Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง
Group Blog
 
All Blogs
 

ปวดหลัง

ปวดหลัง
อาการปวดหลังสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ และเป็นอาการที่ทำให้ต้องหยุดพักงานมากที่สุด เกือบทุกคนจะเคยมีอาการปวดหลังและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะป้องกัน รักษาอาการปวดหลังให้หายได้อย่างถาวร

อาการปวดหลัง จะพบได้ 3 แบบ ซึ่งอาจพบเพียงแบบใดแบบหนึ่ง หรือ พบร่วมกันหลาย ๆ แบบก็ได้ …

1. ปวดเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง หรือ เฉพาะบริเวณสะโพก

2. ปวดร้าวลงไปที่ขา ร่วมกับอาการขาชา หรือ ขาอ่อนแรง ซึ่งแสดงว่ามีการกดทับของเส้นประสาท

3. ปวดที่หลังหรือสะโพก ร่วมกับ อาการปวดร้าวลงไปที่ขา ขาชา และ ขาอ่อนแรง



อ่านต่อเรื่อง การกดทับเส้นประสาท ได้ที หน้านี้นะครับ ทำเพิ่มเติม มีภาพให้ดูด้วยว่า เป็นอย่างไร ..
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=28-07-2008&group=5&gblog=36





สาเหตุของอาการปวดหลังที่พบได้บ่อย

• กล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งมักเกิดจากท่าทางของร่างกายที่ไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกาย หรือ อ้วนเกินไป

• กล้ามเนื้อเคล็ดหรือกล้ามเนื้อฉีกขาด มักเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือ อุบัติเหตุ

• หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน มักพบในผู้ที่ก้มตัวยกของหนักมากเกินไป หรือ บิดเอี้ยวตัวขณะยกของหนัก

• กระดูกหลังเสื่อม ซึ่งจะพบบ่อยในผู้สูงอายุ ในบางคนอาจพบ กระดูกสันหลังเลื่อน ร่วมด้วย

• สาเหตุจากอวัยวะภายใน เช่น โรคไต มดลูกอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

• สาเหตุอื่น เช่น ความเครียด โรครูมาตอยด์ โรคเกาท์ โรคกระดูกสันหลังยึดติด การติดเชื้อในกระดูก เนื้องอก
มะเร็งกระดูก กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังแตกหัก เป็นต้น



แนวทางการรักษา

1. ลดน้ำหนัก งดเหล้า งดบุหรี่ บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง ปรับเปลี่ยนท่าทางในการดำเนินชีวิตประจำวันให้เหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการก้ม ๆ เงย ๆ พยายามให้แผ่นหลังตรงอยู่ตลอดเวลา

2. ควรหยุดพักการใช้หลัง ในขณะที่มีอาการปวด เช่น หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือ นอนพัก แต่ไม่ควรหยุดพักนานเกิน 2 - 3 วันเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดพังผืด ทำให้กลายเป็นปวดหลังเรื้อรังได้

ประคบบริเวณที่ปวดด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่น โดยใช้น้ำแข็งทุบใส่ในถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู หรือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ประคบประมาณ 10 - 15 นาที หรือ จะประคบด้วยความร้อน 4 นาที สลับกับความเย็น 1 นาที ก็ได้

อาจใช้ครีมนวดแก้ปวด ร่วมด้วยได้แต่ต้องระวังอย่านวดแรงเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟกช้ำมากขึ้น

3. รับประทานยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ

4. กายภาพบำบัด เช่น ดึงหลัง อบหลังโดยใช้ความร้อนลึก(อัลตร้าซาวน์) หรือ ใส่เฝือกอ่อนพยุงหลัง(เครื่องรัดหลัง)

5. การผ่าตัด ซึ่งจะพิจารณาผ่าตัดในผู้ที่มีอาการมาก และ รักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ดีขึ้น





อาการปวดหลังที่ควรไปพบแพทย์


1. มีอาการปวดรุนแรง ปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รับประทานยาแก้ปวดลดการอักเสบและนอนพัก แล้วอาการไม่ดีขึ้น

