รีวิวร้านอาหารอินเดีย อร่อย น่าลอง Indian Food17 เจริญนคร คลองสาน
ชื่อร้าน : Indian Food 17
รายการอาหาร : อาหารอินเดีย , Prawn Curry , Chicken Tandoori , Naan Cheese, Saffron Rice
เวลาเปิดบริการ : 10.30 - 24.00 เปิดทุกวัน
ที่ตั้งร้าน : ปากซอยเจริญนคร17 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพ, กรุงเทพมหานคร คลองสาน Thailand
พิกัด GPS : 13° 43' 3.45" N 100° 30' 28.34" E



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ขอมารีวิวร้านอาหารอินเดียสักร้านนึง ชื่อร้าน Indian Food 17 (อินเดียนฟู้ด17) เป็นร้านเล็กๆอยู่ในตึกแถวห้องเดียว ใกล้ๆปากซอยเจริญนคร17  ย่านคลองสาน

พิกัดร้านนี้ จะเป็นร้านอยู่ติดริมถนนเจริญนครเลย ใครผ่านไปตรงสามแยก ที่เป็นขาลงมาจากสะพานตากสิน เพื่อเลี้ยวเข้ามาถนนเจริญนคร (ที่จะต้องผ่านห้าง Senafest ) นั้นแหละครับ ร้านอยู่ใกลๆกับซอยเจริญนคร17 ก็เลยตั้งชื่อเป็น IndianFood17 ไปเลย  ร้านนี้อยู่ใกล้ๆกับร้านเล็กส้มตำ ถัดไปหน่อยก็จะเป็นร้านพรเจริญไอติมไข่แข็ง ถ้าใครมาก็จะอยู่โซนแถวๆนั้นแหละครับ

รีวิวร้านIndian food 17 เจริญนคร

รู้จักร้านนี้ครั้งแรก เมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว นั่งดูกระทู้ในพันทิป แล้วมีคนนึงรีวิวถึงร้านนี้ ตอนเปิดใหม่ๆ ส่วนตัวผมเองก็เพิ่งได้เคยลองกินอาหารอินเดียเมื่อ3ปีก่อนเหมือนกัน พอเห็นพิกัดของร้านนี้แล้วไม่ไกลบ้านนักเลย บึ่งรถออกไปลองกินเลย แล้วก็เลยกลายเป็นลูกค้าประจำร้านนี้ไปซะเลย (คือซื้อกลับบ้านบ่อยมากๆ ทุกเดือนต้องแวะ) 

มาเริ่มที่การเดินทางมาร้านกันก่อน
ร้าน Indian Food 17 อยู่ริมถนนเจริญนคร เป็นลักษณะตึกแถว 1 ห้อง หน้าร้านจะประมาณนี้ ไม่ได้ตกแต่งอะไรหรูหรามากนัก

หน้าร้านอินเดียนฟู้ด17 เจริญนคร

ถ้าชี้พิกัด ให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ในวงกลมจะคือห้างเสนาเฟสต์ Senafest ที่อยู่ตรงหัวมุมสามแยกที่ลงมาจากสะพานตากสิน เลี้ยวเข้าถนนเจริญนคร 
ร้าน indian food 17 จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้างเสนาเฟสต์ ห่างจากสามแยก มาประมาณ 200 เมตรได้

แผนที่การมาร้านindianfood17

เนื่องจากร้านอยู่ติดถนนเจริญนคร ฉะนั้นจะไม่มีที่จอดรถของร้าน แต่ใช้วิธีการจอดริมฟุตบาทได้ (เป็นบางเวลา) แต่บางช่วงพี่ตำรวจก็กวดขัน ขยันล็อกล้อเหมือนกันนะ ฉะนั้น แนะนำเอารถไปจอดที่เสนาเฟสต์แล้วเดินมาหน่อยน่าจะสะดวกกว่า
หรือหากนั่งรถไฟฟ้า BTS มาก็ลงที่ สถานีกรุงธนบุรี แล้วเดินย้อนมาประมาณ 300 เมตรก็จะเจอห้างเสนาเฟสต์ แล้วก็เดินอีกนิดข้ามสะพานลอยมาที่ร้านก็ได้

ภายในร้าน indian food 17 charoennakorn

บรรยากาศภายในร้าน ก็เรียบง่าย ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย ผมเดาว่าเพื่อลดต้นทุนให้น้อยลง สามารถขายอาหารได้ในราคาไม่แพงเกินไป ในราคาจับต้องได้

ซาโมซ่าไก่

ที่ตู้กระจกหน้าร้าน เห็นมี ซาโมซ่าไก่ และซาโมซ่าผัก วางไว้อยู่ 2 ถาด ชิ้นใหญ่แน่นเนื้อเหมือนกัน เคยลองเมื่อคร่าวก่อน ตอนแรกกะว่าจะซื้อกลับบ้านหลังกินเสร็จที่ร้าน แต่สุดท้ายก็ลืมจนได้

ซาโมซ่าผัก
ซาโมซ่าผัก


indian food17 เจริญนคร

วันนี้มากัน 4 คน ผมพาน้องอีก 3 คนมาลองกินอาหารอินเดียครั้งแรกด้วย เลยสั่งอาหารอินเดียแบบพื้นๆ มาให้รับรู้รสชาติกันก่อน 

แกงอินเดีย 4 อย่าง

เริ่มต้นด้วย แกงอินเดีย 4 อย่างนี้ก่อน ใครเคยกินแกงอินเดีย จะรับรู้ว่า มันมีสีหลักๆของแกงอยู่ประมาณนี้ แดง ส้ม เขียว ถึงแม้ชื่อแกงกะหรี่จะมีหลักหลายสิบชื่อ แต่หากดูจากสีจะไม่พ้น 3 -4 สีนี้แน่นอน

แกงไก่มาซาลา indianfood 17

เริ่มที่ถ้วยแรก Chicken Tikka Masala แกงไก่ทิกก้ามาซาล่า [120 บาท] แกงสีแดงๆนี้ ถือว่าเป็นพื้นฐานของแกงสไตล์อินเดียเลยก็ว่าได้ ถ้าหลงไปประเทศอินเดีย แล้วสั่งอะไรไม่เป็นเลย ลองเอ่ยปากสั่ง Chicken Tikka masala ดู (ประมาณ เข้าไปสั่งกระเพราไก่ในร้านอาหารไทยนั้นแล ) ในถ้วยใส่อะไรบ้างคงบอกไม่ได้ เพราะดูเหมือนมันมีเครื่องเทศมากมายผสมกันมาจนได้ถ้วยนี้ โดยมีไก่ย่างหั่นเป็นชิ้นๆ เป็นองค์ประกอบหลักในถ้วยนี้ จะกินกับข้าวหรือกินกับแผ่นแป้งนาน ก็อร่อยเข้ากัน

แกงกะหรี่กุ้ง เจริญนคร17

Prawn Curry แกงกะหรี่กุ้ง [150 baht] แกงสีส้มๆถ้วยนี้ มาพร้อมกุ้งกุลาตัวใหญ่พอควร อีก3ตัวในถ้วย รสชาติแกงเข้มข้น แต่รสอ่อนกว่าแกงมาซาล่าถ้วยแรกลงมาหน่อยนึง 

แกงผักโขมและชีส indian food

ต่อกันที่ Palak Paneer แกงผักโขมกะชีส [110 บาท]  สีเขียวๆของแกงนี้คือผักโขมทั้งนั้นเลย โดยมีชีสก้อนสี่เหลี่ยมหั่นเป็นลูกเต๋าอยู่ในถ้วย หลายชิ้นเหมือนกัน ชีสในอาหารอินเดีย เขาเรียกว่า Paneer หรือก็คือ Cottage Cheese ซึ้งเป็นชีสก้อนใหญ่ๆขาวๆ แล้วเอามาหั่นเป็นลูกเต๋าๆขนาดเท่าๆกัน อาหารอินเดียจะใช้ชีสตัวนี้กับหลายๆเมนู

