Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เนื้องอกของเส้นประสาทนิ้วมือ Schwannoma หรือ Neurilemmoma


Schwannoma หรือ Neurilemmoma

เป็นเนื้องอกของเส้นประสาท ชนิดไม่ร้ายแรงที่พบบ่อยที่สุด 

พบได้ทุกช่วงอายุ พบได้ทั้งเพศชายและหญิงไม่ต่างกัน

ก้อนผิวเรียบ อยู่ในตำแหน่งที่มีเส้นประสาท (ถ้าที่นิ้วมือ เส้นประสาทจะอยู่ด้านข้างของนิ้วมือ) ขยับได้เล็กน้อยตามแนวขวาง 
ก้อนโตช้า ไม่เจ็บ แต่ ถ้ากดตรงก้อนอาจรู้สึกชาร้าวเสียวแปล๊บ ไปตามแนวเส้นประสาท

โดยส่วนใหญ่ สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ถ้าเอกซเรย์จะพบว่ากระดูกปกติ (แต่ไม่เห็นก้อน) ถ้าไม่แน่ใจ อาจส่งตรวจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT) หรือ แม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)


แนวทางรักษา 
ถ้า ขนาดก้อนไม่ใหญ่ ไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจติดตามดูอาการไปก่อน แต่ถ้า ขนาดก้อนใหญ่ รบกวนชีวิตประจำวัน หรือก้อนโตเร็ว ก็ต้องผ่าตัดเอาก้อนออก

ผลการผ่าตัด มักจะทำให้เส้นประสาทสูญเสียการทำงาน (ชา หรือ อาจรู้สึกเสียวแปล็บ) แต่มักไม่รุนแรง บางรายก็ดีขึ้น ในบางกรณี อาจต้องตัดเส้นประสาทออกบางส่วน ซึ่งจะทำให้มีอาการชาหลังผ่าตัด ไม่หาย

ถ้าผ่าก้อนออกได้หมด มักไม่กลับมาเป็นซ้ำ


ปล. อีกโรคที่ทำให้เกิด ก้อน และ พบได้บ่อยกว่า 

ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ ( โรคคาร์พัล แกงเกลียน ,Carpal ganglion )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=18-07-2008&group=5&gblog=31
......................




กระทู้จาก ห้องสวนลุมพินี เวบพันทิบ
หมอบอกว่านี้คือพังผืดนะครับ
https://pantip.com/topic/43692398

สวัสดีค่ะ เราจะมาแชร์ประสบการณ์ที่เรียกว่า เป็นความทุกข์เล็กๆน้อยๆ ของร่างกาย ตลอดเวลา พึ่งเข้าใจร่างกายมนุษย์มันมีการเปลี่ยนแปลง การต่อต้าน
เดือนกันยายน 2567 เรานั่งประชุมอยู่ ละมองนิ้วตัวเอง ละเราเห็นก้อนกลมๆที่นิ้วก้อย ข้างขวา ก็ งง ว่า เอ๊ะ มันคือก้อนอะไร เป็นก้อนแข็งๆ กลม ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก ไม่เจ็บ จับขยับได้นิดหน่อย พอประชุมเสร็จ เราก็ไปหาหมอช่วงค่ำวันนั้นเลย คุณหมอทั่วไปก็นัดเจอ หมอเฉพาะทางด้านกระดูก หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ 

วันที่เราพบคุณหมอครั้งแรก เราได้ X-Ray ผลออกมาคือไม่เห็นหรือมีอะไรที่แปลกประหลาด หมอก็ถามตั้งแต่แรกแล้วแหละว่าเราจะผ่าออกมั๊ย ตอนนั้นตัดสินใจว่าไม่ผ่า เพราะเป็นคนที่ขี้กลัวมากๆ เราปล่อยเวลามาจนถึง เดือนมิถุนายน  2568 เรารู้สึกว่า หยิบจับอะไรเริ่มเคือง เริ่มลำบาก เพราะเวลาที่เจ้าก้อนเนี้ย โดนอะไรมันจะรู้สึกเจ็บที่นิ้วละ ไม่ถนัดมากๆ เราเลยหาหมออีกครั้ง ในเดือนนั้น และคุณหมอก็ส่งหาหมอกระดูกที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด 

จนสุดท้ายแล้ว เรานัดผ่าตอนวันที่ 1 สิงหาคม 2568  ที่ผ่านมา และนัดฟังผลล่าสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2568 จากผลตรวจ สรุปว่า มันคือพังผืด เราอาจจะ งง ๆ แต่ประสบการณ์ชีวิตมาก ที่จู่ก็ไม่เป็นอะไรไม่รู้ แต่เอาออกแล้วนะคะ 

ผลข้างเคียงก็คือ ปลายนิ้วชา ไม่เหมือนเดิมค่ะ เรื่องนี้คุณหมอบอกเราตั้งแต่ก่อนผ่าแล้ว ว่าเรารับได้มั๊ย แน่นอนค่ะ เราตอบหมอว่ารับได้ ดีกว่าเจ้าก้อนนี้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต ซึ่งคงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้มากกว่าแน่นอน 

BTF39 
19 สิงหาคม เวลา 12:04 น.


