เหนื่อยใจ...แต่ไหวอยู่
Group Blog
 
All blogs
 

เขามีชื่อว่า อนันตชัย หงส์สิบสอง

“ทำไมต้องเป็นหงส์สิบสองด้วยคะ”

ชายวัยสามสิบเศษแอบอมยิ้มผ่านใบหน้าที่หยาบกร้านก่อนจะพูดว่า
“อยากรู้จริงเหรอเรื่องมันยาวนะ”

พวกเราทั้ง 4 พร้อมใจกันพยักหน้ารับด้วยความอยากรู้
“ เมื่อก่อนนี้สมัยปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ทวด ในสมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักคำว่านามสกุล เรามีแต่ชื่อเรียกกันเท่านั้น ทางการแจ้งมากับผู้ใหญ่บ้านว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องมีนามสกุลต่อท้ายชื่อ เพื่อจะเป็หญิงารยืนยันว่าเป็นลูกเต้าของใคร นับว่าเป็นเรื่องใหญ่เอาการ ผู้ใหญ่บ้านจึงตั้งนามสกุลให้ตามสภาพของพื้นที่เพราะว่าหมู่บ้านเรามีหงส์อาศัยอยู่เยอะ เราจะตั้งนามสกุลกันว่าหงส์ ไล่กันไปตามลำดับ หงส์หนึ่ง หงส์สอง หงส์สาม...ไปจนครบตามจำนวนครอบครัวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น”

“งั้นถ้าเจอใครที่มีนามสกุลว่าหงส์ตามด้วยตัวเลขก็ตีความได้เลยว่ามาจะบ้านเดียวกับพี่แน่ๆใช่ไหม” หญิงตั้งข้อสังเกต

เขาพยักหน้ารับ

“เออ.. พี่ครับ ม้าเริ่มดีดหรือยังครับ” ยุทธเพื่อนร่วมทริปถามอย่างกลัว ๆ กล้า ๆ

“ยัง ยังไม่ดีดตอนนี้หรอก ไง กลัวเหรอ”

“ปะป่าว ครับคือว่าผมไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับคนที่กินยาบ้ามากขนาดนี้ ก็เลยอยากรู้วตอนม้าดีดมันเป็นอย่างไร นี่ก็ผ่านมาจะครึ่งชั่วโมงแล้วที่พี่กลืนมันลงท้องให้ผมดู” ยุทธแจง

หากจะถามว่าทำไมพวกเราถึงมาอยู่รวมกันบนรถ 18 ล้อคันนี้ได้ ก็คงต้องท้าวความไปไกลพอ ๆ กับเรื่องของที่มาของนามสกุล หงส์สิบสอง ที่ปั๊มน้ำมันใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิตคือสถานที่เริ่มต้นของการผจญภัย เราตั้งเป้าหมายทริปนี้ว่า จะต้องเดินทางไปเชียงใหม่ เอ้อระเหยซัก 5 วัน ภายใต้งบประมาณคนละ 500 บาท พวกเราทั้งสี่กำลังคาดหวังจะได้รถกะบะใจดีซักคัน ที่จะพาเราไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ เวลาได้ล่วงเลยไป 3 ชั่วโมงแล้วยังไม่มีวี่แววของรถกะบะใจดีคันนั้น จนในที่สุดเราตัดสินใจไปกับกะบะคันหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางแค่จังหวัดสระบุรี

“เอาวะอย่างน้อยก็ได้เดินทางเสียที” เอ๋พูด........

เราถึงสระบุรีได้เวลาประมาณ 21.30 น.

“เอาไงวะแกดึกแล้ว รถก็โบกไม่ได้หาที่พักแถวนี้กันดีไหม”
ยุทธเสนอไอเดียเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว

“จะเอาตังที่ไหนไปเช่าห้องวะ เงินสี่คนรวมกันได้แค่สองพันเอง” หญิงค้าน จบประโยคนี้เราต่างก็รู้ว่าคงต้องยืนยันเจตนาเดิม นั่นหมายถึงเราต้องยืนตากน้ำค้างรอรถคันนั้นของพวกเรา ท่ามกลางความมืดมิดที่ล้อมรอบพวกเราไว้พลันปรากฎแสงสว่างสองดวง วิ่งตรงรี่มาตามถนนบางทีอาจจะเป็นแสงของรถคันนั้นคันที่จะพาเราไปเชียงใหม่

“นั่น นั่น มาแล้ว โบกโว้ย โบก”
ยุทธพูดพลางก็รีบตรงรี่วิ่งไปโบกไม้โบกมือเป็หญิงารใหญ่

“ฮ่า ฮ่าฮ่า ยุทธฉันว่าแกต้องไปตัดแว่นใหม่แล้วหว่ะ”
ฉันทับถมเพื่อน

“ไรวะ เมื่อกี้ก็เห็นกันอยู่ใช่ไหมว่าเป็นไฟของรถกะบะ”

“ไอ้ไฟหน้ารถกะบะแกตอนนี้มันแยกกันไปคนละทางแล้ว”
ด้วยความที่มืดมากและหมอกก็เริ่มลงบาง ๆ ไฟจากรถมอร์เตอร์ไซที่ขับคู่มา 2 คันทำให้พวกเราหลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไฟของรถกะบะ งานนี้พวกเราเล่นลอยแพความเก้อให้ยุทธแต่เพียงผู้เดียว หลังจากการโบกรถอันแสนยาวนานพวกเราก็ตัดสินใจพัก หญิงหยิบเสบียงอาหารที่เราเตรียมกันมาอันได้แก่อาหารสำหรับมื้อเย็นที่ไม่ต้องปรุงแต่อย่างใด อันได้แก่ ขนมปัง กล้วย และนม หัวข้อสนทนาในวงอาหารเต็มไปด้วยการตัดพ้อต่อโชคที่ไม่เข้าข้างพวกเรา ดึกสงัดเช่นนั้น นอกจากเสียงของพวกเราแล้วกลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เป็นเสียงห้าวใหญ่

“เฮ้ย...ใครโบกรถวะ”

“...........”

