ตุลาคม 2558

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
All Blog
รีวิว “The Intern” กันหน่อยดีกว่า หนังดีที่ควรค่ากับการดูค่ะ


ได้ดูหนังแบบนานๆ ที ขอรีวิวหน่อยละกันนะ แต่เตือนไว้แล้วว่าโคตรสปอยล์ค่ะ อ้อ แล้วก็อีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือ เรื่องนี้ดูแค่ครั้งเดียว แน่นอนว่าเก็บไม่หมดหรอก ค่อนข้างละเอียดสำหรับเรื่อง “The Intern” นี้

ส่วนตัวรู้สึกว่าผู้กำกับก็คล้ายกับนักเขียน ผู้หญิงจะมีมุมมอง หรือความละเอียดอ่อนในบางเรื่อง (ไม่ได้ Discriminate เรื่องเพศนะคะ มันเป็นนิสัยบางอย่างภายใต้เพศสภาวะเท่านั้นเอง) ดังนั้นถ้าบอกว่าผู้กำกับเป็นผู้หญิง ก็ไม่แปลกใจเท่าไรค่ะ เรื่องนี้รายละเอียดเยอะมากทีเดียว

คิดว่าทุกคนคงรู้เรื่องย่ออยู่บ้างแล้ว (หรือถ้ายังไม่รู้ สามารถหาอ่านได้ มีคนรีวิวเยอะมาก) เพราะงั้นขอพูดถึงสั้นๆ ก็คือ เบ็นเป็นชายวัยเกษียณ (อายุ 70 ปี) ที่ได้ไปเป็น Intern (เด็กฝึกงาน) ในบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้การบริหารของจูลส์ หน้าที่ของเบ็นก็คือ เป็นผู้ช่วยของจูลส์ ค่ะ เบ็นกลายเป็นคนมีอิทธิพลมากกับคนที่สนิทกับเขา รวมถึงจูลส์ผู้เป็นเจ้านายด้วย ทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

บุคลิกของเบ็นเป็นที่รักของทุกคน อารมณ์ดี ไม่มีทิฐิ เข้าใจโลก เข้าใจคน เข้าใจสถานการณ์ มีความเห็นใจต่อผู้คน ให้ความเคารพต่อคนอื่น (ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมาก เบ็นแสดงตลอดตั้งแต่ต้นเรื่องยันตอนจบ เขาเคารพต่อทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่อายุน้อยกว่าพวกเขา ดังนั้น เบ็นจะไม่ค่อยล้ำเส้นตัวเองที่จะไปสั่งสอนใครโดยถือว่าเขาอาวุโสกว่า)

เรื่องนี้ชอบตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วล่ะค่ะ ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่รู้สึก แต่ถ้าเป็นภาษาไทย Intern แปลว่าเด็กฝึกงาน (และไม่มีคำอื่นแทนด้วยนะ คนไทยคงรู้สึกว่าคนฝึกงานน่าจะเป็นพวกชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ใครจะไปคิดว่า “เด็กฝึกงาน” ที่ว่าจะมีอายุถึง 70 ปี) มันขัดแย้งกับตัวละครดีค่ะ

เส้นเรื่องหลักของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ ”จูลส์” มากกว่า “เบ็น” แต่สายตาที่มอง คือ สายตาของ “เบ็น” ค่ะ ดังนั้น อย่างที่บอกไปแล้วว่าเบ็นเป็นคนน่ารักแค่ไหน หนังเรื่องนี้จึงทำให้คนดูสามารถดูได้สบายใจทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดกับเส้นเรื่องหลัก นั่นคือ ชีวิตของจูลส์ ชีวิตไม่ง่ายเลยจริงๆ

เรื่องเริ่มต้นกับความว่องไวและรวดเร็วของบริษัทนี้ที่ทำงานกับออนไลน์ จูลส์ตารางงานแน่นมาก เรียกได้ว่านับเป็นนาทีเลย คุยกับคนนี้ได้แค่ 5 นาที แล้วจะต้องไปประชุมอื่น บางทีจูลส์ต้องขี่จักรยานในออฟฟิศเพื่อออกกำลังกายไปในตัวด้วย เวลา เวลา แล้วก็เวลา นี่คือสิ่งที่จูลส์ไม่สามารถ Manage ได้ดีเลย แล้วเมื่อทุกอย่างเป็นเวลาขนาดนี้ เธอจึงมีสายตาเห็นสิ่งรอบข้างสักเท่าไร ไม่มีเวลาไปเรียนรู้ใคร ไม่ได้คุยกับใครที่ไม่อยู่ในตารางงานของเธอ

แต่สิ่งที่จูลส์เห็นตลอดเวลาก็คือ โต๊ะที่แสนจะยุ่งเหยิงที่ไม่มีใครสะสางมันเสียที และทุกครั้งที่เห็นมัน ก็จะต้องมีคนเอางานไปกองบนโต๊ะนั้นต่อหน้าต่อตาเธอตลอด ไม่ต่างกับสารพัดปัญหาที่โยนเข้ามาในชีวิตของเธอ สุมๆ มันเอาไว้ เธอเห็นปัญหา แต่ทำได้แค่หยุดยืนแล้วหงุดหงิดกับมัน ไม่เคยเข้าไปสะสางมันสักที

ชีวิตของหลายคนในบริษัทก็ออกแนวยุ่งเหยิงอยู่เหมือนกัน ทุกคนเคยชินกับเทคโนโลยีเลยเลือกส่งข้อความหากัน ไม่ค่อยเผชิญหน้ากับใครด้วยตัวเองสักเท่าไร สิ่งที่เราเห็นจึงเหมือนกับในโลกแห่งความวุ่นวาย เบ็นเหมือนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทุกคนเอาไว้ไม่ให้ไหลไปกับกระแสที่รุนแรงนั่น เป็นที่พึ่งทางใจให้ทุกคน

ทุกอย่างในเรื่องเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเบ็นจัดการกับเจ้าโต๊ะอันแสนรกรุงรังนั่น มันทำให้ชีวิตของจูลส์ และเพื่อนร่วมงานของเขาเปลี่ยนไป หลังจากนั้น เราก็ไม่เห็นจูลส์ขี่จักรยานอีกเลย ชีวิตที่แทบไม่เคยหยุดฟังใคร ก็เริ่มเห็นหัวคนมากขึ้น

ส่วนตัวแล้ว จุดที่ชอบที่สุดของหนิงกลับเป็นฉากของเรื่องนะคะ ฉากในที่นี้หมายถึง ที่ทำงาน บ้านเรือน รวมไปถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในหนังค่ะ

บริษัทที่เบ็นมาทำงาน เมื่อก่อนเขาก็ทำที่อาคารแห่งนี้เหมือนกัน มันเป็นโรงงานผลิตสมุดโทรศัพท์เก่า แล้วสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปกับการเวลา จนกระทั่งตอนนี้มันกลายมาเป็นสำนักงานขายเสื้อออนไลน์แทนเสียแล้ว มันแสดงให้เห็นถึงเวลาที่เปลี่ยนไป ยุคเก่าไปยุคใหม่มา แต่เบ็นผู้ซึ่งอยู่ในยุคเก่ายังสามารถมาอยู่ที่ยุคใหม่ของบริษัทนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับตัว อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของทัศนคติค่ะ ถ้าเบ็นถือทิฐิกว่านี้ว่าคนระดับรองผู้จัดการ (ตำแหน่งนี้ป่าวหว่า แต่ประมาณนี้แหละ) แบบเขาต้องมาเป็นเด็กฝึกงาน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เอาเสื้อผ้าของเจ้านายไปซัก ไปซื้อกาแฟที่ร้าน ไปเป็นคนขับรถ เขาคงไม่สามารถข้ามผ่านยุคสมัยได้

มันแสดงให้เห็นจริงๆ ว่าการที่เขาเป็นเหมือนไม้ใหญ่ท่ามกลางกระแสคลื่นลมแรง มันเกี่ยวพันกับประสบการณ์ชีวิต และทัศนคติของตัวเองด้วยเหมือนกัน

