Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2558
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 

สนธิสัญญาบราวนี่

ท้องฟ้าใกล้สิ้นแสงตะวัน เมฆขาวที่เคยลอยโดดเด่นได้จางหายเพื่อหลบทางให้แก่ความมืดที่เตรียมเข้าครอบครองแทน แผ่นฟ้าเริ่มกลายเป็นสีน้ำเงินแก่เกือบเข้ม เสียงร้องของฝูงนกกาที่กำลังบินกลับรังยังพอมีเหลือให้ได้ยินบ้าง ในขณะที่ท้องถนนกำลังคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์จำนวนมาก การจราจรไม่ถึงกับติดขัดจนหยุดนิ่งเพียงแต่รถเคลื่อนตัวไปได้ด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก ทางเดินเท้าริมถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเดินทางกลับบ้าน ต่างคนต่างเดินตามทางและเดินสวนกันไปมาอย่างน่าเวียนหัว ความเร่งรีบของฝูงชนทำให้ภาพบรรยากาศของเย็นวันนี้ดูตึกตักดั่งเช่นทุก ๆ วันที่ผ่านมา

ในช่วงเวลาเย็นใกล้ค่ำของวันนี้ก็คงเหมือนกับหลาย ๆ วันที่ผ่านมา ตัวเขาเหมือนหลบซ่อนอย่างเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางฝูงชนที่สับสนวุ่นวาย เขามักจะเดินหลบเข้าไปนั่งในร้านกาแฟแห่งนี้เป็นประจำ ร้านกาแฟเล็ก ๆ หน้าปากซอยหมู่บ้านของเขา ร้านที่มีโต๊ะบริการให้แก่ลูกค้าเพียง 2 -3 โต๊ะเท่านั้น ไม่เคยมีวันใดเลยที่ร้านกาแฟแห่งนี้จะมีลูกค้าจนเต็มร้าน แต่ร้านกาแฟแห่งนี้ก็ยังดื้อดึงเปิดให้บริการอยู่โดยไม่แยแสต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเลย

ค่ำวันนี้ก็เหมือนเดิมอีกเช่นเคย เมื่อเขาสั่งเค้กบราวนี่มากินพร้อมกับกาแฟดำร้อน ๆ ที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล โดยเขาให้สาเหตุเพียงแค่ว่าความขมของกาแฟอาจจะทำให้เค้กบราวนี่มีรสชาติหอมหวานมากขึ้นก็เป็นได้ อาจจะเป็นเหตุผลโง่ ๆ ที่เขาคิดไปเองก็เป็นได้ว่า กลิ่นของควันกาแฟหอมกรุ่นที่โชยขึ้นมาจากแก้วนั้น ทำให้กาแฟแก้วนี้น่าชวนดื่มมากขึ้นไปอีกเมื่อได้กินพร้อมกับเค้กบราวนี่ที่แสนอร่อย

โต๊ะกาแฟหน้าร้านที่ติดกับผนังกระจกเป็นโต๊ะประจำที่เขาชอบนั่ง เพื่อที่จะได้มองผ่านกระจกใสออกไปเห็นผู้คนซึ่งเดินผ่านไปผ่านมาได้ ใครที่ไม่รู้อาจดูเหมือนว่าเขากำลังเฝ้ามองหาใครสักคน ใครบางคนที่อาจจะเดินผ่านร้านกาแฟแห่งนี้ในขณะที่เขาเฝ้ารออยู่ก็เป็นได้

