คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
<<
มีนาคม 2569
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
space
space
23 มีนาคม 2569
space
space
space

ชวนไปบริจาคให้ ร.พ.กันทรลักษ์ บริจาคอาหารและสิ่งของ ให้แก่ทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ ตอนที่ 2

ชวนไปบริจาคให้ ร.พ.กันทรลักษ์  บริจาคอาหารและสิ่งของ ให้แก่
ทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ ตอนที่ 2


 ตอนที่ 1 ที่ฉันได้เล่าให้อ่าน  ซึ่งเป็นเรื่องราวของวันที่  20-22 ก.พ. วันนี้ ฉันก็จะเขียนเล่าเรื่องต่อ ค่ะ 
             วันที่ 23 ก.พ.  วันนี้    เป็นวันที่ พระตู่  นัดว่า  ได้โทรศัพท์ไปบอก
ทาง ร.พ. กันทรลักษ์ ว่า  เราจะไปบริจาคเงินให้แก่ ร.พ.วันนี้  ตั้งแต่เวลา9.00-12.00 น.  ดังนั้น
  เช้าวันนี้  รถคันจอยต้องมารับฉัน เอม และพระตู่ พระก้านและ พระผอ.
ที่วัด  ส่วนรถคันต๋อย  ล่วงหน้าไปที่ร้านเป็ดบุรีรัมย์ที่ ต๋อยได้หาร้านอร่อยจากกูเกิล  ก็คือ 
ร้านเป็ดบุรีรัมย์  ซึ่งในรีวิว ว่าอร่อย  ก็เลยมุ่งหน้ามากินร้านนี้  
             เรามาถึงที่ร้านนี้  ปรากฏว่า  สมาชิกรถคันต๋อย  กินกันเกือบเสร็จมั้ง  เหลือฉัน เอม จอย และฑูย์ 
รวมทั้งพระอีก 3 รูปดังกล่าว  กลุ่มมาใหม่  ก็สั่งอาหารใหม่ 
ฉันก็สั่งเป็ด จานเล็ก 250 บาท  (ไม่ได้กินคนเดียวนะ ) ข้าวเหนียว 1 กระติ๊บ จอยน่าจะสั่ง
คอหมูย่าง  ส่วนเอม สั่งข้าวผัด  นึกว่าจะได้เร็ว ปรากฏว่า มาเป็น
จานสุดท้าย  ทำให้แกอารมณ์เสียเหมือนเดิม อิอิ  ส่วนกลุ่มพระ  ท่านก็สั่งอาหารที่ชอบของท่าน 
 กลุ่มฉันก็ต้องรีบกินหน่อย  เพราะกลุ่มต๋อยกินเสร็จแล้ว นั่นเอง 
           กินเสร็จอย่างเร่งรีบ  ต๋อยไปจ่ายเงินมื้อนี้แล้ว  ฉันถามว่า เฉลี่ยแล้ว คนละเท่าไร  ฉันจะได้จ่ายให้ต๋อย
ต๋อยบอกไม่ต้อง  เพราะมื้อนี้ ต๋อยเลี้ยงทุกคน จ้ะ  เอ้า! เกรงใจต๋อย
ต๋อยบอกไม่ต้องเกรงใจ  ฉันก็เลยกล่าวขอบใจต๋อย  เธอเป็นคนค่อนข้างใจกว้าง  มาครั้งนี้ 
ยังนำน้ำพริกต้มยำกุ้ง  เจ๊รัตน์ มาฝากฉัน 1 กล่อง  ค่ะ