ผมตอบไปตามนี้ .. 

เดาเท่าที่ได้ นะครับ
๑. น่าจะเป็น ก้อนเนื้องอกเส้นประสาท ชนิด ไม่ร้ายแรง ( ไม่ได้เป็น มะเร็ง )
๒. ไม่ทราบสาเหตุ ว่า เกิดจากอะไร
๓. การผ่าตัดเอาก้อนออก มักจะเกิดปัญหาเรื่องการชา บางคนก็ดีขึ้น บางคน ก็ไม่หาย .. ตามที่แพทย์ได้แจ้งไว้ก่อนผ่าตัด ( ไม่ได้เป็นการผ่าตัดผิดพลาด)

ค้นเจอโพสนี้ ลองดูนะครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02oTHUzvBMWeZrbBdeaSXQ1TpLjocuRvpp3RQYuWhbHQraZtnBrRf53xgmWwLiMTgJl&id=100064155875140

"เนื้องอกเส้นประสาทที่นิ้วมือ”
Neurilemmoma/Schwannoma
เป็นเนื้องอกของนิ้วมือชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง เกิดได้จากสาเหตุได้หลายอย่าง ซึ่งเนื้องอกของเส้นประสาทที่นิ้วมือสามารถพบได้ แต่ไม่บ่อย
ลักษณะอาการที่สำคัญจะแตกต่างจากเนื้อชนิดอื่นคือ
1. ก้อนจะค่อนข้างแข็ง
2. เคลื่อนไปมาได้ เพราะต้นกำเนิดมาจากเส้นประสาท
3. มีอาการปวดมากเวลาสัมผัส หรือกด
4. มีอาการชา ร่วมด้วยได้
การตรวจร่างกายโดยละเอียดจะสามารถบอกได้เบื้องต้น ว่าก้อนน่าจะเกิดจากเส้นประสาทหรือไม่ เช่น การเคาะบริเวณก้อน แล้วมีอาการปวดร้าวไปตามนิ้ว (Tinel’s sign)
บางรายหากไม่แน่ใจ อาจต้องทำการตรวจ MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เพิ่มเติม จะพบลักษณะที่เฉพาะของเนื้องอกชนิดนี้ได้
การรักษา
- หากมีแค่ก้อนเล็กๆ แต่ไม่มีอาการปวด สามารถสังเกตดูอาการก่อนได้ระยะหนึ่ง
- หากมีอาการปวด ชา ก้อนโต จะต้องทำการผ่าตัดด้วยการทำ marginal excision
- หากก้อนติดกับเส้นประสาทจนไม่สามารถแยกออกได้ ภายหลังผ่าตัดจะทำให้เสียการทำงานของเส้นประสาทเส้นนั้นถาวร คือมีอาการชาได้
- การกลับเป็นซ้ำพบได้น้อย

...........................

อ้างอิงเพิ่มเติม 

https://ajronline.org/doi/10.2214/AJR.16.16377

https://www.scirp.org/journal/paperinformation?paperid=140619

Common Hand Disorders
https://asiamedicalspecialists.hk/en/health-info/63/Common-Hand-Disorders

Soft Tissue Masses of the Hand: A Review of Clinical Presentation and Imaging Features
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9955517/

Common Soft Tissue Tumors Involving the Hand with Histopathological Correlation
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6702939/

Benign Soft Tissue and Osseous Tumours of the Hand: a Pictorial Essay
https://www.hkjr.org/article/v23n4/289

Diagnosis and treatment of hand tumors
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1877056821004187

Soft Tissue Tumors of the Hand and Wrist
https://musculoskeletalkey.com/soft-tissue-tumors-of-the-hand-and-wrist/

WHAT ARE HAND TUMOURS?
https://www.handsurgery.com.sg/hand-tumours

Hand tumors
https://www.scielo.br/j/ramb/a/hxWYQxMWSbXDK73VXcKcfHF/?lang=en

.................................................
Giant Cell Tumor of Tendon Sheath Clinical Presentation
https://emedicine.medscape.com/article/1253223
.................................................




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2568   
Last Update : 27 สิงหาคม 2568 13:41:22 น.   
Counter : 131 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โรคจากการหดรัดของแผ่นเอ็นฝ่ามือ (Dupuytren's Contracture) นำมาฝาก

 
โรคจากการหดรัดของแผ่นเอ็นฝ่ามือ (Dupuytren's Contracture)





โรคจากการหดรัดของแผ่นเอ็นฝ่ามือ (Dupuytren's Contracture) นำมาฝาก


Dupuytren's Contracture หรือโรคจากการหดรัดของแผ่นเอ็นฝ่ามือ ส่งผลให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณมือของผู้ป่วยเกิดการหดตัว รั้งให้นิ้วงอเข้าสู่ฝ่ามือและไม่สามารถเหยียดออกได้ตามปกติ ส่วนมากมักเกิดกับเนื้อเยื่อบริเวณนิ้วนางและนิ้วก้อย ซึ่งอาการจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ โดยอาจใช้เวลาหลายปี  

