Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง
Group Blog
 
All Blogs
 

แพทย์จุฬาฯ พบคนไข้ไทย ใช้ "ใบทุเรียนเทศ" ตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง



แพทย์จุฬาฯ พบคนไข้มะเร็งไทยตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง เหตุหลงเชื่อทุเรียนเทศแก้มะเร็ง ย้ำต่างประเทศศาลลงโทษคนขายแล้ว ไทยคงมีเร็วๆนี้

ความเชื่อผิดๆ "ทุเรียนเทศ" ฆ่าคนไข้ได้ หลังสังคมโซเชียล แพร่ข่าว “ทุเรียนเทศแก้มะเร็ง” ซึ่งเป็นแค่ผลการทดลองในหลอดแก้ว ยังไม่มีรายงานใช้ในคนไข้จริงๆ ทำให้ไม่ทราบผลว่าจะฆ่ามะเร็งในตัวคนได้หรือไม่ แถมผลข้างเคียงต่อตับไตอันตราย พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯกว่า 40 % กินใบทุเรียนเทศ จนทำให้ตับและไตวายเฉียบพลันไปแล้วกว่า 10 ราย ผลคือหมอต้องเลิกให้ยารักษามะเร็งและหยุดรักษา ไปแก้ตับไตวาย หลายรายไม่รอด ที่น่าอนาจใจคือคนไข้จบชีวิต เพราะ "ทุเรียนเทศ"ไม่ใช่เพราะ "มะเร็ง"

นพ.เพชร อลิสานันท์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา แผนกรังสีวิทยา รพ.จุฬา เผยว่า "ทุเรียนเทศ" เป็นพืชที่พบได้ในภูมิภาคป่าฝน เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีชื่อที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาค ในหลายๆ พื้นที่ได้ใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคติดเชื้อ และในหลายประเทศก็มี"ความเชื่อ"ว่าใช้รักษามะเร็งได้ โดยที่ไม่มีหลักฐานหรือผลงานวิจัยในคนรองรับ งานวิจัยของทุเรียนเทศ ถูกทำขึ้นในหลอดทดลองเพื่อดูปฏิกริยาระหว่าง สารสกัดใบ ทุเรียนเทศกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งเต้านมบางชนิด ซึ่งการพัฒนายามาใช้เพื่อรักษาโรคจำเป็นต้องผ่านการทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในมนุษย์อีกหลายขั้นตอนเพื่อประเมินประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ก่อนจะนำมาใช้ในมนุษย์อย่างถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งต้องใช้เวลา

สรุปว่า หลักฐานทางการทดลองของทุกเรียนเทศจึงอยู่ในระดับต่ำและไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้รักษามะเร็งเวลานี้ เนื่องจากในใบทุเรียนเทศไม่ได้ประกอบไปด้วยสารที่อาจจะมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยังประกอบไปด้วยสารอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดที่การแพทย์ยังไม่ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อสุขภาพโดยผลทำให้คนไข้ตายไปแล้วหลายราย

คนไข้ที่ทาน"ทุเรียนเทศ" ยังมีผลเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ คล้ายกับผู้ป่วยโรค Parkinson เนื่องจากทุเรียนเทศเป็นพิษต่อระบบประสาท ซึ่งบางงานวิจัยพบว่าพิษจากทุเรียนเทศ สามารถผ่านชั้นเยื่อหุ้มสมองเข้าสู่เนื้อสมองโดยตรงได้อีกด้วย และการรับประทานต่อเนื่องทำให้ตับและไตวายได้ ถึงเสียชีวิตในที่สุด

กรณีศึกษาที่ประเทศอังกฤษ นาย Andrew Harris ผู้ที่ขายทุเรียนเทศทางอินเตอร์เนต เพื่อรักษามะเร็ง ถูกศาลศาลตัดสินว่าโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ถูกปรับ 350 ปอนด์ แล้วก็ต้องรายงานต่อศาล 2 ปี โดยที่เมืองไทย อย. ยังไม่มีการดำเนินคดี ซึ่งเร็วๆนี้ เชื่อว่า ญาติผู้เสียชีวิตอาจแจ้งความเอาผิดผู้ขายได้
http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/england/manchester/7608256.stm

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ให้ความเห็นว่า การใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย ในการนำเสนอความเชื่อการรักษาต่างๆนั้น ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ บางครั้งเรื่องที่อาจเห็นว่าเป็นประโยชน์อาจกลายเป็นเรื่องไม่จริง และไปสร้างความหวังผิดๆทางการแพทย์ ให้กับประชาชนโดยเฉพาะ กรณีไม่แน่ใจโปรดหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นจากคณะแพทย์ สถาบันการแพทย์ หรือโรงพยาบาลต่างๆ หรือ ปรึกษาแพทย์ของท่าน ก่อนปรับเปลี่ยนการรักษา สำคัญที่สุดคือ ไม่แน่ใจอย่า ฟอร์เวิร์ด ทั้ง ไลน์ และ FB ท่านอาจเป็นต้นเหตุทำให้ เพื่อนท่านเสียชีวิตได้

สอบถามเพิ่มเติม : หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร 02 256 4334

..................................

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ใบทุเรียนเทศ ถ้าเป็นใบแห้งแล้วนำมาต้มสกัด พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่เป็นเพียงกระบวนการวิจัยในขั้นหลอดทดลองในห้องแล็บ ซึ่งการที่ใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ในทันที

ทั้งนี้ การจะนำใบทุเรียนเทศแห้งมาต้มกินเพื่อรักษามะเร็งตับก็อยู่ที่การใช้วิจารณญาณของผู้ป่วย ถือว่าเป็นแค่เพียงทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่มีทางเลือกรักษาแล้วเท่านั้น เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่มีการวิจัยว่ารักษามะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีข้อบ่งชี้ที่ว่าใบทุเรียนเทศสดมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ดีในร่างกาย ดังนั้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง.

เครดิต https://www.facebook.com/photo.php?fbid=946705245390282&set=a.371903056203840.84362.100001524474522&type=1&theater

http://www.thaipost.net
..................................

"คลอโรฟิลล์" .. ดีจริง ตามที่โฆษณาหรือว่า แค่หลอกเล่น เหมือนกับที่เคย ๆ ... http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2010&group=7&gblog=105

อาหารเสริม เลือดจระเข้ ดีจริงหรือ ??? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=41

“มะรุม” พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”.... บทความดี ๆ จากเวบ สสส. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=09-05-2010&group=7&gblog=56

การรักษาด้วย คีเลชั่น....ดีจริงหรือมั่วนิ่ม ??? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-02-2009&group=7&gblog=17

เภสัช มช. ช่วยไขข้อข้องใจ 5ประการ ว่าด้วย “น้ำหมักชีวภาพ” .... http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-02-2010&group=7&gblog=50

มหัศจรรย์!ล้างพิษมายาวิทยา-ไสยศาสตร์ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-08-2013&group=7&gblog=175

รวบรวมกระทู้เกี่ยวกับน้ำ MRET ... ใครเชื่อผมไม่เชื่อ ???? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-04-2009&group=7&gblog=25

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์นฮอพกินส์ เป็นเรื่องโกหกแต่เชื่อ ? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-12-2012&group=7&gblog=170

น้ำมันมะพร้าว - ออย์ พูลลิ่ง ( oilpulling ) ... ดีจริง หรือ ??? http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=4&gblog=109

