|
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |
|
 |
|
|
"เรียนรู้จากความผิดพลาด"
"เรียนรู้จากความผิดพลาด"เป็นโจทย์ถนนสายนี้มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 374 ผู้ตั้งโจทย์ คือ คุณ toor36
คำอธิบายโจทย์ (แนวทางการเขียน) เมื่อเราทำผิดพลาดแล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน เราสามารถใช้ความผิดพลาดนั้น มาพัฒนาตัวเราได้มากน้อยแค่ไหน ลองแชร์ประสบการณ์เรื่องลักษณะนี้ให้เพื่อนฟังกันหน่อย "เรียนรู้จากความผิดพลาด" ผู้ตั้งโจทย์ มีจุดประสงค์ให้ เขียนถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แล้วใช้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไปพัฒนาตนเอง
เรื่อง ความผิดพลาดของคนเรา ทุกคนต้องพบในการดำเนินชีวิตแน่นอน ผิดพลาดมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับความมีสติ ขึ้นอยู่กับวัยด้วยอีกประการหนึ่ง เพราะ สติ เป็นตัวที่คอยเตือนอารมณ์หุนหันพลัยแล่น ของมนุษย์ ให้อย่าทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้ ชีวิตเราตัดสินใจผิดพลาด ก้าวพลาด ไม่ว่า จะเป็นเรื่องความรัก การงาน การวางแผน ชีวิต ฯลฯ เรื่องของวัย ก็มีส่วนทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ วัยรุ่น อารมณ์มักจะร้อน หุนพลันแล่น ไม่คิดหน้าคิดหลัง ขาดสติ ไม่รอบคอบ ประสบการณ์น้อย ผิดกับวัยผู้ใหญ่ เราผ่านชี วิตมาบ้าง อารมณ์ สติ มีมากกว่าวัยรุ่น การทำอะไรผิดพลาด ย่อมน้อยลงกว่า ตอนเป็นวัยรุ่น ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ในชีวิตของฉัน ก็เคยทำและตัดสินใจผิดพลาดมาหลายเรื่องเช่นกัน บางเรื่อง ก็ได้เล่่่่าไปบ้าง เช่น เรื่องใช้อารมณ์เพียงคำพูด ของครูที่พูดกับฉันในเชิงต่อว่าในอาการป่วยของฉัน แล้วยังจะมานั่งเรียน เหมีอนฉันเป็นตัวเชื้อโรค ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ของนักเรียนอย่างมากด้วยอารมณ์วัยรุ่น หุนหันพลันแล่นให้แม่ไปลาออกกลางเทอมเลย เจ้าของโรงเรียนไม่อยากให้ลาออก เพราะฉันเป็นเด็กเรียนดี พอที่จะเชิดชูโรงเรียนราษฎร์ได้พอควร ปลอบใจอย่างไร ฉันก็ไม่ฟัง ดื้อรั้้น จะต้อง ลาออก ในที่สุดฉันก็ได้ออกจากโรงเรียน มานั่ง ๆ นอน ๆ ไร้อนาคต แต่ในใจฉัน ไม่เคยลืมความตั้งใจที่จะต้องเรียน โชคดีที่ได้เจอเพื่อนสมัยประถม จึงรู้จักโรงเรียนกวดวิชา นำความผิดพลาดในการลาออก จากโรงเรียน ไปพัฒนาตนเองในการเรียน สอบเทียบ และสอบเอนทรานซ์ และประสบ ความสำเร็จดังที่ได้เขียนไว้ในตะพาบเรื่องก่อนแล้ว ค่ะ (ตะพาบเรื่อง แรงบันดาลใจ และตะพาบ แผนงาน) การตัดสินใจผิดพลาดเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของฉัน คือ การเลือกคนรัก ผิด ค่ะ ที่จริงในชีวิตของฉัน ไม่เคยคิดที่จะพึ่งพาอาศัยใครในการเลี้ยงดู ฉันต้องการพึ่งพาอาศัยตัวเองในการทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูพ่อแม่ จึงพยายาม ที่จะดิ้นรนเรียนให้ได้ปริญญา เพื่อให้ได้งานที่มั่นคง มีเงินเดือนพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยไม่ต้องคิดพึ่งพาสามี ดังนั้น เรื่องการแต่งงานจึงไม่ใช่เรื่องที่จะคิดหว้งอะไรมากนัก คือ ถ้าชอบใครพอที่จะเป็นคู่คิดโดยไม่ต้องการพึ่งพาทางการเงินและคิดว่า จะร่วมทุข์ร่วมสุขกันได้ ไปด้วยกันได้ ก็จะแต่งงาน ถ้าไม่มีคู่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตฉัน เพราะเราก็เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่คิดที่จะ พึ่งพาใครอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงชีวิตหลังจากที่พ่อป่วย และเลิกกิจการโรงงานน้ำหวานแล้ว ฉันก็เพิ่งเรียนอยู่ปีหนึ่ง ชีวิตช่วงนั้นจึงค่อนข้าง ลำบาก ต้องประหยัดสุด ๆ เพื่อให้เงินที่พ่อเหลือเงินอยู่ ไม่กี่แสน ต้องให้ฉันเรียนจบและน้องชายคนเล็ก อีกคน ที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมฯ เลย ไม่เคยคิดที่จะมีความรัก มีคนรัก ใครมาชอบ มาจีบ ก็ได้ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ฉันต้องตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะฉันมาจากเด็กเรียนลัด ความรู้ไม่แน่นเท่ากับเพื่อน ๆ ที่เรียนตามปรกติ ไม่ใช่เรียนลัดอย่างฉัน เพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกัน เขามีโอกาสได้ ไปเที่ยว ไปสนุกสนานส่วนฉันก็จะร่วมกิจกรรมที่เป็นภาคบังคับ เป็นส่วนใหญ่ นาน ๆ ครั้งจึงไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ บ้างตามแต่โอกาสและเงินที่พอ ปิดเทอมใหญ่ เปิดสอนพิเศษเด็ก ๆ ที่บ้านหารายได้ไว้ ใช้ตอนเปิดเทอม รับจ้างปักตาลปัตร บ้าง โดยมีพี่มนช่วยสอน ฉันคนหัวไว ก็ทำได้ดี เจ้าของร้านก็ให้งานมาปักมากขึ้น ก็นับเป็น ชีวิตช่วงที่ลำบากบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับมากมายอะไรถ้าเราไม่ขี้เกียจ มีความอดทน ชีวิตเราก็มีความสุขได้แน่นอน ค่ะ

เจอปัญหา ต้องอดทน สู้ สู้ ค่ะ

เจอปัญหา อุปสรรค์ ต้องสู้ ค่ะ
เรื่องความผิดพลาดในชีวิตอีกเรื่องหนึ่งของฉัน ก็คือ การเลือกคนรักผิด ค่ะ ตามที่ได้กล่าวมา ข้างต้น เรื่องการมีคนรัก การแต่งงานไม่ใช่เป้าหมาย ของชีวิตมากนัก นอกจากต้องเกิดจากความรัก ความผูกพัน ความดี ที่จะทำให้เกิดความรัก และเลือกการแต่งงานได้ ถ้าไม่ไช่ความรัก ฉันก็คงไม่แต่งงาน บางคนอาจจะเห็นว่าการแต่งงานต้องเกิดจากความเหมาะสมถึงจะไม่ได้รักกันก็แต่งงานกันได้ แต่สำหรับฉัน ฉันเลือก ความรักเป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ความเหมาะสมถ้าไม่ต่างกันมากนักโดยเฉพาะด้านการศึกษา ฉันก็รับได้ ฉันมีเพื่อนชายหลายคนในฐานะเพื่อน นะ ไม่ใช่แฟน ไม่ให้ความหวังใคร เพราะมีความรู้สึกว่า ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเรารักเขา ก็ไม่ต้องให้ความหวังเขา ถ้าเขามีความหวังแต่เรากลับทำให้เขาผิดหวัง จะต้องเป็นบาปติดตัวแน่นอน ดังนั้น ฉันจะระมัดระวังในเรื่องนี้มาก และไม่เคยคิดที่จะรักใครก่อน ถ้าไม่ได้ยินคำรักจากเขา ฉันจะไม่รักตอบแน่นอน ในจำนวนเพื่อนชาย มีหลายคนที่มีทีท่า แสดงออก ต้องการมากกว่าความเป็นเพื่อน จากฉันแต่ฉันก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกในเชิงคนรัก บางคนก็ลาจากกันไป เหลืออยู่คนเดียวที่ยังเสมอต้นเสมอปลาย ภาษาที่ใช้ก็สุภาพ ให้เกียรติ มีความห่วงใย ไม่เคยแสดงออกในทางชู้สาว (ตอนที่ฉันยังเรียนอยู่) ถามไถ่เรื่องการเรียนของฉันเสมอ แถม มีจิตวิทยากระตุ้นฉัน ให้ตั้งใจเรียน โดยนำรางวัลมาล่อ ถ้าฉันได้เกรดเฉลี่ย เกิน 2.5 อย่างนี้ เป็นต้น เขาจึงมีลักษณะพิเศษไปจากคนอื่น ๆ เขาเป็นคนช่างวิเคราะห์ เขามักจะมีเรื่องคุย มีคำถาม คุยสนุก นานเข้าจึงกลายเป็นการคุย ที่ถูกคอ เกิดความผูกพัน สนิทสนาม โดยไม่รู้ตัว เมื่อฉันเรียนจบแล้ว ความรู้สึกของความเป็นเพื่อนของเขา ฉันก็สัมผัสได้ว่า เขามีบางอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงไป เขามีคำพูดที่แปลกไปจากเดิม มีการใช้คำที่พิเศษ เช่น คิดถึงนะ ฝันถึงเขาบ้างนะ ซึ่งคำเหล่านี้เขาไม่เคยใช้ มีการสมมติว่า เขากำลังมีความ ชอบใจใครคนหนึ่ง จะจีบเขาอย่างไร อะไรประมาณนี้ ฉันก็พอจะรู้ว่า เขาเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ กับฉันเป็นพิเศษ (เพราะเขาบรรยายรูปร่างของหญิงสาว ที่เขาชอบ คือฉันนั่นแหละ) แต่ฉันก็แกล้งแก้ปัญหาของเขาว่า " ก็ซื้อขนมจีบไปฝากเขาซิ อิอิ" ฉันบอกเขาว่า ในเมื่อเขามีคนชอบอยู่แล้ว ฉันก็จะไม่เขียนและตอบจดหมายของเขา เพราะไม่อยากให้ผู้หญิงที่เขาชอบเกิดความไม่สบายใจ ฉันก็ทำตามคำพูดไม่ตอบจดหมายเขา เขาก็เขียนมาถามสาเหตุ ฉันก็เงียบไปน่าจะเป็นเดือน เขาหาว่าฉันเปลี่ยนแปลงไป เรื่องที่เขาเล่า เขาเจอผู้หญิงที่เขาชอบ ฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นใครทำไมต้องตัดความสัมพันธ์กับเขา ในที่สุด ฉันก็ตอบไปว่า ฉันไม่ชอบความคลุมเคลือเดาเอาเอง ไม่ใช่ให้ฉันเข้าใจเอาเอง ขอให้เขาพูดกับฉันตรงไปตรงมา (เหมือนที่ฉันได้เขียนไว้ ตะพาบเรื่อง คำตอบสุดท้าย แต่ไม่ได้ลงรายละเอียด) ในที่สุด เขาก็ขอวันเดิอนปีเกิด เพื่อไปดูว่า ดวงสมพงษ์กันหรือไม่ พร้อมกับถามว่า เขาทำถึงขั้นนี้แล้ว ชัดเจนหรือยัง นี่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ฉันเลือกเขา เพราะเขาก็พาไปรู้จัก ครอบครัวเขาด้วย มาเยี่ยมเยียนฉันกับแม่ที่บ้านด้วย ก็เรียกว่าเขามีความจริงใจ กับฉันมากพอสมควร หลังจากนั้น ความเป็นเพื่อน ก็กลายมาเป็นแฟนกัน หลังจากที่ขอวันเดือนปีเกิดไปสักพักใหญ่ ๆ ฉันก็ถามเขาเรื่องนี้ เขาตอบฉันว่า ก็ไม่มีอะไร ต้องกังวล หมอดูบอกว่า "ผู้หญิงคนนี้ปากเป็นเอก แต่ไม่ใช่เลขเป็นโทน่ะ" ฉันไม่เข้าใจความหมายนี้ ถามเขาว่า หมายความว่าอย่างไร เขาก็ไม่ยอมเล่า เพียงแต่บอกว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล
แต่คำถามหนึ่งที่เขาถามฉันว่า หลังแต่งงานแล้ว ฉันจะยังรับราชการอยู่ไหม คำถามนี้ ฉันตอบเขาว่า แน่นอนซิ อาชีพนี้ ฉันเลือกแล้ว และข้อสำคัญฉันสอบ เข้ารับราชการนะ ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ อีกอย่าง การรับราชการมีสวัสดิการดีสำหรับสามี สำหรับพ่อแม่และลูกด้วย อีกอย่าง ฉันยังมีหน้าที่ ต้องเลี้ยงดูแม่และน้อง ถ้าไม่รับราชการหลังจากแต่งงาน จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงดูแม่ล่ะ เขาตอบฉันว่า เขาเข้าใจและการรับราชการมันมีสวัสดิการดี แต่เขาก็เคยรับราชการ (ป่าไม้ แต่ลาออก เพราะไปจับไม้เถื่อนของผู้มีอำนาจ เขาเลยไม่ชอบ ลาออกและหันไปค้าขายเหมือนพี่สาวเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดชอบอาชีพนี้เลย แต่ตอนนี้ เขารักอาชีพค้าขายอย่างยึดติดเสียแล้ว และตามความคิดของเขา เขาก็คิดว่า คนที่จะเป็นคู่ชีวิตเขา ก็ต้องมาร่วมอาชีพค้าขายและช่วยเขา (นี่กระมังที่เป็นปมในใจที่เขากังวลอยู่ ) ฉันอ่านแล้ว สมองตื้อเลยนะเขาคงหยั่งเสียงการออกจาก ราชการมาค้าขายกับเขาแต่เขาไม่กล้าบังคับฉันตรง ๆ เพราะต่างก็รู้นิสัยใจคอกันและกันดี
เรื่องของเราก็คารังคาซังกัน อยู่ เรื่องที่เขาจะลงมา กทม.เพื่อมาปรึกษาเรื่องแต่งงานของเรา ก็เงียบไป ต่อมาพอดีหลานสาวฉันจะแต่งงาน แม่ก็เลยถามฉันว่า เรื่องแต่งงานของฉันกับเขา ไปถึงไหน นี่ปล่อยให้หลานสาวแต่งก่อนไปแล้ว นะ ฉันเลยถือการถามของแม่เล่าให้เขาฟัง เขาก็ยอมรับว่า เขาก็รู้ว่า เขาทำไม่ถูกที่ทำให้ฉันกังวลใจ เขาจึงกำหนดงานแต่งงาน ว่า อยากจะ จัดงานเดือน เมษา ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม (ปี 20) พี่น้องทุกคน จะได้มาร่วมงานและเขาจะไม่จัดงานใหญ่โตเลี้ยงโต๊ะจีนมากมาย เพราะว่ามันเหนื่อย เขาว่า บ้านเขาจะให้เงินจัดงานแต่งนี้เท่ากับงานของพี่ใหญ่ จะจัดโต๊ะจีนไม่เกิน 10 โต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เงินที่ได้จากการจัดงาน จะไป ฮันนีมูนกัน ดีกว่า ให้ฉันเลือก ถ้าไปต่างประเทศ แถว ๆ เอเซีย คนละก็คงไม่เกินหมื่นบาท แต่ถ้าในประเทศ ไปเที่ยวใต้ 14 จังหวัด จังหวัดละ 1 วัน เที่ยวสักเดือน เงินที่เหลือจากการจัดโต๊ะจีน ก็น่าจะเหลือ ให้ฉันเป็นคนเลือกสถานที่ ฮันนีมูน เขาวาดฝันอย่างสวยงาม ฉันถาม อยู่คำเดียวว่า เรื่องที่เขาวาดฝันพรรณนามานี้ บอกผู้ใหญ่ ฝ่ายเขาหรือยัง เขาตอบว่า "ยัง" ฉันเตรียมใจเลย เพราะเขาเคยเล่าให้ฟังว่า ญาติพี่น้องของเขา ไม่เห็นด้วยที่จะให้ฉันรับราชการ ให้เหตุผลว่า อีกคนเป็นพ่อค้าอีกคนรับราชการ แล้วจะช่วยเหลือหรือไปด้วยกันได้หรือ ถ้าหากว่า ฉันยอมออกจากราชการไปเป็นแม่ค้า งานแต่งงานของเขากับฉัน คงแต่งงานก่อนพี่ใหญ่แล้ว ก็ป็นอันว่า ที่เขาไม่กล้าบอก เรื่องการแต่งงานกับฉัน เพราะไม่กล้าตัดสินใจ หรือตัดสินใจไม่ได้ แต่ในเมื่อเขาพูดถึงเรื่องแต่งงาน จัดงาน แสดงว่า เขาต้องตัดสินใจได้แล้ว นะ จึงได้พูดและสัญญากันเรื่องแต่งงาน แล้วทำไมเขาจึงผิดคำพูด ถ้ายังไม่กล้าตัดสินใจก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแต่งงาน ทำให้ฉันอับอายเพราะเพื่อน ๆ ก็รู้กันแล้ว ว่าจะมีงานแต่งเดือนเมษายน ปี 20 เพื่อนก็ถามอยู่ปลายปี 19 ว่า เมื่อไหร่จะแจกการ์ดแต่งงาน ยังโชคดี นะ หลังจากที่เขาบอกว่า เรื่องที่เขาวาดฝัน เรื่องแต่งงานอย่างสวยหรูนี้ เขายังไม่ได้บอกผู้ใหญ่เลย ฉันก็เตรียมใจไว้แล้ว ฉันเตรียมขอย้ายโรงเรียนทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่า ยังไม่ต้องขอย้าย ให้แต่งงานแล้วค่อยย้ายไปที่เชียงรายเลย ดีนะ ที่ฉันไม่ทำตาม ขอย้ายเดือนกันยายน (19 ) หลังจากที่เขาบอกว่า ยังไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่ งานแต่งเขาบรรเลงเองคนเดียว หลังจากเดือน สิงหาคม หลังวันคล้ายวันเกิดของฉันแล้ว เขาบอกว่าเขาจะไปอยู่เชียงราย ไปซื้อที่ที่จะตั้งโรงงานใหม่ ทางเด่นชัย พี่ใหญ่จะดูแล ส่วนเขาจะไปบุกเบิกที่เชียงราย ใกล้กับพี่เล็ก (พี่เล็กแต่งไปอยู่เชียงราย) อาจจะไม่ได้ตอบจดหมาย นะเขาจะไปอยู่ ที่เชียงราย 1 เดือน (ช่วงนี้ ฉันเดาว่า เขาคงบอกผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่คงไม่เห็นด้วย เขาคงกลุ้มใจ ไม่รู้จะบอกฉันอย่างไร ก็ใช้วิธีหายไปเฉย ๆ หลายเดือน ปีใหม่ปี 20 ก็ส่งแต่ของขวัญมาให้ ) จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ก็ยังส่งของขวัญมาให้ ฉันรู้แล้วว่า การแต่งงานที่เขาบอกจะจัดในเดือน เมษา คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว ฉันจึงเขียนจดหมายบอกเลิกกับเขาเสียเอง ถ้าเขาไม่กล้าบอกฉันตรง ๆ ฉันก็ใจเด็ดพอ บอกเลิกเองได้ เรื่องจะได้ไม่คารังคาซังให้กังวล เจ็บปวดต่อไป ถือว่า เป็นกรรมเก่าของฉัน คงเคยทำกับเขา เมื่อชาติปางก่อน ชาตินี้ ใช้เวรใช้กรรมกันไป จะได้ไม่ต้องมีหนี้เวรต่อกัน และไม่ผูกเวรกับเขาด้วย
จดหมายของฉันฉบับนี้ เขาตอบมาว่า เขาเสียใจที่ผิดสัญญา ผิดคำพูด ละอายใจมาก ไม่นึกว่าเขาจะทำผิดครั้งนี้อย่างไม่น่าให้อภัย เขาคงบาปมาก ที่ทำให้คนที่เขารักนั้นต้องเสียใจ ชาตินี้ ตราบาปนี้ คงต้องติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ขอความเป็นเพื่อนเหมือนเดิม เฮ้อ ! พูดง่ายจัง เนาะ ฉันไม่เหลือความเป็นเพื่อนให้หรอก นะ เรื่องราวที่ฉันเลือกคนรักผิดพลาด ที่เขียนมาชะยืดยาว ก็คงพอจะเป็นอุทาหรณ์ ว่า ถ้าเลือกคนรักผิด ชีวิตก็ต้องมีทุกข์ แน่นอน ถึงจะใจเด็ดอย่างไร ก็ต้องเจ็บปวดกับความผูกพันอันยาวนานเนาะ สำหรับคำถามใน ตะพาบ ถามว่า นำความผิดพลาดนี้ ไปพัฒนาตนเองอย่างไร สำหรับฉัน ความผิดพลาดนี้ เป็นสิ่งที่เราใจอ่อน หลงในความคิด ภาษาที่ใช้ ความผูกพัน จึงทำให้เกิดการเลือกที่ผิดพลาด แต่ชีวิตที่เป็นทุกข์นี้ ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป แม่เป็นที่พึ่งยามทุกข์ได้ดีที่สุด แม่ไม่ถาม ไม่ซ้ำเติมที่แม่เตือนแล้ว ไม่เชื่อ ปล่อยให้เราอยู่เงียบ ๆ อยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากพบเพื่อนบ้าน เพราะอายเขานะ เพื่อนบ้านก็รู้อยู่ ลูกสาวบ้านนี้จะแต่งงาน ใช้ความทุกข์นี้ทุ่มเทกับการสอนหนังสือ สอนพิเศษ สอนภาคค่ำ หาเงินเยอะ ๆ ทำงานอย่างหนัก พัฒนาตนเอง โดยการสร้างสื่อการสอน หากลวิธีในการสอน ให้เด็ก ๆ ที่ไม่ชอบภาษาไทย ให้เขารักภาษาไทย อยู่จัดกิจกรรมกับเด็ก ๆ ทำทุกวิถีทาง อยู่กับงาน เพื่อลืมสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตครั้งนี้ และผลแห่งความเพียรพยายามในการพัฒนาตนเอง เพื่อลืม ก็ได้ผลนะ ฉันประสบความสำเร็จ ในการทำผลงานพัฒนาตนเองจนได้เป็นครูผู้ชำนาญการ มีเงินประจำตำแหน่ง เพิ่มจากเงินเดือน มีโอกาสได้เที่ยวไปในโลกกว้างอย่างที่ได้เขียนไว้ในบล็อกแก๊งมากมาย ค่ะ

ปวดหัว กับเรื่องความรัก มันก็จะมีอาการเช่นนี้ เนาะ อิอิ
เศร้านะ เมื่อเจอคนไม่รักษาคำพูด
เล่าเรื่องมาอย่างยาว เหนื่อยนะ เมื่อยมือด้วย แต่ก็เขียนตามโจทย์ ตะพาบ ที่ให้มาอย่างสมบูรณ์แล้วนะ ฝากรูปจากอินเทอร์เน็ต มาประกอบ ค่ะ
| Create Date : 12 เมษายน 2568 |
| Last Update : 12 เมษายน 2568 19:12:07 น. |
|
33 comments
|
| Counter : 1545 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณกะว่าก๋า, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณtoor36, คุณ**mp5**, คุณหอมกร, คุณSweet_pills, คุณSleepless Sea, คุณชีริว, คุณmultiple, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณตะลีกีปัส, คุณnewyorknurse, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณkae+aoe, คุณดอยสะเก็ด, คุณNior Heavens Five, คุณThe Kop Civil |
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 12 เมษายน 2568 เวลา:22:07:46 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 12 เมษายน 2568 เวลา:22:53:44 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:6:08:38 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:10:24:54 น. |
|
|
|
โดย: **mp5** วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:11:38:53 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:15:04:40 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:20:38:23 น. |
|
|
|
โดย: Sweet_pills วันที่: 13 เมษายน 2568 เวลา:22:11:25 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 14 เมษายน 2568 เวลา:0:17:12 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 เมษายน 2568 เวลา:5:04:39 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 14 เมษายน 2568 เวลา:6:28:21 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 เมษายน 2568 เวลา:6:08:04 น. |
|
|
|
โดย: **mp5** วันที่: 15 เมษายน 2568 เวลา:10:54:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 เมษายน 2568 เวลา:19:23:12 น. |
|
|
|
โดย: Sweet_pills วันที่: 15 เมษายน 2568 เวลา:23:56:03 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 เมษายน 2568 เวลา:6:14:51 น. |
|
|
|
โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 16 เมษายน 2568 เวลา:10:58:58 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 เมษายน 2568 เวลา:20:05:18 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 เมษายน 2568 เวลา:5:09:44 น. |
|
|
|
โดย: kae+aoe วันที่: 17 เมษายน 2568 เวลา:8:12:03 น. |
|
|
|
โดย: babyL' วันที่: 19 เมษายน 2568 เวลา:22:45:55 น. |
|
|
|
โดย: **mp5** วันที่: 20 เมษายน 2568 เวลา:7:05:48 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 20 เมษายน 2568 เวลา:22:49:05 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 เมษายน 2568 เวลา:6:10:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 เมษายน 2568 เวลา:12:09:44 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 21 เมษายน 2568 เวลา:22:53:30 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 เมษายน 2568 เวลา:5:36:26 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 22 เมษายน 2568 เวลา:19:43:38 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 เมษายน 2568 เวลา:21:02:24 น. |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
ฝากข้อความหลังไมค์ |
 |
Rss Feed |
 | Smember |  | ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]

|
เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif |
|
 |
|
เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดมากกว่าครับ
เพราะถ้ายังรักกันต่อไป ก็ต้องจบลงด้วยความเจ็บปวดแน่นอน
การที่อาจารย์ไม่ต้องอยู่กับคนนี้
ถือเป็นโอกาสที่ดีเลยครับ
และอาจารย์ก็ได้เป็นอาจารย์อย่างที่ตั้งใจ ได้ทำงานที่รัก
มีลูกศิษย์ที่เคารพอาจารย์มากมาย
สมัยก่อนคนเชื่อเรื่องดวงกันมากจริงๆครับ
ก่อนแต่งต้องดูดวงว่าสมพงษ์กันรึเปล่า
ต้องดูดวงว่าหนุนกันรึเปล่า
ผมโชคดีที่ที่บ้านไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลยครับ
ผมเลยไม่ต้องมีปัญหาอะไร