กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ด้วยแรงแห่งความตั้งใจจริงของฉัน
ด้วยแรงแห่งความตั้งใจจริงของฉัน


ท่านผู้อ่านเชื่อไหมคะว่า คนเราเมื่อมีความตั้งใจจริงในการคิดอยากทำอะไรสักอย่าง จากแรงแห่งความตั้งใจจริงของเรา สักวันหนึ่ง ความตั้งใจนั้น ๆ ก็สามารถเป็นความจริงขึ้นมาได้โดยที่เราไม่คิดว่า เราจะสามารถทำได้และเป็นไปตามที่เราคิด เราอยากทำ ดังเรื่องของฉันที่จะเล่าให้ท่านผู้อ่าน อ่าน ดังต่อไปนี้
ฉันเป็นลูกคนจีนของยุคเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคที่พ่อแม่ไม่นิยมหรือสนับสนุนให้ลูกสาวเรียนหนังสือสูง ๆ โดยยึดติดกับความเชื่อว่า ลูกผู้หญิงเมื่อโตเป็นสาว ออกเรือนไปแล้ว ก็ต้องเป็นของคนอื่นไปแล้วไม่ได้ทำประโยชน์ให้วงศ์ตระกูลเหมือนลูกผู้ชาย นั่นเป็นความคิดที่ฉันต่อต้านมากที่สุดในชีวิต และกลายเป็นการตั้งปณิธานว่า ฉันต้องเรียนจบปริญญาให้ได้ หลังจากแม่ส่งฉันเรียนลัดจบมัธยมต้นแล้ว ฉันต้องออกมาหางานทำโดยสมัครเป็นครูที่โรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่ง เพื่อมีรายได้เรียนลัดมัธยมปลายต่อด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะต้องสอบให้ได้ และในที่สุด ฉันก็สามารถสอบเทียบผ่าน ม.ศ.5 ได้สมดังที่ตั้งใจไว้ และสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของแม่เป็นอย่างมาก แต่คงเป็นเพราะความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของฉัน ทำให้พ่อซึ่งไม่ค่อยจะยุ่งกับเรื่องการเรียนของลูก ๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่มากกว่า ตอนนี้พ่อคงเห็นความตั้งใจจริงของฉันอย่างแน่นอน พ่อจึงบอกแม่ว่า ให้ฉันไปเรียนเถอะในเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เพราะพี่น้องคนอื่น ๆ เขาก็ไม่ได้อยากเรียนต่อ ช่วงนั้น พ่อป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ การค้าที่บ้านก็ปิดกิจการไป แต่พ่อก็คำนวณแล้วว่า ถึงเราจะปิดกิจการไป ก็มีเงินเหลือพอที่จะส่งฉันเรียนต่อจนจบปริญญาตรีได้แน่ แต่ฉันก็ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดสุด ๆ เพราะฉันได้ค่าขนมจากแม่เพียงเดือนละร้อยบาทเท่านั้น แต่ฉันก็สามารถอยู่รอดได้ เพราะความตั้งใจที่จะมุ่งมั่นให้จบปริญญาตรีให้ได้ สี่ปีที่ฉันต้องประหยัดอย่างยิ่ง ก็ยังโชคดีที่มีเงินเก็บอยู่บ้างช่วงที่เป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนราษฎร์ ตอนปิดเทอมใหญ่ทุกปีในขณะที่ฉันเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ฉันรับจ้างปักตาลปัตรพระ ซึ่งพอจะมีรายได้บ้าง และเมื่ออยู่ปี 3 ฉันเริ่มเปิดสอนพิเศษเด็ก ๆ แถวบ้านของฉัน มีเด็ก ๆ มาเรียนมากพอสมควร เพราะฉันเก็บค่าสอนถูกมาก เดือนละ 30 บาท เท่านั้น ฉันจึงมีเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เช่น ในการไปทัศนศึกษา โดยเฉพาะช่วงที่เรียนอยู่ปีสี่ เป็นช่วงที่ฉันมีรายจ่ายมากเป็นพิเศษเพราะว่า ต้องออกไปฝึกสอนที่โรงเรียนตามที่ทางมหาวิทยาลัยส่งไปฝีกสอน ต้องมีค่ารถ ค่าจัดทำอุปกรณ์การสอน แม่จึงต้องเพิ่มเงินเดือนของฉันเป็น 130 บาท ต่อเดือน บางเดือนที่มีปัญหามาก ก็ขอแม่เพิ่ม ช่วงนี้ แม่คงปลงได้แล้วว่า ถึงอย่างไร ฉันก็เป็นลูกเพียงคนเดียวที่ต้องการเรียน และคงเห็นความยากลำบากของลูกคน อื่น ๆ ที่ต้องทำงานหนัก เลือกงานไม่ได้ เนื่องจากไม่ยอมเรียนหนังสือ แม่จึงได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา แม่จึงไม่เคยบ่นว่าเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของฉัน และในที่สุดฉันก็สำเร็จการศึกษา ได้ปริญญาตรี สอบเข้ารับราชการบรรจุเป็นครูสมดังที่ได้ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ ฉันจึงได้บอกท่านผู้อ่านว่า ความตั้งใจจริงของคนเรา ทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราปรารถนาได้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องไม่ลืม นั่นก็คือ “ความอดทน” คำ คำนี้เป็นธรรมะชั้นวิเศษเหลือเกิน ถ้ามีแต่ความตั้งใจจริงเพียงอย่างเดียว อาจจะประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าขาดคำว่า “อดทน”
ฉันเสียใจมากที่พ่อของฉันด่วนจากฉันไปตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนอยู่ ปี 1 พ่อจึงไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จในเรื่องการศึกษาของฉันที่พ่อเป็นผู้สนับสนุนให้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย สิ่งที่ฉันทำให้พ่อได้ ก็คือ การระลึกถึงพ่อ การสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลให้พ่อให้มีความสุขในสัมปรายภพที่พ่ออยู่ ฉันระลึกถึงบุญคุณของพ่อเสมอที่บอกแม่ให้ฉันไปเรียนต่อให้จบปริญญาตามความตั้งใจของฉัน ฉันเสียใจอย่างมาก ก็คือ ยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อเลย พ่อก็ด่วนจากฉันไปเสียก่อน ชั่วชีวิตของพ่อทำแต่งาน ฉันไม่มีโอกาสทำให้พ่อมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตเลย ฉันได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานด้วยจิตอันแรงกล้า ถ้าชาติหน้ามีจริง ฉันขอเกิดมาเป็นลูกสาวของพ่ออีก และขอให้มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อ อย่าให้เหมือนดังเช่นชาตินี้เลย
