คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
<<
มีนาคม 2569
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
space
space
10 มีนาคม 2569
space
space
space

ชวนไปบริจาคให้ ร.พ.กันทรลักษ์และบริจาคอาหารแก่ทหารกล้าที่ป้องกันประเทศชาติ ตอนที่ 1

 ชวนไปบริจาคให้ ร.พ.กันทรลักษ์  บริจาคอาหารและสิ่งของ
ให้แก่ทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ ตอนที่ 1
  


ทริปนี้ เป็นความตั้งใจของฉัน  หลังจากที่กรมธรรม์ประกันชีวิตของฉันครบสัญญา ได้มาหลายแสนอยู่
ก็ตั้งใจจะไปบริจาคให้แก่โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจาก
การรบกันระหว่างทหารไทยใจกล้าหาญของประเทศไทยเราและตั้งใจไปเยี่ยมและซื้ออาหาร ของใช้
ต่าง ๆ ที่จำเป็นให้แก่ทหารผู้ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน  เพื่อให้แนวหลัง
อยู่เย็นเป็นสุข  ซึ่งเป็นหน้าที่ของแนวหลัง  สมควรจะต้องทำ ค่ะ 
            ดังนั้น  ฉันจึงชวนเพื่อนจอยและเพื่อน ๆ  ผู้ที่ชอบทำบุญกัน  เพื่อไปทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ค่ะ 
โดยขอให้ หลวงศิษย์ รองเจ้าอาวาสที่อยู่วัดเขาศาลาอุตรฐานะจาโร
ช่วยจัดโปรแกรมครั้งนี้  และช่วยประสานกับหน่วยงานที่เราจะไปบริจาค คือ  ร.พ.กันทรลักษ์
และค่ายทหารที่พวกเราจะไปบริจาค   เพื่อความสะดวกในการไป
บริจาคโดยมีข้อแม้ว่า นอกจากทำบุญแล้ว  ต้องมีการพาไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ  แถมด้วย
ตามสโลแกนของพวกเรา  ค่ะ 
           
ครั้งนี้  ฉันให้จอยไปชวนคนที่จะร่วมบุญในการบริจาคของที่จะไปให้ทหารและอีกส่วนหนึ่ง
บริจาคให้วัดเขาศาลาฯ เพื่อร่วมกับวัดไปช่วยสร้างถนน  สร้างบังเกอร์
ให้ทหารโดยมีหลวงพ่อเยื้อน  เป็นผู้นำในกิจกรรมนี้ ค่ะ  ส่วนฉัน ก็ไปบอกบุญลูกศิษย์ที่เป็น
สายบุญ  เพื่อนฝูงที่สนิทที่เคยร่วมบุญกันมาและบอกบุญ
คณะกรรมการสมาคมนักเรียนเก่ามัธยมวัดธาตุทอง  ได้มา  1900 บาท  สายลูกศิษย์
และเพื่อน ของฉันอีก  4800 บาท รวมเป็นเงินที่จะไปซื้อของ
บริจาคให้ทหาร  6700 บาท   ส่วนเงินที่จะไปช่วยหลวงพ่อเยื้อนสร้างถนน  อีก  5800
และเงินที่เหลือจากการซื้อของบริจาคอีก  1084  บาท 
รวมบริจาคให้วัดเป็นเงิน  6824 บาท  ส่วนสายของจอย  ส่วนใหญ่จะเป็นขนมปังปิ๊บ  ค่ะ 
10 ปิ๊บ มีอย่างอื่นอีก เป็นกล่อง ๆ ค่ะ 
           ฉันได้ให้บูลย์  ลูกศิษย์พาไปซื้อของที่จะไปบริจาคแก่ทหาร ไปซื้อที่แม็คโคร ค่ะ จะได้ของที่ถูกกว่า
  เพราะเป็นการขายส่ง  เลยได้ของมากมาย ดังภาพ ค่ะ 




บูลย์  กิตติพงษ์ ลูกศิษย์ อุปนายกสมาคมนักเรียนเก่า มัธยมวัดธาตุทอง ค่ะ 



จัดเรียงของที่ซื้อไว้ให้เป็นระเบียบ  ค่ะ 


วันที่ 17 ก.พ.  จอยกับฑูยร์  มารับของที่จะไปบริจาคสายฉัน  เพื่อไปจัดขึ้นรถตู้พร้อมกับของบริจาคของเขาด้วย 
 ฑูรย์เป็นคนนำของที่บริจาคสายฉันขึ้นรถ
ซึ่งเป็นรถคันเล็กที่จอยเคยมารับฉันไม่ใช่รถตู้ ค่ะ  มาชมภาพฑูรย์ ค่ะ
 




ขนของคนเดียวเลย  เก่งมาก ค่ะ 
       
 ก่อนวันไป  จอยโทรมาบอกว่า  ต๋อย  เพื่อนร่วมทริปที่ไปแสวงบุญจะร่วมทริปกับเราด้วย
  ให้ฉันจองห้องพักที่วัด อีก 1 ห้อง รวมเป็น 4 ห้อง  ก็ดีใจนะ
ที่มีผู้ร่วมบุญเพิ่มขึ้น  แต่เขาไม่ได้ไปกับรถตู้ของจอย  ตอยเขามีรถตู้  รถเก๋ง หลายคัน 
(เคยไปบ้านต๋อยตอนไปกินเจ ที่ราชบุรี)  พร้อมคนขับอยู่แล้ว  ก็สะดวกดี  ค่ะ 