อาการของโรค Dupuytren's Contracture อาจส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ของโรคที่แน่ชัด แต่พบว่าโรค Dupuytren's Contracture อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ อีกทั้งยังเป็นโรคที่พบในเพศชายได้มากมากกว่าเพศหญิง

อาการในช่วงแรกของโรค Dupuytren's Contracture พบว่าผิวหนังบริเวณอุ้งมือของผู้ป่วยหนาขึ้นจนเกิดรอยนูนหรืออาจเป็นก้อนแข็งขนาดเล็กใต้ผิวหนัง แต่มักไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด จากนั้นก้อนแข็งนี้อาจหนาขึ้นและหดตัว ส่งผลให้เส้นเอ็นหดรั้งไม่ให้ยืดหรือขยับนิ้วได้ และนิ้วอาจถูกรั้งเข้ามาทางฝ่ามือ

อาการของโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับมือทั้งสองข้าง พบได้บ่อยบริเวณนิ้วนางและนิ้วก้อย โดยอาการจะเพิ่มความรุนแรงอย่างช้า ๆ และอาจกินเวลานานหลายปี หากอาการอาจรุนแรงขึ้นอาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถหยิบของหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำได้ตามปกติ บางรายอาจมีผังผืดหนาเกิดขึ้นบริเวณเท้าหรือมีภาวะอวัยวะเพศชายโค้งงอร่วมด้วย

สาเหตุของโรค Dupuytren's Contracture

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค Dupuytren's Contracture อย่างชัดเจน และจากการศึกษายังไม่พบว่าการใช้งานมืออย่างหนักหรือการได้รับบาดเจ็บในบริเวณมือจะเป็นสาเหตุของโรค แต่คาดกันว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับระบบพันธุกรรม การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขาดสารอาหาร หรือการใช้ยารักษาโรคลมชักบางชนิด 

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค Dupuytren's Contracture มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ เป็นเพศชาย มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ครอบครัวมีประวัติการป่วยด้วยโรคนี้ ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ และป่วยด้วยโรคเบาหวาน

การวินิจฉัยโรค Dupuytren's Contracture

แพทย์จะสอบถามข้อมูลสุขภาพทั่วไป ประวัติทางการแพทย์และอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยอาจได้รับการถ่ายทอดโรค Dupuytren's Contracture ผ่านทางพันธุกรรม ขั้นต่อมาจะตรวจมือ ทดสอบความยืดหยุ่นบริเวณนิ้วมือ มีการวัดกำลังของมือในท่ากำและจับ

โดยในระหว่างการตรวจ แพทย์จะจดบันทึกตำแหน่งที่เกิดตุ่มหรือร่องรอยบนฝ่ามือ และใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อทดสอบการขยับ การงอหรือการหดของนิ้วมือ ทดสอบความรู้สึกในบริเวณนิ้ว บางกรณีอาจนำภาพถ่ายภาพเอกซเรย์มาใช้วินิจฉัยร่วมด้วย โดยแพทย์จะทำการตรวจเป็นระยะเพื่อนำผลของแต่ละครั้งมาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของอาการตลอดการรักษา

การรักษาโรค Dupuytren's Contracture

Dupuytren's Contracture ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่อาการของโรคจะเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในเวลาหลายปี และอาการที่เกิดขึ้นมักไม่ส่งผลให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังเกิดก้อนนูนบริเวณฝ่ามือหรือมีอาการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แพทย์จึงจะรักษาผู้ป่วยโดยพิจารณาจากความรุนแรงของอาการและปัจจัยของแต่ละคน

ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วย Dupuytren's Contracture ปกป้องบริเวณฝ่ามือในขณะหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องมือก่อสร้างที่ต้องจับด้ามจับแน่น ๆ ควรใช้ท่อและเทปกันกระแทกมาช่วย หรือใส่ถุงมือที่มีความหนาขณะยกของหนัก อย่างไรก็ตาม อาการที่เกิดขึ้นอาจแย่ลงแม้ผู้ป่วยจะระมัดระวังแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากอาการของผู้ป่วยรุนแรงขึ้น แพทย์จะรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้

การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

ในขั้นตอนแรกแพทย์จะรักษาด้วยการไม่ผ่าตัดเพื่อชะลออาการ เช่น 

การฉีดสเตียรอยด์ (Steroid Injection) 
เป็นการใช้ยาในกลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ฉีดเข้าไปในบริเวณก้อนนูนเพื่อต้านการอักเสบหรืออาจฉีดเพื่อชะลอการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ

การฝังเข็ม (Needling) 
การฝังเข็มเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มลงไปเพื่อสลายการหดเกร็งของเส้นเนื้อเยื่อบริเวณนิ้ว โดยสามารถฝังเข็มได้หลายนิ้วพร้อมกันและรักษาได้ซ้ำหลายครั้ง แต่ผู้ป่วยอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ภายหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม การฝังเข็มอาจทำได้เฉพาะบางบริเวณของนิ้วเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็นและเส้นประสาท