Chicken Korma

ต่อกันที่แกงสีส้มอีกถ้วย ชื่อว่า Chicken Korma  แกงไก่ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์  [120บาท] นอกจากใส่เม็ดมะม่วงแล้วก็ยังมีอัลมอนด์ แมคคาดาเมีย อีกด้วย ด้านในมีไก่เป็นชิ้นๆอยู่หลายก้อนทีเดียว

แน่นอนถ้ากินแต่แกงกะหรี่อินเดีย คงเลี่ยนแน่นอนเลยสั่งไก่ย่าง มาด้วย

ไก่ย่างทันดูรี อินเดีย

ไก่ย่างทานดูรี สไตล์อินเดีย

Chicken Tandoori ไก่ย่างทันดูรี [150บาท]  ไก่ย่างหมักเครื่องเทศ เสียบแท่งเหล็กยาวๆ ย่างในเตาทันดูร์ สไตล์อินเดีย เป็นเตาดินเหนียว รูปร่างเหมือนโอ่ง ที่ด้านล่างมีไฟให้ความร้อนด้านล่าง
จำได้ว่า เคยเห็นเตาทันดูร์ครั้งแรก ในรายการเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย มีเทปนึง ที่เอาเชฟอาหารอินเดีย มาแข่งทำอาหารกัน (และนั้นก็คือต้นเหตุที่ทำให้ผมออกมาตามหาร้านอาหารอินเดียกิน 2-3 ร้าน จนกระทั้งมาเจอร้านนี้)

ข้าแซฟฟรอน อินเดีย

Saffron Rice

กินอาหารอินเดียรสเข้มข้นอย่างงี้จะขาดข้าวสไตล์อินเดียไปได้อย่างไร  ข้าวแซฟฟรอน Saffron Rice  [70บาท] ข้าวสีเหลืองๆที่ใส่หญ้าแซฟฟรอน (สีแดงๆโรยหน้า) บางคนเรียกว่า หญ้าฝรั่น ซึ้งไอ้เจ้านี้ติดอันดับอาหารแพงที่สุดของโลกอีกซะด้วย  ส่วนข้าวจะเป็นข้าวบาสมาติแบบอินเดีย เมล็ดจะออกยาวๆกว่าข้าวหอมมะลิไทย กินคู่กับแกงอินเดียอร่อยมากๆ 


ข้าวหมกมะนาว

Lemon Rice indian food

ข้าวอีกอย่างที่ผมชอบสั่งของร้านนี้  Lemon Rice ข้าวหมกมะนาว [70บาท] ใช้ข้าวบาสมาติเมล็ดยาวๆเหมือนกัน แต่ใช้เครื่องเทศต่างกัน กลิ่นหอม มีความมันของข้าวเยอะกว่า (แต่ไม่เปรี้ยวนะ ถึงจะชื่อว่าข้าวหมกมะนาวก็ตาม) 

เห็นจานเท่านี้ แต่ของจริงเยอะนะ ข้าว2จานนี้แบ่งกัน 4 คนได้สบายๆเลย

นานชีส naan cheese

Cheese Naan นานชีส [50บาท] แผ่นใหญ่ หอมชีส ฉีกแป้งจุ่มกินกับแกงอินเดีย อร่อยมาก

นานกระเทียม

นานกระเทียม Garlic naan  [30บาท] นานกระเทียม ย่างในเตาทันดูร์เหมือนกัน กินกับแกงอร่อยๆ
เครื่องเคียง

เก็บตกเล็กน้อย ด้วยน้ำจิ้มหรือจะเรียกเครื่องเคียงดีละ ของที่ร้าน มี 3 อย่าง สีแดงๆคือหอมใหญ่หั่นเป็นชิ้นๆดอง อันนี้กินแก้เลี่ยนได้ดี 
สีเขียวเรียกว่าซอสอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่รสชาตินี้คือใบสะระแหน่ชัดเลย
และมีซอสมะขาม สีออกน้ำตาลส้ม อันนี้ยังไม่ได้ลองชิมรสชาติ

Lassi

Mango Lassi

มาดูเครื่องดื่มกันบ้าง 4 แก้วนี้เรียกว่า Lassi ลาซซี่ เป็นเครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่นผสมผลไม้ สไตล์อินเดีย พี่เจ้าของร้านบอกว่า ถ้าเป็นสไตล์ดั้งเดิมแบบอินเดียแท้ๆเลย เขาชอบกิน Salty Lassi ลาซซี่รสเค็ม แต่ในเมืองไทยมันต้องผสมผลไม้ถึงจะขายดีกว่า เลยมีเป็นลาซซี่ผลไม้ให้เลือก มี Strawberry Lassi , Blueberry Lassi , Mango Lassi , สีขาวๆคือ Salty Lassi 
ขายในราคาแก้วละ 40 บาทเอง (ยกเว้นบลูเบอร์รี่ แก้วละ 60 บาท)

กุหลาบจามูน

กุหลาบจามูน [60บาท]  ขนมสไตล์อินเดียแท้ๆ ปิดท้ายมื้อนี้ เป็นแป้งผสมนมปั้นกลมๆ ขนาดเท่าขนมไข่นกกระทาแบบไทยๆ ทอดในเนยghee แล้วแช่ด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ  ตัวน้ำเชื่อมนี้จะหวานมาก เคยไปกินร้านอื่นมา แบบว่าหวานโครตๆ แต่ของร้านนี้ ทำรสออกมาหวานน้อยลง ไม่บาดคอเหมือนออริจินัล


จบแล้วรีวิว indian food 17 ร้านอาหารอินเดีย ในราคาน่าคบหา 
ใครอยากลองกินอาหารอินเดียสักครั้ง ลองดูครับ ร้านเปิดตั้งแต่ 10.30 จนถึงประมาณ 24.00น.เลย

เฟสร้านตามไปที่ลิงค์นี้ครับ  






Create Date : 28 กรกฎาคม 2558
Last Update : 29 กรกฎาคม 2558 15:03:35 น.
1 comment
ลิ้มลองเมนูใหม่ที่ Water Library Brasserie @Central Embassy
ชื่อร้าน : Water Library Brasserie
รายการอาหาร : อาหารฝรั่งเศส, Ravioli of Lobster&scallop, Lobster Pasta, Crispy Tasmanian salmon, Rack of Australian lamb
เวลาเปิดบริการ : 10.00 - 22.00 ทุกวัน
ที่ตั้งร้าน : Central Embassy ชั้น 5, กรุงเทพมหานคร ปทุมวัน Thailand
พิกัด GPS : 13° 44' 37.95" N 100° 32' 48.03" E





----------------------------------------------------------------------------------------------------------

งานนี้พอดีได้รับเชิญจากทาง Openrice Thailand ให้มาร่วมงาน OpenRice Exclusive Dinner กันที่ร้าน Water Library & God Father กับสมาชิก Openricer และ Food Blogger อีกหลายๆท่าน ขอบคุณทางโอเพ่นไรซ์ด้วยนะครับ ที่ให้เกียรติมาร่วมโต๊ะในครั้งนี้ งานนี้ได้มาลิ้มลองเมนูใหม่ของทางร้าน Water Library ที่จะ Launch ในเดือนกรกฎาคม 2015 นี้หลายเมนูเลย