ของฝาก จาก ต๋อย ค่ะ 

​​​​​​หลังจากทุกคนกินเสร็จ  เข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว  ต่างคน ต่างก็ขึ้นรถคันของตัวเอง  เพื่อจะได้เดินทาง
ไปโรงพยาบาลกันทรลักษ์  ฉันได้โทรหาเอ ลูกศิษย์ที่เป็นทหาร
เขาเป็นผู้ช่วยประสานกับผู้กอง แจ๊ค อำนวยความสะดวกในการนำอาหาร  ของใช้ ไปมอบให้ทหารที่ภูมะขือ
  ซึ่งผู้กองแจ๊คได้มอบหมายให้ ร้อยตรี หนุ่ย (ตรีเพชร) มาประสานงานกับฉัน
โทรคุยกับเอ  ซึ่งเพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านและตอนนี้  ถึงสนามบิน อุบล และกำลังจะมาพบกับฉันที่ ร.พ. 
(เอ กับฉันไม่ได้เจอกันหลายปี  น่าจะเจอกันครั้งสุดท้าย  คือไปงานศพย่า
ของเขาแต่ก็หลายปีแล้ว)  ประมาณ 9 โมงเศษ ๆ  พวกเราก็ถึง  ร.พ. ช่วงนั้น มีรถรับคนป่วยเข้ามาด้วย
  เขาต้องให้เรานำรถตู้ สองคัน เข้าไปข้างหน้า เพื่อให้คนป่วยไปตึกอุบัติเหตุ
  แล้วก็มีพยาบาล(ซึ่งทราบภายหลังว่า  เป็นหัวหน้าตึกอุบัติเหตุ)   ถามพวกเราว่า  มาธุระอะไรมาติดต่อใคร
ฉันก็เลยตอบว่า   เราจะมาบริจาคเงินให้กับ ร.พ. และได้ติดต่อ
กับทาง ร.พ.มาล่วงหน้า  บอกว่าให้พวกเราขึ้นไปที่ห้องประชุม ชั้น  3  ของตึกอุบัติเหตุนี้   น้องพยาบาล
คนนี้ ก็พาพวกเราขึ้นลีฟต์ไปที่ห้องประชุมชั้น 3 ค่ะ 
         พวกเราก็เข้าไปนั่งในห้องประชุม  แล้วน้องคนนั้น  ก็บอกว่า  จะไปเรียนให้ ผอ.ร.พ. ทราบ   พวกเราน่าจะ
นั่งรอประมาณ  เกือบครึ่งชั่วโมง  น่าจะได้  ผอ.ร.พ. ก็มานั่งเป็นประธาน
ที่หัวโต๊ะ  แล้วกล่าวทักทายพวกเรา  และชอโทษที่เขามาต้อนรับพวกเราช้าไปหน่อย เพราะเพิ่งทราบเมื่อกี้นี้
ที่เจ้าหน้าที่ไปบอก  (เชิญ)   ฉันฟังแล้วรู้สึกไม่ถูกต้องนะ   เพราะพระตู่ได้
ติดต่อกับทาง ร.พ.และกำหนดวันเวลา  คือ วันนี้   แล้วทำไม ผอ. จึงมาพูดว่า  เพิ่งทราบเมื่อตะกี้นี้เอง 
ฉันจึงลุกขึ้นชี้แจงว่า  เราไม่ได้มาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า 
แต่ได้ให้พระลูกศิษย์ติดต่อก่อนครึ่งเดือนแล้ว  แล้วพระตู่ก็ชี้แจงรายละเอียดที่ท่านติดต่อมาทาง ร.พ. อย่างไร 
แสดงว่า  การประสานงานของ ร.พ.นี้ ยังต้องแก้ไข คนที่จะมาบริจาคเงิน
ให้ ร.พ. เขาน่าจะมีการประสานงานที่ดีกว่านี้  ไม่งั้นจะทำให้คนที่จะมาบริจาคเสียความรู้สึก กลายเป็นว่า
  เรามาโดยที่ไม่ได้แจ้งก่อน  ทำให้เขามาต้อนรับเราช้า  ชะงั้นแหละ 
       หลังจากที่ทำความเข้าใจกันดีแล้ว  ผอ.ร.พ. ก็มีการเล่าถึงความเป็นมาของ ร.พ. กันทรลักษ์  จำนวนเตียงคนไข้ 
การบริหารงานของ  ร.พ.  ฯ  ทางกลุ่มต๋อยซึ่งมากัน 4 คน  มีลูกซึ่งเงินเดือนสูง
ก็บริจาคมาคนละหลายหมื่นอยู่ รวม ๆ แล้ว เห็นน้องแจ่มบอกว่า ไม่น้อยหน้าฉันนะที่บริจาคเป็นแสนเหมือนกัน  อิอิ
  ฉันก็ดีใจกับ ร.พ. ด้วยที่ได้รับเงินบริจาคมากขึ้นในครั้งนี้ ค่ะ 
จากนั้น เขาก็มีป้ายซึ่งก็คงทำไว้นานแล้ว  เป็นป้ายทั่ว ๆ ไป แสดงความ ขอบคุณ ผู้ บริจาค  ไม่มีชื่อผู้บริจาค
ไม่มีจำนวนเงินที่บริจาค เหมือน ร.พ.เด็ก ที่ฉันไปบริจาคเมื่อปีที่แล้ว ค่ะ 
       การเงิน ก็มารับเงินจากผู้บริจาค  จากพวกเรา   ของฉันใช้แอปโอน 1 แสน  โกฝาก 10000  บาท  กอล์ฟ 
ฝากทำบุญ 3000 บาท  ซึ่งเกินจำนวนเงินที่ตั้งไว้ วันละ 5000 บาท
  จึงต้องแก้ไขและตั้งค่าการโอนใหม่  ต้องถ่ายรูปตนเอง ยืนยันตัวตน  วุ่นวายมาก  โชคดี เอ มา ถึง ร.พ.
จับกล้องโทรศัพท์ส่องหน้าฉัน แปล๊บเดียว  สำเร็จเลย   จากนั้น ก็ถ่ายรูปกัน
ทำพิธีมอบ เป็นกลุ่มย่อยกลุ่มใหญ่บ้าง  มาชมรูปพวกเรา  ค่ะ 





ห้องประชุม ค่ะ 





ผอ. ร.พ. กล่าวต้อนรับและเล่าถึงการทำงานของ ร.พ. ค่ะ 



เอ  มาทันเวลา  เราเลยได้ถ่ายรูปร่วมกัน ค่ะ 





ร่วมทั้งสองคณะ ที่มาบริจาค  ถ่ายรูปร่วมกัน  ค่ะ 



คณะของคุณต๋อย  ค่ะ 



ก่อนกลับ  จอยนำขนมมาฝากเจ้าหน้าที่ของโรงพยายาล ค่ะ 


          เอ  ถ่ายรูปกับฉันและคุยกันแปล๊บเดียว ก็ต้องรีบกลับที่ทำงาน เพราะมีการประชุม  ไปภูมะเขือกับฉันไม่ได้ ค่ะ เอ 
ถ่ายรูปกับฉันแล้ว  ก็อำลากัน  ต่างคนต่างไปทำหน้าที่ของตนเอง
พวกเราออกจากที่ ร.พ.น่าจะเที่ยงแล้ว ไม่ได้กินข้าวเที่ยง มุ่งเดินทางไปภูมะเขือ โดยโทรไปบอกหนุ่ย
ทหารที่ประสานงานกับฉันเพื่อเดินทางไปฐานภูมะเขือ  โดยการตั้งจีพีเอส
ตามที่หนุ่ย ให้ปักหมุดไว้ หนุ่ยบอกว่า จาก ร.พ.เดินทางไปฐานภูมิเขือ ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ   
  หนทางที่ขึ้นไปภูนั้น  ถนนขรุขระ  ต้องคอยหลบหลุม  ไปได้ระยะหนึ่ง
  ต๋อยโทรบอกจอยว่ารถคันเขาไปไม่ได้ เพราะช่วงล่างของรถมีปัญหา กลัวว่าไปเสียกลางทาง
จะลำบากมาก  รถคันต๋อยจะรออยู่แถวนั้น  ฉันก็เห็นใจรถคันต๋อยมาก 
อุตส่าห์มาร่วมบุญบริจาค  แล้วไม่ได้ขึ้นไปถึงภูมะเขือ  รถคันเรา  ซึ่งขึ้นมาไกลกว่ารถคันต๋อย
มาจอดรอตรงด่านที่จะขึ้นภู  ซึ่งเป็นทางที่กำลังลาดปูนครึ่งหนึ่ง
    เป็นช่วง ๆ ฉันโทรศัพท์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้หนุ่ยฟังและขอร้องว่า ถ้าเป็นไปได้  จะขอรถทหาร
มารับคน ของรถคันที่มีปัญหาได้ไหม   หนุ่ย บอกว่า 
มีแต่รถปิ๊กอัพ ที่ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตนาย  ซึ่งรถปิ๊กอัพก็ไม่มีหลังคาด้านหลัง กันฝุ่นไม่ได้
  แต่อย่างไรก็ตาม  หนุ่ย จะนำเรื่องปัญหานี้ไปปรึกษา ผู้พันแจ๊ค
   ซึ่งผู้พันแจ๊คก็ต้องไปทำเรื่องเอารถทหารไปใช้ได้  ก็ต้องไปขออนุญาตผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไป
อีกนายหนึ่ง ในที่สุด  ปัญหาก็ได้รับการแก้ไข หนุ่ย ขอความช่วยเหลือ
จากเจ้านายได้สำเร็จ  ได้รถทหารคันใหญ่ นั่งสบาย แล่นเร็วมากด้วย  รถทหารก็รับคณะของต๋อย
4 คนและพระอีก 2 รูป  นั่งรถทหารไป  นำหน้ารถตู้เราไปไกล
คันเราตามไม่ทันไม่เห็นรถทหารเลย  หนทางที่ไปก็กำลังทำถนนอีกครึ่งหนึ่ง เสียเวลาที่คนงาน
ต้องมาเอาที่กั้นออกเป็นช่วง ๆ  เพราะรถตู้เราลุยทรายที่ยังไม่ได้ลาดปูน
ไม่ได้ เสียเวลาตรงช่วงนี้มากเลยรถตู้ไปถึงลานบนภูมะเขือ เป็นลานกว้าง ธรรมชาติ ดูค่อนข้าง
แห้งแล้ง  ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงเที่ยง ๆ บ่าย ๆ อากาศร้อนมาก
บริเวณที่รถเราไปจอด  มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่
มีแท่นอยู่ด้านล่าง  น่าจะเป็นที่วางสิ่งของที่มีคนนำมาวางเพื่อไหว้บูชาองค์พระ  ค่ะ  