ภัยจากนามบัตร แถม ยาป้าย ( ใครที่มีสุตรยาป้ายถ้าได้ผลจริง มีคนให้เงินล้าน ไม่ต้องไปป้ายข้างถนน) http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-02-2009&group=7&gblog=13

ล้างพิษตับ ลำไส้ และ การดื่มน้ำด่าง .. ดีจริงหรือ ? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2015&group=4&gblog=112

อย.เตือนเหรียญ"ควอนตั้ม"ไม่มีผลทางการแพทย์..... เตือนแล้วเตือนอีก จะมีคนเชื่อมั่งหรือเปล่าเนี๊ย ??? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2010&group=7&gblog=59

อาหารเสริม ดีจริงหรือ ??? กินกูลต้าไธโอนขาวจริงป่ะ ??? http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=4

ขายตรงของจริง ( MLM ) กับขายตรงของปลอม (ระบบแชร์ลูกโซ่) ต่างกันอย่างไร? ... รู้ไว้จะได้ไม่เสียรู้ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=03-09-2009&group=15&gblog=36

แพทย์ ขายตรง ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้กับคนไข้ ขณะทำหน้าที่รักษา .. ผมว่ามันไม่เหมาะ นะครับ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-12-2010&group=7&gblog=118

หนังสือ เคล็ด(ไม่)ลับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างรู้เท่าทันโฆษณา ( หนังสือ pdf แจกฟรี) http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2012&group=7&gblog=160

หนังสือ ทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา............ของดี ฟรีด้วย โหลดอ่านกันได้เลยครับ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-10-2012&group=7&gblog=163

"""""""""""""""""""""""""""""""

เลือกเชื่อ เลือกทำ ตามชอบใจ เพราะ ผู้ที่จะได้ผลที่ตามมาก็คือ ตัวท่านเอง





 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 23:40:42 น.
Counter : 859 Pageviews.  

ล้างพิษตับ ลำไส้ และ การดื่มน้ำด่าง .. ดี จริงหรือ ?



ล้างพิษตับ ลำไส้ และการดื่มน้ำด่าง


รองศาสตราจารย์ ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ   ...  สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา   ...  ศูนย์ปฎิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/999103533456534

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วไปมีความสนใจในการรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างแพร่หลายเป็นเงาตามตัว การบริการแบบหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การล้างพิษด้วยโปรแกรมต่าง ๆ รวมทั้งกระแสล่าสุดคือ การดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง

โดยปกติร่างกายของเราได้รับสารพิษจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กิน น้ำที่ดื่ม และอากาศที่เราหายใจ ขึ้นกับว่าสถานที่ได้รับนั้นอยู่ที่ใด เช่น กรณีของอากาศนั้น ถ้าเราอยู่ในบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งของกรุงเทพมหานคร เรามีโอกาสที่จะได้รับสารพิษหลายอย่างมากกว่าการที่เราอยู่ในที่ที่มีมลพิษทางอากาศน้อยกว่า การที่สารพิษจะก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้นั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของสารที่ได้รับว่ามากหรือน้อยเพียงใดรวมทั้งความถี่ที่ได้รับในแต่ละวัน

หลายครั้งที่นักพิษวิทยาพบว่า สารก่อมะเร็งปริมาณน้อย ๆ ทำหน้าที่เป็นสารต้านมะเร็งเองโดยไปกระตุ้นระบบทำลายสารก่อมะเร็งให้แข็งแรงขึ้น เช่น เครื่องเทศที่เราใช้ในการปรุงอาหาร มีการศึกษาพบว่า ปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารตามปกตินั้นมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง แต่เมื่อทำการศึกษาให้ลึกลงไปกลับพบว่า องค์ประกอบหลายชนิดในเครื่องเทศเป็นสารก่อมะเร็งเมื่อให้สัตว์ทดลองในปริมาณสูง

สำหรับความถี่ของการได้รับสารพิษก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าสารพิษขนาดที่ไม่ได้ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันเข้าสู่ร่างกายไม่บ่อยนัก ร่างกายมักทำลายสารพิษนั้นทิ้งได้ เนื่องจากการออกฤทธิ์ของสารพิษเกือบทุกชนิดต้องอาศัยความเข้มข้นที่สะสมในร่างกายสูงจนถึงระดับหนึ่ง (ภาษาวิชาการใช้คำว่า Threshold) อวัยวะหลักในการทำลายสารพิษในร่างกายมนุษย์คือ ตับ ไต ปอด ฯ ดังนั้นถ้าใครมีอวัยวะเหล่านี้ไม่แข็งแรง การออกฤทธิ์ของสารพิษก็จะเป็นไปได้ง่ายกว่าคนที่มีอวัยวะเหล่านี้แข็งแรง

ที่สำคัญ ความอ่อนแอของบางระบบในร่างกาย อาจส่งเสริมให้สารพิษออกฤทธิ์ได้มากกว่าเดิมด้วยเช่น ระบบภูมิต้านทานของแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นกับการบริโภคอาหารว่าสมดุลตามที่ร่างกายต้องการหรือไม่

จากปัจจัยหลายประการที่กล่าวมา ทำให้ผู้ประกอบการที่มีความสามารถด้านจิตวิทยาสูง นำเอาประเด็นเหล่านี้มาเสนอให้ลูกค้ารับบริการล้างพิษ โดยไม่ทราบว่าตนเองนั้นอันที่จริงมีสารพิษชนิดใดในตัวและมีปริมาณเท่าไร และยังใช้มายาวิทยา-ไสยศาสตร์ เจาะเลือดหนึ่งหยดส่องกล้องหรือเข้าเครื่อง โม้ว่าสุขภาพเม็ดเลือดแดงไม่ดีเพราะมีสารพิษ และร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆอีกมากมาย

ทฤษฎีของสารต้านอนุมูลอิสระ ขณะนี้ถือเป็นเรื่องล้าสมัย ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาไม่ต่ำกว่า 68 รายงานในมนุษย์ กลับพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ beta-carotene วิตามิน A และ E นอกจากไม่ช่วยให้อายุยืนกลับตายเร็ว

การศึกษาในคนสูบบุหรี่จัดว่า beta-carotene และ retinol จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหรือไม่ กลับพบว่ามีมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 28% และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 17% (ประชากรศึกษา 18,000 คน) และความเสี่ยงชัดขึ้นหลังใช้สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ไป 18 เดือน

หลักฐานพิสูจน์ชัดว่าอนุมูลอิสระอาจเป็นเรื่องเชยในปี 2556 นี้โดยใช้หนอนตัวกลม (Caenorhabditisel egans) ซึ่งปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้ไม่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้และควรจะตายเร็วแต่ปรากฏว่าหนอนเหล่านี้กลับอายุยืนด้วยซ้ำ


กระบวนการลดความเป็นพิษของสารพิษทั้งหลายหรือที่เรียกว่าดีทอกซ์ (Detoxification)
ตามหลักวิชาการ มักอาศัยเอนไซม์สองระบบคือ การกระตุ้นให้สารพิษ (ที่สามารถเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนต่าง ๆ ของร่างกาย) มีความสามารถในการละลายน้ำสูงขึ้นจากเดิมด้วยการออกซิเดชั่น จากนั้นจะมีกระบวนการเชื่อมต่อ (Conjugation) ของสารพิษที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วกับสารที่มีความสามารถในการละลายน้ำสูงเช่น น้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโนบางชนิด หรือสารชีวเคมีอื่น ๆ ในร่างกาย จนได้สารประกอบสุดท้ายที่ละลายน้ำได้ดีและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ และ/หรือเหงื่อ ตามความเหมาะสม