Water Library Brasserie

-พิกัดร้าน-
ร้าน Water Library Brasserie สาขา Central Embassy ตั้งอยู่ที่ชั้น5 การเดินทางก็สะดวกดี เพราะติดกับสถานี BTS เพลินจิต ร้านนี้เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสแบบ Fine Dining ที่มีสาขาอยู่4สาขาตอนนี้ ทั้งจามจุรีสแควร์ , 1881 by Water Library ที่ Groove@Central World และ The Capital by water library ที่ตึกเอ็มไพร์ โดยแต่ละร้านจะมีสไตล์การตกแต่งและคอนเซ็ปของร้านที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงเมนูอาหารที่มีความแตกต่างกันในแต่ละสาขา เพื่อสร้าง Perception ที่แตกต่างกัน 

Water Library Brasserie

หน้าร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ บาสเซอรี่ Central embassy

ภายในร้าน water library brasserie

บรรยากาศภายใน water library central embassy

-Decor-
โดยร้านในห้าง Central Embassy นี้ทำออกมาแนวของ French Brasserie มองจากทางหน้าร้านจะเห็นเป็นเส้นโค้งๆ คือทำให้มีฟิลลิ่งเหมือนอยู่ใต้ซุ้มโค้งของหอไอเฟล (เก๋จริงเชียว)
บรรยากาศด้านใน ตกแต่งให้บรรยากาศดูหรูหราแบบวินเทจ ออกครึมๆหน่อย มีโซฟาหนังตัวใหญ่และเก้าอี้ไม้บุกำมะหยี่สีออกแดงๆเลือดหมู แต่ยังคงคอนเซ็ปของห้องสมุด โดยชั้นวางน้ำแร่และเครื่องแก้วจากทั่วโลกมาวางไว้ตามมุมต่างๆ 

แต่วันนี้โต๊ะที่เราเข้าไปนั่ง จะอยู่ด้านในสุด ติดกระจกบานใหญ่ มองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลได้ชัดเจน และเหมือนจะเป็นโซนที่ดู private กว่าด้วย 

-Food Review-

ที่นี้ทุกโต๊ะที่มารับประทานอาหาร ทางร้านจะเสิร์ฟ Potato Bread มาพร้อมกับเนยเห็ดทรัฟเฟิล  เป็น Complimentary ให้กับลูกค้าทุกโต๊ะด้วย

Potato bread

Potato Bread with Truffle butter
Potato Bread with Truffle butter เนยทรัฟเฟิลหอมมาก
เวลาทาน ก็ใช้มีดหั่นครึ่ง แล้วปาดเนยทรัฟเฟิล ลงไป ทานเหมือนสโคนนั้นแหละ
กรอบนอกนุ่มใน แต่ควรทานตอนมาร้อนๆนะครับ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจะแข็งเกินไป ทานไม่อร่อย

Blue Curacao

Blue curacao ค็อกเทลสีฟ้า 



-Starter-

เริ่มต้นด้วยจานแรก Ravioli of Lobster and Scallops (490฿) 
เป็นราวิโอลี่ที่ด้านในเป็นไส้กุ้งล็อบสเตอร์และหอยเชลล์ผสมกัน ราดด้วยซอสทรัฟเฟิล

Ravioli of Lobster and Scallops

- Ravioli ไส้ล็อบสเตอร์และหอยเชลล์ชิ้นอวบๆ

Ravioli of Lobster ชิ้นอวบๆ

- ราวิโอลี่ชิ้นอวบๆในซอสทรัฟเฟิลตกแต่งจานนี้มาสวยดีครับ ด้านบนจะมีอาร์ติโชคอบแห้ง ท็อปปิ้งมาด้วย เพิ่มรสสัมผัสกรุบๆเวลาทาน


- Main Course-

วันนี้มีเมนคอร์สให้เลือก 3 เมนู ของผมเลือก Lobster Pasta มา (แต่ก็แอบไปลองชิมอีก 2 เมนูมาด้วยนิดหน่อย)

Lobster Pasta

- Lobster Pasta เห็นชามแค่นี้ ทานจริงๆอิ่มว๊ากนะคับ 

ล็อบสเตอร์พาสต้า

 Lobster Pasta เส้นคาเพลลินี่ไซต์กำลังดี พร้อมล็อบสเตอร์และบล็อคโครี่

Lobster Pasta (690฿) ทางร้านใช้เส้น Capellini มาทำซึ้งถือว่าเป็นเส้นพาสต้าที่ขนาดเล็กที่สุด เป็นเส้นกลมยาว บางคนเรียกว่า Angel hair (เส้นผมนางฟ้า) ในจานนี้ทางเชฟใส่เนื้อกุ้งลอบสเตอร์มาให้อย่างเยอะเลย เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ให้รสสัมผัสดีมาก เด้งดึ้งๆในปากเวลาเคี้ยว เห็นในชามอาจดูจานไม่ใหญ่ ทานจริงๆนี้อย่างเยอะเลยนะจานนี้ คุ้มมาก


Main Course จานต่อมา

Crispy Tasmanian Salmon

Crispy Tasmanian Salmon (660฿) เป็นสเต็กปลาแซลมอนเสิร์ฟมาพร้อมกับครีมผักโขม ซอสมะเขือเทศ และมันฝรั่งผสมเนื้อปู ได้ลองชิมไปนิดนึง เนื้อแซลมอนนุ่มอร่อยมากๆ ตรงผิวนอกของแซลมอนกริลล์ มาให้กรอบแข็ง แต่เนื้อแซลมอนด้านในยังคงความนุ่มแน่นเนื้ออยู่  ตัวซอสก็ทำรสชาติออกมาได้ดีเลยทีเดียว เมนูนี้ทางร้าน Water Library เพิ่งเปิดตัวใหม่ เริ่มขาย กรกฎาคม 58 นี้เอง


Rack of Australian Lamb


Rack of Australian Lamb (890฿) เป็นซี่โครงแกะออสเตรเลียย่าง เสิร์ฟมาพร้อมกับเห็ด-กะหล่ำและซอสมะกอกดำ ได้ลองชิมไปนิดนึงเหมือนกันจานนี้ ต้องยอมรับเลยว่า ซึ่โครงแกะที่นี้ ทำออกมาได้ดีจริงๆ ไม่มีกลิ่นคาวเลย และเคี้ยวง่ายด้วย ไม่เหนียว เสียดายชิมไปนิดเดียวเอง วันหลังอาจจะกลับไปลองใหม่เมนูนี้


- Dessert -

chocolate coupe

วันนี้จัดเมนูของหวานมาเป็น Chocolate Coupe (390฿) เป็นไอศกรีมช็อกโกแลตมาพร้อมกับอีกสารพัดอย่าง ทั้งกล้วยสไลด์ ข้าวพองอบกรอบเคลือบคาราเมล ,บราวนี่,เมอแรงค์ (สีขาวๆด้านบน) พร้อมราดซอสช็อกโกแลตมาอีกด้วย ส่วนตัวผมว่าจานนี้หวานไปหน่อย (อาจจะไม่ใช่ทางเราซะด้วย) แต่หากใครเป็น Chocolate Lover คงต้องชอบแน่ๆละ



ของหวานอีกเมนูที่ร้านจัดมาคือ Apple Tarte Tatin ชิ้นใหญ่เลย เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมวนิลลาอีก 1 ลูก
ทาร์ตแอปเปิ้ลของที่ร้านนี้ คือกรอบ ฟู มากๆ แป้งไม่หนา ตรงกลางเป็นชิ้นแอปเปิลออกรสเปรี้ยวๆหวานๆ ทานคู่กับ ไอศกรีมวนิลลาก็เข้ากันดี 

Apple Tart

 - Apple Tarte Tatin เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมวนิลลา


อาหารทั้งหมดวันนี้รังสรรค์โดยเชฟบี (เชพประพันธ์ สากลปัญญา) ซึ้งถือเป็นเชฟคนไทยคนเดียวในเครือของร้าน Water Library 
ใครสนใจมาทานอาหารสไตล์ฝรั่งเศส อร่อยๆ ตกแต่งร้านสไตล์หรูแบบวินเทจ มีดีไซน์ที่แตกต่าง มาลองกันได้ที่ Water Library Brasserie ที่สาขานี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 -22.00 น. 

