|
|
|
| | 1 | 2 | 3 |
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
|
 |
|
|
ประนีประนอม
"ประนีประนอม" เป็น โจทย์ถนนสายนี้มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 377 ผู้ตั้งโจทย์ คือ คุณ toor36
คำอธิบายโจทย์ (แนวทางการเขียน) ประนีประนอม ไม่ใช่การยอมจำนนหรือเสียเปรียบ หากแต่ คือ การเลือกที่จะเข้าใจแทน การเอาชนะ การถอยคนละก้าว เพื่อให้ทุกฝ่าย เดินหน้าต่อไปได้อย่างสงบ มันคือศิลปะของการอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด มาเขียนเรื่องราวลักษณะนี้กัน

ประนีประนอม ตามพจนานุกรม แปลว่า ผ่อนหนักผ่อนเบาให้แก่กัน ปรองดองกัน อะลุ้มอล่วยกัน ให้แก่กัน จากความหมายที่กล่าวมา จะเห็นว่า ความหมายนี้ เป็นไปในแง่บวก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดี ไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น การจะเกิดเรื่อง ประนีประนอมกัน ย่อมจะต้องมีความขัดแย้งกันของคนสองคนเกิดขึ้นก่อน เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง คู่ขัดแย้งหรือ คู่พิพาท ก็อาจจะหาผู้ที่ตนนับถือ เป็นผู้ที่ สามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อกัน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงให้คำแนะนำ เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ทางเลือกและทางออกของข้อพิพาท สามารถจะให้ความรู้ความเข้าใจแก่คู่พิพาท ดำเนินการและควบคุมการไกล่เกลี่ยอย่างมี ประสิทธิภาพ จะต้องไม่ทำให้เกิดการโต้เถียง จะต้องมีทักษะในการเจรจาสูง มีวาทศิลป์ในการพูดที่ดี สามารถแก้ไขสถานการณ์ ที่ตึงเครียดได้ จึงจะสามารถระงับข้อขัดแย้งหรือ ข้อพิพาทได้ แต่ถ้าผู้ที่มาทำหน้าที่ ประนีประนอม ไม่สามารถที่จะไกล่เกลี่ยได้ ก็จะต้องมีการฟ้องศาลเป็นคดีพิพาท เมื่อขึ้นศาลต่างฝ่าย ต่างก็มีทนาย เรียกว่าทนายฝ่ายโจทย์ และทนายฝ่ายจำเลย
ในชีวิตของฉัน เคยเป็นทั้งผู้ไกล่เกลี่ยและขึ้นศาลไปให้ข้อเท็จจริงและได้เห็น ได้ยิน ผู้ไกล่เกลี่ยของศาล (ซึ่งต้องผ่านการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ย) ใช้วิธีไกล่เกลี่ยก่อน ด้วยการซักถาม
เหตุที่เกิดการพิพาทกัน มีทนายทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย (จะมีการไกล่เกลี่ยก่อน ถ้าไม่สำเร็จจึงจะถึงขั้น แสดงหลักฐานทั้งสองฝ่าย มาหักล้างกันแล้วจึงมีการตัดสินแพ้ชนะกัน เรื่องราวที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ฉันมีลูกศิษย์ที่เกิดปัญหา นั่นคือ นำเงินของ องค์กรที่เขาทำงานอยู่ไปใช้ ตอนทำ คงคิดว่าจะหาเงินมาใช้คืน ให้องค์กรนั้นได้ แต่ในที่สุด เขาก็หาเงินมาใช้องค์กรไม่ทัน เรื่องแดงขึ้นมา ได้มาปรึกษา และเล่าเรื่องราวให้ฉันทราบพร้อมกับรุ่นพี่ของเขา ที่ทำงานอยู่องค์กรเดียวกัน การกระทำของเขาทำให้ฉันกลุ้มใจมากพอสมควร เพราะเงินขององค์กร ถ้าไม่มีเงินที่นำไปหมุนก่อน เข้าบัญชีขององค์กรไม่ได้ เขาจะต้องถูกฟ้องร้องแน่นอน ฉันก็ได้แต่ดุว่า อบรมเขา ฉันพิจารณาแล้ว คนที่จะช่วยเขา ให้พ้นจากการถูกฟ้องร้องและติดคุก ก็คงต้องหาเงินให้เขา นำไปเข้าบัญชีขององค์กรที่เขาทำงานอยู่ คนที่จะช่วยเขาได้ ก็เป็นรุ่นพี่เขา ที่มาหาฉันด้วยกัน ก็เลยลองถามว่า ในจำนวนเพื่อนเขา เพื่อนคนนี้มีเงิน มากพอที่จะช่วยเหลือเขาโดยให้ยืมเงินและนำเงินเข้าบัญชีองค์กรไป ก่อนที่เรื่องจะถูกฟ้องร้อง เพื่อนเขาคนนี้ เป็นคนใจดี ขึ้สงสารและสนิทกับเขามากพอสมควร ก็ยินยอมให้เขายืมเงินไปก่อน เพื่อนำเงินไปเข้าบัญชีขององค์กร โดยเขาสัญญาว่า จะค่อย ๆ หาเงินผ่อนใช้เพื่อนที่ให้เขายืม ก็ถือว่า ไกล่เกลี่ย สำเร็จไปขั้นหนึ่ง แก้ปัญหาเรื่องนำเงินเข้าบัญชีองค์กรไปเรียบร้อย แต่เรื่องไม่ได้จบไปง่าย ๆ ดั่งใจเราคิด เพราะลูกศิษย์ตัวแสบ ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ เพื่อนที่เขายืมไป ฉันก็ต้องรับเคราะห์ โดนเพื่อนเขาต่อว่า หาว่าฉันเป็นคนแนะนำให้แก้ปัญหาเรื่องให้ยืมเงินไปใส่บัญชีองค์กรที่เขาเบิกไปใช้ ฉันได้แต่ปลอบใจเพื่อนเขาที่ให้ยืมเงิน ว่า ให้เวลาเขาอีกหน่อย เพราะเขายังไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ เรื่องคาราคาซังมาตั้งแต่ ปี 63 เจ้าลูกศิษย์ตัวแสบก็ยังไม่สามารถหาเงินใช้หนี้ได้
ในต้นปี 66 อยู่ ๆ องค์กรที่เขาทำงานอยู่ก็ถูกเพื่อนของลูกศิษย์ตัวแสบฟ้องร้องเพื่อ เอาเงินที่ยืมไปใส่บัญชีในองค์กร ฉันได้พยายามทักท้วงว่า ไม่สามารถจะไปเอาคืนได้ เพราะเขาให้เพื่อนยืม ไม่ใช่องค์กรยืม จะมาทวงคืนจากองค์กรไม่ได้ ถือว่า เจ้าลูกศิษย์ตัวแสบเป็นคนยืม หลักฐานการยืมก็ไม่มี ฟ้องไป ก็แพ้ เพราะเขาให้ยืมโดยความเสน่หา องค์กรไม่ได้ยืมเงิน แต่คนให้ยืมเงินก็ถูกทนายยุแหย่ จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ฉันไม่พูดกับเขาแล้ว เพราะปรกติ ฉันก็ได้ช่วย งานเขามากพอสมควร ในเมื่อไม่ฟังเหตุผล อยากไม่ฉลาดให้ทนายของเขาจูงจมูกง่าย ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากทางองค์กรก็ต้องจ้างทนายเพื่อสู้คดีกันไป ศาลได้นัดทนายฝ่ายโจทก์และจำเลย และตัวโจทก์และจำเลย ไปให้ข้อมูลทั้งสองฝ่าย ฉันต้องเป็นผู้ให้ปากคำ ในฐานะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยครั้งแรกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปขึ้นศาล แต่ยังไม่ถึงขั้น ต้องให้ทนายฝ่ายโจทก์ซักถาม มีแต่ผู้ประนีประนอมที่ศาลแต่งตั้งมาทำหน้าที่ซักถาม ตรงนี้ เป็นการเรียกทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ย สรุปการไกล่เกลี่ยครั้งนั้น ก็สำเร็จ เพราะถ้ายึดเยื้อต่อไปก็แพ้ เพราะว่า ตอนยืมเงิน รุ่นพี่เขาคนนั้น ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่า องค์กรยืม จึงไม่สามารถจะมาฟ้องเพื่อขอเงินคืน ที่ลูกศิษย์ตัวแสบยืมเงินจากโจทก์เอง โจทก์ ในฐานะผู้ฟ้อง เห็นว่า ขืนสู้กันต่อไปก็ต้องแพ้ เพราะว่าไม่มีเอกสารอะไรมายืนยันว่าองค์กรยืมเงินจากโจทก์ จึงยอมถอนฟ้อง ยอมประนีประนอม ทำสัญญาเป็นเงินกู้ว่า จะใช้หนี้โจทก์ เดือนละ หนึ่งหมื่นบาท จนกว่าหนี้สินที่ยืมไปจะหมด ค่ะ เป็นอันว่า คดีฟ้องร้องศาลครั้งนี้ ดำเนินถึงขั้น ประนีประนอม ไกล่เกลี่ย เท่านั้น ค่ะ