วัยรุ่นแต่ละคนที่อยู่ในเรื่อง พวกเขาก็ต้องข้ามผ่านประสบการณ์ชีวิตหลายอย่าง เป็นบทเรียนที่เรียนรู้ไปเรื่อยๆ และไม่แน่ว่าเบ็นเองก็ผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาเหมือนกัน บอกได้จากตอนที่เบ็นพูดถึงภรรยาเก่าที่ตายไปแล้ว ว่าเธอมองโลกในแง่ดีแม้ชีวิตในตอนนั้นมันไม่ได้ดีก็ตาม (อาจแปลได้ว่า เบ็นผู้ซึ่งเป็นคู่ชีวิตก็มีแนวโน้มที่จะผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาได้ด้วยหนทางเดียวกัน)

นอกจากนี้ สำหรับสิ่งแวดล้อมของการทำงานที่บริษัทเสื้อผ้าออนไลน์ นับว่าหนังสะท้อนได้ค่อนข้างน่าสนใจนะคะ เรามักจะเห็นชื่อของ CEO ผู้ประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่เขาอยู่บนแท่นแล้ว แต่เส้นทางของเขาก่อนจะมาถึง เขาต้องผ่านอะไรบ้าง มันสะท้อนให้เห็นชีวิตของจูลส์นี่แหละค่ะ จูลส์ทำตั้งแต่ไปนั่งที่ Customer Service รับ Complaint จากลูกค้า แล้วตัดสินใจช่วยเหลือ เมื่อเกิดปัญหาที่ลูกค้า Complain ในเรื่องการจัดส่ง จูลส์ก็ลองสั่งสินค้าเพื่อส่งมาที่บ้านตัวเอง แล้วลองสังเกตว่าการส่งของเป็นยังไง เมื่อพบข้อบกพร่อง เธอก็ไม่รอช้า ลงทุนเดินทางไปที่คลังสินค้า เพื่อบอกกับพนักงานด้วยตัวเองแม้กระทั่งว่าเวลาที่แพ็คของ ควรจัดวางยังไง 

ความใส่ใจของจูลส์ต่อธุรกิจของเธอ และต่อลูกค้าทำให้คนดูเห็นเลยว่าบริษัทที่มีแค่ 4-5 คนกลายมาเป็น 200 กว่าคน ไม่ได้ลอยมาจากสรวงสวรรค์แต่อย่างใด มันให้แรงบันดาลใจที่น่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ขายฝันอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน

อีกหนึ่งสิ่งหนึ่งของฉากที่ชอบก็คือ ครอบครัวของจูลส์ ที่สามีเป็นพ่อบ้าน เขาเลือกที่จะหยุดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพื่อดูแลลูก และเป็นฝ่ายสนับสนุนให้จูลส์สามารถทำงานของตัวเองต่อไปได้ และคุณแม่ทั้งหลายในละแวกบ้านที่เป็นผู้ปกครองของเพื่อนๆ ลูกที่ยังคงมีความคิดในยุคเดิมๆ ที่ผู้หญิงควรเป็นฝ่ายอยู่บ้านเลี้ยงลูก

แอบเสียดสีนิดหนึ่งนะ ตรงที่ว่าเรื่องผู้หญิงแม่บ้านยุคใหม่ กลับต้องให้ชายชราวัยเกษียณมานั่งชื่นชมแทนที่จะเป็นผู้หญิงวัยเดียวกันเองเป็นคนทำแบบนั้น

สิ่งที่ทำให้คิดที่สุดในเรื่องสำหรับหนิง เห็นจะเป็นเรื่องที่บทพูดคำว่า right เยอะมาก เบ็นจะพูดถึงในเรื่องทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ โดยที่เหล่าวัยรุ่นทั้งหลายในบริษัทก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่าแล้วต้องทำยังไงถึงจะทำได้ถูกต้อง (ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์และทัศนคติ) ทว่า แม้ในหลายเรื่องที่เบ็นทำ เป็นไปในสิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็น แต่หนังก็ไม่ได้แสดงว่า เบ็น (หรือตัวแทนของผู้อาวุโส) จะเป็น Mr.Right เสมอไป สิ่งนั้นปรากฏในตอนที่เขาออกความเห็นเรื่องการบุกเข้าไปในบ้านแม่ของจูลส์เพื่อจัดการกับคอมพิวเตอร์ มันไม่ใช่การกระทำที่ right แน่ๆ ล่ะ