ทริปนี้ กำหนดไป 5 วัน  คือ วันศุกร์ที่ 20-24 ก.พ. 69  ค่ะ จอยนัดมารับฉัน ตี 5 ครึ่ง และไปรับเอม
ที่ สะพานดำ  แต่วันจริง  เขาไปรับเอมก่อน  แล้วไม่โทรบอกฉันเลย 
รอถึง  6  โมงกว่า  จึงได้มาถึงบ้านฉัน  ฑูรย์มารับกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นหลังรถ  เมื่อพร้อมแล้ว  รถก็แล่น
ออกจากซอยบ้านฉัน  น่าจะประมาณ 6  โมงกว่าแล้ว  
เสียงจุ๊  สมศักดิ์ (สามี)  ก็ทักทายฉัน  รับไหว้ทุกคน  ไปทริปเที่ยว  ทำบุญ ด้วยกันหลายทริป
  คุ้นเคยกันมากแล้ว ค่ะ
         รถแล่นไปเรื่อย  ๆ  คุยกันไป ตามประสาคนรู้จักและไม่ได้เจอกันหลายเดือน  เนาะ  ส่วนรถค้นต๋อย
ไม่ได้วิ่งตามกัน  ต่างคนต่างไป  ต๋อยติดต่อกับจอย  (ฉันยังไม่รู้ว่า
ที่จอยให้จองที่พักให้  รถตู้คันต๋อยไม่ไปพักวัดกับเรา)    รถคันเรา  แวะพักกินข้าวเช้าที่ บ้านสวน 
 ซึ่งปรกติ  เราก็มาแวะพักและกินข้าวเช้าที่นี่  ฉันกับเอม ไม่ได้กินด้วย 
เพราะกินจากบ้านแต่เช้า  (ต้องกินยา)  ฉันเดินดูร้านค้าต่าง ๆ แวะซื้อกล้วยปิ้ง 5 ลูก  30 บาท
  ตกลูกละ  6 บาท  แพงมากนะเนี่ย ไม่ได้ลูกใหญ่เลย)  มานั่งกินกับกลุ่มจอย
จุ๊และสมศักดิ์  ส่วนเอมก็ไปเดินดูของเขาคนเดียว 
        พวกเราไม่ได้เดินชมอะไรมากนัก   กินเสร็จก็ขึ้นรถกัน  น่าจะประมาณ 9 โมงกว่า  รถแล่นไปเรื่อย ๆ
  คุยบ้าง  หลับบ้าง  ตามแต่ความสะดวก  จอยเก็บค่าน้ำมันและแก๊ซ
ค่าสึกหรอ ค่า...  รวมเป็นเงิน 2000 บาท  รวมเป็นเงิน 5 คน  10000  บาท  ส่วนค่าติ๊บคนขับ 
วันละ 500 บาท  5 วัน  2500 บาท   เรามี 5 คน  ก็ตกคนละ 500  บาท
  รวมทริปนี้ 2500 บาท  ค่ากินก็แชร์กัน  ถ้าไม่ได้กินด้วยกัน  ก็ต่างคนต่างจ่าย  แฟร์ดี  ค่ะ 
จอยเขาใจบุญ ไม่ได้เก็บค่ารถ เพราะถือว่า มาทำบุญร่วมกัน  ค่ะ 
          อาหารมื้อเที่ยง  ซึ่งก็น่าจะเป็นบ่ายโมงกว่าแล้ว  ค่ะ  พวกนักกิน  คือ พวกจอย จุ๊ สมศักดิ์ คิดว่า  คงเคยมากิน
ร้านอาหารแถวนี้มั้ง  เสนอว่า  มาถึงบุรีรัมภ์  ต้องมากินขาหมู
เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่า  ขาหมูที่นี่อร่อย   (สำหรับฉัน กินแล้วก็ธรรมดา นะ อิอิ )  ก็หาจากอากู๋ว่า
  ร้านไหนอร่อย   ในที่สุด  ก็มากินกันที่ร้าน  ลักษณา  ค่ะ 
คนสั่งอาหารก็เหมือนเดิมคือ จอย ค่ะ  มาดูรายการอาหารมื้อเที่ยง ตามรูปที่ฉันถ่ายมา ค่ะ 















ส่วนรถคันของ ต๋อย  แจ่ม ก็ส่งรูปมาให้ลงว่า ไปเที่ยวเหมือนกัน ค่ะ 







ภาพนี้  น่าจะเป็นเสาหลักเมือง  ค่ะ มาครั้งก่อน ก็มาถ่ายรูปตรงนี้ ค่ะ 

กินเสร็จแล้ว  น่าจะบ่าย 3 นะ จอยก็โทรติดต่อต๋อย  ซึ่งรถคันเขาไปเที่ยววัดตามที่ส่งรูปมาให้ (ลงบล็อก) 
และจองโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว  ไม่เอาที่พักที่วัดที่จอยให้ฉัน
จองไว้แล้ว  ปรากฏว่า  จุ๊ กับสมศักดิ์ ก็ไม่พักวัด  เพราะไม่สะดวก  เนื่องจากตอนเย็น  สมศักดิ์ ต้องมีการดื่ม
  กลัวว่าจะบาปเพราะดื่มเหล้าในวัด  ส่วนจอยก็คงเกรงใจ จุ๊  ก็เลย
ไม่ไปพักวัดด้วย   เป็นอันว่า  เหลือฉันกับเอม สอง คนที่ไปพักหัองพักที่วัด และนี่ก็เป็นสาเหตุ
ที่ทำให้  การทำบุญครั้งนี้  มีอุปสรรคบ้าง  เพราะการแยกที่อยู่เป็นสองที่
  และวันแรกนี่ยิ่งเป็นปัญหาหนัก  เพราะว่า  ที่พักของต๋อยที่จองไว้และอยู่คืนนี้  อยู่ไกลจากวัดเขาศาลา ฯ
ถึง 80-90  กิโล  และ หลวงพ่อเยื้อน  ก็กำหนดที่จะพาพวกเรา
ไปเขตฐานทัพทหาร  ซึ่งถ้าท่านไปด้วย  จะอำนวยความสะดวกให้พวกเราได้เป็นอย่างดี เย็นนี้  ถึงจะรู้ว่า 
ท่านจะพาเราไปวันที่ 21 หรือ 22 วันใดวันหนึ่งที่ท่านว่าง  ซึ่งพระตู่
ได้กราบเรียนท่านไว้แล้วว่า พวกเราจะมาบริจาคสิ่งของ  และ ความไม่แน่นอนว่าจะเป็นวันใด 
ก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง  เนื่องจาก กลุ่มที่ไปพักโรงแรม 
ต้องใช้เวลาเดินทาง ถึง เกือบร้อยกิโล   อีกอย่าง  ก็รู้นิสัยหลวงพ่อดีว่า   ท่านเปลี่ยนแปลงกำหนดการ
ได้ตลอดเวลาเมื่อติดงานอื่นด่วน  เหมือนคราวที่ไปบวชพระ  เณร  กำหนดไว้จะบวช  10 โมง 
และคืนวันที่จะบวชรุ่งเช้า  โทรบอกพระตู่ว่า  เปลี่ยนเวลาบวชเป็น  ตี 5  พระตู่ต้องรีบโทรศัพท์มาบอก
และปลูกพวกเราตอน ตี 4  รีบอาบน้ำ อาบท่า  แต่งตัว  เพื่อไปพิธีบวช 
 ถ้าหากว่า  อยู่คนละที่อย่างครั้งนี้   ก็คงไม่ได้ร่วมพิธีบวชแน่เลย



