Bloggang.com : weblog for you and your gang

Next Station .. ฉันจะบอกรักเธอ


แอร๊ยยย

ยังค่ะ ยังก่อน
ก่อนจะถึงสถานีหน้า ขอกลับมาทางแยกกันก่อนดีกว่า
เพราะว่าการไปดู "ห้าแพร่ง" นี่แหละที่ทำให้เรากลับมาเพ้อถึงพี่เคนเป็นววรรคเป็นเวร
ถึงกับถ่ายรูปนี้ตอนที่กลับมาเอารถที่ลานจอดตรงหมอชิต

..



..

แล้วกลับไปเขียนไดอารี่ไว้ว่า ..
วันนี้ไปดูห้าแพร่งมาสนุกดี
แต่ที่แน่ๆใจละลายกับพี่เคนในทีเซอร์ของ "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" มากมายอ่ะ
เพลงประกอบก็โดนเกิ๊นนนน
โปรดส่งใครมารักช้านนนที อยู่อย่างนี้มันหนาวเกินไป
วู้ววววววววว
โปรแกรมหน้า มาหาแน่
กีซซซซซ

..



..

กลับมาที่ห้าแพร่ง
จะบอกว่าเราชอบเรื่องแรกกะเรื่องปิดท้ายมากๆ
อันนี้ความรู้สึก+สปอยล์นิดหน่อย บอกไว้เผื่อใครยังไม่ได้ดูจะได้ข้าม
ตอน หลาวชะโอน นี่มันหลอนได้ใจโคตรๆ
(แถมน้องเก้ากะหลวงพี่เร แอบน่ารักอีกต่างหาก)
กร๊ากกกกกกกกกก
แล้วมันก็ใกล้ตัวดีนะ เรื่องแกงค์ปาหินเนี่ย
(คืองงมานานแล้วว่าไอ้พวกเด็กแว้นนนี่มันจะปาหินเพื่อ..)
บรรยากาศในหนังมันเปลี่ยวดี บวกกับการที่เราเป็นคนใต้เลยคุ้นเคยกับเรื่องพิธีชิงเปรตไง
แล้วตอนที่เณรเป้โดนปาหินนี่ เสียงน่ากลัวมาก ฟังแล้วใจสั่นเลย
ตอนโทรหาแม่แล้วเสียงกลายเป็นเปรตอ่ะ อ๊ายยยย สงสารมากกก
เรื่องที่สอง ห้องเตียงรวม นี่เฉยๆอ่ะ
(ทั้งที่จริงๆก็แพ้ทางกับบรรยากาศโรงบาลอยู่นะ)
แต่พอตอนจบที่แดนเคี้ยวหมากนี่ฮาเลย ปากแดงไปม้ายยยยย
เอิ๊กกกกกกกก
(มีหน้ากลัวหน่อยก็ตอนสวดมนต์อ่ะ เสียงสไตล์นี้ชวนหลอนชอบกล)
เรื่องสาม แบ็คแพ็คเกอร์
ไม่ปลื้มอ่ะ พอดีไม่ค่อยชอบหนังผีสไตล์ซอมบี้อยู่แล้ว เลยออกจะงงๆ
แล้วก็พะอืดพะอมกับตอนที่แรงงานตังเกพม่าโดนบังคับกลืนยาเสพติด
แหวะ จะอ้วกเลย สงสารด้วย หดหู่ด้วย
(สรุปคือ คนงานพวกนี้ตายเพราะถุงยาแตกในกระเพาะใช่ป่ะ หรือว่าขาดอากาศหายใจในรถ)
แต่ตอนเปิดท้ายรถบรรทุกออกมานี่น่ากลัวนะ
คือนึกถึงที่เคยเป็นข่าวเลย ที่แรงงานพม่าติดอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เกือบร้อย แล้วตายหมดอ่ะ
แล้วสุดท้ายตอนจบ จะตลกไปไหน ช่วงที่ผีเด็กกระโดดกัดคอพระอ่ะ ไม่เห็นเวิร์คเลย
อือมม เพื่อนบอกว่าผกก.เรื่องนี้คือย้งที่ทำเด็กหอ
เฮ้ยยย เหรอออ ถ้าเป็นงั้นจริงแอบผิดหวังอ่ะ เพราะเราเคยรักวิเชียรมาก่อน
คือพอจะเข้าใจอ่ะนะ ว่าเค้าต้องการจะส่งสาส์นว่า
คนติดยามันก็เหมือนคนตายทั้งเป็นอ่ะแหละ เปรียบได้กับผีซอมบี้ไรงี้
แต่ดูแล้วมันยังไม่เนียนอะ อาจจะเพราะบทมันยังหลวมๆอยู่มั้ง เลยยังไม่โดน
ตอนที่สี่ เต้นท์รถมือสอง
อันนี้สยองแค่ตอนเดียวคือตอนที่นิโคลสตาร์ทรถไม่ติดเพราะลูกอยู่ในฝากระโปรงอ่ะ
คือลองนึกภาพเด็กตัวเล็กๆ โดนปั่นอยู่ในห้องเครื่อง แล้วเด็กคนนั้นเป็นลูกเราเอง
อูยยย หลอนนะ น่ากลัว
ส่วนช่วงอื่นก็สไตล์ผีลักซ่อน ออกแนวประมาณว่าหายังไงก็ไม่เจอ คงมีอะไรบังตาไว้
จุดที่ไม่ค่อยชอบในเรื่องนี้ก็คือการที่ผีออกมาหลอกพร่ำเพรื่อเกิน
จริงๆไม่ต้องเห็นผี แค่มีบรรยากาศเหมือนตอนที่เดินหาลูกก็พอแล้ว
เพราะมันจะมาสะเทือนใจตอนลูกตายอยู่แล้วอ่ะ
สุดท้าย คนกอง
แม่ง ฮามาก จะฮาไปไหน
ชอบหลายช็อตเลย ทั้ง พี่ช่าเยี่ยว ทั้งกูเมื่อย ทั้งอะไรต่ออะไร
(คือที่แน่ๆมาช่าฮาสุดยอด แหม .. ทำไปได้ กรั่กๆๆ)
แล้วจริงๆก็ชอบสี่คนนี้มาตั้งแต่ตอน คนกลางในสี่แพร่งแล้วอ่ะ
ตอนนั้นก็ขำแบบนี้เลย แต่แอบน่ากลัวกว่านะ เพราะเรื่องนี้อ่ะหนังตลกชัดๆ
(แต่ก็ดีนะเพราะทำให้อารมณ์ตอนเราลุกจากเก้าอี้เดินออกจากโรงมันไม่มีเรื่องผีติดตา)

ถ้าเทียบกับ "สี่แพร่ง" คิดว่าสี่แพร่งน่ากลัวกว่า
อันนั้นหลอนจริงๆ ยิ่งเรื่อง เหงา ที่เป็น sms อ่ะ น่ากลัวโคตรรรรรรรรรรรรร
เรื่องเที่ยวบินของพลอยก็น่ากลัว (แม้ว่าจะโม้เยอะอยู่)
เรื่องคนกลางล่องแก่ง ก็อย่างที่บอกอ่ะว่า สนุก มุขเพียบ เดาไม่ออกเลยว่าใครเป็นผี
มีที่ไม่ชอบเรื่องเดียวคือเรื่องยันต์อะไรนั่น (CG อะไรเนี่ย)
แบบว่ามันอารมณ์เดียวกะตอนดู ห้าแพร่งตอนแบ็คแพคเกอร์เลยอ่ะ
ที่แบบ..แอบผิดหวัง



..

พล่ามมานาน เอาละเข้าเรื่องเสียที
เหมยลี่นัดกับเป็ดและพลพรรคไว้ที่ EGV Discovery
(ที่ต้องให้แพรี่โดดงานจากออฟฟิศ [V] ข้างๆ มายืนเข้าคิวรอซื้อตั๋วให้ก่อนหน้าเป็นเวลาหลายชม.)
แพร์บอกรถด่วนขบวนนี้จะออกจากสถานีเวลา 6โมงสิบห้า (นับรวมเวลาโฆษณาแล้ว)
ดังนั้นห้าโมงครึ่งรีบตื้ดบัตร ขับรถออกจากออฟฟิศตรงวิภาวดี
ไปวนหาหลุมจอดอยู่ในหมอชิตอยู่ชาติครึ่ง กว่าจะหาที่แลนด์ดิ้งได้
เฮออออ หกโมงแล้ว ยังไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าไปหาพี่เคนเรยยยย

..



..

โอยยย เหนื่อยยย แทบอยากจะเขวี้ยงส้นสูงทิ้งตอนที่วิ่งๆๆๆลงสถานีที่สยาม
แฮ่กๆๆ มาทันจนได้ เข้าโรงมาก็ถึงเพลงสรรเสริญพระบารมีพอดี
เห็นภาพในหลวงแล้วมีแรงขึ้นเลย หายเหนื่อยแล้วก็ยืนภาวนาว่า ขอให้ท่านหายประชวรเร็วๆ



..

พูดถึงเรื่อง

..



..