กระบวนการดังกล่าวนี้สามารถกระตุ้นให้ทำงานสูงขึ้นได้ด้วยสารเคมีธรรมชาติ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินกันตามธรรมดาทุกวัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในหมู่ผักและผลไม้ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ

สำหรับการล้างพิษส่วนใหญ่ซึ่งมีการโฆษณา แท้จริงแล้วยังหาข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนไม่ได้เลยว่า ได้ผลหรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นการล้างพิษที่เน้นเพียงเพื่อกำจัดของเก่าในลำไส้ใหญ่ออกมาด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม แต่ผลที่ได้เป็นเพียงชั่วคราวถ้าไม่ปรับปรุงพฤติกรรมการกินอาหารในระยะยาว 

ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงขณะนี้คือ ผักผลไม้ธรรมชาติที่ต้องไม่คั้นเอาแต่น้ำ แต่ต้องกินทั้งกากใยคือตัวล้างพิษตับ พิษในร่างกายทั้งหมดยืนยันจากรายงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย ว่าช่วยชีวิตยืนยาวสุขภาพดีไม่เป็นโรคต่างๆ ทั้งหัวใจ สมอง มะเร็ง อัลไซเมอร์ และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้อาจเกี่ยวทั้งสารที่มีประโยชน์มากมายในผัก ผลไม้ธรรมชาติรวมกากไย

ที่สำคัญคือกากไยและสารประโยชน์เหล่านี้จะปรับให้ภายในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดดี ไม่ไปสกัดสารพิษจากอาหารชนิดอื่นๆที่กินเข้าไป ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายทุกอวัยวะ และขณะนี้อาจเป็นไปได้ที่จุลินทรีย์ชนิดดีเหล่านี้สร้างของดีต่อร่างกายอีกทางหนึ่ง

การดีทอกซ์ลำไส้แม้ว่าจะช่วยเรื่องท้องผูกแต่อาจมีผลล้างจุลินทรีย์ชนิดดีทิ้งไปด้วย และไม่มีใครทราบได้ว่าจะทำให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการกินผักผลไม้และกากใยลดลงหรือไม่

ในเรื่องของการดื่มน้ำด่าง ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการลดพิษหรือต้านมะเร็งนั้น ยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะโดยปรกติสภาวะในเลือดหรือเซลล์บางอวัยวะต้องมีค่าความเป็นกรดด่างราว 7.4 (เป็นด่างเล็กน้อย) เนื่องการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น น้ำย่อยหรือเอนไซม์ ต้องการสภาวะนี้ 

วิธีการปรับนั้นร่างกายเรามีระบบที่อาศัยองค์ประกอบในน้ำเลือดหรือเซลล์เอง โดยได้มาจากอาหารหรือจากการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย เพื่อให้ความเป็นกรดและด่างอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม หากสภาวะความเป็นกรดหรือด่างของบางอวัยวะมากเกินไป จะมีการกระตุ้นการขับสารที่เพิ่มความเป็นกรดหรือด่างทิ้งไป เพื่อปรับระดับความเป็นกรดด่างของเลือดเข้าสู่สภาวะปกติ 

สำหรับบางอวัยวะเช่น กระเพาะอาหารนั้นต้องมีความเป็นกรดสูงคือความเป็นกรด-ด่างที่ 1 ถึง 2 ระหว่างการเริ่มย่อยโปรตีนบางส่วน ในทางตรงกันข้ามขณะที่มีการย่อยอาหารในลำไส้เล็กนั้นจำเป็นต้องมีความเป็นกรด-ด่างถึง 8 กว่า ๆ เพื่อให้น้ำย่อยในลำไส้เล็กสามารถย่อยโปรตีน แป้ง และไขมันได้สมบูรณ์แบบ

ดังนั้นความเหมาะสมของกรดด่างในร่างกายจึงต่างกันตามชนิดของอวัยวะ 

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การแนะนำให้กินอาหารหรือดื่มน้ำเพื่อปรับร่างกายให้เป็นด่างนั้น ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อันใด เพราะสุดท้ายเมื่ออาหารหรือน้ำไปถึงอวัยวะที่ต้องเป็นกรดมันก็ต้องเป็นกรด เมื่อไปถึงอวัยวะที่ต้องเป็นด่างมันก็ต้องเป็นด่าง ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์และคณะวิทยาศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัยที่ สกอ. รับรองคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2558    
Last Update : 24 มิถุนายน 2558 22:38:28 น.
Counter : 594 Pageviews.  

หน้ากากอนามัย วิธีการใส่ที่ถูกต้อง



หน้ากากอนามัย วิธีการใส่ที่ถูกต้อง


1. ใส่ตามที่ผู้ผลิตระบุ

- ส่วนมากเอาด้าน สีเข้ม ออก
- เหตุผลคือ รอยพับของผ้าด้านที่ไม่มีสี มักจะพับในแบบที่สามารถกักเอาน้ำลายที่เกิดจากการไอจามได้
- สีที่พื้นผิว ด้านที่มีสี ในบางยี่ห้อสาก บางยี่ห้อกันน้ำ เวลาไอจาม ถ้าเอาด้านนี้เข้า น้ำจะไหลเปื้อนซึมออกมาข้างนอกง่าย แถมใส่แล้วเจ็บหน้า
- ถ้าเป็นสีขาวล้วนให้สังเกต ที่จุดเชื่อมของสายคาดหูกับตัวหน้ากากอนามัย ให้หันด้านที่เป็นปมออกด้านนอก (ถ้า ปม อยู่ด้านในจะขูดผิวหน้าเป็นรอยได้ )

2. ใส่สลับฝั่ง การกรองต่างกันไหม
- ไม่ควรต่างกันเลย เพราะ ตัวชั้นกรองอยู่ตรงกลาง ไม่ได้อยู่ฝั่งสีหรือไม่สี
ดังนั้น คนที่ป่วย หรือ ไม่ป่วย ... ก็ใส่เหมือนกันไป

3. ข้อสำคัญกว่าใส่ข้างไหน
- กดลวดที่อยู่ด้านบนให้แนบชิดจมูกด้วย ลมจะได้ไม่รั่ว ไม่งั้นใส่แล้วไม่ป้องกันอยู่ดี
- เวลาถอดออก ควรล้างมือ เพราะมือไปจับหน้ากากที่ถือว่าต้องกรองเชื้อโรค(แม้ว่าชั้นกรองจะอยู่ตรงกลางก็ตาม)
- ควรใช้วันเดียวทิ้ง ไม่ให้สะสมโรค

เครดิต FB @ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว













..................

เรื่องเกี่ยวเนื่อง ..

มา " ล้างมือ " กันเถอะ ...

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-10-2008&group=4&gblog=60

..........................

มีการส่งต่อ ภาพความเข้าใจผิด .. เยอะกว่าที่คิด ..ถึงแม้ว่า จะไม่ได้ผิดอะไรมากมาย แต่อยากชี้แจงทำความเข้าใจให้ถูก ..