พอลงจากรถ จอย เอม จุ๊ สมศักดิ์ เดินไปถ่ายรูป ชมวิว ภูมะเขือกันเลย  เหลือ ฉัน ฑูรย์  ทหาร
คือ หนุ่ยและเพื่อนของเขา  น่าจะชื่อ วิช้ย ถ้าจำไม่ผิด   
มีเรา 4 คน ช่วยกันนำของที่จะบริจาค  มาจัดวางไว้ที่แท่นปูน เพื่อที่จะถ่ายรูปเป็นหลักฐานให้
ลูกศิษย์ เพื่อนฝูง คนรู้จัก ที่ได้ร่วมทำบุญมาเพื่อไปจัดซื้อสิ่งของ
อาหาร มาบริจาคทหารหาญที่อยู่ชายแดนคอยปกป้องแผ่นดินไทยไม่ให้ใครมาย่ำยีและรุกล้ำ ค่ะ 
ถ่ายรูปเพื่อเป็นหลักฐานว่า  เงินที่เขาร่วมบริจาคมานั้น
  ได้เป็นสิ่งของ อาหารมาถึงมือทหารแล้ว ค่ะ  จัดเสร็จ  ก็ตะโกนบอกเพื่อน ๆ  พระ ที่มาด้วย 
มาถ่ายรูปหมู่กัน  ค่ะ  มาชมรูปถ่าย




อาหารและสิ่งของพวกเรานำมาบริจาค ค่ะ 




ถ่ายกับหนุ่ย ผู้ประสานงานที่ดี สุภาพ น่ารัก เรียกฉันว่า  "แม่" ดีใจมีลูกเป็นทหาร  อิอิ 

















นี่เป็นรถทหารที่ไปรับคณะของ ต๋อย  ค่ะ 



บนเนินภูมะเขือที่ฉันไม่มีโอกาสได้ไปถ่ายเลย เพราะมัวแต่จัดของบริจาค ค่ะ 





ที่นี่ น่าจะเป็นที่เก็บสิ่งของต่าง ๆของทหาร  ค่ะ 

















          เราออกจากภูมะเขือ น่าจะประมาณ บ่ายสองได้  รถทหารมาส่ง คณะของต๋อยถึงที่จอดรถ ตามมาส่งถึงถนนใหญ่
  ระหว่างรถ  เห็นธงชาติไทย  และรูปปั้นทหารไทย  มีพระพุทธรูป
อยู่ถนนที่เราผ่าน  เลยจอดรถถ่ายรูปเป็นที่ระลึก  มีนายหนุ่ยเป็นคนช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ค่ะ  
 







