|
เดินหน้ารับ บัตรทอง เพิ่ม 6 เขต กทม. นำร่องดึงผู้สูงอายุ 70 ปีรักษาตรง ตัดวงจรตระเวนขอใบส่งตัว
เดินหน้ารับ “บัตรทอง” เพิ่ม 6 เขต กทม. นำร่องดึงผู้สูงอายุ 70 ปี รักษาตรง ตัดวงจรตระเวนขอใบส่งตัว

เดินหน้ารับ “บัตรทอง” เพิ่ม 6 เขต กทม. นำร่องดึงผู้สูงอายุ 70 ปีรักษาตรง ตัดวงจรตระเวนขอใบส่งตัว ------------------------- รพ.ราชพิพัฒน์ เดินหน้าขยายหน่วยบริการปฐมภูมินอกโรงพยาบาล รับ “บัตรทอง” เพิ่ม 6 เขต กทม. นำร่องดึงผู้สูงอายุ 70 ปีรักษาตรง ตัดวงจรตระเวนขอใบส่งตัวซ้ำซ้อน ตั้งเป้าระบบออนไลน์เสร็จ 1 ก.ย. 69 การตัดสินใจของรพ.พิพัฒน์ในการขยายหน่วยบริการปฐมภูมิและเปิดรับประชาชนสิทธิบัตรทองเพิ่มเติม ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเพิ่มจำนวนผู้รับบริการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่สะสมในระบบบริการสุขภาพของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงบริการของประชาชนและความเปราะบางของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่ และรวมถึงการทยอยปิดตัวของคลินิกชุมชนอบอุ่นและหน่วยบริการปฐมภูมิบางแห่งจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ… **เปิด 3 สาเหตุ รพ.ราชพิพัฒน์ ขยายบริการปฐมภูมิอุ้มสิทธิบัตรทอง เร็วๆนี้ นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เปิดเผยกับ Hfocus ถึงปัญหาหลักที่ทำให้โรงพยาบาลตัดสินใจเปิดรับประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพิ่มว่า เกิดจากความต้องการของประชาชนที่อยากให้โรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิโดยตรง เนื่องจากความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานที่มีการรับรองกระบวนการคุณภาพโรงพยาบาล (HA) ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่คลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งเริ่มทยอยปิดตัวลงจากปัญหาค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ ล่าสุดคือ รพ.มิตรประชา ที่ปิดบริการสิทธิบัตรทองบางส่วน ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 18,800 คน "อดีตเราเคยได้รับความเสี่ยงมาแล้ว ตอนที่คลินิกอบอุ่นถูกตรวจสอบงบประมาณและถูกสั่งปิด ทำให้โรงพยาบาลต้องรับประชากรเพิ่มเป็นปฐมภูมิของตัวเองและเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อกระทันหันมาก่อน จึงบริหารแบบเตรียมรองรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ ในความเป็นข้าราชการและหน่วยงานของ กทม. เราต้องเลือกช้อยส์ที่เราแก้ได้ คือการขยายหน่วยบริการ เมื่อโรงพยาบาลขยายจำนวนเตียงนอนคนไข้เพื่อรองรับ ประชากรได้เพิ่ม และมีการบริหารงบประมาณที่คาดการณ์ว่าเหลือพอที่จะรับและที่จะไปช่วยคนไข้มากพอ ก็เลยต้องไปเปิดปฐมภูมินอกโรงพยาบาล เพราะในตัวโรงพยาบาลความหนาแน่นสูงเกินไป และการไปเปิดคลินิกเองตอบสนองเรื่องการเดินทางและการเข้าถึงของคนไข้ได้ง่ายกว่า" นพ.ภูริทัต กล่าว นอกจากนี้ ในส่วนของศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. แม้จะมีแผนขยายโครงสร้าง แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องภาระงาน และไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้บ้านประชาชนทุกคน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ซึ่งมีความคล่องตัวและมีจำนวนเจ้าหน้าที่มากกว่า จึงเข้ามาปิดช่องว่าง (Gap) ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน โดยตั้งเป้าหมายการเดินทางไม่เกิน 30 นาที และการส่งต่อสายแพทย์เฉพาะทางต้องไม่เกิน 1 ชั่วโมง **กางโมเดล 4 รูปแบบ นำร่องดึงผู้สูงอายุ 70 ปีรักษาตรง ตัดวงจรใบส่งตัว นพ.ภูริทัต กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเมื่อคลินิกใกล้บ้านปิด ประชาชนต้องย้ายไปลงทะเบียนในจุดที่ว่างซึ่งมักจะไกลบ้าน รพ.ราชพิพัฒน์ จึงได้จัดทำระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขใน 6 เขตที่ต้องรับผิดชอบ ได้แก่ เขตทวีวัฒนา, หนองแขม, บางแค, ตลิ่งชัน, ภาษีเจริญ และบางบอน ผ่าน 4 โมเดลหลัก คือ 1. ขยายคลินิกปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอง เพื่อดูแลประชากรในแถบบางแคและหนองแขมที่ได้รับผลกระทบจากคลินิกที่ปิดตัวลง 2. สร้างเครือข่ายส่งต่อร่วมกับ รพ.พระมงคลเทพมุนี (ภาษีเจริญ) โดยให้ รพ.พระมงคลเทพมุนี ดูแลผู้ป่วยนอก (OPD) ส่วนผู้ป่วยใน (IPD) จะส่งต่อมาที่ รพ.ราชพิพัฒน์ ซึ่งรวมถึงการรับดูแลประชากร 18,800 คนจาก รพ.มิตรประชาเดิมด้วยและมีอยู่เดิม 5,300 คน (เต็ม25,000คน) 3. รับย้ายสิทธิผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ในเขตบางแคและทวีวัฒนา มาที่ รพ.ราชพิพัฒน์ โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากการขอใบส่งตัว และ 4. ดึงกลุ่มประชากรที่ปฐมภูมิอยู่ในพื้นที่ 6 เขต ที่ถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลที่ไกลข้ามพื้นที่ เช่น กลุ่มที่ต้องเดินทางไปรักษาถึงสีลม ให้กลับมาใช้ระบบส่งต่อที่ รพ.ราชพิพัฒน์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านแทน "โมเดลที่ 3 ย้ายคนไข้ที่เป็นผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปที่เดือดร้อนจากคลินิกปฐมภูมิแล้วต้องไปส่งตัวเยอะ ๆ มารับทั้งหมดโดยเหมารวมเป็นเขต เพราะเขาเดือดร้อนเรื่องใบส่งตัวและเป็นหลายโรค สมมุติเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคระบบประสาท และกระดูกทับเส้น ต้องไปขอใบส่งตัวจากคลินิก 3 ครั้งเพื่อมาโรงพยาบาล 3 ครั้ง เดือนหนึ่งหมดเวลาแล้ว เพราะฉะนั้นผมรับย้ายอายุ 70 ปีขึ้นไปมาที่ รพ.ราชพิพัฒน์ เลย ซึ่ง 3 โมเดลแรกนี้สามารถลดใบส่งตัวในภาพรวมได้ประมาณ 40,000-50,000คน หรือคิดเป็น 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ถึง 20% จากประชากรบัตรทองที่เราดูแลอยู่เกือบ 240,000 คน" นพ.ภูริทัต กล่าว **ชี้เป้า "ใบส่งตัว" ปัญหาไม่ใช่ดิจิทัล แต่คือ "งบประมาณ" เสนอ สปสช. รวบกองทุนยอมแบกขาดทุนเอง เมื่อถามถึงปัญหาระบบใบส่งตัว นพ.ภูริทัต กล่าว สะท้อนมุมมองว่า ปัจจุบันภาครัฐทำระบบอีรีเฟอร์ (e-Refer) เป็นดิจิทัลแล้ว แต่ประชาชนยังรู้สึกเดือดร้อนเพราะต้องไปแสดงตัวเพื่อรอขอใบส่งตัว ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระบบดิจิทัล แต่คือเรื่องการตามจ่ายเงินที่ทำให้คลินิกหลายแห่งอยู่ไม่รอด เนื่องจากหากไม่มีใบส่งตัว โรงพยาบาลรับรักษาเคสเฉพาะทางราคา 2,000-3,000 บาท แต่เบิก สปสช. ได้เพียง 200 บาท จาก สปสช. โรงพยาบาลจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีใบส่งตัว เงินส่วนเกินนั้นสปสช.จะออกเพิ่มและจะไปเรียกเก็บเพิ่มที่คลินิกต้นทาง ทำให้คลินิกได้เงินน้อยแต่จ่ายต่อเยอะจนอยู่ไม่ได้ ปัญหานี้แก้ได้ที่ต้นเหตุคือรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณให้ สปสช. จ่ายตรงให้กับหน่วยบริการที่ยุติธรรมมากขึ้น แต่มีมาตรฐานการรักษาและการเบิกที่ควบคุมเข้มข้นขึ้นเช่นกันเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณเกินไปเช่นกัน **สำหรับแนวทางการลดขั้นตอนใบส่งตัวให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โรงพยาบาลได้วางแนวทางไว้ 2 ระบบ คือ • ระบบที่ 1 (คาดว่าเสร็จประมาณ 1 กันยายน 2569): พัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์จากที่บ้านผ่านโทรศัพท์ โดย รพ.พระมงคลเทพมุนี คลินิก PCU และ รพ.ราชพิพัฒน์ จะใช้ระบบส่งข้อมูลเชื่อมโยงกัน คนไข้ขอนัดออนไลน์ได้เลยโดยไม่ต้องมานั่งรอใบส่งตัว ซึ่งโรงพยาบาลจะยอมรับผิดชอบความขาดทุนด้วยหน่วยงานของโรงพยาบาลเอง • ระบบที่ 2 (อยู่ระหว่างเจรจากับ สปสช.): เสนอให้โอนงบประมาณผู้ป่วยนอก (OP) และงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค (P&P) ของประชากรทั้ง 6 เขตมาไว้ที่ รพ.ราชพิพัฒน์ ทั้งหมด "ถ้าโอนงบ OP และ P&P ของพื้นที่ 6 เขตมาไว้ที่ รพ.ราชพิพัฒน์ จะลดใบส่งตัวของคลินิกทั้งหมดเลย แล้วจะยอมรับเป็นคนขาดทุนเอง ถ้าโมเดลนี้เราดูแลตัวเองได้ มีคนยอมขาดทุนก็คือรัฐ ปัญหาใบส่งตัวจะจบ ลองเอาทุกกองมาไว้ที่โรงพยาบาลแทน โรงพยาบาลจะยอมขาดทุนถ้าได้ทุกกอง คลินิกก็ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ใช้ระบบออนไลน์เคลมเงินเอง ปัญหาจะจบ" นพ.ภูริทัต กล่าว **มั่นใจจัดซื้อโปร่งใสทำมีทุนเหลือ พร้อมเปิด 3 กลยุทธ์ดึงดูดหมอ ไม่เอาเปรียบภาระงาน เมื่อถามว่า การรับบัตรทองเพิ่มจำนวนมาก จะทำให้โรงพยาบาลมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ และบริหารความเสี่ยงอย่างไร นพ.ภูริทัต กล่าวว่า โรงพยาบาลดำเนินงานตามนโยบายอดีตผู้ว่าฯ กทม. ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสด้วยระบบดิจิทัล เปลี่ยนวิธีควบคุมคนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจากราคากลางที่เคยสูงกว่าราคาตลาด ให้ลงมาใกล้เคียงกับราคาตลาด ส่งผลให้โรงพยาบาลมีทุนเหลือเยอะขึ้น ปัจจุบันตัวเลขการขาดทุนจากค่าบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของ สปสช. 30 บาท จึงอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ส่วนประเด็นการบริหารจัดการและรักษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นนั้น โรงพยาบาลชู 3 ปัจจัยหลักในการดึงดูดบุคลากร ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม: ระบบของ กทม. มีการจ่ายค่าเวรและค่าจ้างการทำงานที่เหมาะสมในกลุ่มการจ้างงาน 2. ควบคุมภาระงาน (Load) ชัดเจน: คำนวณภาระงานไม่ให้เอาเปรียบ เช่น กำหนดให้แพทย์ตรวจคนไข้ 12-14 คนต่อชั่วโมง หากมีคนไข้เกิน 60-65 คนต่อ 8 ชั่วโมงจะต้องจัดให้มีแพทย์คนที่สองเข้ามาช่วยอย่างเป็นระบบ และ 3. ระบบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง (Consult) ที่ง่าย: ควบคุมการทำงานของแพทย์เฉพาะทางด้วยมาตรฐานที่สูงและมีความยุติธรรมต่อแพทย์ทั่วไป (GP) "ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ จะทำให้คุณหมอได้ส่งเวรกันต่อว่า คุณหมอ GP ที่หาที่ทำงานทียังอยากช่วยประชาชนในรพ.ของรัฐ ไม่ชอบไปอยู่คลินิกความงามหรือรพ.เอกชน เราเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ให้เขาเลือกมาทำงานกับเรา" นพ.ภูริทัต กล่าวทิ้งท้าย อ่านข่าวในคอมเมนต์ #Hfocus #บัตรทองกทม. #บัตรทอง #ใบส่งตัว #หน่วยบริการปฐมภูมิ #รพราชพิพัฒน์
https://www.facebook.com/share/p/1BQPMnS3gf/
Health Blog newyorknurse 
| Create Date : 11 มิถุนายน 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 12 มิถุนายน 2569 20:52:56 น. |
| Counter : 84 Pageviews. |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 166 คน [?]

|
เริ่มเขียนBlog เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553
ยินดีต้อนรับค่ะ
จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ ้ จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย
จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์ เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป
จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้ ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ
"A time to enjoy, a time to spend time with your family and a time to be with your friends all comes with retirement"
*****
"Live The Moment"
อยู่กับปัจจุบันขณะ หยุดเสียใจกับสิ่งที่เกิดขี้น ในอดีตและกลัวหรือกังวล สิ่งทีเกิดขี้นในอนาคต "วันนี้" และ "ขณะนี้" คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคุณ !! ใช้มันให้ดีที่สุดให้เป็นช่วงเวลาทีมีคุณค่า น่าจดจำเพราะว่าเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านมา และผ่านเลยไป เอาคืนไม่ได้และ หาเพิ่มก็ไม่ได้เช่นกัน
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ
*********
ขอบคุณ Bloggang ทำให้เราได้เขียนบล็อกต่างๆ ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด ทุกๆคะแนน นะคะ
BG Popular Award # 21
BG Popular Award # 20
BG Popular Award # 19
BG Popular Award # 18
BG Popular Award # 17
BG Popular Award # 16
BG Popular Award # 15
BG Popular Award # 14
BG Popular Award # 13
BG Popular Award # 12
BG Popular Award # 11
BG Popular Award # 10
BG Popular Award # 9
BG Popular Award # 8
**********

 ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2561 ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
 ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2560 ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
|
|
| |