เรื่องที่เล่ามาข้างต้น เป็นเรื่องของความตั้งใจในเรื่องของการเรียน ซึ่งก็สมปรารถนาตามที่ฉันได้ตั้งใจไว้ทุกประการ ส่วนเรื่องต่อไปที่เกี่ยวกับความตั้งใจอย่างแรงกล้าของฉันและเพิ่งประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ และไม่คิดว่า มันจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ แต่มันก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันคิดว่า การตั้งใจจริงของคนเรานั้น ถ้าตั้งอยู่บนรากฐานที่ดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สิ่งที่ตั้งใจไว้นั้นจะต้องประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน เรื่องก็มีดังต่อไปนี้
ในวัยของความเป็นสาวของฉัน ฉันก็มีสุภาพบุรุษมาสนใจอยู่หลายคนเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่เคยเปิดใจรับเรื่องของความรัก เพราะตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า ฉันจะเปิดใจรับเรื่องของความรัก ฉันจะต้องเรียนจบปริญญาตรีเสียก่อน และฉันก็สามารถทำได้ดังที่ตั้งใจไว้ เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว ฉันก็เริ่มเปิดใจพิจารณาสุภาพบุรุษที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของฉัน เมื่อเลือกคนที่ฉันคิดว่า ดีที่สุด และเข้าใจฉันได้ดีที่สุดแล้ว ฉันก็บอกเพื่อนสุภาพบุรุษทั้งหลายให้จากฉันไปหมดทุกคน เพราะไม่ต้องการให้คนดี ๆ แต่ละคนที่มาชอบฉันต้องเสียใจกัน ฉันเป็นคนพูดตรง ๆ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
ฉันเริ่มรู้จักความรักเป็นครั้งแรกเมื่อฉันจบการศึกษา ในปีการศึกษา 2516 แต่เป็นเดือน มีนาคมของปี 2517 ซึ่งเป็นปีที่ฉันสอบบรรจุเข้ารับราชการครูที่อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เพื่อนชายที่เคยคุยกันมาเป็นเวลา 6-7 ปี ซึ่งเขาเป็นคนสุภาพ ไม่เคยใช้ภาษาที่ส่อไปในทางไม่สุภาพหรือทำให้จิตใจของฉันไขว้เขวเลย ตลอดเวลาแห่งความเป็นเพื่อน เขาสุภาพ ใส่ใจความทุกข์ ความสุขของฉันเสมอ เป็นกำลังใจในการเรียนของฉัน คอยปลอบใจ ให้กำลังใจยามที่ฉันประสบปัญหาเรื่องการเรียน เรื่องครอบครัว ทุกปีของการขึ้นปีใหม่ เขาจะมีของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจุ๋มกระจิ๋มจากทางเหนือเป็นส่วนใหญ่ เช่น ตุ๊กตาชาวเขา เสื้อม่อฮ่อม กรอบรูปไม้สวย ๆ กระดุมไม้สวย ๆ มาฝากทุกปีตั้งแต่คบกันมา เขาไม่เคยเว้นเลยสักปีเดียว ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่เคยส่งของอะไร ไปให้เขาเป็นการตอบแทนเลย เพราะฉันไม่มีเงินเหลือเก็บพอสำหรับเรื่องเหล่านี้ ฉันเคยบอกเขาไปตรง ๆ ว่า ไม่ต้องส่งอะไรมาให้ฉันหรอก เพราะฉันไม่เคยส่งอะไรไปให้เขาเป็นการตอบแทนเลย เขาตอบกลับมาว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่อะไร ของที่ฝากมานั้น เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แสดงถึงมิตรภาพที่เขามีให้กับฉัน ไม่ต้องคิดมาก เขาไม่ได้หวังว่าจะต้องมีของฝากจากฉันถึงเขาเป็นการตอบแทนเลย ฉันรู้สึกตื้นตันใจที่เขามีความคิดดี ๆ เช่นนั้น และก็อยากจะรู้ว่า เขาจะส่งของฝากมาให้ฉันได้นานสักกี่ปีหนอ ฉันคบกับเขาตั้งแต่ปี 2511 ฉันเข้าเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน (มหาวิทยาลัยบูรพา) ตั้งแต่ปี 2513-2516 เขาก็ยังปฏิบัติต่อฉันเช่นนี้เหมือนเดิม ระหว่างที่อยู่ปี 1 เป็นช่วงที่ การฝีมือที่เฟื่องฟู เป็นที่นิยมทำกัน คือ การถักโครเช โดยเฉพาะถักเป็นเน็คไท ฉันก็ไปฝึกถักกับรุ่นพี่เขาเหมือนกัน ถักเสร็จแล้ว ก็เกิดความคิดอยากตอบแทนความมีน้ำใจของเพื่อนคนนี้ และเป็นช่วงที่ใกล้กับวันคล้ายวันเกิดของเขา ฉันจึงได้ส่งเป็นของขวัญวันเกิดให้เขาเป็นครั้งแรกที่ฉันมีของฝากสำหรับเขา ทั้ง ๆ ที่เขามีของฝากปีใหม่ วันคล้ายวันเกิดของฉัน ทุกปี ไม่เคยลืมเลือนตลอดเวลา 6-7 ปีที่เป็นเพื่อนกัน สำหรับการเรียนของฉัน เขามีสิ่งล่อใจฉันให้ขยันเรียนเสมอ เช่น บอกว่า ถ้าฉันสอบได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.80 เขาจะมีรางวัลให้ เป็นต้น
เขากับฉันมีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน คือ ชอบวิเคราะห์ วิจารณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ เขามักมีหัวข้อให้ฉันแสดงความคิดเห็นร่วมกับเขาเสมอ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันแทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกของฉัน ให้รู้สึกว่า ชีวิตมีความสนุกสนานที่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาที่มีความชอบเหมือน ๆกัน เช่น หัวข้อที่เขาให้แสดงความคิดเห็นว่า ความหวัง เมื่อผิดหวัง ก็เป็นทุกข์ แต่เขากลับมีความคิดเห็นที่แปลกแยกออกไปจากคนอื่น เขาบอกว่า เขากลับคิดว่า ความหวัง เป็นความสุข ถึงจะผิดหวังก็ไม่ทุกข์อะไรมากนัก เพราะเขาไม่ชอบหวังอะไรมากนัก เนื่องจากชีวิตของเขาผิดหวังมามากแล้ว ถ้าขืนคิดว่า ความผิดหวังเป็นความทุกข์ เขาคงทุกข์ตายไปนานแล้ว เออ ! ฉันรู้สึกทึ่งในความคิดของเขาที่แปลกแยกไปจากคนอื่น
เมื่อปลายปี 2516 ซึ่งฉันอยู่ปี 4 เขามีจดหมายมา
บอกฉันว่า พ่อของเขาป่วยมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประสาท ถ้าฉันว่างให้ไปเยี่ยมพ่อของเขาด้วย ด้วยความเป็นเพื่อนที่สนิทมากคนหนึ่ง ฉันจึงต้องลงมาจากบางแสนเพื่อเยี่ยมพ่อของเขา ซื้อได้แต่ผลไม้ ไปเยี่ยมพ่อของเขา นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้จักพ่อของเขา (เด) รู้จักพี่สาวคนเล็กของเขา ซึ่งเป็นพี่สาวที่เขาบอกว่า เขารักมากที่สุด และรู้จักพี่ใหญ่ พี่ชายคนโตของเขา พวกเขาก็ให้การต้อนรับฉันกับเพื่อนเป็นอย่างดี เพราะเขาได้บอกพี่สาวของเขาให้คอยต้อนรับฉันเพราะฉันจะลงจากวิทยาลัยฯ เพื่อมาเยี่ยมพ่อของเขา นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จัก เด ซึ่งเป็นชายชราอายุมากแล้ว และมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ และชอบถามโน่นถามนี่ ซึ่งฉันก็แปลไม่ออกหรอก เพราะเป็นภาษาไหหลำ ฉันเป็นคนแต้จิ๋วนี่นา แต่ก็พอจะรู้เรื่องบ้างเล็กน้อย โดยเดาจากคำตอบของพี่เล็กที่คอยตอบคำถามของ เด ฉันเองเมื่อเจอพี่สาวคนนี้ของเขา ฉันก็รู้สึกถูกชะตา เห็น เด พ่อของเขา เป็นคนแก่ที่น่าจะมีอายุมากกว่าพ่อของฉันนะ (ถ้าพ่อฉันยังไม่ถึงแก่กรรม) เด ก็เป็นคนแก่ทั่ว ๆ ไป ที่อยากรู้ว่า คนมาเยี่ยมเป็นใคร เป็นเพื่อนกับใคร ฉันได้ทราบจากคำตอบของพี่เล็กที่ตอบ เด ว่า เป็นเพื่อนของน้องชาย เขา เด ก็อยากทราบว่า เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันใช่ไหม อะไรประมาณนั้น ฉันเห็นเด แล้ว ก็อดสะท้อนใจคิดถึงพ่อไม่ได้ อยู่คุยได้ประมาณ ชั่วโมงเศษ ๆ พวกเราก็ลากลับ แวะไปที่บ้าน เพื่อเยี่ยมแม่และขอเงินแม่เพิ่มอีก 30 บาท เพราะวันนี้จ่ายค่าเยี่ยมไปหลายตังส์ แม่ใจดี ไม่ได้ว่าอะไร แล้วพวกเราก็กลับวิทยาลัย ฯ เพราะใกล้สอบแล้ว ต้องกลับไปอ่านหนังสือสอบกัน
ความเป็นเพื่อนของเรายังคงดำเนินไปตามครรลองของชีวิต จนฉันจบการศึกษา ในเดือนมีนาคม ปี 2517 ฉันกับเขาไม่ได้ติดต่อกันประมาณเกือบสองเดือน เนื่องจากเขาต้องบวชใช้บนเป็นเวลา 1 เดือน เขาอยากให้ฉันไปงานบวชของเขาที่เด่นชัย แต่ฉันก็ไม่ได้ไปตามคำเชิญของเขา นอกจากส่งปัจจัยเล็กน้อยไปร่วมทำบุญในงานบวชของเขา เดือนเมษา เป็นเดือนเกิดของเขาและเขาก็คงสึกแล้ว เพราะเขาบวชตั้งแต่ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ จึงน่าจะสึกแล้ว ฉันจึงได้ส่งของฝากวันคล้ายวันเกิดของเขาไปให้เขาตามที่เคยทำ และตั้งใจไว้ว่า ฉันจบการศึกษาแล้ว มีการมีงานทำแล้ว ถึงวันปีใหม่ ฉันก็จะต้องส่งของฝากปีใหม่ไปให้เขาเป็นการตอบแทนที่เขามีน้ำใจส่งของฝากปีใหม่มาให้ฉันตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เอาเปรียบเขาแน่นอน
ในวันที่ 27 เมษายน 2517 ฉันกับเขามีโอกาสได้พบกัน เพราะเขามาหาฉันที่บ้านเป็นครั้งแรกหลังจากวันนั้น แนวการเขียนจดหมายของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เช่น คำลงท้าย ที่เขาไม่เคยใช้ตลอดเวลาที่คบกันมา ก็เปลี่ยนไป เช่น ฝันถึงเขาบ้างนะ คิดถึง คิดถึงมาก อะไรประมาณนั้น ฉันเองไม่เคยมีความรักมาก่อน ใจที่แข็งแกร่งของฉันก็เริ่มหวั่นไหวกับคำพูดแปลก ๆ ของเขาเหมือนกัน ดังนั้น ช่วงปี 17 จึงเป็นปีที่ชีวิตของฉันและของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากฐานะความเป็นเพื่อน มากลายเป็นคนรักกันฉันหนุ่มสาว มันก็เป็นธรรมชาติของวัยหนุ่มสาว เป็นรสชาติที่แปลกใหม่อีกรูปแบบหนึ่งของชีวิตที่ฉันไม่เคย
รู้จักเลย
ในปลายปี 2517 เดือนพฤศจิกายน พี่เล็กแต่งงาน เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ฉันไปงานแต่งงานของพี่สาวเขา เขาโทรศัพท์มาที่โรงเรียน ถามถึงการเตรียมเสื้อผ้าที่จะลงงาน โดยบอกเป็นนัย ๆ อยากให้ฉันใส่ชุดยาว (ชุดแม็กซี่) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของยุคนั้น ฉันถามว่าทำไมล่ะ เขาว่า คนผอม ๆ อย่างฉัน ใส่ชุดยาวแล้ว สวย เขาเป็นคนจีบสาวไม่เก่ง คำหวานก็นาน ๆ จะได้ยินสักครั้ง ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองนักว่า ฉันเลือกคนแบบนี้มาเป็นคนรักได้อย่างไร อาจเป็นเพราะว่า เรามีนิสัยคล้ายกัน คือ การชอบวิเคราะห์ วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและความเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายที่เขามีให้ฉันตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกันประการหนึ่งกระมัง
การไปงานแต่งงานของพี่เล็กเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้คุยกับ เด เป็นครั้งที่สองที่บ้านของเขา ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก ที่ฉันกับ เด คุยกันถูกคอ ถึงจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เราก็สื่อถึงกันได้ อาจจะเป็นเพราะว่า ฉันกำพร้าพ่อ พ่อจากฉันไปตั้งแต่ฉันยังเรียนอยู่ ปี 1 และฉันค่อนข้างจะผูกพันกับพ่อมาก ดังนั้น เมื่อเด คุยกับฉันอย่างเป็นกันเอง โดยมีเขาเป็นคนนั่งฟังฉันคุยกับพ่อเขา แล้วบางครั้งก็ยิ้ม ๆ เด บอกให้ฉันลาออกจากราชการมาทำการค้าดีกว่า ชมว่า เขาเป็นลูกที่เก่งนะ ตอนนี้สามารถดีดลูกคิดเป็นแล้ว ทำการค้าเป็นแล้ว ฉันมองเห็นปัญหาระหว่างฉันกับเขาขึ้นมาลาง ๆ เสียแล้ว แต่ฉันก็ยังเชื่อมั่นว่า ถ้าเขามีความรักฉันอย่างมั่นคง เขาก็คงไม่ทำลายความฝันของฉัน ต่างคนต่างทำไปตามความฝันของตัวเองไป ซึ่งถึงแม้ว่า ฉันจะรับราชการก็จริง แต่ฉันเป็นลูกพ่อค้ามาก่อน ฉันก็มีเวลาพอที่จะช่วยเขาค้าขายได้ ฉันมั่นใจในตัวเองเช่นนั้น
เด ชวนฉันมาเที่ยวที่บ้านอีก ขอให้ฉันอย่าเพิ่งกลับบ้านวันนี้ อยู่ต่ออีกหลายวันแล้วค่อยกลับ (ฉันคิดว่า เด คงเหงา และฉันคงคุยกับ เด เป็นที่ถูกใจของเด นะ) ฉันบอก เด ว่า ไม่ได้หรอก เพราะฉันต้องไปทำงาน นี่ก็ลามางานแต่งของพี่เล็กหลายวันแล้ว เด บอกว่า ให้ฉันชวนแม่ของฉันมาเที่ยวบ้าน เด จะให้เขาไปรับฉันและแม่ที่สถานีรถไฟ เด แสดงความรักและเมตตาต่อฉันมากทีเดียว ดู เด อาลัยอาวรณ์ฉันก่อนที่ฉันจะกลับกรุงเทพฯ ซึ่งฉันเองก็รู้สึกผูกพันกับ เด ไม่น้อยเลย ฟัง ๆ ดูก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ว่า ทำไมจึงเกิดความรู้สึกเช่นนั้นหนอ
ความรักของฉันกับเขา ดูลุ่ม ๆ ดอน ๆ หลังจากที่เขาขอวันเดือนปีเกิดของฉันไปแล้วเป็นเวลานานพอสมควร เขาบอกฉันว่า อย่ากังวลเลย ไม่มีอะไรเป็นปัญหาหรอก คำถามหนึ่งที่เขาถามฉันว่า