เขาบรรจงใช้ช้อนกาแฟตักเค้กบราวนี่ที่วางอยู่ในจานขึ้นมา แล้วเอาช้อนที่ตักเนื้อเค้กบราวนี่นิ่ม ๆ นั้นเข้าปาก เขาต้องหลับตาอมยิ้มรับกับความหวานอันแสนอร่อยของเนื้อเค้ก เขาจำได้ว่าเค้กบราวนี่เป็นขนมหวานเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่เขาเลือกกิน โดยปกติแล้วเขาแทบจะไม่กินของหวานหรือว่าขนมหวานใด ๆ เลย เขามีความรู้สึกว่าความหวานมันเป็นเพียงความรู้สึกดี ๆ ที่ติดอยู่ตรงโคนลิ้นได้ไม่นานนัก ผิดกับความขมที่สามารถติดค้างอยู่ที่ปลายลิ้นได้นานมากกว่าหลายเท่า

เขาตักเค้กบราวนี่กินหมดไปแค่ครึ่งก้อน แล้วเขาก็วางช้อนกาแฟลงพร้อมกับเริ่มจ้องมองไปที่เค้กบราวนี่อีกครึ่งก้อนที่ยังคงเหลืออยู่ในจาน

หลังจากนั้นเขาก็หันหน้ามองผ่านกระจกออกไปภายนอกร้านอย่างเหม่อลอย


@@@@@


เขายังจำรสชาติของเค้กบราวนี่ชิ้นแรกที่เคยกินได้เป็นอย่างดี แต่เขาจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นเขาอายุเท่าไหร่ อาจจะสัก 6 หรือว่า 7 ขวบก็เป็นได้ เขาจำได้แต่เพียงว่าตอนนั้นเขาเข้าโรงเรียนแล้ว ในสมัยเด็ก ๆ เขาเป็นคนที่เกลียดการไปโรงเรียนมาก ๆ เขามักจะแกล้งป่วยหรือไม่ก็หาข้ออ้างที่จะไม่ไปโรงเรียนอยู่เสมอ เพียงเพราะว่าเขาไม่ชอบโรงเรียน ไม่ชอบเพื่อนฝูงที่ชอบล้อเลียนเขาอยู่ตลอด

ในสมัยเป็นเด็กเขาอาจจะเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะด้อยโอกาสแตกต่างจากเพื่อน ๆ คนอื่นมาก ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่มีเงินมากเท่ากับเพื่อนคนอื่น ๆ ทำให้ตัวเขารู้สึกต่ำด้อยกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วยความที่เขาไม่มีเพื่อนสนิทเลย ความโดดเดี่ยวในโรงเรียนจึงทำให้เขาไม่อยากไปโรงเรียนมากขึ้นไปอีก

และสาเหตุสำคัญก็คือ ในเวลาที่โรงเรียนเลิกแล้วเพื่อน ๆ คนอื่นก็จะได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว แต่ว่าเขาต้องรอให้แม่ที่มีอาชีพกวาดถนนที่ตลาดเลิกงานมาก่อน ซึ่งเป็นเวลามืดค่ำมากแล้วกว่าที่เขาจะได้กลับถึงบ้าน รถโรงเรียนมักจะมาปล่อยเขาทิ้งไว้ที่สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านเป็นประจำ กว่าแม่ของเขาจะมารับในเวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษ ทำให้เขาต้องวิ่งเล่น ทำการบ้าน อ่านหนังสือและเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ที่สนามเด็กเล่นนั้นคนเดียวเป็นประจำ

จนกระทั่งในวันหนึ่ง เขาได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุไล่เลี่ยกับเขา เด็กผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นหลบอยู่หลังม้าหมุน ตรงเบื้องหน้าของเธอมีหมาจรจัดตัวหนึ่งกำลังยืนจ้องมองเธออยู่ หมาจรจัดที่กำลังหิวโซมันเฝ้าจ้องอาหารที่อยู่ในมือของเด็กผู้หญิงคนนั้น

ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่กลัวหมา โดยเฉพาะหมาจรจัดพวกนี้เขารู้วิธีที่จะจัดการกับมันได้เป็นอย่างดี เขาจึงหยิบก้อนหินในบริเวณนั้นขึ้นมากำไว้ในมือ พร้อมกับวิ่งส่งเสียงร้องเข้าไปหามัน

