ชีวิตชายผู้มีป้ายติดราคา
ชีวิตชายผู้มีป้ายติดราคา


โอม... กำหนดจิตวันทาขอข้าเขียน
ต่างธูปเทียนส่งจิตอธิษฐาน
ฉันทลักษณ์ร่วมสมัยคล้ายโบราณ
เทพประทานพุทธมนต์นิพนธ์กลอน

อรุณรุ่งกรุงไกรกลางสยาม
ท้องฟ้าครามฝุ่นคลุ้งหนคนสลอน
อึกทึกรถรารีบพาจร
ต่างเร่งร้อนตามวิถีชีวีตน


ชานชาลาหนึ่งชายแลคล้ายโศก
ยืนชะโงกรถมาโกลาหล
ตาแดงดั่งคั่งคัดอัสสุชล
หรือกังวลจนใจเรื่องใดมา

เชิ้ตขาวเคราเกลี้ยงแท้ดูแลเฉียบ
ทั่วกายเพรียบงามพรรณสาวฝันหา
ถึงเศร้าแต่หล่อเลิศเพลิดเพลินตา
เชิดอุราเลยละอิสตรี

อาทิตย์ส่องต้องเบี่ยงเอนเอียงหลบ
กลิ่นน้ำอบโชยชวนนวลฉวี
นักศึกษาสาวงวยงันหวั่นฤดี
ชำเลืองชี้ชวนเพื่อนมองด้วยต้องใจ

หล่อระทมก้มหน้ามิกล้าสบ
มัวแต่ขบคิดข้องมิผ่องใส
ทุกข์รุมเร้าร้อนรนจนฤทัย
จะสนใครในตอนนี้ไม่มีทาง


รถเมล์มาห้าเก้าคันเก่าแก่
หนุ่มท้อแท้เหม่อลอยคอยด้านข้าง
ก้าวพลั้งพลาดสะดุดลงตรงหน้ายาง
เคว้งคว้างร่างดังว่าวขาดอนาถชะตา

ฉับพลันชายเงยเศียรเจียนสยอง
รถเมล์ล่องแล่นรี่ฤดีผวา
ลุกมิทันกลั้นใจหลับนัยนา
อนิจจาถึงตัวกลัววายปราณ


จริตดับลงปลงใจยามใกล้ม้วย
ระรวยแต่จิตมุ่งมิฟุ้งซ่าน
สว่างแจ้งสงบในใจเป็นฌาน
วาบนิ่งนานกาลหยุดลงคงเวลา

ชายหนุ่มผู้ล้มลงบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์ซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยธรรมทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญขีดอดีตตน

คำนึงถึงลมลอยอ้อยอิ่งเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมป่าในหน้าฝน
มัจฉาเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดลับนกกลับรัง

ราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรไพรร้องผาก้องดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยชีวิตชนชายป่า
นอนมองฟ้านับดาวสกาวโสม
หนาวนอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มแดนฟ้าลงมาครอง

สมเพชย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องขังวังเวงทรวง


นี่หรือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ล้วนหลอกลวงหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งอำนาจอวดบาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของได้ดังใจหมาย
ต่างละโมบโลภริยำศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตมลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อกรรมย่ำยีกัน

เข้าตาจนดังนี้ฤๅมีสุข
แค่มิทุกข์เพียงนิดลิขิตฝัน
อดอิ่มเอือมระอาให้สากรรจ์
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์เอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากนาเข้ามากรุง

พ่อก็แก่แม่เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันมิครั่นคราม


ออกเร่หางานในเมืองใจบาป
เหมือนถูกสาบแสงส่องแดนต้องห้าม
เป็นเด็กเสิร์ฟคาเฟ่เท่ห์กว่ายาม
แถวหน้ารามฯ ร้านดื่มกินรินสุรา

เงินเดือนน้อยทุเรศขอเศษทิป
เศษยี่สิบไม่พอใช้ใจผวา
สิ้นเดือนไหนค่าเช่าไหนข้าวปลา
ทุกข์อุราค่ารถค่าบทเรียน


อดมื้อกินสองมื้อคืองานหนัก
อาหารหลักข้าวน้ำปลาน่าปวดเศียร
แม้นอดอยากยากไร้ตั้งใจเพียร
ต้องเบียดเสียนเจียนตายไม่คล้ายคน

ร่ำร้องอ๋อนี้หรือคือชีวิต
สุจริตสู้ทำไปแต่ไร้ผล
เรียนตกต่ำช้ำใจให้กังวล
ชีวิตตนหมกไหม้อยู่ในกรุง


อุปมาเด็กชายหลงไพรกว้าง
อ้างว่างว้าเหว่ยันตะวันรุ่ง
ดึกผวาเสือขบนั่งตบยุ่ง
สว่างมุ่งจุดหมายที่ชายดง