หลังจากแต่งงานกันแล้ว ฉันยังจะรับราชการต่อหรือไม่ ลางร้ายที่ฉันหวั่นวิตกตั้งแต่ เด ถามฉัน เริ่มส่อแววชัดเจนขึ้นในความรู้สึกของฉัน ความรักระหว่างฉันกับเขาเริ่มเกิดขึ้นได้เพียงปีเศษ ๆ เท่านั้น แต่ฉันไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเขาเลย เพราะฉันมีความรู้สึกว่า เขามีอารมณ์กังวลอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “คู่ชีวิตของเขาจะต้องมายึดอาชีพเหมือนเขา” เป็นคำพูดที่สะเทือนใจฉันมาก เขาไม่กล้าบังคับฉันตรง ๆ ให้ลาออกจากราชการ แต่คำพูดของเขาเป็นการบังคับกลาย ๆ อยู่แล้ว เรื่องของเราที่เขาบอกว่าจะมาคุยกับฉันที่กรุงเทพฯเพื่อจะได้ช่วยกันคิดว่า จะทำอะไรบ้างในการจัดงานแต่ง แต่พอเรื่องที่ฉันจะรับราชการต่อเท่านั้น เขาหยุดพูดถึงเรื่องที่เราจะปรึกษากันเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานไปทันที เขาเคยบอกกับฉันว่า เรื่องการรับราชการของฉัน พี่น้องของเขาไม่มีใครเห็นด้วยสักคน แถมบอกว่า ชีวิตแต่งงานจะไปกันรอดหรือ ฉันก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมพี่น้องเขาจึงมีความคิดเช่นนั้น ทำไมอาชีพต่างกันจะแต่งงานกันไม่ได้ เรื่องนี้ คงทำให้เขาไม่สบายใจมาโดยตลอดเวลาที่เขาและฉันเปลี่ยนสถานะจากความเป็นเพื่อนมาเป็นคู่รักกัน ฉันเคยคิดว่า ความผูกพันของเรา ความใส่ใจในทุกข์สุขของกันและกันตลอดเวลาแห่งความเป็นเพื่อน มีความเข้าใจ รู้ใจซึ่งกันและกัน (เขาบอกฉันว่าเขารู้ใจฉันเท่า ๆ กับรู้ใจตัวเอง ) ถ้าเราจะลงเอยด้วยการแต่งงาน ชีวิตคู่ของเราน่าจะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขแน่นอน ฉันจึงตัดสินใจเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต แต่ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแต่อนิจจังไม่เที่ยงทั้งนั้น เราต้องไม่ลืมสัจธรรมข้อนี้
ต้นปี 2519 เด ป่วยหนักอีกครั้งหนึ่ง ต้องลงมากรุงเทพฯรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท พี่ที่ใกล้ชิดกับครอบครัวของเขาโทรมาบอกฉัน และบอกว่า พี่สาวคนโตของเขาฝาก เด ให้ฉันช่วยดูแลด้วย ก็แน่นอนละ ในเมื่อ เด เป็นที่เคารพของฉันและเป็นพ่อของเขา ฉันก็ต้องไปเยี่ยมและอยู่ดูแล เด อยู่แล้ว และการไปเยี่ยม เด ในการป่วยครั้งนี้ ทำให้ฉันกับ เด สนิทสนมและผูกพันกันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากว่า ฉันมีโอกาสไปเยี่ยมและอยู่คุยเป็นเพื่อน เด หลายครั้ง บางครั้ง มีโอกาสอยู่กับ เด ตามลำพัง เราคุยกันหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะ
เรื่องความรัก ความห่วงใยของ เด ที่มีต่อลูก ๆ ของ เด ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ฉันก็ได้แต่ให้ความคิดเห็นบ้าง ปลอบใจบ้าง ฉันเรียนจิตวิทยามาและเคยอยู่กับคนสูงอายุอย่างพ่อของฉัน ฉันจึงรู้ใจของคนสูงอายุดี เด คุยกับฉัน หัวเราะเอิ้ก ๆ ตลอดเวลา ฉันเองก็มีความสุขที่ได้ทำให้ เด มีความสุข หัวเราะได้ เด อยากให้ฉันไปคุยกับ เด ที่ เด่นชัย ฉันสัญญากับ เด ว่าฉันจะไปอยู่กับ เด แน่ (เพราะฉันคิดว่า ฉันจะแต่งงานกับเขา และต้องไปอยู่กับ เด ที่เด่นชัย แน่ เพราะเขาพูดถึงเรื่องงานแต่งไปแล้ว) สัญญาที่ฉันให้กับเด จึงเกาะกินใจฉันตลอดเวลา เพราะฉันไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับ เด เลย เนื่องจากเขาเลิกล้มการแต่งงานกับฉัน ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนวางแผนการแต่งงานอย่างดิบดี ให้ฉันเป็นคนเลือกสถานที่ไปฮันนีมูน เพราะเขาไม่อยากจัดงานเลี้ยงใหญ่โต
เนื่องจากไม่อยากเหนื่อยและเขาคิดว่า การจัดงานใหญ่โตเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ซึ่งฉันก็เห็นด้วย ฉันตามใจเขาเพราะยกให้เขาเป็นผู้นำชีวิตอยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นคุณค่าของฉัน เขากล้าสลัดรักฉันอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะคำว่า ดวง ไม่สมพงษ์กันในเรื่องการทำมาหากิน (ตามที่พี่สาวคนโตเขาจดหมายมาบอกฉัน ทั้ง ๆ ที่เอาดวงของฉันไปผูกนานแล้ว และบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องกังวล ) เขาทำกับฉันอย่างโหดร้ายเกินกว่าที่ฉันจะรับได้ในเวลานั้น แต่ฉันก็สามารถรอดจากวิกฤตที่เลวร้ายของชีวิตมาได้ ฉันตัดใจอย่างเด็ดขาดเมื่อเขาบอกว่า เขาจะแต่งงานหลังจากที่ฉันบอกเลิกกับเขาได้ประมาณ 5-6 ปี ฉันตั้งใจที่จะไม่รับทราบชีวิตความเป็นอยู่ของเขา สัญญาใจของฉัน ฉันตั้งใจอย่างแน่วแน่ และฉันก็สามารถทำได้ตลอดเวลาที่ผ่านมาสามสิบกว่าปี ฉันไม่เคยติดต่อกับเขา แต่ความตั้งใจอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันยังทำไม่ได้ก็ คือ ฉันไม่สามารถที่จะทำตามสัญญาว่า จะไป คุยกับ เด และอยู่กับ เด ที่ เด่นชัยได้ เด จากฉันไปตั้งแต่ปี 2523 ตั้งแต่ฉันได้รับรู้ว่า เด จากฉันไปแล้ว ตอนที่ เด ถึงแก่กรรม ไม่มีใครบอกฉันเลยสักคน เพราะทุกคนคงคิดว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะว่า ฉันกับ น้องชายของเขาเลิกเป็นคู่รักกันแล้วกระมัง แต่สัญญาของฉันที่ฉันให้กับ เด ไว้ มันเกาะติดอยู่ในใจเสมอ ฉันตั้งใจว่า ชั่วชีวิตนี้ ฉันจะต้องไปกราบไหว้ เด สักครั้ง ถึงจะไม่สามารถ ไป คุยและอยู่กับ เด ตามที่เคย สัญญากับ เด ไว้ ก็ขอให้ได้ไปกราบไหว้ท่านสักครั้ง ไปบอกท่านว่า เพราะเหตุผลอะไรที่ฉันผิดสัญญาไม่สามารถไปคุยและอยู่กับ เด ได้ ทั้งนี้ ก็เพราะลูกชายของ เด ผิดสัญญากับฉัน ฉันสวดมนต์อธิษฐานเป็นเวลานานมากพอควร หลายสิบปีที่ผ่านมา ฉันก็ยังไม่ลืมสิ่งที่ฉันตั้งใจจะไปกราบไหว้ เด เลย ช่วงที่ฉันยังไม่ได้เกษียณอายุราชการ ฉันยังไม่มีความรู้สึกที่รุนแรงที่จะไปกราบไหว้ เดตามที่ได้ตั้งใจไว้ และดูแล้วยังไม่รู้จะไปได้อย่างไร ทางพี่สาวของเขาจะพอใจหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ พี่สาวเขาก็บอกมาเสมอว่า รักฉันและคิดถึงฉันเสมอ แต่ฉันกลัวที่จะเชื่อคำพูดของทุก ๆ คนเสียแล้ว