“ชิ้ว ๆ ... ไปนะ .. ไป ไปเร็ว ๆ ไป ชิ้ว ๆ”

เขาวิ่งไปด้วยพร้อมทั้งตะโกนเสียงดังไปด้วย แล้วเขาก็ขว้างก้อนหินในมือไปที่หมาตัวนั้น ด้วยสัญชาติญาณของการเอาตัวรอด ทำให้หมาจรจัดตัวนั้นต้องตกใจและวิ่งหนีไปโดยไม่ได้หันกลับมามองที่เขาอีกเลย

“มันไปแล้ว .. เธอไม่ต้องกลัวนะ เอาก้อนหินไว้ขว้างมัน”

เขาพูดขึ้นพร้อมกับก้มลงไปหยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อน เพื่อส่งให้แก่เด็กผู้หญิงคนนั้น

“ฮือ ... ไม่เอา”

เด็กผู้หญิงส่ายหน้าตอบเขาเพียงเบา ๆ เธอยังคงก้มหน้าลงไปมองแต่ที่พื้นเพราะว่าเธอยังไม่หายกลัวก็เป็นได้

“แม่เราบอกว่า เวลาเจอหมาไม่ดี เจอหมาบ้าให้เอาก้อนหินขว้างใส่มัน”

เขายังคงพูดบอกแก่เด็กผู้หญิงคนนั้นพร้อมทั้งยื่นก้อนหินให้เหมือนเดิม

“เราไม่กล้าขว้างมันหรอก แม่บอกว่าถ้าโดนหมากัดแล้วต้องฉีดยารอบสะดือ”

“มันไม่กัดเธอหรอก เดี๋ยวเราคอยระวังให้เอง ถ้าหมามันมาอีกเราจะเอาก้อนหินขว้างใส่มันเอง”

เขาพูดขึ้นพร้อมกับท่าทางเหมือนกับว่าตัวเขาเองเป็นฮีโร่ในหนังการ์ตูนทีวีที่เขาเคยได้ดูมา ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมามองจ้องเขาเป็นครั้งแรก

“เธอจะคอยระวังให้เราจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ สิ ... เดี๋ยวถ้าหมามาเราจะขว้างก้อนหินใส่มันเอง .. ชู่ ๆ ”

เขาพูดขึ้นพร้อมทั้งทำท่าประหลาด ๆ เลียนแบบฮีโร่ในหนังการ์ตูนตัวโปรดแบบเดิมเลย

เด็กผู้หญิงเริ่มยิ้มพร้อมทั้งหัวเราะให้เขา

“อ่ะ ๆ ... เธอเก่งจังเลย” เด็กผู้หญิงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มซึ่งเขาหันมาเห็นพอดี เขาจึงยิ้มตอบให้แก่เธอ

“เราจะปกป้องเธอเอง... ซู่ ๆ” เขาเริ่มหัวเราะและทำท่าเหมือนเดิม

ฟ้ามืดแล้ว อากาศสีดำสนิทแผ่กระจายโดยรอบ ดูเหมือนเป็นม่านสีเข้มแห่งรัตติกาลที่บดบังแสงสว่างเอาไว้ คงมีเพียงแต่แสงสว่างดวงน้อยจากโคมไฟถนนหน้าสนามเด็กเล่น อย่างน้อยที่สุดแสงนีออนสลัวจากไหล่ทางนั้นทำให้เด็กทั้งคู่ยังพอมองเห็นสีหน้าของกันและกัน ซึ่งแน่นอนว่าต่างคนต่างก็มอบรอยยิ้มให้แก่กัน

แล้วก็เหมือนมีจอมมารแห่งความมืดมาขัดขวางสงครามแห่งรอยยิ้มนั้น เขาได้ยินเสียงดังขึ้นจากขอบถนนหน้าสนามเด็กเล่น เป็นเสียงของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กำลังตะโกนอยู่

“น้องแพร ... กลับบ้านเถอะ ใกล้จะมืดแล้ว”

เสียงของใครบางคนตะโกนมาจากด้านหน้าของสนามเด็กเล่น ทำให้เขาและเธอต้องหันไปมอง

“เราต้องกลับบ้านแล้ว แม่เราเรียกแล้ว” เด็กผู้หญิงบอกแก่เขา

“แล้วพรุ่งนี้เธอจะมาเล่นอีกไหม?”

