Bloggang.com : weblog for you and your gang

怎么大都打不死 ~ ลากุ๊กกาลัดช่า ~ ลากุ๊กกาลัดช่า ~

Group Blog

 
All blogs

 

เวเฟอร์ชอคโกแลตรสชาติเปลี่ยนอ่ะ T^T

วันนี้ไปซื้อขนมมากิน อยากกินทิวลี่ขึ้นมา (ทิวลี่คือขนมเวเฟอร์เคลือบชอคโกแลต) ก็เลยคว้าหมับชิ้นใหญ่อันละ 5 บาทมาแกเข้าปาก

อืม...รสชาติเปลี่ยนไปนะ ชอคโกแลตคุณภาพด้อยลงหรือไม่ก็ปริมาณลดลงแล้วใช้พวกนมหรืออะไรสักอย่างเติมเข้าไปแทนที่

จะว่าไปขนมเหล่านี้ก็คงราคานี้มาตลอดเกือบสิบปีในขณะที่ของกับน้ำมันก็แพงขึ้นทุกวัน ตอนนี้ก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักกันว่าแบบไหนดีกว่า
1. ลดต้นทุน
2. เพิ่มราคา
3. คงคุณภาพและราคาไว้

เป็นโจทย์ที่ตอบยากดีจริงๆ ถ้าลดต้นทุนในแง่ของการผลิตก็แปลว่าคุณภาพก็จะลดลงแต่คงราคาเดิมไว้ได้

ถ้าอยากคงคุณภาพก็ต้องเพิ่มราคาในขณะที่คู่แข่งเขายังอั้นราคาเดิมไว้ได้ ก็ไม่มีคนซื้ออีกเพราะราคาสูงเกิน

แต่ถ้าคงคุณภาพเดิมและราคาเดิม บวกลบกันแล้วไม่คุ้มที่จะลงทุนถ้าอย่างนั้นปล่อยมันเจ๊งไปน่าจะดีกว่า

ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่ง เรามองว่าตอนแรกทิวลี่เป็นขนมคนละเกรดกับปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ในราคาที่พอๆกันซึ่งแน่นอนว่าด้วยเหตุนี้เวลาเข้าห้างแล้วเราหยิบยี่ห้อนี้ก่อนเพื่อน (อยากจะบอกว่าต่อให้แพงกว่านี้บาทสองบาทก็คงหยิบอยู่เช่นกัน) แต่เมื่อคุณภาพเปลี่ยนไปแล้วแบบนี้ก็ไม่ต่างจากยี่ห้ออื่นๆ อย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหยิบทิวลี่อีกต่อไป

น่าเสียดาย เพราะจริงๆตอนนี้เชื่อว่าบริษัทก็กำลังลดขนาดสินค้าแบบเนียนๆอยู่เช่น ออกเป็นแพคเกจใหม่แบบสองชิ้นเล็ก แต่เราไม่เคยหยิบแบบนั้นกินแฮะเลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นแบบไหน ไปหยิบอันใหญ่สุดกินแทนอ่ะ แล้วก็รู้สึกว่าเปี๊ยนไป๋

จริงๆมีวิธีการลดต้นทุนได้หลายวิธี ไม่รู้ลองวิธีเหล่านั้นหมดแล้วหรือไม่จึงเลือกที่จะเปลี่ยนรสชาติของสินค้าไปซึ่งเป็นวิธีที่ฆ่าตัวตายสุดๆ

แต่ข้อเท็จจริงคือไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนหรือไม่ แต่เอาเป็นว่าเราใช้ลิ้นของตัวเองสัมผัสแล้วพบว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนก็ตามก็อย่าดูถูกผู้บริโภคเกินไปนัก เพราะคนกินรับที่รสชาติ ไม่ได้รับที่แบรนด์ของมัน เผลอๆแบรนด์ที่อุตส่าห์สร้างมาจะทลายลงเสียเปล่าๆ

สงสัยตอนนี้ต้องหยุดกินแล้วล่ะ ไม่ประทับใจลิ้นแล้วนิ

 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2552 15:44:30 น.  