2. มีอาการปวดหลัง หรือ ปวดสะโพก ร่วมกับ อาการที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท ทำให้มี ขาชา ขาอ่อนแรง ปวดร้าวจากหลัง (สะโพก) ลงไปที่ ขา หรือ กลั้นอุจจาระ กลั้นปัสสาวะไม่ได้ (อุจจาระราด ปัสสาวะราด)

3. มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีก้อน มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด มีอาการคลื่นไส้อาเจียน



วิธีดูแลตนเอง วิธีบริหาร ..

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=13-06-2008&group=5&gblog=17




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2551    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2551 16:41:16 น.  

ข้อแนะนำเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการ ปวดหลัง


ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อ ป้องกันและบรรเทาอาการ ปวดหลัง




การนอน
เตียงนอน ควรทำด้วยวัสดุที่แข็ง ผิวเรียบ และมีความสูงระดับข้อเข่า

ที่นอน ควรมีเนื้อแน่น มีความแข็งพอสมควร คือเมื่อนอนแล้วลุกขึ้น ที่นอนจะคืนรูปดังเดิม ไม่ยุบบุ๋มลงไปตาม น้ำหนักตัว หรือ ไม่ทำให้ลำตัว คดงอเมื่อนอนบนที่นอน

ท่านอน ควรนอนหงายแล้วใช้หมอนเล็ก ๆ หนุนใต้เข่า เพื่อให้สะโพกงอเล็กน้อย หรือนอนตะแคงกอดหมอนข้าง โดยขาที่วางบนหมอนข้างให้งอสะโพกและเข่าเล็กน้อย ไม่ควรนอนคว่ำ

การลุกจากที่นอน ให้เลื่อนตัวมาใกล้ขอบเตียงนอน ตะแคงตัว งอเข่าและสะโพก ห้อยขาลงข้างเตียงพร้อมกับ ใช้มือยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจึงค่อยลุกยืน ไม่ควรลุกขึ้นนั่งทันทีในขณะที่นอนหงายอยู่ เพราะจะต้องใช้กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อหน้าท้องมาก อาจทำให้ปวดหลังได้



การนั่ง

เก้าอี้ ควรมี

- ความสูง ระดับข้อเข่า เมื่อนั่งแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี

- ส่วนรองนั่ง มีความลึกที่จะรองรับสะโพกและต้นขา ได้พอดี

- พนักพิง มีลักษณะเป็นแผ่นเรียบ และเอนไปข้างหลังเล็กน้อย ประมาณ 10-15 องศา

- ที่เท้าแขน เพื่อเป็นที่พักวางแขน และ ใช้ยันตัวเวลาจะนั่งลงหรือลุกยืนขึ้น
ท่านั่ง นั่งหลังตรงพิงกับพนักพิง น้ำหนักลงบริเวณตรงกลาง ไม่นั่งเอียง เท้าสองข้างวางราบกับพื้น เข่างอตั้งฉาก ต้นขาวางราบกับที่นั่ง ให้ข้อพับเข่าอยู่ห่างจากขอบที่นั่งของเก้าอี้ประมาณ 1 นิ้วเพื่อป้องกันการกดทับเส้นเลือดใต้เข่า

ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะทำให้น้ำหนักตัวลงข้างใดข้างหนึ่งและแนวกระดูกสันหลังเอียง ทำให้ปวดหลังได้

การนั่งขับรถ ควรขยับเบาะที่นั่งให้เอนไปข้างหลังเล็กน้อย ประมาณ 10-15 องศา และ ขยับเบาะให้ใกล้พอดี ซึ่งเมื่อเหยียบคันเร่งหรือเบรกเต็มที่แล้ว เข่าจะงอเล็กน้อยประมาณ 20-30 องศาและนั่งให้แผ่นหลังและสะโพกแนบกับเบาะ อาจจะใช้หมอนเล็ก ๆ หนาประมาณ 3-5 นิ้ว รองที่หลังบริเวณเอวด้วยก็ได้