“มาสิ เราอยากมาเล่นม้าหมุน”

“งั้นพรุ่งนี้เธอมาเล่นม้าหมุนนะ เราจะคอยเอาก้อนหินขว้างหมาให้เอง” เขาพูดพร้อมทั้งยิ้มและทำท่าทางเหมือนฮีโร่ตัวการ์ตูนอย่างเช่นเคย

“จริง ๆ นะ?”

เด็กหญิงถามพร้อมทั้งส่งแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบก็มีเสียงตะโกนเรียกดังขึ้นอีกครั้ง

“น้องแพรเร็ว ๆ เข้า คุณแม่จะกลับบ้านแล้วนะ”

เขาได้แต่มองไปตามเสียงตะโกนนั้นอีกครั้ง ผู้ใหญ่คนที่คาดว่าเป็นคุณแม่ของเด็กผู้หญิงคนนี้กำลังยืนกวักมือเรียกอยู่ไกล ๆ ใต้แสงสลัวของโคมไฟข้างถนน

“เราให้บราวนี่เธอ ... เรากินไปได้แค่ครึ่งอันเอง”

เด็กผู้หญิงยื่นก้อนขนมในมือมาให้แก่เขา ซึ่งเขาก็ยื่นมือไปรับไว้ ก่อนที่เด็กผู้หญิงจะหันหลังและวิ่งจากไป

“มาแล้วค่า .. แม่”

เด็กผู้หญิงวิ่งจากไปพร้อมทั้งตะโกนบอกแม่ของเธอ ปล่อยทิ้งให้เขายืนอยู่ตรงม้าหมุนนั้นเพียงลำพังกับขนมก้อนสีคล้ำในมือ

ขนมเค้กทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลดำเข้มประมาณครึ่งก้อนในมือของเขา เขาหยิบมันขึ้นมามองในระดับสายตา เขาไม่เคยได้กินขนมหวานบ่อยสักเท่าไหร่ เขาจึงตัดสินใจกัดขนมเค้กเข้าปากไปหนึ่งคำ

ความอ่อนนุ่มของเนื้อเค้กสีน้ำตาลและความหวานของครีมสีดำที่อยู่บนเนื้อเค้ก ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องหลับตาอมยิ้มด้วยความสุข มันเป็นความสุขจากการได้กินขนมอร่อยซึ่งเขาไม่เคยได้กินมาก่อนเลยในชีวิต

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขนมเค้กสีดำที่มีรสชาติหวานอร่อยก้อนนั้น หรือว่าการที่เขาได้เล่นทำท่าทางเป็นฮีโร่ในการ์ตูนตัวโปรดกันแน่ที่ทำให้เขาเริ่มมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขากลับชอบการไปโรงเรียน เพียงเพราะว่าในเวลาที่โรงเรียนเลิกแล้ว รถโรงเรียนจะได้ไปส่งเขาที่สนามเด็กเล่นหน้าหมู่บ้าน ซึ่งเขาจะได้วิ่งเล่นไปจนมืดค่ำก่อนที่แม่ของเขาจะมารับกลับบ้าน

ในวันนี้ก็เช่นกัน ทันทีที่เขาลงจากรถโรงเรียนเขาก็วิ่งตรงไปยังม้าหมุนในสนามเด็กเล่นทันที เขารีบวางกระเป๋านักเรียนไว้ข้าง ๆ ม้าหมุน แล้วเขาก็เริ่มเดินก้มเก็บก้อนหินที่อยู่ในบริเวณนั้นมาวางเรียงไว้รอบ ๆ ม้าหนุนเป็นระยะ