ออริกาโน

วันก่อนสบช่องไปงานเลี้ยงรุ่นที่มหา'ลัย ก็เลยเก็บตกเรื่องเม้าท์เก่าๆของเพื่อนมาเล่าให้ฟังเพราะตอนนั้นตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เรื่องมันมีอยู่ว่าที่คณะข้าน้อยอยู่วิทยาเขตนครปฐม วันดีคืนดีก็จะต้องจัดงานนู่นนี่ อ้อ งานเลี้ยงนะไม่ใช่งานวิชาการ (แต่จำไม่ได้ว่าเป็นงานอะไร) มันก็อยากให้หรูหราอลังการที่สุดเท่าที่งบจะอำนวย

เพื่อน A: เฮ้ย...อยากได้ออริกาโนว่ะ เผื่อจะดูหรูขึ้น

เพื่อน B: ไม่ว่างว่ะ ให้เพื่อน C ไปแทนก็แล้วกัน

(หมายเหตุ 1. เพื่อน C เป็นคนท้องที่
2. พวกเราอยู่นครปฐม...อย่าลืม)

เพื่อน C: ออริกาโนคือไรวะ

เพื่อน A: เวลาที่แกไปกินร้านพิซซ่าอ่ะ สังเกตป่ะว่ามันจะมีเครื่องปรุงที่เป็นใบเขียวๆแห้งๆอ่ะ

เพื่อน C: ?

เพื่อน B: ยี่หร่าอ่ะแก ยี่หร่า

เพื่อน C: อ๋อ...เออๆ จำได้แล้วๆ

แล้วมันก็จากไปในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัววุ่นวายกับการจัดงานของตัวเองต่อไป ไม่นานนักเพื่อนก็กลับมาพร้อมออริกาโน

แหมน! ออริกาโนของแกมาเป็นใบเชียวนะแก!

เพื่อน A: (เจอออริกาโนเป็นใบเข้าก็พูดไม่ออก)

เพื่อน B: (พูดไม่ออกด้วยคน)

เพื่อน C: อ้าว...ก็แกบอกยี่หร่านี่หว่า ก็นี่ไง ไม่ใมช่ตรงไหนวะ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ สรุปใบยี่หร่านั้นก็ไม่ได้ถูกเอามาทำอะไรทั้งสิ้น (ไอ้ครั้งจะเอามาตำเองมันก็ไม่แห้ง ไม่เหมือนออริกาโนเสียด้วย) เสียดายของมากก็เลยเอามาแต่งจานเสียเลย

เพื่อน B ก็แอบบ่นในภายหลัง

เพื่อน B: ชั้นไม่น่าไปแปลให้มันฟังเลยว่ะ!

จบคับ

เอามาให้อ่านเล่นๆหนุกๆ

 

Create Date : 05 ธันวาคม 2550
Last Update : 5 ธันวาคม 2550 12:04:47 น.  

หายไปเข้าคอร์สปฎิบัติธรรมมาก๊าบ

โชคดีที่ออกจากงานเมื่อตอนสิ้นเดือนมกราคมพอดี คิดว่าจะว่างไปสักเดือนแล้วค่อยหางานทำใหม่ ก็เลยมองหาคอร์สปฎิบัติธรรมเสียเลย เพราะกลัวว่าจะหาเวลาไม่ได้อีก

เรื่องของเรื่องมันเกิดจากอยากทำตั้งแต่อายุได้ 14 ปีแล้ว จะบวชชีพราหมณ์แต่ดูเหมือนที่บ้านไม่ค่อยอยากให้ทำเท่าไรเพราะมันต้องไปต่างจังหวัด แล้วหนิงก็ยังเด็กอยู่ด้วย พ่อแม่ก็เป็นห่วง (แต่ดันยอมให้ไปนอกแฮะ งง ^^")

มาตอนนี้ผ่านไปได้สิบปี การทำงานทำให้เห็นเลยว่าหนิงไม่มีเวลาทำอะไรแบบนี้ได้แน่ๆ ดังนั้นไหนๆก็จะว่างแล้วต้องรีบฉกชิงโอกาสนี้ เพราะหลังจากนี้คงยากจะหาเวลาได้อีก

ปรึกษาเพื่อนที่สนใจเรื่องนี้เหมือนกัน เขาก็แนะให้ไปที่ยุวพุทธิกสมาคมฯที่อยู่บางแค หนิงก็เลยสนใจหาข้อมูลดู เห็นว่าอยู่กรุงเทพฯด้วย พ่อแม่จะได้ไม่ห่วง (คิดว่าถ้าจะออกไปต่างจังหวัดเขาก็คงไม่ว่าเพราะเราก็ไม่ใช่เด็กอายุ 14 อีก แต่จะไม่สบายใจเปล่าๆถ้าทำให้พ่อแม่เป็นห่วง)

คอร์สนี้ใช้เวลา 7 คืน 8 วัน บอกตรงๆว่าอย่างกับเห็นในพวกโฆษณาศูนย์ลดน้ำหนักยังไงยังงั้น ประมาณว่า Before กับ After เปรียบเทียบกันได้

ก่อนหน้านี้เคยเห็นเด็กอักษรฯ ก็คิดว่าคงเรียนแต่พวกภาษาๆ อันนี้ก็เหมือนกัน เข้าใจว่าพุทธศาสนาก็คือศาสนาหนึ่งที่สอนให้คนเป็นคนดี ทำความดี ถือศีล นั่งสมาธิ และสวดมนต์ภาษาบาลีที่ไม่เข้าใจว่าแปลว่าไร เขาบอกให้สวดก็สวดตาม

พอหลังจากออกมาแล้ว ก็เข้าใจเลยว่ามันก็ทำนองเดียวกับหลังจากที่จบอักษรฯนั้นแล มันไม่ใช่แค่การเรียนภาษา มันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น และถึงสามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ว่า มันเรียนเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับมนุษย์ด้วย เราก็รับฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็จบ ไม่ได้รู้ซึ้งกับมัน

สิ่งที่ได้พบในคอร์สนี้มีค่าจนพูดไม่ถูก บอกได้คำเดียวคือต้องลองเข้าไปสัมผัส ถึงจะรู้ว่ามันคืออะไร และสิ่งที่ได้รู้นั้นมีค่ามากกับชีวิต

มันไม่ใช่ "นำมาใช้" ในชีวิตประจำวัน...แต่มัน "คือ" ชีวิตประจำวันที่เราไม่เคยรู้สึกตัวเลยต่างหาก

หนิงได้พบกับสิ่งดีๆก็อยากจะมาเขียนแบ่งปัน เผื่อใครสนใจ แต่ถ้าไม่สนใจก็ไม่เป็นไรเนอะ ^^

นานๆทีจะเขียนบล็อคในเรื่องศาสนา ใครไม่ชอบก็ทนอ่านหน่อยละกัน ต่อไปจะไม่เขียนมากแล้ว เดี๋ยวเบื่อกันเสียก่อน

 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2550 15:03:20 น.  

โดนแท็กซะงั้น

สืบเนื่องจากมีคนมาแท็กซะงั้น แถมยังไม่รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งมีน้องมา enlight ให้ เลยดวงตาเห็นธรรม

เออ...เอาก็เอาวะ

แต่บอกไว้ก่อนว่านี่เป็นล็อกอินที่ใช้กันสองคน ดังนั้นเลยต้องลากพี่สาวมาร่วมรับผิดชอบด้วยกัน ไม่ยอมโดนคนเดียวหรอก

ของพี่สาวก่อนเลย

ข้อแรก...ตอนเตรียมประถมเคยสอบได้ที่ 33 ในห้องมี 34 คน จำได้ด้วยว่าคนที่ได้ที่ 34 ชื่อกุหลาบ (มันจะจำไปทำไมวะ ) และคนที่เคยได้ที่ 33 ที่ว่าเคยท็อปภาษาอังกฤษของระดับที่คณะมาแล้วนั่นแล

ข้อสอง...ตอนเด็กๆเคยเรียก "แดนเนรมิต" ว่า แดนเดรมิต (อันนี้ยังติดมาจนถึงปัจจุบัน)