วันที่ 21  พระตู่  หลวงศิษย์  อุ่นถ้วยข้าวต้มที่ฉันซื้อจากเซเว่นเมื่อคืน  มาให้ตอนประมาณ 6  โมงกว่า
กำลังจะเปิดกิน  เพราะต้องกินยา  จึงต้องกินอาหารก่อน  ยังไม่ทันจะเปิดกล่อง
ข้าวต้มเลย   พระตู่  ก็โทรศัพท์  มาให้ฉันรีบออกไป  เพราะหลวงพ่อกลับมาเมื่อคืนนี้ ดึกมาก
   กำลังจะฉันเช้าอยู่  ต้องรีบไปถามท่านว่า  ท่านจะพาเราไปฐานทหาร
วันนี้หรือพรุ่งนี้และต้องอยู่คุย  ชวนคุย  เพื่อที่จะถ่วงเวลาให้นานที่สุดเพื่อรอกลุ่มเพื่อนที่นอนนอกวัด
มาให้ทันเวลาที่ท่านจะฉันเสร็จ   เฮ้อ !  ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 
การคุยถ่วงเวลากับพระกับเจ้า  เรื่องที่จะคุย  จะพูดก็ต้องระวัง มากกว่า คุยกับบุคคลธรรมดา 
ฉันก็ไม่ใช่นักคุยที่เก่งเสียด้วย น่ะซี่ ลำบากใจมากพอสมควร  
       หลังจากที่พระตู่แจ้งมาให้ฉันกับเอม รีบไปคุยถ่วงเวลาหลวงพ่อ เพื่อรอเพื่อนที่พักนอกวัดแล้ว 
ฉันกับเอมก็รีบออกจากที่พัก  ดีที่ฉันกับเอมตื่นนอนเร็ว
และแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินมาถึงศาลาที่หลวงพ่อเยื้อนฉันอาหารเช้า  มีผู้มาทำบุญและ
โยมอุปฐากอยู่หลายคน  นั่งอยู่ก่อนเราแล้ว  เราเดินเข้าไปกราบท่าน
  ท่านก็ทักทาย  ถามมาจากที่ใด   ชวนให้ทำบุญบริจาคเพื่อสร้างถนน  ทำบังเกอร์  ซื้อตู้คอนเทนเนอร์
  ช่วยทหาร  ฉันกราบเรียนท่านว่า  ได้ทำบุญผ่านทางพระตู่ผู้เป็นลูกศิษย์แล้ว 
ท่านก็ยิ้ม ๆ บอกว่า  นั่นเป็นพระตู่ ก็ส่วนพระตู่  หลวงพ่อก็ส่วน"หลวงพ่อ ซิ  ท่าพูดยิ้ม ๆ ฉันก็ได้แต่
ยิ้มตามไปด้วย   แล้วท่านก็ถามว่า   "พระพุทธเจ้าเกิดจากอะไร "
  ฉันงง  ตอบว่า  "คนเราก็ต้องเกิดจากพ่อแม่"    ท่านบอกว่า  " ไม่ใช่"   แล้วถามอีกว่า
"แล้วโยมเกิดจากอะไร"   ฉันก็ตอบแบบงง ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า 
 " เกิดจากพ่อกับแม่ ค่ะ"  หลวงพ่อตอบว่า  "ผิด  พระพุทธเจ้าและทุกคนเกิดจากน้ำ " 
   ฉันงง ๆ  ท่านจะหมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ  ธาตุทั้ง 4 อย่างนั้นไหมหนอ  แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
   คิดว่า  ท่านคงมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ให้คิดให้ลึกซึ้งไหม 
 แล้วท่าน ก็ถามขึ้นมา "โยมอยากพบพระพุทธเจ้าไหม "เราตอบว่า " อยาก" ท่านจึงให้น้ำฉันและเอม
  คนละขวด  ให้ดื่มรวดเดียวครึ่งขวด  แล้วหลับตา  นั่งสมาธิ  แล้วมีโยม
คนหนึ่งเปิดยูทูปเป็นเพลงให้ฟัง  ฉันกับเอม  หลับตา  ตั้งสมาธิ ฟังเพลงอย่างตั้งใจ  เพลงนั้น
  ต่อมา ทราบว่า  ชื่อ "เพลงกรรมฐานน้ำเย็น"   ค่ะ   

            เนื้อหากล่าวถึงการฝึกสติด้วยการดื่มน้ำเย็นตามคำสอนหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล โดยเน้นความรู้สึกเย็น
เป็นเครื่องมือให้จิตสงบและเกิดปัญญา ซึ่งเป็นทางลัดสู่การดับ
กิเลสและตัณหามีเนื้อหาที่ขับร้อง  ดังนี้  ค่ะ 


เนื้อเพลง กรรมฐานน้ำเย็น
(สังขยา: ศรคดี ศรีนคร, อ้างอิงจาก YouTube)
ขันติพโล ดื่มน้ำเย็นๆ ความหนาวดิ่งลงเป็นสาย
สติตามดูลงไป ภายในเกิดสุคโต
เพ่งความรู้สึก ภาวนาคำว่าพุทโธ
ให้แนบเหมือนดั่งห่วงโซ่ จนขันธ์ห้า.. ไม่มาปน
กรรมฐานน้ำเย็น ทางลัดสู่พระนิพพาน
กลางท้องสนามปราบมาร สติยืนกราน จิตเห็นจิตตน
แยกธาตุสี่ขาด ภพชาติสิ้นลงบัดดล
กิเลสร่ำลาระคน ตัณหาหลีกพ้น.. ภัยพาล


หลังจากนั่งสมาธิ และตั้งใจฟังเพลงนี้ จบแล้ว    หลวงพ่อเยื้อน  ก็ถามว่า   "เป็นไง  รู้สึกว่า 
ในท้องมีความเย็นไหม "  ก็ตอบท่านว่า  "เย็น ค่ะ " ฉันรู้สึก
เช่นนั้น  จริง ๆ อารมณ์รู้สึกสงบระหว่างที่ฟังเพลงและคิดตามความหมายของเนื้อเพลงไปด้วย
ซึ่งหลักใหญ่  เพื่อให้เรารู้เห็นชัดกับจิตของตัวเราเอง 
 มารที่อยู่ในจิต ก็คือ กิเลส นั่นเอง เนาะ 

             วันนี้เลยได้  เรียนรู้  การขจัดกิเลส จากจิตอีก วิธีการหนึ่ง  เป็นบุญที่เรามาพักอยู่ ที่วัด  มีโอกาส
ได้พูดคุยกับ หลวงพ่อเยื้อน  ได้ความรู้  ได้แง่คิด
นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกแนวทางหนึ่ง ได้พูดคุยกับท่านเป็นเวลายาวนานเป็นชั่วโมงกว่า 
ความหิวที่ยังไม่ได้กินมื้อเช้า ไม่เกิดเลย  ค่ะ  น่าจะเกือบ 8 โมง แล้ว
           โทรถามแล้ว  กลุ่มเพื่อนที่นอนนอกวัด ก็มาถึง ฉันรู้สึกโล่งอก เพราะกลุ่มต๋อย ซึ่งก็นับถือ หลวงพ่อมาก
      ถึงได้มาร่วมงานทริปนี้  และได้เจอแจ่ม (ที่ไปอินเดียด้วยกัน) 
 และดีใจที่เรานั่งคุยเพื่อถ่วงเวลาหลวงพ่อไว้นานเกือบสองชั่วโมง เพื่อที่จะให้เพื่อน ๆได้มาพบและ
สนทนากับหลวงพ่อตามที่ต้องการ   เพื่อน ๆ ที่มาใหม่
  หลวงพ่อก็ให้ฝึก กรรมฐานน้ำเย็น เช่นเดียวกัน  ฉันอยู่ด้วยพักใหญ่  แนะนำเพื่อน ๆ  ที่มาใหม่
ให้หลวงพ่อทราบ  แล้วฉันก็กลับเข้าที่พักไปเข้าห้องน้ำ  นำข้าวต้ม
ที่พระตู่ ลูกศิษย์อุตส่าห์ไปอุ่นให้  นำมาไว้ที่รถพร้อมเป้ มาไว้ที่รถ กลับไปที่ศาลา หลวงพ่อไม่อยู่แล้ว 
เจอแต่เพื่อน ๆ กำลังกินข้าวก้นบาตรกันรวมทั้งเอม  อิคิว
(ที่เราเป็นเจ้าภาพบวชพระให้เมื่อปีที่เรามางานบวชที่วัดเขาศาลา พาแฟนมาด้วย) ทุกคนกินข้าวจะอิ่มแล้ว
  ฉันกินข้าวเช้าเป็นคนสุดท้าย   กินได้นิดเดียว  พอไม่ให้ท้องว่าง ค่ะ จะได้กินยา  














