Bloggang.com : weblog for you and your gang

"The reason a person is incapable of doing his job perfectly, faultlessly
is that he is always far too concerned with
getting something and being something
always motivated entirely by his own desires.
As a result, he is not the master of himself
and cannot be consistently good, honest, and fair.
In every case of failure and ruin, the root cause is slavery to desire."
- ท่านพุทธทาส

Group Blog

 
All blogs

 

เจ้านกกะปูด

ข้าง ๆ คอนโดที่จขบ.อยู่ มีที่ร้างแปลงเล็ก ๆ อยู่แปลงหนึ่ง ที่ร้างนี้ค่อนข้างรกครึ้ม (แม้จะมีการถางไปบ้างนาน ๆ ครั้ง) จขบ.อยู่ชั้นสอง หน้าต่างหันไปทางที่ร้างพอดี หันไปเห็นต้นไม้ก็ดีเหมือนกัน

เมื่อตอนอยู่ใหม่ ๆ ได้สักสองสามเดือน วันหนึ่งตอนเช้า ๆ ก็เห็นนกสวยที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แลดูโคตร exotic (ในสายตาข้า) เป็นนกตัวดำปีกสีส้ม ตัวใหญ่เกือบเท่าไก่ จขบ.เห็นทีแรกยังแปลกใจ รู้สึกเลือนลางว่านกที่ไหนหลุดจากสวนสัตว์มา

ต่อมาภายหลัง เดือนซึ่งเป็นเพื่อนในออฟฟิศ และเคยอยู่ชมรมดูนกมาก่อน ก็บอกว่านกนี่เป็นนกกะปูด ที่จริงไม่ต้องอยู่ชมรมดูนก เดือนก็อาจจะรู้อยู่แล้ว เพราะเดือนเป็นคนนครสวรรค์ เวลาเดินไปข้างทาง เดือนชี้บอกได้เป็นส่วนใหญ่ว่าต้นไม้ไหนเป็นต้นอะไร เดือนเคยเล่าว่าตอนเด็ก ๆ แถวบ้านเป็นชุมทางส่งข้าว จะมีเรือส่งข้าวใหญ่ ๆ มาส่ง และมีรถขนข้าวมารับไป ตรงที่มีชุมทางข้าว ก็จะมีชุมชน มีผู้คนมารวมกัน มีตลาด

จขบ.รู้สึกแปลกพิลึกเวลาที่รู้ว่านกตัวนั้นเป็นนกกะปูด เพราะชื่อมันไม่เพราะ เมื่อก่อนตอนอ่านหนังสือสมัยเด็ก ๆ เวลามีนกกะปูด หรือได้ยินเพลงทำนองนกกะปูดตาแดง น้ำแห้งก็ตาย (ทำไมตายล่ะ แกเป็นปลาเรอะ) จขบ.จะสิ้นไร้จินตนาการ ในหัวเห็นเป็นรูปโครงนก มีป้ายแขวนว่านกกะปูด พร้อมความรู้สึกส่วนตัวว่าเมิงชื่อไม่เพราะ สงสัยคงอั๊กลี่ละมัง

เจ้านกกะปูดยังอยู่ในที่ร้างนั้น คิดว่ามีอยู่สองตัว อาจจะเป็นแฟนกัน บางวันก็ได้ยินเสียงร้องแต่ไม่เห็นตัว บางวันก็เห็นตัว นานสักครั้งก็อุตส่าห์บินมาเกาะตรงระเบียงให้เห็นหน้าค่าตา (แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ เพราะติดเหล็กดัด และเพราะพอขยับตัวอีนกกะปูดก็สะดุ้งเฮือกบินหนีไป)