หลังเกษียณอายุราชการแล้ว ฉันเริ่มมีความรู้สึกรุนแรงมากขึ้นที่อยากจะไปกราบไหว้ เด ตามที่เคยตั้งใจไว้นานมากแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้ง ๆ ที่พี่สาวของเขาก็ชวนให้ไปเที่ยวหลายต่อหลายครั้ง ฉันก็ไม่รู้จะทำความตั้งใจของฉันให้ประสบความสำเร็จอย่างไร
แต่แล้ว เหมือน เด จะรับทราบถึงแรงแห่งความตั้งใจของฉันที่จะไปกราบไหว้ท่าน จึงทำให้ อยู่ ๆ ลูกศิษย์ของฉันคนหนึ่งโทรศัพท์มาชวนฉันไปไหว้พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุอยู่ที่จังหวัดแพร่ โดยมีความเชื่อว่า คนที่เกิดปีเสือ ควรต้องไปกราบไหว้พระธาตุองค์นี้สักครั้งหนึ่งเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต มันเป็นเรื่องแปลก
มาก ๆ จริง ๆ ที่ฉันไม่คาดคิดว่า จะมีคนมาพาไปที่เด่นชัย เพราะการที่จะให้ฉันเดินทางไปคนเดียวเพื่อทำในสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้นั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะในชีวิตของฉัน ฉันไม่ชอบการเดินทางไปไหนคนเดียวอยู่แล้วฉันตกลงรับปากลูกศิษย์และไปชวนเพื่อนอีกคน และเพื่อนของเพื่อนอีกคน รวมเป็น 4 คน กำหนดออกเดินทางกลางคืนของวันเสาร์ที่ 23 เมษายน และเดินทางกลับวันที่ 25 เมษายน ค้างที่แพร่ 1 คืน ตั้งใจจะไปกราบไหว้ เด และเยี่ยมพี่สาวของเขาซึ่งอายุมากแล้ว เป็นการแสดงความเคารพผู้ใหญ่ให้สมกับที่พี่เขาให้ความเอ็นดูฉัน ถึงแม้ว่า จะไม่ได้เกี่ยวดองกันในฐานะเครือญาติดังที่หวังกันไว้ก็ตาม ฉันคิดว่า ไปกราบไหว้เด และเยี่ยมพี่สาวของเขาตามที่ตั้งใจแล้ว พวกเราก็จะเดินทางไปไหว้พระธาตุช่อแฮและไปเที่ยวตามแผนที่ที่เราพกติดตัวกันไป ไม่ได้คิดที่จะไปรบกวนพี่ของเขานั่นเอง
ฉันชั่งใจอยู่หลายวันว่า จะโทรบอกพี่สาวของเขาก่อนไปดีไหม หรือ ไปอย่างที่พี่เขาไม่รู้ตัวดี จนวินาทีสุดท้าย ฉันตัดสินใจโทรถามพี่สาวของเขาก่อนออกเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยั่งเสียงดูว่า พี่สาวของเขายินดีต้อนรับฉันหรือไม่อย่างไร เมื่อพี่เขามารับโทรศัพท์ หลังจากทักทายกัน ถามทุกข์สุขกันแล้ว ฉันก็ถามพี่เขาว่า “พรุ่งนี้ วันอาทิตย์ พี่โต อยู่บ้านไหมคะ” พี่เขาตอบว่า “ อยู่ ถามทำไม จะมาหาพี่โตเหรอ มาซี่” ฉันฟังจากน้ำเสียงพี่เขา เจือด้วยความตื่นเต้นพอสมควร และเชิญชวนทันที ฉันโล่งอก พี่เขาคงยังรักและเอ็นดูฉันเหมือนเดิมอยู่ ฉันจึงเล่าให้พี่เขาฟังว่า พอดีลูกศิษย์เขาเกิดปีเสือ ต้องการไปนมัสการพระธาตุข่อแฮ ฉันเลยคิดว่า จะแวะไปเยี่ยมพี่เขาด้วย พอได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงพี่เขาแสดงความดีใจ ถามว่า จะมากันกี่คน จะไปจองที่พักให้ ฉันปฏิเสธว่า ไม่ต้องลำบาก พวกเราไม่อยากรบกวน ฉันก็ถูกดุว่า รบกวนอะไรกัน มาก็ดีใจมากแล้ว ถ้าปฏิเสธก็เหมือนไม่รักกันจริง ฉันเลยพูดไม่ออก จากใจจริงของฉัน ฉันไม่ต้องการให้พี่เขาลำบากและเสียเงิน เพราะว่า ไม่ใช่ฉันไปคนสองคนเสียเมื่อไหร่ ฉันมีคนพ่วงไปด้วยตั้งสามคน นั่นเอง นอกจากนี้ พี่เขายังบอกว่า พรุ่งนี้ พี่เขาต้องไปงานบวชหลานที่นับถือพี่เขาเป็นยาย ประมาณ สิบโมงเช้าไปถึงบ่ายสอง แต่ไม่ต้องเป็นห่วง พี่เขาจะให้คนงานของพี่เขาพาพวกเราเที่ยวเมืองแพร่ตามสถานที่เที่ยวต่าง ๆ แล้วช่วงบ่าย ๆ ว่างจากงานบวชแล้วก็จะได้คุยกันและทานข้าวมื้อเย็นด้วยกัน ฉันบอกพี่เขาว่า เราไปเที่ยวกันเองก็ได้ พี่ไม่ต้องลำบากกับพวกเราหรอก ฉันก็ถูกดุอีก ว่า ทำไมพูดว่า รบกวน ไม่น่าฟังเลย ฉันก็ต้องเก็บปากเงียบ ไม่กล้าพูดมากอีก คงเป็นเพราะพี่โตเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันมากและฉันให้ความเคารพและเกรงใจมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว จึงไม่กล้าต่อปากต่อคำปฏิเสธออกไปให้ถูกดุอีก พี่เขาถามอีกว่า แล้วจะมาถึงที่บ้านเด่นชัยกี่โมง ฉันบอกพี่เขาว่า พวกเราจะออกจากกรุงเทพฯ ประมาณสามทุ่ม คิดว่าถึงเด่นชัยคงเช้าพอดี พี่เขาก็บอกว่า ก็ดีแล้ว ช่วงเช้ามีโอกาสได้คุยกันได้หน่อยหนึ่ง ให้มาที่บ้านอาบน้ำอาบท่าแล้วทานข้าวเช้าก่อนและจึงจะให้คนงานที่บ้านพี่เขาพาเที่ยว นัดหมายกันเรียบร้อยแล้วก็วางโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเกิความรู้สึกตื่นเต้น เกิดความรู้สึกตื้นตันใจอย่าง บอกไม่ถูกที่ได้รับการเอื้อเฟื้อจากพี่เขาเป็นอย่างดี ตื่นเต้นที่จะได้พบพี่โต พี่ใหญ่ คุณประไพ พี่สะใภ้ของเขา ซึ่งเคยเจอกันตอนที่ไปเยี่ยม เด ที่กรุงเทพ ฯ ตอนนั้น เขายังไม่ได้แต่งงานกับพี่ใหญ่ ฉันไม่ได้พบเห็นพวกเขาเป็นเวลาสามสิบกว่าปี แต่ละคนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหนอ ฉันจะจำพวกพี่ ๆ ได้ไหมนะ เฮ้อ ! คิดไปแล้วล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ช่วงการเดินทางประมาณ สามทุ่มกว่า ๆ พี่โตโทรเข้ามือถือฉัน ถามว่า เดินทางถึงไหนแล้ว ฉันตอบพี่เขาว่า เพิ่งออกจากกรุงเทพฯ พี่เขาก็บอกให้ค่อย ๆ ขับรถ ไม่ต้องเร่งรีบ เพราะเป็นการขับรถกลางคืนและบอกว่า แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน แถมบอกฉันว่า พี่เล็กลงมาจากเชียงแสนมางานบวชครั้งนี้ด้วย ทำเอาฉันดีใจมากเป็นพิเศษ เพราะไม่นึกว่า การมาของฉันครั้งนี้ ฉันจะได้เห็นหน้าพี่เล็กด้วย โชคดีจริง ๆ ไม่เสียเที่ยวเลย จริง ๆ เพราะฉันก็พบกับพี่เล็กครั้งสุดท้าย น่าจะเป็นตอนที่พี่เล็กมางานรับปริญญาของฉันในเดือน มีนาคม ปี 2518