รูปทั้งหมดข้างต้นนี้  พระตู่ลูกศิษย์เก็บภาพให้ ค่ะ 







ทุกคนเห็นฉันเดินมา  รีบเรียกฉันเข้าไปร่วมถ่ายรูปด้วย ค่ะ เลยมีรูปหมู่รูปนี้ ค่ะ 







เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว  ต่างคนต่างขึ้นรถของตนเอง  มีเพิ่มมาอีก 1 คัน คือ รถปิคอัพของอิคิวกับแฟน 
หลวงพ่อบอกพระตู่ว่า  ให้เราล่วงหน้าไปที่ค่ายทหาร  ผามะนาว ก่อน   
ท่านจะตามไปทีหลัง  ท่านได้ประสานกับทางฐานทัพที่นี่ให้แล้ว  เราออกจากวัดเขาศาลาฯ  มีพระสงฆ์ 
คือ พระก้าน และเณรอีกรูปขอติดตามไปด้วย  แต่ไปนั่งรถคัน ต๋อย
  เป็นการนำทางไป ส่วนพระตู่มานั่งอยู่ที่รถคันฉัน ค่ะ น่าจะออกจากวัดประมาณ 9 โมงกว่า น่าจะใช้เวลา
ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงที่ ผามะนาว  ค่ะ มาถึง  รถจอด  มีเจ้าหน้าที่มาถามว่า 
พวกเรามาเที่ยวหรือมาธุระอะไร   พวกเราก็บอกว่าเราจะมาบริจาคสิ่งของให้ทหารซึ่งหลวงพ่อเยื้อน
ได้ติดต่อมาแล้ว   เขาก็รับทราบ   พวกเราก็เดินชมทิวทัศน์ที่นี่
  เพื่อรอหลวงพ่อเยื้อน   ถ่ายรูปกันสนุกสนุกสนานมารู้ความเป็นมาของผามะนาว สักเล็กน้อย  ค่ะ 
         
ที่ตั้งของผามะนาว: ผามะนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและจุดชมวิวที่ตั้งอยู่ใน
ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ 
ลักษณะสถานที่: เป็นหน้าผาสูงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นักท่องเที่ยวนิยมไป
ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก 
ปราสาทใกล้เคียง: บริเวณใกล้เคียงผามะนาวในจังหวัดสุรินทร์มีปราสาทหินโบราณหลายแห่ง
เช่น ปราสาทตาควายและปราสาทคณา 
(ข้อมูลจาก กูเกิล )











ทางตรงนี้  สามารถลงไปชมวิวที่ด้านล่าว ค่ะ  ฉันไม่กล้าลงไป เพราะว่าทางค่อนข้างลำบาก 





น้องแจ่มใส เข้าใจหาวิวถ่ายภาพ ได้แจ่ม สมชื่อ ค่ะ 



ด้านล่างที่ลงไปถ่ายภาพกับป้ายชื่อ ค่ะ 

 สักพักใหญ่ ๆ ก็มีทหารมาบอกว่า  ให้เราเดินขึ้นไป ที่จุดที่จะนำของไปบริจาค   เราบอกว่า   พวกเรา
ต้องรอหลวงพ่อเยื้อนก่อน  เพราะพระท่านบอกให้เรารอท่าน  ท่านจะตามมา
สักพักใหญ่  ทหารคนเดิม  ก็ขี่จักรยนตร์มาอีกครั้ง    บอกว่า  หลวงพ่อเยื้อน ท่านอาพาธ มาไม่มาแล้ว
   ฉันก็งง ๆ บอกว่า  ตอนเช้ายังคุยกันดี ๆ อยู่เลย  อยู่ ๆ บอกว่าอาพาธ 
แปลกใจมาก  ยังไม่ทันจะคิดทำไงต่อไป  ต๋อยบอกว่า  ในเมื่อทหารบอกเช่นนั้น ก็ไปกันเถอะ 
ฉันก็ยังดีรอ  จะโทรหาพระตู่ว่า  ข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด อิคิว ก็บอกว่า ไม่ต้อง
ใช้รถปิคอัพขนของเขาขึ้นไปแล้ว  เพราะว่า  รถใหญ่ขึ้นได้  และพระตู่อยู่ข้างบนแล้ว  นี่เป็นสาเหตุ
ที่ฉันถูกมองว่า  "ดื้อ ไม่ฟังเหตุผลของคนมาแจ้งข่าว"  เฮ้อ!  แล้วทำไมพระตู่
ไม่โทรบอกฉัน  ฉันก็มัวแต่ห่วงพระผู้ใหญ่บอกให้รอ   จากนั้น  พวกเราจึงขับรถตู้ตามทหารขึ้นไป 
ซึ่งครั้งแรก คิดว่า รถตู้ขึ้นไม่ได้  แล้วจู่ ๆ ก็ว่า รถตู้ขึ้นได้  โดยต้องอ้อมไป
อีกทางหนึ่ง ถึงจะถึงจุดที่เขาตั้งโต๊ะเพื่อให้ผู้นำของบริจาคมาวางไว้  ซึ่งก็เดินทางไปไกลพอสมควร 
ถนนเป็นดินแดง  น่าจะประมาณ   20 นาที  ค่ะ  
               มีทหารมาต้อนรับหลายคนอยู่  โต๊ะตั้งไว้แล้ว   มีคนนำอาหารและของมาบริจาคก่อนเราแล้ว 
 พวกเรา ช่วยกัน  แบ่งของที่ซื้อมาบริจาค  ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ 2 แห่ง 
แต่ไม่ได้ฐานที่เราจะไป เพราะหลวงพ่อบอก  ปราสาทตาควายที่จะไปนั้นไป ลำบากมาก
เป็นเท่าตัวของ ฐานผามะนาวนี้  หลวงพ่อเลยให้มาผามะนาวแห่งนี้
  และคิดจะไปอีก 2 ฐานของจึงต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนก่อน  (แต่ในที่สุด ก็เหลือภูมะเขือแห่งเดียว
  ซึ่งจะได้มากกว่าที่ผามะนาว )
   หลังจากถ่ายรูปหมู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ก็มีการประชุมคณะของเรา  โดยมีนายทหารน่าจะเป็นหัวหน้า 
อธิบายและเล่าความเป็นของฐานทัพนี้  บอกว่า  จุดไหนไม่ให้ถ่ายรูป
   เพราะถ้าเผยแพร่ออกไป  จะทำให้เขมรรู้จุดยุทธศาสตร์ของเราได้  ค่ะ 




รูปหมู่ที่ฐานทัพ ผามะนาว  ค่ะ 

หลังจากประชุมแล้ว    ก็มีทหารนำหน้าเราขึ้นไปยังฐานทัพ  หนทางที่ไปนั้นไกลมากพอสมควร
  และที่แย่กว่านั้น  คือ ถนนเป็นดินแดง  ฝุ่นฟุ้งเล็ดลอดเข้ารถตู้เราด้วย  
กว่าจะถึงฐานทัพที่ว่านี้  ก็น่าจะเกือบครึ่งชั่วโมง ที่ฐานทัพนี้  มีสิ่งปรักหักฟัง ดิน ฝุ่น เยอะ แดดร้อน
มาก  ๆ น่าจะเป็นช่วงเที่ยงด้วย  พวกเราก็ถ่ายรูปกับทหาร
ทหารก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี    อธิบายเรื่องฐานทัพและการสู้รบกับเขมร  จนถึงการยึดดินแดน
ของเราคืนมาได้   อธิบายถึงปราสาทคณา ที่ตอนนี้เหลือแต่ซาก 
ทหารเล่าว่า  ปราสาทนี้ ปรักหักพังเป็นไปตามกาลเวลา  พระพุทธรูปก็โดนคนขุดเอาไปหมดแล้ว
  เหลือแต่แนวกำแพง  พวกเราก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก  
           มาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของทหารแล้ว  ก็เห็นใจมากค่ะ  เขาทนแดดทนฝน  รักษาชายแดน
นอนกลางดินกินกลางทราย ลำบากมากมาย  การได้มาบริจาคครั้งนี้
ด้วยความตั้งใจของฉันและเพื่อน  ตลอดจนลูกศิษย์ทั้งหลายของฉัน  ถึงจะเป็นสิ่งของ
ไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ถือเป็นกำลังใจของพวกเราที่ให้แก่ทหารกล้า
ที่ปกป้องแผ่นดินให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขได้ ค่ะ 



ที่เห็นแนวกำแพง คือ ปราสาทคณา  ที่ปรักหักพังตามที่ทหารเล่าให้ฟัง ค่ะ

 





ถ่ายรูปต๋อยกำลังเดินสำรวจทาง ค่ะ 



พระพุทธรูปที่หลวงพ่อเยื้อนมาสร้างไว้  ค่ะ 



ถ่ายรูปหมู่ก่อนอำลาทหารหาญกลับ ค่ะ 

ออกจากที่นี่   ก็น่าจะบ่ายโมงกว่าได้แล้ว  (ดีที่ ฉันได้ข้าวต้มเย็นชืด  กินรองท้องไปได้ 5-6 คำ ) 
 มื้อกลางวันวันนี้  พระตู่พาไปเที่ยว  เต่า สะเร็นเดอร์  เต่าใหญ่มาก
  ตัวเต่า เป็นโพรงใหญ่  มีร้านอาหาร  ร้านค้าขายของที่ระลึก ด้วย   ต่างคนต่างซื้อของกินของตัวเอง
  เลือกอาหารเสร็จ  จ่ายเงินแล้ว  ก็มีป้ายให้ถือ  ถ้าป้ายดัง  ก็ไปรับอาหารได้
  เออ! ทันสมัยดี เนาะ    สถานที่ที่เป็นโต๊ะอาหารก็กว้างใหญ่มาก  หากันไม่เจอ  ฉันนั่งกินคนเดียว 
สักพักเจออิคิวกับแฟน  เลยเรียกมากินโต๊ะเดียวกัน    กินไปคุยไป 
หลังจากเป็นเจ้าภาพบวชเขาแล้ว  ก็ไม่ได้เจอกัน  เพราะเขาสอบบรรจุได้ที่ต่างจังหวัด
เคยเจอกันครั้งเดียวที่วัดบวรฯตอนไปงานบวช ค่ะ 

        กินข้าวเสร็จแล้ว  มาถ่ายรูป เต่า ด้านหน้า  ซึ่งมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ  มีอิคิวเป็นคนถ่ายรูปให้  ค่ะ 
 มาชมรูปของพวกเรา  ค่ะ











ที่ขายอาหารหลากหลาย ภายในเต่าใหญ่ตัวนี้  ค่ะ  













ทั้งหมดเป็นร้านค้าอยู่ในท้องเต่า ตัวใหญ่นี้ ค่ะ 



ถ่ายที่ด้านหน้าของเต่า สะเร็นเดอร์  ค่ะ 







จากเต่าสะเร็นเด้อร์  แล้ว  ก็ไปเที่ยววัด มงคลคชารามหรือ วัดช้างหมอบ  ซึ่งเป็นวัดที่สวยงามอีกวัดหนึ่ง
จังหวัดสุรินทร์  มาทราบประวัติของวัดนี้สักเล็กน้อยค่ะ 
                  วัดมงคลคชาราม หรือ วัดช้างหมอบ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านช้างหมอบ  หมู่ที่ 14  ตำบลแนงมุด  อำเภอกาบเชิง 
จังหวัดสุรินทร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
     ของจังหวัดสุรินทร์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ มีความสวยงามและยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติ
ทั้งภูเขาและป่าไม้เหมาะแก่การปฎิบัติธรรม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ 
นิยมนมัสการพระพิมลพัฒนาทร หรือหลวงพ่อพวน วรมงฺคโล (วรระมังคะโล เจ้าอาวาสวัดมงคลคชาราม)
(วัดช้างหมอบ) เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของอีสานใต้ 
เป็นพระที่มีเมตตาธรรมสูง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ใครที่เดือดร้อนมาขอให้ช่วยโดยหลวงพ่อ
จะสอนให้ยึดหลักธรรมะ ให้เก่งการทำงาน  เก่งการประกอบอาชีพ
อย่างสุจริต ใช้อย่างประหยัดคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แม้จะมีอายุมากถึง 87 ปีแล้วก็ตาม
สังขารเริ่มเจ็บป่วยตามวัย แต่หลวงพ่อพวนก็ยังสามารถปฏิบัติศาสนกิจ
เป็นประจำทุกวัน ญาติโยม ยังเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดของหลวงพ่อ เดินทางมากราบไหว้ 
ขอพร และขอบารมีคุ้มครองจากหลวงพ่อ และเป็นที่เชื่อกันว่าหากใครได้รับพร
และน้ำมนต์จากหลวงพ่อจะเป็นผู้โชคดี ได้สิ่งที่ปรารถนาดั่งใจ  แหล่งศิลปกรรมที่สำคัญของ
วัดมงคลคชาราม
                       พระปรางค์กุญชรมณีศรีไตรยอดเพชร มีองค์ปรางค์ 3 ยอดอยู่ตรงกลาง และมีปรางค์บริวารโดยรอบ
ทั้ง 8 ทิศ ตั้งอยู่บนยอดเขาเตี้ยๆ มีการปรับปรุงพื้นที่ถมดิน
เป็นฐานมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 100 เมตร สูงจากพื้นดินปกติ 5 เมตร มีความวิจิตรสวยงาม 
ผสมผสานแนวคิดพระธาตุพนมกับนครวัด  โดยหลวงพ่อเป็นผู้ออกแบบเอง
 ตั้งอยู่ริมชายแดนไทย-กัมพูชา การดำเนินการได้จัดสร้างไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์
สำหรับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างมีหินศิลาแลง และปูนที่วางแบบ เป็นรูปแบบ 
สมัยประยุกต์ ทั้งลวดลายแบบไทย ลายผสมไทย และอาณาจักรขอรอยพระพุทธบาท
มีขนาดกว้าง 33 นิ้ว ยาว 56 นิ้วรอยพระพุทธบาทที่อยู่เหนือถ้ำ​
ซึ่งเป็นถ้ำ​ที่หลวงพ่อพวนนั่งบำเพ็ญเพียรวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่เป็นประจำ 

ปัจจุบันมีการสร้างมณฑป ครอบรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นสถานที่ให้คณะพุทธศาสนิกชน
ได้กราบไหว้สักการะ   (ขอบคุณ ข้อความจาก อินเตอร์เน็ต)   
                   พวกเราถ่ายรูป  ไหว้พระ  มีอิคิว  ช่วยถ่ายรูปให้กลุ่มเรา  ค่ะ   มาชมรูปพวกเรา  ค่ะ 