จขบ.ก็ไม่รู้ว่าตัวเสียใจหรือเปล่าที่เป็นคนเมือง เป็นประเภทที่เห็นนกประหลาดแล้วจะคิดโดยอัตโนมัติว่าแกมาจากสวนสัตว์เปล่าวะ จขบ.ก็ยังจินตนาการ (แม้เห็นภาพไม่ชัดเจน) ถึงอดีตตอนไหนสักตอน ที่นกกะปูดสวย ๆ นี่เป็นนกแสนธรรมดาเห็นได้ทั่วไป และนกสวย ๆ อีกมากมายเป็นนกธรรมดาเสียจนไม่มีใครคิดว่าต้องจับมันมาใส่สวนสัตว์ให้เป็นตัวอย่างสำหรับอนุชนรุ่นหลังจะได้เห็นหน้าค่าตา

เจ้ากะปูด
http://i443.photobucket.com/albums/qq153/ParadiseFc/027%20Ban%20Krang/ChMinivet_23.jpg

 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2553 14:47:18 น.  

อย่าเอาตัวเองไปขวาง

ก่อนอื่นต้องสืบประวัติก่อน บล็อคนี้มาจากบล็อคนี้ของคุณม้าม
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mymaam&date=19-11-2009&group=2&gblog=121

คุณม้ามเล่าเรื่อง "คุรุวิพากษ์คุรุ" ของโอโช ตอนที่พูดเกี่ยวกับคาลิล ยิบราน โอโชบอกว่าปรัชญาชีวิตเป็นสุดยอด งานที่เหลือของยิบรานเป็นขยะ (โอโชคะ ซาดิสม์มากค่ะ) จขบ.ก็อืม (และเอ่อ) เพิ่งได้มีโอกาสอ่านเล่มนี้จริง ๆ วันก่อนนี้เอง

ถ้าอธิบายตามโอโช ปรัชญาชีวิตนั้นเขียนโดยปราศจากอัตตา ว่าอีกอย่างคือเพราะมันเป็นงานชิ้นแรก ยิบรานเลยไม่มีอะไรค้ำคอ ไม่มีภาพอะไรให้รักษา ไม่มีอะไรให้เสีย จักรวาลส่งอะไรมาก็เขียนไปอย่างนั้น ส่วนงานอื่น ๆ นั้นมีอัตตา ชื่อเสียง ความคาดหวัง และความเป็นคาลิล ยิบราน มาขวางอยู่ตรงกลาง ดังนั้นจักรวาลส่งอะไรมา ยิบรานจึงเอาความเป็นตัวฉันเข้าไปกรองเสียก่อน ว่าอีกอย่างคือพอเอาตัวเองเข้าไปกรองแล้ว แม้ว่ามันจะ "ดี" แต่มันก็ไม่ "โคตรสด" อย่างปรัชญาชีวิตอีกต่อไปแล้ว

นอกจากนั้น โอโชยังพูดอะไรทำร้ายไส้พุงกันอีกหลายอย่าง เช่นว่ากวีเป็นผู้บรรลุเพียงชั่ววินาที เพราะมันสั้นแค่นั้นไง มันเลยทำให้กลั่นคั้นออกมาเป็นสิ่งงามมาก ส่วนผู้บรรลุจริงนั้นก็เหมือนพระราชาอยู่กลางกองทรัพย์ เหมือนมหาสมุทร กวีเป็นคนเข็ญใจที่นานครั้งจะได้เห็นเพชร และเห็นเพียงหยดน้ำค้างจากมหาสมุทรใหญ่ ก็เพราะมันน้อย มันเลยแสดงออกมาได้อย่างวิลาศอัศจรรย์ ถ้ามันมีเยอะปะล้ำปะเหลือแล้ว มันก็ไม่ต้องเอามาแสดงอีก

อันนี้จขบ.ก็เข้าใจว่าโอโชพูดในฐานะคนบำเพ็ญธรรม (โอโชเป็นครูทางจิตวิญญาณที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง) และจขบ.อดคิดไม่ได้ว่าพี่แกกำลังเหยียบ ๆ ให้คนแค้นเล่น เผื่อจะมีแรงฮึดมาสนใจด้านจิตใจของตัวเองบ้าง แต่ตามตรรกะของโอโชนั้น ผู้บรรลุธรรมทุกคนเป็นกวี ส่วนกวีอาจจะไม่ใช่ผู้บรรลุธรรม อันนี้จขบ.ไม่เห็นด้วยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเข้าใจดีว่า คนที่ "ถึง" นั้น เวลาใช้ภาษามันจะมีบางอย่างที่ "ถึง" และลึกกว่าคนทั่วไปจริง ๆ เหมือนปรัชญาชีวิตของยิบราน (และเหมือนที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า "ภาษาโลก" กับ "ภาษาธรรม")