“เย้ .. ดีใจจัง เธอมาแล้วเราจะได้เล่นม้าหมุน”

เสียงของเด็กผู้หญิงพูดทักทายเขาทันทีเมื่อเธอวิ่งมาถึงม้าหมุน ทำให้เขารีบหันไปมองเธอพร้อมรอยยิ้ม

“เธอมาแล้วเหรอ? วันนี้เธอไม่ต้องกลัวหมานะ เราเตรียมก้อนหินไว้เยอะเลย”

“เธอเก่งจังเลย ... มานั่งม้าหมุนด้วยกันสิ”

“ไม่เอาหรอก เราไม่เล่นหรอก เดี๋ยวหมามาแล้วเราขว้างมันไม่ทัน”

เขาพูดบอกกับเธอ พร้อมทั้งเริ่มทำท่าเหมือนฮีโร่ในหนังการ์ตูนโปรดอย่างเช่นเคย

“ถ้าหมามาเธอเอาก้อนหินขว้างมันเลยนะ”

“ได้สิ เราจะปกป้องเธอเอง”

ความรู้สึกของเขาในตอนนั้นเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มันเหมือนกับความยินดีและความสมหวังผสมกัน เขาคิดว่าน่าจะเป็นความสุขจากการที่ตัวเขาได้เป็นฮีโร่ขึ้นมาจริง ๆ

“เธอสัญญานะ”

เด็กหญิงพูดขึ้นพร้อมทั้งยกมือขึ้นมากำไว้โดยปล่อยให้นิ้วก้อยโผล่ออกมา เมื่อเขาหันไปเห็นเข้าเขาจึงรีบทำมือตามเธอ

“สัญญาสิ”

เด็กทั้งสองเอานิ้วก้อยเกี่ยวกันแล้วเขย่ามือไปมาพร้อม ๆ กัน

“งั้นเราแบ่งบราวนี่ให้เธอครึ่งก้อนก็แล้วกัน”

เด็กผู้หญิงใช้มือจับฉีกแยกเค้กบราวนี่ออกเป็น 2 ก้อน แล้วเธอก็ยื่นเค้กบราวนี่ในมือข้างหนึ่งของเธอให้แก่เขา เขารีบเดินไปรับเค้กครึ่งก้อนนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างที่สุด

“เธอชอบกินขนมนี่เหรอ?” เขาถามเด็กผู้หญิงขึ้นเพื่อแก้อาการเขินที่เกิดขึ้นแก่เขาโดยไม่รู้ตัว

“ขนมเค้กบราวนี่เราชอบกินมาก คุณแม่ซื้อให้เรากินเป็นประจำเลย มันหวานอร่อยดี”

“บราวนี่เหรอ?”

“ใช่ เค้กบราวนี่ แล้วเธอล่ะ ชอบกินไหม?”

“ชอบสิ มันหวานอร่อยมาก ๆ เลย”

แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะก่อนที่จะกัดกินเค้กบราวนี่พร้อม ๆ กัน รอยยิ้มหลังจากการกัดเค้กทำให้เกิดหลักฐานเป็นรอยเปื้อนสีดำรอบริมฝีปากของทั้งเขาและเธอ รอยเปื้อนนั้นเปรียบเสมือนการลงชื่อในช่องคู่สัญญา ปากของเขาเปื้อนครีมสีดำแต่ใจของเขาเปื้อนความสุขสีขาว ความสุขที่มากพอจะทำให้เด็กชายตัวเล็ก ๆ รับรู้และจดจำได้