ขอบอกว่าคนตัดทีเซอร์คนทำเทรลเลอร์อะไรนี่ทำออกมาดีมากๆ
มากกกแบบต้องยกนิ้วให้ เพราะหน้าหนังมันโดนใจใครต่อใครไปหลายดอก
ก็เลยต้องสารภาพว่าออกจะคาดหวังกับหนังเรื่องนี้พอสมควร
(แม้จะพยายามไม่ตั้งไว้สูงนัก ยังขยักไว้ในประเด็นที่ว่าคงทำมาเพื่อโฆษณาแฝงมากกว่า)
แต่ด้วยความที่ว่าเคยเห็นอกเห็นใจผกก.คนนี้มาตั้งแต่ตอนที่หมากเตะฉบับออริจิฯไม่ได้ฉาย

..



..

ว่าแล้วเด๋วจะขอยกเอาข้อความในบล๊อกที่เคยเขียนสมัยปู้นนน
ตอนที่มีโอกาสได้ไปดูหมากเตะที่GTHมาให้แปะอ่านในคห.1นะคะ



..

ส่วนเรื่องย่อก็ขอข้ามไปละกันนะคะ
เพราะเชื่อว่านาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้เรื่องแล้วล่ะมั้ง

จะขอพูดเรื่องความรู้สึกที่มีต่อตัวหนังและพี่เคน(คริสด้วยก็ด้ะ)ก็แล้วกันเนอะ
ความรู้สึกโดยรวมก็ถือว่าชอบอ่ะค่ะ แม้ว่าจะไม่ได้ประทับใจขนาดแฟนฉันหรือเพื่อนสนิท
แต่มันก็มีเรื่องให้เอากลับมาคิดต่อได้หลายประเด็นดีเหมือนกัน

เรื่องที่ชอบก็คงเป็นพวกคำพูดหรือสัญลักษณ์ต่างๆในหนังที่มันสะท้อนให้เห็นชีวิตคนแบบเรา
กล่าวคือ สาวออฟฟิศ อายุสามสิบ ไม่มีแฟน
(ในขณะที่เพื่อนในกลุ่มจูงลูกไปเข้าโรงเรียนกันหมดแล้ว 555+)
การดำเนินชีวิตปากกัดตีนถีบในเมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า
การจราจรอันวุ่นวายสับสน ที่มีเราเดินหลงทางอยู่ท่ามกลางผู้คนแต่เหมือนอยู่ตัวคนเดียว
ไปจนกระทั่งถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่าง item ต่างๆนานาของนางเอก ไม่ว่าจะ

..



..

LV neverfull เอย Gucci Joy เอย Goyard St.louis อีก
(นี่ยังไม่นับ BB ทั้ง curve ทั้ง bold เลยนะ)
คือทุกอย่างน่ะมันเป็นสิ่งที่เราประสบพบเจออยู่ทุกวันในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรแห่งนี้
(มีอย่างเดียวที่ยังไม่เคยได้เจอเลยก็คือ พระเอก 555+)



..

ที่ชอบถัดมาก็คือแง่คิดต่างๆที่กลับเอามานอนคิดติดตามต่อ (เด๋วขอพูดทีหลัง)

ส่วนเรื่องที่มีทั้งชอบและไม่ชอบของเรื่องนี้สำหรับเราก็คือ "มุกตลก" ค่ะ
คือเราฮามากกกกกกกกกในหลายๆฉาก แต่ก็มีบางฉากเช่นกันที่มันแป้กสำหรับเรา
แต่อันนี้เข้าใจได้อยู่นะ เพราะไอ้ที่เราว่าไม่ขำน่ะ บางคนเค้าฮากันแตกแตนก็มี
แล้วก็ไม่แน่นะ ไอ้ฉากที่เราว่าขำโคตรๆนั่นอ่ะ มันอาจจะมีบางคนบอกว่าไรอ่ะ ไม่เห็นจะฮาเลยก็ได้
ก็แล้วแต่ใครจะเก็ทไม่เก็ทเนอะก็เลยคิดว่าเรื่องมุขเนี่ย มันเป็นอะไรที่เฉพาะทาง
ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน อารมณ์ขันก็ต่างกันแล้ว

..



..

ตัวอย่างเช่น
ฉากน้องแน็คแว๊นนนขาเดฟ กะ เจ้านายขายบราโซล่าร์เซล นี่เรารู้สึกงั้นๆนะ
แต่ฉากที่เราขำถึงขำมาก ก็มีอยู่หลายซีนเหมือนกัน อย่างเช่น
..
แรกๆเลยก็ฉากที่พระเอกทำถุงแผ่นหนังโป๊ร่วง
แล้วโบ้ยว่า "ไอ้เจื่อน..ของมึงอะ เก็บดิ"
ฮากร๊ากกกก ไม่คิดว่าพี่เคนจะพูดคำนี้ได้ 555+
ตอนที่นางเอกไปลอง Rayban เพื่อซื้อใช้ให้พระเอก
แต่พอเห็นราคาแล้วตาเหลือก รีบถามพนักงานขายว่า
"อันนี้ราคาหรือว่ารหัสสินค้าอะคะ" โอยยย ขำ
และสืบเนื่องจากเรื่องการซื้อแว่นไปใช่คืนพระเอก
(อันนี้ไม่ขำแต่เราชอบ)
บทตอนที่นางเอกยื่นแว่นให้แล้วพระเอกบอกว่าเกรงใจ
แต่ว่า "ถ้าซื้อมาใช้ .. ก็จะใช้" แล้วพระเอกก็ทำงั้นจริงๆนะ
คือจะเอาแว่นที่นางเอกซื้อให้มาสวมใส่อยู่ตลอดเวลา ..

..



..

น่ารักม๊ากกกกก คริๆๆ
มีอะไรอีกหว่า ฉากฮาๆ
อ๋อ มุข "ท่ามาตรฐาน" ของเจื่อนก็ขำใช้ได้อยู่นะ ตลกดี
ตอนที่นางเอกนั่งแท๊กซี่ไปทำงาน แล้วตื่นขึ้นมาเห็นราคามิเตอร์
"หายง่วงเลยกู" ก็ตลก
ตอนกินข้าวดูตัวกับเรนก็ฮาอยู่นา
แบบว่า พอ "เรน" ยิ้มอายๆแล้วยกมือขึ้น เห็นถุงมือเรนเนี่ย ขำกลิ้งเลย
มุขที่ห้อยโทรศัพท์ของเพลินก็พอยิ้มได้
"โห .. หยั่งกะพวงหรีด หาไม่เจอได้ไงวะเนี่ย"
กร๊ากกกกกกกก
แล้วที่แน่ๆอ่ะ "น้ำตากามเทพ" หัวเราะสตีเฟ่น จำรัส จนท้องคัดท้องแข็ง
คุณชาวี โอ้ยยย ซันนี่ทำไปด้ายยย พีคปากแดงเลือดสาดมาก
ส่วนแอฟนี่ไม่ไหวจะฮากับฉากลากหัวนางอิจฉาครูดกะเปียโน
โฮๆๆๆ คิดได้
ฉากเกียวกับโน้ตบุ๊คพระเอกนี่มีขำมากๆอยู่สองตอน
ตอนที่นางเอกยื้อแย่งเพื่อจะเอาไปซ่อมให้แล้วหล่นลงไปอีกรอบ
จนนางเอกอุทาน(ในใจ)ว่า "เยี่ยมค่ะ บรรลัยมันเข้าไป"
โอ้ยยย อันนี้ชอบมาก ให้ห้าดาวเลย
แล้วพอนางเอกจะเอาไปคืน ไม่เจอตัวพระเอกเลยฝากพี่ยามไว้
พร้อมสั่งให้เขียนข้อความว่า ..
"ต่อไปนี้นะ จะไม่ยุ่งเลย ต่อไปนี้นะ จะไม่วุ่นวาย ไม่มารบกวนหัวใจ ไม่มาให้เห็นเลย"
แล้วพี่จเรช่วยร้องต่อจนจบเพลง แต่นางเอกขัดขึ้นมาก่อนว่า
"พี่คะ หนูเอาแค่ท่อนฮุค" ฮาแบบว่าน้ำตาเล็ด
(แต่แอบสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่คนวัยเราที่ทันนิโคลยุคกะโปโลนี่เขาจะเก็ทไหม)
มีพี่ยามแล้ว ต้องมีพี่คนขับแท๊กซี่มั่ง
ผมว่า "ถ้าอยากอ้วกก็เหล้า อยากเมาก็เบียร์" ๕๕๕
เออ .. แล้วป๊าม๊านางเอกก็ฮาใช่ย่อยนะจะว่าไป
ชอบที่นางเอกถามแม่ว่าตอนสาวๆอ่ะเคยมีคนมาจีบมั่งป่าว
แล้วแม่ตอบว่า "ไม่มีอ่ะ มีแต่ไปจีบเค้า .. แต่เค้าก็ไม่เอา"
จี๊ดดดดดดดด ได้โล่ห์ ๕๕๕
ส่วนของพ่อ ฮาตอนที่เมาแล้วขับจนเหมยลี่ต้องไปรับกลับจากโรงพัก
ถามพ่อว่ากินไปเท่าไหร่ พ่อตอบว่า "ก็เอาฝาไปเล่นหมากฮอสได้แล้วกันอะ"
แล้วเหมยลี่ก็เลยถามต่อว่า ตอนแม่รู้เรื่องน่ะ โดนโวยเละเลยหรือเปล่า
พ่อบอก "แม่มึงอะ ไม่เท่าไหร่ .. แม่กูนี่ดิ"
โอ้ยยยยยยยย ขำจนปวดท้อง



อ่ะขำกลิ้งลิงกับหมามาแล้ว ข้ามไปที่ช็อตซึ้งๆ ของลุงกับลี่กันมั่ง
แม้จะไม่มีเลิฟซีนอะไรให้เห็น แต่มันก็เป็นความหวานปะแล่มๆ ชวนให้อมยิ้มได้อยู่นะ
(ขอให้นึกภาพเหมยลี่ตอนที่ได้กระเป๋าลุงมากอดด้วยนะ เพราะอารมณ์จะประมาณนั้นเลย คริๆๆ)

..