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จขบ.ไม่คิดว่าความสามารถเชิงกวีเป็นสิ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติ จขบ.คิดว่ามันเป็น additional คือคนที่ใช้ภาษาได้ดี ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวีนั้นต้อง "มีพื้นบ้าง" เพราะอย่างนั้นถึงได้มีผู้บรรลุธรรมบางคนที่ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาทางบทกวี และบางคนก็ถ่ายทอดออกมาทางกวี ท่านพุทธทาสเองก็ชอบเขียนกลอนมาแต่เล็ก และพ่อของท่านก็ชอบเขียนกลอนด้วย

...

แต่ถ้าตัดเรื่องกวีอะไรพวกนี้ออกไปแล้ว จขบ.ก็พอเข้าใจสารที่โอโชพยายามจะบอก ซึ่งเป็นสารเดียวกับท่านพุทธทาสตรงหัวบล็อค กล่าวคือเมื่อไรที่คิดว่า มี "ฉัน" อยู่ มันก็จะนำไปสู่ฉันจะเจ็บ ฉันจะดัง ฉันจะได้ ฉันจะไม่ได้ เมื่อมีฉันโน่นและฉันนี่มากมาย เวลาเขียนหนังสือจึงไม่อาจ "โคตรสด" ได้ เพราะฉันมันบล็อคไว้หมดแล้ว

ที่จขบ.มาเขียนเรื่องอย่างนี้ เพราะตอนที่จขบ.ส่งผู้เสกทรายไปให้คุณวิศิษฐ์ (คนเดียวกะในคำนำผู้เสกทรายนั่นแหละ) คุณวิศิษฐ์ก็ตอนกลับมาว่า ยังมี "ปัน" ในนั้นอยู่ ซึ่งทำให้จขบ.งงงันไปวูบใหญ่ หมายความว่าอย่างไรที่ว่ายังมี "ปัน" อยู่ ก็ปันเป็นคนเขียน ถ้ามันไม่มีความคิดความเชื่อ ไม่มีทัศนคติ ไม่มีปม ไม่มีโลกของปัน มันจะเป็นงานเขียนของปันได้ยังไง

หลังจากที่มึนกับเรื่องนี้พักใหญ่ มาอ่านโอโชจึงได้เข้าใจ มันหมายความว่า "ปัน" ยังคงเอาตัวเองกรองเรื่องราวในเรื่องอยู่ แต่ไม่ได้หมายความไม่ให้เขียนเรื่องปัน ว่าอีกทีควรไปดูเฮสเส (เฮสเสอีกแล้ว) เฮสเสเขียนเรื่องตัวเองทั้งนั้น ไม่มีเรื่องไหนไม่ใช่เรื่องของเฮสเส ปมของเฮสเส ความเจ็บปวดของเฮสเสเลย แต่เฮสเสก็ไม่สนใจเหมือนกันว่าคนจะมองตัวเองยังไง (อะไรทำนองว่า ทำไมลุงคนนี้เขียนเรื่องคล้าย ๆ ชายรักชายหว่า) เฮสเสไม่สนใจ ในลักษณะเดียวกับที่พี่แกเขียนในเรื่องเดเมียนว่าคนเราต้อง "กล้า" รับชะตากรรมของตัวเอง คนที่ปลดปล่อยตัวเองไปได้อย่างนั้น ถึงจะพบอะไรบางอย่างได้