เฟสบุ๊คร้าน ตามลิงค์นี้เลยครับ





Create Date : 16 กรกฎาคม 2558
Last Update : 16 กรกฎาคม 2558 23:54:19 น.
1 comment
รีวิวThe Grand BarBQ ร้านปิ้งย่างเนื้อพรีเมียม ย่านวัชรพล
ชื่อร้าน : The Grand BarBQ เดอะแกรนด์บาร์บีคิว
รายการอาหาร : เนื้อย่างพรีเมี่ยมเซ็ท, เนื้อDry Aged Ribeye, ชุดGrand Pork ,ซุปหางวัวสไตล์ญี่ปุ่น
เวลาเปิดบริการ : จ.-ศ.16:00-23:00 , ส.-อา.11:00-23:00น.
ที่ตั้งร้าน : ห้างNeighbour Center ชั้น2 ใกล้5แยกวัชรพล แขวงท่าแร้ง บางเขน กรุงเทพ, กรุงเทพมหานคร บางเขน Thailand
พิกัด GPS : 13° 51' 58.78" N 100° 38' 47.69" E




---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่ได้อัพบล็อกรีวิวซะนานเลย คร่าวนี้มีรีวิวร้านเนื้อย่างเปิดใหม่ ย่านวัชรพล มานำเสนอครับ ชื่อร้านว่า The Grand BarBQ เดอะแกรนด์ บาร์บีคิว เป็นร้านเนื้อย่างระดับพรีเมี่ยมสไตล์ออกแนวญี่ปุ่น แต่ว่าร้านใช้เนื้อวัวพันธุ์ไทยเป็นหลัก และทีเด็ดคือมีเนื้อสูตรเฉพาะของร้านที่บ่มแห้งแบบพิเศษคิดค้นขึ้นมาเองอีกด้วย ติดตามกัน

The Grand BarBQ วัชรพล


ร้าน The Grand BarBQ ตั้งอยู่ในห้างเนเบอร์เซ็นเตอร์ Neighbour Center ใกล้ๆ 5แยกวัชรพล ตรงข้ามกับปั้ม ปตท. ตัวร้านเดอะแกรนด์บาร์บีคิว จะอยู่ชั้น2 เป็นร้านเปิดใหม่มาสัก2-3เดือนนี้เองครับ 

ห้างเนเบอร์เซ็นเตอร์ วัชรพล

ใครเคยมากินร้าน "เมี่ยงปลาหมุน 5แยกวัชรพล" ที่มีปลาเผาอร่อยๆออกทีวีมาแล้วหลายๆรายการ ก็นั้นแหละครับ สถานที่เดียวกัน

ร้านเดอะแกรนด์บาร์บีคิว วัชรพล

จอดรถปั๊ป มองมาซ้ายมือสุดเห็นสีส้มๆชั้น2 นี้แหละใช่เลย ร้านเดอะแกรนด์ บาร์บีคิว แน่แล้ว เดินขึ้นบันไดไปกันเลย

หน้าร้านTheGrandBBQ วัชรพล

ร้านเปิดทุกวันครับ แต่ว่าช่วงเวลาเปิดบริการไม่เหมือนกัน ถ้าวันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่ 4โมงเย็น -5ทุ่ม
ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 11โมงเช้า-5ทุ่ม

์เนเบอร์เซ็นเตอร์

ที่จอดรถมีมากพอสมควร 30-40 คันน่าจะได้อยู่

ภายในร้านเดอะแกรนด์บาร์บีคิว

เข้ามาดูบรรยากาศภายในร้านกัน ตกแต่งออกแนวครึมๆ หรูๆหน่อย

เดอะแกรนด์บาร์บีคิว

TheGrandBBQ


โต๊ะร้านนี้เป็นโต๊ะแบบที่ฝั่งเตาและตัวดูดควันไว้ภายในโต๊ะเลย ไม่ต้องมีท่อดูดควันจากเพดานด้านบนต่อลงมา ให้ดูเกะกาลูกตาเวลากินไปก็คุยกันไป ได้สบายๆ เคยไปพวกร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ส่วนใหญ่มักจะเจอที่ดูดควันเป็นท่อต่อลงมา บางครั้งก็รู้สึกน่ารำคาญ มันดูรกๆ เกะกะยังไงไม่รู้


เมนูอาหารเดอะแกรนด์บาร์บีคิว วัชรพล

มาดูเมนูกัน ที่นี้เน้นไปทางปิ้งย่างอย่างเดียวเลย โดยจะมีเนื้อวัวเป็นหลัก มีแทบทุกส่วนของวัวเลยแหละ 

Menu-TheGrandBBQ

แต่หากใครไม่ทานเนื้อ ก็ยังมีชุดหมู ไก่ และซีฟู้ด มาเป็นออปชั้นให้เลือกได้อีกหลายเมนูเช่นกัน
แต่ถ้าเป็นประเภท Meat Lover นี้มาร้านนี้จะต้องชอบแน่ๆละ เพราะร้านมีเนื้อแทบจะทุกส่วนชำแหละออกมาให้เลือกทานตามใจชอบ

ชาร์จบอกประเภทของเนื้อวัว

วันที่ไปทานเจอเจ้าของร้าน ชื่อพี่อั๋น พาเรามาดูตู้แช่เนื้อส่วนต่างๆ พร้อมกับชาร์จบอกส่วนประกอบว่า แต่ละส่วนของวัว อะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ส่วนไหนของวัวที่ตัดออกมาเป็น Sirloin , Rib , Chuck , T-bone , Brisket พี่เขารู้หมดเลยว่าส่วนไหนมีมันเยอะ ส่วนไหนเนื้อเยอะ เนื้อนุ่ม หรือเหนียวกว่า ,ส่วนไหนเหมาะเอาไปย่าง ไปทำสเต็ก หรือเอาไปอบไปตุ๋น ไอ้ชาร์จนี้เคยเห็นอยู่บ้างสมัยเรียน ป.ตรี วิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยจำเลย เวลาไปกินร้านสเต็ก ร้านเนื้อย่าง ก็สั่งๆไป ไม่เคยจำได้หรอกว่าเนื้ออะไร มันคือส่วนไหนของวัว 555

Beef Cut-Thegrandbbq

นอกจากชาร์จ Beef Cut ภาษาอังกฤษแล้วก็ยังมีเวอร์ชั่นภาษาไทยให้ดูด้วย เพิ่งจะมาบางอ้อ วันนี้แหละว่าเนื้อที่เรียกว่าเสือร้องไห้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Brisket (คือจำชื่อนี้ได้แม่นเวลาไปกินร้านบุฟเฟ่ต์เนื้อย่างเจ้านึง เพราะส่วนบริสเก็ตมันอร่อยมาก) เพิ่งมารู้ว่าภาษาไทยเราเรียกว่าเสือร้องไห้ นี้เอง

ชาร์จส่วนประกอบเนื้อ

เปรียบเทียบกับชาร์จ Beef Cut ด้านบนแล้วก็มาสั่งได้เลยว่าอยากจะทานส่วนไหน มีพี่เชฟค่อยอธิบายส่วนประกอบของเนื้อว่าตรงไหนเรียกว่าอะไร แต่ละส่วนให้ฟัง

ตู้โชร์เนื้อ

คุยไปคุยมากับพี่อั๋น เจ้าของร้าน ถึงเพิ่งมารู้ว่า พี่เขาเคยทำงานอยู่แผนกเนื้อในห้างใหญ่ชื่อดังมากว่า 10ปี เป็นตำแหน่งถึง Master Butcher เลยรู้เรื่องการชำแหละเนื้อ การหั่นเนื้อเป็นอย่างดีทุกโปรเซส พี่เขาบอกว่าเนื้อที่ร้านเอามาย่าง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสายพันธุ์ไทยวากิวและพันธุ์ชาโลเล่ ที่เลี้ยงในภาคอีสานบ้านเรานี้แหละ ทางร้านจะไปซื้อซากวัวมาทั้งตัวจากโรงเชือดมาเลย ไม่ได้อิมพอร์ตเนื้อมาจากเมืองนอก และท้าให้ลองรสชาติความอร่อยของเนื้อที่ร้านใช้เพราะการันตีความอร่อย ไม่แพ้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศเลยนะ

อาหารร้านเดอะแกรนด์บาร์บีคิว

แล้วก็มากันที่เมนูที่ทางร้านแนะนำเลยดีกว่า จัดมาชุดแรก 3 อย่าง

Premium Set-Thegrand barbq

จานแรกนี้คือ Set Premium Beef 899 Baht เป็นรวมเนื้อพรีเมียมของร้าน4อย่าง (เนื้อสันคอพิเศษ,เนื้อท้องวัว,เนื้อกล้ามขาเกรดเอ,สันนอกพิเศษ พร้อมผักออกานิคอีก1ชาม)  ดูลายของไขมันที่แทรกในเนื้อนี้ ก็อยากลองแล้วอะ

Grand Pork set0

จานที่สองเป็น Set Grand Pork 355 baht (สันคอหมู,หมูสามชั้น,ไส้กรอกญี่ปุ่น พร้อมผักออกานิคสำหรับห่ออีก1ชาม)

ปิ้งเนื้อบนเตา

เตามาแล้ว ถ่านกำลังแรงๆ ก็คีบเนื้อลงเตาไปเลย (เนื้อพรีเมี่ยมจะไม่ราดซอส แค่โรยเกลือและพริกไทดำ ก็อร่อยแล้ว) พี่บอกว่าเนื้อดีๆถ้าหมักซอสแล้วไปย่าง จะทำให้ลิ้นเราไม่ได้รับรสชาติของเนื้อที่แท้จริง แต่จะได้รสชาติของซอสไปแทน 

ที่ร้านแนะนำวิธีปิ้งเนื้อย่างแบบให้ได้สัมผัสรสเนื้อแบบเต็มๆ คือให้คีบลงเตาไฟแรงๆ เบิร์นให้น้ำในเนื้อค่อยๆซึมออกมา พอสีเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาลก็พลิกกลับอีกด้าน 
เพียงรอบเดียว ปิ้งสุกประมาณมีเดียมแล ก็พอ แล้วให้ลองชิมเนื้อแบบไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มดู จะได้รับรู้ถึงรสเนื้อแท้ๆว่าหวานชุ่มนุ่มลิ้นเพียงใด 

น้ำจิ้มเนื้อย่าง-เดอะแกรนด์บาร์บีคิว

แต่หากชอบจิ้มน้ำจิ้ม ทางร้านก็มีน้ำจิ้มสูตรของทางร้าน รสออกเปรี้ยวเค็มหวานปะแล่มๆ เติมกระเทียมและพริก มะนาวได้ตามใจ

ซุปหางวัวแบบญี่ปุ่น

ตัดมาที่ซุปของร้านบ้าง ชามนี้คือ "ซุปหางวัวแบบญี่ปุ่น"  180 baht เป็นซุปน้ำข้นๆออกสีครีมๆ ทำจากเอ็นข้อวัว ใส่หางวัวที่ตุ๋นจนเปื่อย เนื้อนุ่มๆ

ซุปหางวัวสไตล์ญี่ปุ่น

เนื้อนุ่มกำลังดี น่าจะตุ๋นนานหลายชั่วโมงเลย น้ำซุปก็ข้นได้ใจทีเดียว

DryAgedBeef

มาต่อกันที่เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านอีกเมนูนึง "Dry Aged Beef" ส่วน ribeye 900 baht เป็นเนื้อบ่มแห้ง ที่เป็นสูตรพิเศษของทางร้านทำขึ้นมา ไม่เหมือนใคร โดยการนำเนื้อมาบ่มไว้ที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 0 - 2 องศา ในความชื้นที่เหมาะสม บ่มทิ้งไว้ประมาณ 21 -30 วัน พี่เขาบอกว่าเนื้อบ่มแห้ง ในเนื้อมันจะมีเอนไซม์ในตัวมันออกมาทำปฎิกริยากับตัวเนื้อทำให้มีความหอมและนุ่มมากยิ่งขึ้น เวลานำไปย่าง

Dry Aged Beef

อันนี้ตู้บ่มแห้ง ที่ร้านใส่ตู้โชร์วิธีการบ่มไว้ด้านหน้าร้าน ดูจากผิวนอกมันดูแห้งมากๆเลยนะ 

แก้มหมูย่าง

อีกจานที่สั่งมาเป็น "แก้มหมู"  200 บาท เมนูนี้ร้านอื่นๆไม่ค่อยมีกัน เป็นส่วนของแก้มหมู มีเอ็นแทรกอยู่เยอะพอควร ตอนทานจะค่อนข้างเคี้ยวหนึบหนับมากกว่า ชิ้นส่วนอื่นๆของหมู

เนื่อย่างเตา เดอะแกรนด์บาร์บีคิว

ชิ้นตรงกลางนั้นคือ Dry Aged Beef นั้นเอง ร้านหั่นมาชิ้นหนาเหมือนกันนะ ย่างให้สุกประมาณมีเดียมแร แล้วค่อยคีบออกมาเอากรรไกรตัดฉับๆ อีกที เพราะชิ้นนึงยาวทีเดียว 

ข้าวกระเทียม

อาหารเมนคอร์ส ที่ได้กินในครั้งนี้ทั้งหมดก็ประมาณนี้ ร้านมีข้าวกระเทียม และข้าวญีปุ่น ให้สั่งมาทานคู่กับเนื้อย่าง เลยลองสั่งข้าวกระเทียมมากิน รสชาติดีทีเดียว 

สรุปโดยรวม ถือว่าเป็นร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม ที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับคนรักเนื้อ ควรต้องมาลองทานกัน ถ้าได้เจอพี่อั๋น Master Butcher ด้วยจะยิ่งได้ความรู้เรื่องเนื้อมากขึ้นอีกตะหาก แต่หากไม่ทานเนื้อวัว ก็ยังมีหมู-ไก่และซีฟู้ด เป็นออปชั่นให้เลือกสั่งกันได้ ร้านมีโต๊ะประมาณ 10 กว่าตัว น่าจะรองรับคนได้สัก 50 -60 คนได้เลย ใครอยู่ย่านวัชรพล อยากหาทานกินยากินิคุ แบบเนื้อคุณภาพดีๆ แนะนำมาทานร้านเดอะแกรนด์บาร์บีคิว  

ลองดูโปรโมชั่นและข่าวสารต่างๆจากร้านได้ที่เฟสบุ๊คร้าน http://www.facebook.com/Thegrandbbq

แผนที่Thegrand






Create Date : 07 พฤษภาคม 2558
Last Update : 4 มิถุนายน 2558 17:22:38 น.
2 comment
ร้านอาหารอีสานสุดอร่อย นัวนัว เมกาบางนา
ชื่อร้าน : นัวนัว เมกาบางนา Noir Noir Megabangna
รายการอาหาร : ส้มตำแซลมอน ลาบหมูคุโรบูตะ ปีกไก่ทอด ผัดหมี่โคราช จิ่มจุ่ม อาหารอีสานรสดั้งเดิม
เวลาเปิดบริการ : เปิดทุกวัน 10.00 - 21.00
ที่ตั้งร้าน : เมกาบางนา ชั้น1 โซนใกล้ๆอิเกีย ตรงข้ามกับร้าน Coca Suki, กรุงเทพมหานคร บางนา Thailand
พิกัด GPS : 13° 38' 44.19" N 100° 40' 51.12" E



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พามารีวิวร้านอาหารอีสานเปิดใหม่ในเมกาบางนา ชื่อร้านนัวนัว (Noir Noir Megabangna) จริงๆร้านนี้เคยเปิดที่ห้างธัญญะ ช็อปปิ้งมอลล์ มาแล้ว แต่ก็รู้กันดีว่า ห้างนั้นร้างคนมากๆ ร้านนี้ย้ายมาที่เมกาบางนา ได้สัก 2-3 เดือนแล้วมั่งคับ 

ร้านนัวนัว เมกาบางนา NoirNoir Megabangna

พิกัดของร้านนัว นัว เมกะบางนา อยู่ชั้น 1 โซนร้านอาหารด้านนอก ร้านอยู่ตรงข้ามกับ Coca suki ข้างๆร้านเป็น Tudari Express หน้าร้านเป็นป้ายสีเหลืองๆ มองเห็นได้เด่นชัด 

หน้าร้านนัวนัว เมกาบางนา อาหารอีสานอร่อย

บริเวณหน้าร้านทำเป็นสวนย่อมขนาดเล็กๆ มานั่งทานอาหารโซนหน้านี้ ก็บรรยากาศดีเหมือนกัน แต่วันนี้ขอไปนั่งตากแอร์ในร้านดีกว่า เข้ามาภายในร้าน ขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีโต๊ะอาหารประมาณ 10กว่าโต๊ะแต่ก็จัดมุมโต๊ะอาหารไว้หลากหลายแนวดี ที่ดูสะดุดตาที่สุดน่าจะเป็นโซฟาใหญ่สีม่วงใกล้ๆทางเข้าร้าน การตกแต่งภายในร้านเน้นการเพ้นต์รูปฝาผนังเป็นลวดลายต่างๆ มีพร็อบเก๋ๆวางประดับในร้าน อยู่หลายจุด ถ้าเป็นกลุ่มสาวๆมาร้านนี้น่าจะชอบกัน แสงไฟสีวอร์มไลท์ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างโรแมนติกเล็กๆ 

ภายในร้านนัวนัว megabangna

noir noir megabangna


ร้านนี้เน้นอาหารอีสานเป็นหลัก มีหลากหลายทั้งส้มตำ ลาบ น้ำตก ไก่ย่าง แกงลาว แกงอ่อม จิ่มจุ่มก็ยังมี และยังมีเมนูวัตถุดิบเมืองนอกแต่ทำออกมาเป็นสไตล์อีสานได้อีกเช่น ซี่โครงแกะย่าง-จิ้มแจ่ว, ลาบแซลมอน , สเต็กแซลมอนจิ้มแจ่ว ที่อ่านโปรไฟล์ร้านในเมนู ร้านนี้เขาเน้นความพิเศษที่วัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ต้องเป็นของดีมีคุณภาพ และสะอาดสดใหม่ อะไรประมาณนี้ 

มาเริ่มกันเลยละกัน
อาหารอีสานอร่อย เมกาบางนา mega bangna


ส้มตำแซลมอน ร้านนัวนัว เมกาบางนา

มาเริ่มจานแรกกันที่  "ส้มตำแซลมอน" (200บาท) : จานนี้เหมือนส้มตำไทยรสแซ่บกำลังดี แต่ทีเด็ดคือแซลมอนชิ้นโตๆ ที่หั่นใส่ลงมาน้อย ปริมาณที่ให้มาค่อนข้างเยอะทีเดียว ร้านบอกเมนูนี้เป็นเมนูขายดี ต้องสั่งปลาแซลมอนมาจากนอร์เวย์มาแล่เองที่ร้านทุกๆสัปดาห์เลย ดูจากขนาดชิ้นและปริมาณแซลมอนที่ใส่มาในจาน ต้องบอกคุ้มค่าเลยละ จานนี้กินแล้วฟินเลย

ลาบหมูคุโรบูตะ ร้านอีสานนัวนัว เมกะบางนา

จานถัดไป  "ลาบหมูคุโรบูตะ" (120บาท) : ลาบหมูรสอร่อย หอมข้าวคั่ว ร้านบอกใช้หมูดำคุโรบูตะของCP รสชาติเผ็ดแซ่บเลยทีเดียว มาพร้อมกับผักเคียงอีก1ถ้วย จานนี้ทำให้ผมต้องสั่งข้าวเหนียวเพิ่มอีกกระติ๊บเลยทีเดียว(เพราะมันเผ็ด) 

ปีกไก่ทอดสมุนไพร noirnoir megabangna

"ปีกไก่ทอดสมุนไพร" (120บาท) : ร้านใช้ส่วนปีกกลางไก่หั่นแยกเป็น2ท่อน แล้วเอาไปทอดกรอบ โรยด้านบนด้วยตะไคร้สับทอดกรอบพร้อมใบมะกรูดและพริกแห้ง หนังไก่กรอบกำลังดี ได้รสชาติเครื่องเทศเวลากัด ด้านในเนื้อไก่ก็นุ่ม แต่รสชาติจะน้อยกว่าตรงหนังหน่อย คาดว่าเครื่องเทศอาจจะเข้าไปยังไม่ถึง แต่ชอบที่ไม่อมน้ำมันเลย 

ไข่เจียวนัวนัว อร่อยสุดในเมกะบางนา

มาต่อที่จานเด็ดของร้าน "ไข่เจียวนัวนัว" (80บาท)  เป็นไข่เจียวซิกเนเจอร์สูตรเฉพาะของร้าน ไข่นุ่มฟู ทอดออกมากลมดิ๊กเลย จานนี้เอาไว้ดับความเผ็ดแซ่บของจาน อื่นๆได้ดีนัก 

ส้มตำไข่เค็ม noir noir megabangna

"ส้มตำไข่เค็ม" (80บาท) : ส้มตำไทยๆ มะละกอดิบกรุบกรอบ ท็อปปิ้งด้วยไข่เค็มรสละมุน เป็นอีกจานที่รสชาติใช้ได้เลย


น้ำมะตูม น้ำแดงมะนาวโซดา น้ำตะไคร้
เครื่องดื่มเย็นของร้านมีน้ำสมุรไพรหลายอย่าง คร่าวนี้เรา 3 คนเลยสั่งกันคนละอย่างมาลอง น้ำมะตูม,น้ำแดงมะนาวโซดา, น้ำตะไคร้ แก้วละ 60บาท 


ไอติมกะทิสดทรงเครื่อง นัวนัว megabangna

ปิดท้ายมื้อแซ่บๆด้วยของหวานอีก 2 อย่าง "ไอติมกะทิทรงเครื่อง" (70 บาท) : ไอติมกะทิ รสกลมกล่อม ผสมลอดช่องและมีท็อปปิ้งด้วยลูกชิด เม็ดบัว เยลลี่สีแดง 