การยืน

ยืนให้หลังตรงในท่าที่สบาย กางขาออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงค่อนมาทางส้นเท้าทั้งสองข้าง

ไม่ควรยืนในท่าเดียวนาน ๆ ควรขยับตัวเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ หรือ ยืนลงน้ำหนักบนขาข้างใดข้างหนึ่งสลับกัน หรือ สลับเท้าวางพักเท้าบนโต๊ะเล็ก ๆ ที่สูงประมาณ 1 คืบ หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูงมากกว่า 1 นิ้ว



ขั้นตอนการยกของหรือหยิบของ ที่วางอยู่ต่ำกว่าระดับสะโพก

ต้องพยายามให้หลังตรงอยู่ตลอดเวลาที่ยกของไม่ควร ก้มหลังยกสิ่งของในท่าที่เข่าเหยียดตรง หรือ บิดเอี้ยวตัว

ขั้นที่ 1. ยืนหลังตรง ขากางออกเล็กน้อย งอเข่า ย่อตัวลงจนกระทั่งมาอยู่ในท่านั่งยอง ๆ

ขั้นที่ 2. หยิบสิ่งของที่ต้องการ ถ้าของนั้นหนักต้องอุ้มของชิ้นนั้นชิดแนบลำตัว

ขั้นที่ 3. ค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยกำลังขา โดยให้หลังตรงอยู่ตลอดเวลา



แพทย์เป็นเพียงผู้รักษาและให้คำแนะนำเท่านั้น แต่การป้องกันไม่ให้ปวดหลังนั้นขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และดูแลตนเอง จะช่วยให้ท่านไม่ปวดหลัง หรือ ช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้






 

Create Date : 13 มิถุนายน 2551    
Last Update : 24 มิถุนายน 2551 17:19:44 น.  

น้ำไขข้อเทียม


น้ำไขข้อเทียม

ในข้อเข่าปกติ จะมี น้ำไขข้อ หรือ น้ำเลี้ยงข้อ ซึ่งเป็นของเหลว ลักษณะข้นใส และ ลื่น น้ำไขข้อจะมีส่วนประกอบของน้ำและโปรตีน ทำให้มีความหนืดและความยืดหยุ่นสูง ในข้อเข่าปกติจะมีน้ำไขข้ออยู่เพียง 3 - 5 ซีซี เท่านั้น

น้ำไขข้อ มีหน้าที่ ลดแรงกระแทกต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ หล่อลื่นผิวข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นำสารอาหารและออกซิเจน มาเลี้ยงกระดูกอ่อนผิวข้อ และนำของเสียจากกระดูกอ่อนออกจากข้อผ่านเข้าไปยังเส้นเลือดและน้ำเหลือง

ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม น้ำไขข้อจะมีการเปลี่ยนแปลง คือ ใสขึ้น ปริมาณลดลง(น้ำไขข้อแห้ง) ความหนืด และความยืดหยุ่นลดลง ในผู้ป่วยที่มีเข่าเสื่อมและมีการอักเสบมาก ปริมาณน้ำในข้อเพิ่มขึ้น แต่เป็นน้ำไขข้อที่ไม่ดี ไม่สามารถป้องกันการกระแทกและหล่อลื่นผิวข้อได้เหมือนน้ำไขข้อปกติ จึงทำให้เกิดการทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อมากขึ้น

น้ำไขข้อเทียม เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ มีความหนืดและความยืดหยุ่นใกล้เคียงกับน้ำไขข้อปกติของคนปกติ ซึ่งนำมาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อม โดยจะทำหน้าที่เหมือนกับน้ำไขข้อปกติ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น การอักเสบลดลง อาการปวดข้อลดลง และ ช่วยชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไปอีก 1- 2 ปี