ลุยกรุงยิ่งยากแค้นเกินลุยป่า
เรียนวิชาจบไปใช่ประสงค์
ต้องอดนอนอดข้าวรวดร้าวองค์
เพียงแค่ทรงกายได้เกือบวายชนม์


จึ่งตัดใจใช้ถนนสายแสงสี
เริงโลกีย์รูปกายหญิงชายสน
หล่อละเมียดชวนสมัครปักกมล
ขอใช้ตนแลกเงินตรายอมค้ากาม

แสงไฟส่องเวทีมีหลายหนุ่ม
ยืนเกาะกุมเสาส่ายเปลื้องกายหวาม
บริการเพศชายขายความงาม
เกย์ลายครามม่ายเหี่ยวเจี๊ยวจ๊าวเชียร์


เปลือยเปล่าแอ่นอกไหล่ส่ายสะโพก
เขย่าโยกยั่วใจแบบได้เสีย
เกย์เฒ่าใคร่เกลือกกลั้วเล่นผัวเมีย
แลบลิ้นเลียน้ำลายหยดทุ่มหมดตัว

ละอายใจจำมาละเลงเหลิง
เหมือนจุดเพลิงเผากายเป็นชายชั่ว
ราคะเล่นลวดลายเมามายมัว
สิ้นความกลัวเกาะหญิงชายขายชีวัน


ชายมอซอกลับกลายคล้ายมีคลาส
ใบหน้าวาดสอางค์สมแลคมสัน
เสื้อผ้าเนี้ยบเฉียบแนวเปรียวแพรวทัน
นำแฟชั่นหล่อร้ายชายชาตรี

เคยนอนรูกู้สตางค์มานอนตึก
ไม่อึกทึกคอนโดฯโก้สุดศรี
เทียมฟ้าอยู่ทำเลราชเทวี
ล้วนคนมีเงินทองจับจองนอน


กลางคืนมั่วกลางวันเรียนมิเพียรแล้ว
ตุ๋ยตุ๊ดแต๋วแถวเรียงมาเคียงหมอน
สาวใหญ่ซ้อไฮโซโผสะออน
โทรออดอ้อนจ๋าจ๊ะอยากฉะนาย

คอมฯ เครื่องเสียงมือถือมีหรือขาด
แหวนเพชรหยาดนาฬิกาบอกว่าหาย
แสร้งสะอื้นกลืนกล้ำร่ำไม่อาย
พวกนางกลายเร่งหาเอามาทูน


พอชีวิตติดตรึงด้วยวัตถุ
จึงแล้วอุดมการณ์วายมลายสูญ
วิชาเรียนดร็อบไว้ไม่อาดูร
เลิกเพิ่มพูนผลัดปีเพราะมีงาน

ดวงจิตถูกชโลมด้วยไฟบาป
เหลือแค่คราบร่างกายใจถูกผลาญ
คุณค่ามนุษย์สุดแล้วไม่แคล้วมาร
กายสะคราญชั่วช้าฟ้าลงทัณฑ์


กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนมนุษย์
ให้สะดุดเคราะห์กรรมธรรมเสกสรร
ดังฟ้าฟาดพ่อมลายวายชีวัน
ตายก่อนกันลูกดิ้นไร้ปริญญา

บัดนี้จึ่งซึ่งดวงอาทิตย์ดับ
ให้เคืองคับข้องใจในวาสนา
หลงระเริงลืมสรรพอัปรา
อนิจจาพ่อวายก่อนชายตรอง


เคยบอกพ่อรอจบแล้วจะบวช
อยากจะอวดปริญญาพ่ออย่าหมอง
ถึงตอนนี้ปริญญายากจับจอง
มุ่งไปครองผ้าเหลืองให้ผู้วายชนม์

ชีวิตคล้ายไม้กระดกมาผกผัน
เสียดายวันล่วงลับจิตสับสน
น้ำตาจึ่งคั่งคัดวิบัติดล
หลงเล่ห์กลกิเลศทุเรศใจ


เลื่อนลอยมิรอท่าจะมาบ้าน
แม่จัดงานศพพ่อรอไม่ไหว
ร้อนรนล้มขาพับรอรับภัย
กาลบรรลัยมัจจุราชกวาดวิญญาณ

เกือบลงโลงโล่งใจไม่ดับจิต
รอดหวุดหวิดรถหยุดได้ไม่พร่าผลาญ
ลุกขึ้นขอบคุณฟ้าที่บันดาล
ให้พบพานความจริงทุกสิ่งอัน


ต่อแต่นี้กลับตัวกลัวความผิด
มุ่งลิขิตหนทางเริ่มสางฝัน
บวชเพื่อพ่อพากเพียรเรียนทุกวัน
เลิกแล้วกันชายชั่วขายตัวตน

จะคืนถิ่นท่องพนาเขียนป่าไม้
วาดพงไพรห้วยแอ่งทั่วแห่งหน
บรรจงแต้มนภาวิทยานิพนธ์
ขอสร้างตนเป็นบัณฑิตจิตรกรรมฯ


..
ขอให้สุขสมอารมณ์หมาย






Create Date : 09 ธันวาคม 2555
Last Update : 24 พฤษภาคม 2557 9:09:01 น.
Counter : 581 Pageviews.