ภายในวัด  ค่ะ 







ทำบุญใส่ตู้  ค่ะ 
















 ออกจากวัดนี้แล้ว   อิคิว ก็ตระเวรเพื่อหาที่พักให้กับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้นอนที่วัด  เพื่อหาที่พักใหม่
ที่ใกล้กับวัด  เพื่อที่จะเดินทางไปสมทบและรับพระตู่ พระก้านได้
สะดวกกว่า   เสียเวลาในการประสานและหาที่พักไปหลายชั่วโมง  ห้าโมงเย็นแล้ว  จอยออกความเห็น
ให้รถคันอิคิว ไปส่งฉัน เอม และพระอีก 3  รูป เพื่อพวกเขาจะได้
ไม่ต้องไปส่งพวกเรา  น่าสงสารพระก้านและเณร  ต้องไปนั่งท้ายกระบะ  ซึ่งไม่มีที่บังลม พระตู่นั่งหน้ากับอิคิว
ซึ่งเป็นคนขับ  ส่วนฉัน  เอม และแฟนของอิคิว  นั่งเบียดกัน
หลังแคปหลัง  เพื่อรถตู้จะไม่ต้องไปส่งฉันกับพระอีก 3 รูป  เฮ้อ! ทริปนี้ช่างวุ่นวายแท้  ๆ   
           แยกจากกันที่พักใหม่  คืนละ 600  บาท   รถคันอิคิว  ก็บรรทุกพวกเรากลับวัด 
ก่อนกลับวัด  ฉันก็พาอิคิวและแฟนเขาไปหาร้านอาหารที่ พระตู่บอกว่า อร่อย  ชื่อว่า ร้านเหมยอิง
  มาจอดที่ร้าน  ร้านเงียบมาก ไม่มีใครมานั่งกินเลย 
 ช่วยกันสั่งอาหาร  3 อย่าง  คือ  ต้มยำกุ้งหมึก  หมูกรอบผัดพริกเกลือ  และผัดผักรวมมิตรหมู  ข้าวเปล่า
อีก  3 ชาม เพราะของที่นี่ จานใหญ่ ๆ ทั้งนั้น  กินไม่หมด
  อาหารมาช้ามาก หรือหิวก็ไม่รู้  อิอิ  ส่วนพระก็นั่งรออยู่ในรถ  น่าเห็นใจจัง  เฮ้อ  ! ถ่ายรูปอาหาร
  ถ่ายรูปกัน  อาหารมื้อนี้กินกัน 4 คน  มีความสุขและอร่อยที่สุดตั้งแต่มาทริปนี้ 
นั่งกินกันประมาณ 1ชั่วโม  อาหารเหลือผัดผักรามมิตร เหลือเป็นครึ่งจาน   ต้มยำกุ้งก็เหลือ
  เลยให้ร้านอาหารนำใส่ถุงให้อิคิวกลับไปกิน   มื้อนี้ คิดเป็นราคา  650 บาทมั้ง
ให้ติ๊บไป 20  บาท  ยังไม่ถึง 700 บาท  ก็ไม่แพงนะ  รสชาติก็ใช้ได้  อาหารก็จานใหญ่มาก   คุ้มราคา  
            กินเสร็จ  อิคิว กล่าวขอบคุณ   ฉันบอกไม่เป็นไร นาน ๆ เจอกันที 
 อิคิว ขับรถพาพวกเรากลับที่พัก   เอม  บอกว่า เขาช่วยค่าอาหารด้วย ให้มา 340 บาท 
ฉันเก็บเขา 300 บาทเท่านั้น 
อาบน้ำ กัน  คืนนี้ ย้ายมานอนห้อง114  เพราะ 115 ห้องน้ำมีปัญหา ค่ะ 

รุ่งเช้า   วันที่ 22  ก.พ.  นัดกับพระตู่จะออกจากที่พักประมาณ  8 โมงเช้า   วันนี้ฉันกับเอม ก็ตื่นเช้า 
เหมือนเดิม  มีพระก้านและ พระ ผอ. สองรูปไปด้วย  รวมพระตู่ เป็น 3 รูป 
ซึ่งก็ต้องให้พระอีกสองรูปนั่งหลังรถกระบะ  สามสาวก็อัดกันที่แคปรถกระบะ  เหมือนเดิม 



ที่ห้องพักภายในวัดที่สร้างเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยแรก ๆ ที่ฉันมา ค่ะ 



ถ่ายรูปก่อนออกจากวัด ค่ะ นัดกัน 8 โมงเช้าค่ะ 
       
เมื่อพร้อมแล้ว พระตู่บอกว่า  พาไปกินราดหน้า   ร้านชื่อว่า  "ราดหน้า ชัย สังขละ " ขณะที่เรากำลังจะไป
ถึงร้าน ต๋อยโทรมาบอกว่า  กลุ่มเขานั่งกินที่ร้านอาหาร (ชื่อ  จำไม่ได้)
ให้ไปกินที่ร้านนี้ด้วยกัน  แต่ว่า  ฉันก็ไม่ได้ไป  เพราะ พระลูกศิษย์ตกลงจะมากินราดหน้าเจ้าอร่อย
ร้านชัยแล้ว  ฉันก็ตั้งใจจะถวายอาหารเช้าแด่พระทั้ง 3 รูป 
และเลี้ยงอิคิกับแฟนอีกมื้อเพราะวันนี้  ช่วงสาย   เขาทั้งสองต้องขับรถกลับไปจังหวัดที่
เขาสอนหนังสือแล้ว  เพราะพรุ่งนี้ วันจันทร์ ต้องทำงานแล้ว ค่ะ 

            ฉันสั่งราดหน้าหมี่กรอบ  ใครชอบอะไรก็สั่งกันไป  ส่วนพระ 3 รูปก็แยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง
  ราดหน้าร้านนี้  รสชาติอร่อยใช้ได้  ราคา ก็ไม่แพงนัก 
กินกันทั้งหมด  7 คน ราคาน่าจะ 460 กว่าบาท  รวมน้ำด้วย   อิ่มอร่อยกันทั่วหน้า 
   ยังไม่ทันจะทอนเงินเลย  เอมก็ใช้ฉันโทรบอกกลุ่มจอย ต๋อย
ให้มารับเราที่ร้านราดหน้า  ฉันไม่ได้ทำตามที่เขาบอก   ก็ไม่เข้าใจบอกครั้งแรกให้แชร์กูเกิลแมพ
  ฉันก็ให้ อิคิว ช่วยแชร์เรียบร้อยแล้ว  ทำไมต้องให้ฉันโทรบอกจอยอีก 
ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีไลน์จอย  ทำไมไม่โทร  ต้องให้ฉันทำตลอด  ไม่เข้าใจ  เหตุนี้ เขาคงไม่พอใจ
  พอรถคันเรามาถึงแต่ไปจอดเสียไกลจากร้าน  ฉันก็บอกว่ารอตรงนี้แหละ
  เดี๋ยวขึ้นรถอิคิวไป  ถนอมขาไว้   เอม  ก็เดินไปขึ้นรถตู้  โดยไม่ยอมขึ้นรถอิคิว   ฉันก็ไม่ว่าอะไร
อยากเดินไกลก็เดินไป   ฉันขึ้นรถอิคิว  พระสองรูปขึ้นหลังรถเหมือนเดิม 
 ฉันกับแฟน อิคิว นั่งกันที่แคปหลังรถ 2 คน  แล้วจึงไปขึ้นรถตู้อีกตามเดิม  พระก็ไปขึ้นรถของต๋อย สองรูป 
พระตู่ก็มานั่งรถตู้ด้านหน้าเหมือนเดิม  
         ที่แห่งแรกที่มาเที่ยว  คือ ปราสาท  ศีขรภูมิ   เรามาทราบประวัติความเป็นมาที่ฉัน  ค้นคว้ามาจากวิกิพีเดีย  ค่ะ 
                           จากลักษณะทางศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17
เป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย และในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่ง
ทิศใต้ เป็นแบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังนี
  ปี พ.ศ. 2531 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็น
พระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อย จปร. ทรงนำ นร. จปร.มาศึกษาที่โบราณสถานแห่งนี้
และก็ได้มีการบูรณะปราสาทศีขรภูมิ ให้ดูงามเด่นเป็นสง่าน่าภาคภูมิใจแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน
เมืองปราสาทหินโบราณแห่งนี้
                   