พระพุทธรูป องค์ดำ  ทหารบอกว่า น่าจะจำลองมาจากพระพุทธองค์ดำที่อินเดีย ค่ะ




เซลฟี่กับหนุ่ย ไว้เป็นที่ระลึก ผู้ประสานงานดีเด่น ค่ะ 

            คณะของต๋อย  ก็อำลา ร่ำลากัน  ตรงทางถนนใหญ่  ทหารตามมาส่งถึงถนนใหญ่  รถคันต๋อย
แยกกับรถคันเรา  ตรงนี้   เพราะรถคันต๋อยจะกลับไปพักที่
โคราช  ดูเหมือนเขาจะมีรีสอร์ทอยู่ที่โคราช  พัก 1 คืน แล้วจึงจะกลับกรุงเทพฯ  
            ส่วนรถคันเรา   จอยก็จะให้พระตู่หาที่พักที่ใกล้กับวัดเขาศาลา ฯ มากกว่าเดิม  ถูกกว่าที่พักเดิม 
 เพราะพรุ่งนี้เช้า  เราต้องตักบาตรที่วัดเขาศาลาฯ ก่อนกลับกรุงเทพฯ 
  จอยจึงต้องหาที่พักที่ถูกกว่าสองคืนที่แล้วและใกล้วัดกว่าที่พักเดิม  ในที่สุด มื้อเย็นนี้  ฉันกับเอม
ก็ต้องหาข้าวจากเซเว่นกินอีก ตามเคย   ฑูรย์  มาส่งฉันกับเอม
กลับวัด  เราพักที่วัดเหมือนเดิม   เย็นนี้  เรานำปัจจัยค่าที่พัก กับเอม 2 คน  ช่วยค่าน้ำ
ค่าไฟ 500  บาท  ส่วนค่าวิทยากรที่พาเราไปที่ต่าง ๆ ฉันเก็บจากรถค้นเรา
คนละ 200 บาท 5 คน เป็น 1 พัน  ส่วนคันของต๋อยให้อย่างไรฉันให้จอยไปคุยเอง  ตั้งแต่ต้นแล้ว
     
 เช้าวันที่  24  ก.พ.  เช้านี้  ฉันตื่นแต่เช้า  อาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า  จอยมาเคาะประตู   บอกว่า  มาแล้ว
  ฉันลากกระเป๋าไว้หน้าทางเดิน  เพื่อให้ฑูรย์  นำขึ้นรถ 
แล้วเดินไปถึงเจดีย์  ซึ่งเป็นที่ที่เราจะใส่บาตรจอยนำขนมและแหนมที่ซื้อมาส่วนหนึ่ง  นำมา
ใส่บาตร  เผื่อแผ่มาถึงเพื่อน ๆ ด้วย  ส่วนข้าวนั้น  แม่ชีเตรียมให้พวกเราแล้ว ค่ะ
  พระตู่มาอยู่ทางที่เราจะใส่บาตร  และเป็นคนถ่ายรูปให้พวกเราค่ะ 
มาชมภาพตอนเช้าที่พวกเรามาใส่บาตร ค่ะ 




ฟังการสวดมนต์ของพระในหอฉันก่อนจะมีการใส่บาตร ค่ะ 





  




















ได้ใส่บาตรพระ ผ.อ.ด้วย ค่ะ (ท่านเป็น ผ.อ.เกษียณแล้วมาบวชค่ะ ) 
















หลังจากใส่บาตรแล้ว   ก็ตักข้าวและกับไปนั่งกินเป็นมื้อเช้า พระตู่ก็พาไปตึกพิพิธภัณฑ์ของวัดเขาศาลาฯ
  แต่ฉันไม่ได้ขึ้นไปบนตึก  เพราะยังสร้างไม่เสร็จ  เลยไม่อยากขึ้นไปชม 
 ได้แต่ถ่ายรูปตึกเอาไว้เป็นที่ระลึกโดยฑูรย์เป็นผู้ถ่ายรูปให้ 
ส่วนฉันกับฑูรย์ถ่ายรูปอยู่บริเวณใกล้ ๆ พิพิธภัณฑ์ ค่ะ 







ทิวทัศน์นี้ ถ่ายจากเขาสูงใกล้ลานรูปปั้นของเกจิอาจารย์หลายรูป ค่ะ สวยงมมาก จ้ะ



รูปหล่อของหลวงพ่อเยื้อน ค่ะ




           
หลวงปู่มั่น ค่ะ 

  จากนั้น พระตู่ก็พาพวกเราไปร้านค้าของวัดเขาศาลาฯ  มีขายน้ำเหมือนเป็นร้านกาแฟ  น้ำต่าง ๆ มีขายเสื้อเหลือง
ตราวัดเขาศาลาฯ พระตู่ออกเงินซื้อเสื้อให้พวกเราคนละตัว  เลี้ยงน้ำ
คนละแก้ว ด้วย ค่ะ  สาธุ สาธุ  ทุกคนต่างเลือกไซด์กันใหญ่   มีพระเป็นผู้นำเสื้อให้พวกเรา 
พวกเราได้เสื้อแล้ว  ก็ต้องเซ็นชื่อไว้ด้วย  ถามราคาแล้ว 
ถ้าขายคนทั่วไป ห้าร้อยกว่าบาทแต่ถ้าเป็นสวัสดิการ   ตัวละ 300 บาท    








            ก่อนกลับ  พระตู่จัดให้พระ 5 รูปมานั่งสวดมนต์อวยพรและให้ศีลให้พรกลับกรุงเทพฯ ด้วยค่ะ
  นิมนต์ พระผอ. มาสวดมนต์เจิมรถให้ฑูรย์ด้วย  ได้ข่าวว่า
ไปชนหมาตายอะไรประมาณนั้นพวกเราร่ำลากันแล้ว   ก็ออกจากวัดน่าจะประมาณ  9 โมงกว่า  




พระก้าน และ พระ ผอ. ก็มาด้วย ค่ะ 

รถแล่นไปเรื่อย  ๆ น่าจะไปกินข้าวร้านที่พวกจอยเคยไปกินมั้ง  มีไก่ย่าง  ส้มตำ  คอหมูย่าง  ฯลฯ 
ฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย   ร้านนี้ มีผลไม้จากสวนของชาวบ้านมาฝากขายด้วย  
ฉัน จอย จุ๊  ก็ซื้อกันคนละ หลายร้อย เพราะราคาดูแล้วไม่แพงนัก  ฉันซื้อ สตรอเบอรรี่  กล่องละ 100 บาท 
ฝรั่งเนื้อสีแดง แพงนะ สองลูกใหญ่ ราคา  70 บาท  มะยงชิด ถุงละ 60 บาท
(ถูกกว่ากรุงเทพฯ)  พุทรา ถุงละ 50 บาท ลูกใหญ่ใช้ได้  มีพริกเกลือแถมใหด้วย  ค่ะ จ่ายไป 280 บาท
          ขากลับ พวกเราเก็บเงินคนละ 500 บาท รวมเป็น  2500 บาท
เป็นค่าติ๊บให้กับฑูรย์  ครั้งกลับถึงบ้านไม่ดึก  ประมาณ ทุ่มกว่า เท่านั้น  แต่เหนื่อยมากและวันนี้ปวดเข่ามากด้วย
กลับมา ต้องกินยาแก้ปวดไป 2 เม็ด  จึงค่อยยังชั่ว
       ทริปนี้  ฉันก็ดีใจที่ได้ไปบริจาคเงิน 100,000  บาทให้กับ ร.พ. กันทรลักษ์  และ ซื้อของไปบริจาค
ให้กับทหารชายแดน ด้วย ดั่งที่ได้ตั้งใจไว้  ได้ไปชมวัดวาอาราม ตลอดจน
โบราณสถานที่  ศิลปะที่สวยงามถึงจะมีอุปสรรคในการเดินทางบ้าง  แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ดี ค่ะ
  ขอนำผลบุญที่ได้ครั้งนี้  ฝากถึงเพื่อน ๆ ชาวบล็อกแก๊งที่เข้ามาอ่านทุกคน
ตลอดจนคนที่บังเอิญเข้ามาอ่านด้วย ค่ะ  สวัสดี ค่ะ 


 




 

Create Date : 23 มีนาคม 2569
0 comments
Last Update : 23 มีนาคม 2569 20:58:23 น.
Counter : 57 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space