การฉีดเอนไซม์ (Enzyme Injections) 
แพทย์จะฉีดเอนไซม์เข้าไปยังฝ่ามือในบริเวณที่มีอาการตึงเพื่อให้อ่อนหรือนุ่มลง และช่วยสลายการหดเกร็งของเส้นเนื้อเยื่อบริเวณนิ้ว

การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด

ผู้ที่มีอาการของโรค Dupuytren's contracture รุนแรง แพทย์จะผ่าตัดเพื่อลดการหดตัวหรือความตึงของกล้ามเนื้อ และช่วยให้สามารถขยับนิ้วมือได้มากขึ้น แม้หลังการผ่าตัดผู้ป่วยอาจมีเนื้อเยื่อแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำได้ การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดค่อนข้างได้ผลดีกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่น ภายหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจต้องทำกายภาพบำบัดหรือใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายหลังการรักษานานขึ้น

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ แพทย์จะกำจัดเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับอาการออกทั้งหมด โดยวิธีนี้แพทย์จำเป็นจะต้องปลูกถ่ายผิวหนังเพื่อปิดบาดแผลจากการผ่าตัด ซึ่งจะเป็นวิธีการรักษาที่ใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายนานที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนของโรค Dupuytren's Contracture

อาการที่เกิดขึ้นของ Dupuytren's Contracture อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้มือได้ตามปกติ โดยอาจทำให้ไม่สามารถเขียนหนังสือ กางนิ้ว แบมือ หยิบของชิ้นใหญ่หรือสอดมือเข้าไปในที่แคบได้

การป้องกันโรค Dupuytren's Contracture

เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัด จึงยากที่จะป้องกันโรค Dupuytren's Contracture แต่อาจลดความเสี่ยงได้โดยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ระมัดระวังในการใช้ยาบางชนิด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบหรือเลิกสูบบุหรี่

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 
พบแพทย์ ดอทคอม
https://tinyurl.com/2b2r4yff

https://www.pobpad.com/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80

https://www.orthobullets.com/hand/6058/dupuytrens-disease

https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/dupuytrens-disease/

https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/16941-dupuytrens-contracture

https://www.osmosis.org/answers/dupuytren-contracture

https://en.wikipedia.org/wiki/Dupuytren%27s_contracture
 




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2568   
Last Update : 19 สิงหาคม 2568 15:49:34 น.   
Counter : 203 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เส้นเอ็นนิ้วมือ ติดเชื้อ (Pyogenic Flexor Tenosynovitis : PFT)

Pyogenic Flexor Tenosynovitis

เส้นเอ็นนิ้วมือ ติดเชื้อ (Pyogenic Flexor Tenosynovitis : PFT)

สามารถวินิจฉัยได้จาก ประวัติ และ อาการ อาการแสดง เช่น ปวด นิ้วบวม กดเจ็บ นิ้วอยู่ในท่างอ (ตามภาพตัวอย่าง) ถ้าจับนิ้วให้เหยียดจะเจ็บมากขึ้น .. ไม่จำเป็นต้อง เอกซเรย์

การรักษา (ส่วนใหญ่ ต้องผ่าตัด)
- ถ้าอาการไม่มาก ให้นอนโรงพยาบาล และ ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ  อาการไม่ดีขึ้นใน 24 ชม. ก็ต้องผ่าตัด 
- ถ้ามีอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน ภูมิคุ้มกันต่ำ ก็ต้องผ่าตัดด่วน

...............................

4 Kanavel signs (ตามภาพ) 
1. Symmetrical swelling of the affected finger
2. The affected finger is held in a flexed position
3. Pain on any attempt at passive finger extension
4. Tenderness along the course of flexor tendon sheath from distal phalanx to the level of A1 pulley

Pyogenic Flexor Tenosynovitis
https://www.orthobullets.com/hand/6105/pyogenic-flexor-tenosynovitis

Tenosynovitis
https://emedicine.medscape.com/article/2189339

Suppurative Tenosynovitis
https://fpnotebook.com/Ortho/ID/SprtvTnsynvts.htm

Pyogenic flexor tenosynovitis: A current problem of hand surgery
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S100812752500046X

Pyogenic Flexor Tenosynovitis: Evaluation and Treatment Strategies
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6894957/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK576414/

Factors Affecting the Prognosis of Pyogenic Flexor Tenosynovitis
https://upload.orthobullets.com/journalclub/free_pdf/17671013.pdf

Pyogenic Flexor Tenosynovitis of the Hand
https://cdn.mdedge.com/files/s3fs-public/ajo04603207e.PDF




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2568   
Last Update : 19 สิงหาคม 2568 15:41:18 น.   
Counter : 223 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เมอรัลเจีย พาเรสทีทิกา Meralgia Paresthetica (Burning Thigh Pain , Skinny Jeans Syndrome)

 

 

 

เมอรัลเจีย พาเรสทีทิกา MeralgiaParesthetica (Burning Thigh Pain , Skinny Jeans Syndrome)