แน่นอนในท้ายที่สุดของเรื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจูลส์ได้รับการคลี่คลาย (ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการ Interrupt ของเบ็นที่มีอิทธิพลให้ตัว antagonist made it right) เป็นการคลี่คลายแบบที่น่าพอใจสมกับเป็นหนังฟีลกู๊ดน่ะนะ แต่โดยส่วนตัว คิดว่าเรื่องนี้จะให้ Impact มากขึ้นถ้าตัว antagonist made it wrong เพื่อที่จะเรียนรู้ต่อไปว่าควรจะ make it right ยังไงต่อไป 

แต่ก็นั่นแหละ สามารถมองได้อีกมุมหนึ่งก็คือ ในเมื่อมีคนที่มีประสบการณ์ชีวิตที่อาจจะเคยทำอะไร wrong มาก่อนมาแนะนำหนทางที่ right โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องไปมะงุมมะงาหราเสียเวลาเดินทางที่ wrong (ค้านเองแก้ตัวเองไงก็ไม่รู้แฮะ)

และนี่คือที่หนิงเห็นในสิ่งที่หนิงหนังต้องการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้อาวุโสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวดุจไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มไทรให้กับ Generation ถัดไป และถัดๆ ไป เป็นคุณค่าที่บางครั้งคนสมัยนี้มองข้ามไป เรื่องนี้ช่วยกระตุ้นให้คนกลับมาคิดถึงในจุดนี้อีกครั้งหนึ่ง (โดยเฉพาะโลกตะวันตก)

ทีนี้มาสิ่งที่ไม่ชอบบ้างนะคะ 

หนิงมองว่าเบ็นในเรื่องนี้ Too good to be true น่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนที่เคยอยู่ใกล้ผู้อาวุโส แน่นอนว่าความเชื่อมั่นในประสบการณ์ชีวิตค่อนข้างสูง สิ่งเหล่านี้เห็นในตัวเบ็น แต่อยู่ในรูปแบบความเชื่อมั่นแบบ Sophisticate ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้แหละ เพียงแค่หนิงยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไร เพราะความมั่นใจของมนุษย์ หลายครั้งที่มันพ่วงมากับ Arrogance ที่แทบไม่ปรากฏในตัวของเบ็นเลย หนิงถึงมองว่าบท portrait เบ็นค่อนข้าง Idealistic เกินไป

สิ่งที่ไม่ค่อยเชื่ออีกอย่างก็คือ เรื่องนี้หลายครั้งที่มองผ่านสายตาเบ็น ในบรรดา Intern ที่เข้ามา ไม่ใช่แค่เบ็นเท่านั้นที่เป็นคนสูงวัย ยังมีคนสูงวัยอีกคนสองคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา แต่พวกเขาหายไปกับสายลมและแสงแดด ในสายตาของเบ็น ในชีวิตของเบ็น ในสังคมของเบ็น มีแต่พวกกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น (หมายถึงชีวิตทำงานน่ะนะ) คนสูงวัยที่ได้เจอก็คือ ผู้หญิงที่อายุมากในบริษัทที่ท้ายที่สุดก็เริ่มทำความรู้จักกับเบ็น

แล้วคนอื่นๆ หายไปไหน?

ตรงจุดนี้ที่ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งบางอย่างค่ะ ตัวละครพยายามจะบอกว่าเบ็นเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ หนิงผู้เป็นคนดูก็เริ่มคิดแล้วว่า

“จริงหรือ?” 

