If you like the life you living, You can live the life you like.

เตรียมไฟล์ภาพ jpg เพื่อการพิมพ์ เบื้องต้น

เนื่องจากการอัพรูปขึ้น Bloggang มันวุ่นวายในการจัดการ
แถมยังจำกัดขนาดไฟล์รูปไว้เล็กจิ๋วเท่าจิ๋มมด ผมเลยขี้เกียจใส่รูป
อ่านแบบเนื้อๆ ไปละกันนะ
ถ้าอยากอ่านเวอร์ชั่นเต็มๆ พร้อมรูป ไปที่ http://adayin.asia


วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องการเตรียมภาพเพื่องานพิมพ์ภาพละกัน
อาจจะเป็นเรื่องที่บางคนนึกกันไม่ถึงว่ามันจะมีปัญหาตรงไหน
แต่ปัญหาเรื่องการพิมพ์ภาพนี่ ทำเอาเซียนโพสภาพบนเว็บบอร์ดตายน้ำตื้นกันมาเยอะแล้ว

เพราะเทคนิคการทำภาพเพื่อพิมพ์ มันต่างกันแทบจะคนละเรื่องเลย กับการทำภาพเพื่อโพสบนเว็บ
อาจจะเคยเห็นว่าภาพที่ดูดีบนหน้าจอ กลับออกมาดูไม่ได้เรื่อง เมื่ออยู่บนกระดาษ

เนื่องจากเรื่องมันยาว และเยอะมาก เล่ากันให้ฟังสั้นๆ ในขั้นตอนการเตรียมภาพเข้าโฟโต้ชอปก่อนละกัน



ดับเบิ้ลคลิ๊ก เพื่อเปิด RAW ด้วย Adobe Camera RAW
มองลงมาที่ด้านล่าง กลางจอ ก็จะเห็น ตัวอักษรสีน้ำเงินขีดเส้นใต้ เราจะจัดการตรงนี้ก่อน

คลิ๊กโลด

ถึงแม้ต้นฉบับไม่ใช่ RAW อาจจะเป็น TIFF หรือ JPG ก็ตาม เราก็จะไม่โยนไฟล์เข้า Photoshop โดยตรง
จะใช้วิธีคลิ๊กขวาจาก Bridge แล้วเลือกเปิดด้วย Camera Raw เช่นเดียวกัน
ใครใช้ CS เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้อาจจะทำไม่ได้ก็ข้ามตรงนี้ไป
แต่ถ้าทำได้ ให้ทำแบบนี้เสมอ เพื่อรักษาไฟล์ต้นฉบับเอาไว้ โดยไม่ให้ถูกแตะต้อง

เพราะการปรับแต่งใน ACR จะไม่ได้อยู่บนไฟล์ภาพ การปรับแต่งแสงสีจะถูกเซฟไว้ในไฟล์ XMP Side Car อีกไฟล์หนึ่งที่อยู่คู่กับไฟล์ต้นฉบับ ทำให้เราสามารถย้อนกลับมาปรับไปมาได้
ย้อนกลับไปแก้ไขที่จุดเริ่มต้นก่อนปรับได้ โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับต้นฉบับ

เป็นวิธีที่ง่ายกว่าการเซฟต้นฉบับไว้หลายๆ เวอร์ชั่น เช่น
สาวสวย.jpg แล้วก็แต่งเสร็จก็ต้องเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ แล้วเซฟเป็นไฟล์ใหม่แทน
สาวสวยขึ้น.jpg เพื่อรักษาต้นฉบับ พอเอามาแต่งอีกรอบกลัวไฟล์เสียหายก็ต้องเซฟไว้อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเป็น
สาวสวยกว่าเดิม.jpg พอแต่งไปหลายๆ รอบก็จะเป็น
สาวสวยที่สุด.jpg สาวสวยที่สุดของที่สุด.jpg สาวเริ่มไม่สวยแล้ว.jpg
ไม่รู้สาวคนไหน.jpg น่าจะคนแรกนั่นแหละ.jpg

และมันจะทำให้ระบบคลังภาพวุ่นวายในที่สุดโดยการมีภาพเดียวกันหลายๆ เวอร์ชั่นเป็นเข่ง
แล้วจะจำได้มั้ย ว่าอันไหนเป็นอันที่ปรับแต่งล่าสุดพร้อมใช้งาน ต่อให้ใส่ตัวเลขเวอร์ชั่นก็เหอะ
แน่ใจเหรอ ว่าเลขนั้นเป็นเลขสุดท้าย ไม่มีภาพเดียวกัน เลขสุดท้ายกว่าเป็นกิ๊กกัน ซ่อนอยู่ในโฟลเดอร์อื่น

ซึ่งวิธีแบบที่มี xmp คู่กันไปกับ jpg จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้ เพราะจะมีแค่คู่เดียวตลอดไป ไม่แอบไปหลายใจที่อื่น
และยังมีข้อดีอีกหลายข้อที่จะว่าต่อไป

ไม่ว่าต้นฉบับจะมาอย่างไร จะเป็น RAW, jpg, tiff เราจะตั้งค่าแบบนี้เสมอ
Adobe RGB, 16 Bits, 300 dpi

