|
(¯`¸´¯)... ทริปปักกิ่งใน 1 วัน บล็อกสุดท้าย ... (¯`¸´¯)
สวัสดีค่ะบล็อกเที่ยวปักกิ่งวันนี้บล็อกสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากที่เราเดินชมพระราชวังฤดูร้อนกันแล้ว เราก็ไปเที่ยวต่อกันที่วัดลามะ (Lama Tample) เราเดินทางโดยการนั่งรถไฟใต้ดินจากพระราชวังฤดูร้อน เราต้องไปเปลี่ยนรถไฟกัน เพื่อที่จะไปลงที่สถานี Yonghe Gong (หย่งเหอกง)

ก่อนจะไปถึงวัดระหว่างทางเดินไปวัด กลิ่นธูปลอยมาเลยค่ะ แล้วระหว่างทางเดินก็จะเจอร้านขายธูปเต็มไปหมดเลย แต่แอนไม่ได้ถ่ายรูปนะคะ ไปถ่ายอีกทีก็ถึงวัดนั่นแหละค่ะ ก่อนเข้าต้องซื้อบัตรผ่านคนละ 25 หยวน ตั๋วจะเป็นบาร์โค๊ดและมี CD เล็กๆ จะเป็นเรื่องราวต่างๆ ของวัดนี้

วัดลามะ เป็นวัดที่คนไทยเรียก คนจีนเรียกวัดนี้ว่า หย่งเหอกง ส่วนชื่อทางสากลเรียกว่า Lame Temple เป็นวัดที่ใหญ่ และเป็นวัดพุทธนอกธิเบตที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีวิหารหลัก 5 หลัง สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิคังซีเป็นผู้สร้างเมื่อ ค.ศ. 1694 เพื่อให้เป็นตำหนักขององค์ชายสี่ หย่งจิ้น หลังจากหย่งจิ้นได้ขึ้นครองราชย์ ก็ย้ายไปประทับที่วังต้องห้ามแทน เมื่อจักรพรรดิหย่งจิ้นสวรรคต ก็ได้นำพระศพมาตั้งที่วังหย่งเหอนี้ ทางพระราชสำนักจึงเปลี่ยนกระเบื่องหลังคาใหม่ให้เป็นสีเหลือง เพื่อให้ทัดเทียมกับวังหลวง เมื่อจักรพรรดิเฉียนหลงขึ้นครองราชย์ได้ยกวังหย่งเหอแห่งนี้ ให้กับพระธิเบตนิกายหมวกเหลือง ตั้งแต่นั้นมาจึงกลายเป็นวัดลามะ ในรูปคือทางเข้าวัดหลังจากตรวจบัตรบาร์โค๊ด เรียบร้อยแล้ว มีต้นไม้อยู่ 2ข้างทางเดินเข้าวัด


สิงห์โตคู่หน้าวิหาร ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นพระตำหนักขององค์ชายหย่งจิ้น ภายในวิหารหลังนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระสังกจาย และ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่




แอนกับสามีมาที่วัดลามะ แห่งนี้จุดประสงค์ก็คือ มาไหว้ สิงห์โตหน้าวิหารนี้ หลังจากไปไหว้มาแล้ว ที่กิเลนหน้าวังฤดูร้อน เล่าต่อกันมาว่าถ้าไหว้ครบ 3 สิ่ง จะทำให้ทำมาค้าขายดี มีความโชคดี ตลอดไป แต่ยังเหลือสิงห์โตหน้าพระราชวังต้องห้าม
รูปกระถางธูปโบราณ


วิหารหลังสุดท้ายเป็นวิหาร 3 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานของพระศรีอริยเมตไตย แกะสลักจากไม้จันทร์ขาวต้นเดียว สูง 26 เมตร มีองค์สีทองสวยงามมาก เค้าห้ามถ่ายรูป เลยไม่ได้ถ่ายรูปให้ชมความงาม

เมื่อเสร็จจากชมวัดลามะก็ปาเข้าไปบ่าย 2 กว่าแล้ว เราก็เลยไปหาอะไรกินกัน แต่แถววัดลามะมีแต่อาหารจีน ซึ่งสามีแอนเขาไม่กล้ากิน เราก็เลยนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Wangfujing 王府井 (หวังฟู่จิง) เพื่อไปหาอะไรกินกัน พอโผล่จากสถานีก็จะไปเจอห้าง แล้วก็มีร้านอาหารเยอะแยะ เราก็เลยเลือกร้าน Sizzler




พอกินอิ่มก็ปาเข้าไปเกือบ 4 โมงเย็น เราก็เลยไปต่อกัน เพราะยังเหลือพระราชวังต้องห้ามอีก ก็เลยนั่งรถไฟ ไปลงที่สถานี เทียนอันเหมิน Tian anmen-dong (天安门东)พอถึงก็เดินขึ้นไปข้างบน ผลปรากฏว่า เขาปิดค่ะ เข้าไม่ได้ ผู้คนเริ่มเดินทะยอยออกมากันแล้ว เซ็งเลยอดเข้าไปข้างใน เลยได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้ามาค่ะ


เมื่อเข้าพระราชวังต้องห้ามไม่ได้ เราก็เลยนั่งรถไฟย้อนกลับไปที่ สถานีหวังฟู่จิง กัน เพราะที่นี่ตอนกลางคืนจะเป็นย่านถนนคนเดินค่ะ ก็ไปเดินดูเผื่อจะได้ช๊อปอะไรกลับมาบ้าง ผลปรากฏว่าได้แต่เดินอย่างเดียวค่ะ ไม่ได้ซื้ออะไรเลย





แล้วก็นี่ค่ะสิ่งที่แอนอยากไปเห็นมากในถนนคนเดินแห่งนี้ เป็นตลาดขายของกินค่ะ มีขายพวกแมลง และแมงต่างๆ เสียบไม้ขายค่ะ บางอย่างยังเห็นดุ๊กดิ๊กอยู่เลย ไม่รู้ว่านี่เป็นเทคนิคในการเรียกลูกค้า หรือว่าเขาขายจริงๆก็ไม่รู้นะคะ




พอเดินชมถนนคนเดินเรียบร้อยก็ได้เวลากลับค่ะ จริงๆอยากไปตลาดรัสเซียอีก แต่เวลาไม่พอ แถมไม่ได้กินเป็ดปักกิ่งด้วย เพราะเราเพิ่งกินข้าวกลางวันไปเมื่อ 3 โมง ก็เลยยังไม่หิวกัน ก็เลยตัดสินใจเดินทางกลับเทียนจินค่ะ เพราะไม่อยากจะกลับดึกกันเท่าไร วันนั้นเราถึงเทียนจินกัน สองทุ่มค่ะ ถึงบ้านแล้วเจ็บเท้ามากค่ะ แต่ก็สนุกดีค่ะ ไว้มีโอกาสก็จะไปเที่ยวปักกิ่งกันใหม่ค่ะ ขอจบทริปปักกิ่งใน 1 วันแต่เพียงเท่านี้นะคะ
| Create Date : 20 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 20 พฤศจิกายน 2552 8:59:41 น. |
| |
16 comments
|
|
|
ดี.มาเที่ยวด้วยคนค่ะ
เป็นทริปที่น่าสนุกมากๆๆเลย
แต่เมนูอาหารที่เสียบไม้นี่
โหยยยยยยยยย