### รีวิวตุรกี#2 - Spice Market, Bosphorus Cruise, วัง Topkapi, อ่างเก็บน้ำใต้ดิน Yerebatan ###



สวัสดีค่าาาาา







รีวิวทริปตุรกีเอนทรี่ก่อนหน้า







วันนี้ก็จะพาไปเที่ยวหลายๆ สถานที่ของอิสตันบูลกันบ้างนะคะ ซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นวันที่เที่ยวเยอะ เดินเยอะมากกกก อัดแน่นสุดๆ ค่ะ แล้วแบบว่า..เมื่อคืนนั่งเครื่องมาไง ไอ้เราน่ะไหว แต่เพื่อนร่วมกรุ๊ปบางคนที่สูงอายุนี่บ่นกันอุบเลยค่ะ 555

หลังจากอิ่มจากอาหารเช้าที่โรงแรมวินด์แฮมโอลด์ซิตี้เรียบร้อยแล้วก็นั่งรถไปยังที่แรกค่ะ เนื่องด้วยฝนตก ทางไกด์ก็เลยพาไปที่ Spice Market (Spice Bazaar) ก่อนเลย เพราะเป็นในร่ม แต่พอถึงตลาด ฝนก็หยุดนะคะ ก่อนหน้าจะเข้าไปในสไปซ์มาร์เก็ต ไกด์ก็พูดข้อมูลก่อนว่า ตรงที่เรายืนอยู่เป็นอิสตันบุลฝั่งเอเชีย ส่วนอีกฝั่งนั้นจะเป็นฝั่งยุโรป ซึ่งฝั่งนั้นจะมีแสงสีมากกว่า รวมทั้งการผ่อนปรนเรื่องของการดื่มของมึนเมาได้มากกว่า (ตุรกีเป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นที่จริงแล้วห้ามดื่มของมึนเมานะคะ) จะมีพวกร้านต่างๆ ที่สามารถจำหน่ายของมึนเมาได้ (ต้องมีใบอนุญาตค่ะ และใบอนุญาตนี้ขอยากมากด้วย) 

ข้ามน้ำไปฝั่งโน้นหละค่ะ จะเป็นตุรกีฝั่งยุโรปแล้วนะคะ







SPICE BAZAAR (SPICE MARKET)

จากนั้นก็เข้าไปในบาซาร์กันค่ะ ไกด์บอกด้วยว่าแต่เดิมตลาดแห่งนี้เรียกว่าตลาดอียิปต์นะคะ นั่นก็เพราะว่าตลาดเครื่องเทศ (Spice Market) แห่งนี้ซึ่งมีมาตั่งแต่ปี 2140 นั้น เริ่มต้นด้วยชาวอียิปต์ที่มาค้าขายเครื่องเทศสารพัดชนิดที่นี่ค่ะ แต่ปัจจุบันก็มีของหลากหลายน่ะนะคะ ทั้งเครื่องเทศ อินทผลัม และของที่ระลึกต่างๆ ค่ะ

ซึ่งก่อนเข้าตลาดก็มีการแสกนเพื่อความปลอดภัยเช่นเคยค่ะ ตัวเพดานตลาดสวยมากเลยอ้ะ











สำหรับสินค้าที่ขายในนี้นะคะ จะมีหลากหลายอย่างที่บอก แต่ไกด์จะพาไปร้านที่ซื้อประจำๆ อยู่ ซึ่งราคาจะสูงกว่าร้านอื่นๆ หน่อย แต่ขนาดและคุณภาพก็เชื่อถือได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าไม่ได้เน้นว่าจะกินเองหรือให้ผู้หลักผู้ใหญ่ จะซื้อร้านอื่นก็ได้นะคะ ถ้าเน้นเรื่องราคาอะนะ แต่ก็เช็คของดีๆ หน่อยแล้วกันค่ะ







ส่วนนี่ก็เป็นร้านค้าอื่นๆ ภายในบาซาร์นะคะ ก็มีขายพวกเครื่องเทศ ของกิน ของที่ระลึกค่ะ ต่อรองได้อยู่นะคะ ราคาสินค้าสำหรับค่าเงินตอนที่เราไป 1 ลีราห์อยู่ที่ประมาณ 8 บาทค่ะ








ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Cruise)


หลังจากได้ช็อปปิ้งกันพอประมาณแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการไปล่องเรือชมวิวสองฝั่งแม่น้ำบริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งจะเป็นช่องตรงระหว่างแผ่นดินตุรกีฝั่งเอเชียและยุโรปนะคะ


วันนั้นพอรถจอดไกด์ก็พาเดินเหมือนลอดอะไรสักอย่าง ผ่านสวนแล้วก็ไปขึ้นเรือสำหรับล่องค่ะ เรือก็ตามภาพเลยนะคะ เฉพาะกรุ๊ปเรากรุ๊ปเดียวค่ะ







เรือจะมีด้วยกันสองชั้นค่ะ ชั้นล่างจะเป็นอินดอร์ ถ้ากลัวหนาว (ซึ่งลมแรงๆ ณ เพลานั้นอากาศหนาวพอควรเลยนะคะ) ก็นั่งในนี้ได้ค่ะ มีร้านค้าอยู่ในเรือด้วยนะคะ ขายพวกเครื่องดื่ม ถ้าชาร้อนก็รู้สึกว่าจะ 10 ลีราห์มั้งนะ







ระหว่างล่องเรือไปก็ออกไปโต้ลมหนาว (ดีว่าพกผ้าพันคอมาด้วย) ถ่ายรูปวิวต่างๆ ที่ได้เห็น โดยมีคุณหัวหน้าทัวร์ช่วยพากย์บอกสถานที่ต่างๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นสะพานสามสะพานที่อยู่ใกล้ๆ กันได้แก่

สะพานอตาร์เติร์ก หรือ Unkapani Bridge (ไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ) สะพานนี้ตั้งชื่อตามมุสตาฟา เคมาล อตาร์เติร์ก ประธานาธิบดีคนแรกของตุรกีค่ะ

สะพานยาวุซ สุลต่าน เซลิม / Halic Metro Bridge ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เมกกะโปรเจคท์ของตุรกี ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 7 ล้านล้านบาทเลยหละค่ะ เป็นสะพานที่มีทั้งถนนให้รถวิ่งและรางรถไฟด้วย เปิดใช้เมื่อปี 2559 นี่เองหละค่ะโชคดีตอนนั้นมีรถไฟวิ่งผ่านพอดี เลยได้ถ่ายรูปมาให้ชมกันนะฮับ (ป.ล.แต่ใน google map เหมือนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Halic Metro Bridge แล้วนะคะ ไม่แน่ใจว่าอันไหนอัพเดทกว่ากัน แต่ชื่อแรกนี่เราได้มาจากข่าวเปิดสะพานเมื่อปี 59 ค่ะ)

Galata Bridge สะพานนี้จะมีร้านอาหารเยอะมากกกกกกก บางทัวร์ก็จะพาไปกินที่บางร้านที่นี่ค่ะ แล้วก็คนตุรกีก็นิยมมาตกปลากันที่สะพานนี้ด้วยนะคะ








ลักษณะการล่องเรือ จะล่องย้อนเข็มนาฬิกาขึ้นไปทางเหนือนะคะ ที่จะพบเห็นก็จะมีดังนี้ค่ะ

Mimar Sinan Fine Art university เป็นมหาวิทยาลัยทางศิลปะ ประมาณมหาวิทยาลัยศิลปากรบ้านเราค่ะ สร้างขึ้นเมื่อ 1 มกราคม 1882 เปิดทำการ 2 มีนาคม 1883 นะคะ โดย 20 กรกฎาคม 1982 ได้มีการตั้งชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า Mimar Sinan ตามชื่อนักสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของตุรกีและได้เพิ่มคำว่าไฟน์อาร์ทเข้าไปเป็นชื่อปัจจุบันเมื่อเดือนธันวาคม 2003 ค่ะ







มัสยิดโดลมาบาเช่ สร้างโดย Bezm-i Alem Valide Sultan แต่ยังไม่ทันเสร็จสิ้นดีก็เสียชีวิตก่อน ลูกชายจึงดำเนินการสร้างต่อให้แล้วเสร็จในปี 1855

อาคารสูงๆ ด้านหลังนั่นคือ Suzer Plaza นะคะ ซึ่งจะเป็นทั้งที่พักอาศัยแบบหรูหรา เป็นออฟฟิศ และเป็นที่ตั้งของโรงแรมริทซ์-คาร์ลตันอิสตันบูลด้วยค่ะ

แล้วก็ระหว่างสองอาคารนี้จะเห็นที่เป็นเหมือนรูปโดมนั่นก็เป็นสนามฟุตบอลของทีมฟุตบอล Besiktas JK ประจำเมืองอิสตันบูลนะคะ ชื่อว่า BJK Vodaphone Park บรรจุคนได้สื่หมื่นกว่าคนค่ะ







ถัดจากนี้จะเป็นพระราชวังโดมาบาเช่ค่ะ ซึ่งเป็นพระราชวังที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในเอนทรี่หน้าตอนไปเที่ยวที่วังแห่งนี้นะคะ







ต่อไปเป็นโรงแรมโฟร์ซีซั่น at Bosphorus อิสตันบูลนะคะ เป็นโรงแรมระดับห้าดาวอีกแห่งค่ะ ริมน้ำนี่มีรร.ห้าดาวหลายแบรนด์เหมือนกันค่ะ







Ciragan Palace kempinski เป็นอีกหนึ่งรร.ระดับห้าดาวที่อยู่ริมน้ำค่ะ 







ถัดจากโรงแรมเคมปินสกี้จะเป็นอาคารเหลืองหลังคาแดงอีกเช่นกัน หน้าตาจะคล้ายๆ มหาวิทยาลัยแรกที่ถ่ายมานะคะ แต่อันนี้จะเป็นมหาวิทยาลัยGalatasaray University สร้างขึ้นเมื่อปี 1992 โดยความร่วมมือระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศสในขณะนั้น คือ นายฟรองซัวร์ มิตเตอร์รองซ์และประธานาธิบดีตุรกีในขณะนั้นคือ นาย Turgut Ozal ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวของตุรกี มีด้วยกัน 5 คณะคือ เศรษฐศาสตร์  นิติศาสตร์ การสื่อสาร Natural Sciences and Literature และวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี







Ortakoy Mosque เป็นมัสยิดที่อยู่ใกล้กับสะพานบอสฟอรัสนะคะ สามารถถ่ายมุมยอดนิยมที่จะเห็นทั้งมัสยิดและสะพานได้ มัสยิดแห่งนี้ออกแบบโดยพ่อลูกชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบพระราชวังโดลมาบาเช่และมัสยิดโดลบามาเช่ค่ะ มัสยิดแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นสไตล์นีโอบารอค และมีการออกแบบหน้าต่างบานใหญ่เพื่อให้รับแสงสะท้อนที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันของตรงช่องแคบบอสฟอรัสด้วยนะคะ







ทั้งหมดที่บรรยายไปก่อนหน้านี้จะเป็นฝั่งยุโรปนะคะ จากนั้นก็กลับเรือ เริ่มชมวิวทางฝั่งเอเชียของอิสตันบูลกันบ้างค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ฝั่งนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยนะคะ แล้วพนักงานเรือก็มาขายน้ำชาร้อน ซึ่งเหมาะมากกับอากาศหนาวบนดาดฟ้ายามนั้นนะคะ จำไม่ได้แล้วว่าราคา 10 หรือ 20 ลีราห์หละ







จากนั้นก็เริ่มต้นชมกันตามลำดับได้เลยค่ะ

Beylerbeyi Palace เป็นพระราชวังฤดูร้อน ถูกสร้างราวทศวรรษที่ 1860 (ช่วงปี 1861-1865) ในวิกิฯ มีบอกเรื่องเล่าของจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส Eugénie ตอนเข้าเยี่ยม Beylerbeyi ระหว่างทางไปเปิดช่องคลองสุเอชในปีพ. ศ. 2412 และถูกตบหน้าด้วยแม่ของสุลต่าน Pertevniyal Sultan เนื่องจากพระนางเข้าไปในเขตหวงห้ามด้วยนะคะ







ลอดสะพานไป อันนี้ไกด์บรรยายว่าเป็นร.ร.นายเรือค่ะ ถ้าภาษาตุรกีเขาใช้ Kıyı Emniyeti Genel Müdürlüğü ซึ่งแปลว่า ที่ทำการอธิบดีกรมการดูแลความปลอดภัยชายฝั่งอะค่ะ







จากนั้นก็จะเป็นบ้านเรือนกับมัสยิดนะคะ (เดี๋ยวจะมีคลิปรวมให้ดูตอนท้ายค่ะ) แล้วก็จะเจออาคารนี้ที่เกาะกลางน้ำค่ะ

The Maiden's Tower หรือ Kız Kulesi ยังเป็นที่รู้จักกันในนาม Leander's Tower (หอคอยแห่ง Leandros) ตั้งแต่ช่วงยุคไบแซนไทน์ยุคกลางเป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ด้านในของหอคอยถูกดัดแปลงเป็นคาเฟ่และร้านอาหารด้วย และหอคอยแห่งนี้เคยปรากฏในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ The World is not enough ด้วยนะคะ






จากนั้นเรือก็เทียบท่าค่ะ ขึ้นจากเรือไปเที่ยวพระราชวังทอปคาปึกันต่อ ถ้าใครอยากดูเป็นภาพเคลื่อนไหวก็คลิกที่คลิปด้านล่างได้เลยนะคะ






พระราชวังทอปคาปึ (Topkapi Palace)


สำหรับการเที่ยวตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป หลังจากรถจอดส่งตรงที่จะส่งได้แล้ว (ซึ่งไม่ใช่หน้าวังนะคะ จากจุดจอดต้องเดินไปอีก) จากนี้ที่กินอาหารกลางวันและที่เที่ยวอีกสองแห่งได้แก่ ฮิปโปโดรมและอ่างเก็บน้ำใต้ดิน ก็จะเป็นการเดินด้วยเท้าทั้งสิ้นนะคะ เอาแผนที่ของทั้งสี่จุดมาให้ดูคร่าวๆ ก่อนค่ะ







หลังจากเดินกันมาสักพักก็เจอทางเข้าและ Sultan Ahmet III Fountain ค่ะ









สำหรับ Sultan Ahmet III Fountain นั้น เป็นน้ำพุในโครงสร้างแบบโรโคโคของตุรกีซึ่งตั้งอยู่ในจัตุรัสที่ยิ่งใหญ่ด้านหน้าประตู Imperial Gate of Topkapı Palace ในอิสตันบูลประเทศตุรกี มันถูกสร้างขึ้นภายใต้สุลต่านออตโตมัน Ahmed III ในปี 1728

น้ำพุแห่งนี้เคยอยู่ด้านหลังของธนบัตรของตุรกี 10 ลีราของปีพ. ศ. 2490-2495







จากนั้นก็เข้าไปในพระราชวังกันค่ะ ทางเข้าถ้าหันหน้าเข้าอาคารน้ำพุ ทางเข้าจะอยู่ทางขวามือนะคะ ยังคงมีการสแกนก่อนเข้าเพื่อความปลอดภัยเช่นเคยค่ะ







สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับพระราชวังทอปกาปึ เราเอามาจากวิกิฯ ดังนี้นะคะ การสร้างครั้งแรกเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1459 ตามพระราชโองการของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 หลังจากที่ทรงพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลจากจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้ ตัวพระราชวังเป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างที่มีลานหลักสี่ลานและสิ่งก่อสร้างย่อยๆ อีกหลายตึก ในจุดที่สูงที่สุดพระราชวังเป็นที่พำนักของผู้คนถึง 4,000 คนเดิมครอบคลุมบริเวณขนาดใหญ่ตามแนวฝั่งทะเล กลุ่มสิ่งก่อสร้างขยายตัวต่อมาเรื่อยๆ รวมทั้งการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้งเช่นเมื่อปี ค.ศ. 1509 เมื่อได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และในปี ค.ศ. 1665 หลังจากเกิดเพลิงไหม้ ภายในพระราชวังใช้เป็นสุเหร่า โรงพยาบาล โรงอบขนมปัง และโรงตีเงินกษาปณ์

พระราชวังโทพคาปึเริ่มมาหมดความสำคัญลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อสุลต่านนิยมที่จะเสด็จไปประทับที่พระราชวังใหม่บนฝั่งบอสฟอรัสมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1853 สุลต่านอับดุล เมซิดที่ 1 (Abdül Mecid I) ตัดสินพระทัยย้ายออกไปประทับที่ Dolmabahçe Palace ซึ่งเป็นพระราชวังแบบยุโรปที่สร้างขึ้นใหม่ในเมือง แต่ระบบบริหารต่างๆ เช่นกองพระคลัง หอสมุด สุเหร่า และ โรงกษาปณ์ยังคงอยู่ที่พระราชวังโทพคาปิ

หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ. 1921 พระราชวังโทพคาปิก็เปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ตามรัฐประกาศของวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1924 ภายใต้การบริหารของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งตุรกี


เอาหละค่ะ รู้จักพระราชวังแห่งนี้คร่าวๆ แล้วก็ไปชมกันเนาะ หลังลอดประตูแรกมแล้ว เราต้องเดินผ่านสวนไปก่อนนะคะ แล้วก็จะเจอที่ขายตั๋ว ซึ่งจะต้องผ่านอีกประตู (จะเป็นส่วนมิวเซียมของพระราชวังแห่งนี้แล้วค่ะ) ที่มีการเอกซเรย์ข้าวของกันอีกรอบค่ะ


สำหรับตั๋วเข้าชมที่นี่จะมีหลายราคานะคะ ขึ้นอยู่กับจะไปดูโซนไหนบ้างค่ะ (คือ ถ้าจะดูครบทุกโซน เราว่าควรอยู่ที่นี่หนึ่งวันเต็ม หรือต่ำๆ ก็ครึ่งวันราว 4-5 ชม.อ้ะ)

ค่าเข้าชม 60 ลีราห์ ยกเว้นส่วนของฮาเร็มนะคะ ถ้าจะชมฮาเร็มด้วยจะต้องซื้อตั๋วเพิ่มอีก 35 ลีราห์ ซึ่งจะต้องซื้อที่จุดจำหน่ายตั๋วด้านหน้านี้หรือจะไปซื้อที่ทางเข้าฮาเร็มก็ได้ค่ะ

นอกจากนั้นก็จะมีการเข้าชม Hagia Irene ราคา 30 ลีราห์ด้วยนะคะ จำหน่ายที่  Hagia Irene เลยค่ะ







หลังจากสแกนของเสร็จก็จะเป็นการตรวจบัตรเข้าชมวัง ตัวโมเดลของวัง จุดให้เช่าออดิโอไกด์และจุดเข้าห้องน้ำนะคะ ซึ่งห้องน้ำจะอยู่ชั้นบนค่ะ ต้องเดินขึ้นบันไดไปเน้อ ใครข้อเข่าไม่ดีก็ทรมานนิดหนึ่งหละค่ะ







พระราชวังแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

พระราชวังชั้นนอก (Outer Palace) หรือบีรูน (Birun) เป็นสถานที่ออกว่าราชการ ต้นรับแขกเมือง โรงครัว อุทยาน สวนดอกไม้ เป็นต้น

พระราชวังชั้นใน (Inner Palace) หรือเอนเดรูน (Enderun) เป็นสถานที่ต้องห้าม ผู้ชายห้ามเข้า เป็นที่พำนักมเหสี เหล่าสนม นางใน และลูกหลานของสุลต่าน

ฮาเร็ม (Harem) หรือส่วนที่พักอาศัยของผู้หญิง ซึ่งมาในฐานะเครื่องบรรณาการที่ถวายแด่สุลต่าน บ้างก็มาในฐานะเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมา บ้างก็มาจากตลาดค้าทาสที่หัวหน้าขันทีไปซื้อมา ว่ากันว่าผู้หญิงจากเทือกเขาสูคอเคซัสจัดว่าสวยและมีคุณภาพดีที่สุด ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในฮาเร็มแล้วจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้อีกเลยตลอดชีวิต พวกเธอเหล่านี้จะได้รับการฝึกอบรมความสามารถด้านต่างๆ เช่น การเต้นรำ การร้องเพลง เล่นดนตรี การเอาใจสุลต่านต่างๆที่จะส่งผลให้เธอเหล่านี้มีโอกาสก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิต เพียงแต่ทำให้สุลต่านพึงพอใจและมีลูกชายกับเธอให้ได้ ก็จะได้เลื่อนฐานะเป็นฮาเซคีสุลต่าน (Haseki Sultan) ในฮาเล็มจะมีเขตที่อยู่ของพนักงานรับใช้ชาย ที่เรียกว่า พวกยูนูค (Eunuch) ซึ่งจะตอน ตัดอวัยวะเพศทิ้งทั้งหมด เหมือนกับขันทีในประเทศจีน ช่วงแรกจะมีเพียงขันทีผิวขาว มาจากพื้นที่แถบเทือกเขาคอเคซัส ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตุรกี แต่ตอมามีชันทีพวกผิวดำจากแอฟริกาเข้ามารับใช้ในราชสำนัก เกิดการแก่งแย้งชิงดีชิงเด่นกัน จนเหลือแต่พวกขันทีผิวดำนั้น เมื่อเข้ามาทุกคนจะมีชื่อใหม่ เป็นชื่อผู้หญิง เช่น คาร์เนชั่น นาร์ซิสซัส ไอริส โรส แมรี่ ดอลลี่ เป็นต้น บรรยากาศภายในฮาเร็มจะค่อนข้างมืด อากาศเย็น เพราะอาคารในฮาเร็มจะปิดมิดชิดทั้งหน้าต่าง ผนัง และหลังคา เพื่อป้องกันสายตาคนข้างนอกไม่ให้มองเป็นข้างใน และไม่ให้ผู้หญิงในฮาเร็มมองเห็นผู้ชายข้างนอกอีกด้วย ห้องพักในฮาเร็มมีอยู่กว่า 300 ห้อง เปิดให้ชมเพียง 30 ห้อง







สำหรับเวลาทำการของที่นี่ก็ตามฤดูนะคะ ตามนี้เลยค่ะ

ฤดูหนาว ระหว่าง 30 ตุลา - 15 เมษา เข้าชมได้ระหว่าง 9.00-16.45 น. ทางเข้ามิวเซียมจะปิดเวลา 16.00 น.

บู๊ทจำหน่ายตั๋วปิด 16.00 น.


ฤดูร้อน ระหว่าง 15 เมษา - 30 ตุลา เข้าชมได้ระหว่าง 09.00- 18.45 น. ทางเข้าปิดเวลา 18.00 น. 