แล้วพวกเราก็เดินทางเข้าสู่ อำเภอเด่นชัยในวันรุ่งขึ้น คือ 24 เช้า ถามทางไปเรื่อย ฉันเองก็จำอะไรไม่ได้เพราะเคยมาเด่นชัยครั้งเดียวตอนพี่เล็กแต่งงานซึ่งมันก็ผ่านไปเกือบสี่สิบปีแล้ว แต่ชื่อร้าน “ชุนเฮงหลี” ซึ่งเป็นชื่อร้านเก่าแก่ของตระกูลเขา ละแวกนั้น เขารู้จักกันหมด ก็เลยหาได้ไม่ยากนัก ตอนนี้บ้านที่ฉันเคยมานั้นกลายเป็น สี่คูหา ซึ่งแต่เดิมมีเพียงสองคูหาเท่านั้น ฉันเปิดประตูลงจากรถด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก สถานที่แห่งนี้ ฉันเกือบจะต้องมาอยู่ถ้าเขาไม่ทรยศต่อความรักที่ร่วมกันสร้างกันมาเป็นเวลานานพอควร บรรยากาศ เก่า ๆ ปรากฏขึ้นในอารมณ์วูบหนึ่ง ฉันลงจากรถไปด้วยอาการที่บอกไม่ถูก มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ ฉันเดาจากเหตุการณ์และหน้าตาที่คุ้น ๆ จึงถามไปว่า “ใช่พี่ประไพไหมคะ” เขายิ้ม ๆ บอกว่า ใช่ แล้วผู้ชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเหมือนโต๊ะทำงานก็ลุกขึ้นมา ฉันเดาได้ทันที่ว่า เป็น พี่ใหญ่ หน้าตาพี่เขาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อ้วนลงพุงมากไปหน่อย ฉันไหว้และทักว่า “พี่ใหญ่อ้วนขึ้นนะคะ” แล้วฉันก็เห็นผู้หญิงร่างเล็กและเตี้ยกว่าฉันเดินออกจากห้องห้องหนึ่ง (คงได้ยินเสียงของฉันที่ทักพี่ใหญ่กระมัง) ฉันเดาได้ทันที่ว่า ต้องเป็นพี่โตแน่นอน พี่โตเปลี่ยนไปมากพอควร ดูซูบกว่าตอนไปเที่ยวที่เกาะล้านครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เจอพี่เขา ฉันทักทายพี่เขาและไหว้พี่เขาอย่างดีใจ และดีใจมากยิ่งขึ้น เมื่อเหลือบตามองไปข้างหลังของพี่โต เอ๊ะ! นั่นพี่เล็กนี่นา พี่เล็กหน้าตาก็ไม่เปลี่ยนไปมากนัก เพราะพี่เล็กเคยส่งรูปครอบครัวของเขามาให้ฉันดูเมื่อประมาณปี 29 ตอนนั้นกระต่ายน้อยยังเป็นเด็กอยู่เลย แต่ตอนนี้ พี่เล็กแนะนำให้รู้จักหลาน โอ้โห! โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว เฮ้อ ! เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน พวก
พี่ ๆ รวมถึงคุณประไพ เขาก็แสดงความดีใจและต้อนรับพวกเราอย่างดี ลูกศิษย์และเพื่อนของฉันฉันแนะนำพวกเขาให้รู้จักพวกพี่ ๆ ทุกคนก็ไหว้พี่ ๆ อย่างนอบน้อมตามมารยาทของผู้ดีพึงกระทำกัน
ฉันบอกพี่โตว่า ฉันซื้อองุ่นออสเตรเลีย ไร้เม็ดมากราบไหว้ เด ด้วย อยากไหว้ เด ส่วนพี่โต ฉันซื้อน้ำลูกพรุนตราสก๊อตครึ่งโหล ประมาณ 200 บาท ฝากพี่เขา บอกพี่เล็กว่า ไม่รู้ว่าพี่เล็กจะมาเด่นชัยด้วย เลยไม่ได้ซื้อมาฝากพี่เล็ก พี่เขาก็บอกไม่เป็นไร คุณประไพ ไปนำจานมาใส่องุ่นของฉันและพาฉันไปชั้นสอง เพราะรูปของ เด และแม่ของพวกพี่ ๆ เขาตั้งบูชาอยู่ชั้นสอง มีลูกบอล ลูกชายของพี่ใหญ่กับคุณประไพ ช่วยจุดธูปให้ฉันเพื่อกราบไหว้ เด ฉันถือจานองุ่นเดินขึ้นบันได ซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยย่างเท้าขึ้นไปพักที่ห้องของพี่โตและพี่เล็กเมื่อปี 2517 ด้วยความรู้สึกอบอุ่น เหมือนกับมาเยือนถิ่นที่เคยมา รูปของ เด ตั้งสง่างามอยู่บนหิ้งพร้อมกับรูปแม่ของพี่ ๆ เขา หน้าตา เด ฉันจำได้ขึ้นตาขึ้นใจ ฉันถือธูปพร้อมกับนั่งพูดในใจว่า “วันนี้ แอ๋วมีโอกาสได้มาคุยและมาเยี่ยม เด ตามที่เคยสัญญากับ เด แล้วนะ ขอให้ เด อโหสิกรรมให้แอ๋วด้วยที่ไม่สามารถมาตอนที่ เด มีชีวิตอยู่ ขอให้ เด จงรับทราบความตั้งใจจริงของแอ๋ว แอ๋วไม่เคยคิดจะผิดสัญญาเลย และขอให้ดวงวิญญาณของ เด บนสวรรค์ จงมีแต่ความสุขตราบนานเท่านาน” ฉันอธิษฐานบอก เด แล้ว ปักธูปที่กระถางธูปด้วยหัวใจที่ปลอดโปร่งเหมือนกับได้ทำสิ่งที่ตัวเองติดค้าง เด ไว้ แล้ว จึงรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนสิ่งที่เกาะกินใจนั้น ๆ ได้หลุดพ้นไปแล้วอย่างนั้นแหละ”
พี่โตให้หลานบอลขึ้นมาเปิดห้องให้เราพัก 2 ห้อง ห้องหนึ่งให้ ชา ได้นอนพักสัก สอง ชั่วโมง เพราะเขาขับรถมาทั้งคืน อีกห้องหนึ่งให้พวกเราสามสาวพัก เพื่ออาบน้ำอาบท่าแต่งตัว แต่ฉันและเพื่อน ๆ ไม่ได้อาบน้ำหรอก เพราะมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุด จึงได้แต่ล้างหน้า ฉันเปลี่ยนเสื้อตัวเดียว เพราะเสื้อตัวเดิมถูกน้ำฝนเปียกอยู่ ชาล้างหน้าเสร็จก็เข้านอนเลย พี่เล็กขึ้นมาคุยกับฉันที่ห้องพักสักครู่ใหญ่ ๆ เขาถามฉันเกี่ยวกับการผ่าตัดเข่าของฉัน ต่างคนต่างเปิดแผลผ่าตัดให้ดูกัน คุยได้สักพัก พี่เขาก็ขอตัวไปใส่บาตรกับพี่โตมั้ง
คุณประไพ จัดโจ๊กใส่ชามและทานกันหลายคนพร้อม ๆ กันที่โต๊ะกลม คนละชาม สักพักใหญ่ ๆ ชา ตื่นแล้ว ก็ลงมาทานด้วย ลูกบอล สั่งการให้เฮียคิ้ม หลงจู๊บ้านเขาให้พาพวกเราไปเที่ยวที่ไหนบ้าง อาหารมื้อเที่ยงให้พาไปทานร้านข้าวซอยเจ้าอร่อยของแพร่ แล้วก็พาไปที่พักที่พี่โตจองให้ ชื่อว่า เดอะนอร์ธเทิลวิล
เฮียคิ้มเป็นมัคคุเทศก์ที่น่ารัก แห่งแรกที่พาไป คือ
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี เป็นวัดที่สวยงามมาก มีครูบามนตรีเป็น
เจ้าอาวาส ซึ่งได้พยายามพัฒนาวัดนี้ ให้มีความเจริญ งดงาม และเป็นที่รู้จักของคนมากมาย มาครั้งนี้พวกเราโชคดี มีโอกาสได้พบและสนทนาธรรมกับท่านด้วย จากวัดนี้แล้ว ก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว เฮียคิ้มพาพวกเราเข้า ที่พักก่อน ห้องพักเป็นบ้านชั้นเดียว มีสองเตียง มีตู้เย็น ห้องน้ำกว้างดี มีโทรทัศน์ให้ดูด้วย หลังจากนำกระเป๋าเดินทางเข้าที่พักแล้ว เฮียคิ้มก็พาพวกเราไปทานข้าวซอยเจ้าอร่อยตามที่ลูกบอลบอก ร้านนี้อยู่ในสวนที่ ร่มรื่น บรรยากาศร่มเย็นดี เราเลือกที่นั่งนอกร้าน เพราะดูสว่างไม่ทึบ ๆ เหมือนในร้าน พวกเราทานข้าวซอยคนละ 1ชาม สมัยอยากทานหมูสะเต๊ะ แต่ปรากฏว่า เนื้อหมูไม่นิ่มเลย เลยไม่ค่อยมีคนช่วยแกกิน ฉันทานราดหน้ากุ้งอีก 1 จาน แต่ไม่อร่อยเลย สู้ข้าวซอยไม่ได้ ฉันบอกเฮียคิ้มว่า พวกเราขอจ่ายค่าอาหารเอง แต่เฮียคิ้มไม่ยอมบอกว่า เจ้านายสั่งมาว่าให้พาพวกเรามาเลี้ยง เฮ้อ !ฉันทำให้พี่โตเสียเงินอีกแล้ว

เรามาชมภาพงาม ๆ ของวัดนี้ นะคะ

ถ่ายภาพที่ด้านหน้าของพระพุทธรูปวัด พระธาตุสุโทนมงคลคีรี



ภาพหมู่ของเรา 4 คน เฮียคิ้ม เป็นคนถ่ายให้ ค่ะ



พระพุทธรูปที่งดงามของวัดนี้ ค่ะ



พระพุทธรูปที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของวัดนี้



ถ่ายรูปหมู่โดยมีเฮียคิ้ม มัคคุเทศก์ที่น่ารักของพวกเรา ค่ะ



ทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จ เฮียคิ้มก็พาไปเที่ยวและนมัสการพระธาตุช่อแฮ ซึ่ง ชา มีเป้าหมายจะมานมัสการมากเป็นพิเศษเพราะเขาเกิดปีเสือ ฉันก็พลอยมีโอกาสได้มานมัสการด้วย เราปักธูปเทียนเสร็จ ก็เดินเวียนรอบองค์พระธาตุและมีเอกสารเป็นบทสวดให้เราถือเวียนและสวดมนต์ไปด้วย พวกเราต้องเวียนทั้งหมด 3 รอบ เป็นอันเสร็จพิธี พวกเราถ่ายรูปกับองค์พระธาตุกันคนละรูปสองรูป เดี่ยวบ้าง หมู่บ้าง

ลองชมภาพของพวกเราที่วัดพระธาตุช่อแฮ





หลังจากนั้น เฮียคิ้มก็พาพวกเราไปเที่ยว แพะเมืองผี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดแพร่ที่ฉันได้ยินจากเขามานานมากแล้วตั้งแต่ตอนที่เราคบกันอยู่ วันนี้มีโอกาสได้มาเที่ยว ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก ฉันได้รับการเชิญชวนเป็นสิบ ๆ ครั้ง ก็ไม่เคยได้มาเที่ยวที่นี่เลย วันนี้จู่ ๆ ก็ได้มาเที่ยวอย่างไม่คาดฝัน ช่างเป็นเรื่องแปลกเสียจริง ที่นี่ อากาศร้อนมากเหมือนกัน สถานที่ที่เห็น เป็นแท่งหิน สูงบ้าง ต่ำบ้าง และมีรูปร่างแปลก ๆ แล้วแต่ผู้ชมจะจินตนาการไปเป็นรูปต่าง ๆ เขาว่ากันว่า ป่าหินเหล่านี้ เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกเป็นล้าน ๆ ปี มีคำอธิบายว่า แพะ ในที่นี่ แปลว่า ป่าละเมาะ เมืองผี หมายถึง ป่าละเมาะแห่งนี้วังเวง โหยหวนเหมือนเสียงร้องของผีสางอะไรประมาณนั้น จึงได้ชื่อว่า แพะเมืองผี แต่ฉันเห็นแล้ว ไม่เห็นจะน่ากลัวเหมืองชื่อที่แปลออกมาเลย

ท่านลองมาชมภาพ แพะเมืองผี แหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้กล่าวขวัญถึงไม่น้อยทีเดียว












ออกจากแพะเมืองผี เฮียคิ้มพาพวกเราไปอีกวัดหนึ่งที่เป็นวัดที่มีศิลปะพม่า ชื่อวัด จอมสวรรค์ เป็นวัดที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง หลังจากเที่ยววัดนี้แล้ว เฮียคิ้มก็พาพวกเรากลับที่พัก ซึ่งเป็นเวลา ห้าโมงเย็นแล้ว

ความงดงามของวัด จอมสวรรค์ ค่ะ





เฮียคิ้มบอกว่า พี่โตสั่งมาบอกว่า ประมาณ หกโมงเย็นจะมารับพวกเราไปทานข้าวมื้อเย็นกัน แล้วเฮียคิ้มก็ลากลับไป พวกเราขอบคุณเฮียคิ้มที่พาพวกเราเที่ยวทั้งวัน หลังจากนั้น ก็นอนพักผ่อนอยู่ในห้อง ล้างหน้าล้างตาเพื่อรอพี่โตมารับ พักใหญ่ ๆ พี่โตก็โทรเข้ามือถือฉัน บอกให้อาบน้ำแต่งตัวรอนะ ประมาณ หกโมงเย็นจะมารับพวกเราไปทานข้าวกัน ฉันได้แต่รับทราบและขอบคุณพี่โตมาก ๆ
ประมาณ 18.10 น. ได้ พี่ใหญ่ขับรถเบนซ์คันงามมาจอดหน้าห้องพักพวกเรา มีคุณประไพมาด้วย ส่วนพี่โตนั่งอยู่ด้านหลัง พี่โตให้ฉันนั่งกับพี่เขาที่หลังรถ ส่วน เพื่อน ๆ ของฉันให้นั่งรถ ชา ขับรถตามไป ระหว่างทาง ฉันกับพี่โตมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น ฉันหายเกร็งและคุยกับพี่เขาได้สบายใจมากขึ้น พี่โตถามว่า วันนี้ได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ฉันก็บรรยายให้พี่เขาฟังว่าไปที่ไหนมาบ้าง พี่เขาก็ยิ้ม ๆ รับทราบ พี่ใหญ่พามาทานอาหารที่ร้านฉัตรชัย ฉันคิดว่า คงเป็นร้านที่พวกพี่ ๆ เขาพาแขกมาเลี้ยงอาหารที่นี่บ่อย ๆ เพราะฉันเห็นเจ้าของร้านเข้ามาต้อนรับ เรียกเสี่ยโกลี้ อย่างสนิทสนม พี่ใหญ่เป็นคนสั่งอาหาร มีออส่วน ปลานึ่งมะนาว ทอดมันปลากราย ผัดผักรวมมิตร ยำหมูด้วยมั้ง ฉันก็จำไม่ค่อยได้ ฉันก็ทานได้ไม่มากนัก ท้องมันตื้อ ๆ ไงบอกไม่ถูก แต่ฉันเห็นสมัยและเพื่อนของเขาทานได้อย่างอร่อย ฉันตักกับข้าวให้พี่โตบ้าง แต่พี่เขาบอกไม่ต้องหรอก พี่เขาตักเองถึง ฉันเลยเลิกบริการให้ตามนิสัยของฉัน ส่วนคุณประไพเขาก็น่ารักนะ บางครั้งก็ตักกับข้าวให้ฉันบ้าง ให้พี่โตบ้าง ฉันก็ได้แต่ขอบคุณเขา วาสนาเขาคงดีกว่าฉัน ที่มีดวงสมพงษ์กับพี่ใหญ่ ผิดกับฉันที่ ดวงไม่สมพงษ์ กับเขา เฮ้อ!
ก่อนจากกันหลังอาหารมื้อเย็น ฉันจูงพี่โตออกจากร้านอาหารไปขึ้นรถ พี่โตสั่งว่า พรุ่งนี้ก่อนกลับกรุงเทพฯ ให้ไปบ้านที่เด่นชัยก่อน ฉันรับปาก แล้วเราก็ต่างคนต่างขับรถกลับไปยังที่พักของตนเอง พวกเรากลับมาถึงที่พักยังไม่ถึงสองทุ่มดี อาบน้ำอาบท่ากันแล้ว ก็ดูละครโทรทัศน์จนจบ จึงได้นอนหลับกันไป