เอาเป็นว่า " ป่วย ไม่ป่วย ก็ใส่เหมือนกัน คือ เอาด้านที่มีสี ออกด้านนอก "







 

Create Date : 19 มิถุนายน 2558    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2558 22:27:18 น.
Counter : 1288 Pageviews.  

ไวรัสโคโรนา2012 (MERS , เมอร์ส) นำมาฝาก (ไม่ได้เขียนเอง ^_^)



องค์ความรู้ เรื่อง โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012
(Middle East Respiratory Syndrome: MERS) หรือโรคเมอร์ส
กรมควบคุมโรค วันที่ 6 มิถุนายน 2558

1. ลักษณะโรค : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง Middle East Respiratory Syndrome: MERS หรือโรคเมอร์ส เป็นเชื้อสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มไวรัสโคโรนา (MERS Corona Virus :MERS CoV) ขณะนี้ พบว่า การระบาดส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง
ล่าสุด มีการระบาดที่เกาหลีใต้ ซึ่งมีรายงานการติดเชื้อจากคนสู่คนในวงจำกัด ซึ่งพบในกลุ่มผู้ป่วยด้วยกันหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลใกล้ชิด สมาชิกครอบครัวเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้าง

ตั้งแต่ ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2557 พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยบางรายไม่มีรายงานการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และในบางรายมีประวัติสัมผัสกับสัตว์ และดื่มน้ำนมดิบจากสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอูฐ
อูฐจึงเป็นสัตว์รังโรคหลักที่อาจนำเชื้อมาสู่คนได้ ขณะนี้ข้อมูลจากองค์การอนามัยโรค แจ้งว่าเป็นการติดเชื้อระหว่างสัตว์สู่คน สำหรับการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนสามารถแพร่ผ่านทางเสมหะของผู้ป่วยจากการไอ เป็นต้น และมักเกิดจากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยมิได้มีการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MERS CoV มักมีอาการไข้ ไอ นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางราย จะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วย บางรายที่มีอาการรุนแรงจะมี หายใจหอบ และหายใจลำบาก ปอดบวม

รายงานจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต ร้อยละ 36

2. สถานการณ์ :
ทั่วโลก
ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2558 องค์การอนามัยโลก รายงานพบผู้ป่วยยืนยัน จำนวน 1,190 ราย เสียชีวิต 444 ราย คิดเป็นร้อยละ 37.31 ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 66) อายุเฉลี่ย 49 ปี โดยพบรายงานผู้ป่วยทั้งหมดจาก 25 ประเทศ ดังต่อไปนี้
- กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 10 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ อิหร่าน จอร์แดน คูเวต เลบานอน กาตาร์ โอมาน และเยเมน
- กลุ่มประเทศยุโรป 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ตุรกี และอังกฤษ
- กลุ่มประเทศแอฟริกา 2 ประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย และตูนีเซีย
- กลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา
- กลุ่มประเทศเอเชีย 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่

โดยผู้ป่วยส่วนมาก (ร้อยละ 85 ) เป็นผู้ป่วยที่มาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย
ทั้งนี้ในปี 2558 พบผู้ป่วยโรคเมอร์ส ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน โอมาน กาตาร์ จอร์แดน เยอรมัน จีน ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้
และรายงานการระบาดในประเทศเกาหลีใต้ ณ วันที่ 5 มิถุนายน ๒๕๕๘ องค์การอนามัยโลกได้รายงานอย่างเป็นทางการ พบผู้ป่วยที่ประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 36 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสเชื้อในประเทศเกาหลีใต้ และเดินทางผ่านฮ่องกงไปยังประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ 1 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เป็นการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในสถานพยาบาล และการติดเชื้อในบ้าน และองค์การอนามัยโลกรายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่าพบการติดเชื้อของผู้ป่วยในรุ่นที่ 3 แล้ว
ประเทศไทย ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยง จากผู้เดินทางไปมาระหว่างประเทศที่มีการระบาด ประกอบกับประชาชนชาวไทยเดินทางไปแสวงบุญในประเทศแถบตะวันออกกลาง และมีนักท่องเที่ยวจากประเทศแถบตะวันออกกลางที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

3. เชื้อก่อโรค : เชื้อไวรัสโคโรนา (MERS CoV)

4. อาการของโรค : ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MERS CoV บางรายไม่มีอาการ ในรายที่มีอาการบางรายมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางราย จะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง และถึงแก่ชีวิตได้
ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจทำให้เกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลว จึงควรได้รับการดูแลในห้องดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤติ
(intensive care unit) โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หายใจหอบ และหายใจลำบาก ปอดบวม ซึ่งในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด พบว่าจะมีรายงานจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต ร้อยละ 36 ส่วนในผู้ที่มีโรคประจำตัวซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ ลดน้อยลง การแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป

5. ระยะฟักตัวของโรค : มีระยะฟักตัว 2-14 วัน
(http://www.who.int/csr/disease/coronavirus_infections/MERS_CoV_RA_20140424.pdf?ua=1)

6. วิธีการแพร่โรค :
ตั้งแต่ ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2014 พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบางรายไม่มีรายงานการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และในบางรายมีประวัติสัมผัสกับสัตว์ และดื่มน้ำนมดิบจากสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอูฐ อูฐจึงเป็นสัตว์รังโรคหลักที่อาจนำเชื้อมาสู่คนได้
ขณะนี้ข้อมูลจากองค์การอนามัยโรค แจ้งว่าเป็นการติดเชื้อระหว่างสัตว์สู่คน สำหรับการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนสามารถแพร่ผ่านทางเสมหะของผู้ป่วยจากการไอ เป็นต้น และมักเกิดจากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยมิได้มีการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล

สรุปการติดต่อผ่านทาง
การสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง
ติดต่อผ่านละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย การไอ หรือจาม
มือที่สัมผัสของใช้ร่วมกับผู้ป่วย
การสัมผัสกับอูฐที่มีเชื้อ

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า ไวรัสเมอร์สเป็นเชื้อโรคที่มีอัตราการแพร่กระจายไม่ได้สูงมากนัก คือ ผู้ป่วย 1 คน สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ 0.60-0.69 คน ในขณะที่อัตราการแพร่กระจายของโรคอื่น ๆ มีมากกว่า
ผู้ป่วยโรคหัด 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อได้อีก 12-18 คน
ผู้ป่วยคางทูม 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อได้อีก 4-7 คน
ผู้ป่วยเอชไอวี 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อได้อีก 2-5 คน
ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อได้อีก 1.5-2.5 คน

