Life is ... a journey taken on train with fellow travellers at a window pane ... I may sit beside you all the journey through , or I may sit elsewhere , never knowing you ... But if fate should make me sit down by your side. Let's be pleasent travellers ...
The planet rotates on its on
axis as usual
Never speeding up
Never slowing down
... day by day
...
Everything changes anyway
A new life is born
A child gets older
An elder is gone
...
Just only the most fantastic thing
it remains in same way
...
She keeps missing him as usual
Never speeding up
Never slowing down
...
... day by day ...
..
..
ก็ตะลึงตึ่งตึงกันไป หลังจากที่ตั้งใจว่าจะไปดูแล้วก็ต้องอดดูเพราะว่าไม่ได้ฉาย
ด้วยเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จริงๆตอนดูตัวอย่างที่ตัดมาก็ไม่ได้รู้สึกอยากดูอะไรเป็นพิเศษ
ออกจะไม่ค่อยชอบซะด้วยซ้ำเพราะด้วยว่าเป็นคนไม่ค่อยโปรดหนังตลกซักเท่าไหร่
แล้วตอนที่นั่งดูตัวอย่างไปก็ไม่คิดซะด้วยสิว่ามันตลกคือคิดว่าพยายามจะขำ แต่เราไม่ฮาอ่ะ)
แต่ด้วยเคยตั้งใจไว้ว่าอยากจะไปพิสูจน์ฝีมือของผู้กำกับแฟนฉันให้ครบทุกคน
ก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ยังไงก็จะต้องไปสนับสนุนคุณพี่ปิ๊งอีกคน
หลังจากที่เคยสนับสนุนคุณพี่เอสกับคุณพี่ย้งมาคนละสองรอบจากกับเพื่อนสนิทและเด็กหอ
และหลังจากที่เกิดเรื่องเกิดราวก็ติดตามข่าวสารจากในพันทิปมาโดยตลอด
มีเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง .. เป็นไปตามอคติในใจบ้าง หรือคล้อยตามเหตุผลของคนอื่นๆบ้าง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะพูดหรือออกความเห็นอะไรก็เป็นไปได้แบบไม่เต็มปาก เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตาตนเอง
ได้แต่ฟังตามกันมา หรือเค้าว่ากันว่า .. (ซึ่งใช้ไม่ได้ตามหลักกาลามสูตร)
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะยังไงก็คงไม่ได้ดูแล้ว
.. จนเมื่อวานนี้คุณกิ๊บเพื่อนรักบังเอิญได้บัตรเอ๊ยได้สิทธิ์ของสื่อ(สารมวลชน)
โทรมาบอก "ไปเบิ่งหมากเตะกันแมะ !!!"
โอ้ ถึงกะละล่ำละลักตกปากรับคำ "เฮ้ยยย ดูดิดู ที่ไหนอ่ะ"
"ก็ที่จีทีเอชอ่ะแหละ" "อะเค ได้เลย แต้งกิ้วหลายๆเลยเพื่อน"
(เคยเห็นแต่รูปว่าออฟฟิศนี้งามหลาย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว)
.. ไปถึงประมาณหกโมงกว่าๆ ปรากฏว่าต้องรอแป๊บนึงเพราะว่ากะลังฉาย Season Change อยู่
คนตรึมเลย ทั้งคุณพี่เก้ง และคุณผกก.แฟนฉันทั้งหลาย เป็นต้น
(อู้หู .. เขียนบล๊อกนี้ตอนที่เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยยังไม่เข้าโรงอ่ะคิดดู นานมาากก)
เออแล้วตอนที่คุณผกก.หมากเตะเค้ามาเปิดประตูให้เข้าไปดูหนังเค้าง่ะ
เราแอบสงสารเค้าจริงๆนะ คือเค้ายิ้มมมมนะ ยิ้มเยอะ แต่เป็นยิ้มแบบเศร้าๆนิ
ยังหันไปบอกนังกิ๊บเลยว่า เฮ้ย แม่ง สงสารว่ะ
แต่นังแพร์เพื่อนรักมันก็บอกว่า เฮ้ย ชิวๆ แค่นี้สู้ได้ สบายๆ
อ้อๆ ลืมบอกไปว่า ได้ดูพร้อมกับ แวนด้า พิธีกรกบนอกกะลาด้วยง่ะ ตัวจริงสวยอ่ะ น่ารักดี
แล้วก็มีใครอีกน้า อ๋อๆ ครูเจี๊ยบ(วรรธณา)กะสามีด้วย ก็มีคนดูประมาณยี่สิบกว่าคนได้มั้งรอบนี้
Lucky Loser
.. และแล้ว ความรู้สึกเมื่อดูหนังจบ ก็คือ ..