พวกเราอดรู้สึกเสียวที่สันหลังวาบ

“ เฮ้ยยย หูหนวกหรือไง ใครโบกรถหา จอดรอตั้งนานแล้วจะไปไม่ไปหา “ เจ้าของเสียเริ่มเดินเข้ามาใกล้พวกเราเรื่อย ๆ เบื้องหลังเขาเป็นรถบรรทุก 18 ล้อ ซึ่งจอดห่างจากพวกเราไปประมาณเกือบ 10 เมตรได้

“เอ้า นอกจากหูหนวกแล้วยังไม่มีปากกันด้วยเหรอไง”

พวกเรายังคง
“........”

“ เอาแล้วไง ได้เรื่องจนได้ หวังว่าคงไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกิดขึ้น “
เอ๋แอบกระซิบคุย

“เมื่อกี้มีใครโบกรถหรือเปล่า”
ณ ตอนนี้เขายืนห่างจากพวกเราในระยะประชิด โดยไม่ได้นัดหมายพวกเราที่เหลือ 3 คน ชี้ไปที่ยุทธ แล้วพูดว่า

“คนนี้โบกค่ะ/ครับ”

และทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่ทำให้พวกเราได้มานั่งขโยกขลุกขลุกอยู่บนรถ 18 ล้อคันนี้

“ มันดีดหน่อยนะ รถ 18 ล้อก็แบบนี้ไม่ได้เครื่องเดินนิ่งเรียบแบบรถเก๋ง “ เขาเอ่ย

“ไม่เป็นไรครับสนุกดี” ยุทธพูด

“ นั่งไปซักพักก็จะรู้สึกไม่สนุกแล้วหล่ะ เพราะว่าพวกคุณจะไม่ชิน “

ฉันแอบสอดส่ายสายตาสำรวจภายในรถคันนี้ รู้สึกทึ่งไปกับขนาดที่กว้างขวางของมัน ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าภายในมันจะกว้างได้มากขนาดนี้ ภายในรถที่นั่งแบ่งออกเป็น 2 แถว แต่ละแถวนั่งเรียงกันได้ประมาณ 4 คนแบบสบาย ๆ เรา ยุทธ หญิง นั่งแถวหน้าข้างคนขับ ส่วนเอ๋นั้นนั่งอยู่แถวหลัง ซึ่งมีคนนั่งอยู่แล้ว 2 คนก็คือ เมีย และ ลูกของพี่คนขับนั่นเอง ฉันเหลือบไปเห็นหม้อหุงข้าวที่วางซุกอยู่ใกล้กับที่เอ๋นั่ง

“ พี่พกหม้อหุงข้าวด้วยเหรอ “

“ ไง ไม่เคยเห็นคนพกหม้อหุงข้าวไว้ในรถเหรอ “

นอกจากหม้อหุงข้าวแล้วยังมีกองเสื้อผ้า จาน ชาม กระติกน้ำ น้ำยาล้างจาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปกรณ์สำหรับยังชีพที่ใช้ภายในบ้าน ที่แท้เราไม่ได้นั่งอยู่ในหัวรถ 18 ล้อแต่เรากำลังเป็นแขกของผู้มาเยือนบ้านหลังหนึ่งซึ่งเขาเป็นเจ้าบ้าน

“ พี่รับคนง่าย ๆ แบบนี้ไม่กลัวโดนปล้นเหรอ พวกผมคนเยอะกว่านะ หากจะปล้นพี่มันง่ายมากเลย “ ฉันถาม

“ ทำไมต้องกลัวหล่ะ พวกเธอเป็นโจรกันหรือไง “
เขาหยุดพูดทิ้งให้เสียงของเครื่องยนตร์ทำหน้าแทน ก่อนที่จะพูดต่อว่า
“ ยังไม่เคยโดนปล้นนะ เคยแต่ปล้นคนอื่น “
พูดจบก็หันมาสบตากับฉัน แล้วก็ชวนคุยต่อว่า
“ เป็นนักศึกษากันใช่ไหม ต่อต้านยาบ้ากันหรือเปล่า? “

“ ครับพวกเราเป็นนักศึกษา แต่พวกเราก็ไม่เคยต่อต้านยาบ้านะครับ “
ยุทธรีบพูดดักเอาใจ

“ พวกเราอยู่ชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมค่ะ “ หญิงเสริม
“ สิ่งที่พวกเราทำกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมรณรงค์ให้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จัดค่ายเดินป่า หรือ การต่อต้าหญิงารจัดคอนเสริตที่เขาใหญ่เพราะไปรบกวนสัตว์ป่าแถมยังเป็หญิงการเอาขนขยะไปทิ้งที่เขาใหญ่อีกต่างหาก “

ระหว่างที่หญิงพูดอยู่นั้นเขาก็เอามือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อที่อยู่ด้านซ้ายมือ เป็นยาเม็ดหนึ่ง

“ ใช่ยาบ้าหรือเปล่าครับ ?“ เอ๋สงสัย

“ ไม่ใช่ มันคือยาม้าต่างหาก “

“ ไม่กินไม่ได้เหรอครับพี่ ?“
ด้วยความที่ไม่อยากจะโดยสารรถของคนที่เสพยาบ้ายุทธจึงถามท้วง

“ กลัวกันเหรอ ? “

“ เออ.. ป่าวครับ คนขับสิบล้อกินยาบ้าก็ธรรมดานี่ครับ
“ ยุทธตอบแบบเกรง ๆ ฝ่ายตรงข้าม

“ ไม่กินไม่ได้หรอกจะเอาแรงที่ไหนมาทำงาน พวกคุณลองกับผมไหม นั่งคุยไปกับผมเรื่อยนี่แหล่ะ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามหลับถ้าพวกคุณไม่มีใครหลับเลยผมจะเลิก “
เขาพูดด้วยความมั่นใจ

ระหว่างทางเราได้คุยกับคุณอนันตชัย หงส์สิบสอง หลายเรื่อง เรื่องครอบครัวของเขา ประวัติการทำงานก่อนที่จะมาเป็นคนขับสิบล้อ เขาเลือกที่จะขับรถสิบล้อแทหญิงารเป็นพนักงานขับรถเมล์ในเมือง

“ ระหว่าง รถติด อากาศเป็นพิษ สุขภาพจิตเสีย กับ การได้ขับรถไปในถนนโล่ง มีวิวสองข้างทางเป็นต้นไม้ รถไม่ติด คุณจะเลือกอะไร “
เขามักจะเปรียบเทียบหรืออธิบายแบบอ้อม ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ โดยที่เมื่อเขาพูดจบคุณจะรู้สึกว่าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขานั่นคือวิธีการอธิบายเหตุผลที่ทำให้เราเข้าใจเขาและเข้าข้างเขา

ระหว่างทางที่จะไปลำปางนั้นบางครั้งเราต้องเดินทางผ่ากลางเขา เส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด เรารัดเลาะไปตามซอกเขาโค้งแล้วโค้งเล่า โค้งเหล่านี้คงจะเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้โค้งข้างหน้าก็มีอุบัติเหตุ “
ผู้เป็นเจ้าของรถเอ่ยพร้อมกับชี้ให้ดูแนวกันชนที่ยุบตัวไป
“ รถสิบล้อคันหนึ่งเบรคแตกทำให้แหกโค้ง โชคดีว่าคนขับไม่ตาย แต่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือเขาโดนไล่ออกเพราะทำให้รถและของที่บรรทุกมาเกิดความเสียหาย “

“ มันไม่ยุติธรรมเลยนะ ก็ในเมื่ออุบัติเหตุเกิดเพราะว่ารถมีปัญหาไม่ใช่ความผิดของคนขับซะหน่อย “ เอ๋บ่น

“ อย่างนี้เราต้องประท้วงครับ อันที่จริงการขับรถใหญ่ก็ลำบากพอตัวอยู่แล้วกว่าจะเบรค กว่าจะเร่งเครื่อง ไหนจะน้ำหนักที่แบกอยู่อีก แล้วถ้าหากเกิดมีอะไรมาตัดหน้ารถแบบฉุกเฉิน อย่าง เออ... คนเป็นต้น โอ้ยไม่อยากจะคิด“
ยุทธเสริมหน้าตายอย่างเอาจริงเอาจัง

“ คนตัดหน้าก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรหนิ แค่ชนให้ตายก็เท่านั้น จากนั้นก็โทรบอกเฒ่าแกให้มาเคลียร์ดีกว่าหักหลบแล้วต้องเสียค่าซ่อมรถ ยังไม่รวมมูลค่าของที่เสียหายอีก เคลียร์เรื่องงานศพคนใช้เงินน้อยและก็ง่ายกว่าเคลียร์เรื่องของ “
เขาตอบอย่างไม่ลังเลใจกับเรื่องนี้

“ แล้วพี่เคย....หรือยังครับ “ ยุทธถาม

“ ยังแต่คิดว่าถ้าจะเกิดก็คงต้องทำตามที่บอกไปนั่นหล่ะ “
เขาแอบเหลือบมองดูพวกเราว่าจะแสดงทีท่าอย่างไร

พวกเราทั้งหมดได้เปิดโอกาสให้ความเงียบเข้ามาแทรกแซงบทสนทนา ต่างคนต่างนิ่งเงียบกันทั้งสองฝ่ายและดำดิ่งไปกับความคิดคำนึงของตัวเอง สายลมพัดผ่านจากหน้าต่างมากระทบใบหน้า เสียงเครื่องยนตร์ยังคงดัง หึ่ง หึ่ง หึ่ง อยู่อย่างนั้น ในที่สุดเราต่างก็ทะยอยกันหลับผลอย ไปทีละคนสองคน ในบางครั้งฉันแอบได้ยินเสียงของเขาพูดคุยกับภรรยาดังแทรกเข้ามาเป็นห้วง ๆ

“ นั่น นั่น เสื้อเปียกหมดแล้ว “
เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น

“ ยังอีก ยังอีก ย้อยเป็นทางเชียว “
ยุทธยังคงพูดแซวหญิงที่หลับอยู่ข้างยุทธ หญิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นยังไม่ทัน
เต็มที่แต่ทว่ามือของหญิงไวกว่าการลืมตามากนักเพราะตอนนี้มันไปอยู่บนหัวของยุทธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โป้ก!
“ โอ้ย ! ละเมอหรือตื่นแล้วเนียะ “ ยุทธบ่น

“ ลองอีกทีไหมเพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้เมื่อกี้เราละเมอหรือตื่น “
ว่าแล้วยุทธก็โดนอีกเป็นโป้ก ! ที่สองของเช้านี้ หญิงเลิกกระเซ้ายุทธแล้วหันมาปลุกฉัน

“ หนึ่ง หนึ่ง ตื่นได้แล้วถึงลำปางแล้ว “

“ ยังง่วงอยู่เลย นอนต่ออีกได้ไหมอะ “ ฉันงัวเงีย

“ ไม่ได้ ๆ “ เอ๋สมทบแล้วเร่งว่า
“ นู่นแกพี่เขาเดินไปนู่นแล้วรีบ ๆ ตามพี่เขาไป เขาจะเลี้ยงมื้อเช้าพวกเรา “

เช้าวันนั้นคุณอนันตชัยเลี้ยงอาหารมื้อเช้าพวกเราด้วย กาแฟ และ ปาท่องโก๋ ที่ถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะตรงหน้าพวกเราในตอนนี้

“ ขอบคุณค่ะ / ครับ “

ถึงแม้ว่ารสชาติของกาแฟจะหวานอยู่ส่วนหนึ่ง ในขณะที่ปาท่องโก๋เองก็เย็นชืดและเริ่มเหนียว แต่พวกเราทุกคหญิงลับรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ช่างแสนวิเศษเพราะมัหญิงลมกร่องไปด้วยรสของน้ำใจ ถึงแม้ค่าอาหารมื้อนี้จะคำนวนเป็นมูลค่าของเงินไม่กี่บาทแต่มูลค่าทางจิตใจนั้หญิงลับมากมายกว่าหลายเท่า

“ ไงอร่อยไหม “ เขาถาม

“ อร่อยครับพี่ “ ยุทธตอบอย่างแข็งขัน

“ อร่อยค่ะ อร่อย “ หญิงว่าตาม

“ หวานจะตาย “ เขาพูด

“ เดินทางเหนื่อย ๆ ได้ของรสชาติหวาน ๆ ก็ดีนะคะให้พลังงานดี “ หญิงเสริม

“ เหนื่อยอะไรวะ เพิ่งจะตื่นแท้ อย่ามาทำเป็นพูดหน่อยเลย ฉันแอบเห็นแกหลับเป็นคนแรกเลย “ ยุทธแย้งแล้วว่าต่อ
“ ว่าแต่ เออ เมื่อคืนนี้ม้าดีดไหมครับ พวกผมก็ดันเผลอหลับไปเลยอดเห็นม้าดีดเลย “

เขาไม่ได้ตอบอะไรได้แต่หัวเราะชอบใจพร้อมกับมองยุทธอย่างเอ็นดู

“ จากตรงนี้จะหาโบกรถขึ้นเชียงใหม่ก็ไม่ยากแล้ว เราคงต้องแยกกันตรงนี้แล้วหล่ะ “ เขาเอ่ย

“ พี่จะไปไหนต่อคะ “ หญิงถาม

“ ขึ้นของเสร็จก็ต้องตีรถไปขนของใหม่ ไง ขากลับจะให้แวะรับไปส่งที่กรุงเทพฯ หล่ะสิ “ เขาหยอกเล่น

“ เปล่าค่ะ เพียงแต่ว่าบางครั้งพวกเราอาจจะได้เจอกับพี่บ้างที่กรุงเทพฯ “
หญิงพูดเจือด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ เพราะยังไม่อยากจากลา เขาอมยิ้มก่อนที่จะพูดว่า

“ ก็จำรถไว้สิ ถ้าเห็นก็ทักกันได้เลย “

“ ขับรถดี ๆ นะคะ แล้วก็รักษาสุขภาพ “
ฉันอดที่จะเป็นห่วงเขาไม่ได้

“ อืม.. ไปก่อนนะ โชคดี ขอให้เที่ยวสนุกนะ “

เขาโบกมือลาก่อนที่จะเดิหญิงลับไปที่รถพร้อมกับโอวันติน กับไข่ต้ม 2 ชุด สำหรับเมียและลูกน้อยที่นอนเฝ้าอยู่ในรถ ไม่นานหัวรถลากคันนั้นก็แล่นหายลับไป

จากวันนั้นถึงวันนี้ทุกครั้งที่ฉันเห็นรถบรรทุก 18 ล้อ ก็จะอดคิดถึงเขาไม่ได้ คนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ารถ 18 ล้อคือบ้าน และคิดว่าเขายังคงมีความสุขอยู่กับครอบครัวน้อย ๆ ของเขาที่ไหนซักแห่ง และในบางครั้งฉันแอบส่งรอยยิ้มแนบคำขอบคุณไปกับสายลมถึงเขา..ขอให้ปลอดภัยและมีความสุข





 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 15:26:57 น.
Counter : 602 Pageviews.  

กระบี่ ไม่ไปไม่รู้

ได้เวลาโพสทริปกระบี่กับครอบครัวเสียที หลังจากที่ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่นานสองนาน ทริปนี้นับได้ว่าเป็นทริปพิเศษมากสำหรับเราเลยก็ว่าได้ เหตุผลหน่ะเหรอ??

เพราะมันเป็นทริปครอบครัวไงหล่ะ บางคนอาจจะเห็นว่าโธ่แค่ไปเที่ยวกับที่บ้านก็มาทำเป็นเห่อ... แต่ก็นั่นหร่ะค่ะความเห่อนี้มีที่มาที่ไปอยู่ เพราะ(ครั้งที่สอง) มันเป็นทริปที่เราเป็นตัวตั้งตัวตีไปเสาะหาแพคเกจที่เรียกว่าคุ้มสุด ๆ ในงานไทยเที่ยวไทย เราเลือกกระบี่เพราะไม่เคยไปและอยากให้แม่ได้เห็นทะเลสวย ๆ ของเมืองไทยบ้าง แม่มักจะพูดเสมอ ๆ ว่า เมืองจีนสวยอย่างนู้น เมืองจีนสวยอย่างนี้ ก็ไม่ว่ากันเพราะว่าแม่ชอบไปเที่ยวเมืองจีนซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ ทริปนี้มีเสียวนิด ๆ เพราะว่าเราไปกันตอนที่นาร์กีสเข้าพม่าพอดี จึงได้เจอคลื่นลูกโต ๆ ไอ้เราก็อุตส่าห์เลือกที่จะใช้เรือหางยาวแทน speed boat แล้วเชียว เพราะกลัวว่ามันจะไม่เหมาะกับผู้สูงวัย อารัมภบทมาซะยาว เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

จุดหมายปลายทางของทริปนี้คือ -จังหวัดกระบี่-
เราเริ่มต้นกันที่สถานีรถ บขส. สายใต้ใหม่ของใหม่อีกที ด้วยความเห่อเราจะรีบไปนั่งรอรถกันแต่หัววันเลยค่ะ ในวันนั้นคนค่อนข้างเยอะเพราะว่าเป็นช่วงวันหยุดยาว 1 - 5 พ.ค. 51 ครอบครัวเราจึงได้ไปนั่งพักฆ่าเวลากันที่ S&P เก็บได้ภาพนี้มาฝาก

น้องแป้งและแว่นกันแดดของเรา





คั่นโฆษณาแป๊บนะคะ แล้วจะมาอัพใหม่ค่ะ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2551 20:42:53 น.
Counter : 531 Pageviews.  

เรื่องหลอน หลอน ของคนกลัวผี

เมื่อ Last Week ที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปอบรมที่ บ้านและสวนไร่สาริกา จังหวัดนครนายก สถานที่พักก็สวยงามดุจดั่งฉากในนิยาย สถานที่สวย ๆ แบบนี้เปิดไว้ใช้แค่เฉพาะเป็นการภายในของบริษัทเท่านั้น


อีกมุมที่ใกล้ขึ้น



อีกมุม



และอีกมุม


เป็นเรื่องปกติที่ว่าเวลาเดินทางออกนอกสถานที่ก็มักจะมีเรื่องเล่า ที่นี่เองก็เช่นกันมีเรื่องราวสยองขวัญเล่าสู่กันฟังแบบรุ่นสู่รุ่น ว่าในยามค่ำคืนมักจะมีปรากฏการประหลาด กุ๊ก กุ๊ก กู๋ อยู่บ่อย ๆ เลยลองถามน้องทีมฝึกอบรมในฐานะที่มาบ่อยว่า ทำไมจึงมีเรื่องเล่าเยอะ น้องก็แจงความมาว่าที่นี่มีดวงวิญญาณที่คอยปกป้องจำนวนมาก อาทิเช่น ดวงวิญญาณของผู้ที่จมน้ำตายมักจะลอยมาติดที่สะพาน ดวงวิญญาณของลุงแก่ที่เคยเป็นผู้ดูแลสวนแห่งนี้ถึงแม้ว่าแกจะตายไปแล้วแต่แกก็ยังคงเฝ้าดูแลสวนอยู่ ยังไม่รวมเจ้าที่ ผีป่า และนางไม้

ภาพของสะพานที่มักจะมีศพลอยมาติดอยู่เสมอ




น้องกลุ่มนี้ออกตระเวนถ่ายรูปรอบบ้านไร่ ทีมนี้ประกอบไปด้วย น้อง บ. น้อง ก. และน้อง น.


ระหว่างที่ถ่ายภาพกันนั้น น้อง บ. เค้าก็เชคภาพถ่ายดูไปดูมาก็ซีดเผือกเพราะว่ามันมีรูปประหลาดติดมา

ภาพม้านั่ง กุ๊ก กุ๊ก กู๋ ก่อนถ่าย


ภาพม้านั่ง กุ๊ก กุ๊ก กู๋ หลังน้อง บ. บังเอิญถ่ายติดมาตอนไหนก็มิอาจทราบได้



"เห้ย นี่ นี่...มัน ใช่ เออ... หรือเปล่าวะ"
น้อง บ. ชี้ภาพให้เพื่อน ๆ ดูด้วยสีหน้าอันซีดเผือก พร้อมกับพูดต่อไปว่า
"ที่ฝั่งโน้นมันไม่มีใครข้ามไปนี่นา"
พูดยังไม่ทันจบน้อง ก. ก็ชี้ไปที่ พี่ อ. ที่กำลังปั่นจักรยานอยู่บริเวณใกล้กับภาพปริศนา
"ไม่มีซะที่ไหน นั่นไง พี่ อ. กำลังปั่นจักรยานอยู่นู้น


เมื่อ พี่ อ. ปั่นจักรยานเข้ามาใกล้


น้อง บ. ก็ถามพี่ อ. ว่า
"พี่ อ. ๆ เมื่อกี้พี่เห็นใครอยู่แถวนั้นบ้างไหม คือว่า น้อง บ. ถ่ายได้รูปนี้ พี่ อ. ว่ามันใช่ กุ๊ก กุ๊ก กู๋ไหม"
ว่าแล้วก็โชว์ภาพให้กับ พี่ อ. พี่ อ. ดูแล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรออก และตอบน้อง บ. ไปว่า
"ไม่มีนะ มีพี่แค่คนเดียวเท่านั่นแหร่ะ ภาพนี้ไปถ่ายมาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ.."

จากนั้น น้อง บ. ก็เอารูปนี้ไปให้ทุก ๆ คนได้ดู และมาถึงที่โต๊ะที่เรานั่งอยู่
เราก็ได้แต่ส่งเสริมน้องไปว่า
"ดูดี ๆ เหมือนไม่มีปลายเท้านะ พี่นั่งอยู่นี่ตลอดมองไปฝั่งโน้นก็ไม่เห็นมีใคร สงสัยน้อง บ. จะเจอเข้าให้แล้วหล่ะ"

เอาสรุปจบ ๆ ไปเลยละกันนะคะ ว่าที่จริงแล้วภาพนั้นก็ไม่มีอะไรคนเป็น ๆ ธรรมดา ใครดูก็รู้ว่าเป็นเลขาของเจ้านาย กับ ลูกค้าที่บริษัทเชิญให้มาร่วมโครงการนี้ แต่ด้วยท่าทีของน้อง บ. กลัวผีเป็นทุน และดันไปทำท่าตื่นตระหนกกับภาพนั้นมาก ก็เลยทำให้ใครต่อใครช่วยกันอำน้อง บ. โดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน

เรื่องหลอน หลอน ยังมิแต่จบเท่านี้ ในตอนกลางดึก เราออกไปเอาน้ำที่อยู่ตรงโรงอาหาร ตอนขากลับเข้ามา ก็เห็นผู้หญิงสองคนยืนกุมมือกันเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในความมืด เป็น น้อง บ. กับ พี่ ต.
"ยืนทำไรกันเหรอ" เราถาม
ไม่มีคำตอบจากทั้งคู่ ได้ยินแต่น้อง บ. ถามกลับมาด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า
"เมื่อกี้พี่ได้ยินเสียงคนกระแทกประตูไหมคะ"
เราก็ส่งเสริมน้อง บ. ต่อด้วยการตอบไปว่า
"ไม่หนิ ตอนแรกพี่นึกว่าเป็นเสียงของน้อง บ. กับ พี่ ต. ซะอีก ในเมื่อเราสามคนไม่ได้ทำ แล้วใครทำหล่ะ...กุ๊ก กุ๊ก กู๋ อีกแล้ว"


ในตอนเที่ยงวัน เราแอบมาอาบน้ำคนเดียวเพราะไม่ได้อาบน้ำตอนเช้า (ขี้เกียจต่อคิวอาบน้ำ) อาบอยู่ดี ๆ ไฟก็ดับ
เราจึงร้องออกไปว่า "อุ้ย ใครปิดไฟ" ยังพูดไม่ทันได้ถึงคำว่า ใคร ก็ได้ยินเสียง น้อง บ. ร้องอุทานแทรกมาว่า "ว้าย ใครหน่ะ"
กำแท้ที่จริงคนที่น่าจะตกใจน่าจะเป็นเรามากกว่า เราได้แต่ตอบไปว่า
"น้อง บ. เหรอ นี่พี่เอง ช่วยเปิดไฟให้หน่อยจิจ๊ะ"
"อ๋อ พี่ ศ. นั่นเอง ทำเอาน้อง บ. ตกใจหมดเลย"

จบงานนี้ น้อง บ. จึงได้ฉายาใหม่ไปค่ะ คือ น้อง ห. ย่อมาจาก น้องหลอน หรือ ยัยหลอน ประจำค่าย เพราะงานนี้น้อง บ.เขาหลอนสุด ๆ



ปล. 1. ถึงจะหลอนอย่างไรพี่ ศ. ก็ยังคงรักและห่วงน้อง บ. นะจ๊ะ

2. น้อง ก. ถ่ายภาพ / พี่ ศ. รายงาน







 

Create Date : 29 มกราคม 2551    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2551 17:19:38 น.
Counter : 762 Pageviews.  

Happy Trip Day : เที่ยวโรงถ่าย นเรศวร

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ม.ค. 50) เราได้มีโอกาสติดตามเพื่อนไปกองถ่านนเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี นับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจกองถ่ายหนัง ซึ่งเป็นหนังระดับชาติ และที่สำคัญมากไปกว่านั้นมันเป็นการร่วมเดินทางของเหล่าผองเพื่อนสมัยเรียนมหาลัย ที่ปัจจุบันต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำงานของตน จนจำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราได้มีโอกาสออกไปเที่ยวต่างจังหวัดร่วมกัน... 2 วัน หนึ่งคืน ที่เราได้หัวเราะกันไปตลอดทริป คาดว่าเสร็จงานนี้ลดปริมาณไขมันหน้าท้องกันไปได้เยอะเลยค่ะ

เรามาเริ่มเจาะกันที่ห้องเก็บอุปกรณ์กันก่อนเลยนะคะ ที่ห้องนี้ แบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกันค่ะ คือ
*** อุปกรณ์ประกอบฉากทั่ว ๆ ไป เช่น อาวุธที่ใช้ในการแสดง ชุดเกราะ เป็นต้น

ปืนที่ใช้แสดงในเรื่อง


ง้าว ทวน จะถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบในชั้นวาง


เมื่อมีอาวุธแล้วก็ต้องตามด้วยชุดเกราะ ซึ่งทำจากยางน้ำหนักเบา
เมื่อถึงเวลาเข้าฉากแล้วจะให้ความรู้สึกว่าเป็นชุดเกราะที่หนักและแข็ง


ซูมให้ดูใกล้ ๆ


ชุดนี้หนักจริงค่ะ ต้องอาศัยความอดทนและแข็งแรงของนักแสดงมาก ๆ กับการใส่ชุดนี้เข้าฉาก
เพราะต้องแบกน้ำหนักขอชุด และใส่ในสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างเมืองกาญจนบุรี


*** ส่วนที่ 2 จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยที่ใช้ประกอบฉาก กลุ่มจำพวกถ้วยโถโอชาม ไห กา ตะบวย กระดานชนวน หางนกยูง ฯลฯ บางชิ้นเป็นของเก่าจริง บางชิ้นนำเข้าจากประเทศพม่า และบางชิ้นก็เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ของทีมงาน ดูแล้วจะเห็นได้ว่าการสร้างหนังเรื่องหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะหนังย้อยยุคอย่างนี้ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างจะต้องสมจริง และใกล้เคียงกับขนบธรรมเนียมในช่วงระยะเวลานั้น ๆ ให้มากที่สุด

ชุดนี้เป็นของโบราณจริง ๆ


ด้วยความที่มีอุปกรณ์จำนวนมากชิ้นที่ต้องจัดเก็บ จึงต้องมีระบบการจัดเก็บที่ดีเพื่อป้องกันการสูญหาย
วิธีการจัดเก็บแบบมาร์กจุดพร้อมระบุชื่อของดังรูป จะทำให้ผู้ดูแลรู้ทันทีว่าของชิ้นไหนหายไป


รูปเพื่อนหน่ะค่ะ เพื่อนมีความใฝ่ฝันและหวังอยู่ลึก ๆ ว่า...สักวันหนึ่งจะได้เข้าพิธีลดน้ำสังข์กับเขาบ้าง
เป็นกำลังใจให้ สู้ สู้ นะเพื่อนเรา


หลังจากการเข้าฉากแล้วก็ต้องมีการซ่อมแซมอุปกรณ์


เราจะย้ายไปดูในส่วนของฉากกันค่ะ เรื่องนี้เราเนรมิตพื้นที่ป่ากว่า 2,000 ไร่
ให้เป็นกรุงหงษ์สา และ กรุงศรีอยุธยา

ท้องพระโรงของกรุงหงษ์สา เป็นสีทองสุกไสแสดงถึงความมั่งคั่งของกรุงหงษ์สาในยุคนั้น


ฉากเมืองจำลองขนาดเล็กที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ท้องพระโรง


เมื่อมองผ่านหน้าต่างท้องพระโรงจะได้ภาพดังนี้


ท้องพระโรงกรุงศรีอยุธยา มีความวิจิตรชดช้อยงดงาม
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อลังการณ์ดังท้องพระโรงของกรุงหงษ์สาก็ตาม


ก่อนที่จะนำมาสร้างเป็นฉากจริงต้องมีการทำเป็นโมเดลขึ้นมาดูสเกลและหน้าตากันก่อน


แล้วก็มาถึงขั้นตอนของการสร้างฉาก


ทางเข้ากรุงหงษ์สา เท่ห์สุดยอด


ถัดจากฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากแล้วเรายังมีองค์ประกอบบางอย่างซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเรื่องซึ่งจะขาได้ไปไม่ได้เลย นั่นก็คือ ม้า

ม้าที่ใช้การแสดงจะได้รับบทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของม้า
*** ม้าที่มีความสามารถในการล้มจะถูกคัดเลือกให้เข้าฉากที่รบแล้วต้องล้ม
*** ม้าที่มีลักษณะพ่วงพีก็จะใช้เป็นม้าของแม่ทัพ โชว์บอร์ดี้ความสง่างาม
*** ม้าที่ยกข้าหน้าได้สูง สวย มีประเภทนี้จะถูกนำมาใช้เป็นม้าของแม่ทัพในฉากสู้รบ

จำได้กันบ้างไหมค่ะว่าตัวไหนรับบทอะไร


ไหน ๆ ได้มาแล้วก็เลยขอลองขี่ม้าดูบ้าง ฮี่ ๆ ๆ ๆ


ผู้พันเบิร์ดกับม้าคู่ใจ


สบาย ๆ บนหลังม้า ของผู้แสดง องค์ขาว และ องค์ดำ


จบข่าว




 

Create Date : 19 มกราคม 2550    
Last Update : 28 มกราคม 2550 9:56:46 น.
Counter : 1701 Pageviews.  

ไร่นี้ชื่อไร่เบญจมาศ

อันที่จริงกำลังคิดอยู่ว่าจะเลิกเขียนบล็อคแล้ว
เหตุผลง่าย ๆ คือ ความขี้เกียจ
แต่บังเอิญว่ามีคนชมว่าเขียนหนังสือดี
(มีแค่ 2 คนเองค่ะที่ชม ^ ^!)
ทำให้หันกลับมามองตัวเองทันทีเลยว่า
ที่จริงแล้วเราก็แค่ต้องการได้รับการชื่นชม
คำชื่นชม สามารถแปลเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนได้
สำหรับใครบางคนที่บ้ายอ อย่างเรา อิอิอิ

ปีใหม่นี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนนอกจากไร่ที่เพชรบูรณ์
เป็นไร่ที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 30 - 35 ไร่
ซึ่งประกอบไปด้วย มะขาม ส้มโอ มะม่วง กับพื้นที่ว่าง ๆ
จำนวนหนึ่ง ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็น บ่อปลา 2 บ่อ
ป่าไผ่ ที่ปลายไร่นั้นมีลำคลองเล็ก ๆ ไหลผ่าน
ด้านหน้าติดถนน (ช่างโชคดีเสียนี่กระไร)
แต่ทว่าตอนนี้ยังคงเป็นถนนดินลูกรังอยู่
ไร่นี้ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าด้วง
ซึ่งถ้าขับรถจากตัวอำเภอหนองไผ่ เป็นระยะทาง 45 กิโลเมตร
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ หรือ อาจจะถึง 2 ชั่วโมง
ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนขับ
เพราะจะต้องขับผ่านภูเขาจำนวน 2 ลูก
ถนนก็สลับระหว่างถนนคอนกรีตกับดินลูกรังเป็นช่วง ๆ ของความเจริญ
แค่นี้คงพอจะเห็นภาพแล้วว่าค่อนข้างจะกันดานเล็กน้อย
ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าในคืนเดือนมืดทุกคนที่นอนอยู่ที่นั่น
จะได้นอนนับดาว...
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง... ไฟฟ้าเข้าถึงแล้วค่ะ
แต่ที่ยังขาดอยู่ก็คือ ปะปา และ โทรศัพท์
(คนที่นี่ใช้โทรศัพท์มือถือติอต่อธุระกิจกันค่ะ ใช้ได้คลื่นเดียวคือ GSM ซึ่งก็ไม่ง่ายนัก
เพราะจะต้องต่อเสาอากาศขึ้นไปบนหลังคาจึงจะดักจับคลื่นได้)
นับว่าเป็นโชคที่ไร่นี้ติดกับลำคลอง เราจึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำซักเท่าไหร่
แถมยังได้เปรียบในช่วงฤดูแล้งเราสามารถสูบน้ำขึ้นมาขายได้อีกด้วย
นอกจากจะมีต้นไม้ที่ให้ลูก มีลำคลอง มีบ่อที่เพิ่งขุด
ไร่นี้ยังมีฝูงวัวจำนวน 17 ตัว อายุอานามก็ไล่ไปตั้งแต่
ลูกวัวน้อยวัย 2 เดือนเศษ ไปจนถึงวัวหนุ่ม-สาว
เราได้ลองไปดูตอนที่เขาต้อนวัวเขาคอกในช่วงเย็น
แปลกดีนะคะที่วัวกลัวเสีย ฮึย แอะ
แล้วก็เสียงสารพัด อ ที่เราไม่สามารถพิมพ์เป็นภาษาเขียนได้ แค่ส่งเสียง อ...
วัวก็จะรีบเดินมารวมฝูง แต่ถ้าอยากให้วัวเคลื่อนตัวเร็วกว่านั้น
ก็ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยคือไม้เรียว ๆ ซักอันตีเบา ๆ ที่ก้นน้อย ๆ ของมัน
(ตีเบา ๆ นะคะ ขอย้ำ เดี๋ยวจะทำก้นน้องวัวช้ำเอา)
เฮ้อ...ชอบสัตว์เคี้ยวเอื้องจัง มันน่าร้ากกกกก
เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วอยากไปเป็นชาวสวนจัง
แอบคิดฝันโครงการไว้ในใจมากมายว่าจะทำอะไรบ้าง
หนึ่งในหลาย ๆ โครงการที่มีอยู่ในหัวตอนนี้คือ
การทำโฮมเสตย์ดี ๆ โดยแบ่งเลเวลความสมบุกสมบันไว้ 3 ระดับ คือ

ระดับแรก สำหรับคนที่อยากรู้ว่าชีวิตชาวสวนเป็นอย่างไร กิจกรรมก็จะค่อนข้าง เฮวี่หน่อยค่ะ
คือการไปลงมือทำสวนกันจริง ๆ คือ ตั้งแต่เช้ายันบ่ายทำงานในไร่
พอเริ่มบ่ายแก่ ๆ ก็เก็บผักเตรียมตัวทำอาหารเย็นทานกัน
(งานนี้ได้แรงงานมาช่วยทำไร่ 55555) เน้นปฏิบัติ 70%

ระดับที่สอง ก็จะเป็นกิจกรรมที่เบาขึ้นมาหน่อยเป็นการเที่ยวชม 50%
ลงมือปฏิบัติ 30% กิจกรรมพิเศษอื่น ๆ 20 %

ระดับที่สาม จะเน้นการเที่ยวชมสวน อาจจะมีการจัดฉากกันเล็กน้อย
เป็นการพักผ่อนหย่อนใจแบบได้ความรู้ติดหัว
ข้อสำคัญคือรับจำนวนจำกัด เน้นคุณภาพ

แต่คงอีกนานค่ะ กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้
ตอนนี้ต้องตั้งใจทำงานเก็บเงิน แล้วก็หัดปลูกต้นไม้ไปก่อน
เที่ยวชมไร่คนอื่นไปพราง..ว่าเขาทำกันอย่างไร
แล้วค่อย ๆ ขยับขยายเตรียมตัวไปเป็นชาวไร่อย่างสมบูรณ์แบบ

ลืมบอกไปค่ะว่า ไร่นี้ชื่อว่า ไร่เบญจมาศ

มีเพลงประจำไร่ที่เพื่อนเจ้าของแต่งไว้ให้มีเนื้อร้องว่า

"โอ่ โอ ท่าด้วงบ้างมึง โอ่ โอ ท่าด้วงบ้านมึง
แม่น้ำภูเขาทะเลไม่มี
ไม่ไปแล้วท่าด้วงบ้านมึง ไม่ไปแล้วท่าด้วงบ้านมึง"
ขอให้จินตนาการถึงทำนองเพลงปักษ์ใต้บ้านเราค่ะ
รูปจะตามมาทีหลังค่ะ



เพิ่มเติมรูปภาพดังนี้ค่ะ
แนวไร่ข้าวโพดริมฝาย (ไร่คนอื่นค่ะเห็นมันสวยดีเลยเอามาลง)


อึ่งภูเขา หาพบได้ตามฝายทดน้ำบริเวณ ต. ท่าด้วง
ล้อเล่นหน่ะค่ะ เห็นว่าภาพนี้ม่อนน่ารักดี พี่ขออนุญาติถือวิสาสะเอามาลง
สาว ๆ คนไหนสนใจติดต่อได้นะคะ ยังโสดสนิท


ลูกชายเจ้าของไร่ค่ะ คนนี้มีเจ้าของแล้ว


ขมักเขม้นเก็บส้มโอ


ขอเก็บด้วยคน


ลูกใครหว่า น่ารักจัง


คณะผู้ติดตาม




 

Create Date : 03 มกราคม 2550    
Last Update : 7 มกราคม 2550 13:26:30 น.
Counter : 441 Pageviews.  

1  2  

คลังพลอย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คลังพลอย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.