คราวนี้ของคนน้องคับ

ข้อสาม...ชอบกินลูกชุบมาก โดยเฉพาะต้องเป็นรูปแตงโมด้วยนะ รูปอื่นจะทำให้ความสามารถในการกินลดลง 0.00001%

ข้อสี่...เคยเจาะหูสองข้างรวมเบ็ดเสร็จ 12 รูภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์ แล้วก็ปล่อยให้มันตันไป 10 รูเพราะขี้เกียจรักษา

ข้อห้า...อันนี้สำคัญ เป็นเพชรฆาต Forward Mail และบรรดาการกระทำลูกโซ่ทั้งหลาย ใครส่งของเหล่านี้มาให้ไม่เคยส่งต่อจ้า อ่านแล้ว delete โลด

ส่วนรายชื่อผู้โชคดีที่ข้าน้อยไปแท็กนั้น...

แน่นอน..ย่อมไม่มี

ส่วนเพราะอะไรนั้น โปรดขึ้นไปอ่านข้อห้า (ซึ่งข้อวินิจฉัยของข้าพเจ้ามันอยู่ในเกณฑ์เดียวกันละเน้อ

จบข่าวฮะ...ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน

 

Create Date : 12 มกราคม 2550
Last Update : 12 มกราคม 2550 12:32:48 น.  

ฉากที่พบเห็นในหนัง (+หนังสือ) มันไม่ได้ดูดอย่างที่คิดหร๊อก!

พอดีวันนี้นั่งอ่านการ์ตูนอยู่แล้วเจออยู่ภาพหนึ่งก็เลยได้แรงบันดาลใจมาเขียนบล็อคในวันนี้

ขอเกริ่นก่อนว่าถ้าดูละครไทย ละครเกาหลี หรือแม้แต่ในนิยาย มันจะมีฉากบางฉากดูน่ารัก หรืออาจจะดูรุนแรง (ตามคอนิยายตบ-จูบ) หรืออะไรก็ตาม แต่ดูพระเอกนางเอกจะไม่รู้สึกรู้สากับเจ้าฉากเหล่านี้เอาเสียเลย ทั้งที่ถ้าคิดในแง่ความเป็นจริงแล้ว บอกได้คำเดียว

มันไม่ปกติว้อย! -*-

เริ่มแรกก่อนเลย

เคยเห็นแมะ ประเภทภาพถ่ายหนัง หรือในหนังสือการ์ตูนที่พระเอกแบกนางเอกไว้บนบ่าน่ะ

อันนี้ช็อตธรรมด๊าธรรมดาของหนังเกาหลีและญี่ปุ่นที่พบเห็นได้ทั่วไป แถมต้องเป็นประเภทพระเอกปราบพยศนางเอกได้ประมาณนั้น คนอ่านก็จะรู้สึกว่ามันดูน่ารักดี หรือไม่ก็ชอบที่พระเอกดูแม้นแมน

แต่ลองคิดถึงความเป็นจริงมั่ง...

ลองจินตนาการผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องถูกแบก แล้วตรงพุงตัวเองน่ะ โดนกระดูกไหปลาร้าของผู้ชายทิ่มตำอยู่จังเบ้อเริ่ม นางเอกก็ทะลึ่งดิ้นปัดๆยิ่งส่งผลให้กระดูกของพระเอกทิ่มแทงมากยิ่งขึ้น

นรกชัดๆ



ขอบอกว่าเจ็บนะนั่นน่ะ ไม่ได้ดูน่ารัก โรแมนติกเอาเสียเล้ย (กล้ามเยอะพอทำเนา แต่ยิ่งแห้งจ๋องกรอดเท่าไรผู้หญิงยิ่งน่าสงสารเท่านั้น)

ส่วนผู้ชายก็ใช่ย่อย คิดว่าไอ้กระดูกไหปลาร้าโดนกดทับนี่ไม่เจ็บเหรอ ยิ่งแม่คุณแกล้งดิ้นเอาพุงตัวเองกดซ้ำไปซ้ำมากับเจ้ากระดูกนี่อีก เชื่อว่าคุณพระเอกหลายคนก็อยากจะโยนคุณเธอทิ้งอยู่เหมือนกัน แต่ผู้กำกับยังไม่สั่งคัทก็ต้องทนเอา

สู้โว้ย!