โดยหลักการก็คือ มีต้นทุนข้อมูลเยอะไว้ก่อน จะถูกตัดทิ้งไปบ้างตอนปรับแต่ง ก็ดีกว่ามีทุนน้อย
ถึงต้นทุนจริงจะเป็นแค่ sRGB, 8 bits แต่การเปิดพื้นที่ทำงานให้กว้างขึ้น ก็เท่ากับว่าข้อมูลที่จะเสียหายไป ตอนปรับแต่งก็ลดน้อยลงไปกว่าการใช้ต้นทุนข้อมูลจริงๆ มาปรับแต่ง

อย่าลืมติ๊กตรง Smart Objects ด้วย จะดีตรงที่
ถ้าในระหว่างกำลังยำรูปอยู่ แล้วรู้สึกว่า ทำอะไรมาขาดๆ เกินๆ ไปสักหน่อย
น่าจะปรับอย่างโน้นอย่างนี้ใน ACR ก่อนเอาเข้าโฟโต้ชอปนะ
เราจะได้ย้อนมาปรับที่ ACR อีกรอบนึงง่ายๆ ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
แล้วกลับไปยำในโฟโต้ชอปต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มจากขั้นแรกใหม่

ส่วนขนาดภาพ ก็ตามความต้องการใช้
และไม่ต้อง sharpen เพราะยังไงเดี๋ยวเราก็ไปทำอีกรอบในโฟโต้ชอปอยู่ดี

เรียบร้อยแล้วก็กด OK

จากนั้นจะปรับอะไรใน ACR ก็ทำได้ตามสะดวก ตามใจชอบ
ไม่สอนอ้ะ ไปหัดใช้เอาเองละกัน เดี๋ยวนี้ ACR มันทำอะไรได้เยอะมั่กๆ

ถ้าจะยำใหญ่ใส่สารพัดในโฟโต้ชอป ก็อย่าเพิ่งเร่งวุ้นเร่งสีตอนนี้ เราค่อยเอาไว้ไปว่ากันทีหลัง
พยายามปรับเรียก Detail ที่หลุดๆ ไป ให้กลับขึ้นมาก็พอ
ให้คอนทราสไม่สูง สีไม่จัดมาก ชาร์พเพ่นไม่ต้อง
ภาพยังไม่สวยโฟโต้ชอปแก้ได้ แต่ถ้าภาพไม่มีดีเทลเหลือ โฟโต้ชอปช่วยไม่ได้

แต่ถ้าคิดว่าภาพนี้ไม่จำเป็นต้องทำอะไรหนักๆ ในโฟโต้ชอป อยากจะแค่ปรับแสงสีคอนทราสท์รวมๆ
ก็จัดการให้สวยปิ๊งตรงนี้ไปเลยก็ได้ ไม่ต้องไปทำให้โฟโต้ชอป

หรือจะเซฟ เป็นไฟล์ใหม่โดยไม่เอาเข้าโฟโต้ชอปก็ได้
กรณี jpg หรือ tiff ข้อมูลการปรับแต่งในไฟล์ XMP จะถูกเอาไปบวกกับพิกเซลของไฟล์ต้นฉบับ
แล้วเซฟออกมาเป็น jpg/tiff ไฟล์ใหม่ เอาไปใช้งานต่อไปได้
หรือฟิตจัดอยากจะทำเป็น DNG, PSD ก็สามารถทำได้

ส่วน RAW ก็จะถูก Convert ไปตามปกติ ว่าจะให้ Output เป็นอะไร

หรือจะยังไม่ได้ใช้อะไรตอนนี้ แค่กด Done ก็จะเซฟการปรับแต่งไว้ใน xmp ที่คู่กับไฟล์ต้นฉบับเฉยๆ
ไม่มีอะไรพิสดารตรงนี้

แต่หากจะเข้า PS เมื่อปรับเรียบร้อยแล้วก็กด Open Object รูปน้องเซร่าก็จะไปเปิดในโฟโต้ชอป

พอเปิดเข้าโฟโต้ชอป ดูที่ Layer จะเห็นสัญลักษณ์ Smart Object Thumbnail อยู่ ถ้าคลิ๊กตรงนี้ เราก็จะย้อนกลับไปที่ ACR เพื่อปรับแก้แสงสีได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

แต่อันดับแรกก่อนทำอะไรอื่น กด Ctrl + J ก่อนเพื่อก็อปปี้เลเยอร์นี้ไว้ เป็นตัวประกัน
เผื่อแต่งแล้วเน่า อย่างน้อยก็ยังเหลือต้นทุนเลเยอร์นี้เอาไว้ทำใหม่ได้
มือใหม่อย่าลืม invisible เลเยอร์นี้ไว้ด้วย เพราะบางทีแต่งรูปเพลิน แล้วเราก็ไม่ได้ระวัง เผลอมาทำงานบนเลเยอร์นี้โดยไม่รู้ตัว

และหลักการในการแต่งรูปคือ จะไม่แต่งลงบนพิกเซลของรูป การปรับต่างๆ จะอยู่บน Adjustment Layer เสมอ
ร่วมกับการใช้ Mask เพื่อที่จะย้อนกลับมาปรับแก้ได้อีก
และ opacity เพื่อควบคุมความหนักเบาในการปรับ

ถ้าดูใน Panel Add Adjustment ในเทคนิคของผม (ของคนอื่นอาจจะต่างไป)
Brightness/Contrast กับ Level จะไม่ได้ใช้
เพราะปรับด้วย Curve ร่วมกับการใช้ Mask จะได้งานละเอียดดั่งใจกว่า

ปกติจะเริ่มจากการปรับแสงทั้งภาพก่อน
และซ้อน Curve ขึ้นไปหลายเลเยอร์ เพื่อปรับแสงแต่ละจุดในภาพแยกกัน
บางเคิร์ฟ ก็จะปรับเฉพาะบางแชนแนล ในบริเวณนั้น

กับ Saturate และ Channel Mixer ก็จะทำแบบเดียวกัน กับการปรับแสง
คือปรับรวมก่อน แล้วตามด้วยแยกปรับทีละจุดในภาพ ทีละแชนแนลสี

อันอื่นผมใช้น้อยแฮะ หนักมืออยู่ไม่กี่อย่าง ปรับแล้วก็ซ้อนมันขึ้นไปเป็นขนมชั้นนี่แหละ
ถ้าปรับเล็กๆ น้อยๆ ก็จะประมาณ สิบกว่าชั้น
ถ้าต้นฉบับไม่ดี ต้องแก้ ต้องปรับเยอะ อาจจะหลายสิบ

การแยกปรับยิบย่อย จะดีกว่าการปรับทั้งภาพ ที่มักจะมีอะไรหลุดๆ มานิดๆ หน่อยๆ ให้รำคาญตา
พอท้ายสุดถ้าทำถูกต้องดังใจ ผม ก็จะได้ภาพแต่งเสร็จแล้ว ที่ดูเหมือนภาพที่ไม่ได้ถูกแต่งใน PS

เออ... แต่งแล้วเหมือนไม่แต่ง แล้วจะแต่งไปหาอะไรวะ ตั้งหลายสิบชั้น
(ตอนนี้ประชาชนที่มารอชมต่างพากันโห่ร้อง ขว้างรองเท้าขึ้นมาบนเวที)


ข้อควรระวังสำหรับการแต่งภาพ เพื่อเอาไปพิมพ์ภาพ คือต้องเบามือหน่อย
จะลงมือหนักเหมือนทำภาพโพสในเว็บไม่ได้ เพราะกระดาษพิมพ์ภาพมันมีภูมิต้านทานการกระทำชำเราน้อยกว่าจอภาพ
ถ้าไม่แน่ใจว่าทำแค่ไหนดี ให้ทำน้อยกว่าสิ่งที่คิดว่าน้อยแล้วจะ ปลอดภัยกว่า

และที่สำคัญ ไดนามิคเรนจ์ของกระดาษนั้นน้อยมาก อาจจะแค่ 5 สต็อป ในกระดาษด้าน หรืออย่างมากก็ 7 สต็อปในกระดาษมัน
ในขณะที่จอภาพมีไดนามิคเรนจ์กว้างกว่านั้นเยอะ
รายละเอียดส่วนมืด ส่วนสว่างของภาพที่เราเห็นสวยงามในจอ อาจจจะไม่อยู่ในกระดาษก็ได้ กลายเป็นพื้นที่ขาวโล่งๆ หรือดำสนิท

เวลาแต่งภาพ จึงต้องจำกัดขอบเขตของฮิสโตแกรม มาร์คไฮไลท์ ชาโดว์เอาไว้ด้วย ว่ากว้างแค่ไหนที่จะลงไปในกระดาษได้ แค่ไหนที่จะ Clipped หรือ Blow Out

แถมคอนทราสท์ในกระดาษ ก็ยังต่ำกว่าบนจอภาพนิดนึง
และมักจะได้รูปมืดกว่าบนจอหน่อยนึงด้วย
รายละเอียดส่วนที่จะหายไปก่อนคือ Shadow ในขณะที่บนจอ Highlight มักจะโบลว์เอ้าท์ไปก่อน
เวลาแต่งภาพ จำเป็นที่จะต้องคิดเผื่อเรื่องนี้เอาไว้

เรื่องกระดาษนี่แหละ ที่ทำเอาช่างภาพเทพเก่งเรื่องโพสรูปบนเว็บ ตายคากระดาษในนิทรรศการมาแล้วทั้งเว็บ (ไม่ต้องบอกมั้งว่าเว็บไหน )

เวลาทำรูปเพื่อพิมพ์ไปแล้ว จะเห็นได้ว่ารูปที่พิมพ์ออกมาได้สวย จะเป็นรูปที่คอนทราสท์ดูประหลาดๆ กว่าปกติ แปร่งๆ ไม่สวยบนจอภาพ สีก็จะเพี้ยนๆ หน่อยๆ
เพราะยังไงโอกาสเซ็ตให้ภาพบนจอ เหมือนเป๊ะกับบนกระดาษมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ก็เลยต้องใช้วิธีปรับภาพดักทางความเพี้ยนตรงนี้

อย่างในภาพนี้ สองเลเยอร์บนสุด จะเป็นอันที่ผมใส่มาเป็นพิเศษ เพื่อรับมือกับเครื่องพิมพ์ภาพ เครื่องทางซ้ายในห้องพิมพ์ รอบประจำวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาโดยเฉพาะ
(แต่คาดว่าถึงเวลาพิมพ์จริงวันอังคาร จะต้องเปลี่ยนอีกหน่อยอยู่ดี)

ทำให้ภาพบนจอดูสีสัน กับคอนทราสท์ประหลาดๆ แบบนี้แหละ แต่พอพิมพ์แล้วจะออกมาใกล้เคียงกับภาพจริงที่อยากได้ (ก็ภาพข้างบนนี่แหละ) มากที่สุด

นี่ขนาดคาลิเบรททั้งจอ ทั้งเครื่องพิมพ์ และกระดาษเรียบร้อยเป็นประจำแล้วนะเนี่ย
แต่พออุณหภูมิ ความชื้นในห้องเปลี่ยน ล็อตกระดาษเปลี่ยน เติมหมึกล็อตใหม่ปนล็อตเก่า
หรือปริ้นเตอร์เย็นๆ เปลี่ยนเป็นอุ่นขึ้นเวลาพิมพ์เยอะๆ และอีกสารพัดปัจจัย (ที่บางทีก็ดูไสยศาสตร์ยังไงพิกล)
สีภาพก็จะแปร่งไป จะคาลิเบรทกันทุกเช้า บ่ายไม่ไหว เลยต้องอาศัยพิมพ์ Test Strip ออกมาก่อน แล้วค่อยปรับในโฟโต้ชอปดักทางไว้ ก่อนพิมพ์รูปจริงจะง่ายกว่า

อย่าลืมเซฟไฟล์ .psd ที่แต่งเป็นชั้นๆ แล้วเอาไว้ก่อนสักเดือน จนกว่าจะได้ภาพ และแน่ใจว่าไม่มีอะไรต้องใช้แล้วค่อยลบ
อย่ารีบลบทันทีที่ได้ jpg เพราะบางทีมันก็มีอะไรที่ต้องกลับมาแก้ไข จะต้องกลับไปทำใหม่ตั้งแต่ต้น มันไม่สนุกหรอก

และถ้าลบแล้ว ก็มักจะต้องมีอะไรให้แก้ทุกที แต่ถ้าเก็บไว้ มักจะไม่มีอะไรต้องกลับมาแก้
...ชีวิตมันก็มักจะเป็นซะอย่างนั้น


เสร็จแล้ว จากนั้นก็ Layer ---> Flatten Image

เปลี่ยนกลับเป็น 8 bits ที่ Image ---> Mode
(บางคนอาจจะต้องเปลี่ยนกลับมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะ16 bits มันใช้PS บางฟังก์ชั่นไม่ได้)

บางคนอาจจะนิยมแต่งภาพด้วย Lab Colour แทน RGB ก็เปลี่ยนไปมาตรงนี้เหมือนกัน
(และอาจจะเจอปัญหาว่า Lab Colour แต่งบน smart object ไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว)

จากนั้นก็ Save As เป็น JPG คุณภาพสูงสุด 12 มั้ง

ท้ายสุด หากเอาไปส่งอัดรูปที่ร้าน หรือพริ้นเตอร์ไม่ได้ตั้งเป็น Adobe RGB
อย่าลืมแปลง Colour Profile ก่อนนะ Edit ---> Assign Profile เลือก sRGB
และฝัง ICC Profile ลงไปด้วย
ถ้าเครื่องพิมพ์ใช้ไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าใช้ได้ สีจะแม่นกว่าปล่อยไปตามยถากรรม


เรื่องมันก็สั้นๆ แค่นี้แหละ เล่าซะยาวเชียว

 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2552 6:11:30 น.  

คุณครูบอกให้ทำ visual diary

มันจะช่วยพัฒนาการถ่ายรูปได้เร็ว ถ่ายเองมั่ง
เอารูปสวยๆ ที่ชอบมาแปะมั่ง แล้วเขียนโน้ตไว้ ว่าชอบอะไร ดีตรงไหน





 

Create Date : 26 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 7:00:35 น.  

มึงอย่ามาโชว์เทพใช้ M ได้มั้ย กูรำคาญว่ะ

จั่วหัวซะแรงเชียว :)
จริงๆ ไม่มีอะไรหรอก


อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วว่าผมอยู่กลุ่ม Anti-M
อันที่จริงก็ไม่เชิงแอนตี้หรอก เพียงแต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้โหมดบันทึกภาพไม่ถูกต้องกับสถานการณ์ในการถ่ายภาพ
และไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ใช้ M สิ เจ๋ง ใครใช้ P เป็นพวกถ่ายรูปไม่เป็น ไม่ได้เรื่อง

บอกก่อนว่า โหมดประจำตัวของผมคือ Program และ Program Shift (P*, Ps)
ไม่ใช่ว่าใช้ M ไม่เป็น ที่จริงผมก็หัดถ่ายรูปมาจากกล้องฟิล์มแมคคานิคส์ กับภาพขาวดำ และ Zone System มาเกือบสิบปีแล้ว ก็ใช้กล้องในระบบแมนนวลมาตลอด
เพิ่งจะมาฝึกใช้ P ก็สามสี่ปีหลังนี่เอง

มีคนบอกว่าน้าจะใช้ P ต้องฝึกด้วยเหรอเนี่ย... แค่กดๆ ก็ได้แล้ว

ฝึกสิครับ เพราะ P ของกล้องมีกระบวนการเลือก Combination ของช่องรับแสง และชัตเตอร์สปีดตามที่ถูกโปรแกรมมาจากบริษัทกล้อง
ซึ่งเบื้องหลังเซตติ้งเหล่านี้ ผ่านการวิเคราะห์จากวิศวกรทางออปติกส์ และช่างภาพมืออาชีพเป็นพันๆ หมื่นๆ คนมานานเป็นสิบปีแล้ว เพื่อให้ได้คอมบิเนชั่นที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์

ผมก็ต้องมาเรียนรู้นิสัยของกล้องว่า ในสภาพแสง ฉาก ทางยาวโฟกัส ระยะโฟกัส และการถ่ายแบบนี้ P มันจะมีแนวโน้มเลือก combination ไหนให้เรา และเราจะเชื่อ หรือไม่เชื่อมันเพราะอะไร
จะได้ดักทางมันถูกว่าจะต้องชิฟท์คอมบิเนชั่นนี้ไปทางไหน หรือชดเชยแสงเท่าไหร่เพื่อให้ได้ภาพในแบบที่ต้องการ
หรือว่าในครั้งนั้นๆ เราจะสามารถไว้ใจ ปล่อยให้กล้องตัดสินใจเองไปได้เลย

==========================

มีอะไรในหัว ตอนใช้ M

เวลาที่เราใช้ M จะมีความคิดอยู่ในหัวเป็นสิบๆ เรื่อง ถ้าหัดถ่ายรูปใหม่ๆ มันก็เป็นเรื่องรบกวนสมาธิในการถ่ายภาพอย่างมาก
จนกว่าจะเก่ง และใช้ได้โดยอัตโนมัตินั่นแหละถึงจะเลิกคิดได้ แต่ก็จะมีเรื่องที่อาจจะแอบกังวลอยู่นิดหน่อย แต่ไม่ทันได้นึก ก็คือ Combination ที่เราเลือกใช้นั้น เป็น combination ที่ดีที่สุดจริงหรือไม่

พอยกกล้องขึ้นเช็คค่าแสงปุ๊บ เห็นสเกลวัดแสง ก่อนปรับค่าช่องรับแสง หรือความไวชัตเตอร์ให้สเกลเข้าหา 0 หรือบวกลบตามต้องการ
ความคิดในขณะนั้นคือ เราจะเอาค่าช่องรับแสง หรือความไวชัตเตอร์เป็นหลัก
และจะวางไว้ที่ค่าไหน ก่อนปรับอีกค่าหนึ่งตาม

เอาล่ะในสถานการณ์ที่เรานิยมกันส่วนใหญ่ ในการถ่ายรูปทั่วไป
เพราะ "เขาว่า" หรือ "เชื่อว่า" (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า) วางค่าช่องรับแสงไว้ที่ f/8 ก่อน จะดีที่สุด
เราก็จะปรับช่องรับแสงไปที่ f/8
แล้วจากนั้นเราก็ดูสเกลวัดแสงอีกที ถ้าค่าแสงยังไม่พอดี เราก็จะปรับค่าความไวชัตเตอร์จนกว่าจะพอดี
และหากจะต้องชดเชยการเปิดรับแสงเพิ่มลด เราก็จะหมุนเพิ่มหรือลดอีกครั้งหนึ่ง
เสร็จแล้วก็จะมองความไวชัตเตอร์อีกรอบ ดูว่าต่ำไปหรือไม่ ถ้าต่ำไป ก็จะต้องเปิดช่องรับแสงเพิ่ม

หากทำจนชำนาญแล้ว เราก็จะลัดขั้นตอนบางขั้นไปได้
แต่ทั้งนี้ในระหว่างหาค่าการเปิดรับแสงที่เหมาะๆ สมองเราก็จะทำงานในด้านเทคนิคอย่างมาก แม้ว่าเราจะทำอย่างอัตโนมัติ ไม่รู้ตัวก็เถอะ


หากอ่านในหลายๆ บทความเกี่ยวกับการทำงานของสมอง จะรู้ว่าเมื่อเราใช้สมองทำงานด้านเทคนิคมากขึ้น สมองจะลดการทำงานในด้านความคิดสร้างสรรค์ลงไปโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย ในการถ่ายภาพ ที่จัดว่าเป็นงานด้านศิลปะชนิดหนึ่ง

โดยมีเรื่องเทคนิคเป็นพาหนะ และเป็นพาหนะที่ทำงานโดยอัตโนมัติเสียด้วย
ทั้งที่นั่งเอนหลังสบายๆ มันก็พาเราไปถึงจุดหมายได้อัตโนมัติ เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพกว่าเข้าไปยุ่งกะมันด้วย
แต่เราก็ดันไปเอาใจใส่ว่ามันทำงานอย่างไร ต้องปรับจูนอะไร จะขับอย่างไร แทนที่จะเอาใจใส่ และเอมอิ่มไปกับกับวิวข้างทาง

และที่สำคัญที่สุด "จุดหมาย" ที่เราต้องการไป

การลดการทำงานด้านเทคนิคของสมองไปให้มากที่สุด เราก็จะทำงานด้านจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น จะเป็นการดีกว่า
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาโชว์เท่ห์ โชว์พาว โชว์เทพว่าข้าพเจ้านี่ใช้โหมด M ได้เก่ง วัดแสงได้แม่นเป๊ะ ไม่ต้องมาปรับแก้ทีหลัง ด้วยการถ่ายซ่อม หรือแก้ในคอมพ์เอาทีหลัง

เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมก็ไม่เห็นประโยชน์ว่าถ้าผลท้ายสุดมันก็ได้ภาพค่าแสงที่ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะถ่ายวิธีไหน การจะแก้แสงทีหลังในโปรแกรม หรือถ่ายซ้ำสองสามรอบ หรือวัดแสงอย่างประณีตใช้เวลาเยอะ จะงัดวิชา Zone System มาใช้ หรือจะถ่ายคร่อมสักสิบเฟรม คุณค่าของภาพต่างกันตรงไหนหว่า

หรือว่าภาพที่วัดแสง และปรับด้วยแมนนวลเป้งเดียวเข้าเป้า มันจะมีคุณค่าทางศิลปะ หรือความสวยงามสูงกว่า...

ผมว่า ขอให้ได้แสงถูกต้องก็แล้วกัน ยังไงคนดูภาพเค้าก็ไม่สนอยู่แล้วว่าคุณจะใช้วิธีไหนเพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงถูกต้อง ตราบใดที่ภาพมันสวย ดูดี มีคุณค่าทางศิลปะ สำเร็จในการสื่อสาร บันทึกความทรงจำของวันเวลาสถานการณ์ได้ดี (หรือบางทีแค่เห็นหน้าเค้าชัดก็พอ)

==============================================

นั่นว่ากันในเรื่องที่สภาพแสงนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนเรื่องที่แสงเปลี่ยนแปลง สถานการณ์จะซับซ้อนกว่านั้นอีกสักสิบเท่า

สมมุติ เราเริ่มจากถ่ายกลางแจ้ง 200 ISO, f/16, 1/125 แล้วเกิดมีเมฆครึ้มมาบัง แสงตกลงไป 2 สต็อป เราจะแก้ปัญหาอย่างไร
การเพิ่มการเปิดรับแสงให้มากขึ้น มีทางเลือกนับไม่ถ้วนอย่างเช่น
200 ISO, f/8, 1/125
200 ISO, f/16, 1/30
800 ISO, f/16, 1/125
200 ISO, f/11, 1/60
............
........
....

และอีกนับสิบๆ ทางเลือก ว่าจะปรับค่าเดียว ปรับสองอย่าง ปรับสามอย่าง
และยังแบ่งไปอีกว่าปรับอันนู้นมาก อันนี้น้อย หรือเท่ากัน หรือฯลฯ

ความคิดเหล่านี้จะวิ่งอยู่ในหัวช่างภาพ ว่าจะเลือกค่าไหนถึงจะเหมาะที่สุด

ในสถานการณ์อีกหลายๆ แบบเช่นจากแสงมาก ลงมาที่แสงปานกลาง
จากแสงปานกลางลงมาที่แสงน้อย
จากแสงน้อย ลงมาที่น้อยยยยยยยมาก
จากแสงน้อยยยยมาก มาที่น้อย (ไม่มาก)
จากน้อยไปปานกลาง และจากปานกลางไปมาก
ในสถานการณ์เหล่านี้ การเลือกคอมบิเนชั่นทั้ง 3 จะมีวิธีการปรับเลือกที่ไม่เหมือนกัน
แม้จะกำลังถ่ายวัตถุเดียวกันอยู่ และในใจจริงก็อยากได้ภาพคล้ายๆ กันก็ตาม
นี่ยังมีความซับซ้อนที่ว่า ถ้าวัตถุ และฉากเปลี่ยนไปเข้ามาให้ปวดหัวอีกเรื่องหนึ่ง

*****
คำถามทางเทคนิค ที่นักถ่ายภาพผู้นิยม M หรือผู้ที่คิดว่าถ่าย M แล้วจะสุดยอด
ประชาชนทั่วหล้าพากับชาบู ยกย่องสรรเสริญ ปานเทพทางการถ่ายภาพมาจุติบนโลก
จะต้องตอบคือ...
*****

ทำไมเลือกใช้ช่องรับแสงนั้น ทำไมใช้ความไวชัตเตอร์นั้น ทำไมใช้ความไวแสงนั้น
และค่าที่เลือกมาจะได้ภาพอย่างไร ทำไมค่าอื่นที่ต่างกันอีกสัก 1/2-1/3 สต็อปไม่ดีเท่า ค่าที่เราเลือกใช้
และจริงหรือไม่ ที่ค่านั้นเป็นค่าที่ดีที่สุดจริง ไม่ใช่เราคิดไปเอง เชื่อไปเอง
หรือเราใช้ค่าตามคนอื่นบอกให้ใช้โดยเราไม่รู้ว่าเขาหลอก (หรือบางทีเขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่ากำลังให้ข้อมูลผิดกับเราอยู่ )

====================================

การที่จะตอบคำถามนี้ให้ได้ ต้องขึ้นอยู่กับว่า

1. ได้ถ่ายภาพวัตถุทดสอบหา Best Aperture ของเลนส์ที่ใช้อยู่หรือยัง ในทุกช่วงทางยาวโฟกัส ในหลายๆ ระยะโฟกัส ในหลายๆ สภาพแสง
2. ได้ทดลองหาสปีดชัตเตอร์ต่ำที่สุด เท่าที่ยังให้ความคมชัดสูงสุดโดยการถือด้วยมือเปล่าของกล้องหรือยัง ในหลายๆ สภาพแสง ในหลายๆ ระยะโฟกัส ในหลายๆ ช่วงซูม
3. ได้ทดลองเปรียบเทียบภาพเดียวกันในหลายๆ ช่องรับแสง ในหลายๆ ISO ในหลายๆ สภาพแสงแล้วหรือยัง และได้ลองกับเลนส์ทุกช่วงทางยาวโฟกัส และได้ทดสอบกับหลายๆ ฉาก หลายๆ วัตถุแล้วหรือยัง
4. ได้ศึกษา Specification และ MTF Chart ของเลนส์ที่เรามีอยู่อย่างละเอียดหรือไม่
5. แตกฉานในเรื่อง Aperture, Shutter Speed และ ISO เรียบร้อยแล้วหรือไม่

ถ้าทั้ง 5 ข้อนี้ ยังไม่ผ่าน ก็จะไม่มีทางตอบคำถามข้างต้นได้อย่างถูกต้องเลย
และถ้ายังตอบคำถามข้างต้นไม่ได้ ก็ไม่มีทางเป็น M-User ได้อย่างถูกต้องเลย
และต่อให้เป็น M-User แล้ว แต่หากยังไม่ศึกษา Zone System ก็ไม่ได้เป็น M-Expert ได้เลย
แน่นอนว่าก่อนจะใช้ Zone System ก็จะต้องรู้เรื่องไดนามิคเรนจ์ของกล้องที่ใช้อย่างดีก่อน (ซึ่งก็มีการทดสอบด้วยตัวเองอีกขั้น)
ถึงจะเป็น ผู้ใช้ M ที่ดี ที่ประชาชนทั้งหลายสมควรแก่การกราบไหว้่ชาบู ชาบู

หากไม่ได้เป็น M-Expert แล้ว ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการจะดันทุรังใช้ M ต่อไป
เพราะด้วยความสามารถ และความต้องการแค่นี้ P, A, S, Tv, Av ตอบสนองได้เหลือเฟือ
มากเกินพอ และมีประสิทธิภาพสูงในการรีดแรงม้าของกล้องที่ใช้อยู่ได้ดี ยิ่งกว่าใช้ M เสียอีก

 

Create Date : 23 ตุลาคม 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 12:10:33 น.  

จะขยัน M กันไปทำไมใช้ P ก็ได้นี่


ผมอาจจะไม่เหมือนกับคนที่ถ่ายรูปเป็นแล้ว หรือคนอื่นๆที่เค้าสอนถ่ายรูปกัน
อันดับแรกบอกก่อนเลยว่า ผมไม่แนะนำให้มือใหม่ใช้ M
ไม่ว่าจะเป็นการหัดถ่ายภาพ หรือใช้งานจริงก็ตาม

แต่เดิมมาเราใช้ M เพื่อ "ปรับตั้ง" ค่าการเปิดรับแสง ทำให้เวลาสอนถ่ายรูปเราจะให้เริ่มด้วย M เพื่อสอนการปรับตั้งค่าการเปิดรับแสง

แต่สมัยนี้เราจะใช้ M เพื่อ "ล็อก" ค่าการเปิดรับแสง ดังนั้นเราจะไม่เริ่มสอนกันด้วย M กันอีกแล้ว เราจะเริ่มกันที่ P ไปจนกว่าจะใช้กล้องได้คล่อง และเข้าใจความสัมพันธ์ ของค่าทั้งสาม (ISO, ช่องรับแสง และความไวชัตเตอร์) ว่าค่าต่างๆ เมื่อเปลี่ยนแล้วจะกระทบอีกสองค่าอย่างไร และการใช้ตัวเลขต่างๆ จะได้ภาพที่ต่างกันอย่างไร

ซึ่ง P ก็ทำงานได้สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว หากจะต้องการปรับตั้งก็เปลี่ยนหมุนแป้นเปลี่ยนค่า ก็จะเห็น Combination เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อถ่ายภาพ ก็จะได้ภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

กล้องทั่วไปพอเปลี่ยนคอมบิเนชั่น (ไม่รู้จะใช้ภาษาไทยอะไรดีให้เหมาะๆ) กล้องก็จะเปลี่ยนจาก Program (P) เข้าสู่ Program Shift (P* หรือ Ps) โดยอัตโนมัติ ให้เราปรับเลือกค่าทั้งสองนี้ได้และจะเห็นผลกระทบได้ทันที โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องเปิดรับแสงผิดพลาด
ซึ่งจะทำให้ฝึกถ่ายรูปได้โดยไม่เสียสมาธิ และจะเห็นผลว่าภาพเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้ โดยไม่มีข้อต้องสงสัยว่า User Error หรือเปล่า

ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ M ทำไม่ได้ในการฝึกถ่ายรูป หรือในช่วงที่ยังไม่แตกฉานในเรื่องของ f-stop, shutter speed, ISO


โหมด M จะใช้ต่อเมื่อ ใช้โหมดอื่นแล้วมันไม่ได้เรื่องเท่านั้น
อย่างเช่นกรณีใช้กับแฟลชสตูดิโอ ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องล็อคค่าการเปิดรับแสงทั้งสองค่า
ไม่ต้องการให้กล้องปรับค่าช่องรับแสง และความไวชัตเตอร์ไปๆ มาๆ ตามใจกล้อง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนั้น เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าโหมดอื่นมันทำงานไม่ได้ดั่งใจ

เช่นเดียวกันกับ S, A, Av, Tv ที่ใช้ล็อคค่าใดค่าหนึ่ง
เราจะใช้ต่อเมื่อต้องการล็อคค่าการเปิดรับแสงของช่องรับแสง หรือความไวชัตเตอร์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ใช้เพื่อปรับตั้งค่าการเปิดรับแสงที่ถูกต้อง
แต่ถ้าเราไม่ได้ต้องการเลือกช่องรับแสงใดเป็นพิเศษ หรือไม่รู้ว่าต้องใช้ค่าไหน หรือไม่รู้ว่าช่องรับแสงไหนดีที่สุดเพราะอะไร ก็ยังไม่ควรจะใช้โหมดนี้อยู่ดี ควรใช้ P ต่อไป

ในการปรับตั้งค่าการเปิดรับแสงที่ถูกต้อง ระบบที่จะใช้ทำงานคือ "ชดเชยแสง"
ว่าจะเพิ่ม หรือลดการเปิดรับแสงไปในทางไหน เท่าไหร่ จากค่าที่กล้องตั้งไว้ให้
หากเราไม่รู้ว่าจะต้องเพิ่มลดเท่าไหร่ เพราะอะไร จะใช้โหมด M ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันอยู่ดี

=========================================

ย้อนกลับมาที่ M

หากคิดว่าการฝึกใช้ M และปรับให้สเกลวัดแสงเข้าสู่ 0 (หรือค่าแสงพอดี) จะเป็นการฝึกถ่ายรูปที่ถูกต้องแล้ว
แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ฝึกอะไรเลย นอกจากฝึกการทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
เพราะกล้องก็ทำเรื่องเหล่านี้ได้แล้วโดยอัตโนมัติ

แต่สิ่งที่กล้องไม่รู้ และทำไม่ได้คือ กล้องบอกไม่ได้ว่าค่าการเปิดรับแสงนั้น ถูกต้องที่สุดแล้วหรือยัง
หรือต่อให้ถูกต้อง กล้องก็ยังไม่รู้ว่าถูกใจเราหรือยัง
หรือในช่องรับแสงนั้น ความไวชัตเตอร์นั้น ที่กล้องแนะนำให้ใช้ เป็นค่าที่ตรงกับความต้องการของเราหรือเปล่า

การเอาใจใส่ฝึกเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีสาระกว่า และได้เรื่องกว่าการฝึกปรับให้สเกลวัดแสงพอดีเยอะ

และในความเป็นจริงแล้ว เวลาปรับค่าแสงในโหมด M เราก็ต้องเอาช่องรับแสง หรือไม่ก็ความไวชัตเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งเป็นหลักอยู่แล้ว
จากนั้นก็ค่อยปรับค่าที่เหลือตามให้ค่าแสงพอดี หรือมากน้อยตามแต่ต้องการ
ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะต่างไปจากการทำงานของโหมดอัตโนมัติตรงไหนเลย ซ้ำจะช้ากว่าด้วย


สิ่งที่ควรทำจริงๆ ในการฝึกถ่ายรูปก็คือใช้ P
แล้วสังเกตว่ากล้องเลือก combination ไหนมาให้ และให้ผลอย่างไรกับภาพ
และถ้าเราต้องการภาพในลักษณะอื่น เราจะชิฟท์ combination นี้ไปทางไหน
และเราจะต้องเพิ่มหรือลดค่าแสงแค่ไหน จากค่าที่กล้องเลือกให้ ในฉากนั้น เพราะอะไร
โดยไม่ต้องกังวลว่า จะปรับได้สเกล 0 หรือยัง ปล่อยให้กล้องมันจัดการเรื่องง่ายๆ ให้ สบายกว่า

ส่วนสำคัญ และยากที่สุดในการถ่ายภาพคือส่วนของศิลปะ ซึ่งถ้าเราผ่านเทคนิคไปได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะมีเวลา มีพลังสมองเอาใจใส่กับเรื่องศิลปะได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่าไปมัวเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่กล้องจัดการให้เราได้ ถ้ามีทางลัด ่จะไปเสียเวลาอ้อมอยู่ทำไม
ยังไงท้ายสุดภาพถ่ายมันก็ตัดสินกันด้วยภาคศิลปะ ไม่ใช่ภาคเทคนิค

===========================================

 

Create Date : 22 ตุลาคม 2552
Last Update : 22 ตุลาคม 2552 15:26:52 น.  

ไปแปะรูปที่นู่น

ไม่ได้ใช้ Multiply แล้ว

ย้ายไปโพสรูปที่


 DeviantArt



 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 9:49:14 น.  

1  2  3  4  5  6  7  

 

อะธีลาส

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

ภาพ และบทความในบล็อกนี้ ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ "อะธีลาส"
อนุญาตให้
ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ เพื่อกิจส่วนตัว และเพื่อการค้า
เผยแพร่ อ้างอิง จำหน่าย จ่ายแจก ดัดแปลง แก้ไข ตัดต่อ ทำสำเนา
โดยไม่ต้องขออนุญาต

ตราบจนกว่าจะไม่มีข้อความอนุญาตในบล็อกนี้
จึงถือว่าการอนุญาตให้ใช้ สิ้นสุด

การอนุญาตดังกล่าว ไม่รวมถึงผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ที่นำมาใช้ในบล็อกนี้

http://www.etcfoto.com
http://olddevil.multiply.com
http://dhapana.hi5.com
MSN and E-Mail: niqq@hotmail.com
Facebook and E-Mail: cmosmyp@gmail.com


[Add อะธีลาส's blog to your weblog]