ขนมปังเย็น ร้านนัวนัว เมกาบางนา

ของหวานอีกอย่างที่สั่งมา  "ขนมปังเย็น" (60 บาท)  ขนมปังเย็นน้ำแดง มาในถ้วยขนาดกลางๆ ทานกันได้ 2-3 คนเลย ช่วยดับความแซ่บจากอาหารจานหลักได้ดีทีเดียว


ราคาของอาหารก็ถือว่ากลางๆนะครับ สำหรับร้านอาหารในระดับนี้ แต่ถ้าสั่งเมนูเนื้อหรูๆหน่อย ก็จะราคาสูงตามประเภทเนื้อที่สั่ง เปิดๆดูเมนูเห็นมีพวก ซี่โครงแกะย่าง-จิ่มแจ่ว ด้วยแต่ราคาก็ประมาณ 700 กว่าบาท แต่ถ้าสั่งเป็นเมนู หมู ไก่ เนื้อวัว ทั่วไป ราคาก็จะอยู่ที่ 80 - 120 - 150 -180 ประมาณๆนี้แหละ ถ้าเป็นเมนูที่ทำจากปลาแซลมอน ก็จะอยู่ที่ 200 - 220 ประมาณนี้ ก็ราคาสูงตามประเภทวัตถุดิบนั้นแหละ


ติดตามโปรโมชั่นและรายละเอียดของร้านนัวนัว เมกาบางนาได้ที่เฟสบุ๊คร้านตามนี้เลย











Create Date : 11 ตุลาคม 2557
Last Update : 11 ตุลาคม 2557 2:34:48 น.

3 comment
ร้านเคบับอร่อย ระดับไฮคลาส The Kebabry ทองหล่อ10
ชื่อร้าน : The Kebabry Thonglor 10
รายการอาหาร : เคบับ ,สลัดกรีก, ข้าวไก่เคบับ, ไอร่านโยเกิร์ตตุรกี,
เวลาเปิดบริการ : เปิดทุกวัน 11.00 - 22.30 น.
ที่ตั้งร้าน : ทองหล่อซอย10 ด้านหน้าตึก The OPUS แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม., กรุงเทพมหานคร วัฒนา Thailand
พิกัด GPS : 13° 43' 56.28" N 100° 34' 57.63" E



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มารีวิวร้านเคบับเปิดใหม่ย่านสุขุมวิท-ทองหล่อ หน่อยครับ The Kebabry ร้านนี้อยู่ในทองหล่อซอย10 ชั้น1ตึก The Opus ตึกนี้มีร้านฮิปๆน่านั่งหลายร้านเลย ใครเป็นขาประจำย่านนี้ย่อมรู้กันดี เพราะตั้งแต่หัวค่ำไปยันดึกๆ ตึกนี้ไม่เคยเงียบเหงาผู้คนเลย

The Kebabry ร้านเคบับ ระดับพรีเมียม ทองหล่อ

พิกัดร้าน
ร้านเดอะเคบับรี่ ตั้งอยู่ชั้น 1 ของตึกเดอะโอภัส ทองหล่อซอย 10 จากปากซอยถัดเข้ามาจาก The Third Place ก็จะเจอทางเข้าตึก The Opus ร้าน The Kebabry นี้ก็อยู่ด้านหน้าตึกเลย เป็นเคาร์เตอร์ขายเล็กๆสีแดงสด สังเกตุเห็นได้ง่ายๆเลย มีโต๊ะสำหรับนั่งทานอยู่มุมตรงข้าม ประมาณ 3 โต๊ะ พื้นที่ไม่ใหญ่มากมาย เพราะดูแล้วเหมาะสำหรับให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านมากกว่า

The OPUS thonglor10

The Kebabry ร้านเคบับรี่ ทองหล่อ10


ถ้าเอยถึงอาหารที่เรียกว่า "เคบับ Kebab" ผมว่าปกติคนไทยที่ได้เคยชิมเคบับ มักจะเจอแต่แบบตุรกีผสมสไตล์ไทยๆที่เราเคยเห็นกันตามแหล่งท่องเที่ยวเช่น แถวถนนข้าวสาร จตุจักร ที่จะเป็นไก่ย่างเคบับใส่ลงแผ่นแป้งกลมๆม้วนโรลมาแล้วใส่ผักกาดหอมกะมะเขือเทศหั่น โป๊ะหน้ามาด้วยมายองเนส-ซอสพริก อะไรอย่างงี้ ผมเคยไปกินแบบนั้นก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร แล้วการใส่มายองเนสกะซอสพริก มันทำให้รสชาติเคบับขาดความอร่อยไปเลย ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเบอร์เกอร์จากร้านข้างทางราคาถูกๆกินเลย

แต่ของร้านเดอะเคบับรี่ ที่มารีวิวนี้มันดูดีกว่ามาก เป็นไก่ย่างเคบับ ใส่มาในแผ่นแป้งพิต้า (เกรดของแป้งค่อนข้างดีกว่ามาก)ซึ้งเป็นลักษณะกระเปาะใส่ไก่ย่างเคบับไว้ด้านใน แล้วก็ใส่ผักสลัดอีกหลายอย่างตามแต่สูตรที่เลือกสั่งไป จากนั้นเอาไปย่างบนเครื่องแบบ Panini ทำให้กรอบนอกนุ่มใน ที่เรียกว่าทำออกมาเป็นเคบับ ระดับไฮคลาสเลยทีเดียว มาดูกันต่อเลยว่าเราได้ลองชิมอะไรกันบ้าง

The Romano Doner kebab

-The Romano Doner Kebab + Lemon Tea ราคาขายเป็นคอมโบเซ็ทอยู่ที่ 129 บาท(เลือกเคบับ 1 อย่าง+ น้ำ1แก้ว)
เป็นไก่ย่างเคบับ ใส่ผักสลัด มะกอกดำ มอซซาเรล่าชีส และซอสโพโมโดโรสไตล์อิตาเลียนของร้าน ในแป้งพิตต้า แล้วเอาไปอบ เวลาเสิร์ฟเขาก็จะห่อกระดาษ ให้เราถือกินได้เลย (หรือจะมาหั่นแบ่งกันกิน ก็แล้วแต่เรา) เคบับอันนี้จะอร่อยฟิน เพราะมันมีชีสเป็นส่วนผสมที่เราชอบอยู่แล้วด้วย  

เคบับไก่ The Kebabry ทองหล่อ 10

ด้านใน จัดเต็มมากๆ ทั้งไก่ย่างเคบับ ผักสลัดหลายอย่าง แถมมีชีสอีกด้วย กินแล้วฟินจริงๆ

apple tea and Lemon Tea - The Kebabry

เครื่องดื่มของที่ร้านจะมี Apple Tea และ Lemon Tea ให้เลือก แก้วละ 45 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นคู่กับอาหารหลักในเซ็ทคอมโบ ก็จะประหยัดไปอีก
แก้วซ้ายมือเป็น Lemon Tea ซึ้งเป็นชาดำสไตล์ตุรกี มีกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ดี ออกรสเปรี้ยวหน่อยๆ , แก้วขวามือเป็น Apple Tea มีกลิ่นรสแอปเปิ้ลอ่อนๆ เป็นชาดำสไตล์ตุรกีเช่นกัน