แล้วทั้งคู่ต่างก็อดอมยิ้มและหัวเราะไม่ได้ เมื่อทั้งคู่ได้จ้องมองหน้ากันและกัน

อาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเขายังเป็นเด็กอยู่ เขาจึงนับไม่ถูกว่าเวลาช่วงนั้นมันยาวนานมากน้อยขนาดไหน แต่ว่าเขาก็ยังคงจำได้ดีว่าเขาได้มีโอกาสลิ้มรสชาติความอร่อยของเค้กบราวนี่อยู่อีก 2-3 ครั้ง ก่อนที่เขาจะต้องกลับไปวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่นคนเดียวเหมือนเดิม

เขาก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงหายไปไหน เขาก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ไปที่สนามเด็กเล่นกี่วันแล้ว แต่ว่าเขายังคงจำเป็นต้องไปวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่นแห่งนั้นเป็นประจำ และในทุกวันก่อนที่เขาจะเริ่มวิ่งเล่น เขาจะต้องเดินไปก้มเก็บก้อนหินมาวางเรียงไว้รอบม้าหมุนเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้ง


@@@@@


ฟ้ามืดสนิทเหมือนมีใครเอาสีดำมาละเลงจนทั่วแผ่นฟ้า บนท้องฟ้าตอนนี้ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงแค่ดาวและเดือนที่ประจำการทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดเสมอมา ใต้ท้องฟ้าเป็นถนน เป็นทางเดิน เป็นชุมชน เป็นความสับสนวุ่นวาย มีมากมายหลากหลายชีวิตกำลังดำเนินชีวิตอยู่ใต้ท้องฟ้าผืนนี้ เมื่อท้องฟ้าไร้สิ้นแสงอาทิตย์แล้ว แสงสว่างจากฝีมือมนุษย์ก็สว่างกว้างต้อนรับทุกชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่

ดูเหมือนจะมีเพียงเขาคนเดียวที่สงบนิ่งปราศจากการเคลื่อนไหวมาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว

เขาละสายตาจากการมองผ่านกระจกออกไปนอกร้าน แล้วเขาก้มไปมองเค้กบราวนี่ที่เหลืออยู่ครึ่งก้อนในจานอีกครั้ง รสชาติของเค้กบราวนี่ในวันนี้อาจจะไม่หวานเท่ากับที่เขาเคยได้กินในสมัยเด็ก ๆ ก็เป็นได้ เขาจึงได้ต้องสั่งกาแฟขม ๆ มากินเพื่อเพิ่มความหวานของเค้กบราวนี่ด้วยทุกครั้ง

แล้วเขาก็ยกกาแฟดำในแก้วที่เหลือขึ้นมาดื่มจนหมด หมดเกลี้ยงจนเหลือเพียงคราบน้ำสีน้ำตาลบาง ๆ เคลือบอยู่ก้นแก้ว แต่เขายังคงทิ้งเค้กบราวนี่ครึ่งก้อนนั้นไว้ในจานให้คงเดิม

เขามองผ่านกระจกของร้านกาแฟออกไปภายนอกอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลามืดสนิทแล้วแต่ว่ายังมีผู้คนเดินอยู่มากมายเต็มถนน ในทุกวันที่เงียบเหงาสำหรับเขาร้านกาแฟแห่งนี้เป็นเหมือนหลุมสำหรับหลบซ่อนเพื่อฉีกหนีตัวเองออกจากสังคมอันอันว้าเหว่ แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่สิบถึงสิบห้านาทีก็ตาม มันก็ทำให้เขาหลบรอยต่อของช่วงเวลาแห่งการสิ้นแสงนั้นได้ ร้านกาแฟคงเหมือนสนามเด็กเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ฆ่าเวลา เพียงเพราะว่าต้องการผ่านช่วงเวลาที่กล่ำกลืนนั้นไปให้ได้ เขามักจะใช้เวลาอยู่ในร้านกาแฟจนกระทั่งความสว่างของกลางวันหมดสิ้นไป เพื่อดื่มกาแฟฉลองให้แก่ความมืดสนิทของค่ำคืนที่เคลือบคลานเข้ามาอีกครั้ง