0 comment
Imagine - จินตนาการ


IMAGINE

จินตนาการ

   

            John lennon

                 วรุณนฤมล

Imagine there's no heaven
   จินตนาการไกลไร้แมนสรวง
It's easy if you try
มิยากดวงฤทัยหากใฝ่หา
No hell below us
อเวจีฤๅใช่ใต้พารา
Above us only sky
เบื้องบนฟ้าเดียวกันนิรันดร
Imagine all the people
   ทุกชีวาพากันร่วมฝันใฝ่
Living for today...
อยู่อาศัยเพื่อวันนี้ฤดีสอน
Imagine there's no countries
ไร้อาณาจักรใดกั้นใครจร
It isn't hard to do
เอื้ออาทรเพียรพากมิยากลอง
Nothing to kill or die for
   วิวาทฆาตกรรมทำไมหรือ
And no religion too
โอ้ศาสน์คือสิ่งใดใครสนอง
Imagine all the people
จินตนาการขานชวนมวลพี่น้อง
Living life in peace...
ทุกเผ่าครองสันติอริวาง
You may say I'm a dreamer
   คุณอาจว่าละเมอหลงเพ้อฝัน
But I'm not the only one
มิใช่ฉันคนเดียวเที่ยวกล่าวอ้าง
I hope someday you'll join us
หวังวันหนึ่งซึ่งเราเข้าร่วมทาง
And the world will be as one ..
โลกถูกสร้างเป็นหนึ่งโปรดพึงตรอง
Imagine no possessions
   จินตนาการผู้คนไร้ชนชั้น
I wonder if you can
หวังคุณมั่นร้อยเรียงร่วมเคียงผอง
No need for greed or hunger
มิโลภหลงกระหายใคร่ครอบครอง
A brotherhood of man
เป็นพี่น้องคล้องแขนแทนฤทัย
Imagine all the people
   จินตนาการว่าคนทุกชนชั้น
Sharing all the world...
ร่วมแบ่งปันโลกาอยู่อาศัย
You may say I'm a dreamer
คุณอาจหาว่าฉันเพ้อฝันไป
But I'm not the only one
แต่นั้นไม่ใช่ฝันสักวันจริง

I hope someday you'll join us
   หวังวันหนึ่งซึ่งเราเข้าร่วมทาง
And the world will live as one

โลกมิร้างแต่เป็นหนึ่ง...  ดั่งพึงเป็น..

..

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2555 13:45:47 น.
Counter : 1092 Pageviews.

0 comment
คืนนี้ อัศจรรย์วิจิตร เกินจริตลิขิตสรรค์
..


..

รำพันสวัสดิ์

..



ค่ำแล้ว
ดูเหมือนหล่อนจะสาย
หล่อนลังเล ไม่รู้ว่าแต่งตัวยังไงถึงจะดูสวยเลิศ
ที่สุด หล่อนตัดสินใจแต่งหน้าโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ด

โอ ขณะนั่งสางผม หล่อนช่างทรงเสน่ห์เหลือกิน
ผมได้แต่กลืนน้ำลาย จิตใจคล้ายหลงติดอยู่ในภวังค์

และแล้ว หล่อนหันมาถามผมด้วยแววตาซื่อๆไม่เดียงสา
“คืนนี้ ฉันดูเป็นไง”

ให้ตาย คุณๆคงรู้ว่าผมต้องตอบยังไง
“ใช่ คืนนี้เธอดูเลิศมาก”

เรามีงานเลี้ยงเล็กๆ
แต่งานคืนนี้ มันไม่ได้เล็กสำหรับเรา
ดูสิ ทุกคนตะลึงงันไปกับสาวงามที่อยู่ข้างกายผม
ทำไงได้ หล่อนดูงามเลอเลิศออกซะอย่างนั้น

ในงาน หล่อนเป็นจุดสนใจคล้ายดารา แต่ผมคลับคล้ายลูกหมาที่หล่อนจูงมา
คืนนี้ผมประหม่าขาสั่นไปหมด ขอบอก
แต่ถึงไง ผมก็สุขใจ

“เธอ รู้สึกเป็นยังไงบ้าง” หล่อนดูออกว่าผมตื่นเต้น
“เออ ใช่ คืนนี้ช่างวิเศษสุด” ผมสารภาพขณะสบตากัน
จริง ผมปลื้มมาก

จะไม่ให้ผมเป็นปลื้มได้ไง
คืนนี้ ผมได้พบเห็นเปลวเพลิงแห่งความรัก
ไม่น่าเชื่อ มันลุกโชนอยู่ในแววตาของหล่อน
พระเป็นพยาน ช่างอัศจรรย์เหลือเกินที่ได้ประจักษ์ว่า ผมรักหล่อนมากเพียงใด