ดีใจที่เราได้มีโอกาสดูและน่าเสียดายสำหรับทั้งคนไทยและคนลาวจะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ..
ทั้งๆที่ในความรู้สึกเราหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ซึ้งใจในความดราม่าจนน้ำตาคลอ
ไม่ได้ฮากับมุขจนตกเก้าอี้อะไรอย่างนี้
แต่มันเป็นอารมณ์อมยิ้มกับความขำนิดๆซึ้งหน่อยๆที่ให้ความรู้สึกดีๆ
กับความตัดกันไม่ได้ขายกันไม่ขาดของไทยและลาว
ซึ้งกับการต่อสู้ภายในจิตใจระหว่างหน้าที่กับความรัก(ชาติ)ของโค้ช
เอ็นดูพระนางที่เสมือนเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นความพยายามที่จะให้ไทยและลาวเท่าเทียม
เพราะเอาง่ายๆเลยนะ ที่นางเอกเป็นคนไทยแล้วไปแอบรักพระเอกที่เป็นนักฟุตบอลลาวเนี่ย
เราว่ามันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาเลยนะว่า เฮ้ยย หนุ่มลาวอ่ะเจ๋งนะ อะไรอย่างนี้
อ้อๆ และที่สำคัญจะขาดไปเสียมิได้คือ หนังให้อารมณ์แอบหวังว่า ..
เฮ้ยยย .. ถ้าวันไหนไทยได้ไปบอลโลกนะ พวกเราก็จะเป็นเหมือนในเรื่องนี้แหละคือ ..
จะนั่งเชียร์ด้วยความไร้กังวล จบสกอร์เท่าไหร่ก็เท่านั้น แพ้ก็ช่างมัน ..
เพราะขอแค่มีโอกาสได้เชียร์ทีมชาติบ้านเกิดของตัวเองในทัวร์นาเม้นใหญ่ขนาดฟุตบอลโลก ..
มันก็เป็นอะไรที่ได้ใจสุดๆแล้ว ..
และเรื่องราวคร่าวๆก็เหมือนกับที่เราอ่านเรื่องย่อมานั่นแหละ ที่ว่า ..
สมมตินะ สมมติ..
สมมติว่า มีโค้ชฟุตบอลไทย คนหนึ่ง ชื่อ พงศ์นรินทร์ อุลิศ เก่งกาจขนาดคุมทีมพรีเมียร์ชิพ
สมมติ ให้ พงศ์นรินทร์มีฝันสว่างไสว อยากเป็นโค้ชทีมชาติไทย
สมมติให้เวอร์อีกนิด พงศ์นรินทร์ มีน้าเป็นสาวใหญ่บ้าหวย รวยบอลชื่อ เจ๊มิ่ง
แกประกาศกร้าว ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะทุ่มเป็นสปอนเซอร์ให้สมาพันธ์ฟุตบอลไทยสานฝันหลานรัก
พา "บอลไทยไปบอลโลก"
สมมติ พระเจ้าร่วมสนุก เนรมิตให้เจ๊มิ่ง ถูกล็อตเตอรีชุดใหญ่ 184 ล้านบาทเข้าจังเบอร์ !
สมมติ เรื่องเริ่มพลิกล็อก สมาพันธ์ตลบหลังแต่งตั้งโค้ชบราซิล พงศ์นรินทร์อกหัก
เจ๊มิ่งบันดาลโทสะตวาดแว้ด เอาเงินไปให้ทีมลาวยังดีกว่า
และ "ลาวจะไปบอลโลก" (ให้ได้)
สมมติ ไปกันใหญ่ให้น่าตื่นเต้น เมื่อทีมชาติลาวเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ นักเตะบาดเจ็บยกคัน
สมมติ ตามประสาคนมีอารมณ์ขัน ให้นักเตะ ซาดลาว ชุดใหม่ ประกอบด้วย
ศูนย์หน้าร่างโย่ง ที่แทงสนุ๊กได้โดยไม่ต้องใช้เรสต์
กองกลางพันธุ์ดุ วิ่งได้ไม่มีหมดอาชีพเก่าเจ้าหน้าที่จับหมาจรจัด
กองหลังพลังช้าง ถีบเตะบอลทิ้งจากประตูฝั่งหนึ่งไปข้ามคานอีกฝั่ง
ผู้รักษาประตูจอมหนึบ อดีตเด็กโยนแตงโมในตลาด ฯลฯ
สมมติ ตามประสาคนมีอารมณ์มัน ให้ ทีมลาว โค้ชไทย และ ทีมไทย โค้ชบราซิล
ต้องโคจรมาพบกันในรอบตัดเชือก ไทย - ลาว
โดยมีตั๋วฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมันเป็นเดิมพัน ใครแพ้บ่ได้ไปบอลโลก ..
ในเรื่องสมมติสารพัดสารเพเหล่านี้มันมีอะไรที่
ให้ความรู้สึกดีๆมากกว่ามุขตลกบ้าๆบอๆที่ตัดมาเป็นทีเซอร์และเทรลเล่อร์ที่เราเห็นๆกัน .. เยอะ
.. มันเป็นเรื่องที่สอนให้เรารู้จักฝัน และทำความฝันของเรานั้นให้มันเป็นจริง
มันอาจจะยาก มันอาจจะดูเพ้อฝันที่พูดไปแล้วเหมือนเป็นเรื่องอิมพอสสิเบิ้ล
แต่มันก็เกิดขึ้นได้นะ ... ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจ
นอกจากนี้เหนือสิ่งอื่นใด ที่สุดแล้วถ้าเราเต็มที่กับมันแล้วแต่ก็ยังทำมันไม่สำเร็จ ..
แต่ความใจสู้ของเราก็จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ
และเราก็จะภูมิใจ ในชัยชนะของเรา ... นั่นคือการ ชนะใจ นั่นเอง ..
เหมือนกับที่ลาวพยายามจนเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก
(แม้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปเตะรอบคัดเลือกจากการเป็นทีม Lucky Loser ก็ตาม)
แต่การที่มีโอกาสได้แข่งไปบอลโลก 3 นัดแม้ไม่ชนะใคร ได้ 0 เสีย 17 ตกรอบ
แต่นักฟุตบอลลาวก็กลับลาวอย่างภาคภูมิใจคนลาวทั้งประเทศ ..
สรุป .. ประทับใจ .. ใช้ได้
แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างกับการดำเนินเรื่องที่อาจจะอืดไปในบางที
กับมุขตลกที่ไม่ต้องมีและใส่เข้ามาก็ได้
(เราว่ามุขที่ท่านฑูตลาวไม่พอใจ ให้ถอดออกไปได้เลยทุกมุขเพราะเรื่องนี้มีดีและขำได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งบทพวกนี้เลย)
และแม้อารมณ์ดราม่าจะไม่ได้เรียกน้ำตา แต่ว่า มันก็ทำให้เห็นแง่คิดได้ในหลายๆเรื่อง
ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ แง่คิดเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทย
ที่นักบอลลาวถาม "ไปเฮ็ดหยังละบอลโลก"
อันนี้เราว่าไม่ได้เป็นการดูถูกคนลาวว่าไม่รู้จักบอลโลกนะ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น
ก็ตรงที่เจ๊มิ่ง ตอบกลับไปไงว่า "ไปเพราะกูอยากไปว้อยยยย" นั่นแหละ
แง่คิดเรื่องความสัมพันธ์ ก็มียกตัวอย่างเวลาที่ลาวกับไทยทะเลาะกัน
(เพราะเรื่องดูถูกดูผิดอะไรอย่างนี้นี่แหละ)
พอเรารู้สึกตัวเราก็ต่างยกมือไหว้ขอโทษกัน แล้วบอก "ลาวกับไทยก็คือกัน"
โอ้โห ... ฉากนี้ดีนะ เราว่าซึ้งเลยอ่ะ
แง่คิดต่อไปก็เรื่องหน้าที่กับความรัก เราจะเลือกสิ่งไหน
เหมือนตอนที่โค้ชพงษ์แกนำทีมลาวมาเตะกับไทยในราชมังคลากีฬาสถานอ่ะ
โค้ชแกจะทำยังไง ระหว่างการทำให้ลาวเข้ารอบบอลโลกให้ได้ ..