บู๊ทจำหน่ายตั๋วปิด 18.00 น.


ถ้าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม สามารถไปดูที่ลิงก์นี้ได้เลยค่ะ
https://topkapisarayi.gov.tr/en/visit-information

สิ่งแรกที่เข้าไปเดินผ่านนะคะคือ Gate of Filicity (ตามที่เขียนไว้ในแผนที่ด้านบนน่ะนะคะ) เป็นประตูแห่งคำทักทาย (Bâbüsselâm) หรือที่เรียกว่า Middle Gate (Orta Kapı) นำไปสู่พระราชวัง ด้วยเสาสองแห่งที่ยิ่งใหญ่ของมันทำให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่าและความงดงามของรัฐออตโตมันและนับเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวัง Topkapı ด้วยเช่นกัน สร้างขึ้นในรัชสมัยของสุลต่านเมห์เม็ดที่สอง

ประตูแห่งคำทักทายภายหลังได้รับการบูรณะมากมายในศตวรรษที่ 16 และ 17 ตามคำจารึกบนประตูประตูเหล็กขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดย İsa bin Mehmed ในปี ค.ศ. 1524 และมีคำจารึกเพิ่มเติมว่าประตูได้รับการบูรณะในปี ค.ศ. 1758 ส่วนบนของประตูมีจารึกอักษรมุสลิมที่สวยงาม : "ไม่มีพระเจ้า แต่พระเจ้า; มูฮัมหมัดเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า "(La ilaha illallah Muhammadu'r-rasulullah) เฉพาะสุลต่านเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ผ่านประตูแห่งคำทักทายบนหลังม้า นายใหญ่และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ทั้งหมดต้องลงจากหลังเข้าก่อนอย่างไรก็ตามหญิงในพระราชวังได้รับอนุญาตให้เข้าไปในประตูพระที่นั่งได้ ประตูแห่งคำคำนับได้สร้างหอคอยสองแห่งขึ้นในสมัยสุลต่านสุไลมานฉัน เป็นที่รู้จักในฐานะ Suleiman the Magnificent และ Turkish in Suleiman the Lawgiver (Kanûnî) การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันเริ่มต้นที่ประตูแห่งคำทักทาย


หลังจากผ่านประตูแห่งคำทักทายเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นหมายเลข 17 นะคะ เป็น The Audience Hall หอผู้ชมคือที่ซึ่งมหากษัตริย์ เจ้าฟ้าจะมาพร้อมกับสุลต่านที่มีพระราชกฤษฎีกานำมาใช้โดยสภาแห่งราชอาณาจักร มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตามคำสั่งของสุลต่านเมห์เมดที่สองในศตวรรษที่ 15 เป็นสถานที่สำหรับผู้ชมอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมีการปรากฏตัวครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่ 16 เมื่อสุลต่านสุไลมานได้รับการซ่อมแซมโดยมหาวิหารหลังจากที่ถูกทำลายในแผ่นดินไหวเมื่อปีพศ. 1509 ห้องโถงผู้ชมได้รับการบูรณะอื่น ๆ อีกหลายศตวรรษจนกระทั่งในรัชสมัยของสุลต่าน Abdülmecid r. 1839-61 มันถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงในกองไฟที่มีเพียง Divan และเตาผิงชุบด้วยทองสัมฤทธิ์รอด 

หอผู้ชมเป็นที่ซึ่งสุลต่านและเจ้าอาวาสองค์ใหญ่จะพิจารณาการตัดสินใจของสภาแห่งจักรวรรดิก็เป็นพื้นที่สำหรับการต้อนรับของเจ้าหน้าที่รัฐเอกอัครราชทูตและนักวิชาการทางศาสนา ห้องผู้ชมมีสามประตู: สองเปิดไปสู่ประตูแห่งความสุขในขณะที่สามเปิดไปที่ลานภายในพระราชวัง เหล่านี้ถูกเรียกว่าประตูคำร้อง (MarûzâtKapısı) ประตูเสนอ (PîşkeşKapısı) และประตูของกษัตริย์ (HükümdârKapısı) ทุกคนที่ประสงค์จะยื่นคำร้องต่อสุลต่านจะเข้าสู่ประตูอุทธรณ์ ระหว่างประตูนี้และประตูของการเสนอขายเป็นลานที่สาม ตั้งอยู่หน้าต่างบานใหญ่; ของขวัญใด ๆ ที่นำโดยทูตต่างประเทศจะถูกปล่อยให้อยู่หน้าหน้าต่างนี้หลังจากนั้นจะถูกนำเข้าไปในห้องผู้ชมผ่านประตูแห่งการเสนอขาย ขณะที่ประตูแห่งการอุทธรณ์และประตูรับมอบให้พ้นพื้นดินประตูของจักรพรรดิที่ด้านหลังของโครงสร้างมีขั้นตอนที่ทอดลงสู่ลานภายในของพระราชวัง Gate of Felicity ตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดของพื้นที่ Sarayburnu ห้องโถงด้านหน้าของหอผู้ชมตกแต่งด้วยแผ่นกระเบื้องเซรามิคอันงดงาม การตกแต่งภายในของห้องเป็นที่ชัดเจนสำหรับองค์ประกอบมากมายที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่แท้จริงของสุลต่าน ตรงข้ามกับประตูทางเข้าด้านหน้าทั้ง 2 ด้านจะเห็นบัลลังก์บัลดาชินของสุลต่านซึ่งข้างเตาผิง นอกจากนี้ยังมีน้ำพุภายในหอผู้ชมสะท้อนภาพที่ยืนข้างนอก บัลลังก์มีสี่คอลัมน์มงกุฎวันที่กลับไปเวลาของสุลต่านเมห์เม็ด III (r. 1595-1603) โดมอันวิจิตรได้รับการสนับสนุนจากคอลัมน์เหล่านี้ตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้และดอกไม้ที่เคลือบไว้ซึ่งเป็นอัญมณีที่ปูด้วยหิน










พอออกมาจากออเดียนซ์ฮอลล์แล้วก็จะเป็นห้องสมุดของสุลต่างเมเม็ดที่สามนะคะ แต่ไม่ได้เข้าชมค่ะ

เราเดินไปทางซ้าย (วนตามเข็มนาฬิกา ซึ่งจะเป็นโซนอีกสวนหนึ่งนะคะ) แล้วก็เดินทะลุไป โดยเราไปที่ฝั่งซ้ายก่อนค่ะ จะเจอกับห้อง Circumcision Chamber เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีส่วนเสริมเล็ก ๆ อยู่ด้านหลังและสร้างขึ้นในสมัยสุลต่านสุไลมานผู้ยิ่งใหญ่ หลังจากได้รับการบูรณะหลายรูปแบบในปัจจุบันของสุลต่านอิบราฮิมที่สอง ชื่อ "Circumcision Chamber" ไม่ได้รับจนกว่าจะถึงเวลาต่อมาเมื่อพื้นที่ถูกใช้สำหรับการขลิบของลูกชายของ Sultan Ahmed III  มันก็บอกว่าจะเป็นห้องที่สุลต่านนอนหลับในช่วงฤดูร้อน 

แม้ว่า Circumcision Chamber จะโดดเด่นไม่มากนักจากมุมมองทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเนื่องจากกระเบื้องชั้น 16 และ 17 ในพื้นผิวด้านในและด้านนอก เตาหินอ่อนมีเตาผิงปูด้วยหินอ่อนและน้ำพุที่จารึกไว้ แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่โดดเด่นคือเซรามิคสีน้ำเงินขาวที่มีรูป "Chi-lin" ที่พบในพื้นผิวด้านนอกของห้องและทำในรูปแบบ "saz"







ติดๆ กันจะเป็น แบกแดดพาวีเลี่ยนค่ะ การก่อสร้างศาลา Baghdad เริ่มต้นเวลาเดียวกับสุลต่าน Murad IV ลงมือโครงการ Baghdad ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1638 การสิ้นพระชนม์ของสุลต่านเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 1640 โครงสร้างนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นและสวยงามที่สุดของสถาปัตยกรรมศาลา ที่ยกขึ้นบนฐานแปดเหลี่ยมเป็นห้องใต้ดินมีโค้งมีซุ้มหินตั้งอยู่บนเสาสูงเจ็ดเมตร มีซุ้มศาลา 3 ซุ้ม มีสี่เตาผิง ศาลามีการตกแต่งที่ค่อนข้างคลาสสิกพร้อมเบาะที่นั่งหุ้มตามแนวผนังที่มีซุ้มปกคลุมด้วยกระเบื้องสีเขียวและสีฟ้าของศตวรรษที่ 15 เตาผิงคลาสสิคเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของกรุงแบกแดด การตกแต่งภายในของเตาผิงชุบด้วยตะกั่ว การป้องกันไฟ ทั้งสองด้านของเตาผิงตกแต่งในกระเบื้องเซรามิคชั้นเลิศที่มีรูปนก 

งานสำคัญอีกสองชิ้นที่พบในศาลา Baghdad คือลูกที่แขวนอยู่ภายในตะแกรงหลุมฝังศพและตะหลิวเงินซึ่งเป็นของขวัญจากกษัตริย์ฝรั่งเศสหลุยส์ที่สิบสี่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอธิปไตยแบบดั้งเดิม ศาลาของกรุงแบกแดดซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของแบกแดดโดยสุลต่านมูราด IV ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เป็นอาคารที่เก็บรักษาไว้ที่ดีที่สุดของพระราชวังTopkapı นี่เป็นที่ที่คณะรัฐมนตรีของรัฐมนตรี (Meclis-i Vükelâ) พบกันในช่วงหลายปีสุดท้ายของจักรวรรดิออตโตมัน

ภายในอาคารแห่งนี้สามารถถ่ายรูปได้ค่ะ เลยเก็บภาพมาเท่าที่จะทำได้นะคะ









เสร็จจากฝั่งซ้าย เราก็เปลี่ยนไปที่ฝั่งขวาบ้างค่ะ เพื่อจะไปที่ Konyali Restaurant and Cafe นะคะ ถ้าตามแผนที่คือหมายเลข 29 ค่ะ







สำหรับร้านอาหารแห่งนี้ จะมีทั้งที่นั่งเอาท์ดอร์และอินดอร์นะคะ เป็นห้องอาหารที่สามารถชมวิวช่องแคบบอสฟอรัสได้ด้วยค่ะ กรณีจะสั่งพวกพาสตรี้ต่างๆ ก็ต้องไปเลือก ชำระเงินให้เรียบร้อยก่อนแล้วก็ค่อยนำมาที่โต๊ะเพื่อนั่งกินค่ะ









แต่สรุปแล้วขนมไม่ค่อยอร่อยหรอกนะคะ 555 เอาเป็นชมวิวเช็คอินเก๋ๆ อ้ะได้ค่ะ

แล้วก็เดินย้อนกลับมาเพื่อไปเก็บอีกหนึ่งไฮไลท์ก่อนเวลานัดค่ะ กับอาคาร Outer Treasury ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยของสุลต่านสุไลมานผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นกระทรวงการคลังภายนอกที่ตั้งอยู่ติดกับ Domed Chamber ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับอาคารแปดหลังซึ่งทำหน้าที่เป็นคลังของจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันกระทรวงการคลังภายนอกเป็นที่เก็บอาวุธของพิพิธภัณฑ์ ไฮไลท์ก็จะเป็นเสื้อเกราะที่ถักทอทำจากทองแท้ทั้งชุดค่ะ แต่ภายในอาคารนี้ห้ามถ่ายรูปนะคะ ตามแผนที่ก็เป็นหมายเลขที่ 13 นะคะ







จบการเที่ยวพระราชวังทอปคาปึแต่เพียงเท่านี้นะคะ จากนั้นก็เดินไปที่ร้านอาหารกันค่ะ 




ร้านอาหาร Sultan Kosesi ค่ะ 

ซึ่งเป็นร้านเดินไปจากพระราชวังไม่เกิน 10 นาทีได้ค่ะ

ร้านมีที่นั่งไม่เยอะมากนะคะ แต่บรรยากาศน่ารักดี มื้อนี้ก็มีขนมปัง ซุป จานหลักเป็นปลาย่างกับข้าวค่ะ










ที่เที่ยวรองสุดท้าย (ยังไม่สุดท้ายอีกเรอะะะะ)

ฮิปโปโดรมและอ่างเก็บน้ำใต้ดิน Yerabatan (Basilica Cistern)



เราเดินไปอีกเช่นเคยนะคะ ซึ่งสถานที่แรกที่ผ่านก็คือฮิปโปโดรมที่จริงก็อยู่ไม่ห่างจากสุเหร่าสีน้ำเงินค่ะ แต่ตอนเราไปสุเหร่ายังปิดอยู่ ก็ไม่ได้เข้าไปชมสุเหร่าอะนะ ระหว่างทางไกด์เค้าพาเดินเข้าตรอกหนึ่งซึ่งมีบ้านสีๆ เก๋เชียวค่ะ แต่ไม่ได้มีเวลาดูและถามนะคะว่ามันเป็นอะไร







จากนั้นก็ไปเจอกับฮิปโปโดม หรือจัตุรัสสุลต่านมาเหม็ดซึ่งมีลักษณะเป็นลานยาวๆ ที่มีเสาหลักๆ อยู่สามต้นค่ะ

ฮิปโปโดรม (Hippodrome) สร้างในสมัยจักรพรรดิเซ็ปติมุส เซเวรุส เป็นสนามอาเรน่าที่ใช้สำหรับการแข่งม้า และกิจกรรมต่างๆสามารถจุผู้คนได้กว่า 100,000 คน คุณไกด์ก็เอารูปสมัยก่อนมาให้ดูประกอบนะคะ







ในฮิปโปโดรมมีเสาเด่นๆสามแห่งคือ    

-เสาโอบีลิสก์ฟาโรห์ธุตโมส (Obelisk of Pharaoh Thutmose) ซึ่งคอนคอนสแตนตินมหาราชนำมาจากเมืองคาร์นัคประเทศอียิปต์ในสมัยที่มีการขนย้ายอนุสาวรีย์ต่างๆมาจากอาณาจักรยุคโบราณ 

ไกด์บอกว่าที่จริงแล้วเดิมสูง 28 เมตรค่ะ แต่หักระหว่างขนย้ายโดยเรือก็เลยเหลือความสูงอยู่แค่ 17 เมตรเท่านั้นนะคะ






-เสางู (Serpentine colum) สลักเป็นรูปสามเหลี่ยมตัวกระหวัดรัดพันกันเดิมตั้งอยู่ที่วิหารเทพอพอลโล่แห่งเมืองเดลฟี (เสาที่เตี้ยกว่าที่ล้อมด้วยรั้ววงกลมน่ะค่ะ)

-เสาคอลัมน์คอนสแตนตินที่ 7 (Column of Constantine VII) ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.940 แต่ไม่ทราบประวัติที่แน่ชัด 







สิ่งก่อสร้างอีกอย่างที่นี่ก็คือ น้ำพุเยอรมัน (German fountain) เป็นศาลาริมน้ำที่ปลายด้านเหนือของสนามแข่งเก่า (จัตุรัส Sultanahmet) สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สอง ในวันครบรอบการเยี่ยมชมของจักรพรรดิเยอรมัน Wilhelm II ที่มายังอิสตันบูลเมื่อปีพ. ศ. 2441 ได้ถูกสร้างขึ้นในประเทศเยอรมนีจากนั้นจึงเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนและรวบรวมไว้ ณ ที่ปัจจุบันในปีพ. ศ. 2400 มีโดมรูปแปดเหลี่ยมสไตล์นีโอไบเซนไทน์มีเสาหินอ่อนแปดแชนแนล ด้วยภาพโมเสคสีทอง







จากนั้นก็เดินไปยังจุดต่อไปค่า ฝนก็พรำๆ ตลอดเลยยย

ระหว่างทางก็เจอร้านขายข้าวโพด เลยถ่ายมาให้ดูราคากันนะคะ นี่ยังงงว่าราคาที่เห็นนี่คือ ต่ออะไรเนี่ย







เดินไปสักพักก็จะถึงทางเข้า (ลง) ไปที่เก็บน้ำใต้ดินแล้วค่ะ อาคารชั้นเดียวที่เห็นนี่แล ยืนรอตอนไกด์ไปซื้อตั๋วกันค่ะ ค่าเข้า 20 ลีราห์นะคะ







จากนั้นก็เดินเข้าไปค่ะ จะเป็นบันไดทางเดินลงไปลึกพอควรเลยแหละ







ปลายบันไดมีร้านสำหรับให้เช่าชุดถ่ายภาพอยู่ค่ะ แต่คำนวณเวลาจากที่ไกด์ให้แล้ว ไม่ทันแน่ๆ เลยต้องขอผ่าน เสียดายเหมือนกันค่ะ







สำหรับประวัติของที่นี่ก็ดังนี้นะคะ (คือ ข้อมูลจากฝั่งไทย หลายที่ก็ไม่เหมือนไกด์ท้องถิ่น และบางทีก็ไม่เหมือนป้ายด้วยค่ะ 555)

เราเอามาจากโลนลี่พลาเน็ตนะคะ ลองอ่านดูว่าเหมือนในป้ายมั้ยนะ

อ่างเก็บน้ำใต้ดินนี้ได้รับการว่าจ้างจากจักรพรรดิจัสติเนียนและสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 532 ซึ่งเป็นที่เก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในอิสตันบูลสร้างขึ้นโดยใช้เสาทั้งสิ้น 336 เสาซึ่งถูกกู้คืนมาจากวัดต่างๆ ที่พังทลายและมีรูปแกะสลักขนาดใหญ่ ความสมมาตรและความยิ่งใหญ่ของความคิดนั้นค่อนข้างน่าทึ่งและความลึกของโพรงทำให้เป็นสถานที่พักผ่อนที่ยอดเยี่ยมในวันฤดูร้อน

เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ในอิสตันบูล ที่นี่มีประวัติที่ผิดปกติ เดิมชื่อ Basil Basilica Cistern เพราะอยู่ใต้ฐานของ Stoa ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จัตุรัสที่ยิ่งใหญ่บนเนินเขาแห่งแรก ได้รับการออกแบบเพื่อให้บริการแก่ Great Palace และอาคารโดยรอบสามารถจัดเก็บน้ำได้ถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันผ่านทาง aqueducts 20 กม. จากอ่างเก็บน้ำใกล้ Black Sea แต่ถูกปิดเมื่อจักรพรรดิไบแซนไทน์ย้ายจาก Great Palace จนกระทั่งปี 1545 เมื่อนักวิชาการ Petrus Gyllius ได้ค้นคว้าโบราณวัตถุไบเซนไทน์ในเมืองและชาวท้องถิ่นได้บอกเขาว่าพวกเขาสามารถที่จะหาน้ำโดยการหย่อนถังลงในพื้นที่มืดใต้พื้นห้องใต้ดิน บางคนจับปลาด้วยวิธีนี้ จิลลิอุสสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงและในที่สุดก็เข้าถึงอ่างเก็บน้ำผ่านชั้นใต้ดิน 

อ่างเก็บน้ำได้รับการปรับปรุงและทำความสะอาดในปีพ. ศ. 2528 โดยเทศบาลนครอิสตันบูลและเปิดให้ประชาชนเข้ามาในปี 2530 ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของเมือง เดินตามพื้นไม้ที่ยกพื้นขึ้นคุณจะรู้สึกหยดน้ำจากเพดานโค้ง 







ด้านล่างมืดพอควร แต่ก็ยังพอเห็นทางนะคะ แต่สำหรับการถ่ายรูป มือถือนี่เดี้ยงกันไปค่ะ ไอโฟนนี่ไม่ต้องพูดถึง จะมีแค่กล้องบางรุ่นที่ถ่ายเก็บได้จริงๆ นะคะ แต่มือต้องนิ่งสุดๆ ค่ะ วันนั้นที่เราไป ระหว่างทางมีแขวนเหมือนพวกงานแสดงศิลปะอยู่ด้วยหละ มีสวยหลายชิ้นเลยค่ะ









จากนั้นเดินเลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายไป จะเจอเสาน้ำตาทางซ้ายมือค่ะ เขาว่ากันว่าเปรียบเสมือนหยาดน้ำตาของทาสที่ได้สร้างที่นี่และต้องตายไปนะคะ







เลยจากเสาน้ำตาไป เดินตรงต่อไปแล้วเลี้ยวซ้าย จะมีทางเดินลงไปนิดหนึ่ง จะพบกับเสาเมดูซ่าทั้งสองอันค่ะ







เสาเมดูซ่าทั้งสองต้นนี้ จะเห็นว่าอันหนึ่งหัวตะแคง อันหนึ่งหัวคว่ำนะคะ ไกด์ท้องถิ่นเราบอกว่า เนื่องจากการสร้างที่นี่มันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างวัด (ศาสนสถาน) หรือวังนี่แหละค่ะ แต่อันไหนที่มันไม่ได้สวยมาก มีจุดบกพร่อง ก็เอามาสร้างที่ใต้ดินนี้แทน เพราะมันอยู่ใต้ดิน เก็บน้ำด้วย ไม่ต้องเน้นความสวยงามสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ส่วนที่สองหัวตะแคงไม่เหมือนกัน เพราะให้บาลานซ์กับความยาวเสาของทั้งสองต้น ไม่ต้องไปเชื่อเรื่องเล่าอื่นๆ ค่ะ 5555









Mosque และ Grand Bazaar



ที่เที่ยวต่อไปเป็นที่สุดท้าย (สักที) ของวันนี้แล้วค่ะ เนื่องด้วยสุเหร่าสีน้ำเงินปิด ทางทัวร์ก็เลยพาไปมัสยิดอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กับแกรนด์บาซาร์ค่ะ ไปหาแผนที่ของตลาดที่เห็นมัสยิดที่อยู่ใกล้ๆ ได้มาตามนี้นะคะ







ตัวมัสยิดไม่ได้มีอะไรเด่นมากหรอกนะคะ แต่ก็ไปชมกันสักหน่อย เราเดินผ่านลอดประตูนี้ไป จะเจอมัสยิดทางขวามือค่ะ 








ที่นี่เข้มงวดค่ะ ต้องใส่กางเกงขายาว มีผ้าปิดผม และต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าไปด้วยค่ะ







ภายในมัสยิดนะคะ เขากั้นไว้ให้ถ่ายรูปได้จากที่เข้าไปจากประตูหน่อยหนึ่งค่ะ 







สำหรับแกรนด์บาซาร์ เป็นตลาดที่ใหญ่กว่าสไปซ์มาร์เก็ตมากกกก (กรุณาย้อนไปดูแผนที่ด้านบนค่ะ) ของเยอะกว่ามาก ต่อรองดีๆ ของที่ระลึกหลายอย่างของที่นี่ถูกกว่าที่สไปซ์มาร์เก็ตนะคะ อย่างพวงกุญแจอีวิลอายนี่ จากสามเหรียญ เหลืออันละเหรียญยังมีเลยค่ะ (แต่เป็นพวงเล็ก และซื้อหลายอันนะคะ ถ้าพวงใหญ่ตกสองเหรียญมั้งนะ)







สำหรับวันแรกของการเที่ยวตุรกีในเมืองอิสตันบูลก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เอนทรี่หน้าจะพาไปดูที่พักของเรากันบ้างค่าาา





ปฏิทินธรรม




วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561

1. ทำบุญตักบาตร ณ วัดพุทธบูชา (กิจกรรมจัดทุกวันเสาร์แรกของเดือน)




วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม
2561
 (ปกติกิจกรรมจัดทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน แต่เดือนมกราคม จะจัดวันปีใหม่)

1.ทำบุญกับพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ณ มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ถ.จรัญสนิทวงศ์ซอย 37
เวลา 06.30-10.30 น. 


ดูรายละเอียดพระที่มารับบาตรและแผนที่ได้ที่
https://www.watpa.com/board_detail.asp?board_id=3447


2. งานไถ่ชีวิตโคกระบือ ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพฯhttps://web.facebook.com/bogboon/photos/a.614964165213890.1073741836.335629013147408/540852169291757/


3. ฟังธรรมวันอาทิตย์ พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ สกลนคร

ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม มูลนิธิโลกทิพย์ ถ.ประชาสงเคราะห์ ซ.2 แขวงดินแดง
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10217340344967396&set=gm.950789468453979&type=3&theater


4. พระอาจารย์มานพ อุปสโม ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เขาดินหนองแสง จ.จันทบุรี แสดงธรรมและนำปฏิบัติกรรมฐาน 

ตั้งแต่เวลา 9.30-13.30 น. พัก 11.00-12.00 น. 
ณ ศาลาไตรสิกขา บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2




วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 (ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของทุกเดือน)

1.ขอเชิญร่วมทำบุญตักบาตรพระเถระ ณ ศาลาจตุรมุข วัดสังฆทาน นนทบุรี



วันอาทิตย์ที่ 14 และ 28 ตุลาคม 2561 (กิจกรรมจัดทุกๆ วันอาทิตย์ที่ ๒ และ ๔ ของเดือน)

1. ทำบุญ ฟังธรรม จากครูบาอาจารย์พระป่าสายกัมมฐาน ณ ศาลาลุงชิน แจ้งวัฒนะ 14
กิจกรรมจะเริ่มจากการถวายภัตตาหารร่วมกันเวลา ๘:oo น. สำหรับท่านที่สนใจนำอาหารมาร่วมทำบุญ แนะนำให้มาก่อนเวลาเพื่อจัดเตรียมอาหารใส่ภาชนะ ซึ่งจะเริ่มลำเลียงถาดอาหารเพื่อเตรียมประเคนเวลาประมาณ ๗:๔๕ น.

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
https://www.facebook.com/SalaLungChin?fref=ts




วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561 (จัดทุกอาทิตย์ที่สามของเดือน)
1. ตักบาตร พระกัมมัฏฐาน และ ฟังพระธรรมเทศนา เวลา 7.00 น.
ณ ชมรมกลุ่มพุทธธรรมลานทอง หมู่บ้านลานทอง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์นี้


2. 21 ตุลาคม - ฟังธรรม พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิณ ศาลาธรรมชินราชปัจมบพิตร ชั้น 1 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหารhttps://www.facebook.com/photo.php?fbid=2177178235831288&set=a.1412454518970334&type=3&theater


วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2561 (กิจกรรมทุกเสาร์ที่ 4 ของเดือน)

1. ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารโดยพระเถระวัดป่ากรรมฐาน

เมตตารับบาตรโดย
เวลา ๐๗.๐๐-๑๐.๐๐ น. ณ ศาลาปันมี มูลนิธิบ้านอารีย์


วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 29-30 กันยายน 2561 (ทุกเสาร์และอาทิตย์สุดท้ายของเดือน)

1. งานบุญประจำเดือน (ทุกเสาร์และอาทิตย์สุดท้ายของเดือน) ทำบุญบำรุงรักษาสวนแสงธรรม และถวายปัจจัยร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด

ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑล สาย 3 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร











ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ

1469696+6689847=8159543/13683/1747





      Travel Blog 




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2561
21 comments
Last Update : 18 ตุลาคม 2561 11:43:20 น.
Counter : 188 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmambymam, คุณkae+aoe, คุณกะว่าก๋า, คุณล้งเล้งลัลล้า, คุณตะลีกีปัส, คุณผีเสื้อยิปซี, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณซองขาวเบอร์ 9, คุณhaiku, คุณmelody_bangkok, คุณSweet_pills, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณสองแผ่นดิน, คุณtoor36, คุณnewyorknurse, คุณRinsa Yoyolive, คุณKavanich96

 

ตามมาๆ เดี๋ยวตามเที่ยวค่ะ ข้อมูลแน่นมาก ตอนนี้สะดุดอ่างเก็บน้ำใต้ดินนี้ค่ะ ดูลึกลับ อิอิ

 

โดย: kae+aoe 18 ตุลาคม 2561 10:11:53 น.  

 

โหวตครับคุณเต้ย

เคยอยากไปเที่ยวตุรกีครับ
แต่พอมีครอบครัว ก็เลยต้องตามใจครอบครัว 555

ผมอยากไปลองถ่ายมัสยิดหรือโบสถ์ดูบ้างครับ
แล้วตุรกีนี่ได้สองวัฒนธรรมเลย
เป็นอีกประเทศที่น่าสนใจมากครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 18 ตุลาคม 2561 10:43:12 น.  

 

ชมภาพแล้วน่าสนใจ อยากไปเที่ยวชมบ้างจ้ะ

วันนี้หัวฟูมากๆเลย เมคมันนี่จนหน้าเขียวจ้ะ


 

โดย: mambymam 18 ตุลาคม 2561 12:03:58 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
สาวไกด์ใจซื่อ Travel Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
ตามมาเที่ยวตุรกีกับน้องเต้ยด้วยคนค่ะ

 

โดย: ล้งเล้งลัลล้า 18 ตุลาคม 2561 12:15:29 น.  

 

สวัสดีมีสุขค่ะ

ตามติดกระเป๋ามาเลยค่ะ
ชอบดูวิดิโอค่ะ
สบายเลย ไม่ต้องเสียเงินไปเอง
ขอบคุณที่เก็บภาพและวิดิโอมาให้ชมค่ะ

 

โดย: ตะลีกีปัส 18 ตุลาคม 2561 12:40:38 น.  

 

แวะเข้ามาแอบอิจฉาบ้านนี้ค่ะ
ไว้ถ้าเราจะไปเที่ยว ตปท. บ้างจะมาค้นข้อมูลที่บ้านนี้นะคะ

ที่นี่มีข้อมูลอยู่ทั่วโลกแล้วป่ะค่ะเนี่ยยย ^o^

 

โดย: ผีเสื้อยิปซี 18 ตุลาคม 2561 13:47:49 น.  

 

มาอ่านตอนบ่ายอีกครั้ง... เขา
เก็บตังค์เยอะเนาะ เสียค่าบัตร
ยังเสียค่า หูฟัง.อีก

อ้าว ห้ามถ่ายภาพอีก...เซ็ง
เลยคุณเต้ย

v

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 18 ตุลาคม 2561 17:06:30 น.  

 

จับคอมแล้วมาชมตุรกีอีกรอบจ้า

บ้านเมืองเค้าอลังการมากเลย
มีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่น่าสนใจ
เห็นตลาดเครื่องเทศแล้วนึกถึงซาอุ มีความคล้ายกันมากๆอ่ะ
มัสยิดมีความยิ่งใหญ่สวยงาม
อ่างเก็บน้ำก็น่าสนใจ ดีเนอะเค้าให้เก็บภาพด้วย

 

โดย: mambymam 18 ตุลาคม 2561 18:27:35 น.  

 

ตุรกีน่าเที่ยวนะคะ
เห็นเพื่อนหลายคนไปกะทัวร์บอกว่าสวยมาก
ทำให้อยากไปจริงๆ

เพื่อนๆที่ไปเห็นถ่ายรูปเป็นนายแบบนางแบบเสื้อหนัง
ไม่เห็นคุณเต้ยเดินแบบมั่ง

 

โดย: ซองขาวเบอร์ 9 18 ตุลาคม 2561 19:40:58 น.  

 

มาดเามกับหมิงหมิงชอบชิม ชอบช็อปครับ 555
ผมชอบธรรมชา่ติ
ชอบเมืองเล็กๆ เงียบๆ ป่า เขา
แต่หลังๆก็ตามใจลูกตามใจเมียครับ
ไปที่เค้าอยากไป
และดูงบในกระเป๋าเราด้วย 5555

 

โดย: กะว่าก๋า 18 ตุลาคม 2561 19:54:49 น.  

 

สาวไกด์ใจซื่อ Travel Blog

ส่งกำลังใจให้คุณเต้ยก่อน
แล้วต๋าจะแวะมาอีกค่ะ

 

โดย: Sweet_pills 19 ตุลาคม 2561 1:04:25 น.  

 


สวัสดียามเช้าครับคุณเต้ย

 

โดย: กะว่าก๋า 19 ตุลาคม 2561 6:12:01 น.  

 

55 ช่วงนี้มีแต่ดอกไม้บานแป๊บเดียวมาลงบล็อก
มีอีกหลายชนิดที่บานได้หลายวันจ้ะ

ขอบคุณโหวตจ้ะ

 

โดย: mambymam 19 ตุลาคม 2561 16:09:55 น.  

 

ประเทศมุสลิมใันก็เคร่งเรื่องเหล้าเบียร์ล่ะ ไม่เหมือนบ้านเราเปิดเสรีเกิน

ตลาดของเขาน่าเดินนะครับ ดูสวยดีจริงๆ มันเป็นเอกลักษณ์ของเขาด้วยแหละที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมา ถ้าไปก็ต้องซื้อพวกถั่วกับอินทผาลัม

ไปเที่ยวผมไม่ค่อยชอบนั่งเรือเท่าไหร่ มันรู้สึกว่าเผาเวลา แต่มันก็เป็นความรู้สึกสมัยก่อน ถ้าเป็นตอนนี้อาจจะไม่รู้สึกแบบนั้นแล้วก็ได้

พระราชวังทอปคาปึ ดูแปลกตาดีครับ จะว่าไปพวกวังสวยๆ ก็เป็นจุดท่องเที่ยวของหลายๆ ประเทศเหมือนกัน ภายในอลังการณ์ดีเหมือนกัน

แนะนำร้านอาหารแล้วบอกว่าไม่ค่อยอร่อยซะงั้น 555 จ่ายเงินแล้วค่อยมากินผมว่ามันก็ดีนะ กินเสร็จก็ไปได้เลย

อาหารถ้าไม่ใช่ประเทศทางเอเชียที่กินข้าว ยังไงผมก็ไม่คุ้นครับ ถ้าไม่กี่วันพอไหว ถ้านานๆ คงทนไม่ไหวแน่ๆ

ผมก็ว่าเสาโอเบลิสก์มันเหมือนของอียิปต์ แต่ขนมาได้แบบนี้เลย (ในยุคสมัยก่อนด้วย) คงต้องระวังมากๆ

ทางลงไปที่เก็บน้ำใต้ดิน มีงี้ด้วย ประวัติไม่เหมือนกันกัน แบบนี้คงต้องเอาหลายๆ ที่มาประมวลผลเองผสมจินตนาการของเราเองด้วยแล้วมั้งครับ (เรื่องราวยิ่งไปกันใหญ่)


ต้องบอกแบบนี้ดีกว่า ถ้าเขียนเป็นวันๆ บางครั้งมันเม้นต์ได้น้อยเพราะเนื้อหาในวันนั้นๆ น้อย แต่อย่างวันนี้เนื้อหาแน่นเกิน ซอยเป็นสองเอนทรี่ได้สบายๆ เลย

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 19 ตุลาคม 2561 23:23:57 น.  

 

เดินบาซาร์ได้ดูข้าวของที่ขายก็ว่าสนุกแล้วนะคะ
ได้นั่งเรือเห็นสถานที่สำคัญหลายแห่ง
ได้ชมอาคารน้ำพุและพระราชวังวันฝนพรำอีกด้วย
ขยายชมแผนที่ ฮาเร็มอยู่หมายเลข 16
เป็นอาคารขนาดใหญ่สมกับมีห้องพัก 300 ห้องนะคะ
คุณเต้ยให้ข้อมูลท่องเที่ยวที่ละเอียดมาก
ขอบคุณมากนะคะที่พาเที่ยว

 

โดย: Sweet_pills 20 ตุลาคม 2561 18:13:28 น.  

 

ได้เลยจ้า คราวหน้าได้เจอกับดอกที่บานได้สี่ห้าวันเลยล่ะ




 

โดย: mambymam 20 ตุลาคม 2561 22:06:11 น.  

 

สถาปัตย์เค้างามจริงๆค่าพี่เต้ย
แบบนี้ชีริวนาจะชอบ อิอิ
มีเพื่อนไปแต่งงานกับคนประเทศนี้ ปีเดียวก็หย่ากลับไทยเลยค่า
ไม่รู้ตอนคบกันเขาไม่ไปเที่ยวไปเรียนรู้วัฒนธรรมไรก่อนหรือไงไม่รู้นะคะ แหะๆ
แต่ให้ไปเที่ยวก็โอเคอยู่
ไปเจอฝนทีไร ต้องเข้าไปเยือนในร่มตลอดเลยค่า

 

โดย: Rinsa Yoyolive 20 ตุลาคม 2561 22:09:57 น.  

 

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับคุณเต้ย

ผมชอบทดลองวางภาพครับ
บางครั้งพระองค์เดียวถ่ายภาพเป็นสิบๆมุมเลยครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 20 ตุลาคม 2561 23:12:41 น.  

 



สวัสดียามเช้าครับคุณเต้ย

 

โดย: กะว่าก๋า 21 ตุลาคม 2561 6:33:40 น.  

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 21 ตุลาคม 2561 9:54:31 น.  

 

ตามมาเที่ยวกับพี่เต้ยค่ะ

 

โดย: sawkitty 21 ตุลาคม 2561 12:00:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#14


 
สาวไกด์ใจซื่อ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 191 คน [?]




ชอบอ่านหนังสือและดูหนังค่ะ ตอนนี้ทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ นิสัยดีบ้างร้ายบ้าง แล้วแต่สภาวการณ์และคนที่เจอ


เนื้อหาและรูปภาพทั้งหมดในบล็อกสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่อนุญาตให้นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก


ติดต่อเจ้าของบล็อกได้ที่ theworpor@yahoo.com
หรือ
https://www.facebook.com/saoguide






Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2561
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สาวไกด์ใจซื่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.