เกิดเนื่องจาก มีการกดทับ เส้นประสาทผิวหนังโคนขาด้านข้าง(lateral femoral cutaneous nerve, LFCN) ทำให้การรับความรู้สึกที่ผิดปกติเช่น รู้สึกเจ็บเหมือนเข็มทิ่ม รู้สึกแสบร้อนเหมือนโดนพริก รู้สึกชาผิวหนังหนาขึ้น เป็นต้น บริเวณด้านหน้าและด้านนอกของต้นขา แต่จะไม่มีอาการอ่อนแรง

มักจะมีอาการมากขึ้นหลังจาก เดินนาน ยืนนานหรือ การออกกำลังกาย

พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พบบ่อยในช่วงอายุ30-60 ปี ส่วนใหญ่พบเป็นข้างเดียว(80%) ขวาและซ้ายไม่แตกต่างกัน

สาเหตุ ที่พบบ่อย เช่นใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่น ใส่เข็มขัดแน่นเกินไป น้ำหนักขึ้น อ้วนลงพุง การตั้งครรภ์การเกิดอุบัติเหตุ หรือ โรคเบาหวาน

 

การวินิจฉัย

- ส่วนใหญ่ วินิจฉัยได้จาก ประวัติ และการตรวจร่างกาย ( tinel sign, PelvicCompression Test, skin mapping)

- การตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือเอกซเรย์ (X-ray, CT , MRI)อาจจำเป็นในกรณีที่สงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน

- การตรวจการนำกระแสประสาท (NCV EMG) อาจช่วยยืนยันในการวินิจฉัยได้

 

การรักษา

โดยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้โดยการปรับพฤติกรรม (สวมเสื้อผ้าหลวม ลดน้ำหนัก) การบริหารยาบรรเทาอาการ (อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย) ถ้ามีอาการมาก ติดต่อกันเกิน 2 เดือน อาจต้อง ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อช่วยบรรเทาอาการ มีส่วนน้อยมากที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด


 

https://emedicine.medscape.com/article/1141848

https://emedicine.medscape.com/article/308199

https://www.epainassist.com/sports-injuries/thigh-pain/meralgia-paresthetica-or-bernhardt-roth-syndrome

https://cursoenarm.net/UPTODATE/contents/mobipreview.htm?16/38/16998

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/meralgia-paresthetica/home/ovc-20308723

https://orthoinfo.aaos.org/topic.cfm?topic=a00340

https://www.athasit.com/article/detail/244

https://www.fpnotebook.com/Ortho/Neuro/MrlgPrsthtc.htm

https://drmorgan.info/clinicians-corner/meralgia-paresthetica-skinny-jean-syndrome/

https://thepainsource.com/meralgia-paresthetica-lateral-femoral-cutaneous-neuropathy/

MERALGIA PARESTHETICA: A REVIEW OF THE LITERATURE: The International Journal of Sports Physical Therapy |Volume 8, Number 6 | December 2013 | Page 883

Meralgia Paresthetica, The Elusive Diagnosis ClinicalExperience With 14 Adult Patients : ANNALSOF SURGERY Vol. 232, No. 2, 281286 Ann. August 2000

https://www.precisionmovement.coach/meralgia-paresthetica-treatment/

https://www.healthline.com/health/fitness-exercise/meralgia-paresthetica-exercises#7


กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท ( พิริฟอร์มิสซินโดรม,Piriformis Syndrome)

https://www.pobpad.com/piriformis-syndrome-กลุ่มอาการกล้ามเนื้
https://supachokclinic.com/piriformis-syndrome/
https://drsant.com/2014/11/piriformis-syndrome.html
https://www.facebook.com/216848761792023/photos/a.1473381102805443/1572913409518878/




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2560   
Last Update : 19 สิงหาคม 2568 15:39:56 น.   
Counter : 25519 Pageviews.  

ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) .. นำมาฝาก



 

เครดิต FB JonesSalad
https://www.facebook.com/JonesSaladThailand/photos/a.1411999495702208/2909516542617155/


กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (office syndrome)

https://www.bumrungrad.com/th/rehabilitation-clinic-sathorn/conditions/office-syndromes
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน นัยน์ตาและการมองเห็น โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานกายภาพบำบัดจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่
 

อาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานที่พบได้บ่อยและสามารถดูแลโดยนักภาพภาพบำบัด
  • กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (myofascial pain syndrome)
  • เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท (carpal tunnel syndrome)
  • ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท (nerve tension)
  • กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ (tennis elbow)
  • ปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้งอักเสบ (De Quervain’s tendonitis)
  • นิ้วล็อก (trigger finger)
  • เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ (tendinitis)
  • ปวดหลังจากท่าทางผิดปกติ (postural back pain)
  • หลังยึดติดในท่าแอ่น (back dysfunction)


สาเหตุของการเกิดออฟฟิศซินโดรม

สาเหตุและอาการของการเกิดออฟฟิศซินโดรม
  • การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน
  • ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไป
  • สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม
  • สภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ภาวะเครียดจากงาน การอดอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียดปราศจากการผ่อนคลาย


การสังเกตอาการออฟฟิศซินโดรมและแนวทางแก้ไข

 ระดับของอาการ    การสังเกตอาการ           แนวทางแก้ไข
ระดับที่ 1 อาการเกิดขึ้น เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง พักแล้วดีขึ้นทันที
  • พักสลับทำงานเป็นระยะๆ
  • ยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลาย
  • นวดผ่อนคลาย
  • ออกกำลังกาย
ระดับที่ 2 อาการเกิดขึ้น พักนอนหลับแล้ว แต่ยังคงมีอาการอยู่
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน
  • รับการรักษาที่ถูกต้อง
ระดับที่ 3 อาการปวดมากแม้ทำงานเพียงเบาๆ พักแล้วอาการก็ยังไม่ทุเลาลง
  • พักงาน/ปรับเปลี่ยนงาน
  • รับการรักษาที่ถูกต้อง
 
 

แนวทางการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

  • การรักษาด้วยยา
  • การรักษาด้วยวิธีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อและปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง
  • การปรับสถานีงาน พื้นที่การทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และลักษณะงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกายโดยรวม
  • การรักษาด้วยศาสตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม การนวดแผนไทย

ความสำคัญของกายภาพบำบัดต่อการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

กายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูกตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจนถึงกรณีที่มีอาการมากจนรบกวนชีวิตประจำวันหรือก่อให้เกิดความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว เพื่อฟื้นฟูให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

นักกายภาพบำบัดยังมีหน้าที่ในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการเหล่านี้อีก โดยนักกายภาพบำบัดจะประเมินโครงสร้างร่างกายพร้อมปรับแก้โครงสร้างร่างกายให้เกิดความสมดุลและปกติ รวมถึงให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างการทำงาน การปรับสภาพแวดล้อมของเครื่องมือและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล แนะนำการยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมรับสภาวะการทำงานที่อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับออฟฟิศซินโดรมด้วย


เป้าหมายในการดูแลทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

  • ลดอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ/เอ็นกล้ามเนื้อ
  • ลดการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นๆ (immobilization) ด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุงต่างๆ รวมถึงถ้ายังจำเป็นต้องใช้งานต่อเนื่องจากภาระงาน
  • ให้คำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อลด/หลีกเลี่ยงการใช้งานบริเวณที่มีการอักเสบ
  • ให้ความรู้ในการแก้ไขปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่
    • การปรับท่าทางให้ถูกต้อง
    • การปรับหรือแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย
    • การลดการกดทับของกล้ามเนื้อหรือการหดสั้นของกล้ามเนื้อ
    • การปรับสภาพแวดล้อมของเครื่องมือและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล
    • การออกกำลังกายเพื่อการป้องกันและส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ
      • การยืดกล้ามเนื้อ
      • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
      • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อและระบบหัวใจและหลอดเลือด
      • การออกกำลังกายเพื่อการผ่อนคลาย
      • การออกกำลังกายเพื่อปรับการทรงท่า (postural correction)

อย่างไรก็ดี การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะป้องกันอาการจากออฟฟิศซินโดรมจำเป็นต้องทำร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การปรับอิริยาบถในการทำงานให้ถูกต้อง รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้สมบูรณ์แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่จะมาบั่นทอนคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างถาวร

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 

เป็นแล้วต้องรักษา "ออฟฟิศซินโดรม" ปล่อยไว้นาน อันตรายเกินคาด

 
โดย MGR Online    18 ตุลาคม 2559 21:25 น.
https://www.manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9590000104494
 
ทุกสิ่งที่เกิดกับเราในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำที่ผ่านมาเสมอเรื่องของสุขภาพร่างกายก็เช่นกัน

โดยทั่วไป คนเรามักเริ่มต้นวัยทำงานในช่วงอายุ 23 ปี ไปจนเกษียณตอนอายุ 60 ปี แม้ในช่วงนี้ ร่างกายจะยังแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย แต่ลักษณะการทำงานในบางอาชีพ โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ก็มีความเสี่ยงเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) ที่เริ่มจากการแสดงอาการเล็กๆ น้อยๆ จนคนมองข้ามไป เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดคอ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือทำการรักษา ก็อาจลุกลาม ทำให้ร่างกายเสียสมดุล จนนำไปสู่การเจ็บป่วยอื่นๆ ในอนาคต

 
 
อย่าวางใจ...“ออฟฟิศซินโดรม” เรื่องเล็กๆ ที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

       นพ. วศิน กุลสมบูรณ์ แพทย์หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ ซึ่งมีลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน หรือท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไป จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน นัยน์ตาและการมองเห็น

“วงจรชีวิตการทำงานคือ 23-60 ปี ถ้ามีอาการต่อเนื่อง 3-5 ปีก็จะเริ่มมีปัญหาแล้ว และจะส่งผลต่อปัจจัยอื่นๆ ในร่างกาย เช่น กระดูกต้นคอเสื่อม กระดูกหลังเสื่อมเพราะตัวกล้ามเนื้อและกระดูก ถูกธรรมชาติออกแบบให้ใช้งานสำหรับการเคลื่อนไหว เมื่อไหร่ที่นั่งทำงานนานๆ การทำงานของระบบพวกนี้ก็จะผิดปกติ ทำให้ระบบทุกอย่างในร่างกายเกิดความไม่สมดุลกันไปหมด กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต” นพ. วศิน กล่าว

       สำหรับอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบได้บ่อย ได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (myofascial pain syndrome) เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท (carpal tunnel syndrome) ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท (nerve tension)กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ (tennis elbow) ปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้งอักเสบ (De QuervainSyndrome) นิ้วล็อก (trigger finger) เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ (tendinitis)และ หลังยึดติดในท่าแอ่น (back dysfunction)

จากสถิติผู้ป่วยที่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในแต่ละปี พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการทำกายภาพบำบัดกว่า 60% ของผู้ป่วยทั้งหมด คือผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเมื่อตรวจสอบประวัติแล้วก็พบว่าสาเหตุมาจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว

       นอกจากนี้ แนวโน้มที่น่าสนใจคือ ช่วงอายุของผู้มีอาการออฟฟิศซินโดรม เริ่มมีแนวโน้มที่น้อยลงเรื่อยๆ จากอดีต มักพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 40 ปี ต่อมาลดลงเหลือ 30 ปี และปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 20 กว่าปีแล้ว สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มีการใช้สื่อโซเชียลอย่างแพร่หลาย ทำให้คนอยู่ในท่าทางเดิมเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในกลุ่มที่เล่นโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือนานๆ ส่วนใหญ่จะพบการอักเสบของข้อมือ และในระยะยาวอาจเกิดอาการนิ้วล็อก เหยียดให้ตรงไม่ได้

อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า การตระหนักรู้และใส่ใจต่อสุขภาพของคนยุคปัจจุบันมีมากขึ้น ทำให้คนที่อายุน้อยๆ เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลมากขึ้นตามไปด้วย

 
 
เช็กลิสต์ “อาการ” ออฟฟิศซินโดรม "เป็นน้อย” หรือ “เป็นหนัก” ต้องรักษา?

       นพ. วศิน กล่าวอีกว่า วิธีปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม ทำได้ง่ายมาก โดยหลักการคือควรมีการลุกหรือเคลื่อนไหวร่างกายทุกๆ ครึ่งชั่วโมงก็ช่วยได้แล้ว แต่ต้องเป็นการเคลื่อนไหวแบบยืดตัว เนื่องจากลักษณะท่าทางการทำงานส่วนใหญ่คือการก้มทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ด้วยภาระงานที่ยังต้องทำต่อไป ก็อาจเป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกาย จนทำให้เกิดอาการได้ ซึ่งในทางวิชาการแล้ว ออฟฟิศซินโดรม แบ่งออกเป็น3 ระดับ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตเบื้องต้นด้วยตัวเองว่าอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับไหนแล้ว

ระดับที่ 1
       มีอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นเมื่อทำงานไประยะหนึ่ง แต่พักแล้วดีขึ้นทันที แนวทางแก้ไขคือ การพักสลับทำงานเป็นระยะๆ การยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลาย การนวดเพื่อผ่อนคลาย และการออกกำลังกาย

ระดับที่ 2
       มีอาการเกิดขึ้น แม้จะพักผ่อนนอนหลับแล้ว แต่ยังคงมีอาการอยู่ อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานหรือรับการรักษาที่ถูกต้อง

ระดับที่ 3
       มีอาการปวดอย่างมากแม้ทำงานเพียงเบาๆ พักแล้วอาการก็ยังไม่ทุเลาลง หากมีอาการระดับนี้ จำเป็นต้องพักงานปรับเปลี่ยนงานและรับการรักษาที่ถูกต้อง

“วิธีสังเกตอาการว่าเป็นมากเป็นน้อย สมมุตินั่งทำงานอยู่แล้วปวด แต่พอลุกเดินไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ไปเข้าห้องน้ำ ไปชงกาแฟ แล้วหายปวด แบบนี้อยู่ในระยะเริ่มแรก แปลว่าคุณดูแลตัวเองได้ ยังไม่ถึงขั้นต้องไปหาหมอ แต่พอเป็นถึงระดับ 2-3 คุณเริ่มต้องการคำแนะนำหรือต้องไปพบแพทย์แล้ว ระดับ 2 อาจต้องมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ ทำการรักษา 1-2 ครั้งแล้วกลับไปทำต่อที่บ้าน แต่ถ้าระดับ 3 จำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง” นพ. วศิน กล่าว

ทั้งนี้ นพ. วศิน แนะนำว่า เมื่อมีอาการเกิดขึ้น แม้ไม่ถึงขั้นต้องรักษาด้วยเครื่องมือหรือตัวยา ก็ควรมาพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาอย่างน้อยเพื่อตรวจสอบว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากกล้ามเนื้อและกระดูกจริงๆ หรือเกิดจากภาวะซ่อนเร้นอื่นๆ เช่น ปลายประสาท หรือผิดปกติของกระดูก เพื่อจะได้วิเคราะห์ต้นเหตุได้อย่างถูกต้องต่อไป

 
 
“กายภาพบำบัด” ปัจจัยสำคัญในการรักษา

       แนวทางการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรง ตั้งแต่การรักษาด้วยยา การรักษาด้วยวิธีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการทำกายภาพบำบัด เพื่อยืดกล้ามเนื้อและปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน และลักษณะงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกายโดยรวม ตลอดจนการรักษาด้วยศาสตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม การนวดแผนไทยซึ่งระยะเวลาการรักษาต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เช่น ถ้าอยู่ในระยะเริ่มต้น อย่างเร็วก็ 1-3 เดือนถึงจะหาย และมีข้อแม้ว่าต้องดูแลตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ให้กลับมาเป็นอีก”

       นพ. วศิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการทำกายภาพบำบัด เป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อฟื้นฟูให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งการทำกายภาพบำบัดที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การรักษาแล้วปล่อยกลับบ้าน แต่ยังควรสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการเหล่านี้อีก

นักกายภาพบำบัดควรประเมินโครงสร้างร่างกายและปรับแก้ให้เกิดความสมดุล แนะนำการปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างการทำงานให้เหมาะสมเฉพาะแต่ละบุคคล รวมทั้งส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมรับสภาวะการทำงานที่อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับออฟฟิศซินโดรมด้วย

 
 









อาการ Office Syndrome เป็นอาการที่เกิดกับคนที่มีลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย อาการที่พบส่วนใหญ่มักจะพบเป็นอาการเกี่ยวกับกระดูก โดยกระดูกจะมีการสูญเสียแคลเซียมมาก ทำให้เริ่มมีอาการปวดที่ไหล่ หลัง รวมไปถึงกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจจะทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น การปวดหลังเรื้อรัง หรือสูญเสียบุคลิกภาพ
คุณหมอยังกล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญในการแก้ Office Syndrome นั้นคือ การปรับพฤติกรรมของตนเองทั้งในช่วงเวลาทำงานและเวลาอื่นๆ ด้วย โดยเริ่มจากหลักการดังนี้

การจัดโต๊ะทำงาน
การจัดวางคอมพิวเตอร์ให้อยู่ตรงหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา จะช่วยให้คุณจัดท่านั่งของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังอยู่ในท่าที่ตั้งตรง ไม่ก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อย

การเปลี่ยนอริยาบท
สำหรับคนที่ต้องทำงานออฟฟิศและต้องนั่งหรือยืนนานๆ แนะนำว่าควรเปลี่ยนอริยาบททุกๆ 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะลุก ยืน เดิน หรือเปลี่ยนท่าทางอื่นๆ โดยการขยับร่างกายจะช่วยกล้ามเนื้อได้มีการออกแรง ทั้งยังส่งผลดีต่อหัวใจและปอดอีกด้วย

ออกกำลังกายเบาๆ
นอกจากจะเปลี่ยนอริยาบทระหว่างอยู่ที่ทำงานแล้ว ยามว่างลองหาโอกาสในการออกกำลังกายเบาๆ ด้วยท่าออกกำลังกายต่างๆที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการ Office Syndrome โดยตรงไม่ว่าจะเป็น ท่าแกว่งแขน ที่เป็นการขยับกล้ามเนื้อส่วนไหล่และแขนให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และช่วยเรื่องอาการปวดเป็นอย่างดี

กินอาหารที่มีประโยชน์
รู้หรือไม่ว่า การนั่งหรืออยู่ในท่าต่างๆ นานๆ โดยไม่มีการขยับ ก่อให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมมากกว่าที่เราคิด ดังนั้นอาหารการกินที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเช่น คะน้า นม งา หรือข้าวโอ๊ต จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณทำได้

เมื่อรู้วิธีการปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อป้องกันอาการ Office Syndrome กันแล้ว อย่าลืมลองทำตามกันดูนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : บทสัมภาษณ์ ร.ศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก

https://www.thaihealth.or.th/sook/info-body-detail.php?id=187

 





********************************

อาการปวดกล้ามเนื้อ ปัญหาสุขภาพจากการใช้ Smartphone ... โดยภัทริยา อินทร์โท่โล่ และคณะ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-04-2017&group=5&gblog=51

ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) .. นำมาฝาก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=17-08-2017&group=5&gblog=53

ปวดคอ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-06-2008&group=5&gblog=26

ปวดไหล่ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-06-2008&group=5&gblog=25

ปวดหลัง https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=5&gblog=18

เส้นเอ็นอักเสบแบบนิ้วไกปืน (โรคทริกเกอร์ฟิงเกอร์ ,TriggerFinger) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-07-2008&group=5&gblog=29

กลุ่มอาการ เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ(ผังผืดทับเส้นประสาท) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-07-2008&group=5&gblog=28

ปลอกหุ้มเอ็นนิ้วหัวแม่มืออักเสบ (โรคเดอเกอร์แวง , De Quervain'sDisease) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-07-2008&group=5&gblog=30

เส้นเอ็นข้อศอกอักเสบ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2008&group=5&gblog=32

 




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560   
Last Update : 31 มีนาคม 2566 15:16:01 น.   
Counter : 21879 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]