มันเป็นกระบวนการ ทำให้นึกถึงที่คุยกับน้องคนหนึ่ง น้องนั่นบอกว่า ผมจะยี่สิบแล้ว ก็พยายามทำอะไรโดยใช้ปัญญามากขึ้น เราก็บอกว่า พี่จะสามสิบแล้วว่ะ ถึงเวลาไปอีกทางหนึ่ง คือต้องใช้ปัญญา (สมองซีกซ้าย) ให้น้อยลง และใช้ใจ (สมองซีกขวา) ให้มากขึ้น คือตอนเด็ก ๆ นั้นมัน "โง่" อยู่ มันไม่มีความกลัว ไม่มีความคาดหมาย มันเลยเขียนด้วยความอยากและความโง่ มันจึงสดมาก (แต่แอบโง่) แต่พอแก่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็ฉลาดขึ้น แต่ก็เสือกมีความกลัวและความคาดหวังมากขึ้นด้วย ถึงเวลาต้องยอมกลับไปเลอะดินเลอะโคลน ถึงเวลาที่จะ "ยอมโง่" (ในบางความหมาย) เพื่อจะได้ "เต็มที่" ได้

สรุปแล้วก็ไม่รู้อยู่ดีว่า "ปัน" มันจะหายไปหรือเปล่า เพราะกระบวนการทำให้ปันหายไปเป็นเรื่องโคตรยากโหดหิน ถึงอย่างนั้นตอนนี้ก็ค่อยเข้าใจขึ้นมาหน่อยแล้วน่ะนะ

 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2553 16:19:50 น.  

ผ้าทอง (3) ฉบับแก้ไข

อาจจะมีคนเห็นแวบ ๆ ว่าจขบ.อัพบล็อคนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว แต่หลังจากที่พยายามเขียนและแก้หลายครั้ง ก็พบว่ามีอะไรบางอย่างตอนที่เขียนไม่ต้องกับจริตของตัวเอง เขียนไปก็ฝืด ๆ เฝือ ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เลยเก็บใหม่หมด ไว้ค่อยว่ากันใหม่อีกที

หลังจากถามตัวเองดูแล้ว ก็ได้คำตอบว่า ตัวเองไม่ได้อยากเขียนเรื่องว่า "ผ้าทองแต่ละชิ้นหมายถึงอะไร" เพราะเอาเข้าจริงแม้จะทำแบบ formalism (การวิจารณ์วรรณกรรมด้วยการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง) ก็ยังไม่รู้สึกว่าผลที่ออกมาจะนำไปสู่สิ่งที่อยากเขียนเท่าไรนัก อีกอย่างหนึ่งคือเขียนไปก็เยิ่นเย้อยุ่งยาก ดังนั้นจึงเปลี่ยนวิธีเขียนใหม่ เพื่อนำสู่ประเด็นที่อยากพูดดีกว่า

จขบ.ได้ข้อสรุปจากการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่านิยายเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ซึ่งแบ่งตามพัฒนาการและสภาพจิตใจของอุมาในแต่ละช่วงของชีวิต ผ้าทองที่ปักขึ้นในแต่ละช่วงก็สะท้อนตัวอุมาในเวลานั้นด้วย ซึ่งเป็นการสะท้อนแบบเจาะเป็นจุด ๆ เช่นในช่วงชีวิตแรก ซึ่งสภาพโดยรวมของอุมาคือ ยังไร้เดียงสา มีความฝันมาก ผ้าจะเป็นตัวแทนของภาวะแต่ละอย่างในช่วงวัยนั้น เช่น ความรักแบบปั๊บปี้เลิฟ ความทะเยอทะยาน หรือการมองโลกในแง่ดีว่าจะผสานโลกธุรกิจของพ่อกับโลกศิลปะของตัวเอง

ชีวิตของอุมาแบ่งได้เป็นแบบนี้

- ช่วงแรกของชีวิต อุมายังเป็นเด็กสาวที่อ่อนโลก มีความฝัน มองโลกในแง่ดีพอสมควร ยังเชื่อว่าตัวเองปักผ้าไปทำธุรกิจของพ่อไปได้

- ช่วงที่สอง อุมาผิดหวังกับรักครั้งแรก จึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หันมาสนใจเรื่องธุรกิจ ไม่ได้ปักผ้าเป็นล่ำเป็นสันอีก ว่าอีกอย่างคือแม้จะปักผ้า แต่ซุกด้านที่เป็นศิลปินของตัวเองเก็บไว้ก้นตู้ ไม่เอามาเป็นหลัก

- ช่วงที่สาม อุมาสูญเสียทั้งสุขภาพและคนรัก ถูกคีรีจับได้จงใจฆ่าคน และป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ทำให้เหน็ดเหนื่อยกับโลกและย้ายไปอยู่ที่บ้านพักที่ลำลูกกา ช่วงนี้อุมาหมดความปรารถนาที่จะกลับไปยุ่งกับโลกข้างนอกแล้ว จึงกลับมาให้การปักผ้าเป็นหลักในชีวิตอีก เธอใช้ชีวิตอย่างสงบ ปักผ้าผืนสุดท้าย คือผ้าคลุมศพตัวเอง

...

สิ่งที่ จขบ.สนใจที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ อุมาเป็นศิลปิน แต่ความเป็นศิลปินของเธอมันไม่เข้ากับโลกที่เธออยู่ ด้วยเหตุนี้ อุมาจึงใช้เวลาทั้งชีวิต negotiate ระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอก

ในช่วงแรกของชีวิต อุมาเด็ก ยังไม่ต้องรับผิดชอบ จึงยังมองโลกในแง่ดีว่าจะปักผ้าต่อไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่แล้วโลกกลับทำให้เธอพบว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น

อุมาอยู่ในสภาพแวดล้อมของวังใน ซึ่งผู้คนเข้าในศิลปะ มีเวลามากพอจะมาสนใจเรื่องจุกจิกและรสนิยมวิไล ดังนั้นการปักผ้าได้งามจึงทำให้ได้รับคำชม เป็นการทำให้อุมาได้รับการเติมเต็มด้านอีโก้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเสด็จตายลง และอุมาต้องกลับไปบ้าน เธอก็พบว่าโลกข้างนอกไม่ใช่โลกในกล่องแก้วอย่างในรั้งในวัง ผู้คน (โดยเฉพาะผู้คนในสังคมที่พ่อเธออยู่ คือพวกสนามม้า บ่อนชั้นสูง คลับชั้นสูง) ไม่สนใจความงามอย่างละเมียด แต่สนใจอำนาจ เงินทอง ผู้หญิง ตลอดจนสิ่งทั้งปวงที่อุมาเห็นว่าหยาบ อุมาได้พยายามแล้วด้วยความหวังว่าคนจะเข้าใจ ด้วยการปักผ้าทำฉากในงานเปิดตัวคลับของพ่อ แต่สิ่งที่เธอพบก็คือ คนจำนวนน้อยมากที่สนใจฉากอันนั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับกระถางบัวแก้วพ่นน้ำพุได้ที่ใช้เงินทองแพง ๆ ซื้อมาจากเมืองนอก ฉากยิ่งด้อยค่า

นี่เป็นความจริงของโลกที่อุมาได้พบ ต่อมาเมื่ออุมามีรักแรกเป็นผู้ชายนิสัยไม่ดี และพบความจริงที่ทำให้เจ็บปวดมาก เธอก็เลยโตเป็นผู้ใหญ่ และเลิกคาดหวังอะไรแบบฝันเฟื่องอีก เรียกได้ว่าสิ้นภาพลวงตา (disillusion)

มันทำให้อุมาแข็งแกร่งขึ้น แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของการโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ก็คือ มันละทิ้งหัวใจของเด็กไว้ข้างหลังด้วย

...