..

ฉากซึ้งฉากแรกเลยที่เราประทับใจ ก็คือ ..
ซีนที่เหมยลี่หลับบนรถไฟฟ้าแล้วพี่ลุงย้ายที่ไปนั่งตรงข้าม มองหน้าแล้วอมยิ้ม

..



..

(หูยสายตาของธีราเดชสุดบรรยายมาก ละลายไปหลายรอบ แอร๊ยยย)



แล้วก็ชอบตอนที่ลุงมาหาลี่ที่บ้านเพื่อชวนไปเที่ยวสงกรานต์

..



..

(ฮ่วย ไม่ว่างก็บร้าแล้ว)



เออ ชอบตอนที่ลี่เซ็ทโปรแกรมสงกรานต์ดีไลท์โรแมนติกกทม.ด้วยอ่ะ
(อันนี้โดนมาก ดูไปเพื่อนๆมันก็หันมาหาเราไปพร้อมบอก แกชัดๆ)
เรื่องสงกรานต์ยังไม่จบ จะให้ครบต้องมีตอนนี้ด้วย
ที่พอเล่นน้ำกันเสร็จขึ้นรถสองแถวกลับแล้วลี่นอยด์เรื่องเพลินจนลุงรู้สึกได้
ทีนี้พอลงลุงรถเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้าน ลุงเลยแอบมากระซิบข้างหลังลี่เพื่อบอกว่า
"เดี๋ยวเย็นนี้ผมไปรับคุณที่บ้านนะ"
(ตายไปเลยยยยยยย)

..



..

เจออย่างนี้ เห็นทีเราก็ต้องพูดกับเพลินแบบเดียวกับเหมยลี่บอกอ่ะว่า
"คนนี้พี่ขอ"



มาต่อที่ฉากในโรงเก็บรถไฟฟ้าที่พี่ลุงถ่ายรูปคู่ป้า
(ลุงก็ต้องคู่กับป้าสิ น้องเนมบอกไว้ อิอิอิ)

..



..

ใจเต้นตึ่กตั่กตามป้าไปเลย น่ารักมาก



มาต่อๆ เดทตอนกลางคืนที่ลุงกับลี่ไปยืนคุยกันตรงสะพานริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ลี่ถามลุงตรงๆว่า ที่ชวนมาเที่ยวสงกรานต์เนี่ย คิดอะไรเกินเพื่อนหรือเปล่า
ลุงพูดได้จี๊ดมากอ่ะ ลุงก็ตอบตรงๆเหมือนกันว่า
"ตอนแรกกะจะไม่คิด แต่มันฝืนไม่ได้จริงๆ"
ถ้าเราเป็นเป็นลี่คงยิ้มแก้มแตก แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะลี่ถามลุงต่อว่า
แล้วคิดจะบอกลี่เมื่อไหร่ เรื่องที่จะต้องไปเมืองนอก ลุงก็บอกว่า พรุ่งนี้ แล้วก็ปลอบลี่ว่า
"ถึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็น่าจะคบกันได้นะ"

..



..

เอาล่ะ
มาถึงตรงนี้ก็มีทั้งฉากฮา ฉากเขิล ครบรส โรแมนตอกคอมมาดี้ไปแล้ว
ได้เวลามาที่ฉากเศร้าๆ ซึ้งๆ ซีนอารมณ์กันมั่งดีไหม ไคลแม็กซ์ๆ
ตะกี้ถึงไหนนะ ลุงขอคบกับลี่โดยที่มีระยะทางกันขวางใช่ป่ะ
ทีนี้นังลี่ก็ใจถึงได้อีก ตอบลุงกลับไปว่า
"คนเราถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะเรียกว่าแฟนกันได้ยังไง"
ถ้าเราต้องจากกันจริงๆ เราเป็นแค่คนรู้จักกันก็พอ พร้อมกับพูดต่ออีกว่า
ชั้นเคยคิดว่า คนที่ทิ้งผู้ชายอย่างคุณได้ คงต้องเป็นคนบ้าแน่ๆ
แต่ตอนนี้ ชั้นรู้แล้วว่า กบ กวิตาพูดถูก
ฮืออออออ แล้วชีก็ทิ้งพี่ลุงค้างเติ่งไว้ที่กลางสะพาน
(ใจร้ายได้อีกนะยะหล่อน)
แต่จะบอกว่าจริงๆคือแอบเข้าใจลี่อยู่นะ
ยังไงล่ะ เราอาจจะรู้ความรู้สึกคนยังไม่เคยมีแฟนอ่ะ
คือสถานการณ์ตอนนี้เนี่ยลี่คงคิดว่า
เรากะลังจะมีเค้าคนนั้น คนที่เราจะได้มีไว้โทรหาเวลาคิดถึง
คนที่เป็นที่พึ่งให้เราได้เวลาที่เรารถชนอยู่บนท้องถนน
คนที่หิ้วของให้เวลาไปไหนต่อไหน
คนที่มีไหล่ไว้ให้ซบเวลาที่เราต้องการกำลังใจ
คนที่คอยจับมือเราไว้เวลาเดินข้ามถนน
คนที่ บลาๆๆ ต่างๆนานาเหล่านี้
เรากำลังจะมีอยู่แล้วนะ คนคนนั้นน่ะ
แต่แล้วไงล่ะ
พอเอาเข้าจริงๆ ก็กลายเป็นว่า เค้าไม่ได้จะมาอยู่ข้างๆเราซักหน่อย
พรุ่งนี้คนคนนี้ก็จะไม่มีอยู่จริงแล้ว เราก็ต้องอยู่กับความฝันอันเลื่อนลอยต่อไป
มีรักอันห่างไกลที่ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะกลับมาจริงจัง
ความหวังมันพังทลายเพราะสุดท้าย
เราก็ต้องกลับไปกินข้าว ดูหนัง คนเดียวเปลี่ยวใจ อย่างเคย
แล้วอย่างนี้มันจะเรียกได้ว่าดีกว่าเดิม .. เหรอ ..

..



..

พอถึงตอนนี้ก็เลยนึกถึงตอนที่ลี่ไปหาเป็ด
แล้วบอกเป็ดว่า เหงา กินข้าวคนเดียวมาสองเดือนแล้ว
(โปรดส่งใครมารักชั้นที .. เพลงขึ้นตามทีเซอร์ เอ้ออออ ไม่ใช่แระ ๕๕๕)
เป็ดเลยปลอบใจว่า ให้หาแฟนซักคน ลี่ก็เลยบอกว่า
"ถ้ามีแฟนแล้วเค้าไม่ว่างมากินข้าวกับเราเลย ไม่มีเวลาไปไหนมาไหนกับเรา จะมีแฟนไปทำไมวะ"
เป็ดเลยเปิดคอร์สอบรมว่า
"แฟน..เค้าไม่ได้มีไว้ให้อยู่ข้างกันตลอดเวลานะเว้ย เค้ามีเพื่อให้รู้ว่ายังมีอีกคนที่รักเรา"
ตอนนี้ที่เราชอบ ไม่ได้ชอบเพราะมันมีประโยคธีมหลักของหนังหรอกนะ
แต่ที่ชอบน่ะชอบเพราะ มันทำให้เรารู้สึกได้ถึง
ความรักความห่วงใยความเข้าใจของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน ที่มันส่งถึงกันได้น่ะ
(ว่าแล้วก็คืดถึงเพื่อนแก๊งค์แฮะ)



อ่ะ มาที่ช็อตเสียน้ำตากันเสียทีดีกว่า
แบบว่าตอนเห็นเจื่อนถือลังมาให้นางเอก ก็เริ่มรู้ตัวแระ ว่า
เด๋วกรูแม่งต้องโดนซักดอก
แล้วมันก็จริงๆ ..

นางเอกเปิดกล่องแห่งความทรงจำขึ้นมา
ของชิ้นแรกคือ

กระจกหูช้างไว้มองข้าง

"คืนวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ถ้าไอ้นี่ลอยหล่นมาโดนหัวผม
เราก็คงไม่ได้เจอกัน เพราะผมคงต้องเข้าโรงพยาบาลก่อน"




..

ชิ้นที่สอง แว่น RayBan

..



..



..

ต่อไปชิ้นที่สาม โน้ตบุ๊คและกระดาษโน้ตเขียนเนื้อเพลง

"อยากฟังคุณร้องเพลงนี้ ..."

..



..

(ขอบอกว่าตอนนี้น้ำตาแอบซึมว่ะค่ะ)



..

ม่ะต่อที่ชิ้นที่สี่ ตั๋วท้องฟ้าจำลอง

..



..

"เดทแรกของคนอื่นเค้าไปดูหนัง แต่เราสองคนดูดาวกันตอนกลางวัน .. โรแมนติกมะ"



..

อือมม มาชิ้นที่ห้า กล้องดิจิตอล

"ถึงกล้องจะพัง .. แต่เมมโมรี่ยังอยู่"

..



..

(ไม่ไหวแล้วตรู ขอทิชชู่ด่วน)

คือถึงจะจากกันและความสัมพันธ์ก็ไม่ได้เป็นไปดังที่หวัง
แต่ก็ยังมีความรู้สึกดีๆเก็บไว้ที่ในความทรงจำนะ



..

แล้วนางเอกก็วิ่งสู้ฟัดไปจนถึงสุวรรณภูมิ
เพื่อเจอกับคำว่า
"ป่านนี้เที่ยวบินเยอรมันที่ว่านั่มันคงถึงอินเดียแล้วล่ะค่ะ"

..



..


(เออ .. จะบอกว่าดีใจมากที่ไม่ทัน เพราะไม่งั้นจะผิดหวังอย่างแร๊งงงง)

ความรักที่แท้จริงย่อมมีอุปสรรคเสมอ .. เชคสเปียร์เธอว่าไว้
ดังนั้นมันต้องยากกว่านี้เว้ยลี่
ฮี่ๆๆๆ



แล้ว .. ดาวหางแม็คไบร์ทก็โคจรมา
เหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆว่า อาจจะมาครั้งเดียวและไม่ได้เห็นอีกเลย
ความรักกับความทรงจำที่ดีๆที่เพิ่งผ่านมาครั้งนี้ก็เช่นกัน
จะเก็บมันไว้หรือจะยอมปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนตอนนั้นที่ฮัลเลย์ผ่านมาอีกล่ะ
หรืออีกนัยยะก็คิดได้ว่า
ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ยังไงเราก็กำลังมองเห็นดาวดวงเดียวกันอยู่นี่แหละ
คนเราถ้ามีความรู้สึกดีๆให้กัน ก็จะสามารถสัมผัสความรู้สึกนั้นและส่งใจถึงกันได้ตลอดเวลา

..

พูดถึงการตีความแล้วทำให้คิดถึงกระทู้นึง
(ที่ตอนนี้ฮอตจนได้กลายร่างเป็นฟอร์เวิร์ดเมล์ไปแล้นนน)
เพราะน่าสนใจและเราก็ชอบมากเลยอยากแปะให้อ่านกันค่ะ

..

ตามประสาคนดูหนังแล้วคิดเยอะ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือเปล่าครับ
พอดีว่าไปดูหนังเรื่องนี้มา แล้วตั้งข้อสังเกตขึ้นมาได้ 1 ข้อ (จริงๆมีอีกแต่หาข้อมูลอยู่)
เรื่องเกี่ยวกับ "มาม่า" ในเรื่อง รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ

ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที?

สังเกตว่าภายในเรื่องตัวละครจะมีความสัมพันธ์กับมาม่า 2 ครั้ง คือ
ตอนที่พระเอกจะต้มมาม่าให้นางเอกกินรองท้องก่อนขึ้นรถแท็กซี่
และตอนที่นางเอกผิดหวังเรื่องพระเอกต้องไปเรียนต่อเมืองนอกจึงกลับมาต้มมาม่าที่บ้านคนเดียว

หนังกำลังจะบอกอะไรเราหรือเปล่า?
ผมว่าเขากำลังจะบอกเรื่องสาระของ "การรอคอย" และ "ความอดทน"

ครั้งแรกในรถแท็กซี่ นางเอกเปิดกินในขณะที่เพิ่งใส่น้ำร้อนไปแค่ 1 นาที
พระเอกก็บอกว่า “ก็ข้างถ้วยเขาเขียนให้รอ 3 นาที”
นางเอกก็เถียงว่าชอบกินแบบนี้ เส้นกรอบๆแบบนี้
ถ้าเรามองแบบเปรียบเทียบ ม่าม่ากับความรัก ..
เหมือนหนังกำลังบอกว่า ทั่วไปตามสากลโลก ความรักมันมีเวลาของมัน
การบ่มเพาะเส้นของความรักให้นุ่มพอดี พอเหมาะเข้าปากนั้น ต้องใช้เวลา
แม้นางเอกอาจจะชอบเส้นกรอบๆ ที่ใช้เวลาน้อย
แต่ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน จะตัดสินด้วยความชอบเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
และเวลาอีก 2 ปีที่พระเอกจะไม่อยู่ ก็คือช่วงเวลาที่จะบ่มเพาะความรัก ให้สามารถกินได้ทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง

มาม่ามักถูกใช้เป็นตัวช่วยของคนที่ "ไม่มีเวลา"
ไม่มีเวลาทำกับข้าว ไม่มีเวลาไปหาอาหารกินข้างนอก
เหมือนในเรื่องนี้ นางเอกคิดว่าตนเอง "ไม่มีเวลา"
จะรอพระเอกแล้ว เพราะอายุก็มาก เหงาก็เหงา กินข้าวคนเดียว
แต่จะให้ทำอย่างไร แม้แต่มาม่ายังมีเวลา 3 นาทีของมัน แล้วความรักล่ะ?

จึงมาสู่ตอนที่นางเอกเครียดในการต้มมาม่าคนเดียวที่บ้าน อยากกินเร็วๆแต่อะไรก็ขัดใจไปหมด
น้ำก็ไม่ได้ต้มไว้ ฉีกซองเครื่องปรุงก็ลำบาก
เนื่องจากความ"ใจร้อน" มองแต่"เป้าหมาย" แต่ลืมมอง"ระหว่างทาง"
การจะกินมาม่า ต้องต้มน้ำ ต้องค่อยๆเตรียมเครื่องปรุง
เหมือนความรัก หากจะมองแต่เป้าหมายว่าฉันกับเขาจะต้องรักกัน
แต่ลืมใส่ใจ"ระหว่างทาง" ภาพนั้นคงไม่เกิด

มาม่า ก็เป็นตัวแทนหนึ่งของคนในสมัยนี้ ที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทุกๆอย่างต้องแข่งกับเวลา
จนลืมไปว่า เรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างความรัก มันเร่งรีบไม่ได้หรอก

สรุปคือ ผมคิดว่า หนังใช้มาม่าสอนเราในเรื่องความรัก
ถ้าคิดจะรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ต้องอดทน
คนสมัยนี้มักขาดความอดทนครับ แลกเบอร์กันไม่กี่วัน ก็อยากให้อีกฝ่ายเรียกเราว่าแฟนแล้ว
น่าจะมองดูว่า แม้สิ่งที่จะช่วยเราประหยัดเวลามากแค่ไหน
อย่างมาม่า มันก็ยังมีเวลาของมัน แล้วกับความรัก ก็เช่นกัน


จากคุณ : modjo!



โห .. สุดยอดเนอะ

..


แล้วสองปีก็ผ่านไป ไวเหมือนโกหก

ลุงกับลี่ได้โคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง
หลังจากไม่ได้เจอและติดต่อกันเกือบๆสองปีที่บนรถไฟฟ้า
ลี่อึกๆอักๆถามลุงว่า กลับมานานหรือยัง
ลุงตอบว่า ซักสองสามเดือนได้แล้ว
ตอนที่ดูรอบแรกแอบเสียใจแทนลี่เล็กๆที่
อือมม กลับมาตั้งนานแล้ว ไม่คิดจะโทรหากันเลย
แต่พอได้ดูรอบที่สอง เริ่มเข้าใจว่าทำไมลุงถึงไม่โทร
จำได้ใช่ไหม ก่อนที่จะจากกันไป ลี่เคยปฏิเสธลุงไปแล้ว
(ลุงโดนแบบนี้มาสองทีแล้วนะ ทั้งกบทั้งลี่ ทิ้งลุงไปด้วยเหตุผลเดียวกันเลย)
ซึ่งคนบุคคลิกแหยๆอย่างลุงก็คงไม่กล้ากลับมาตอแยแล้วล่ะ
ประกอบกับตั้งเกือบสองปี ลี่จะมีใครใหม่ไปหรือยังก็ไม่รู้
แต่คิดว่าลุงน่าจะกลับไปแอบดูที่บ้านลี่อยู่บ้างนะแต่อาจจะไม่เจอ
เพราะลุงก็เปลี่ยนมาทำงานกลางวันกลับกันกับลี่ที่เปลี่ยนไปทำงานกลางคืน

..



..

ภาพที่พระเอกกับนางเอกยืนรอรถไฟฟ้าคนละชั้นนั้นเราชอบมาก
มันให้ความรู้สึกแบบเรื่อง Sliding Doors มากๆอ่ะ
คือเสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูรถจะปิด มันอาจเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

..



..

ต่างฝ่ายต่างยืนคิด
ลี่จะคิดยังไงเราไม่รู้ แต่เราว่าเราเดาความรู้สึกของลุงได้
ภาพที่ลี่เดินจากลุงไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
มันคงกระตุ้นต่อมความกล้าของลุงขึ้นมาได้บ้าง
ประกอบกับว่าการที่ลี่เปลี่ยนมาทำงานกลางคืน
มันก็พอจะบอกความนัยอะไรบางอย่างกับลุงได้พอสมควรนะ

..