มาอันที่สองบ้าง

เห็นมีหลายเรื่องที่ชอบให้นางเอกกับพระเอกเจอกัน และผูกพันกันด้วยริมฝีปากของทั้งคู่มาเจอกันแบบเหมาะเหม็ง เช่น จู่ๆนางเอกก็ตกบันไดที่มีพระเอกเดินผ่านมาพอดี หรือพระเอกกำลังกระโดดกำแพงหนีเรียนแล้วเจอนางเอกทำอะไรสักอย่างอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพงพอดี

ฉากสุดยอดฮิตที่พวกบรรดาหนังและการ์ตูนชอบใช้มุขนี้เอามาเล่นซ้ำเล่นซ้อนกันได้ไม่เบื่อ

แต่สังเกตแมะ

พระเอกนางเอกไม่มีใครปากแตก หรือเลือดกลบปากเลยสักคน

ลองนึกสภาพว่าความสูงระดับเหมาะๆที่พระเอก (ซึ่งมักสูงเป็นเปรต) และนางเอกเจอกันได้นี่มันจะขนาดไหน ถ้าเอาหัวโหม่งพื้นเชื่อว่าคงหัวแตกเอาได้ แต่พอดีไม่ได้โหม่งแต่มีปากคนมารองรับแทน

ขนาดหัวยังแตกได้แล้วปากเป็นอวัยวะบอบบาง เจอเข้าไปคงต้องเลือดตกยางออกมั่งแหละ

มาที่ข้อสังเกตในสถานการณ์เดียวกันอีกอันหนึ่ง

ถ้าเป็นจังหวะที่ตกลงมา คนส่วนใหญ่เขาก็จะต้องแหกปากกันทั้งนั้น (จะ "ว้าย" หรือ "เฮ้ย หลบไป๊!" หรืออะไรก็ตาม) นึกภาพออกไหมล่ะเวลาที่คนตกลงมาแล้วปากนี่ปิดแน่นสนิท

นึกภาพฝืนธรรมชาติแบบนั้นไม่ออกใช่ไหม

กลับมาสู่ความเป็นจริง ต่อให้พระเอานางเอกอาจมีปากแข็งเป็นเหล็ก แต่ให้ตายยังไงก็คงจะไม่หุบปากตกลงมาหรอกน่า ใช่ป่ะ

ข้อสังเกตก็คือ ไม่เคยเห็นภาพที่นางเอกหรือพระเอกที่ตกลงมาแล้วเอาฟันเจาะหน้าอีกฝ่ายเลยเนอะ

รับรองเป็นฉากประทับใจสุดซึ้งจนลืมไม่ลงทีเดียวล่ะ

ถ้าไม่ฟันหัก หน้าก็ต้องเยินนี่ละฟะ (มีความสุขจัง ใครอยากจะเอาพล็อตนี้ไปใช้ก็ได้นะ ไม่สงวน)

ไว้แค่นี้ก่อน ยังมีอีกหลายมุขเกี่ยวกับเรื่องเกาหลีเนี่ย แต่ขี้เกียจแล้วอ่ะ ^^"

 

Create Date : 08 มกราคม 2550
Last Update : 9 มกราคม 2550 20:05:33 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

peiNing

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

เป็นเด็กกรุงเทพแท้ๆ แต่อยู่บ้านนอกของกรุงเทพน่ะนะ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษนอกจากแกล้งสัตว์เลี้ยงที่บ้าน นั่นคือนกฮู้ผู้มีอายุ 10 ปีได้ (นกแก่มีหนวด)

ขอชี้แจงอีกอย่าง ชื่อ peiNing นี้ เป็นชื่อที่พี่กะน้องใช้ร่วมกันสองคน ดังนั้นอย่างงว่าเดี๋ยวก็แทนตัวว่ารุ้งบ้างหนิงบ้าง ก็มันคนละคนนิ (รุ้งน่ะคนพี่ หนิงน่ะคนน้อง)
 
Friends' blogs
[Add peiNing's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.