เขาเพ่งมองไปที่เค้กบราวนี่ซึ่งเหลือครึ่งก้อนในจานเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับคนอื่นเค้กบราวนี่อาจจะเป็นเพียงแค่ขนมหวานเท่านั้น แต่สำหรับตัวเขาแล้วเค้กบราวนี่นั้นเปรียบเสมือนสัญญาสีขาวที่ผ่านการเหยียบย่ำของกาลเวลามาเนิ่นนาน สัญญาที่จะทำให้เขาเติบโตและอยู่รอดในสังคมมาจนถึงทุกวันนี้

เขาจินตนาการได้ถึงรสชาติของเค้กบราวนี่ครึ่งก้อนที่เหลือนั้น เขาจึงไม่กินมัน เขาปล่อยทิ้งมันไว้ในจานให้เป็นเหมือนร่างสัญญาแห่งความทรงจำอันลางเลือน

แล้วเขาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ พร้อมทั้งเดินออกไปจากร้านกาแฟแห่งนี้เหมือนกับทุกครั้งเช่นเคย

















@@@@@@@@@@@@@@@

คุยกันท้ายเรื่อง


ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ถนัดที่จะเขียนเรื่องในสไตล์แบบนี้เท่าไหร่ เพราะว่าฝืนกับความรู้สึกของผมพอสมควรเลย จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้นานหลายปีแล้ว พอดีว่าหัวข้อตะพาบในรอบนี้ใกล้เคียงกับเรื่องนี้ ผมเลยเอาเรื่องนี้มาทำการรีไรท์เขียนขึ้นใหม่ ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าในครั้งแรกที่เขียนเรื่องนี้ผมอยู่ในห้วงแห่งอามรณ์ไหน แต่เท่าที่รู้ตอนที่ผมนำเรื่องนี้กลับมาเขียนใหม่ผมรู้สึกถึงความเศร้าของตัวละครในเรื่องได้เป็นอย่างดี มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ความทรงจำที่งดงามในวัยเด็กจะอยู่ติดกับตัวเราไปตลอด เพื่อน ๆ อ่านเรื่องนี้แล้วมีความรู้สึกเช่นไรก็ช่วยเขียนคอมเม้นท์บอกไว้ด้วยนะครับ


ขอให้ทุก ๆ ท่านมีความสุขมาก ๆ นะครับ

อิอิ




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2558
12 comments
Last Update : 2 พฤษภาคม 2558 0:22:28 น.
Counter : 1199 Pageviews.

 

ขอบคุณครับอากล่อง

นั่งนึกย้อนไป ภาพในวัยเด็ก
วัยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก

วันที่กลัวมากที่สุดคือ ไม้เรียวกับก้านมะยม


 

โดย: pumpgusso 2 พฤษภาคม 2558 0:09:16 น.  

 

โห... ได้กินบราวนี่ตั้งแต่เด็กเลยเหรอ.. ผมเคยกินแต่ หนมครก
555

เป็นฮีโร่...ด้วย

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 2 พฤษภาคม 2558 5:14:35 น.  

 

ย้อนวัย ย้อนวัน ย้อนเวลา

คนเรามีอดีตที่อยากย้อนกลับไปเสมอนะครับพี่อาคุง
เสียดายที่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ในโลกของความจริง

 

โดย: กะว่าก๋า 2 พฤษภาคม 2558 8:19:09 น.  

 

555 ขำเม้นท์พี่ไวน์
ความทรงจำของพี่ในวัยเด็ก ถ้าเรื่องเกี่ยวกับอาหารคงเป็นหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า สุกี้ ก๋วยจั๊บ แล้วก็น้ำแข็งไสค่ะ
ทุกเมนูมีเรื่องราวให้จดจำ แต่เขียนไม่เก่งแบบคุณกล่องค่ะ


 

โดย: เนินน้ำ 2 พฤษภาคม 2558 15:16:35 น.  