แพทย์ จะฉีด น้ำไขข้อเทียม เข้าไปในข้อเข่า ซึ่งน้ำไขข้อเทียมนี้มีปริมาตร 2 ซีซีต่อเข็ม ฉีดสัปดาห์ละ 1 เข็ม ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ (ห่างกันเข็มละ 1 สัปดาห์) ถ้าจะฉีดก็ควรฉีดครบทั้ง 3 เข็มติดต่อกัน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ปริมาณยาสูงสุดที่แนะนำก็คือ 6 เข็มภายใน 6 เดือนโดยเว้นระยะห่างจากการฉีด 3 เข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน

หลังฉีด น้ำไขข้อเทียม ประมาณ 48 ชม. ควรหยุดพักการใช้เข่ารุนแรง เช่น วิ่ง ตีเทนนิส หรือ ยกของหนัก เป็นต้นถ้ารู้สึกว่า ปวดตึงในข้อ ก็อาจรับประทานยาแก้ปวด และ ใช้น้ำเย็นประคบบริเวณปวด ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือ มีข้อบวม แดง ร้อน ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อในข้อเข่า ก็ให้รีบไปพบแพทย์

ผลการรักษา อาจจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อเสื่อม ถ้ามีข้อเสื่อมมาก ผลการรักษาก็จะไม่ค่อยดี จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ฉีดน้ำไขข้อเทียมจะมีอาการปวดลดลงและเคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น เฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี หลังจากฉีด โดยจะเริ่มรู้สึกดีขึ้น ใน 2 - 3 เดือนหลังฉีด ดังนั้นในช่วงแรก ถ้ามีอาการปวดมากอาจจะต้องรับประทาน ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ร่วมด้วย

น้ำไขข้อเทียม ได้มีการนำไปใช้ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 5 แสนราย ในประเทศต่าง ๆ เช่น แคนนาดา อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน สวีเดน จีน ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย สิงค์โปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น จากการศึกษาในประเทศต่าง ๆ ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือทำปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง และ ต้องรับประทานยาเพื่อรักษาอยู่ด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

น้ำไขข้อเทียม ไม่ได้รักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดและไม่สามารถทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อที่เสื่อมไปแล้วกลับมาดีเหมือนเดิม เพียงแต่ช่วยป้องกันกระดูกอ่อนผิวข้อไม่ให้ถูกทำลายมากขึ้น ชะลอการเสื่อมของข้อ ช่วยบรรเทาอาการปวด ทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวดีขึ้น

จึงถือว่าน้ำไขข้อเทียมเป็นเพียงทางเลือกในการรักษาข้อเข่าเสื่อมเท่านั้น แต่เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง (ประมาณ 15,000-20,000 บาทต่อ 3 เข็ม) จึงควรปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อว่าจำเป็นต้องฉีดหรือไม่

หมายเหตุ มีน้ำไขข้อเทียมแบบฉีด 5 เข็ม ซึ่งมี ความหนืด และ ความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำไขข้อปกติ มีราคาต่ำกว่าน้ำไขข้อเทียมชนิด 3 เข็ม (ประมาณ 10,000-13,000 บาท) แต่จำนวนครั้งที่ฉีดมากกว่า (ฉีด 5 ครั้ง) ….





 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2551 0:26:42 น.  

ข้อเข่าเสื่อม







ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก อายุที่มากขึ้น (มักพบในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป) น้ำหนักตัวมาก พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า และ จากการใช้ข้อไม่เหมาะสม สาเหตุอื่น ๆ เช่น อุบัติเหตุ การติดเชื้อในข้อ เป็นต้น

เมื่อเกิดข้อเสื่อม จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง ภายในข้อ เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง และ ผิวไม่เรียบ มีกระดูกงอกบริเวณขอบ ๆ ข้อ และ เกิดการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำไขข้อ ปริมาณมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นลดลง

อาการและอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม อาจพบอาการเพียงอาการเดียว หรือ หลายอาการพร้อมกันก็ได้ ในระยะแรกมักจะเป็นไม่มาก และ เป็น ๆ หาย ๆ แต่เมื่อข้อเสื่อมมากขึ้น ก็จะมีอาการบ่อยมากขึ้น หรือ เป็นตลอดเวลา