(เพราะแกเป็นโค้ชและนี่หมายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบรวมถึงความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและความไว้วางใจของลูกทีม)
กับการล้มบอลเพื่อทำให้ลาวแพ้ แล้วไทยจะได้ไปบอลโลกตามความฝันของคนทั้งชาติ
รวมทั้งเป็นความฝันและความปรารถนาตั้งแต่เด็กของตัวแกเองด้วย
ที่จะได้เชียร์ทีมชาติบ้านเกิดของตัวเองในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย .. ซักครั้ง
ฉากที่เพลงชาติขึ้นตอนที่ลาวกับไทยเจอกันแมทช์ตัดเชือก
แล้วตอนที่โค้ชแกร้องเพลงชาติทั้งลาวและไทยอย่างเต็มเสียงและรู้สึกกับมันจริงๆ
ในขณะที่ตอนเพลงชาติไทยขึ้นโค้ชฟุตบอลฝรั่งกลับไม่รู้สึกอะไรเลย ก็สื่ออะไรได้หลายอย่างนะ
ฉากนี้นี่ก็เลยทำเอาจุกๆเหมือนกัน ด้วยความกินใจ
แง่คิดถัดไป เป็นเรื่องของความหวัง ความตั้งใจ และความเชื่อมั่น ที่จะฝ่าฟันไปให้ถึงคำว่า "ผู้ชนะ" ให้ได้
เป็นฉากที่โค้ชพงษ์ ไปเห็นเด็กสองคนเอาลูกบอลจุ่มโคลนไปปั๊มติดไว้ที่กำแพง
โค้ชเห็นเป็นผลฟุตบอลก็ถามเด็กว่า ทำไปทำไม .. เด็กบอกประมาณว่า
ตาเค้าทำเวลาลาวแพ้ทีมไหน ก็เอาบอลมาปั๊มไว้ที่กำแพง เหมือนเป็นแต้ม แพ้-ชนะ
(ซึ่งเยอะมากและเป็นผลแพ้ทั้งนั้นเลย)
โค้ชก็เลยบอกเด็กว่า งั้นให้เตรียมคิดไว้เลยนะว่าถ้าลาวชนะ จะทำยังไง
(หมายถึงจะคิดสัญลักษณ์ในการปั๊มผลบอลเวลาชนะยังไง)
อิอิ .. แล้วก็มีอีกประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็นแง่คิด
แต่เป็นเรื่องที่อยากถามผกก.ที่สุดว่า "คิดได้ยังไงเนี่ย .. มุขนี้"
..ซีนที่ตุ๊กตา(นางเอก)เค้าโทรไปหาแสงเหล็ก(พระเอก)
ตอนที่แสงเหล็กกำลังทานดินเนอร์อยู่กับเพ็ดสะหวัน(ซึ่งปีนั้นได้เป็นมิสยูนิเวอร์ส)
คือมิสยูนิเวอร์สเค้ามาปลื้มๆแสงเหล็กเลยเหมือนจะจีบๆ แต่แสงเหล็กก็ชอบตุ๊กตานั่นแหละ
ทีนี้โทรมาตอนแสงเหล็กไปเข้าห้องน้ำก็เลยไม่ได้รับสาย
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันเพราะพระเอกต้องซ้อมส่วนนางเอกก็ต้องกลับมาเรียนหนังสือที่ไทย
แล้วพอทีมชาติมาแข่งที่ไทยเลยได้เจอกัน นางเอกเลยตัดพ้อนิดหน่อยว่า
"ใช่สิ..ก็เค้ามันมิสยูนิเวอร์ส แต่เรามันแค่ มิสคอลล์...."
โอ้ ฮากันทั้งโรง โอ้ยยยย ซื้อๆๆ มุขนี้ขายเท่าไหร่อ่ะ มันฮามากมาย
ฮามากกว่าย้อมขนจั๊กกะแร้กะนั่งขี้มูกแข็งในห้องเย็นตั้งเยอะแน่ะ(จริงๆนะ)
นั่นแหละ แล้วจบสุดท้ายก็ได้อารมณ์เออ เมื่อไหร่ไทยได้ไปบอลโลกนะ
ไม่อยากให้เจอหรอกทีมโนเนม
นี่ มันต้องเจอบราซิล เจออังกฤษ เจออิตาลี เจอเยอรมัน อะไรแบบนี้ไปเลย
เพราะแพ้เท่าไหร่ก็ไม่แคร์หรอก แต่จะดีใจซะด้วยซ้ำที่นักบอลบ้านเราจะได้เล่นกับ
โรนันดินโย่ โอเว่น เบ็คแฮม ฯลฯ คิดดูสิ มันน่าดีใจขนาดไหน
ได้ไปบอลโลกจริงๆเมื่อไหร่จะให้ทุบกระปุกไปเชียร์ถึงขอบสนามก็ยังได้เล้ย ..
ว่าแต่ ... เมื่อไหร่ดีอ่ะคะพี่ !!
..
..
ปล. สู้ต่อไปนะนักเตะไทยและคุณผกก.