ประสบการณ์การไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และวิธีการเบิก (เคลม)


ประสบการณ์การไปเที่ยวต่างประเทศ
ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล
และวิธีการเบิก (เคลม) เงินจากบริษัทประกัน



Cr:ผู้เขียน
03-09-2569
เรื่องเล่าย้อนหลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2569 (พอดีเพิ่งได้รับเงินจากบริษัทประกัน 2 กันยายน 2569 เลยเขียนสรุปครั้งเดียว) ขอเล่าประสบการณ์การไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และวิธีการเบิก (เคลม) เงินจากบริษัทประกัน เผื่อใครที่ต้องเดินทางต่างประเทศได้เตรียมตัวได้ถูกต้องครับ
ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ผมเดินทางไปท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาประมาณ 2 สัปดาห์ ผมไม่คิดเลยว่า ทริปท่องเที่ยวครั้งนี้ จะกลายเป็นบทเรียนเรื่องการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
การเดินทางทุกอย่างเป็นไปตามแผน เดินเที่ยว ถ่ายรูป กินอาหาร และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเมืองที่เคยไปในสมัยวัยรุ่น และอยากกลับไปอีกเป็นระยะเวลานาน โดยหนึ่งในเมืองแรกของทริปคือ Chicago
ก่อนเดินทาง ผมทำประกันการเดินทางกับ MSIG ไว้ตามปกติ (ผมเคยใช้บริการซื้อประกันการเดินทางอยู่ 2 บริษัท คือ Chubb และ MSIG) ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะทุกครั้งที่เดินทางต่างประเทศ ผมถือว่าเป็น "ของจำเป็น" โดยเฉพาะประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ค่ารักษาพยาบาลขึ้นชื่อว่าแพงมาก [การที่เลือกทำประกันกับ MSIG ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเลือกที่ไม่ผิดหวังครับ]
ทกุครั้งที่ซื้อประกัน ผมหวังอย่างเดียวว่า คงไม่ได้ใช้มัน
แต่สุดท้ายการไปเที่ยวในครั้งนี้ ผมได้ใช้จริงครับ
ผมขอออกตัวก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือค่าโฆษณาจาก MSIG หรือ UW Health เป็นการรีวิวประสบการณ์จริงของผมในฐานะ ผู้ใช้บริการล้วน ๆ
วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 วันที่ผมเริ่มรู้ว่า "มีบางอย่างไม่ปกติ" ผมกำลังเดินเที่ยวอยู่ที่ Chicago อากาศเย็นกำลังดี เมืองสวย ผู้คนพลุกพล่าน ทุกอย่างเหมือนเป็นวันธรรมดาของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง
แต่ระหว่างเดิน ผมเริ่มรู้สึกว่า ทำไมวันนี้เดินแล้วเหนื่อยผิดปกติ จากที่เดินได้สบาย ๆ กลับรู้สึกหายใจไม่ทัน ต้องหยุดพักเป็นระยะ และช่วงเย็นก็เริ่มมีไข้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนั้นผมคิดเหมือนหลายคนครับ "คงเป็นไข้หวัด... เดี๋ยวก็คงหาย" ผมพักผ่อน ดื่มน้ำ รับประทานยาสามัญประจำตัว และหวังว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น
แต่... มันไม่ดีขึ้น ผมตัดสินใจหยุดฝืนร่างกาย ไม่ได้ไปเดินเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น