หนังได้พยายาม balance ตัวของเบ็นให้เป็นคนที่ไม่ใช่ Mr.Right เสมอไป โดยการให้เขาทำอะไรที่ not right บ้าง (ที่บอกไปเรื่องบุกไปบ้านแม่) แต่มันไม่ค่อยชัดเท่าไรเพราะคนดูหลงไปกับความสนุกสนานของฉากนั้นจนอาจจะมองข้ามไปว่าสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง ถ้าเทียบกันแล้ว คนสูงวัยที่อยู่ในเรื่องไม่ได้ให้มุมมองอะไรที่ balance ความเป็นทูตสวรรค์ของเบ็นสักเท่าไร จนทำให้เบ็นดูเลิศลอยมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า

พูดง่ายๆ หนิงมองว่า หนังสร้างมาเพื่อบอกว่า “คนแก่เป็นคนน่ารักนะ” ซึ่งเราก็รู้ใช่ไหมคะว่าจริงๆ ก็ไม่ใช่เสมอไป แต่หนังเลือกที่จะบังสายตาของเราไว้ ฉาบปกปิดมันไว้ด้วยคำว่าฟีลกู๊ดอ่ะค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น หนิงชอบเรื่องนี้มากนะคะ ดูแล้วมีความสุขสนุกดีค่ะ ถ้าเรื่องไหนไม่ชอบ คงไม่มาเขียนรีวิวหรอก จะปล่อยมันไปตามอากาศและสายลมเลยแหละ





Create Date : 30 ตุลาคม 2558
Last Update : 30 ตุลาคม 2558 11:30:31 น.
Counter : 1978 Pageviews.

2 comments
  
รีวิวละเอียดดีจังครับ อ่านง่ายเข้าใจง่าย ชอบๆ

แต่เป็นไปได้มั้ยถ้าอยากให้เพิ่มในส่วนของชีวิตครอบครัวจูล (แฟน และ แม่)

กับเรื่องคนแก่คนอื่นๆผมว่ามันก็หายไปจริงๆแต่ไม่ทั้งหมดนะ ยังเหลือผู้หญิงแก่ที่มารับหน้าที่ขับรถแทนลุงเบ็น (จำชื่อไม่ได้) นั่นอาจจะเป็นมุมมองของคนแก่คนอื่นที่หนังต้องการจะนำเสนอ (มั้ง)

แต่ก็แอบเห็นด้วยที่ลุงเป็นดูเป็น Mr.Right เกินไป
โดย: cooltea (สมาชิกหมายเลข 712604 ) วันที่: 5 พฤศจิกายน 2558 เวลา:11:59:40 น.
  
เพิ่งเข้ามาเห็น ตอบช้าไปสินะคะ -__-

ที่จริงเรื่องครอบครัวของจูลส์ควรจะพูดถึง แต่ทีนี้อยากพูดถึงในเรื่องสังคมทำงานมากกว่า เลยต้องตัดใจเอาเรื่องครอบครัวออก ไม่งั้นยาวเกิ๊น

ส่วนเรื่องคนแก่คนอื่นๆ พอคุณ cooltea พูดถึงก็เลยนึกขึ้นได้ว่ามีคนแก่อีก ขอบคุณนะคะที่แชร์กันค่า ^^
โดย: peiNing วันที่: 20 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:03:24 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

peiNing
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]



เป็นเด็กกรุงเทพแท้ๆ แต่อยู่บ้านนอกของกรุงเทพน่ะนะ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษนอกจากแกล้งสัตว์เลี้ยงที่บ้าน นั่นคือนกฮู้ผู้มีอายุ 10 ปีได้ (นกแก่มีหนวด) (แต่ตอนนี้ในที่สุดนกฮู้ก็จากไปอย่างสงบ ไม่รู้อายุรวมเท่าไรแต่มาอยู่ที่บ้านได้ 11 ปี ขอไว้อาลัยปู่ฮู้ ขอให้ไปสู่สุขคตินะ T^T)

ขอชี้แจงอีกอย่าง ชื่อ peiNing นี้ เป็นชื่อที่พี่กะน้องใช้ร่วมกันสองคน ดังนั้นอย่างงว่าเดี๋ยวก็แทนตัวว่ารุ้งบ้างหนิงบ้าง ก็มันคนละคนนิ (รุ้งน่ะคนพี่ หนิงน่ะคนน้อง)

FB สำหรับคนชอบงานเขียน peiNing ค่ะ

FB สำหรับคนชอบบทความสอนห้องเรียนนิยายค่ะ