• ปวดข้อเข่า รู้สึกเมื่อย ตึงที่ ต้นขา น่อง และ ข้อพับเข่า ผิวหนังบริเวณข้อ อุ่นหรือ ร้อนขึ้น

• ข้อขัด ข้อฝืด เหยียด-งอเข่าได้ไม่สุด มีเสียงดังในข้อเวลาขยับข้อเข่า จากการเสียดสีกันของผิวข้อที่ไม่เรียบ

• ข้อเข่าบวม เพราะน้ำไขข้อมากขึ้นจากการอักเสบ หรือ มีก้อนถุงน้ำในข้อพับเข่าจากเยื่อบุข้อเข่าโป่งออก

• เข่าคดเข้า เข่าโก่งออก หรือ มีกระดูกงอก ทำให้ข้อผิดรูปร่าง กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง


เอกซเรย์ อาจพบสิ่งผิดปกติ เช่น ช่องของข้อเข่าแคบลง กระดูกงอก (ในผู้สูงอายุปกติ ที่ไม่มีอาการก็พบได้ )

ความผิดปกติทางเอกซเรย์ ไม่สัมพันธ์กับอาการปวด บางคนเอกซเรย์พบว่าข้อเสื่อมมากแต่กลับไม่ค่อยปวด โดยทั่วไปแล้ว แพทย์สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้โดยไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้นผู้ที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ ผู้ที่รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น


แนวทางรักษา มีอยู่หลายวิธี เช่น

• ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการงอเข่ามากเกินไป

• กายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อาจใช้ ผ้ารัดเข่า เฝือกอ่อนพยุงเข่า (แต่ถ้าใช้นาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อลีบ)

• ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ไตวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

• ยากระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อ (ปกติ กระดูกอ่อนผิวข้อจะไม่สร้างขึ้นใหม่) หรือ ยาชะลอความเสื่อม

• ฉีดน้ำไขข้อเทียม ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้นเฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี แต่มีราคาค่อนข้างสูง (13,000-16,000 บาท)

• การผ่าตัด เช่น ผ่าตัดจัดแนวกระดูกใหม่เพื่อลดเข่าโก่ง ส่องกล้องเข้าไปในข้อ หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

วิธีผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย จะใช้ในผู้ที่มีอาการมาก และรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เท่านั้น


การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือ เจาะข้อเพื่อดูดน้ำไขข้อออก จะทำให้อาการปวดดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผ่านไป 1-2 เดือน ก็จะกลับมาเป็นอีก และมีผลข้างเคียง เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลีบ หรือ ติดเชื้อในข้อ จึงถือว่าเป็นเพียงแค่บรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือ เจาะดูดน้ำไขข้อออก แต่ถ้าจำเป็นต้องฉีดยาสเตียรอยด์ หรือ เจาะข้อ ก็ต้องป้องกันการติดเชื้อขณะฉีดอย่างดี (ต้องใช้ผ้าปลอดเชื้อคลุมบริเวณที่ฉีด) และ ไม่ควรฉีดมากกว่าปีละ 2-3 ครั้ง หลังจากฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ ต้องลดการใช้งานข้อข้างที่ฉีด ประมาณ 1-2 อาทิตย์ และใช้ผ้าพันรัดเข่าไว้ด้วย



ข้อแนะนำในการดูแลรักษาด้วยตนเอง

1. ลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้า วิ่ง จะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 – 10 เท่าของน้ำหนักตัว ( การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น )

ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลง ทำให้เข่าเสื่อมช้าลงและอาการปวดก็จะลดลงด้วย

2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี

ไม่ควร นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น

3. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือ นั่งบนเก้าอี้สามขาที่มี รู ตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่าน

ควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน

ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี

4. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า เมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี

ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น ข้อก็จะเสื่อมเร็วขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว

6. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่า หรือ เหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ

7. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน

ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวดได้

8. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือ ทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น และ อาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย
ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และ มีขนาดกระชับพอดี

9. ใช้ไม้เท้า โดยเฉพาะ ผู้ที่ปวดมากหรือข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก และ ช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม

วิธีถือไม้เท้า ในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือในข้างที่ถนัด

10. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น

11. การออกกำลังกายวิธีอื่น

ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น

ไม่ควร ออกกำลังกายที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่าเพิ่มขึ้น เช่น วิ่งเร็ว ๆ เต้นแอโรบิก ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน บาสเกตบอล เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

12. ถ้ามีอาการปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า และ ประคบด้วยความเย็น/ความร้อน หรือ ใช้ยานวดร่วมด้วยก็ได้


ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้

จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีคือ เพื่อลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร

จึงถือว่าแนวทางรักษาข้างต้นเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น และ ยังมีข้อจำกัดในการรักษาอีกด้วย เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ และ บรรเทาอาการปวดได้ดี แต่ก็มีอายุใช้งานได้นานแค่ 10 -15 ปี เป็นต้น






เพิ่มเติม ..

น้ำไขข้อเทียม
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-05-2008&group=5&gblog=16

ปวดเข่า .... ส่องกล้องข้อเข่า ... knee arthroscopy
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=15-01-2009&group=5&gblog=42


คำชี้แจง จาก ราชวิทยาลัยออร์โธฯ เกี่ยวกับยารักษาข้อเข่าเสื่อม ..(ที่กรมบัญชีกลางสั่งห้ามเบิก)
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-04-2011&group=7&gblog=132

คำชี้แจง จาก ราชวิทยาลัยออร์โธฯ เกี่ยวกับยารักษาข้อเข่าเสื่อม (ที่กรมบัญชีกลางสั่งห้ามเบิก)..( ต่อ )
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-04-2011&group=7&gblog=134

คำชี้แจง จาก ราชวิทยาลัยออร์โธฯ เกี่ยวกับยารักษาข้อเข่าเสื่อม (ที่กรมบัญชีกลางสั่งห้ามเบิก)..(จบ?)
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2011&group=7&gblog=146

โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) - การรักษา

http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/bone/1198-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1-osteoarthritis-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2.html

การผ่าตัดแก้ไข "ขาโก่ง" หรือ "ข้อเข่าโก่ง(เสื่อม)" ตอนที่ 1

http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/bone/2170--qq--qq--1.html

“ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม”  ทางเลือกที่ต้องเลือกจริงหรือ?
http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=710

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดของคนไข้
http://www.thaihipknee.org/knowledge_detail.php?id=24

ข้อมูลที่ผู้ป่วยควรทราบเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมhttp://www.zimmer.co.th/web2/home.php?main=patient¶m=knee_info
การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม
http://www.thaijoints.com/?page_id=21

ข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดแผลเล็ก  
http://www.orthochula.com/knee/miniknee.html









วิ่งไม่ได้ทำให้ข้อเสื่อม
...ผู้เขียน นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์

http://health2u.exteen.com/20090924/entry-1


วิ่งทำให้ข้อเสื่อมจริงหรือ?.... ผู้เขียน นพ.กฤษฎา บานชื่น

http://www.doctor.or.th/article/detail/5585



Why Runners Don’t Get Knee Arthritis 

http://well.blogs.nytimes.com/2013/09/25/why-runners-dont-get-knee-arthritis/?emc=edit_tnt_20130925&tntemail0=y&_r=4

Effects of running and walking on osteoarthritis and hip replacement risk.

Why Don't Most Runners Get Knee Osteoarthritis? A Case for Per-Unit-Distance Loads.






 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 14:35:08 น.  