และสองวันต่อมา วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ผมเดินทางมาถึงเมือง Madison รัฐ Wisconsin เช้าวันนั้นผมบอกตัวเองว่า "ถ้ายังฝืนเที่ยวต่อ อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว" ผมจึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่ UW Health โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย Wisconsin ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังเป็นอะไร
เมื่อผมบอกอาการกับหมอว่าผมมีอาการ หายใจไม่ทัน สิ่งแรกที่แพทย์ทำคือ สั่งตรวจ EKG ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตอนนั้นผมเพิ่งรู้ว่า สำหรับแพทย์ อาการเหนื่อยและหายใจไม่ทัน ต้องแยกก่อนว่าเป็นเรื่องหัวใจหรือปอด
หลังผล EKG ปกติ แพทย์จึงส่งผมไป X-ray ปอด ใช้เวลาไม่นาน ผลก็ออกมา แพทย์หันมาบอกว่า "You have pneumonia."
ผมเป็น Pneumonia... หรือปอดอักเสบ
แม้จะไม่ได้หนักจนต้องนอนโรงพยาบาล แต่ก็ต้องเริ่มรักษาทันที หลังตรวจเสร็จ ผมนั่งรอเหมือนเวลารักษาในประเทศไทย คิดว่าอีกสักพักคงเรียกไปรับยา แต่ไม่มีครับ (ผมเคยอยุ่ในสหรัฐอเมริกามา 5 ปี และไปเที่ยวอีกน่าจะเกิน 10 ครั้ง ไม่เคยต้องไปหาหมอสักครั้งเดียว แต่เคยไปหาหมอฟัน 2 ครั้ง)
แพทย์ส่งใบสั่งยาเข้าระบบ แล้วบอกให้ผมไปรับยาที่ Walgreens ร้านขายยาที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล คืออยู่ในเมืองนั้น ด้วยเวลาที่ผมเสร็จจากโรงพยาบาลค่ำนิด ๆ สาขาที่ใกล้โรงพยาบาลปิดไว จึงต้องไปอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งไกลออกไปอีกนิด ตอนไปรับยาที่ Walgreens และชำระเงิน ค่ายาไม่แพงมากครับ ประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ
ตอนนั้นก็ได้เรียนรู้ระบบหนึ่งของอเมริกา ผู้ป่วยนอก หรือ OPD โรงพยาบาลรักษา ส่วนร้านขายยาเป็นคนจ่ายยา
แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงยิ่งกว่าก็คือโรงพยาบาลไม่เก็บเงิน ตอนรักษาเสร็จ
หลังรักษาเสร็จ ผมเดินไปหาเคาน์เตอร์การเงิน พร้อมบัตรเครดิตในมือ เพื่อจะชำระเงิน แต่ที่นั่นไม่มีแผนกการเงิน
เจ้าหน้าที่ที่นั่งเคาน์เตอร์ตอนผมมาเช็คอินบอกผมว่า "ยังจ่ายไม่ได้ค่ะ"
UW Health แจ้งว่า ระบบของโรงพยาบาลยังคำนวณค่าใช้จ่ายไม่เสร็จ และจะส่งใบเรียกเก็บไปยังบริษัทประกันที่ผมแจ้งไว้ก่อน ซึ่งผมได้ให้กรมธรรม์ที่ผมถือไปด้วยของ MSIG แสดงให้แก่เจ้าหน้าที่ดูด้วยตอนเข้ามาลงทะเบียน
ตรงนี้ผมเริ่มอธิบายทันทีว่า ประกันเดินทางของผม กรณี OPD ต้องสำรองจ่ายเอง แล้วผมต้องกลับมาเคลมที่ประเทศไทย
แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันว่า "เราจะดำเนินการตามระบบของโรงพยาบาลก่อน" สุดท้าย ผมกลับบ้าน โดยยังไม่ได้จ่ายค่ารักษาสักดอลลาร์เดียว และในใจเริ่มคิดว่า ขั้นตอนต่อไปคงจะยุ่งยากมากทีเดียว เราจะติดต่อกับโรงพยาบาลอย่างไร เมื่อกลับประเทศไทยแล้ว
หลังรับประทานยาประมาณ 2–3 วัน ไข้เริ่มลด อาการหายใจดีขึ้น ผมสามารถกลับไปเที่ยวต่อได้ตามแผน
เรื่องเล่าของคนป่วยระหว่างเดินทางคงจบลง ณ จุดนี้ การเคลมประกันเริ่มต้นเมื่อผมกลับถึงประเทศไทย
เมื่อกลับถึงไทย ผมเริ่มเตรียมเอกสารเพื่อเคลมประกันกับ MSIG
ตอนนั้นผมเพิ่งรู้ว่า เอกสารที่สำคัญที่สุดบางอย่าง ไม่ใช่ใบรับรองแพทย์ แต่คือ Boarding Pass ใช่ครับ บริษัทประกันขอ Boarding Pass ฉบับจริง ที่หลายคนโยนทิ้งตั้งแต่ลงจากเครื่องบินทุกครั้ง
ผมขอบอกเลยว่าการเคลมประกันนั้น บริษัทประกันจะขอเอกสารหลายอย่างมาก ๆ ถ้าเราเตรียมไว้ครบ จะเบิกเงินได้อย่างรวดเร็วมาก เอกสารที่ต้องเตรียม และเก็บไว้ระหว่างการเดินทาง คือ
* ใบรับรองแพทย์
* ผลการตรวจต่าง ๆ
* ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
* ใบเสร็จค่ายาที่ไปซื้อที่ร้านขายยา
* สำเนา Passport
* สำเนา Visa
* E-ticket
* Itinerary การเดินทางทั้งหมด
* และ Boarding Pass ทั้งขาไปและขากลับ
ตอนนั้นผมดีใจมากที่เก็บทุกอย่างไว้ เพราะถ้าทิ้งไปแล้ว การขอใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย
การเข้ารักษาพยาบาลที่ UW Health เป็นโรงพยาบาลที่มีความทันสมัย บริการรวดเร็ว สะดวก ให้บริการดีมาก ๆ หลังการรักษาพยาบาลเสร็จ เราสามารถใช้บริการระบบของโรงพยาบาล My Chart ในการติดตามเอกสารการรักษา ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน ฯลฯ
วันที่ผมเปิด Application ของ UW Health ดูเมื่อตอนกลับมาถึงประเทศไทย ยอดค่ารักษาปรากฏขึ้น ประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ
ผมคิดในใจว่า โอเค นี่คือค่ารักษาทั้งหมด แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ผมเปิดดูอีกครั้ง มียอดเพิ่มค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นการคิดค่าใช้จ่ายของแผนกต่างๆ ตามมาในระบบบ ทำให้ยอดชำระจริงอยู่ประมาณ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนั้นผมถึงเข้าใจว่า ระบบ Billing ของโรงพยาบาลในสหรัฐฯ ไม่ได้คิดทุกอย่างในวันเดียว ค่าตรวจ ค่าหมอ ค่า X-ray และค่าบริการจากแต่ละหน่วยงาน จะทยอยเข้ามาทีละรายการ
เมื่อค่ารักษาพยาบาลคำนวณเรียบร้อย ในระบบของ UW Health แจ้งว่า ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินไปยัง MSIG แล้ว (ผมได้สอบถามทาง MSIG แล้ว ทาง MSIG แจ้งผมแล้ว่า OPD ผมต้องชำระไปก่อน แล้วมาเบิกกับทาง MSIG เอง ถ้าเป็น IPD จะเป็นการเบิกตรงได้)
ผมเข้า Application ไปดูแทบทุกวัน จนผ่านไปประมาณ 6 สัปดาห์ โรงพยาบาลแจ้งว่า ไม่สามารถเรียกเก็บจากบริษัทประกันได้ และให้ผู้ป่วยเป็นผู้ชำระเอง
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผมได้รับการแจ้งเตือนนั้น (ผ่านไป 3 เดือนกว่า ๆ จากวันที่เข้าไปรักษา)
และวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ผมได้ชำระเงินประมาณ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านระบบออนไลน์ของโรงพยาบาล
ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่า การรักษาในอเมริกา อาจจบในวันเดียว แต่ระบบการเงินอาจใช้เวลาหลายเดือน
สรุปการเคลมค่ารักษาพยาบาล กับ MSIG มีอยู่ 2 ครั้ง
ครั้งแรก ผมส่งเอกสารค่ายา Walgreens ประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเอกสารทั้งหมดที่ผมสรุปในตอนแรก ให้แก่ทาง MSIG หลังส่งเอกสารครบ ใช้เวลาประมาณ 15 วัน เงินเข้าบัญชี เรียบร้อย (เอกสารที่ผมส่งครั้งแรก ผมสำเนาไว้ทั้งหมด) การเบิกครั้งแรกของผมทำเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยใหม่ ๆ
ครั้งที่สอง คือ ค่ารักษาพยาบาล 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ผมส่งเอกสารทั้งหมดหลังชำระเงินให้โรงพยาบาล มีสำเนาเอกสารทั้งหมดที่ผมส่งให้ครั้งแรก และเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ ฯลฯ (ซึ่ง donwload มาจากระบบของโรงพยาบาล)
แต่ครั้งที่สองนี้ บริษัทประกันขอเอกสารเพิ่มเติม หนึ่งในนั้นคือ หลักฐานการติดต่อกับโรงพยาบาลทาง E-mail ผมตกใจนิดหนึ่ง เพราะ ผมไม่มี Email ในการติดต่อกับโรงพยาบาล ผมคุยกับ UW Health ผ่าน Application ของโรงพยาบาลทั้งหมด ผมจึงแสดงหลักฐานของการติดต่อสื่อสาร ให้ทาง MSIG ดู (เอกสารการเบิกครั้งที่สอง ผมส่งให้ทาง MSIG เมื่อ 21 สิงหาคม 2569)
สุดท้าย วันที่ 2 กันยายน 2569 MSIG โอนเงินค่ารักษาพยาบาลคืนให้ผมทั้งหมด ต้องยอมรับว่า เมื่อเอกสารครบ กระบวนการดำเนินการค่อนข้างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารกับ เจ้าหน้าที่ MSIG ทั้งหมด เป็นการติดต่อผ่าน E-mail ถือว่าเป็นความสะดวก และรวดเร็วในการทำงานมาก
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ และอยากฝากทุกคน ทริปนี้ไม่ได้สอนผมแค่เรื่องสุขภาพ แต่มันสอนเรื่อง "การเตรียมตัว" ถ้าวันนี้มีเพื่อนถามว่า "จะไปอเมริกา ต้องเตรียมอะไรบ้าง" นี่คือคำตอบของผม
1. อย่าซื้อประกันการเดินทางโดยเลือกเพราะราคาถูกที่สุด ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ แพงกว่าที่เราคิดมาก เลือกวงเงินคุ้มครองให้เพียงพอ และเลือกบริษัทที่ติดต่อได้จริงเมื่อเกิดเหตุ ต่อไปนี้ผมจะเลือกประกันรายการที่แผงสุด (รอบนี้ผมเลือกแบบ 2 พันกว่าบาท ผมเคลมไปเกือบ 4 หมื่นบาท)
2. อ่านกรมธรรม์ให้เข้าใจว่า OPD กับ IPD ต่างกันอย่างไร คำถามสำคัญไม่ใช่ "คุ้มครองกี่ล้านบาท" แต่คือ คุณต้องสำรองจ่ายก่อนหรือไม่ กรณีของผม OPD ต้องจ่ายเองก่อน แล้วจึงเคลมได้ ถ้า IPD ทางโรงพยาลจะเบิกตรงได้เลย
3. ถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ให้โทรหาบริษัทประกันก่อน ก่อนเดินทางติดตั้ง Application ของบริษัทประกันไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่จากต่างประเทศได้ทันทีผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นเหตุฉุกเฉิน ไปโรงพยาบาลก่อนเสมอ
4. เก็บ Boarding Pass และเอกสารเดินทางต่าง ๆ ไว้จนทุกอย่างจบ ผมย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเกือบทิ้งเหมือนกัน
5. ขอช่องทางติดต่อโรงพยาบาลไว้ Email, Billing Office หรือ Patient Portal สำคัญมากเมื่อกลับประเทศไทย คุณยังต้องการเอกสารอีกหลายอย่าง ที่บริษัทประกันต้องการ
6. เก็บ Username และ Password ของ Application โรงพยาบาลไว้ให้ดี ผมใช้มันดาวน์โหลดใบเสร็จ ผลตรวจ และข้อความที่บริษัทประกันขอ
7. เก็บหลักฐานทุกอย่าง ใบเสร็จ ข้อความ Email Screenshot Payment Confirmation เก็บไว้ทั้งหมด เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า เอกสารชิ้นไหนจะถูกขอ
ถ้าบทความนี้จะช่วยให้ใครสักคนเตรียมตัวได้ดีขึ้น เก็บเอกสารได้ครบขึ้น หรือเลือกประกันได้เหมาะสมขึ้น ผมถือว่าประสบการณ์การป่วยครั้งนี้ มีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงความทรงจำจากการเดินทาง
เที่ยวให้สนุก เปิดโลกให้กว้าง และเดินทางอย่างมีการบริหารความเสี่ยงครับ



 
Education Blog/Klaibann Blog
 
newyorknurse




 

Create Date : 10 กันยายน 2569
2 comments
Last Update : 10 กันยายน 2569 3:57:09 น.
Counter : 178 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmultiple, คุณjiab bangkok, คุณหอมกร, คุณทูน่าค่ะ, คุณThe Kop Civil, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ

 

สรุปได้ว่า ถ้ารู้ว่าป่วย ไม่ควรไปเที่ยว ม่ายช่าย 555
ต้องซื้อประกันเวลาไปเที่ยวเมืองนอกแบบ ipd
เอาแบบแพงสุด จะยุ่งยากน้อยสุดนะครับ

 

โดย: multiple 10 กันยายน 2569 4:24:15 น.  

 

เห็นด้วยกับประโยคแรกของจารย์
ป่วยแล้วยังไม่เจียมพี่น้อย

 

โดย: หอมกร 10 กันยายน 2569 5:26:41 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


newyorknurse
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 166 คน [?]






เริ่มเขียนBlog
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ยินดีต้อนรับค่ะ

จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ
ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ
เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า
รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย
สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness
เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ
จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย

จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ
เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์
เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป

จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้
ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ
ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน
และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ
ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

"A time to enjoy,
a time to spend time with your family
and a time to be with your friends
all comes with retirement"


*****


"Live The Moment"

อยู่กับปัจจุบันขณะ หยุดเสียใจกับสิ่งที่เกิดขี้น
ในอดีตและกลัวหรือกังวล
สิ่งทีเกิดขี้นในอนาคต "วันนี้" และ "ขณะนี้"
คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคุณ !!
ใช้มันให้ดีที่สุดให้เป็นช่วงเวลาทีมีคุณค่า
น่าจดจำเพราะว่าเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านมา
และผ่านเลยไป เอาคืนไม่ได้และ
หาเพิ่มก็ไม่ได้เช่นกัน

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ


*********


ขอบคุณ Bloggang ทำให้เราได้เขียนบล็อกต่างๆ
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด
ทุกๆคะแนน นะคะ

BG Popular Award # 21

BG Popular Award # 20

BG Popular Award # 19


BG Popular Award # 18


BG Popular Award # 17


BG Popular Award # 16


BG Popular Award # 15


BG Popular Award # 14


BG Popular Award # 13


BG Popular Award # 12


BG Popular Award # 11


BG Popular Award # 10


BG Popular Award # 9


BG Popular Award # 8

**********







ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2561
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ


ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2560
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
Flag Counter
New Comments
Group Blog
 
<<
กันยายน 2569
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
10 กันยายน 2569
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newyorknurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.