เอาล่ะ
แม้ว่าเราจะไม่ซึ้งนักกับช็อตไฟดับ
เพราะช็อตนี้มันทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มโปรดที่ชื่อว่า
"สองเงาในเกาหลี" ขึ้นมาตะหงิดๆติดหมัด

..



..

คืองี้ในหนังสือคุณก้องเค้าบรรยายไว้ว่า
ขณะที่เค้ากำลังนั่งรถไฟใต้ดินในเกาหลี อยู่ดีๆก็เกิดนึกถึง
หนังเกาหลีเรื่อง I wish I had a wife ขึ้นมา
ที่ฉากแรกเป็นขบวนรถไฟใต้ดินช่วงเวลาเลิกงาน แล้วจู่ๆก็เกิดเหตุขัดข้อง
ระบบไฟฟ้าภายในห้องโดยสารดับสนิททั้งขบวน มีเสียงประกาศว่า
ไม่มีอะไรน่ากลัว แค่จะถึงปลายทางในเวลาที่ล่าช้ากว่าปกติ
พอสิ้นเสียงประกาศของคนขับ แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ก็ค่อยๆสว่างขึ้นทีละเครื่อง จนทั้งขบวนรถมีแต่แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ
เพราะทุกคนล้วนอยากโทรบอกคนที่บ้านว่าจะกลับถึงบ้านช้า
ตรงนี้เองที่ทำให้พระเอกของเราคิดได้ว่า ทำไมเขาถึงไม่มีใครให้โทรหาบ้าง
นั่นทำให้เขาคิดต่อว่าเขาควรจะมีใครให้รัก ให้เป็นห่วงบ้าง ด้วยอายุขนาดนี้แล้ว
เขาควรจะมีภรรยาร่วมเป็นคู่ทุกข์คู่ยากได้แล้ว ..

..



..

คือสถานการณ์ของเหมยลี่มันช่างคล้ายคลึงกับช็อตนั้นมาก
เราเลยค่อนข้างจะไม่เซอร์ไพรซ์
แต่ยังไงก็แล้วแต่เราชอบอารมณ์ตอนที่เหมยลี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ไล่คอนเทคนัมเบอร์ไปเรื่อยๆ
แล้วก็เอาเก็บเข้ากระเป๋าตามเดิมเพราะไม่รู้จะโทรหาใครดี
อือมม ตอนนี้มันโดนจริงๆนะ ใครไม่เคยเหงาคงไม่เข้าใจ
(คือถึงแม้ว่าเราจะไม่ใคร่จะเคยเหงาซักเท่าไหร่ แต่เราเข้าใจฟีลอยู่นะ)

และแล้ว..ก็มีคนโทรมาหาเหมยลี่ค่ะ
"สงกรานต์นี้ .. คุณลี่ยังว่างอยู่หรือเปล่าครับ"

พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก
วินาทีนั้น เราคิดถึงเพลงนี้ของโบ (TK)
ท่อนฮุคเช่นกัน

"แล้วเขาจะเดินเข้ามา
ยื่นมือดึงให้ชั้นนั้นเห็นแสงทางข้างหน้า
เติมพลังชีวิตให้ฉันได้พบกับตา
ในวันที่ฉันนั้น ไม่มีใคร
เขาจะเดินเข้ามา
เติมใจที่ท้อแม้ให้มีเรี่ยวแรงขึ้นใหม่
ทำให้ฉันเรียนรู้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในใจ .."


ไฟสว่างพรึ่บบบบบบบบบ
"นี่เบอร์ผม อย่าลืมเมมไว้ด้วยนะครับ"

แอร๊ยยยย

เกิดอาการเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ
แต่สองเราก็ยังหมุนรอบตัวเอง
เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ
แต่สองดาวยังเปล่งแสงงดงามให้แก่กัน

นั่นนน มันต้องได้อย่างนั้น

..

อ่ะก่อนที่จะจบ ขอพูดให้ครบก่อน
พอดีพูดถึงดาวแล้วเลยคิดขึ้นได้ว่า
สองเงาในเกาหลี นี่จริงๆแล้วมันมีช็อตก้องกับพิณไปดูดาวด้วยนะ
เป็นอีกตอนในหนังสือที่เราชอบมากเช่นกัน
ดังนั้นคงต้องขอแปะให้อ่านกันเสียหน่อย


" ทำไมคุณถึงชอบดูดาว "
พิณถามก้องในระหว่างที่ทั้งสองกำลังแบกเป้ใบโตเดินอยู่ริมแม่น้ำ
" ผมว่ามันเป็นส่วนผสมของวิทยาศาสตร์และจินตนาการที่แปลกดี "
" ดาวของคุณเป็นห้าแฉก หรือเป็นวงกลม "
" ดาวของผมเป็นวงกลม "
" ดาวของฉันเป็นห้าแฉก ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าดาวเป็นวงกลม "

ตอนเด็กๆก้องก็วาดรูปดาวเป็นห้าแฉก และเคยเชื่ออยู่อย่างนั้นตั้งนานสองนาน
แต่พอเวลานานผ่านไป อะไรๆในชีวิตก็สมจริงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่รูปทรงของดวงดาว
และหลังจากที่ได้นั่งดูดาวครั้งที่คลาสสิคที่สุดในชีวิตของพิณกันสองคนในท้องฟ้าจำลอง
ก้องจึงคืนคำถามให้พิณ

" ตอนนี้ดาวของคุณเป็นห้าแฉกหรือวงกลม "
" ฉันเห็นว่ามันเป็นวงกลม แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นห้าแฉก "

...

คุณ เรามาแลกไดอารี่กันเขียนวันนึงไหม ... ก้องชวน
และนี่คือสิ่งที่พิณเขียน ...

ฉันไม่ชอบคนรีบร้อนกับบางเรื่องที่ไม่ควรรีบ
แล้วฉันมาบอกคุณทำไมเนี่ย
วันนี้ฉันหมดหน้าที่แค่นี้ล่ะนะ

ฉันเอง

(ปิดท้ายได้คล้ายๆกับเรื่องมาม่าต้องรอเวลา๓นาทีเลยนะ ว่าป่ะ)

..



..

ส่วนอันนี้มาม่าสูตรข้าพเจ้าเอง
ชอบแบบอืดๆอ่ะ (นี่ตอบแบบไม่มีซับเท็กซ์อะไรเลยนะ)
๕๕๕ เอาแบบจริงๆ
แบบว่าชอบมาม่าเส้นนิ่มๆ ต้มนานๆ จนน้ำซึมเข้าไปในเส้นอ่ะ
ลองเอาไปเทียบกับความรักดู เออ มันก็เหมาะกับเราดีนะ
ดูกันยาวๆ ไรงี้ ยืนระยะดี
อิอิอิ

..


เออ
ว่าแต่เพิ่งนึกได้ว่า
หนังสือเล่มใหม่ของคุณก้องทรงกลด
ก็ชือ "ดาวหางเหนือทางรถไฟ" นี่หว่า

..




..

หนีทั้งเรื่องดาวหางทั้งเรื่องทางรถไฟไม่พ้นเลยเนอะ



..

ลืมไปอีกเรื่อง
จะบอกว่ารู้ล่ะ ว่าทำไมบทในเรื่องรถไฟฟ้าฯ
มันเหมือนได้อิทธิพลมาจากสองเงาในเกาหลีเยอะ

..



..

ยั้งยังไม่พอค่ะ
นสพ.มติชนยังเอาบทความสัมภาษณ์พี่เคนมาลงอีกว่า

เคนบอกว่าตอนนี้เขามีแผนอยากทำอะไรมากมาย
ไม่ว่างานถ่ายภาพที่รัก งานเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ที่ชอบ
งานผู้กำกับละครที่สนใจ แต่ทุกอย่างไม่รีบ
ไม่รีบเหมือนอีกความฝันในใจ คือ การนั่งรถไฟสายไซบีเรียท่องเที่ยว

"ผมเพิ่งมารู้ตอนใกล้ๆ จะแต่งงานว่ามีรถไฟเส้นทางนี้
ตอนนั้นไปญี่ปุ่นกับคุณหน่อยได้ดูรายการโทรทัศน์
เห็นเขานั่งรถไฟแล้วถ่ายเป็นสารคดีบนนั้น
เห็นคนหลายชาติใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนรถร่วมกัน
แล้ววิวก็มหัศจรรย์มากเลย
แต่พอถามคุณหน่อยไปมั้ย เขาไม่ไป ไม่ใช่แนว
แต่ก็คิดนะว่า ถ้ามีโอกาสพอลูกโต ผมอาจจะไปกับเขา
หิ้วกล้องไปกันสองคนพ่อลูก"


กีซซซซซซซซซ
อะไรกันค้า ครือนอกจากเรื่องบังเอิญของหนังกับหนังสือที่กล่าวมา
แล้วพี่เคนยังจะมามีความฝันอันเดียวกับคุณก้องอีกเหรอ
เรื่องนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียน่ะ
คุณก้องกับพี่เคนนี่มันยังไงๆกันอยู่นะเนี่ย
ใครเป็นใครปลอมตัวมากันแน่
เอิ๊กกกกกกกก


เนี่ย
จนตอนนี้อยากจะตั้งชื่อหนังสือให้คุณก้องใหม่แล้วนะว่า
ดาวหาง(แมคไบร์ท)เหนือทางรถไฟ(ฟ้า)

๕๕๕

..

เอาล่ะค่ะ
ปิดท้ายขอจบด้วยความเห็นน่ารักๆคห.หนึ่งเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในกระทู้ห้องเฉลิมไทย
อ่านแล้วยิ้มมมมากมายค่ะ
อยากให้ได้อ่านกัน

..

ความคิดเห็นที่ 16

วันนี้
ผมก็ไปดูหนังเรื่องนี้มา คนเดียวเหมือนกัน
เพราะ โทรไปนัดเพื่อน สุภาพสตรี
(เพื่อน จริง จริง นะฮะ)
ว่าวันอาทิตย์นี้ ว่างไหม
ไปดู รถไฟฟ้า ฯ กันเหอะ
เพราะเท่าที่ผม ผ่าน ๆ จาก พรีวิว
ทั้งของเพื่อน ๆ ในเฉลิมไทยนี้
และจาก สื่ออื่น ๆ
เลยคิดว่า

ยัยนี่
น่าจะได้ไปดูจังเลย
เนื่องจาก ว่าเธอ
ดูเหมือนว่าจะมีอะไร
ที่คล้าย ๆ กันกับเนื้อหาในเรื่อง
หลายอย่าง ทีเดียว
เช่น
อายุ สามสิบ Up
โสดสนิท
ขี้เหงา
ฯ ล ฯ

เธอบอกว่า ไม่ว่าง
ติด โอ ฯ เต็มเวลา
นายไปดูก่อนเหอะ
ไปดูมาแล้ว
ก็ช่วยตัดสินใจด้วย
ว่าฉันควรจะไปดูหรือเปล่า
มา พรีวิว เกลี้ยกล่อมด้วย
แต่ ห้าม สะปอยล์ . . .

. . .

พอวันนี้ ผมออกมาจากโรง
ก็รีบ กระหืดกระหอบ
โทรไปหาเธอทันที
รีบบอกว่า
พอฉันดูแล้ว รู้สึกว่า


เ รื่ อ ง นี้

เ ธ อ พ ล า ด ไ ม่ ไ ด้ เ ด็ ด ข า ด


อาทิตย์หน้าไม่ทำโอฯแล้วใช่ไหม
เราไปดูด้วยกันนะ
ฉันจะไม่ พรีวิวอะไรทั้งสิ้น
แต่ก็เพียงนึกซุกซ่อนไว้เล็ก ๆ ว่า
พอเธอดูหนังเรื่องนี้แล้ว

อาจจะชายสายตามามองใครบางคน

ที่ไม่ได้หล่ออย่าง นายลุง
ไม่ได้เป็นวิศวกร อย่าง นายลุง
ไม่ได้ Perfect อย่างนายลุง

แต่ก็อาจจะ มีความสามารถพอ

ที่จะ

ดึง

เธอ

ลงมาจากคาน

ก็ได้

. . .


ผมพูดจบแล้วก็ กัดลิ้น กลั้นหายใจ
รอฟังคำตอบ
เธอ อึ้ง ไปวิบนึง
แล้วก็ตอบมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า

ไปก็ได้วะ.


ดังนี้ ขอรับ.


แฮ่ . . .

จากคุณ : พจนารถ๓๒๒




น่ารักเนอะ


ส่วนจขบ.ก็ได้แต่ห้อยโหนหวนอยู่บนคานทองฝังเพชร
พร้อมจิ้นตัวเองเป็นเหมยลี่
และก็มีความสุขแบบเพ้อๆกับหนังโรแมนติกคอมมาดี้ไปวันๆ
ดังนี้เช่นกัน ขอรับ


..





..

อ้อๆ
เกือบลืมของแถมแน่ะ
จำได้ว่าตอนเด็กๆ ตอนที่อ่านสารานุกรม
เวลาจบแต่ละบท เค้าจะมีบอกตอนท้ายไว้ว่า
ถ้าคุณชอบอ่านเรื่องนี้ คุณก็น่าจะสนใจเรื่อง .. นี้นั้นโน้น
ก็เลยของเอาอย่างบ้าง
คือถ้าชอบเรื่องเกี่ยวกับเที่ยวกรุงเทพฯหรือชอบการนั่งรถไฟ
ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือข้างล่างนี้นะคะ
น่ารักและสนุกดีค่ะ

..



..

(ส่วนการ์ตูนเรื่องรถไฟฟ้าอ่านจบแล้วจะพบว่ามันเป็นปฐมบทของหนังน่ะค่ะ)


ปล.
ทั้งหมดนี้เป็นเขียนเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปหลายอาทิตย์นะคะ
บางอย่างเลยอาจจะไม่อัพเดทเท่าไหร่
แบบว่าอั๊พบล๊อกทีกว่าจะเสร็จ เล่นเอาเหนื่อยยยย



 

Create Date : 23 ตุลาคม 2552
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2552 18:37:35 น.
3 comments
Counter : Pageviews.

 

หมากเตะ .. โลกตะลึง

..



..

ก็ตะลึงตึ่งตึงกันไป หลังจากที่ตั้งใจว่าจะไปดูแล้วก็ต้องอดดูเพราะว่าไม่ได้ฉาย
ด้วยเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จริงๆตอนดูตัวอย่างที่ตัดมาก็ไม่ได้รู้สึกอยากดูอะไรเป็นพิเศษ
ออกจะไม่ค่อยชอบซะด้วยซ้ำเพราะด้วยว่าเป็นคนไม่ค่อยโปรดหนังตลกซักเท่าไหร่
แล้วตอนที่นั่งดูตัวอย่างไปก็ไม่คิดซะด้วยสิว่ามันตลกคือคิดว่าพยายามจะขำ แต่เราไม่ฮาอ่ะ)
แต่ด้วยเคยตั้งใจไว้ว่าอยากจะไปพิสูจน์ฝีมือของผู้กำกับแฟนฉันให้ครบทุกคน
ก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ยังไงก็จะต้องไปสนับสนุนคุณพี่ปิ๊งอีกคน
หลังจากที่เคยสนับสนุนคุณพี่เอสกับคุณพี่ย้งมาคนละสองรอบจากกับเพื่อนสนิทและเด็กหอ
และหลังจากที่เกิดเรื่องเกิดราวก็ติดตามข่าวสารจากในพันทิปมาโดยตลอด
มีเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง .. เป็นไปตามอคติในใจบ้าง หรือคล้อยตามเหตุผลของคนอื่นๆบ้าง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะพูดหรือออกความเห็นอะไรก็เป็นไปได้แบบไม่เต็มปาก เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตาตนเอง
ได้แต่ฟังตามกันมา หรือเค้าว่ากันว่า .. (ซึ่งใช้ไม่ได้ตามหลักกาลามสูตร)
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะยังไงก็คงไม่ได้ดูแล้ว

.. จนเมื่อวานนี้คุณกิ๊บเพื่อนรักบังเอิญได้บัตรเอ๊ยได้สิทธิ์ของสื่อ(สารมวลชน)
โทรมาบอก "ไปเบิ่งหมากเตะกันแมะ !!!"
โอ้ ถึงกะละล่ำละลักตกปากรับคำ "เฮ้ยยย ดูดิดู ที่ไหนอ่ะ"
"ก็ที่จีทีเอชอ่ะแหละ" "อะเค ได้เลย แต้งกิ้วหลายๆเลยเพื่อน"
(เคยเห็นแต่รูปว่าออฟฟิศนี้งามหลาย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว)


.. ไปถึงประมาณหกโมงกว่าๆ ปรากฏว่าต้องรอแป๊บนึงเพราะว่ากะลังฉาย Season Change อยู่
คนตรึมเลย ทั้งคุณพี่เก้ง และคุณผกก.แฟนฉันทั้งหลาย เป็นต้น
(อู้หู .. เขียนบล๊อกนี้ตอนที่เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยยังไม่เข้าโรงอ่ะคิดดู นานมาากก)

เออแล้วตอนที่คุณผกก.หมากเตะเค้ามาเปิดประตูให้เข้าไปดูหนังเค้าง่ะ
เราแอบสงสารเค้าจริงๆนะ คือเค้ายิ้มมมมนะ ยิ้มเยอะ แต่เป็นยิ้มแบบเศร้าๆนิ
ยังหันไปบอกนังกิ๊บเลยว่า เฮ้ย แม่ง สงสารว่ะ
แต่นังแพร์เพื่อนรักมันก็บอกว่า เฮ้ย ชิวๆ แค่นี้สู้ได้ สบายๆ
อ้อๆ ลืมบอกไปว่า ได้ดูพร้อมกับ แวนด้า พิธีกรกบนอกกะลาด้วยง่ะ ตัวจริงสวยอ่ะ น่ารักดี
แล้วก็มีใครอีกน้า อ๋อๆ ครูเจี๊ยบ(วรรธณา)กะสามีด้วย ก็มีคนดูประมาณยี่สิบกว่าคนได้มั้งรอบนี้