Greek Salad - The Kebabry

มาต่อกันที่ Greek Salad + Apple Tea Combo set ราคาเซ็ทนี้อยู่ที่ 139 บาท
สลัดสไตล์กรีก เพิ่งเคยได้ลองกินเป็นครั้งแรก ผักหลักจะเป็นผักกาดโรเมน หรือคนไทยรู้จักในชื่อผักกาดคอส มะกอกดำ มะเขือเทศราชินี หอมใหญ่ แล้วใส่เฟต้าชีสมาด้วย feta cheese หั่นเป็นลูกเต๋าชิ้นพอดีๆคำ พร้อมกับน้ำสลัดเป็นบัลซามิกผสมกับน้ำมันมะกอก ดีต่อสุขภาพซะด้วย  ผักกาดคอส สดกรอบ เลิฟมากเลย ไก่ย่างเคบับก็หอมนุ่ม ได้กลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ แต่ถ้าเป็นมังสวิรัติ สามารถเลือกสั่งไม่เอาไก่ก็ได้ ราคาก็จะถูกลงไปอีก


Best Dressed Fries - The Kebabry

เมนูถัดมาเป็น  "Best Dressed Fries"  ราคา 129 บาท
เป็นเฟรนฟรายด์ที่เสิร์ฟมาเป็นชามใหญ่เลย พร้อมกับผักสลัดคอสหั่นเป็นเส้นๆ พร้อมมะกอกดำ พริกหวาน เฟต้าชีส มะเขือเทศ โดยเฟรนฟรายด์จะคลุกซอสที่ชื่อว่า Garlic Aioli เป็นสไตล์แนวๆฝรั่งเศส ซอสตัวนี้สีออกเหมือนเทาซันไอร์แลนด์ แต่รสชาติดีมากๆตัวซอสทำให้ชามนี้มีรสชาติอร่อย อย่างบอกไม่ถูก

เบส เดรส ฟรายด์ ร้านเดอะเคบับรี่ ทองหล่อ10

เฟรนฟรายด์มันซ่อนตัวอยู่ด้านล่าง ต้องเขี่ยขึ้นมาให้ดูว่า เมนูนี้มันคือเฟรนฟรายด์จริงๆนะ 
ถ้าเป็นสาวๆมาทาน สั่งเมนูนี้กะน้ำชาอีกแก้วนึง นี้อิ่มได้เลยนะ เพราะให้มาเยอะและสามารถทานได้สำหรับ 1 มื้อเลยทีเดียว

The Berliner Doner Kebab - The Kebabry

มาต่อกันที่เคบับตัวที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านอีก 1 เมนู "The Berliner Doner Kebab" เป็นเคบับสไตล์เยอรมัน แป้งพิต้าใส่ไก่เคบับ ผักย่าง พริกหวาน ผักกาดคอส เฟต้สชีส เสิร์ฟพร้อมซอส 3 อย่าง เป็นซอสโยเกิร์ด ซอสพริกแดง และซอสมินท์ เมนูนี้ให้น้องพนักงาน เขาฝ่ากลางมาให้เลย จะได้แบ่งครึ่งกกินกันง่ายๆ 

ร้านนี้มี โดเนอร์ เคบับ ให้เลือกอยู่ 4-5 แบบ (แต่ละอย่างจะมีซอสและไส้ ที่ใส่มาแตกต่างกันไป) โดยเลือกได้ว่า จะเอาเป็นไก่ย่างเคบับ หรือเนื้อย่างเคบับ  (ไม่มีหมูนะ ร้านนี้ทุกเมนูเป็นฮาลาลด้วย วางใจได้)


chicken Kebab Rice - Provencal

ก่อนกลับบ้าน เลยลองสั่งข้าวไก่เคบับอีก 1 กล่อง  "Chicken Kebab Rice (Provencal)" ราคา 119 บาท
เป็นข้าวแซฟฟรอนสีเหลือง (ออกแนวคล้ายๆข้าวในร้านอินเดีย แต่รสชาติอ่อนกว่า) โป๊ะหน้าด้วยไก่ย่างเคบับ พร้อมมอซซ่าเรล่าชีส ที่ละลายเยิ้มมาบนไก่ เสิร์ฟมาพร้อมผักสลัด และกะหล่ำม่วงหั่นฝอย พร้อมอโวคาโด้หั่นเป็นชิ้นๆ พร้อมซอส Garlic Aioli อีก1ถ้วย

ข้าวไก่เคบับ - The Kebabry thonglor

ทานข้าวแซฟฟรอนพร้อมไก่ย่างนุ่มๆ ที่มีชีสละลายอยู่ พร้อมกับซอสกาลิคไอโอลิ ตัวซอสเป็นตัวชูโรงทำให้จานนี้อร่อยมากทีเดียว ยิ่งมีผักเครื่องเคียงเป็นอโวคาโด้ด้วย ยิ่งทำให้มื้อนี้อร่อยขึ้นไปใหญ่


Ayran Mint Salty - The Kebabry

แก้วนี้เห็นร้านแนะนำมาเลยลองสั่งมาชิมหน่อย Ayran Mint (Salty) น้ำโยเกิร์ตไอร่านรสเค็ม  45 บาท
เป็นเครื่องดื่มสไตล์ตุรกีแท้ๆเลยอันนี้ คือเป็นโยเกิร์ตที่ใส่ใบมิ้นปั่นลงไป เขาบอกว่าที่ตุรกีนิยมกันมาก ปกติรสออริจินัลจะออกรสเค็มนิดๆ แต่มาขายในไทยรสเค็มอาจจะแปลกลิ้นสำหรับคนไทย
ร้านเลยมีรสมะม่วง,รสสตรอเบอร์รี่ และรสมิกซ์เบอร์รี่ออกมาเป็นทางเลือกให้คนไทยที่นิยมความหวานมากกว่า ในราคา 55 บาท

ระหว่างที่เรานั่งทานกันที่ร้าน ก็เห็นมีฝรั่งแวะเวียนเข้ามาสั่งเคบับ กันอยู่ตลอด  (ฝรั่งอาจจะคุ้นเคยกับอาหารอย่างงี้มากกว่าคนไทยเนอะ)
หลังจากได้ลองชิมไปหลายเมนูแล้ว ต้องบอกว่ารสชาติอาหารดีมากทีเดียว ถูกปากคนไทยอย่างแน่นอน และปริมาณที่ให้มาต่อชิ้นก็มากพอดู ตอนแรกคิดว่าคงซื้อกินเป็นของทานเล่น แต่เอาเข้าจริงๆ กินเคบับ1ชิ้น ก็อิ่มได้เลยนะ สุดท้ายเลยต้องห่อบางเมนูกลับบ้านกัน

เทียบราคาที่ขาย กับโลเคชั่นในย่านนี้ ต้องบอกเลยว่า ค่อนข้างถูกเลยแหละ

สำหรับชาวทองหล่อ สุขุมวิท ใครแวะมาแถวซอยทองหล่อ 10 ก็มาลองกันดูนะ ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00 ไปจนถึง 23.00 น. เลย
และพนักงานยังแจ้งว่า หากอยู่ในละแวกย่านสุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย อโศก สามารถโทรมาสั่งได้เลย มีบริการ Delivery ด้วย ที่เบอร์โทร 02-7149702
(แต่ไม่แน่ใจว่า มีค่าจัดส่งรึเปล่านะ หรือมียอดขั้นต่ำเท่าไร ลืมถามมา ยังไงลองโทรสอบถามดูครับ )


ลองเข้าไปดูเมนูอื่นๆ และโปรโมชั่นอัพเดทได้จากเฟสบุ๊คร้านเลยนะครับ  






Create Date : 24 กันยายน 2557
Last Update : 24 กันยายน 2557 16:10:52 น.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  
New skylab
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ชอบกิน ชอบลองอาหารใหม่ๆ ร้านอาหารอร่อยๆ












All Blog