ไม่ช้าเราลากลับ
ใช่ ผมรีบ
ก็ดื่ม เลยปวดหัวนิดหน่อย
หล่อนอุตส่าห์หอบหิ้วผมกลับบ้าน แล้วส่งผมถึงเตียง

จะบอกอะไรให้
ก่อนปิดไฟหัวเตียง ผมกระซิบที่ข้างหูของหล่อน
“ที่รัก รู้ไหม คืนนี้เธอเลิศมาก”
แน่นอน สำหรับผมแล้วหล่อนเลิศมาก

แต่หลังจากนั้น ผมแทบไม่อยากบอกกับใครๆ
“โอ ใช่ เธอเลิศมากเหลือเกินในค่ำคืนนี้”
ผมตั้งหน้าตั้งตา"สารภาพตรงๆ"อย่างนั้นกับหล่อนอยู่ตลอดทั้งคืน
ไม่รู้จะกี่ครั้งกี่หน




เอ่อ กรุณาอย่าได้อิจฉา

สว่างคาตา
อารมณ์เดียวกับแรงบันดาลใจเดิมในแบบไทยๆ
ผมหยิบปากกาขึ้นมาลิขิต
ความเคลิบเคลิ้มพาไป ละมุนละไมแสนวิจิตร



..

ตะวันรอนอรอนงค์แต่งองค์ก่อน
โอ้งามงอนอ่อนวัยยองใยฉวี
สวมอาภรณ์สางเกศาชวนพาที
ค่ำคืนนี้จะออกงานเบิกบานใจ

จันทร์กระจ่างแจ้งพักตร์ประจักษ์จิตร
ขวัญชีวิตแอบถามว่างามไหม
ละมุนผ่องละอองนวลยวนฤทัย
สุดวิไลเทวีฉวีวรรณ

ยามสะเทิ้นเขินอายพี่ชายทึ่ง
เพริศสุดซึ้งเกินวิจิตรลิขิตสรรค์
สำอางแพร้วบรรเจิดล้ำเลิศพรรณ
นางสวรรค์ฤๅเพียงเทียบเคียงนวล

ราตรีแห่งอัศจรรย์รังสรรค์แล้ว
เคียงดวงแก้วรัตนาข้าสรวล
งามหยาดฟ้ามาดินสุดจินต์ครวญ
ให้อบอวลอุ่นไอรักชื่นนักเอย ฯ

..







..

W o n d e r f u l t o n i g h t
คือแรงบันดาลใจ
ป๋า อิริค แคลปตัน ร้องไว้ราวเกือบสามทศวรรษแล้ว
เพลงมีชีวิตแลเป็นอมตะได้ก็เพราะ .. อารมณ์ในเนื้อเพลง ..
ตอนต้นเป็นกลอนเปล่า เล่าอารมณ์เพลง
ตอนท้ายเป็นกลอนจากใจแต่งสรรเสริญเจ้าของเพลง
แลมอบให้เพื่อนๆได้สัมผัสความประทับใจในหนหลัง

..







Create Date : 03 เมษายน 2551
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 16:55:29 น.
Counter : 207 Pageviews.

7 comment
๐๐๐ นิราศ เจนีวารำพัน ๐๐๐
บเมเปิ้ลร่วงหล่นเกลื่อนกล่นสวน
ฤดูจวนใกล้หนาวโอ้สาวหาย
ในสวิสจิตเปลี่ยวให้เดียวดาย
ระทมคล้ายเมฆามาบังจันทร์

ริมเลอมังชังน้องพี่หมองศรี
รุ่มฤดีดวงแดมาแปรผัน
เจนีวาฟ้าหม่นเคยยลกัน
ดั่งสัมพันธ์นงขาดให้คลาดคลาย

สะพานริมธาราแลคร่าคร่ำ
ตะไคร่ดำคล้ำเขียวดูเปลี่ยวหลาย
คงหมองตรมซมฤดีเช่นพี่ชาย
แอนนาหายคล้ายสะพานนานคนเชือน

ลมเย็นพัดผ่านกายให้หนาวเหน็บ
แต่มิเจ็บเท่าใจหาใดเหมือน
มีแฟนแหม่มแช่มช้อยเป็นรอยเตือน
หล่อนลาเลือนแรมลับไม่กลับมา

เคยหยอกเย้าเคล้าเคียงร่วมเรียงหมอน
อรชรอ่อนวัยให้หรรษา
ใช้ชีวิตชิดใกล้ในเจนีวา
สุขอุราระเริงบันเทิงใจ

เดิมเคียงคบพบกันที่บ่อนนีซ
เคยหวานหวีดกรีดร้องด้วยผ่องใส
ร่วมละเลงเล่นพนันฟันกำไร
มีทุนใช้กินเที่ยวโฉบเฉี่ยวเพลิน

แล้วลอยล่องท่องไปในสวิส
ดัดจริตโปรยอัฐมิขัดเขิน
สมสนุกสุขลิ้นกินเที่ยวเพลิน
จนหมดเงินไร้งานไม่นานจน

เริ่มฝืดเคืองเรื่องใหญ่ใช่ไม่รู้
โธ่โฉมตรูบอกลาไปหาหน
อยู่คนเดียวเปลี่ยวใจไร้คนยล
กัดฟันทนทำงานดั่งกาลเดิม

หยิบพู่กันวาดฟ้าธาราใส
สลดใจนั่งนึกมิฮึกเหิม
ชีวิตหนอต่อแต่นี้มิมีเติม
ยากแท้เริ่มสำนึกให้ตรึกตรอง

ภาพจึงตรมอมทุกข์ไร้สุขแต้ม
สีอาจแย้มความนัยฤทัยหมอง
ถึงงามงดจรดผืนฟ้าภูผามอง
ทุกข์สนองนองอยู่ปลายพู่กัน

กองหินเย็นยั่วแย้มถึงแก้มก้น
เข้าตาจนรอกาลเพียงผ่านผัน
เย็นหรือร้อนก่อนหลังช่างหัวมัน
แค่พ้นวันซังกะตายไม่คล้ายคน

กางเกงยีนส์เสื้อกันหนาวยังร้าวเหลือ
เหน็บถึงเนื้อเบื่อแรมร้างข้างถนน
ตะวันคล้อยเมฆาฟ้าเบื้องบน
จันทร์เสี้ยวหม่นเคียงครองเขามองต์บลังค์

ได้เวลาอาหารหาร้านโปรด
มิกรอสโคตรถูกสตางค์อยู่ข้างหลัง
เคยอยู่ดีกินดีมีพลัง
บัดนี้ดั่งสุนัขโซยังโก้เกิน

ผ่านสถานสองสตรีท่าทีผยอง
ยืนตระกองเกาะไหล่ไม่ขัดเขิน
คือสัมพันธ์ฝรั่งเศสประเทศเชิญ
ร่วมกันเดินกับสวิสเป็นมิตรกัน

หิวตาลายคล้ายรูปปั้นแอบสั่นหน้า
ตำหนิว่าน่าตบน่าขบขัน
อกหักนิดเสียจริตสิ้นคิดพลัน
ทำตัวมันดั่งบ้าช่างน่าอาย

ทุกวี่วันผันไปไอ้ตลก
วนิพกไทยโซโง่ฉิบหาย
แค่หญิงทิ้งกลิ้งโค่โล่โง่จะตาย
สิ้นเชิงชายไม่เทียมหญิงโง่จริงเลย

วรุณฯพลันเชิดหน้าเลือดบ้าฉีด
แค่มีดกรีดไม่ตายแผลหายเฉย
ส่ำความรักหักอกแค่แม่ทรามเชย
ใช่มิเคยถูกทิ้งหยุดนิ่งปลง

มองเชสนัทต้นใหญ่คล้ายมะเหงก
ทำท่าเขกหัวคนให้พ้นหลง
เขี่ยสวะขยะใจให้ลดคง
หัวใจทรงไม่ทรุดสะดุดใจ

เลิกก้มหน้าหามูลฝอยค่อยค่อยเชิด
จิตบรรเจิดเกิดปัญญาอุราใส
เผื่อโอกาสเดินสวนมาว่ากระไร
อกหักให้ปลิดทิ้งเดินดิ่งเพลิน

ทักทายพี่คนไทยร้านใกล้ฝั่ง
ริมน้ำนั่งขายของมองเผินเผิน
เหมือนฝรั่งราศีดูดีเกิน
เปล่ายอเยินแต่ขอบคุณค้ำจุนเรา

นาฬิกาดอกไม้ในสนาม
ดอกไม้งามยามหนาวถึงคราวเฉา
เคยสะพรั่งทั้งแปลงแล้งดั่งเงา
เหมือนชายเขลามืดมิดเดินผิดทาง

แต่ดอกไม้ใช้เป็นนาฬิกา
อะบูดาบีสดกว่าแม้ว่าสร้าง
บนทรายแล้งแห่งตะวันออกกลาง
ติดชื่ออ้างเจนีวาน้องยากัน

เข็มยาววากว่ากว่าอยู่หน้าโคก
ดินเป็นโหนกริมถนนคนเห็นหัน
บอกเวลาตรงเหลือทุกเชื่อวัน
ดังเช่นฉันถูกกรรมตามซ้ำตรง

แต่ตัดใจได้แล้วคงแคล้วทุกข์
เดินปลอบปลุกกำลังใจให้ประสงค์
จะปลิดรอยช้ำทิ้งไปฤทัยปลง
โศกลดลงตรงดิ่งห้างที่ข้างทาง

ลงใต้ดินห้างใหญ่มีไวน์ขาย
อร่อยร้ายถูกลิ้นอยากกินอ้าง
เลือกไวน์ขาวชาวสวิสรสฤทธิ์บาง
ถูกสตางค์วาเลส์พื้นเพไวน์

เห็นเริชตี้มีขายชายรีบซื้อ
มันสับคืออาหารหลักเพิ่มผักได้
แถมอร่อยค่อยประทังให้ยังไป
เดินไม่ไกลใกล้สถานบรันส์วิกค์เอน

สิงห์สีแสดเจ็ดแปดตัวยกหัวเชิด
วรุณฯ เปิดไวน์รินนั่งกินเล่น
ใต้ฟ้ากว้างต่างร้านอาหารเมน
คือของเดนหมูหยองจากกองทัวร์

เอาทิวเขาต่างนารีดนตรีเพราะ
คือเสนาะเสียงลมชมสลัว
ใต้จันทร์เสี้ยวเกี่ยวดาวหมอกพราวตัว
เงามืดมัวตัวเรือช่างเหลืองาม

ดึกดื่มด่ำความจนดั่งโดนโซ่
เส้นเขื่องโตผูกกายหนอใครล่าม
จนให้เข็ดเช็ดน้ำตาอุรายาม
ตกต่ำทรามสิ้นค่าเป็นบ้าบอ

ทิ้งปมด้อยค่อยท่องทั่วยุโรป
ลุยเฉี่ยวโฉบรอบแอลป์ยากแค้นหนอ
จนแต่หยิ่งในเกียรติอย่าเหยียดพอ
ไม่เคยขอใครกินพร้อมดิ้นรน

ตราบวันนี้ชีวีของพี่แจ้ง
ไม่หมดแรงสู้ไปไกลทั่วหน
เสียวสนุกสุขทุกข์เข้าคลุกจน
ถึงแก่นคนล่าตะวันตามฝันมา

ให้รำพึงถึงไทยยามไกลบ้าน
ราตรีกาลเลยล่วงห่วงยิหวา
สะท้อนชลยลแสงแห่งดารา
ระลอกพาพลิ้วพรายริ้วลายแล

บาดกายเกลื่อนเถื่อนหลงยังปลงได้
หากหลงในเจนีวาอุราแผล
ถูกหักอกตกต่ำชอกช้ำแด
ฝรั่งแม่ทอดทิ้งช้ำจริงเรา

จำต้องลุกขึ้นตั้งระวังใหม่
อย่าให้ใครพาเซดังเหเสา
หลักชีวิตคิดสู้อยู่บนเงา
เอาแรงเข้าแลกฝันสักวันจริง

ไวน์หมดแล้วแก้วไร้ใช้ปากดื่ม
ในเคลิ้มลืมทุกข์สิ้นถวิลยิ่ง
แผ่นดินแม่แน่เลยเคยพักพิง
มิกล้านิ่งดูดายถึงตายยอม

จะยากไร้ไม่เคยละเลยชาติ
เงินสักบาทมิรั่วไหลหาใช้ถนอม
ขายภาพเขียนเพียรทดอย่างอดออม
เคยเปิดคอมฯ เศร้าใจชาติไทยตรม

ถูกฝรั่งตั้งใจไล่ค่าบาท
เหตุแบงค์ชาติขาดทุนโดนโจรถล่ม
ส่งออกยากค้าแย่แก้ยิ่งจม
ห้างร้านล่มปิดไปใครตกงาน

การเมืองยุ่งค้าแย่รีบแก้อยู่
ไกลสุดกู่ดูใครบริหาร
เหตุวุ่นวายคนไล่รัฐบาล
อยากจะวานลมไปช่วยไทยเทอญ

แลไฟใต้ไม่มอดยอดผู้เสีย
เห็นแล้วเพลียเลยพันมิผิวเผิน
รุนแรงร้ายเหลืออดสลดเกิน
อยากจะเดินทางกลับรับรู้ความ

มุ่งกลับรังยังคิดดวงจิตห่วง
วิกาลล่วงขึ้นรถรางตั้งคำถาม
ชาติจะเป็นอย่างไรใคร่ติดตาม
ว้าเหว่ยามห่างไกลรักไทยจริง ฯ











Create Date : 03 กันยายน 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 18:42:05 น.
Counter : 248 Pageviews.

17 comment
๐๐๐ ใบมะขามร่วงพลิ้ว ดอกรักโรยรา ๐๐๐
..
รำพันสวัสดิ์
..




แดดจัด
ผมรู้ หล่อนร้อน
จริง หล่อนเร่าร้อน
หากสัมผัสอาจรับรู้ได้ว่า ทั้งแดดและหล่อนแผดร้อนพอกัน

ผมชอบหล่อน
หล่อนดึงดูดสายตา
ใช่ หล่อนสวย ผมไม่อาจปฏิเสธ
แต่ผมชอบความเป็นตัวตนของหล่อนมากกว่า

ในผ้าถุงผืนน้อย หล่อนดูสวย
แต่กลางคืน หล่อนสวยกว่านี้ ขอบอก
ถึงไง กลางแดด หล่อนก็ยังดูร้อนเร่าเร้าใจ

ผมแอบชำเลืองบั้นท้ายกลมกลึง
เปล่าทะลึ่ง บังเอิญตาเห็น
ให้ตาย มันสมส่วนชวนมองบอกไม่ถูก

เชื่อแล้ว พรรคพวกนักโบราณคดีที่รัก
อารยธรรมมนุษย์เริ่มต้นที่เชิงกรานเป็นแน่แท้
ท่ายืนแอ่นระแน้สอยมะขามของหล่อนเป็นพยาน

จริง ผมเห็นอนาโตมี่ของหล่อนทะลุปรุโปร่ง
แดดรำไรใต้ต้นลอดร่องส่องง่ามมะขามฝัก
เว้าโค้งโอ่โถงได้ส่วนสัด อวบอิ่มแลไม่อึดอัด ไหวสะบัดยอดระบัดจะปริใบ
เปล่าลามก ผมแค่หมายถึง เงางุ้มคุ้มกิ่งใบใต้ต้นมะขาม

“มาทำไม” หล่อนถามสั้นๆ
“มาซื้อดอก” ผมด้นด้วนๆเช่นกัน
“ทะลึ่ง” แก้มแดงระเรื่อเลือดฝาดทันตา ยิ่งแล ยิ่งชวนประหวั่นพรั่นใจ
“เปล่า”
“เปล่าอะไร ชิมมะขามไหม” หล่อนโปรยยิ้มแก้ขวย
“ขอชิมอย่างอื่นได้ไหม”
“อย่าพูดเล่น”
“พูดจริง”
“คนบ้า”
หล่อนโยนมะขามให้สองฝัก แล้วยักคิ้วชวนชิม
แต่บอกแล้วไง ผมอยากกินอย่างอื่น

แดดจัด ผมเร่าร้อน หิวน้ำแทบขาดใจ
“ขอน้ำกินหน่อย”
หล่อนหัวเราะร่า แล้วชวนกันไปกระท่อม
เปล่า เราไม่ได้ชวนกันไปกินข้าวต้มกลางวัน แค่ไปกินน้ำ

แฉะจนได้
ลมร้อนโชย ผมเหงื่อชุ่ม เสื้อแฉะ
ลมผีหัวกุดพัดใบมะขามปลิวว่อน
หล่อนไม่สะทกสะท้านสักนิด แค่กระพริบตา

“ตกลงมาทำไม”
“ก็แค่คิดถึง”
แคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อมโยกเยกเอียดออด
เราช่วยกันโยก ก็มันขวย

หล่อนเป็นเพื่อนโรงเรียนเก่า
ผมมักฝันถึงหล่อน
จริง ผมชมชอบเมื่อได้ฝันถึงหล่อน
จนบางคืนอยากฝันถึงไม่ยอมเลิก

“กลับมานานแล้วยัง”
“มาได้สองวันแล้ว”
“เรียนจบแล้วเหรอ”
“เปล่า” ผมส่ายหน้า นิสัยเสียชอบปฏิเสธ แก้ไม่หาย
ผมได้เรียนมหาวิทยาลัยในกรุง แต่หล่อนได้แสดงผลงานในมหาวิทยาลัยชีวิต

“มะขามหวานไหม” หล่อนแลบลิ้นล้อเลียนหลังคำถาม
จำได้ว่า หล่อนขี้อายที่หนึ่ง ผมรักท่าทีไม่เดียงสาของหล่อน
“หวานเหมือนที่เคยชิม”
“ชิมเมื่อไหร่”
“ก็ตอนมอห้า” ผมคุ้ยความหลังแบบว่า ปั๊ปปี้เลิฟ
หล่อนไม่ตอบแต่ม้วนอาย
ตอนมอห้าผมเคยหอมแก้มหล่อน แล้วเจอตบ

“จะอยู่บ้านกี่วัน”
“อีกสองวันกลับ”
“คิดถึง” หล่อนกล้ากว่าเมื่อครู่
แต่ผมอึ้ง

ผิวคล้ำของหล่อนไม่ยักกร้านแดด
สาบาน ผมชอบผิวสีไข่มุกดำ
และชอบบางอย่างที่ ทั้งดำทั้งหยิก
เปล่า ผมแค่หมายถึงผมหยิกฟูของหล่อน

ต่อมา แอบชำเลืองที่ซอกคอ ไล่ต่ำลงไปถึงคอกระเช้า
แล้วพบความจริงของชีวิต
ปีนี้หล่อนเป็นสาวเต็มตัวแล้ว
ให้ตาย สาวกว่าที่เคยจินตนาการไว้เมื่อกลางดึก
ผมจึงเริ่มจะหายใจขัด

โอย เขิน
ผมแก้เขินขวยด้วยการผิวปากฮัมเพลง
ซานตาน่า จึงกรีดร่ายสายกีตาร์สะกดมนต์ดำอยู่กลางทุ่ง
ผมวาบหวิวไปกับทำนองบาดใจโคตรๆ
เพลง “แบล็ค เมจิก วูแม่น” มาได้ไง ผมยังงงๆ
แต่จิตใต้สำนึกกระซิบว่า เพลงนี้ช่างเหมาะกับหล่อนนัก
อยู่ใกล้หล่อน ผมเคลิ้มไป คล้ายดังต้องมนตราแห่งวูดู

แทบใบ้
นอกจากผิวปาก ผมแทบใบ้
อยู่ไกลกัน มีเรื่องเป็นร้อยเป็นพันจะพร่ำกล่าว
พอแนบเนา ไม่อาจกล่าวอะไร ทำได้แค่มองตาปริบๆ

“ทำงานอะไร” ผมงัดออกมาได้หนึ่งคำถาม
“อย่ารู้เลย เราอาย”
“มีงานทำ ทำไมต้องอาย”
“ก็มันไม่ค่อยดี”
“เหรอ” ผมไม่ถามต่อ

หล่อนชวนคุยถึงเพื่อนอีกหลายคน
เรารำลึกวีรกรรมวัยรุ่นอย่างไม่รู้เบื่อ จนตะวันคล้อย

“เรากลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาหาอีก”
“คืนนี้ว่างไหม ไปแรดกับเราหน่อย” หล่อนชวนหน้าตาเฉย
แน่นอน ผมยินดี ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
ก็มันว่าง คืนนี้ ตั้งใจทำตัวให้ว่างเพื่อหล่อน

แสงไฟกลางคืนล่อแมงเม่าบินว่อน
แต่ไฟสีชมพูล่อแมงผู้ชายออกจากบ้าน
คาราโอเกะริมทางหลวงไกลกรุง มีไว้พักใจชายจร
แมงผู้ชายหลายตัวรวมทั้งผมกำลังนั่งดมดูดื่มด่ำกำไมค์
ใช่ ดมควันบุหรี่ ดูโชว์บนเวที ดื่มหรือแดกน้ำอัมฤต คลอเพลงหรือบางทีท่องเพลง

คืนนี้ผมเริ่มเมาแล้ว
เมาเร็วเพราะดื่มเร็ว ผมคออ่อนผิดฟอร์ม

เวลาเมา ผมมักโทษไปสารพัดสาระเพ
ขอโทษ คืนนี้ผมขออนุญาตก่นด่าสักที
ผมโกรธแค้นสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ชนิดไม่อาจให้อภัย
ผมเบื่อพวกหลอกลวง แก่งแย่งอำนาจ จนทำลายประเทศชาติ ทำร้ายประชาชน

ใช่ ในความมึนเมา ผมกำลังหัวใจสลาย
แสงจ้า ผมหรี่ตาไม่อยากมองเวที
ถึงเพลง “สาวกระโปรงเหี่ยน” ออกจะเร้าใจ
แดนเซอร์นุ่งสั้นบนเวทีกำลังดิ้นเร่าเขย่าทรง แลขาวผ่องต้องตา
ผมก็ยังแทบไม่อยากแล

ให้ตายเถอะ
พวกคุณๆ รู้ไหม
ก็ “แบล็ค เมจิก วูแม่น” ของผม
คืนนี้ หล่อนนุ่งกระโปรงสั้นแค่คืบ
โอ ยามต้องแสงไฟบนเวที หล่อนดันแลขาวเนียนละไม
แถมกำลังดิ้นเร่าเร้าใจ สะเดิดเริดไปในท่วงทำนองเพลงหมอลำ

ใช่ หล่อนเป็นดานเซอร์ กำลังเต้นโชว์เรียกแขก
ผมรู้ หล่อนทำอาชีพพิเศษด้วย เห็นแค่นี้ก็ดูออกแล้ว

โอย หัวใจผมสะอื้น แบบว่า กระเดี้ยกระด้อ บ่ มี แฮง

แต่ที่สุด ก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองบั้นท้ายกลมกลึงของหล่อน
ก็ มันสมส่วนชวนมองบอกไม่ถูก
สาบาน เชื่อแล้ว อารยธรรมมนุษย์เริ่มต้นที่เชิงกรานเป็นแน่แท้
ท่ายืนแอ่นระแน้สอยมะขามของหล่อนเป็นพยาน





..
กรุณาคลอเพลง B L A C K M A G I C W O M A N / G Y P S Y Q U E E N
ในทำนองหมอลำ สาวกระโปรงเหี่ยน
แล้วจิบ ยี่สิบแปดดีกรี เขย่ากับ เตกีร่า ในมะนาวฝานเปื้อนมะขามเปียก
เพื่อให้เกียรติ รักแรก ของผม






Create Date : 02 สิงหาคม 2550
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2555 22:08:23 น.
Counter : 487 Pageviews.

12 comment
1  2  3  4  5  6  

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog