คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
<<
มกราคม 2569
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
26 มกราคม 2569
space
space
space

ชวนไปเที่ยว ถ้ำมั่วเกาแห่งตุนหวงและ ทะเลทราย ตอนที่ 4


ชวนไปเที่ยว  ถ้ำมั่วเกาแห่งตุนหวงและ ทะเลทราย   ตอนที่ 4 

           ตอนที่ 3  ฉันพาไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ของ เมือง จางเย่ไปแล้ว  คือ วัที่ 16  ก.ย.
 บล๊อกนี้ จะเริ่ม  วันที่ 17 และ 18 ค่ะ 
          วันนี้  17  ก.ย.  วันนี้  เราจะต้องเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง  เที่ยวเวลา  10.30 น. 
ใช้เวลาเดินทาง 1.30  ช.ม.  เพื่อเดินทางไปยัง
เมือง ตุนหวง    โปรแกรมวันนี้ตามตารางต้องไปเที่ยว กำแพงเมืองจีน  ด่านเจียยวี่กวน
เป็นด่านหรือป้อมปราการสุดท้ายของกำแพงเมืองจีน
  ณ เมืองเจียยวี่กวน   แต่มาถึงที่นี่  ก็ เที่ยวกว่าแล้ว   แถม มาถึงตุนหวง  เราไม่ได้จ้างรถ
  นั่งรถประจำทาง 2 ต่อ ใช้เวลาชั่วโมงกว่า 
  มาถึงที่กำแพงเมืองจีนก็น่าจะบ่ายสองแล้ว  ก็เลยสรุปว่า ไม่คุ้มค่าที่จะเสียค่าบัตร
  และแดดขณะนั้น ก็ร้อนเหลือเกิน   ก็เลยได้แต่ถ่ายภาพ
บริเวณนั้นอย่างเดียวฉันไปค้นหาประวัติความเป็นมา มาฝากเล็กน้อย ค่ะ 


         ด่านเจียยวี่กวน คืออะไร

ด่านเจียยวี่กวน เป็นด่านประตูป้อมปราการปลายตะวันตกสุดของกำแพงเมืองจีน
ในสมัยราชวงศ์หมิงตั้งอยู่ที่เมือง เจียยวี่กวน 
อยู่ระหว่าง จางเย่ และ ตุนหวง  มณฑลกานซู่ (Gansu) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
ประวัติความเป็นมา
           เริ่มสร้างปี ค.ศ. 1372   ในสมัยจักรพรรดิหงอู่ แห่งราชวงศ์หมิง   สร้างขึ้นเพื่อเป็นด่าน
ป้องกันศัตรูจากชนเผ่าทางตะวันตก เช่น มองโกล
เป็นด่านสำคัญบนเส้นทางสายไหม (Silk Road)   เชื่อมจีนกับเอเชียกลางและยุโรป
          ลักษณะเด่นของด่านเจียยวี่กวน
         เป็นป้อมขนาดใหญ่ มี กำแพงสูง คูน้ำ และหอคอยเฝ้าระวัง   รูปแบบคล้ายป้อมปราการ
ทางทหาร   ได้รับสมญานามว่า“ด่านแรกใต้หล้า” 
(First Pass Under Heaven) ทางฝั่งตะวันตก
          ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
         เป็นทั้งด่านทหาร และด่านควบคุมคนเข้า–ออกประเทศ   ในอดีต ใครถูกเนรเทศจากจีน
มักถูกส่งผ่านด่านนี้ออกไป   จึงถือเป็น “จุดสิ้นสุดแผ่นดินจีน”
 ในสายตาคนโบราณปัจจุบัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
    ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของ มรดกโลกกำแพงเมืองจีน



























 อุตส่าห์นั่งรถประจำทางมา 2 ต่อ ไกลทีเดียว  ถ่ายรูปกัน ประมาณ 20 นาที พวกเราก็นั่งรถประจำทาง
ที่ขามา นั่นแหละ  กลับไปทางเก่า  ระหว่างทาง  เราก็มองหา
ร้านอาหารว่า จะมีตามทางที่เรานั่นรถผ่านไป ไหม   แล้วเราก็เสี่ยงลงรถไป  เพราะเห็นซอยจากริมถนน
  ฝั่งตรงข้าม  มีแม่ค้าขายขนม  ขายมันปิ้งเราข้ามถนนไปอีกฝั่ง
  ซึ่งเป็นซอยเดินเข้าไป  ก็มีร้านขายของเป็นร้าน ๆ  มากมาย  เราเลือกได้ร้านหนึ่งสั่งอาหารตามรูป
นั่นแหละ  เออ!  โชคดี ร้านนี้ อร่อยไม่มีใส่หมาล่า  มีน้ำแกงร้อน ๆ 
กินกับข้าวสวยร้อน  ผัดผัก  สั่งกระดูกหมู เป็นน้ำแกงได้ซดน้ำด้วย  มื้อนี้ อร่อยมากที่สุด 
เสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้เลย ห้าห้าห้า 
อิ่มท้องแล้ว  ก็เดินชมร้านต่าง ๆ  ที่ผ่าน  เจอร้านขายผลไม้อบแห้ง  เลยแวะซื้อหลายอย่าง
ซื้อกันทุกคน  เพราะเราใกล้จะกลับประเทศไทยแล้ว
       
เย็นวันที่  17 เราต้องรถไฟ จาก  สถานีรถไฟ ความเร็วสูง  ใช้เวลา  2.45 ช.ม.   เดินทางไปถึง ตุนหวง
  มาถึงที่ตุนหวง ก็เป็นเวลา 3  ทุ่มครึ่งแล้ว  หารถยนตร์ยาก 
ก็พอดีมีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง มาชวนว่าจ้างรถเขาไป  รถมีแค่ 3 คัน  เรามี 5 คนแถมมีกระเป๋าใบใหญ่ด้วย
จะไปอย่างไร  เขาบอกว่าไปได้  เอากระเป๋าใบใหญ่ไว้ด้านหน้าคนขับ
ตัวเล็ก นั่งซ้อนกันสองคร  คนขับมันก็เก่ง ตกลงราคาแล้ว เขาก็จัดการเอากระเป๋าเราไปไว้ที่หน้ารถ
กระเป๋าเล็กให้สะพายเอง  คันฉันและแต๋ว  แต๋วสะพายกระเป๋าสองใบ
เขา 1 ใบ ตัวเขาเองอีกใบ  ส่วนน้องกับเกดไป 1 คัน  จอยไปเดี่ยว หอบกระเป๋าของเพื่อนไป
น่าจะ 3 ใบ มั้ง  พะรุงพะรัง  อันตรายเหมือนกันะเนี่ย  โชคดี ตอนนั้นดึกแล้ว 
รถไม่ค่อยมี   น่าจะประมาณ  ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี  เราก็มาถึงโรงแรมที่เราต้องมาพักน่าจะ 3 คืน ค่ะ
เป็นโรงแรมที่แย่ที่สุด จำกัดไข่ คนละ 1 ฟอง  ไม่ช้าหน่อย  แทบจะไม่มี
อะไรให้กินเลย ค่ะ ชื่อ โรงแรมอะไรก็ไม่อยากจำ ค่ะ 

 เช้าวันที่ 18 โปรแกรมวันนี้ คือ จะไปเที่ยวถ้ำมั่วเกาแห่งตุนหวง ค่ะ จ้างแท้คซี่ 2 คัน  คันฉันมีแต๋ว จอย
ไป ล่วงหน้า เพราะอีกคันยังไม่มา  แต่ก็ไปจุดหมายปลายทางไล่เลี่ยกัน  
แล้วต้องเดินเข้าไปอีกไกลพอสมควร  เกดแยกไปซื้อตั๋ว  พวกเราเดินเล่น  ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก
  ซึ่งเป็นบริเวณกว้างมาก  ค่ะ 
        มารู้ประวัติความเป็นมาของถ้ำวเกาแห่งตุนหวง  สักเล็กน้อย ค่ะ 
    
        ถ้ำมั่วเกา (莫高窟 – Mogao Caves) หรือที่เรียกว่า “ถ้ำพันพุทธ” เป็นแหล่งศิลปะและพุทธศาสนา
ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ตั้งอยู่ใกล้เมือง ตุนหวง (Dunhuang)
มณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน บนเส้นทางสายไหมโบราณ
       จุดกำเนิดถ้ำมั่วเกา 
 ถ้ำมั่วเกาเริ่มสร้างขึ้นราว พุทธศตวรรษที่ 10 (ค.ศ. 366)ตำนานเล่าว่า มีพระภิกษุชื่อว่า เล่อจุน (Le Zun)
เดินทางผ่านบริเวณนี้ แล้วเห็นนิมิตเป็นพระพุทธเจ้านับพันองค์เปล่งรัศมี
บนหน้าผา จึงเริ่มเจาะถ้ำเพื่อสร้างเป็นสถานที่บำเพ็ญธรรม   จากนั้น ขุนนาง พ่อค้าและผู้แสวงบุญ
ตามเส้นทางสายไหม ก็ร่วมกันสร้างถ้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
           ถ้ำมั่วเกาสร้างต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,000 ปี ผ่านหลายราชวงศ์ เช่น เว่ยเหนือ    สุย – ถัง  ซ่ง – หยวน
   จนมีถ้ำมากกว่า 700 ถ้ำภายในประดับด้วย     จิตรกรรมฝาผนัง 
   พระพุทธรูปปูนปั้น  ภาพเล่าเรื่องพุทธศาสนา ชีวิตผู้คน การค้า และวัฒนธรรมบนเส้นทางสายไหม
           ปี ค.ศ. 1900 มีการค้นพบ “ห้องสมุดถ้ำ (Library Cave)”
ซึ่งเก็บเอกสารโบราณกว่า 40,000 ชิ้น เป็นคัมภีร์พุทธ บันทึกการค้า ดนตรี การแพทย์และภาษาโบราณ
หลายชนิด   ถือเป็นขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ระดับโล
        ปี ค.ศ. 1987    ถ้ำมั่วเกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก   เพราะเป็นแหล่งศิลปะพุทธ
ที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อได้ตั๋วแล้ว  ต้องรอเป็นรอบที่เราซื้อบัตรเข้าไป ค่ะ    มีวีดิโอ  ฉายให้ชมแต่ละถ้ำก่อนเข้าไปชม 
แต่ดูได้แป๊บเดียว  ก็ถึงเวลาถึงรอบเราเข้าไปชมค่ะ 
เดินไกลมากเหมือนกันค่ะ  ยิ่งน่าเสียดาย คือ เข้าชมแต่ละถ้ำ  ห้ามถ่ายรูป ค่ะ แล้วก็ค่อนข้างสลัว ๆ
เดินต้องระมัดระวังมาก  แต่ละถ้ำ  ก็มีนักท่องเที่ยว
เข้าชมมากพอสมควร ค่ะ  รูปที่ฉันนำมาให้ชม  เป็นรูปภายนอก  ค่ะ  มาชมภาพ  ค่ะ 



บัตรเข้าชม ถ้ำมั่วเกา  (ม่อเกา)  ราคา 100 หยวน  สูงอายุไม่ลดราคา ค่ะ 









ป้ายแสดงความหมายได้รับมรดกโลก 
   



ทางเดินที่จะเข้าไปซื้อบัตร ไกลมากพอควร










































































           เมื่อออกจากเที่ยว ถ้ำมั่วเกาแล้ว   ออกมาหาของกินรองท้อง  เขามีขายไส้กรอกปิ้ง  คนละ 1 ไม้ 
แล้วยังมีขนมอื่น ๆ  นั่งพักขาได้พักใหญ่  ๆ  ช่วงบ่าย  เป็นทริปไป
เที่ยวทะเลทรายค่ะ   เรียกว่า เนินทรายหมิงซาน  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายโกบี เป็นทะเลทราย
ที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก   ทะเลทรายที่นี่ มีทราย 5 สี คือ 
แดง เหลืองเขียว ขาวและดำ  มีกิจกรรมขี่อูฐ ด้วย  เรามาทราบความเป็นของทะเลทราย นี้ ค่ะ 
                  ทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่มากในเอเชีย
ครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือของจีนและตอนใต้ของมองโกเลีย ถือเป็นทะเลทราย
ที่มีทั้งพื้นทราย กรวด และหิน ไม่ได้เป็นทรายล้วนเหมือนซาฮาร
                           
เมือง ตุนหวง (敦煌 / Dunhuang) อยู่บริเวณขอบตะวันตกของมณฑลกานซู่ (Gansu)
เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทางสายไหม
 และตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง   ทะเลทรายโกบี  เทือกเขา  โอเอซิส   จึงเป็นจุดพักของพ่อค้า
นักเดินทาง และคณะเผยแผ่ศาสนามาตั้งแต่กว่า 2,000 ปีที่แล้ว
                     
  ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
                      ยุคโบราณ (ก่อนคริสต์ศักราช)บริเวณนี้   เคยเป็น โอเอซิสสำคัญ ที่มีน้ำใต้ดินและแม่น้ำ
ไหลจากภูเขาหิมะ   เป็นด่านหน้าของราชวงศ์ฮั่น
ในการติดต่อกับเอเชียกลาง
                     ยุครุ่งเรืองเส้นทางสายไหม (ราชวงศ์ฮั่น – ถัง) ตุนหวงเป็น “ประตูสู่โลกตะวันตก”
  พ่อค้าเดินทางผ่านทะเลทรายโกบีเพื่อแลกเปลี่ยน 
 ผ้าไหม   เครื่องเทศศิลปะ   ศาสนา (โดยเฉพาะพุทธศาสนา)ทำให้เกิด ถ้ำม่อเกา
(ถ้ำพันพระ) ที่แกะสลักในผาหินริมทะเลทราย
                    ยุคหลังเสื่อมถอย  เมื่อเส้นทางสายไหมซบเซา ตุนหวงก็ถูกทิ้งร้างบางช่วง  ทะเลทรายโกบี
แผ่ขยายจากสภาพอากาศแห้งแล้ง   ธรรมชาติของโกบีแถบตุนหวง
           อากาศแห้งมาก ลมแรง กลางวันร้อนจัด กลางคืนหนาว มีทั้งเนินทราย, พื้นกรวด, และผาหิน
  เป็นแหล่งฟอสซิลยุคไดโนเสาร์ในบางพื้นที่
                 
ปัจจุบัน ตุนหวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก   นักท่องเที่ยวมาชม  เช่น ถ้ำม่อเกา
  (มั่วเกา  ที่ไปแล้ว)     ทะเลทรายหมิงซาซาน (ภูเขาทรายร้องเพลง)
ทะเลสาบเสี้ยวจันทร์ (Yueyaquan)(  ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต )
               
สถานที่ดังกล่าวนี้  พวกเราจะมาเที่ยว  ค่ะ   แต่ฉันมองทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น 
เดินไกลมาก  กว่าจะเห็นทะเลสาบบ่อน้ำเสี้ยวพระจันทร์
ซึ่งเดิมเรียกว่าบ่อทรายหรือบ่อโอสถ แต่ลักษณะของบ่อยร้คล้ายกับเสี้ยวพระจันทร์ 
จึงเรียกบ่อนี้ว่า  สระน้ำพระจันทร์เสี้ยว   มีลักษณะเด่นก็คือ 
สระแห่งนี้ไม่เคยแห้ง  ไม่ว่าสภาพอากาศจะแย่เพียงใด ลมพายุทะเลทรายจะแรงเท่าไร
  สระนี้ก็ไม่เคยแห้งค่ะ เนื่องจากทิศทางของลมจะพัดทรายออกจาก
สระแห่งนี้ตลอดเวลา นั่นเอง ค่ะ 
   
 คณะเรามีน้อง  แต๋ว  เดินขึ้นทะเลทรายตั้งแต่บ่ายกว่า ๆ แดดเปรี้ยงมาก  ๆ แต่ทั้งสองคน
ไม่กลัว ค่ะลุยขึ้นไปก่อน   ส่วนจอยและเกดหลังจากซื้อรองเท้ากันทราย
เข้ารองเท้า  ทั้งสองคนนั่งบ้าง นอนบ้างอยู่แถวม้านั่ง  เพื่อรอให้แดดอ่อนแสงลงก่อน
  ประมาณ บ่าย 4  สองคนก็เดินขึ้นไปที่ทะเลทราย 
ส่วนฉัน  ประเมินแล้ว  ฉันคงเดินลุยทรายไม่ไหว  เสียเงินค่าเข้าไปนั่งรอเพื่อน ๆ 
เฝ้ากระเป๋าที่จอยและเกดฝากไว้  แล้วก็นั่งดูคณะทัวร์ต่าง ๆ
  พาลูกทัวร์มาเที่ยว  ดูคนที่มาเที่ยวไปเช่าชุแต่งกายของชาติและเผ่าต่าง ๆ มาถ่ายรูปด้วย 
นั่งฟังเพลงจากมือถือ นั่งจนเมื่อยก้นไปหมด พวก แต๋ว เกด จอย น้อง 
ลงมาจากทะเลทราย  หน้าตาเหนื่อยอ่อน เหนื่อยล้า แต่ก็มีความสุขนะ ที่ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ
บนเนินทะเลทรายนี้  แห่งนี้  ฉันได้แต่นำรูปภาพที่พวกเขาถ่ายมา
ให้คนอ่านบล็อกได้เห็นถึงความอลังการของทะเลทรายแห่งนี้ ค่ะ มาชมรูปที่พวกเราถ่ายให้ชม ค่ะ 




บัตรเข้าชม ทะเลทราย  ผู้สูงอายุไม่ลดราคาเลย ค่ะ 





ระหว่างทางที่จะเดินไปชมทะเลทราย ค่ะ เจอต้นไม้สวยมากระหว่างทาง ถ่ายกันใหญ่เลย ค่ะ





















ฉันไม่ได้ขึ้นไปเดินบนทะเลทราย  ถ่ายแต่ด้านล่างลุยทรายไปนิดเดียว ค่ะ 



บริเวณ ทะเลทราย  มีที่ให้นั่งพัก  ค่ะ 











































นักท่องเที่ยว หลั่งไหลมาชมทะเลทราย มากมาย ค่ะ 
























  
มีรถให้นั่งด้วย  ค่ะ 



บนทะเลทราย  มีการสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วย ค่ะ เป็นจุดชมวิวได้ ค่ะ



















คณะทัวร์ต่าง ๆ มาช่วงบ่าย สี่ บ่าย ห้า  เป็นส่วนใหญ่ ลูกทัวร์จะได้ไม่ร้อนนัก 





เช่าชุดแต่งมาเพื่อถ่ายรูป  ค่ะ 




หลังจากที่ทุกคนลงมาจากทะเลทรายแล้ว  พวกเราก็ต้องเดินอีกไกล  และกินข้าวมื้อเย็น แถวนี้ ค่ะ
แต่ก็ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารไว้เช่นเคย  อิอิ  
ทริปนี้ เที่ยว 2 ที่ เป็นตอนที่ 4  ทริปเมืองจีนตอนที่ 5 จะพาไปเที่ยวอีกสถานที่หนึ่งค่ะ โปรดติดตามได้ ค่ะ




 




 

Create Date : 26 มกราคม 2569
3 comments
Last Update : 28 มกราคม 2569 10:17:16 น.
Counter : 87 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณปัญญา Dh, คุณกะว่าก๋า, คุณ**mp5**, คุณร่มไม้เย็น, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณtoor36

 

สิ่งที่ต้องเผื่อใจไว้
คือการเดินทางในจีนใช้เวลานานจริงๆครับ
บางทีครึ่งวันถึงจะไปถึง
เดินเที่ยวยังใช้เวลาน้อยกว่าเลยครับ 555

แต่บ้านเมืองเค้ามีธรรมชาติหลากหลายจริงๆ
แม้กระทั่งทะเลทรายก็ยังมี

น่าไปเดินถ่ายภาพมากๆครับ

ปล.อาจารย์ยังไม่ได้ตั้งบล็อกนี้เป็นหน้าหลัก
ผมตามมาจากเฟซครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 28 มกราคม 2569 5:46:31 น.  

 

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ค่าของคน
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนของใคร

อันนี้ผมเจอมากับคนรู้จักเลยครับ
สมัยก่อนตำรวจอยากย้าย
ต้องจ่ายเงินเยอะมากครับ
หรือไม่ก็ต้องเป็นเด็กนายที่มีอำนาจ
บางครั้งย้ายคนไปกลายเป็นความขัดแย้ง
ถึงขั้นขู่เอาชีวิตกันเลยก็มีครับ
เพราะผลประโยชน์ที่ตามมานั้น
มากมายมหาศาลจริงๆครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 28 มกราคม 2569 20:20:14 น.  

 

ภาพเยอะจุใจจริงๆ ครับ ไปเที่ยวจีนถ้าจัดตารางเวลาไม่ได้เที่ยวลำบากครับ อาจเที่ยวได้แค่ วันละ 1-2 ที่เท่านั้น ในภาพนี่แดดแรงน่าดูเหมือกนันนะครับ

อีกเรื่องที่น่าจะต้องทำใจคือ ได้เดินเยอะแน่ๆ ครับ

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 29 มกราคม 2569 0:02:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space