 ปราสาทศีขรภูมิมีลักษณะเป็นปรางค์หมู่ 5 องค์ เป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน
โดยตัวฐานก่อด้วยศิลาแลงกว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.5 เมตร
โดยมีคูน้ำกว้าง 125 เมตร ล้อมรอบสามด้าน โดยเว้นด้านตะวันออกอันเป็นทางเข้าไว้  ปรางค์ประธานสูง
ประมาณ 32 เมตร ทับหลังเป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร
ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุข ภายใต้วงโค้งลายท่อนมาลัย ซึ่งสลักเป็นภาพพระคเณศ     พระพรหม พระวิษณุ
และพระอุมาโดยทับหลังชิ้นนับเป็นทับหลังที่มีความสวยงาม
และสมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของเมืองไทย บริเวณเสากรอบประตูสลักเป็นรูปนางอัปสรถือดอกบัว
และทวารบาลยืนกุมกระบอง ซึ่งนางอัปสราที่ปราสาทศีขรภูมินี้
มีลักษณะคล้ายกับนางอัปสราที่ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่พบที่ปราสาทศิลปะเขมร
โบราณแห่งใดอีกเลย  ในประเทศไทย พบที่ปราสาทศีขรภูมิ
เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
           
ต่างคนต่างลงจากรถ  แยกย้ายกันไปชมปราสาท   และถ่ายรูปกัน   ฉันกับอิคิวและแฟนเขา
  เป็นกลุ่มหนึ่ง  โดยให้อิคิว  ถ่ายรูปให้ฉันและแฟนเขา ได้หลายมุม
สวย ๆ  ถ่ายเดี่ยวบ้าง  ถ่ายกับแฟนของอิคิวบ้าง  ถ่ายให้พระก้าน  พระตู่บ้าง  มาชมภาพของพวกเรา  ค่ะ 
เที่ยวอยู่ที่นี่  น่าจะชั่วโมงเศษ ๆ  อิคิวก็มาลาพวกเราเพื่อเดินทางกลับ
ไปจังหวัดที่ที่เขาสอนหนังสือ  ค่ะ 



 



























พระก้าน ค่ะ มาบวชที่วัดเขาศาลา  (บวชแก้บน ค่ะ ) มาจากพัทยา 






จากที่ ปราสาท ศีขรภูมิแล้ว  ก็ใกล้มื้อเที่ยง   มื้อนี้  หาร้านก๋วยเตี๋ยวกินกัน  ตามคำแนะนำของ พระ
  ฉันนั่งกินกับฑูรย์และคนขับรถของ ต๋อย  สั่งเย็นตาโฟกิน
มื้อนี้ ต๋อยจ่ายโต๊ะเขา   ส่วนจอยก็จ่ายรถคันฉัน   ฉันถามเขาว่า  เท่าไร  เขาบอกไม่ต้อง เขาจ่ายไปแล้ว 
ก็น่าจะประมาณ 50-60 บาท  เพราะโต๊ะนั้น มีสมศักดิ์ จุ๊ และ เอม  
อาจจะสั่งมากกว่า 1 ชาม มั้ง   
                  พวกเราไปชม สถานที่ที่ เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหม  ค่ะ ต๋อยอยากไปชม  พระตู่ท่านก็จัดให้ เป็นหมู่บ้าน
ที่ทอผ้าไหม  ผ้าฝ้าย  ลวดลายสวยงาม   มีการสาธิตทอให้ชม 
ฉันเดินหาผ้าถุงสำเร็จตามที่เยาว์ต้องการ  แต่ไม่มี  มีแต่ขายเป็นผืน  เลยถ่ายรูปผ้าฝ้ายสีอิฐไปให้เยาว์ดูว่า 
เอาไหม  ราคา ถุงละ 300 บาท  ลดแล้ว ปรกติ 350 บาท  ตกลงเยาว์
เอาถุงที่ฉันเลือกให้   เป็นอันเสร็จภารกิจของฉันที่ซื้อของที่เพื่อนรักต้องการ   มาชมภาพหมู่บ้านทอผ้า ค่ะ 








             จากที่นี่  พระตู่ไม่ได้พาไปอีกฐานหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโปรแกรม   คือ ช่องสะงำ  ท่านคงเหนื่อย และมีโปรแกรมอื่น
ที่ลูกทัวร์ขอเพิ่มแทรกเข้ามา  แหล่งสุดท้ายที่ไปวันนี้  คือ หาดสำราญ
ศรีสะเกษ  (รอยต่อ จ. สุรินทร์ )   เป็นทุ่งหญ้ากว้าง  มีร้านค้า  ฉันไม่ได้ถ่ายรูปอะไร
  ต๋อยเรียกไปนั่งคุยกับเขา  คุยเรื่อง จิปะถะ มาชมรูป ค่ะ 













  

          พักผ่อนชมธรรมชาติอยู่ที่หาดนี้  น่าประมาณชั่วโมง เศษ ๆ  จอยก็ให้ไปที่นัดกับคนที่เขาสั่งแหนมเอาไว้
  500 บาท  ฉันขอแบ่งมา  100 บาท มี 10 ห่อ  เพื่อจะไปฝาก
เพื่อนบ้าน  จอยสั่งให้คนขายแหนมทอดไข่ใส่แหนมสองกล่อง  เขาให้ฉันกับเอม 1 กล่อง เพื่อไป
กินกับข้าวที่จะไปซื้อเซเว่น   แล้วก็ไปส่งพระและฉันกลับที่พัก 
ไม่ได้กินข้าวมื้อเย็นกัน  เพราะคงคิดว่า ถ้าไปกินด้วยกัน จะดึกเกินไป  เขาคงอยากไปกินกับรถคันต๋อยด้วยกัน 
ที่ฉันเดาไว้ก็ไม่ผิด  เขาไปกินที่ร้าน  เหมยอิง  ที่ฉันไปกิน
เมื่อคืนนี้  นั่นเอง  ชมว่า  อาหารอร่อยและจานใหญ่มาก  
         
  ฉันกับเอม  แบ่งไข่ผัดแหนมคนละครึ่ง  เอม ขอข้าว  2-3 ช้อน ก็พอ  เขาไปอาบน้ำก่อน 
ฉันนั่งกินข้าวกับไข่ผัดแหนม  รสชาติพอกินแก้หิวได้  ฉันกินเสร็จ
  เอมอาบน้ำเสร็จ  ส่งเงิน 220  บาท ช่วยค่าอาหาร ราดหน้าตอนเช้า เพื่อช่วยค่าอาหารที่ถวายพระ
และเรากินเอง   ฉันเก็บเขาแค่ 200 บาท คืน 20 บาทให้เขาไป  
          อาบน้ำเสร็จ  บันทึกเรื่องราวของวันนี้แล้ว  ก็เข้านอน  เพราะพรุ่งนี้  เราจะไปบริจาคที่ ร.พ. กันทรลักษ์
และบริจาคอาหาร สิ่งของให้ทหารที่ภูมะเขือ  ซึ่ง เอ พลภัทร
ลูกศิษย์ที่เป็นทหารและมาอยู่ที่หน่วยงานบริเวณนี้  แต่ไม่ได้พักที่นี่  ได้ติดต่อเพื่อนของเขา
ชื่อ ผู้พันเเจ็ค ให้รู้ว่า  คณะเราจะมาบริจาคสิ่งของที่ฐานทัพนี้
  ซึ่งผู้พันเเจ็คได้มอบหมายให้ร้อยตรีลูกน้องเขาโทรติดต่อ  นัดหมายกับฉันตั้งแต่เมื่อคืนและ
ให้เบอร์ของเขาติดต่อกับเขา  (ชื่อ หนุ่ย )  ไว้เรียบร้อยแล้ว ค่ะ 
          โปรดติดตามตอนต่อไป  ค่ะ 








 




 

Create Date : 10 มีนาคม 2569
11 comments
Last Update : 11 มีนาคม 2569 13:03:14 น.
Counter : 242 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณThe Kop Civil, คุณกะริโตะคุง, คุณปัญญา Dh, คุณกะว่าก๋า, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสองแผ่นดิน, คุณtoor36, คุณร่มไม้เย็น, คุณชีริว

 

ขอบคุณที่พาไปเที่ยวค่ะอาจารย์

 

โดย: หอมกร 11 มีนาคม 2569 13:20:43 น.  

 

อนุโมทนาสาธุบุญด้วยครับอาจารย์
ถ้าไม่มีเหตุการณ์แถวชายแดน ผมว่าน่าเที่ยวมากเลยครับ

 

โดย: The Kop Civil 11 มีนาคม 2569 13:43:29 น.  

 

อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ ไปไกลถึงศรีสะเกษเลย
กับข้าวกลางวันน่าทานมากครับ

 

โดย: กะริโตะคุง 11 มีนาคม 2569 18:12:10 น.  

 

อนุโมทนาบุญด้วยครับ

 

โดย: ปัญญา Dh 11 มีนาคม 2569 18:55:53 น.  

 

อนุโมทนาบุญครับอาจารย์

ถือว่าอาจารย์ได้ทำทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้เลยครับ
ทั้งทำบุญให้กับทหาร
ได้ท่องเที่ยว

สถานที่ที่จะนำของเข้าไปบริจาคก็ถือว่ามีความลำบากไม่น้อย
แต่ในที่สุดอาจารย์ก็ทำได้สำเร็จ
ดีใจแทนทหารที่กำลังทำหน้าที่ป้องกันประเทศด้วยครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 11 มีนาคม 2569 20:07:27 น.  

 

เป็นทัวร์ท่องเที่ยวสายบุญเลยนะครับ

เดี่ยวนี้ผมไม่ค่อยบริจาคเงินสดเท่าไหร่ สแกนเอามากกว่า มันใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วยน่ะ

อนุโมทนาบุญด้วยครับ

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 12 มีนาคม 2569 0:46:14 น.  

 

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

คนที่ตื่นเช้ามา
แล้วรู้ว่าตัวเองจะทำอะไร
ความสุขของตนเองอยู่ที่ไหน
สิ่งที่ทำเป็นประโยชน์กับตนเองและคนอื่นหรือไม่
บุคคลเช่นนี้ผมว่าตื่นเช้ามาก็มีความสุขแล้วครับ

และผมคิดว่าอาจารย์ก็เป็นคนที่มี "อิคิไก" ในตนเองครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 12 มีนาคม 2569 20:04:54 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

 

โดย: กะว่าก๋า 13 มีนาคม 2569 4:24:51 น.  

 

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

คุณโชจิ ฮามาดะเป็นศิลปินแห่งชาติของญี่ปุ่นครับ
งานของท่านสวย มีเอกลักษณ์และตอนนี้ราคาแพงมากๆ
โดยเฉพาะใบที่สวยๆไปอยู่ในมือนักสะสมฝรั่งเยอะมากครับ

ผมอ่านประวัติท่าน น่าทึ่งมากๆ
เป็นคนที่จริงจังและถ่องแท้ในการปั้นมากๆ
ดูคลิปแล้วทึ่งเลยครับ
เป็นศิลปินที่เท่จริงๆ

 

โดย: กะว่าก๋า 13 มีนาคม 2569 10:27:13 น.  

 

นึกถึง อ.กันทรลักษ์ เคยไปเที่ยวตอนทริปอีสานใต้ ไล่เก็บปราสาทหิน
ไม่รู้เมื่อไหร่เหตุการณ์จะสงบนะครับ
ฝั่งนั้นหาเรื่องรบไม่เป็นเรื่อง สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์มาก
กลัวจะลากยาวกันแบบโจรใต้ ไม่สงบซักที

แม็คโครเหมาะซื้อของเยอะๆ ได้ถูกจริง
เสียดายบางสาขาปรับรูปแบบของสดเป็นแพ็คขาย ไม่ได้ตักชั่งแล้ว
ราคาไม่ต่างกับโลตัส-บิ๊กซีเลย ต้องไปหาสาขาที่ยังไม่ปรับปรุงครับ

คิดถึงขาหมูที่นางรองจะมีร้านดังสองร้าน คือจิ้งนำ กับลักษณาครับ
จิ้งนำเป็นขาหมูทั้งขาตุ๋นยาจีน ออกจืด
ลักษณา เป็นขาหมูหนักพริกไทย
อร่อยคนละแบบครับ

...พระพุทธเจ้ากิดจากน้ำ เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันครับ ไม่อธิบายด้วยนะ
กับข้าวแบบชาวบ้านๆ พอมาเรียงกันหลายๆ อย่างแล้วน่าอร่อยนะครับ
คิดถึงบรรยากาศไปกินข้าวบ้านญาติที่ต่างจังหวัด

ผามะนาวยังไม่เคยขึ้นเลยครับ แถบนี้มีพรมแดนติดกัมพูชายาวๆ
มีผาที่มองเห็นป่าสุดลูกหูลูกตาเยอะเลย เป็นพรมแดนธรรมชาติที่สวยงาม
ปราสาทตาควายยังไม่เคยไปเลยครับ น่าจะยากแล้ว ส่วนปราสาทคณาไม่ค่อยเหลืออะไรตั้งแต่แรกแล้ว

เต่าสะเร็น คิดว่าเป็นสวนเลี้ยงเต่า 555
ข้างในตัวเต่าเป็นร้านค้าที่เอง
วัดช้างหมอบสวยนะครับ ถ้าสร้างเสร็จคนน่าจะไปเที่ยวกันเยอะ
ผสมผสานปราสาทหินกับลวดลายไทยเข้ากันดี

ปราสาทศีขรภูมิ ทับหลังสวยจริงครับ สวยที่สุดในประเทศไทยแล้ว
ปราสาทก็สวย เสียดายผมไปถึงตอนเย็นตลอด ถ่ายออกมาย้อนแสง 555

 

โดย: ชีริว 13 มีนาคม 2569 13:53:21 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

 

โดย: กะว่าก๋า 14 มีนาคม 2569 5:15:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space