โรคปุ่มกระดูกหน้าแข้งอักเสบ Osgood-Schlatter's Disease




โรคปุ่มกระดูกหน้าแข้งอักเสบ
( ออสกูด-ชาเลตเทอร์'ส ดีสีส , Osgood-Schlatter's Disease)


ดัดแปลงจากเอกสารของ ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย

ลักษณะทั่วไป

เป็นโรคที่เกิดที่บริเวณแผ่นกระดูกอ่อนเจริญเติบโต ของบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งต่อมาจะเกิดเป็นลักษณะของการแยกตัวบางส่วน

โรคนี้ ไม่มีความรุนแรงและไม่ทำให้เกิดความพิการ ของระบบโครงสร้างของร่างกาย

พบบ่อยในเด็กชายอายุประมาณ12-14 ปี หรือเด็กหญิง อายุประมาณ 11-13 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงและมีกิจกรรมมาก ในชีวิตประจำวัน


การวินิจฉัยโรค

2.1 ประวัติและการตรวจร่างกาย

พบในเด็กชายอายุ 12-14 ปี หรือเด็กหญิงอายุประมาณ 11-13 ปี มาด้วยอาการเจ็บบริเวณ หัวเข่า โดยขณะที่ทำกิจกรรม หรือ เมื่อมีการคุกเข่า มักมีประวัติเป็น ๆ หาย ๆ บางราย อาจมาด้วยเรื่องมีปุ่ม กระดูกหน้าแข้ง นูนกว่าปกติ โดยที่มีอาการหรือไม่มีก็ได้ ในบางคนอาจจะมีอาการกดเจ็บ หรือ มีถุงน้ำ ร่วมด้วย อาจจะเป็นข้างเดียว หรือ 2 ข้างก็ได้ แต่จะไม่พบระบบกระดูกหรือโครงสร้างร่างกายอย่างอื่นที่ผิดปกติ

2.2 การสืบสวนค้นหารอยโรค

การวินิจฉัยโรคนี้ อาศัยประวัติ การตรวจร่างกายและกลุ่มอายุของผู้ป่วย อาจจะถ่ายภาพรังสีหัวเข่าทางด้านข้าง เพื่อแยกโรคอื่น ๆ เช่น เนื้องอกกระดูก หรือการติดเชื้อในกระดูก เป็นต้น



การรักษา

1. การรักษาแบบผู้ป่วยนอก

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 90% ) อาการดีขึ้นและไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สามารถรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด อาการโดยทั่วไปจะดีขึ้นหลังจากเริ่มมีอาการ 1-2 ปี เนื่องจาก แผ่นเจริญของกระดูกบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้งปิดไปแล้ว

จะให้การรักษาต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวด โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้ที่มาพบแพทย์ เนื่องจากกังวลว่าบริเวณปุ่มกระดูก มีลักษณะนูนผิดปกติโดยไม่มีอาการ ไม่มีความจำเป็นต้องให้การรักษาแต่อย่างใด

วิธีการรักษา

- ในขณะที่มีอาการ ควรจะพัก และ ลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การซ้อมกีฬาอย่างหนัก หรือ นั่งคุกเข่า เป็นต้น แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้งดกิจกรรมดังกล่าวทั้งหมดเพราะจะทำให้เกิดผลทางด้านจิตใจต่อเด็ก

- ขณะเล่นกีฬา อาจใส่ อุปกรณ์รัดเส้นเอ็นสะบ้า (patellar tendon straps) เพื่อช่วยบรรเทาอาการ

- ในรายที่มีอาการมาก อาจจะใส่เฝือกไว้ 2-4 อาทิตย์ และ บริหารกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบ

- รับประทานยาบรรเทาอาการปวด ในขณะที่มีอาการปวดมาก

- ไม่ควรฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้เส้นเอ็นขาดได้

2. การรักษาแบบผู้ป่วยใน

มีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด เช่น ผู้ที่มีอาการอยู่นานแบบเรื้อรัง เกิดเป็นปุ่มกระดูกนูนแยกชัดเจนจากกระดูกหน้าแข้ง หรือ กลายเป็นถุงน้ำแบบเรื้อรัง เป็นต้น




ปวดเข่า
   วิธีดูแลตนเอง วิธีบริหาร

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-05-2008&group=5&gblog=13




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2556 16:35:20 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 385 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
Friends' blogs
[Add หมอหมู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.