทักทายเธอจะดีหรือไม่?
ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับตอนช่วงเวลาที่นักฟุตบอลกำลังจะเดินเข้าไปยิงลูกโทษที่จุดโทษเลยครับ มันเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก แบบกล้า ๆ กลัว ๆ อย่างไงอย่างนั้นเลย ลูกฟุตบอลที่วางอยู่ตรงจุดโทษนั้นมันเป็นลูกโทษแบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็มักจะยิงเข้ากันทั้งนั้น ก็แค่เดินเข้าไปเตะลูกอย่างเต็มแรงให้เข้าประตูก็จบแล้ว แต่ครั้นถ้าลูกบอลที่เราเตะนั้นมันกลับลอยข้ามคานประตูไปล่ะ? ความมั่นใจของเราจะล่องลอยหายไปพร้อมกับลูกฟุตบอลใบนั้นด้วยหรือไม่?
แล้วผมก็ตัดสินใจได้ว่า ลูกโทษที่จุดโทษลูกนี้อย่างไรเสียผมก็คงต้องยิง ส่วนผมจะยิงเข้าหรือไม่เข้านั้นก็คงแล้วแต่บุญวาสนาที่ผมสะสมมาเป็นแน่แท้ ว่าแล้วผมพิมพ์ข้อความที่คิดว่าดีที่สุดเท่าที่ผมจะคิดออกในตอนนั้น แล้วผมก็กดส่งไปข้อความไปหาเธอว่า
สวัสดีครับ
และแล้วก็ถึงช่วงเวลาแห่งการรอคอย มันอาจจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่อึดใจ แต่สำหรับผมนั้นมันเหมือนกับการรอคอยที่นานแสนนานเป็นอย่างมาก แล้วสักพักเธอก็ส่งข้อความกลับมาตอบผม
สวัสดีค่ะ
หลังจากประโยคทักทายสั้น ๆ เธอก็รีบพิมพ์ข้อความถามผมกลับในทันที คุณคือเจ้าของนามบัตรใบนั้นใช่ไหมคะ?
สุดยอดเลยครับ ... มันเหมือนกับฟ้าประทานสิ่งที่ผมต้องการลงมาเลยครับ เธอไม่เพียงแค่ตอบรับคำทักทายแก่ผม แต่เธอยังจำผมได้อีกด้วยครับ ความรู้สึกในตอนนั้นของผมมันเหมือนกับว่าเจ้าหญิงที่ถูกกักขังอยู่ในห้องอย่างโดดเดี่ยวได้เปิดประตูออกพร้อมให้จอมโจรร้ายย่างกายเข้าไปในห้องของเธอได้ แต่เอ๊ะ ... ผมมันไม่ใช่โจรใจร้ายนะ ผมต้องเป็นพระเอกซึ่งเป็นเจ้าชายปลอมตัวมาแน่ ๆ เลยครับ
ใช่ครับ แล้วคุณชื่อหนึ่งฤดีใช่ไหมครับ?
ผมรีบพิมพ์ตอบเธอกลับไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะพิมพ์ได้
ค่ะ ... หนึ่งฤดี หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า หนึ่ง ก็ได้คะ แล้วคุณชื่ออะไรค่ะ? เธอพิมพ์ตอบมาอีกครั้ง
ผมชื่อกล่องครับ หรือว่าคุณหนึ่งจะเรียกผมสั้น ๆ ว่า กล่อง ก็ได้ครับ ผมพิมพ์ตอบเธอได้ไปไงก็ไม่ทราบครับ ผมไม่รู้ว่าผมเอาสมองส่วนไหนคิดผมถึงได้พิมพ์ตอบเธอไปแบบนั้น
555 ... คุณกล่องมีอารมณ์ขันดีนะค่ะ
โชคดีที่เธอยังพิมพ์ตอบผมกลับมา ซึ่งในประโยคนี้เองที่มันได้สร้างความโล่งใจให้แก่ผมเป็นอย่างมาก ความรู้สึกในตอนนั้นมันคงเหมือนกับตอนที่เจ้าบ่าวยกขบวนขันหมากไปแล้วเจอด่านประตูเงินประตูทองกั้นเอาไว้ ซึ่งพอที่เจ้าบ่าวสามารถฝ่าด่านประตูแห่งนี้ไปได้ เจ้าบ่าวก็สามารถทะลุทะลวงเข้าไปหาเจ้าสาวได้ในทันที สำหรับตัวผมนั้นก็คงเหมือนกันประโยคแรกและประโยคที่สองนั้นคงเป็นประโยคที่ยากที่สุด แต่เมื่อผ่านไปถึงประโยคที่สามที่สี่ต่อไปแล้ว ทุกอย่างมันกลับง่ายดายและราบลื่น เหมือนลูกล้อที่เคลื่อนที่ไปบนทางเรียบๆ ได้แล้ว
ซึ่งหลังจากนั้นผมก็พิมพ์พูดคุยกับเธอไปเรื่อย ๆ จนผมทราบข้อมูลของเธอเพิ่มเติมว่า ตัวเธอนั้นเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาชั้นปริญญาตรีอยู่ที่สถาบันการศึกษาที่ระบุไว้ตามข้อมูลในเฟสบุ๊คส์นั้น ตัวเธอเป็นศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษานั้นที่ได้ทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาเพื่อใช้ทุนคืน โดยในวันที่เธอไปทานอาหารแล้วผมได้เจอกับเธอนั้น เธอไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีก 3 คนที่เป็นอาจารย์เหมือนกัน ส่วนสาเหตุที่เธอต้องปิดผ้าพันแผลไว้ที่แก้มนั้นก็เพราะว่าในวันนั้นเธอไปยิงเลเซอร์สิวที่อยู่กลางแก้มข้างขวามา เธอจึงไม่ได้แต่งหน้าก่อนที่จะไปกินมื้อค่ำเลยด้วย
(ยังไม่จบ ... รออ่านตอนต่อไปนะ)
@@@@@@@@@@@@@@@
คุยกันท้ายเรื่อง
พอดีว่าผมอยากจะลองฝึกเขียนเรื่องยาวดูบ้าง เลยลองแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา โดยตั้งใจจะเขียนให้เป็นเรื่องรักแบบ "คอมเมอร์ดี้เลิฟ" ตามกระแสที่ช่วงนี้คนทั่วไปเขาชอบอ่านกัน แต่ว่าผมก็ไม่ค่อยถนัดที่จะเขียนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ สักเท่าไหร่เลยครับ ผมเลยลองเอามาลงให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน เพื่อว่าจะมีคำแนะนำที่ดี ๆ ให้แก่ผมครับ
สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งนะครับ แต่ผมใช้วิธีเล่าเรื่องโดยเอาตัวเองเป็นคนเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นเขียนเรื่องนิยายแบบง่ายที่สุดครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมแต่งได้ประมาณ 2-3 ตอนแล้ว แล้วผมก็ทิ้งช่วงไปหายไปพักใหญ่ ตอนนี้เลยยังบิวอารมณ์แต่งต่อไม่ได้ ผมเลยลองเอาตอนที่เริ่มแต่งไว้แล้วมาลงให้อ่านกันก่อน โดยหวังว่าจะขอคอมเม้นท์เพื่อเป็นกำลังใจจากท่านผู้อ่านก่อนครับ ยังไงก็ช่วยคอมเม้นท์ให้คำแนะนำแก่ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ ยังมีตอนต่อไปให้ตามอ่านกันอีกนะครับ
อิอิ
   
| Create Date : 04 พฤษภาคม 2556 |
|
20 comments |
| Last Update : 4 พฤษภาคม 2556 1:57:40 น. |
| Counter : 581 Pageviews. |
|
|
|
อ่านไปลุ้นไป กับหนุ่มคนนี้ที่เจอะสาวสวยที่ใช้
บรรยายแบบลุ้นสุดๆ ไม่มีคำแนะนำคร้า เพราะเราไม่สันทัดเรื่องงานเขียน
ชอบอ่านอย่างเดียว แต่เป็นกำลังใจให้ "คอมเมอร์ดี้เลิฟ"
เรื่องราวน่ารักน่าลุ้น