สรุปได้ว่า เมื่อเกิดข้อขัดแย้งกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าสามารถประนีประนอมกันได้ เป็นดีที่สุด ไม่ต้องไปจ้างทนายมาสู้คดีกัน จนต้องเสียเงินกันทั้งสองฝ่าย ค่ะ
| Create Date : 25 พฤษภาคม 2568 |
| Last Update : 28 พฤษภาคม 2568 10:37:18 น. |
|
20 comments
|
| Counter : 919 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณmultiple, คุณกะว่าก๋า, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณkae+aoe, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณชีริว, คุณหอมกร, คุณThe Kop Civil, คุณnewyorknurse, คุณอุ้มสี, คุณร่มไม้เย็น |
โดย: multiple วันที่: 26 พฤษภาคม 2568 เวลา:10:22:29 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 พฤษภาคม 2568 เวลา:13:00:44 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 26 พฤษภาคม 2568 เวลา:21:09:29 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 พฤษภาคม 2568 เวลา:5:47:06 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 พฤษภาคม 2568 เวลา:18:44:02 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 27 พฤษภาคม 2568 เวลา:22:16:43 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 พฤษภาคม 2568 เวลา:5:13:44 น. |
|
|
|
โดย: kae+aoe วันที่: 28 พฤษภาคม 2568 เวลา:8:08:49 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 28 พฤษภาคม 2568 เวลา:12:31:36 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 พฤษภาคม 2568 เวลา:21:35:41 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 พฤษภาคม 2568 เวลา:4:32:21 น. |
|
|
|
โดย: อุ้มสี วันที่: 29 พฤษภาคม 2568 เวลา:6:48:54 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 พฤษภาคม 2568 เวลา:19:15:44 น. |
|
|
|
| โดย: beo333 IP: 203.170.225.252 วันที่: 30 พฤษภาคม 2568 เวลา:3:49:11 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 พฤษภาคม 2568 เวลา:5:46:40 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 พฤษภาคม 2568 เวลา:14:58:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2568 เวลา:5:30:24 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2568 เวลา:14:57:51 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มิถุนายน 2568 เวลา:5:35:51 น. |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
ฝากข้อความหลังไมค์ |
 |
Rss Feed |
 | Smember |  | ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]

|
เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif |
|
 |
|
มันก็น่าโมโห แทนอาจารย์สุ กับเพื่อนคนที่ให้ยืมซะจริงๆเลยนะครับ
แบบนี้ น่าจะปล่อยติดคุกเสียให้เข็ด ดีไม่ดีน่าจะโดนไล่ออกอีกด้วยนะครับนี่ เข้าตำรา เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาต้มซุป เอ๊ย เอามาแขวนคอซะงั้น 555
สมัยก่อนอาจารย์เต๊ะ ก็ใจอ่อนให้คนยืมเงิน
แล้วก็โดนเบี้ยวประจำ เดี๋ยวนี้ต้องใจแข็งๆ ยังไงก็ไม่ให้ยืม
มิจฉาชีพ ก็มีแยะ โทรมาหาเรื่อยเลยนะครับ
ช่วงนี้เค้าว่าโควิดระบาดหนัก อาจารย์สุระวังด้วยนะครับ