ฉันนำภาพบ้านพักที่พี่โตจองให้พวกเราไปพัก บรรยากาศก็ใช้ได้ สะดวกสบายพอควร





เช้าวันที่ 25 เมษายน ฉันตื่นตั้งแต่ หกโมงเช้าเพื่อเข้าห้องน้ำกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องกันออกจากร่างกายตามที่ฉันต้องทำทุกวัน เพื่อให้สบายท้องไส้ สมัยตื่นเป็นคนสุดท้าย พวกเราออกจากที่พักประมาณ 7.10 น. ช้ากว่าที่ตกลงกันไว้ 10 นาที ชา ขับรถออกจากที่พักเพื่อไปที่เด่นชัยบ้านพี่โต ไปถึง ก็พบพี่ใหญ่ ลูกบอล คุณประไพ พวกเรากราบลาพี่ ๆ ทุกคน แต่พี่โตสั่งลูกบอลให้ขับรถโฟลวิลคันที่เมื่อวานพาเราไปเที่ยวนั่นแหละ ให้ไปยังร้านขายไส้อั่ว ฉันบอกไม่ต้องมีของฝากฉันหรอก แค่นี้ ก็รบกวนพี่โตมากแล้ว แต่พี่โตดุว่า ไม่ให้พูดว่า รบกวน เพราะแสดงว่า ไม่ได้รักกันจริง พี่โตให้ฉันนั่งรถไปพร้อมกับพี่เขา ส่วนเพื่อน ๆ ฉันให้ขับรถตามไป พี่โตได้พาฉันไปดูโกดังเก็บข้าวโพด
มันสัมปะหลัง ซึ่งฉันจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกฉันว่า เขาอาจจะตอบจดหมายฉันช้า เพราะเขาต้องไปคุมการก่อสร้างโกดัง ก็คงจะเป็นโกดังนี้ แต่ปัจจุบัน ตระกูลเขาขยายการค้า ขยายโกดังกว้างขวางออกไปใหญ่โตมาก ตามที่พี่โตคุยให้ฟัง จากการไปชมโกดังแล้ว ลูกบอลก็พาไปร้านขาย ไส้อั่ว ลูกบอลลงไปสั่งของ ส่วนพวกเรารออยู่ที่รถ เป็นช่วงเวลาที่พี่โตได้เล่าเรื่องน้อง ๆ ของพี่เขาให้ฉันฟัง พี่เล่าถึงน้องชาย (คนในอดีตของฉัน) ตอนนี้เขามีลูกสาวสี่คน คนโตจบปริญญาโท ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ คนที่สองเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่แม่ฟ้าหลวงและกำลังทำปริญญาเอกอยู่ คนที่สามเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขต จังหวัดพะเยา คนที่สี่ เรียนอยู่ที่โรงเรียนสามัคคี จังหวัดเชียงราย โรงเรียนที่ฉันเคยไปดูงานในสมัยของผอ.กัลยาณีย์ เป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ของจังหวัดเชียงราย พี่โตยังเล่าต่อไปว่า เขายังเป็นผู้พิพากษาภาคสมทบอีกด้วย ฉันรับทราบเรื่องราวชีวิตของเขาด้วยความรู้สึกยินดีและเป็นสุขกับเขาด้วย ที่ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูก มีภรรยา ที่ประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่สิ่งที่ฉันลืมไม่ได้เลยชั่วชีวิต ก็คือ ความโหดร้ายที่เขาทำกับฉันและมิตรภาพที่สิ้นเยื่อใยอย่างไม่คาดคิดว่า คนอย่างเขาจะสามารถทำได้ลงคอ
คณะของฉันแยกกับพี่โตตรงร้านขายไส้อั่ว ฉันขอบพระคุณพี่โตอีกครั้งและขอบใจลูกบอลที่บริการพวกเราเป็นอย่างดี การจากเด่นชัยไปครั้งนี้ ฉันรู้สึกโล่งอก สบายใจ เหมือนฉันได้ยกภูเขาออกจากอก ฉันได้ทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับ เด สำเร็จแล้ว สมดังความตั้งใจจริงของฉัน ถึงจะเป็นเวลานานเหลือเกิน แต่ถ้าคนเรามีความตั้งใจจริงอย่างแรงกล้า มันจะต้องประสบความสำเร็จดังที่เราตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ดังเรื่องราวที่ฉันได้เล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านมาแล้ว ท่านผู้อ่านเชื่อฉันเถิด มนุษย์เราถ้าตั้งใจจริงในการกระทำการสิ่งใด และเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม และอย่าลืมต้องบวกกับความมานะอดทนด้วย ความตั้งใจของเราที่จะทำในสิ่งนั้น ๆ ต้องเกิดความสำเร็จได้อย่างแน่นอน เหมือนดังเรื่องราวของฉันที่ฉันได้ประสบความสำเร็จมาแล้วไงคะ
คณะของเราเดินทางต่อไปเข้าพิษณุโลก แวะไหว้พระพุทธชินราช แล้วตีรถเข้าจังหวัดพิจิตร ไปไหว้หลวงพ่อเพชรและหลวงพ่อเงิน แล้วจึงตีรถเข้านครสวรรค์แวะทานข้าวมื้อเย็นที่ตลาดโต้รุ่งริมน้ำ เดินชมตลาดโต้รุ่งหลังอิ่มข้าวสักพัก ก็ตีรถกลับกรุงเทพฯ ถึงบ้านฉันประมาณ ห้าทุ่มครึ่ง ฉันกลับมาถึงบ้านด้วยความสุข ความสบายใจ ที่ได้กระทำในสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ครบถ้วนบริบูรณ์ อิ่มใจที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว อิ่มบุญที่ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ท่านผู้อ่านที่อ่านเรื่องราวที่ฉันเขียน ดุจเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของชีวิตของตัวละครตัวหนึ่ง (ซึ่งฉันจัดให้มันเป็นรูปแบบของเรื่องสั้น เรื่องหนึ่ง)นี้ ท่านต้องการทำอะไรสักอย่าง ท่านลองอธิษฐานและตั้งปณิธานอย่าง
แน่วแน่อย่างฉันดูซิคะ ฉันคิดว่า ท่านก็จะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างที่ฉันได้บรรลุความตั้งใจอย่างแน่นอนค่ะ ฉันขอให้ท่านผู้อ่านจงประสบความสำเร็จในสิ่งที่ท่านได้ตั้งใจเอาไว้ทุกประการ ค่ะ







Create Date : 22 กรกฎาคม 2555
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2558 16:58:04 น.
Counter : 2263 Pageviews.

2 comments
  
จะบ้าง
โดย: อีฟ IP: 124.122.86.47 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:13:35 น.
  
thx u crab
โดย: Kavanich96 วันที่: 23 พฤษภาคม 2557 เวลา:5:53:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments