Bloggang.com : weblog for you and your gang

กระท่อมนี้มีแต่ความรัก ความรู้ อ่านบล็อกหนุ่มร้อยปีทุกวันเพิ่มสีสันให้ชีวิต à¹�ลà¹�à¸�à¹�à¸�ลà¹�อà¸�,อัà¸�ษรà¹�ลà¹�à¸�à¹�à¸�ลà¹�อà¸�

พร้อมมิตร ฟีล์ม สตูดิโอ อลังการโรงถ่ายภาพยนตร์

วันนี้หากใครเอ่ยปากว่าจะไปเที่ยวกาญจนบุรี มักจะได้รับคำแนะนำว่าอย่าลืมไปชมสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ด้วย และด้วยปากต่อปากแนะนำกันอย่างนี้ สถานที่แห่งนี้จึงฮิตติดอยู่ในความทรงจำของคนที่จะไปเที่ยวกาญจนบุรี และกำลังจะแจ้งเกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบ "ปาย" แม่ฮ่องสอน ด้วยวลียอดฮิตว่า "คุณไปเที่ยวปายมาแล้วหรือยัง"


แผนที่โดยสังเขปตัวเมืองกาญจนบุรี


ชื่อสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ พรอมมิตร ฟีล์ม สตูดิโอ


แผนที่สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 2,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ภายในค่ายสุรสีห์ ตำบลลาดหญ้า


แผนที่ที่ท่านเห็นข้างบนนี้ เดิมทีเป็นเนื้อที่ป่ารกร้าง แต่บริษัท พร้มมิตร ฟีล์ม สตูดิโอ ได้ทำการปรับเนื้อที่พร้อมกับวางผังการก่อสร้างสถานที่ย้อนยุคต่างๆ เช่น หมู่บ้านโยเดีย (3)กุฏีมหาเถรคันฉ่อง (4) โบสถ์วัดมหาเถรคันฉ่อง (6) กำแพงเมืองหงสาวดี (7) ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังขุดคูต่างๆรอบเมืองหงสาวดี สร้างวัดร้าง และปราสาทต่างๆในเมืองหงสาวดี ถนนทางเดินต่างๆ ทั้งนี้การก่อสร้างต่างๆเป็นไปตามการศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวในประวัติศาสตร์อย่างละเอียด สิ่งก่อสร้างมีความสวยงามละเอียดถี่ถ้วนและมีมาตราส่วนที่สมจริง

เพิงจำหน่ายสินค้าบริเวณตลาดโยเดีย วันนี้ก็ใช้เป็นที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้มาเที่ยวชม


ทัศนียภาพมองจากตลาดโยเดีย จะเห็นแนวกำแพงและคูเมืองหงสาวดี


ฉากสถานที่วัดร้างตามท้องเรื่องสร้างอยู่ใกล้ๆกับตลาดโยเดีย


โบสถ์วัดมหาเถรคันฉ่อง


พระประธานในโบสถ์วัดมหาเถรคันฉ่อง ขนาดเท่าของจริง


พระเจดีย์ทององค์ใหญ่ปิดทองเหลืองอร่าม เท่าขนาดจริงในวัดมหาเถรคันฉ่อง


ซุ้มประตูเมืองหงสาวดีอันสวยงาม เท่าขนาดจริง


รูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในกำแพงเมือง


ภายในกำแพงเมืองมีสิ่งก่อสร้างเป็นศาลาเรียงรายสองข้างทาง และมีที่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ และรูปภาพขนาดใหญ่ของนักแสดงในบทบาทของตัวละครในเรื่องจำนวนหลายสิบรูป








ภาพด้านหน้าของสีหสาสนบัลลังก์


นอกจากสถานที่สำคัญๆตามที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ เช่น ตำหนักพระนเรศวร สรรเพชรปราสาท แล้ว ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆเช่น กำแพงเมืองอโยธยา หมู่บ้านริมน้ำอโยธยา และเรือกำปั่นในสมัยนั้น ตำหนักพระสุพรรณกัลยา พระราชวังพระยาละแวก ถนนบ่อนไก่ โรงช้างหลวง ฯลฯ และคุกใต้ดินของพม่า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาคารสำหรับเก็บเครื่องศาตราวุธต่างๆที่ใช้ในการถ่ายทำ และอาคารเก็บอุปกรณ์ต่างประกอบฉากในการถ่ายทำอีกจำนวนมาก

ขอแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่นี้ว่า ควรจะไปถึงเวลาประมาณ 09.00 น. หรือเวลาประมาณ 16.00 น. เพราะสถานที่นี้อยู่กลางป่า อากาศร้อนจัดมากประมาณ 40 องศาเซ็นเซียสทีเดียว และควรจะเตรียมร่มไปด้วย พร้อมทั้งสวมเสื้อแขนยาว หากจะเตรียมน้ำไปดื่มในระหว่างเดินชมสถานที่ต่างๆด้วยก็จะเป็นการดี

สำหรับค่าเข้าชมนั้น ผู้ใหญ่คนละ 100 บาท เด็ก(อายุไม่เกิน 12 ปี) คนละ 50 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 200 บาท มีที่จอดรถยนต์กว้างขวาง มีห้องสุขาบริการใช้ได้ จุดจำหน่ายเครื่องดื่มระหว่างทางที่เดินชม และสำหรับท่านที่เดินไม่สะดวกทางโรงถ่ายจัดให้มีรถไฟฟ้าบริการวิ่งชมรอบสถานที่ด้วย แต่จำนวนรถไม่มากนัก เดินชมจะดีกว่า

ตามสถานที่สำคัญๆเช่นโบสถ์วัดมหาคันฉ่อง พระที่นั่งสีหสาสน์บัลลังก์ จะมีวีดิโอบรรยาย และมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทต้อนรับพร้อมให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆด้วย


ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารของบริษัทฯ
ภาพประกอบถ่ายด้วยมือถือ NK N81

 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2552 15:51:43 น.  

วัดถ้ำเสือ

ถ้าพูดถึงชื่อวัดนี้หลายคนอาจจะงงๆว่าวัดนี้อยู่ที่ไหน แต่ดูเหมือนว่าจะเคยได้ยินมาบ้าง บางคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นวัดที่อยู่ทางภาคใต้ ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังคือ หลวงพ่อจำเนียร จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ แต่ไม่ใช่ครับ

วัดถ้ำเสือ



วัดถำเสือที่ผมกำลังจะเขียนถึงนี้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนี้อยู่ทางตะวันตกของประเทศไทย ระยะห่างจากกรุงเทพเพียงร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น
สำหรับประวัติของวัดถ้ำเสือจากคำบอกกล่าวต่อๆกันมา วัดถ้ำเสือแห่งนี้เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆอยู่ในถ้ำบนภูเขา แต่จากคำบอกเล่านั้นทำให้เกิดความมั่นใจว่า สำนักสงฆ์แห่งนี้ถือกำเนิดมากว่า 100 ปีอย่างแน่นอน จากหลักฐานประกอบคำบอกเล่าที่ปรากฏคือ ภายในถ้ำแห่งนี้แต่เดิมมีพระพุทธรูปศิลาแลงซึ่งชำรุดหักพัง อยู่ภายในถ้ำมากมาย มีผู้บอกกล่าวกันต่อๆมาว่า พระพุทธรูปเหล่านั้นเกิดการชำรุดเนื่องจากถูกทหารพม่ามาทำลายเมืองครั้งที่ได้เดินทัพผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการเดินทัพมาครั้งใด ทั้งนี้เนื่องจากว่าในสมัยโบราณที่ผ่านมานับจำนวนหลายร้อยปี กองทัพไทยและพม่าได้เดินทัพผ่านโดยใช้เส้นทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เป็นเส้นทางเดินทัพหลายครั้งหลายหน

นอกจากนี้จากคำบอกเล่าที่กล่าวต่อๆกันมายังได้บอกว่า บนยอดเขาแห่งนี้มีเจดีย์ก่อด้วยศิลาแลง 3 องค์ ซึ่งได้ถูกทำลายเสียหายไม่สามารถเห็นรูปทรง ยากที่จะบูรณะซ่อมแซมปัจจุบันได้สร้างพระอุโบสถและพระใหญ่คร่อมทับไปแล้ว สำนักสงฆ์แห่งนี้กลายมาเป็นสำนักสงฆืร้างนานเท่าใด ไม่มีใครสามารถบอกได้ ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2514 พระอาจารย์ชื่น ปาสาธิโก ก็ได้มาบูรณะถ้ำและบริเวณนี้เป็นต้นมา

รูปปั้นขี้ผึ้ง พระอาจารย์ชื่น ปาสาธิโก


ศพพระอาจารย์ชื่นในโลงแก้ว


บริเวณหน้าพระอุโบสถที่ตั้งอยู่บนเขา มีทางขึ้นสามทาง


พระพุทธรูปหลวงพ่อชินน์ประทานพร หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว องค์พระสูง 9 วา 9 นิ้ว วางแผ่นศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2516


มุมหนึ่งด้านหน้าพระพุทธรูปมีต้นโพธิ์ใหญ่และมีระฆังแขวนอยู่จำนวนหลายใบ


ทัศนียภาพด้านล่างมองจากลานหน้าพระพุทธรูป


สิ่งก่อสร้างศาสนสถานต่างๆบริเวณรอบๆพระพุทธรูป อาทิ มณฑป และพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท


พระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท ใช้เวลาสร้างนาน 7 ปี


ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2527 ทำพิธีลงเข็ม เทเสาเอก เทเสาตอหม้อและคาน ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ต่อจากนี้ได้ทำการสร้างโครงอยู่ 3 ปี ทำซุ้มหน้าต่างและลวดลายรวมใช้เวลาในการสร้างพระเจดีย์เป็นเวลา 7 ปี ใช้เงินในการก่อสร้างจำนวน 16 ล้านบาทเศษ เป็นเจดีย์สูง 75 เมตร ภายในโปร่งมี 9 ชั้น มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ





แต่ละชั้นตรงช่องหน้าต่างจะมีพระพุทธรูปที่มีผู้ศรัทธาสร้างมาถวายจำนวนมาก


ก่อนจบข้อเขียนนี้ขอเชิญท่านทั้งหลายไปเที่ยวชมวัดนี้ และร่วมทำบุญบูรณะวัดตามกำลังศารัทธาของท่าน

ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกของทางวัด
ภาพประกอบถ่ายด้วยมือถือ NK N81

 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2552 9:10:10 น.  

ล่องทะเลสาบแม่ปิง

เมื่อเสร็จการถวายผ้าพระกฐืนพระราชทานวัดที่สองคือ วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง ลำพูน ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตค.52 แล้ว ตามกำหนดการคณะฯจะเดินทางล่องทะเลสาบแม่ปิง จาก อ.ดอยเต่า ล่องลงไปถึงเขื่อนภูมิพล ตาก แล้วขึ้นรถยนต์กลับกรุงเทพมหานคร


นี่คือเรือรอยัล ไดมอนด์ ที่จะพาคณะฯล่องทะเลสาบ


เรือรอยัล ไดมอนด์ บริหารงานโดย บริษัท ท่องนที จำกัด ซึ่งเปิดบริการนำนักท่องเที่ยวล่องทะเลสาบแม่ปิงแต่ผู้เดียวมาเป็นเวลานาน 25 ปีแล้ว นับตั้งแต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้เปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการล่องเรือในทะเลสาบแห่งนี้ รวมระยะทางเดินเรือโดยประมาณ 140 กม. ขาขึ้นจากจังหวัดตากผ่านเขตจังหวัดลำพูน เข้าสู่เขตจังหวัดเชียงใหม่ และขาล่องก็ผ่านจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และมาจังหวัดตาก เช่นเดียวกับขาขึ้น
คณะฯมาลงเรือที่ท่าเรือของบริษัท บริเวณทะเลสาบดอยเต่า เรือรอยัล ไดมอนด์ มีสามชั้น มีห้องพักนอนแบบสองเตียง สามเตียง และสี่เตียง ชั้นที่สองด้านหลังของเรือเป็นห้องอาหาร ที่คณะฯจะต้องรับประทานอาหารหลายมื้อบนเรือนี้ จนกว่าจะถึงเขื่อนเพื่อขึ้นฝั่ง


ทัศนียภาพทะเลสาบดอยเต่า



บริเวณหัวเรือมีการจัดสวนดอกไม้เล็กๆและมีศาลแม่ย่านางเรือ


ตามกำหนดการเดินเรือ เรือเริ่มออกจากท่าเวลาประมาณ 15.00 น. บ่ายหน้าลงใต้มาตามทางเดิมของแม่น้ำปิง ก่อนที่จะกลายมาเป็นทะเลสาบกว้างไกลเวิ้งว้างวันนี้ นายท้ายเรือผู้มีประสบการณ์เดินเรือมานาน 25 ปี เกือบจะไม่ต้องใช้อุปกรณ์นำทางแต่อย่างใด สำหรับเวลากลางวันก็ยังมองเห็นแนวทิวเขาทั้งสองด้าน แต่เวลากลางคืนนี่สิมันมืดมิดมองอะไรไม่เห็นเลย แต่นายท้ายเรือก็บอกว่าสบายมาก อย่าห่วง





เมื่อเดินทางมาได้สักระยะหนึ่งสัญญาณมือถือก็ไม่มี เพราะอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันห่างไกล แต่การติดต่อสื่อสารของเรือก็ยังสะดวกสบาย เพราะมีการติดตั้งจานสัญญาณดาวเทียมบนเรื่อ เพื่อสื่อสารกับหน่วยงานต่างๆบนฝั่ง ยามมีเหตุการณ์คับขัน เช่นผู้โดยสารมีการเจ็บป่วยกระทันหัน ไม่สามารถจะปฐมพยาบาลบนเรือ ต้องติดต่อโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงเพื่อนำคนป่วยเข้าโรงพยาบาล โดยทางเรือรอยัล ไดมอนด์จะมีเรื่อเร็วติดมาด้วยทุกเที่ยว



ระยะเวลาการเดินทางจากท่าเรือดอยเต่า มายังเขื่อนภูมิพล ตาก ใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่เรือจะหยุดพักระหว่างทางที่วัดพระธาตุแก่งสร้อย เวลาประมาณ 24.00 น. วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 06.00 น.จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนมันสการพระธาตุแก่งสร้อยบนฝั่ง ซึ่งบริเวณนี้เป็นเมืองโบราณมีอายุกว่า 1300 ปี ซึ่งพระนางจามเทวีโปรดให้สร้างขึ้นเป็นเมืองหน้าด่าน ของเมือหริภุณไชย (ลำพูน)



พระธาตุแก่งสร้อยอันศักดิ์สิทธิ์


สำหรับอาหารที่ทางเรือจัดต้อนรับคณะฯเรา เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น.ที่ออกเดินทาง ได้แก่ส้มตำชาวเรือ หมูย่าง เครื่องดื่ม



อาหารเย็น เริ่มเสริฟตั้งแต่เวลา 17.45 น.


ชา กาแฟ โอวัลติน พร้อมขนมครก เริ่มเวลา 05.30 น.


อาหารเช้าเริ่มเวลา 07.00 น.


อาหารกลางวัน เวลา 12.00 น. ก่อนขึ้นเรือเวลา 13.00 น.


คุณมนัส นายท้ายเรือใหญ่ที่มีประสบการณ์เดินเรือ 25 ปี

บริเวณท้ายเรือชั้นสาม จัดเป็นที่นั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์ และมีดอกกล้วยไม้สวยๆ




เจ้าเหมียวที่อาศัยอยู่ในเรือมาหลายปี

ขอจบลงที่ห้องอาหารซึ่งเมื่อรับประทานอาหารเส็จแล้ว จะกลายเป็นห้องคาราโอเกะ ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นมาโชว์ลีลาการร้องเพลง หลากหลายรูปแบบ


บริเวณหน้าเวทีดนตรีบางครั้งก็เป็นฟลอร์ลีลาศและรำวงตามอัธยาศัย



ภาพประกอบเรื่อง ถ่ายด้วยมือถือ NK N81

 

Create Date : 23 ตุลาคม 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 17:35:17 น.  

วัดป่าศิริวัฒนวิสุทธิ์

เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนไทย ที่มีโอกาสไปต่างจังหวัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปทำกิจกรรมอะไรก็ตาม มักจะมีโปรแกรมการท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในจังหวัดที่ไปนั้น

เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ผมมีโอกาสร่วมเดินทางไปทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน กับสองสมาคมคือ สมาคมสหพันธ์โรงเรียนเอกชนแห่งประเทศไทย และ สมาคมภริยาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทร์ ก็เช่นกัน เมื่อเสร็จภาระกิจแล้ว คณะฯก็มีโอกาสชมสถานที่ต่างๆในจังหวัดที่ไป
เริ่มแรกวันที่เดินทาง (วันศุกร์ที่ 16 ตค.52) เวลาประมาณ 10.00 น. คณะฯก็มีโอกาสเข้าชมวัดป่าศิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระพี่นางฯ ที่จังหวัดนครสวรรค์ วัดนี้บางครั้งคนก็เรียกว่า "วัดพุทธคยา" เพราะมีการสร้างเจดีย์จำลองแบบมาจากพุทธคยา อินเดีย สวยงามมาก


ป้ายแผนที่แสดงบริเวณวัด


เจดีย์จำลองแบบพุทธคยา ที่อินเดีย





วัดนี้สร้างอยู่บนเนินเขาที่สูงพอสมควร มีบริเวณวัดกว้างขวาง ผู้จัดสร้างพยายามที่จะจำลองสิ่งก่อสร้างให้เหมือนกับสังเวชนียสถานในอินเดีย





นอกจากเจดีย์จำลองแบบพุทธคยาแล้ว ยังมีห้องต่างๆที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงบุคคลสำคัญๆ เช่น ห้องสุริโยทัย ห้องสมเด็จโต พรมรังสี เป็นต้น

การเข้าชมห้องต่างๆตามที่กล่าวมานี้จะต้องได้รับการอนุญาตจากทางวัด และจะมีพระภิกษุผู้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของห้อง เป็นผู้นำชมและอธิบายรายละเอียดต่างๆ เรามีเวลาน้อยคณะฯได้เข้าชมห้องสมเด็จโต พรมรังสี เพียงห้องเดียว






ห้องสมเด็จโตฯ ประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นและสิ่งของที่เกี่ยวกับท่าน อาทิ แผงพระเครื่องที่ท่านสร้างคือ พระสมเด็จ แม้กระทั่งธรรมมาสที่นั่งเทศน์พระราชทานโดย พระบาทสมเด็จเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เป็นต้น








ทัศนียภาพสิ่งก่อสร้างด้านนอก


ป้ายประกาศ กฏระเบียบของทางวัด


คณะฯใช้เวลาในการชมวัดประมาณเกือบสองชั่วโมง ก็ยังไม่ทั่วถึงดี คำแนะนำจากพระภิกษุที่นำชม ท่านแจ้งว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง

ภาพถ่ายประกอบ ถ่ายด้วยมือ NK N81

 

Create Date : 23 ตุลาคม 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 15:14:03 น.  

ล่องใต้ไปถวายเทียนพรรษา 9 วัด

ล่องใต้ถวายเทียนพรรษา 9 วัด



ประวัติความเป็นมาของเทียนพรรษาพราหมณ์-ฮินดู นับถือวัวเพราะถือว่า วัวเป็นพาหนะของพระอิศวร เมื่อวัวตาย จะเอาไขจากวัวมาทำเป็นน้ำมันเพื่อจุดบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพ
แต่ชาวพุทธซึ่งนับถือศาสนาพุทธจะทำเทียนเพื่อจุดบูชาพระรัตนตรัย โดยการเอารังผึ้งร้าง มาต้มเอาขี้ผึ้ง แล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ มีความยาวตามต้องการ เช่น ยาวเป็นคืบ หรือเป็น ศอกแล้วใช้จุดบูชาพระ
เทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไป ถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของดวงเทียน



วิวัฒนาการของเทียนพรรษา
เทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดใน โบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525)
การทำเทียนพรรษา มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จากการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้งไปฟั่น เป็นเทียนนำไปถวายพระภิกษุ เอาเทียนเล่มเล็ก ๆ หลาย ๆ เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคล้ายกับ ต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่นิยมเรียกว่า ต้นเทียน หรือต้นเทียนพรรษา

ชมรมผู้สูงวัยกรุงเทพ โดย อ.มณีกุล นาคะวิทย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดนางนอง มีกิจกรรมที่ดำเนินมานานหลายปีคือการนำเทียนพรรษา ไปถวายตามวัดต่างๆในต่างจังหวัด โดยมิได้เจาะจงว่าจะเป็นวัดไหน เมื่อพบก็ถวายเรื่อยไปจนครบ 9 วัด


เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2551) ก็นำสมาชิกไปถวายเทียนที่จังหวัดเลย และ เพชรบูรณ์ ปีนี้ก็นำสมาชิกไปถวายที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และ สุราษฏร์ธานี จำนวน 9 วัด

สมาชิกชมรมจำนวน 38 คน ออกเดินทางเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 4 กรกฏาคม 2552 เวลาประมาณ 06.00 น. ณ ที่จอดรถบริเวณหน้าพระอุโบสถวัดนางนอง ถนนวุฒากาศ




เมื่ออกจากหน้าวัดนางนองแล้ว รถบัสทันสมัยก็นำสมาชิกวิ่งไปตามถนนพระรามสอง บ่ายหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบตีรีขันธ์ตามลำดับเพื่อมุ่งสู่จังหวัดตามเป้าหมาย เมื่อรถวิ่งมาถึงตำบลศาลาลัย อำเภอสามร้อยยอด ประจวบคีรีชันธ์ ก็หยุดนมัสการรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 11 เมตร ส่วนสูงจากหน้าตักถึงพระเกศ 18 เมตร นับว่าเป็นรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง




เมื่อได้กราบนมัสการขอพรจากท่านเรียบร้อยแล้ว คณะสมาชิกก็ออกเดินทางต่อไป และเวลาขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี คณะฯจึงหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันที่ เพการีสอร์ต สี่แยกท่าแซะ ชุมพร ถึงแม้คณะฯจะมิได้เป็นทหารก็ถือหลักว่า กองทัพเดินด้วยท้องเช่นกัน



การเขียนล่องใต้ถวายเทียนพรรษาชิ้นนี้ค่อนข้างจะยืดยาวพอสมควร หากจะเขียนพรรณาไปตามลำดับวันที่เดินทาง แบบเขียนนิราศก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะเบื่อหน่าย ผมจึงแบ่งข้อเขียนเป็น 3 ภาค ดังนี้ ภาคที่ท่านอ่านตอนแรกนี้ถือเป็นภาคนำ ภาคที่สองคือถวายเทียนพรรษา 9 วัด ภาคที่สามคือการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ

ถวายเทียนพรรษา 9 วัด



วัดที่หนึ่งคือ วัดจันทร์ธาตุดาราม ตั้งอยู่ที่ อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช ถวายวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฏาคม 2552


บริเวณหน้าวัด


พระสงฆ์รับการถวายเทียนพรรษาและหลอดไฟนีออน


วัดที่สองคือ วัดสุวรรณบรรพต ตั้งอยู่ที่ ตำบลขนอม อำเภอขนอม เป็นวัดประจำอำเภอขนอม



ศาลาอเนกประสงค์อยู่ระหว่างการก่อสร้าง


วัดที่สามคือ วัดขรัวช่วย ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภา อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช


พระอุโบสถหลังเก่า(ซ้ายมือ)และหลังใหม่ที่สร้างเสร็จแล้ว


วัดที่สี่คือ วัดสาขาชาติพงษ์ (ยางงาม) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าขึ้น อำเภอท่าศาลา นครศรีธรรมราช




วัดที่ห้าคือ วัดชลธาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา นครศรีธรรมราช




วัดที่หกคือ วัดโคกเหล็ก ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา นครศรีธรรมราช




วัดที่เจ็ดคือ วัดในตูล ตั้งอยู่ที่ตำบลนาเหรง อำเภอนบพิตำ นครศรีธรรมราช



วัดที่แปดคือ วัดเขาขุนพนม ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช




วัดที่เก้าคือ วัดพระศรีมหาธาตุฯ อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช


พระเทพวินอาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดและเจ้าอาวาส เมตตามารับถวายเทียนพรรษา

พระบรมธาตุ


การถวายเทียนพรรษาจำนวน 9 วัดนี้ ถวายวัดแรกวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฏาคม 2552 และถวายวันจันทร์ที่ 6 กรกฏาคม 2552 จนครบ 9 วัด


ท่องเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจ


วันแรก เสาร์ที่ 4 กรกฏาคม 2552

ชมศูนย์ฝึกลิงเพื่อการเกษตร อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฏร์ธานี







วันที่สอง อาทิตย์ที่ 5 กรกฏาคม 2552

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ชมพระอาทิตย์ขึ้นและเดินเล่นชายหาดหน้าโรงแรมขนอมโกลเดนท์บีช




รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารโรงแรม แล้วเดินทางไปท่าเรือแหลมประทับเพื่อล่องเรือชมบรรยากาศของอ่าวหลักซอ ที่มีเกาะแก่งมากมายสวยงามจนได้รัลสมญานามว่า "หมู่เกาะทะเลใต้" ชมดาวเด่นแห่งทะเลขนอมคือฝูงปลาโลมาสีชมพู สีดำและสีเทา







รูปสลักหินสีเขียวหลวงปู่ทวด บนเกาะนุ้ย ของหมู่เกาะทั้งหมด




วันที่สาม จันทร์ที่ 6 กรกฏาคม 2552 ถวายเทียนพรรษา จำนวน 8 วัด
วันที่สี่ อังคารที่ 7 กรกฏาคม 2552 นั่งรถชมเมือง นมัสการพระธาตุเมืองคอนที่ศักดิ์สิทธิ์



สักการะท้าวจตุคาม-รามเทพ ที่วัดนางพระยา



เดินทางสู่อำเภอปากพนัง และชมคอนโดรังนก(นางแอ่น)




เดินทางสู่จังหวัดสงขลา นมัสการหลวงปู่ทวดที่วัดพะโคะ





วันที่ห้า พุธที่ 8 กรกฏาคม 2552 เดินทางสู่จังหวัดพัทลุง ลงเรือตระเวณชมดอกบัวหลากหลายในทะเลน้อย บานสะพรั่งเต็มผืนน้ำอันกว้างขวาง


ทางเดินลงเรือตระเวณชมดอกบัว




สถานที่เที่ยวชมแห่งสุดท้ายคือ พระธาตุเมืองไชยา สุราษฏร์ธานี









ขอขอบคุณข้อมูลจากเอกสารคู่มือการเดินทาง และขอแนะนำผู้จัดทัวร์ครั้งนี้

อาจารย์มณีกุล นาคะวิทย์


อาจารย์ชเนศ นาคะวิทย์ พิธีกรมืออาชีพที่สร้างสีสรรและความสนุกสนานให้กับคณะฯ


ภาพประกอบถ่ายด้วยมือถือ NK N81

 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2552
Last Update : 10 กรกฎาคม 2552 20:44:27 น.  

1  2  3  4  5  

หนุ่มร้อยปี

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

บล็อกนี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 โดย ชายไทยวัยสูงอายุ มีวัตถุประสงค์ในการบันทึกและนำเสนอเรื่องราวต่างๆแบบครอบจักรวาล อาทิ ภาพยนตร์ ดนตรี รายการทีวี หนังสือน่าอ่าน อาหารน่ากิน ท่องเที่ยว สะสมสิ่งของ ตำนานชีวิตบุคคลน่าสนใจ รู้ไว้ใช่ว่า จิปาถะ
ฯลฯ เป็นต้น คำขวัญประจำบล็อก ประสบการณ์ชีวิตที่ดีในอดีต คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในปัจจุบัน คำขวัญประจำตัวเจ้าของบล็อก "อายุเป็นเพียงตัวเลข" บรรณาธิการบริหารบล็อกคือ หนุ่มร้อยปี บล็อกนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ท่านใดเห็นว่าข้อเขียนหรือภาพประกอบในบล็อกนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้ แต่โปรดอ้างอิงชื่อบล็อกนี้ด้วย จักขอบคุณยิ่ง














ShoutMix chat widget
Page Rank Sanook Upload
Speed up your PC
 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add หนุ่มร้อยปี's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.