Lucky Loser

.. และแล้ว ความรู้สึกเมื่อดูหนังจบ ก็คือ ..
ดีใจที่เราได้มีโอกาสดูและน่าเสียดายสำหรับทั้งคนไทยและคนลาวจะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ..
ทั้งๆที่ในความรู้สึกเราหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ซึ้งใจในความดราม่าจนน้ำตาคลอ
ไม่ได้ฮากับมุขจนตกเก้าอี้อะไรอย่างนี้
แต่มันเป็นอารมณ์อมยิ้มกับความขำนิดๆซึ้งหน่อยๆที่ให้ความรู้สึกดีๆ
กับความตัดกันไม่ได้ขายกันไม่ขาดของไทยและลาว
ซึ้งกับการต่อสู้ภายในจิตใจระหว่างหน้าที่กับความรัก(ชาติ)ของโค้ช
เอ็นดูพระนางที่เสมือนเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นความพยายามที่จะให้ไทยและลาวเท่าเทียม
เพราะเอาง่ายๆเลยนะ ที่นางเอกเป็นคนไทยแล้วไปแอบรักพระเอกที่เป็นนักฟุตบอลลาวเนี่ย
เราว่ามันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาเลยนะว่า เฮ้ยย หนุ่มลาวอ่ะเจ๋งนะ อะไรอย่างนี้
อ้อๆ และที่สำคัญจะขาดไปเสียมิได้คือ หนังให้อารมณ์แอบหวังว่า ..
เฮ้ยยย .. ถ้าวันไหนไทยได้ไปบอลโลกนะ พวกเราก็จะเป็นเหมือนในเรื่องนี้แหละคือ ..
จะนั่งเชียร์ด้วยความไร้กังวล จบสกอร์เท่าไหร่ก็เท่านั้น แพ้ก็ช่างมัน ..
เพราะขอแค่มีโอกาสได้เชียร์ทีมชาติบ้านเกิดของตัวเองในทัวร์นาเม้นใหญ่ขนาดฟุตบอลโลก ..
มันก็เป็นอะไรที่ได้ใจสุดๆแล้ว ..

และเรื่องราวคร่าวๆก็เหมือนกับที่เราอ่านเรื่องย่อมานั่นแหละ ที่ว่า ..
สมมตินะ สมมติ..
สมมติว่า มีโค้ชฟุตบอลไทย คนหนึ่ง ชื่อ พงศ์นรินทร์ อุลิศ เก่งกาจขนาดคุมทีมพรีเมียร์ชิพ
สมมติ ให้ พงศ์นรินทร์มีฝันสว่างไสว อยากเป็นโค้ชทีมชาติไทย
สมมติให้เวอร์อีกนิด พงศ์นรินทร์ มีน้าเป็นสาวใหญ่บ้าหวย รวยบอลชื่อ เจ๊มิ่ง
แกประกาศกร้าว ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะทุ่มเป็นสปอนเซอร์ให้สมาพันธ์ฟุตบอลไทยสานฝันหลานรัก
พา "บอลไทยไปบอลโลก"
สมมติ พระเจ้าร่วมสนุก เนรมิตให้เจ๊มิ่ง ถูกล็อตเตอรีชุดใหญ่ 184 ล้านบาทเข้าจังเบอร์ !
สมมติ เรื่องเริ่มพลิกล็อก สมาพันธ์ตลบหลังแต่งตั้งโค้ชบราซิล พงศ์นรินทร์อกหัก
เจ๊มิ่งบันดาลโทสะตวาดแว้ด เอาเงินไปให้ทีมลาวยังดีกว่า
และ "ลาวจะไปบอลโลก" (ให้ได้)
สมมติ ไปกันใหญ่ให้น่าตื่นเต้น เมื่อทีมชาติลาวเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ นักเตะบาดเจ็บยกคัน
สมมติ ตามประสาคนมีอารมณ์ขัน ให้นักเตะ “ซาดลาว” ชุดใหม่ ประกอบด้วย
ศูนย์หน้าร่างโย่ง ที่แทงสนุ๊กได้โดยไม่ต้องใช้เรสต์
กองกลางพันธุ์ดุ วิ่งได้ไม่มีหมดอาชีพเก่าเจ้าหน้าที่จับหมาจรจัด
กองหลังพลังช้าง ถีบเตะบอลทิ้งจากประตูฝั่งหนึ่งไปข้ามคานอีกฝั่ง
ผู้รักษาประตูจอมหนึบ อดีตเด็กโยนแตงโมในตลาด ฯลฯ
สมมติ ตามประสาคนมีอารมณ์มัน ให้ “ทีมลาว โค้ชไทย” และ “ทีมไทย โค้ชบราซิล”
ต้องโคจรมาพบกันในรอบตัดเชือก ไทย - ลาว
โดยมีตั๋วฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมันเป็นเดิมพัน ใครแพ้บ่ได้ไปบอลโลก ..

ในเรื่องสมมติสารพัดสารเพเหล่านี้มันมีอะไรที่
ให้ความรู้สึกดีๆมากกว่ามุขตลกบ้าๆบอๆที่ตัดมาเป็นทีเซอร์และเทรลเล่อร์ที่เราเห็นๆกัน .. เยอะ

.. มันเป็นเรื่องที่สอนให้เรารู้จักฝัน และทำความฝันของเรานั้นให้มันเป็นจริง
มันอาจจะยาก มันอาจจะดูเพ้อฝันที่พูดไปแล้วเหมือนเป็นเรื่องอิมพอสสิเบิ้ล
แต่มันก็เกิดขึ้นได้นะ ... ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจ
นอกจากนี้เหนือสิ่งอื่นใด ที่สุดแล้วถ้าเราเต็มที่กับมันแล้วแต่ก็ยังทำมันไม่สำเร็จ ..
แต่ความใจสู้ของเราก็จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ
และเราก็จะภูมิใจ ในชัยชนะของเรา ... นั่นคือการ ชนะใจ นั่นเอง ..
เหมือนกับที่ลาวพยายามจนเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก
(แม้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปเตะรอบคัดเลือกจากการเป็นทีม Lucky Loser ก็ตาม)
แต่การที่มีโอกาสได้แข่งไปบอลโลก 3 นัดแม้ไม่ชนะใคร ได้ 0 เสีย 17 ตกรอบ
แต่นักฟุตบอลลาวก็กลับลาวอย่างภาคภูมิใจคนลาวทั้งประเทศ ..

สรุป .. ประทับใจ .. ใช้ได้
แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างกับการดำเนินเรื่องที่อาจจะอืดไปในบางที
กับมุขตลกที่ไม่ต้องมีและใส่เข้ามาก็ได้
(เราว่ามุขที่ท่านฑูตลาวไม่พอใจ ให้ถอดออกไปได้เลยทุกมุขเพราะเรื่องนี้มีดีและขำได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งบทพวกนี้เลย)
และแม้อารมณ์ดราม่าจะไม่ได้เรียกน้ำตา แต่ว่า มันก็ทำให้เห็นแง่คิดได้ในหลายๆเรื่อง
ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ แง่คิดเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทย
ที่นักบอลลาวถาม "ไปเฮ็ดหยังละบอลโลก"
อันนี้เราว่าไม่ได้เป็นการดูถูกคนลาวว่าไม่รู้จักบอลโลกนะ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น
ก็ตรงที่เจ๊มิ่ง ตอบกลับไปไงว่า "ไปเพราะกูอยากไปว้อยยยย" นั่นแหละ
แง่คิดเรื่องความสัมพันธ์ ก็มียกตัวอย่างเวลาที่ลาวกับไทยทะเลาะกัน
(เพราะเรื่องดูถูกดูผิดอะไรอย่างนี้นี่แหละ)
พอเรารู้สึกตัวเราก็ต่างยกมือไหว้ขอโทษกัน แล้วบอก "ลาวกับไทยก็คือกัน"
โอ้โห ... ฉากนี้ดีนะ เราว่าซึ้งเลยอ่ะ
แง่คิดต่อไปก็เรื่องหน้าที่กับความรัก เราจะเลือกสิ่งไหน
เหมือนตอนที่โค้ชพงษ์แกนำทีมลาวมาเตะกับไทยในราชมังคลากีฬาสถานอ่ะ
โค้ชแกจะทำยังไง ระหว่างการทำให้ลาวเข้ารอบบอลโลกให้ได้ ..
(เพราะแกเป็นโค้ชและนี่หมายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบรวมถึงความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและความไว้วางใจของลูกทีม)
กับการล้มบอลเพื่อทำให้ลาวแพ้ แล้วไทยจะได้ไปบอลโลกตามความฝันของคนทั้งชาติ
รวมทั้งเป็นความฝันและความปรารถนาตั้งแต่เด็กของตัวแกเองด้วย
ที่จะได้เชียร์ทีมชาติบ้านเกิดของตัวเองในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย .. ซักครั้ง
ฉากที่เพลงชาติขึ้นตอนที่ลาวกับไทยเจอกันแมทช์ตัดเชือก
แล้วตอนที่โค้ชแกร้องเพลงชาติทั้งลาวและไทยอย่างเต็มเสียงและรู้สึกกับมันจริงๆ
ในขณะที่ตอนเพลงชาติไทยขึ้นโค้ชฟุตบอลฝรั่งกลับไม่รู้สึกอะไรเลย ก็สื่ออะไรได้หลายอย่างนะ
ฉากนี้นี่ก็เลยทำเอาจุกๆเหมือนกัน ด้วยความกินใจ
แง่คิดถัดไป เป็นเรื่องของความหวัง ความตั้งใจ และความเชื่อมั่น ที่จะฝ่าฟันไปให้ถึงคำว่า "ผู้ชนะ" ให้ได้
เป็นฉากที่โค้ชพงษ์ ไปเห็นเด็กสองคนเอาลูกบอลจุ่มโคลนไปปั๊มติดไว้ที่กำแพง
โค้ชเห็นเป็นผลฟุตบอลก็ถามเด็กว่า ทำไปทำไม .. เด็กบอกประมาณว่า
ตาเค้าทำเวลาลาวแพ้ทีมไหน ก็เอาบอลมาปั๊มไว้ที่กำแพง เหมือนเป็นแต้ม แพ้-ชนะ
(ซึ่งเยอะมากและเป็นผลแพ้ทั้งนั้นเลย)
โค้ชก็เลยบอกเด็กว่า งั้นให้เตรียมคิดไว้เลยนะว่าถ้าลาวชนะ จะทำยังไง
(หมายถึงจะคิดสัญลักษณ์ในการปั๊มผลบอลเวลาชนะยังไง)