ดังนั้น โอกาสที่โคโรน่าไวรัสจะแพร่กระจายเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนจึงมีน้อย ยกเว้นคนนั้นจะมีความเสี่ยงจริง ๆ เช่น เป็นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วย หรือมีร่างกายไม่แข็งแรง
ศ. นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ข้อมูลว่า แม้ไวรัสเมอร์สจะเป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับซาร์ส แต่โอกาสการแพร่ระบาดจากคนสู่คนน้อยกว่าโรคซาร์ส 5 เท่า ทำให้การแพร่ระบาดส่วนใหญ่จึงยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง โอกาสแพร่ระบาดไปทั่วโลกน้อย ต่างจากโรคซาร์สที่มีโอกาสสามารถแพร่ไปทั่วโลกได้มากกว่า
ทั้ง นี้ปัจจุบันยังไม่พบว่าเชื้อไวรัสตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือกลายพันธุ์แต่อย่างใด และแม้ว่าโรคนี้จะมีอัตราการแพร่ระบาดจากคนสู่คนต่ำ แต่สำหรับการระบาดที่เกาหลีใต้ ถือเป็นการแพร่กระจายแบบสุดยอด หรือ ซูเปอร์ สเพรด (Super spread) คือ แพร่ระบาดเร็วและจำนวนมาก จากคนเกาหลีที่ติดเชื้อจากพื้นที่ตะวันออกกลางเข้ามาในประเทศ และมีผู้ติดเชื้อต่อไปอีกถึง 30 คนในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ สาเหตุของการแพร่ระบาดเร็วคาดว่ามาจากความไม่รู้ ทำให้ไม่มีการระมัดระวังตัว โอกาสแพร่กระจายเป็นจำนวนมากจึงสูง

7. การรักษา : เป็นการรักษาตามอาการแบบประคับประคอง ยังไม่มีวัคซีน และยารักษาที่จำเพาะ
เนื่องจากยังไม่มียารักษา จึงทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 40 ต่างจากโรคซาร์สที่แม้จะแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าไวรัสเมอร์ส แต่อัตราการเสียชีวิตมีเพียงร้อยละ 9.6 เท่านั้น

8. การป้องกัน :
• สำหรับผู้เดินทาง/นักท่องเที่ยว
จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตวาย หรือผู้ที่ภูมิต้านทานต่ำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากท่านเดินทางเข้าในประเทศที่มีการระบาด และเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม หรือสถานที่เก็บผลผลิตทางการเกษตร และหรือในพื้นที่ตลาดที่มีอูฐอยู่ และควรปฏิบัติตน ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม
- ผู้มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการป่วย อาจพิจารณาสวมหน้ากากป้องกันโรค และเปลี่ยนบ่อยๆ เมื่อเข้าไปในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ
- ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยสัมผัส
- หลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสกับฟาร์มสัตว์ หรือสัตว์ป่าต่างๆ หรือดื่มนมสัตว์ โดยเฉพาะอูฐ ซึ่งอาจเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อได้
- ถ้ามีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ (มีอาการรุนแรงที่ส่งกระทบต่อกิจวัตรประจำวันปกติ) ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสคลุกคลีกับบุคคลอื่นเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ เมื่อไอ หรือจามควรใช้กระดาษชำระปิดปาก และจมูกทุกครั้ง และทิ้งกระดาษชำระที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด และล้างมือให้สะอาด กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ควรไอหรือจามลงบนเสื้อผ้าบริเวณต้นแขน ไม่ควรจามรดมือและรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

ทำอย่างไรถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีไวรัสเมอร์สแพร่ระบาด
ตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนของตัวเอง
งดการสัมผัสกับอูฐ หรือดื่มนมอูฐดิบ หากเดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง
สวมใส่หน้ากากอนามัย
หลีกเลี่ยงไปในสถานที่แออัด มีคนรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมา
หมั่นรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่ หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ
ไม่ควรสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือต้องสงสัยป่วยด้วยโรคนี
หากเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ภายใน 14 วัน มีอาการเป็นไข้ เป็นหวัด หอบ หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีคำสั่งห้ามเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาด ดังนั้นต้องคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หากใครมีประวัติเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด แล้วมีอาการไอ เป็นหวัด ให้ใส่หน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย แต่ถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย โรคปอดเรื้อรัง และภูมิต้านทานโรคต่ำ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้ยังสามารถโทร. 1422 ปรึกษาสายด่วนกรมควบคุมโรค ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เว็บไซต์สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค beid.ddc.moph.go.th

• สำหรับประชาชนทั่วไป
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม
- ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยสัมผัส
- เมื่อเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม หรือพื้นที่โรงเก็บผลผลิตทางการเกษตร ควรรักษาสุขอนามัย ทั่วไป เช่น ล้างมือเป็นประจำ ก่อน และหลังการสัมผัสสัตว์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย และรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย

• สำหรับสถานพยาบาล
เนื่องจาก พบรายงานการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล (Hospital Setting) สู่บุคคลในครอบครัว ได้แก่ ญาติที่ไปเยี่ยม และให้การดูแลผู้ป่วย ผู้ที่มารับการรักษาให้หอผู้ป่วยเดียวกัน และผู้สัมผัสใกล้ชิด (Family cluster and closed contact cluster)

เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และการแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) องค์การอนามัยโลกแนะนำการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และแยกผู้ป่วย โดยใช้หลักการของ Standard precautions รวมถึง Hand hygiene, Respiratory hygiene and coughetiquette, Safe injection practices และข้อปฏิบัติอื่นๆ โดยพบว่า โรคติดเชื้อ ทางเดินหายใจโดยทั่วไป ใช้ droplet precautions และ contact precautions

สำหรับโรค MERS ส่วนใหญ่เป็น droplet transmission ถ้าไอ จาม ในระยะ 1 เมตร สามารถ แพร่กระจายเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม airborne transmission มีความเป็นไปได้ ขณะนี้พบว่าอัตราตายของโรคเมอร์ส ค่อนข้างสูง (ร้อยละ 30 - 50) ดังนั้น องค์การอนามัยโลก และศูนย์ป้องกัน และควบคุมโรคแห่งชาติประเทศ สหรัฐอเมริกา (US CDC) จึงแนะนำให้ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบบ Airborne precautions โดยเฉพาะ ผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวม หรือไอมาก รวมทั้งหัตถการที่ก่อให้เกิดฝอยละอองขนาดเล็ก เช่น การใส่ท่อช่วย หายใจ การดูดเสมหะ การเก็บเสมหะ การพ่นยา เป็นต้น

หากมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
โทร. 025903159 หรือ หาข้อมูล และคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://beid.ddc.moph.go.th/
***************************************************
ที่มา : องค์การอนามัยโลก และศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

.....................
สนใจ แนะนำอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ..

สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/

โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ โรคเมอร์ส สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/node/271

แนะนำ ดาวโหลดเอกสาร ..
- องค์ความรู้ เรื่อง โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome; MERS) หรือโรคเมอร์ส : กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2558
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/all/modules/pubdlcnt/pubdlcnt.php?file=%2Fbeid_2014%2Fsites%2Fdefault%2Ffiles%2Ffact_sheet_mers_6_june_15.pdf&nid=271

-คำถามที่พบบ่อย เรื่องโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome ; MERS) หรือ โรคเมอร์ส : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2558
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/all/modules/pubdlcnt/pubdlcnt.php?file=%2Fbeid_2014%2Fsites%2Fdefault%2Ffiles%2FFAQ_WHO_15June15.pdf&nid=271

ข่าวเมอร์ส...โคโรนา อีกโรคสัตว์สู่คน ... โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2558 http://www.thairath.co.th/content/505372

ท่านใดสนใจเรื่องนี้ แนะนำให้ แอด หรือ ติดตาม เฟสของ ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา .. อาจารย์จะมีข้อมูลวิชาการอัพเดตตลอดครับ ไม่ตกข่าวแน่นอน ^_^
FB @Thiravat Hemachudha
https://www.facebook.com/thiravat.hemachudha




แถม ..