 

น่ารักอีกละ

 

โดย: tuk-tuk@korat 2 พฤษภาคม 2558 17:48:50 น.  

 

โห้วววว ลูกเพ่เขียนทั้งที ทำลิ้งๆๆๆ

 

โดย: เป็ดสวรรค์ 2 พฤษภาคม 2558 18:07:08 น.  

 






มี ของเล็กๆน้อยๆ ติดมือ มา ฝาก ..

(ค่าอ่าน บราวนี่ค่ะ)










 

โดย: foreverlovemom 3 พฤษภาคม 2558 11:01:56 น.  

 

สวัสดีค่ะอาคุงกล่อง

ทีแรกเห็นสนธิสัญญาบราวนี่ผ่านๆ
คิดไปโน่นนน สมัยที่ เกรท บริเตน มาร่างสัญญาอะไรไว้กับสยามประเทศหรือปล่าว
>>>>> ว่าไปนั่น นั่นมันเบาว์ริง!!!

รำลึกไปนานโขเลย ถ้านานกว่านั้นอาจได้เป็นขนมเปียกปูน หรือหม้อแกง เด็กสาวกำลังสะลาวนดีดลูกแก้ว ฯลฯ
บล็อกเรื่องหวานแหวว
มีพระเอกพกลูกหินไว้ป้องกันเจ้าตูบด้วย อิอิ
ว่าแต่ตอนท้าย เด็กสาวหายไปไหนแล้วน้าาา

//ฟ้าไปงานปีก่อน แต่รู้จักอยู่ไม่กี่ล็อกอินค่ะ เพิ่งเล่นบล็อกด้วย แฮ่

 

โดย: กาบริเอล 3 พฤษภาคม 2558 11:17:18 น.  

 

ความรักสมัยเด็กสินะ มันเป็นความทรงจำที่ดีนะครับสำหรับความรู้สึกแบบนี้ สมัยที่ยังเปิดเผย ไม่ใส่หน้ากากเข้าหากัน

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 3 พฤษภาคม 2558 17:58:49 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณกล่อง ^^
อ่านจบนึกว่าเธอคนนั้นจะผ่านมาหรือจะบังเอิญมาเจอกันตอนโตซะอีก
แต่สรุปแล้วไม่เจอ

จริงๆแล้วในชีวิตจริงก็แบบนี้แหละ ที่เจอนั้นมักจะเป็นนิยาย 55
ถึงจะจบแบบสมหวัง
จริงๆแล้วเดาว่าสองคนจะเจอกันค่ะ แต่พออ่านจบ
อ้าวจบแล้ว

คุณกล่องเขียนเรื่องสั้นดีออกค่ะ
เขียนบ่อยๆนะคะ อ่านเพลินเลย

ขอบคุณมากๆค่า

 

โดย: lovereason 4 พฤษภาคม 2558 1:10:09 น.  

 

อาคุงกล่องน่าจะแก่แล้วนะครับ เพาะเค้าบอกว่า คนที่รำลึกถึงอดีตสมัยเมื่อนานมาแล้ว แสดงว่าแก่แล้ว 55+
ผมนี่พูดถึงแต่เรื่องปัจจุบัน เรื่องอดีต ไม่เคยพูดถึงเล้ยยย
ปล.ขอบคุณที่แวะไปชมพริ้ตตี้ที่บล็อกและโหวตให้ด้วยครับ

 

โดย: Ariawah Auddy 4 พฤษภาคม 2558 15:38:48 น.  

 


แวะมาอ่านตะพาบค่ะ
สัญญาบราวนี่ อ่านแล้วน่าติดตามดีจัง

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

 

โดย: newyorknurse 5 พฤษภาคม 2558 0:11:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.