อิอิ .. แล้วก็มีอีกประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็นแง่คิด
แต่เป็นเรื่องที่อยากถามผกก.ที่สุดว่า "คิดได้ยังไงเนี่ย .. มุขนี้"
..ซีนที่ตุ๊กตา(นางเอก)เค้าโทรไปหาแสงเหล็ก(พระเอก)
ตอนที่แสงเหล็กกำลังทานดินเนอร์อยู่กับเพ็ดสะหวัน(ซึ่งปีนั้นได้เป็นมิสยูนิเวอร์ส)
คือมิสยูนิเวอร์สเค้ามาปลื้มๆแสงเหล็กเลยเหมือนจะจีบๆ แต่แสงเหล็กก็ชอบตุ๊กตานั่นแหละ
ทีนี้โทรมาตอนแสงเหล็กไปเข้าห้องน้ำก็เลยไม่ได้รับสาย
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันเพราะพระเอกต้องซ้อมส่วนนางเอกก็ต้องกลับมาเรียนหนังสือที่ไทย
แล้วพอทีมชาติมาแข่งที่ไทยเลยได้เจอกัน นางเอกเลยตัดพ้อนิดหน่อยว่า

"ใช่สิ..ก็เค้ามันมิสยูนิเวอร์ส แต่เรามันแค่ มิสคอลล์...."

โอ้ ฮากันทั้งโรง โอ้ยยยย ซื้อๆๆ มุขนี้ขายเท่าไหร่อ่ะ มันฮามากมาย
ฮามากกว่าย้อมขนจั๊กกะแร้กะนั่งขี้มูกแข็งในห้องเย็นตั้งเยอะแน่ะ(จริงๆนะ)
นั่นแหละ แล้วจบสุดท้ายก็ได้อารมณ์เออ เมื่อไหร่ไทยได้ไปบอลโลกนะ
ไม่อยากให้เจอหรอกทีมโนเนม
นี่ มันต้องเจอบราซิล เจออังกฤษ เจออิตาลี เจอเยอรมัน อะไรแบบนี้ไปเลย
เพราะแพ้เท่าไหร่ก็ไม่แคร์หรอก แต่จะดีใจซะด้วยซ้ำที่นักบอลบ้านเราจะได้เล่นกับ
โรนันดินโย่ โอเว่น เบ็คแฮม ฯลฯ คิดดูสิ มันน่าดีใจขนาดไหน
ได้ไปบอลโลกจริงๆเมื่อไหร่จะให้ทุบกระปุกไปเชียร์ถึงขอบสนามก็ยังได้เล้ย ..
ว่าแต่ ... เมื่อไหร่ดีอ่ะคะพี่ !!

..



..

ปล. สู้ต่อไปนะนักเตะไทยและคุณผกก.



 

โดย: LunarLilies* 1 พฤศจิกายน 2552 17:50:54 น.  

 



ของแถม












 

โดย: LunarLilies* 1 พฤศจิกายน 2552 17:53:04 น.  

 

พี่เป้...อย่ามัวรอให้มาม่าอืด
เพราะนอกจากมันจะเย็นชืดแล้ว อาจจะไม่ทันกินด้วย
(เพราะชาวบ้านจะเอาไปกินซะก่อนอ่ะดิ 5555++)

ปล.แม้ไม่ได้ keep in touch กันตลอดเวลา
แต่ไม่เคยรู้สึกว่าไม่คิดถึง ^^

 

โดย: G IP: 118.173.151.95 16 พฤศจิกายน 2552 23:28:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

LunarLilies*

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

Life is ...
a journey taken on train
with fellow travellers
at a window pane ...
I may sit beside you
all the journey through ,
or I may sit elsewhere ,
never knowing you ...
But if fate should make me
sit down by your side.
Let's be pleasent travellers
...


It's so short a ride !
...


กรุณาส่ง ...
" บัวกลางแสงจันทร์ "

...




...



เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา

?
นั่งอยู่คนเดียว มันเปลี่ยว มันเหงา
เขาไม่มาสนใจ ใครจะไปทางไหน
สุดแท้แต่ใจเขา
มากมายปัญหา ที่เกิดขึ้นมา
โยนไปบนท้องฟ้า
เรา มันแค่ ลูกหมา ตาดำดำ
สุดแท้แต่ใจ ของใครจะฝัน
อย่ากีดกั้นมันด้วยความรู้สึก
ตรวจตราตรึกตรองด้วยความสำนึก
ว่าลึกๆ นั้นเบียดเบียนผู้ใด
และใครๆ ในโลกไม่โศกไม่เศร้า
เราไม่มีกังวล ทุกข์ที่เราผจญ
นั้นเพียงอณู
หากเปรียบกับโลกที่ใหญ่เท่าฟ้า
ดวงดารานับพัน จักรวาลยิ่งใหญ่กว่านั้น
ฉันก็ตัวนิดเดียว
...Cha...da...Cha...
เอาอะไรกันมาก
จะเอาอะไรกันมาก
อีกไม่นานก็ตาย
อีกไม่นานก็ตาย
ตาย...
แค่เรื่องนิดเดียว
?

If you never say goodbye
To the best thing in your life
There are things you don't
appreciate at all
So it's best that you don't try
Holding back the time
Are you ever gonna be
Quite satisfied
Postcards from heaven
Go to where you belong
Never find the perfect situation
Till you know where you're from
If you ever say goodbye
No regrets, I won't ask why
And I wish you all the best love
In the world
Should you ever change your mind
Holding back the sunshine
Why you ever gonna be
Quite satisfied ...
?

ฉันต่อเรือ ด้วยหัวใจ เตรียมพร้อม
เดินทางไป ท่องทะเลดูสักที
คลื่นลม นั้นรุนแรง รู้ดี
แต่เสียงหัวใจที่มี บอกฉันให้ลอง
ออกไป...เผชิญกับมัน
หาก...อยากเห็นพื้นแผ่นดินสดใส
แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป
ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น
แล้ว...อีกเมื่อไรจะถึงฝั่งฝัน
ต้องขอไปตามใจซักวัน
ออกตามฝันซักที...
ในบางครั้ง มันต้องเสี่ยง แม้รู้
ว่ามีเพียงเศษเสี้ยวที่จะสมหวัง
แต่หาก เสียงหัวใจร้องดัง
เกิดมามีเพียงหนึ่งครั้ง
ลองใช้ครั้งหนึ่งกับฝัน ให้มันได้รู้
หาก...อยากเห็นพื้นแผ่นดินสดใส
แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป
ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น
แล้ว...อีกเมื่อไรจะถึงฝั่งฝัน
ต้องขอไปตามใจซักวัน
ออกตามฝันซักที...
มีใครเคยบอกไว้
ว่า ... อย่า อยู่ อย่าง อยาก
เลือกแล้ว...ต้องลองให้รู้
แม้คลื่นลมจะแรง จะขอนั่งเรือไปสู่
ต้องลอง...ให้รู้...กันไป
?



" Letter from ship to the lighthouse "

ดวงไฟประภาคารสวยล้ำค่า
ยามที่เราล่องเรืออยู่ในทะเลลึก
จนหาทางกลับไม่ได้
แต่เราจ้องดูดวงไฟเพียงให้รู้ว่า ...
เราควรเดินหน้าไปทิศทางใด
ใช่ว่าเราจะต้องเบนหัวเรือเพื่อมุ่งไป
จอดเทียบท่าหน้าประภาคาร
... เสียเมื่อไหร่
...


Carpe Diem!
(Seize the day)



...


...

lost T I M E is never found again



Let your life lightly dance on the edges of Time
like dew on the tip of a leaf
...



พ ร ะ จั น ท ร์ . . วั น นี้

CURRENT MOON

Her Orbit ...

The planet rotates on its on
axis as usual
Never speeding up
Never slowing down
... day by day
...
Everything changes anyway
A new life is born
A child gets older
An elder is gone
...
Just only the most fantastic thing
it remains in same way
...
She keeps missing him as usual
Never speeding up
Never slowing down
...
... day by day ...

...

Photobucket
...






บทความใหม่ล่าสุด



Sayonara Fukuoka


...











































 
Group Blog

 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
23 ตุลาคม 2552

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add LunarLilies*'s blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.