ไวรัส อีโบล่า EBOLA ... ระบบเฝ้าระวังของบ้านเรา ห่วยจริงหรือ ? http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-11-2014&group=4&gblog=105




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2558    
Last Update : 19 มิถุนายน 2558 15:46:58 น.
Counter : 1078 Pageviews.  

น้ำมันมะพร้าว - ออย์ พูลลิ่ง ( oil pulling ) ... ดีจริง หรือ ???


ความจริง(...ที่ปกปิด) ของน้ำมันมะพร้าว

โดยหมอดื้อ 7 มิ.ย. 2558 05:01

http://www.thairath.co.th/content/503397

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์(Virgincoconut oil) สกัดแบบบีบเย็น จากเนื้อมะพร้าวสด โดยกระบวนการที่ไม่ใช้ความร้อนหรือสารเคมี(Coldpressed coconut oil) เป็นที่นิยมกันถล่มทลายใครไม่กินเป็นเชย แต่ดีจริงหรือ หมอดื้อ ได้คุณหมอณิชา สมหล่อ หน่วยโภชนาการคลินิกฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาชี้แจงพร้อมกับหมอจะได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวกับอัลไซเมอร์ด้วย

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแม้เชื่อว่าจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าการสกัดร้อนแต่องค์ประกอบกรดไขมันจะไม่ต่างกัน โดยที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง หรือ Mediumchain triglycerides (มีจำนวนคาร์บอน 6-12 ตัว) 63%ซึ่งส่วนมากคือกรดลอริกที่มีคาร์บอน 12 ตัว (Lauric acid, C12:0)กรดไขมัน อิ่มตัวสายยาว (มีจำนวนคาร์บอน >12 ตัว) 30%และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว (มีจำนวนคาร์บอน >12 ตัว) 7%

กรดไขมันอิ่มตัวสายกลางมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถดูดซึมที่ลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงนำไปใช้ที่ตับได้อย่างรวดเร็วแตกต่างจากกรดไขมันสายยาวที่ดูดซึมผ่านระบบน้ำเหลืองก่อนเข้ากระแสเลือดและการเปลี่ยนนำไปใช้เป็นพลังงานที่ตับมีกระบวนการซับซ้อนกว่าทางการแพทย์จึงสกัดเอากรดไขมันอิ่มตัวสายกลางจากน้ำมันมะพร้าวไปใช้เพื่อเป็นส่วนประกอบอาหารทางการแพทย์ชนิดรับประทานสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ (Semi-elementaldiet) เป็นส่วนประกอบสำหรับอาหารคีโตเจนิก (Ketogenic diet) ในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคลมชักและเป็นส่วนประกอบของไขมันในอาหารที่ให้ทางเส้นเลือดดำซึ่งการนำมาใช้ทางการแพทย์ที่กล่าวมานี้ต้องผ่านการสกัดแยกมาจากน้ำมันมะพร้าวอีกทีเพื่อเอาเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัวสายกลางเท่านั้นไม่ใช่ใช้น้ำมันมะพร้าวแบบที่ขายทั่วไปในท้องตลาดที่มีกรดไขมันอื่นๆประกอบอยู่ด้วย

กรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง(มีจำนวนคาร์บอน 6-12 ตัว) ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักทั้งๆที่มีคุณสมบัติที่ถูกนำไปใช้ในตับได้เร็วเชื่อว่าไม่สะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย การศึกษาในประเทศบราซิล (วารสาร lipids2009) ในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุงอายุระหว่าง 20-40 ปีกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าว 30 มล.ต่อวันและกลุ่มที่รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง 30 มล.ต่อวัน (กลุ่มละ 20 คน)ร่วมกับรับประทานอาหารพลังงานต่ำ และออกกำลังกายโดยการเดิน 200นาทีต่อสัปดาห์ในทั้งสองกลุ่ม เป็นเวลา 12 สัปดาห์พบว่าทั้งสองกลุ่มลดน้ำหนักและดัชนีมวลกายและเส้นรอบพุงลงได้ไม่ต่างกัน

ในการศึกษาแบบวิเคราะห์เจาะลึก60 รายงาน (วารสาร The American journal of clinicalnutrition 2003) พบว่าการรับประทานอาหารที่ใช้กรดลอริกที่พบมากในน้ำมันมะพร้าวทดแทนคาร์โบไฮเดรตในพลังงานที่เท่ากันพบว่าเพิ่มคอเลสเทอรอลในเลือดทั้งตัวดี HDL และตัวร้าย LDLโดยการเพิ่มขึ้นของตัวดีจะมากกว่า จึงนำไปสู่การตีความกันว่าน้ำมันมะพร้าวน่าจะช่วยป้องกันหรือลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างไรก็ตาม การศึกษาในสัตว์ทดลองที่ไม่ใช่แค่การดูเฉพาะระดับคอเลสเทอรอลในเลือดกลับพบว่าในกระต่ายที่ได้รับอาหารไขมันสูงจากน้ำมันมะพร้าว 10%มีไขมันอุดตันในเส้นเลือดแดงสูงกว่ากลุ่มใช้น้ำมันมะพร้าว 3% เป็น 2 เท่า(วารสาร Atherosclerosis. 2010) ส่วนการศึกษาในคนซึ่งต้องเป็นการศึกษาระยะเวลานานเป็นปีๆปัจจุบันยังไม่มี

น้ำมันมะพร้าวที่บรรยายสรรพคุณว่าดีสำหรับโรคสมองฝ่ออัลไซเมอร์มีcaprylictriglyceride กรดไขมันอิ่มตัวสายกลางเป็นสำคัญ ตามปกติ พลังงานจะได้จากกลูโคสเมื่อกลูโคสขาดแคลน ตับจะเป็นตัวสร้างคีโตน ให้เป็นแหล่งพลังงานแทนในกรณีนี้ก็ไม่ต้องอดอาหารเอากรดไขมันอิ่มตัวสายกลางป้อนสารคีโตนจากการผ่านทางตับให้สมองโดยโรคอัลไซเมอร์คือ “เบาหวานของสมอง” และสมองเบาหวานนี้จะใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคสคีโตนจะช่วยลดความเสียหายในเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากมวลอนุมูลอิสระรวมทั้งจากสารอักเสบที่เป็นตัวการของโรคอัลไซเมอร์ และป้องกันการเกิดสารพิษโปรตีน amyloid

การศึกษาการใช้อาหารคีโตนในโรคอัลไซเมอร์โดยเป็นการทดลองในหนู2 รายงาน ในปี 2005 และ 2011 ในสุนัข 1 รายงาน (2008)และในคนที่เริ่มมีอาการหลงลืม MCI (Mild cognitiveimpairment) ในปี 2012 ซึ่งมีผู้ป่วยในการศึกษา 23 รายได้รับอาหารที่มีแป้งหรือคาร์โบโฮเดรตต่ำ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้มีการสร้างคีโตนพบว่าจะมีความจำดีกว่าคนที่ได้อาหารแป้งสูง ซึ่งคล้ายคลึงกับรายงานในปี 2004 กับผู้ป่วยMCI และที่เป็นอัลไซเมอร์แล้วโดยให้เครื่องดื่มที่มีกรดไขมันขนาดปานกลางไตรกลีเซอไรด์จะพบว่ามีค่าการวัดความจำดีขึ้นบ้าง

สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวกรดไขมันอิ่มตัวสายกลางกับโรคอัลไซเมอร์มีรายงานของผลิตภัณฑ์ชื่อAxona(AC-1202) ของอเมริกาในปี 2009, 2011 และ 2012ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง 152 ราย ใช้ผลิตภัณฑ์ AC-1202 ที่ 10-20 กรัมต่อวัน ไป 90 วัน ณ วันที่ 45กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวมีระดับการทดสอบดีขึ้น แต่ในวันที่ 90คะแนนกลับมาเท่ากันในกลุ่มที่ได้และไม่ได้น้ำมันมะพร้าว รวมทั้งวันที่ 104หลังจากหยุดการกินน้ำมันมะพร้าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ไม่มียีนร้ายของสมองฝ่อกลับพบว่าน้ำมันมะพร้าวเสริมความจำให้ดีขึ้นที่การทดลองทุกระยะ

ประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวที่สำคัญอยู่ที่ชนิดและต้องเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ไม่ทราบส่วนประกอบประโยชน์ด้านการลดน้ำหนักยังไม่ชัดเจน การป้องกันหรือลดการเกิดโรคหัวใจ และโรคสมองอาจจะเป็นไปได้ โดยที่ต้องติดตามใกล้ชิด.

หมอดื้อ


......................................................

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/17/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/

น้ำมันมะพร้าว กับ การลดน้ำหนัก

ภญ.ธนิกา ปฐมวิชัยวัฒน์
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

น้ำมันมะพร้าว(coconutoil) คือน้ำมันที่ได้จากการสกัดแยกน้ำมันจากเนื้อผลของต้นมะพร้าว (Cocosnucifera L.) ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์ม (Arecaceaeหรือ Palmae) ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวที่จำหน่ายในท้องตลาดและได้รับความสนใจในขณะนี้คือ virgin coconut oil ซึ่งหมายถึงน้ำมันมะพร้าวที่ใช้วิธีการสกัดแยกจากเนื้อมะพร้าวโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมีวิธีที่ใช้ในการเตรียม virgin coconut oil เช่น วิธีบีบเย็นเป็นต้น

องค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัว(มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด)แต่กรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ที่พบในน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง(mediumchain fatty acid) เช่น กรดลอริก(lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเผาผลาญได้ดี จึงถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน(adipose tissue)ได้น้อยกว่ากรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว (long chain fatty acid) เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากในน้ำมันถั่วเหลืองเป็นต้น (1, 2)

จากคุณสมบัติดังกล่าวของน้ำมันมะพร้าวส่งผลให้น้ำมันมะพร้าวได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในการรับประทานเพื่อช่วยลดความอ้วนจากรายงานการศึกษาทางคลินิก (randomised, double-blind,clinical trial) ในประเทศบราซิล (3)ทำการทดสอบเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มที่รับประทานน้ำมันถั่วเหลืองในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง(abdominal obesity) มีอายุระหว่าง 20-40 ปี (กลุ่มละ 20 คน)รับประทาน 30 มล.ต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ระหว่างการทดสอบผู้ทดสอบทุกคนจะได้รับอาหารพลังงานต่ำ (hypocaloricdiet) และออกกำลังกาย 4 วัน/สัปดาห์ หลังสิ้นสุดการทดลองพบว่า น้ำมันมะพร้าวไม่ทำให้น้ำหนักตัวและbody mass index (BMI) เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลองเมื่อดูผลการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดพบว่า กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับคลอเลสเตอรอลรวมและไขมันตัวร้าย(LDL) แต่มีระดับไขมันตัวดี (HDL) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.03 ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับน้ำมันถั่วเหลืองมีระดับคลอเลสเตอรอลรวมและไขมันตัวร้าย (LDL) เพิ่มขึ้นร้อยละ10.45และ 23.48 ตามลำดับ และมีระดับไขมันตัวดี (HDL) ลดลงร้อยละ12.62 เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลองอย่างไรก็ตามระดับไตรกลีเซอไรด์ของทั้งสองกลุ่มไม่เปลี่ยนแปลง

แม้การศึกษานี้จะแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวไม่ได้มีผลต่อการลดลงของน้ำหนักตัวของกลุ่มทดลองและไม่ทำให้ระดับไขมันที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (คลอเลสเตอรอลรวมไขมันตัวร้าย(LDL) และไตรกลีเซอไรด์) เพิ่มขึ้นอีกทั้งยังช่วยเพิ่มระดับไขมันตัวดี(HDL) ที่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคดังกล่าวด้วยอย่างไรก็ตามการศึกษานี้ทำการทดสอบในกลุ่มคนจำนวนน้อยและระยะเวลาที่ทดลองก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ (12 สัปดาห์) นอกจากนั้นการได้รับอาหารพลังงานต่ำและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ(4วัน/สัปดาห์)ก็นับเป็นปัจจัยร่วมสำคัญที่อาจส่งเสริมให้ผลการทดลองเป็นไปในทางที่ดี จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูผลของน้ำมันมะพร้าวต่อการลดน้ำหนักและการสะสมของระดับไขมันดังกล่าวในระยะยาวดังนั้นจากข้อมูลที่มีในขณะนี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวมีผลต่อการลดน้ำหนักหรือจะส่งผลดีต่อระดับไขมันที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและหากจะให้แนะนำถึงหนทางที่ดีและปลอดภัยที่สุดในขณะนี้สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักก็คงจะหนีไม่พ้นการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


..................................................

OilPulling จริงหรือแหกตา ? ลองมาวิเคราะห์กันดูค่ะ***

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2010/01/L8762536/L8762536.html

เนื่องจากช่วงนี้ได้รับหลังไมค์ถามเรื่องนี้และเห็นมีกระแสในบางห้องมาแรงเหลือเกินก็เลยอยากจะลองวิเคราะห์ดูตามความรู้ของตัวเองและตามที่ได้ศึกษามาค่ะ

ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์และที่เห็นโพสต์ตามเวปขายน้ำมันพวกนี้

"ออยล์พูลลิ่งเป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปากใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr.F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karachได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใครด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน

ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมากอย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้นต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด

Dr.Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียงซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าวจึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่าออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr.Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้นในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้

-ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย

ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสมมีความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทานกล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลกแบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือกบางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้นการแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้นซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม

-โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก

อาจฟังดูเหลือเชื่อแต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆโรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปากเนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกายการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอยิ่งกว่านั้นในปากและลำไส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตรายบางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดแม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อจะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่ายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ

-ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?

ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกันสำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรคแต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไปเพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้นแต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์(เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำสิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกันแต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปากเนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปากแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟันจะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯคุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน

เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกันสิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลายน้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย

เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไปจึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไปกระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซมการมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด

-โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง

ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือสุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอนเหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิดต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง:สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบเรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟันโรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับอ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน

ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพองการอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาทกระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษและโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด"

ข้อความนี้น่าจะแปลมากจากเวปhttp://www.oilpulling.com/และตรงกับหนังสือเรื่อง Oil Pulling

..................................................

พบว่าข้อความดังกล่าวเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่น่าเชื่อถือ

"ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียและโรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก"

-คงไม่ขนาดน้านนนน... แบคทีเรียในช่องปากมีอยู่เป็นร้อยๆชนิดก็จริง แต่มีอยู่ไม่กี่อย่างที่ทำให้เกิดโรคในช่องปาก

-ส่วนโรคอื่นๆที่พบว่าเกิดจากแบคทีเรียในช่องปาก เช่นโรคลิ้นหัวใจติดเชื้อจากแบคทีเรีย (BacterialEndocarditis) ก็ต้องเกิดในคนที่มีความบกพร่องของลิ้นหัวใจอยู่แล้ว(ในคนไข้โรคหัวใจจึงต้องให้ยาปฏิชีวนะป้องกันเวลาทำฟัน) โรคปอดอักเสบจะพบในคนไข้ป่วยหนักที่ใส่ท่อช่วยหายใจและนำพาเชื้อจากช่องปากเข้าไปเป็นต้น ไม่ใช่ว่าใครจะป่วยกันง่ายๆ

"ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดแม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อจะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่ายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ "

-ชี้ให้เห็นว่าคนเขียนไม่มีความรู้ด้านการแพทย์เพียงพอเพราะถึงแม้มีการผ่านของเชื้อโรคทางแผลเข้าเส้นเลือด ก็ไม่สามารถก่อโรคได้ง่ายเพราะร่างกายมีระบบป้องกันตนเอง (ไม่เช่นนั้น เราคงป่วยตายตั้งแต่กันตอนเป็นเด็กแล้วเพราะใครๆก็คงเคยมีแผลในปากทั้งนั้น)

"ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?"

-ไขมันไม่น่าดึงเอาแบคทีเรียในปากออกมาได้ ด้วยการอม หรือกลั้วปาก ได้ดีกว่าน้ำ เพราะว่าโครงสร้างผนังเซลล์หรือ cell membrane เป็นชั้นไขมันอยู่ภายใต้ peptidoglycan ไขมันที่อมเข้าในปากจึงไม่ได้สัมผัสโดยตรงกับไขมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย เพราะโครงสร้างภายนอกเป็น peptidoglycanซึ่งไม่ใช่ไขมัน

-สารพิษหรือ toxin ในร่างกายไม่สามารถถูกดึงผ่านหลอดเลือดหรือเยื่อบุกระพุ้งแก้มออกมาได้ด้วยน้ำมันหรอกค่ะถ้ามันออกมาได้คงวุ่นวายน่าดู555...ถ้ามันผ่านออกมาได้จริงก็บ้วนปากออกซะก็สิ้นเรื่อง อีกอย่าง toxin ที่ควรจะถูกจับด้วยน้ำมันควรจะต้องละลายได้ดีในไขมัน (fat-soluble)ก็ไม่ควรจะมาลอยเท้งเต้งในกระแสเลือด ควรจะไปอยู่ในอวัยวะที่มีไขมันแล้ว oil pulling จะดึงออกมาได้อย่างไร

"โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง"

-โอเค เรื่องสุขภาพปากและฟันอาจจะดีขึ้นจริงๆเพราะว่าการบ้วนปากด้วยน้ำมันกลั้วไปกลั้วมาตั้ง 20 นาทีพร้อมกับบ้วนปากตามก็คงเป็นการรักษาสุขภาพช่องปากอยู่แล้วและมีการวิจัยว่าพวกน้ำมันอะไรพวกนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อนๆรวมทั้งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงทำให้ลดการอักเสบได้

-แต่ไอ้คำกล่าวว่า "อาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ( ARDS) ถุงลมโป่งพองการอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง บลาๆๆๆ..." นั้นไม่มีหลักฐานด้านการแพทย์หรืองานวิจัยยืนยัน

ค้นจาก"Pubmed"ซึ่งเป็นแหล่งรวมงานวิจัย พบเรื่อง "Oil Pulling" เพียงสองเรื่องที่ศึกษาว่าการบ้วนปากด้วยน้ำมันตามวิธีนี้สามารถลดปริมาณเชื้อ Streptococcus mutans ลด Plauqe ในช่องปากและเหงือกอักเสบได้ ไม่มีรายงานเรื่องผลต่อโรคอื่นๆเลยรวมทั้งเวปงานวิจัยอื่นๆด้วย

ในงานวิจัยนี้ http://www.ijdr.in/article.asp?issn=0970-9290;year=2009;volume=20;issue=1;spage=47;epage=51;aulast=Asokanพบว่าประสิทธิภาพของ oil pulling ก็พอๆกับการใช้น้ำยาบ้วนปากchlorhexidine 1 นาที ...ก็เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะอมน้ำมัน 20นาที หรือบ้วนปากแค่หนึ่งนาที ^ ^

-"Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง "

เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆหาที่อ้างอิงไม่ได้ ชื่อของ Dr.F. Karach ปรากฎแต่ในเวปของ Oil Pulling เท่านั้น

สรุป

-เราไม่ควรนำแบคทีเรียออกจากปากหรืออวัยวะส่วนใดของเรา (เช่น การสวนล้าง... การทำ detox)เพราะแบคทีเรียพวกนี้เป็นแบคทีเรียเจ้าถิ่นทำหน้าที่รักษาสมดุลให้ร่างกายและต่อสู้กับแบคทีเรียร้าย

-การกล่าวเชิญชวนว่ามีวิธี หรือยาอื่นใดที่สามารถรักษาโรคสำคัญ เช่น หัวใจ ปอดเบาหวาน โดยมิได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ถือว่าผิดกฎหมาย

-การจะเชื่อสิ่งใดๆ ต้องมีเหตุผลและหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่นการรับรองจากนักวิชาการ งานวิจัยที่เชื่อถือได้

Reference

http://www.mayoclinic.com/health/dental/DE00001

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/sites/entrez

http://www.textbookofbacteriology.net/normalflora.html

http://www.lisabarger.com/oil_pulling_debunked/

กระทู้นี้ก็สมควรใช้วิจารณญาณในการเชื่อเช่นกันค่ะ... ไม่ว่ากันถ้าใครจะลองทำเพราะว่าเห็นว่าไม่เสียหาย แต่ไม่ควรหลงงมงายเกินไปค่ะ

จากคุณ : หมูเหมียว

เขียนเมื่อ : 13 ม.ค. 53 17:28:58

 ....................................

OilPulling Therapy

เรื่องหลอกลวง(hoax),Thaihoax.co.cc

http://sites.google.com/site/thaihoax/Home/oil-pulling-therapy

สรุปว่าเรื่องที่อ้างถึงว่ามาจากวิธี Oil Pulling ดังว่านี้เป็นเรื่องหลอกลวง

อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลรับรองว่าเป็นจริงโดยองค์กรใดด้านสาธารณสุข,มหาวิทยาลัย, องค์การอนามัยโลก.สำนักข่าวอย่างCNN.com และ BBC.co.uk ก็มิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้

เรื่องนี้เป็นธุรกิจผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากจากอินเดีย ผู้มีทักษะทางภาษาอังกฤษดี ย่อมต้อง postว่าเป็นเรื่องจริงในทุก forum ที่ postได้ ดังนั้นทำให้เกิดความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริงมากขึ้นไปอีก เขียนเป็นหนังสือยังทำได้ แค่ post เหตุใดจะไม่ได้




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2558    
Last Update : 8 มิถุนายน 2558 14:04:22 น.
Counter : 366 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 603 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
Friends' blogs
[Add หมอหมู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.