เมื่อละทิ้งหัวใจของเด็ก อุมาก็ไม่ได้คาดหมายถึงการปักผ้าเพื่อการปักผ้าอีกต่อไป (ความสนุกดื่มด่ำเพียงเพราะได้ทำมันหายไปแล้ว) แต่เพราะธาตุของอุมาก็ยังเป็นนักปักผ้าอยู่ดี เธอจึงหันมาใช้ประโยชน์จากการปักผ้าเพื่ออย่างอื่นแทน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าอุมาเป็นคนอีโก้มาก ตั้งแต่เด็กจนแก่ อุมารู้อยู่ตลอดว่าตัวเอง "มีดี" ดังนั้นแม้เธอจะเป็นพวกเงียบ ๆ ไม่กระโตกกระตาก แต่ในใจนั้นหยิ่งและถือดี เป็นพวกหยิ่งเงียบ สิ่งที่แม้จะฟังดูลักลั่นย้อนแย้งกัน แต่เป็นความจริงสำหรับอุมา (และเป็นความจริงสำหรับคนไม่น้อย) ก็คือพวกหยิ่งเงียบประเภทนี้ แม้จะดูถูกชาวบ้าน แต่ก็ต้องการการยอมรับจากชาวบ้านด้วย

แปลกหรือเปล่า

จขบ.ก็อธิบายไม่ถูกว่าแปลกหรือเปล่า เพราะมันเป็นกลไกทางจิตใจที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่โคตรจะจริง สมมุติง่าย ๆ ว่ามีผู้ดีคนหนึ่ง หยิ่งว่าตัวเหนือกว่าคนทั่วไปเพราะกินข้าวเรียบร้อยกว่าชาวบ้าน ผู้ดีคนนี้จะต้องอึดอัดมากหากไปตกอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่ไม่เห็นค่าการใช้ช้อนส้อมมีดประมาณยี่สิบชุดในมื้อเดียวของแก แกจะรู้สึกว่าคนพวกนี้ "หยาบมาก" และจะเกิดกลไกป้องกันตัวคือการดูถูกและยกตัวเองสูงขึ้นทันที และด้วยเหตุเดียวกัน ผู้ดีคนนี้จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกว่าชาวบ้านเองต่างหากที่ "หยาบ" ส่วนแกนั้นเหนือกว่า

นี่เป็นแบบแผนง่าย ๆ ของกลไกทางชนชั้น และเป็นจริงในกรณีของอุมา คืออุมาเหยียดหยามคนอื่นที่ไม่ละเมียดก็จริง แต่เธอก็ต้องการได้รับการยอมรับจากคนอื่นว่าเธอ "ละเมียดกว่า" ด้วย ตลอดช่วงชีวิตช่วงที่สอง ผ้าปักไม่ได้ถูกใช้ไปเพื่อศิลปะ แต่เพื่อเสริมความ "ละเมียดกว่า" ของอุมา ในแง่มุมต่าง ๆ

สถานการณ์แรกคือการปักชุดแต่งงาน (สำหรับแต่งกับคีรี) ซึ่งไม่ได้ปักด้วย "ความรัก" แต่ด้วยความต้องการได้หน้า อุมาตระหนักว่าตัวเองเป็นไฮโซ มีชื่อเสียงในวงการ เธอจึงเสียหน้าไม่ได้ ชุดแต่งงานของเธอต้องงาม อุมาสนใจชุดแต่งงานชุดนี้ยิ่งกว่าคีรีเสียอีก หรือพูดอย่างก็คือ เธอแต่งงานกับคีรีเพราะความเหมาะสม แต่ไม่ได้รักคีรี

อย่างไรก็ตาม ผ้าก็ไม่ได้ใช้เพราะคีรีถูกยิง งานแต่งต้องไปจัดกันเงียบ ๆ โดยการดูแลของพี่ชายคีรี อนึ่ง พี่ชายคีรีเป็นนักเลงใหญ่ในเมืองไทย อะไรประมาณเสี่ยที่สั่งเก็บใครก็ได้ ตำรวจไม่มีทางจับ ทำนองนั้น

ตั้งแต่จุดนี้ไป พี่ชายของคีรีจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "โลกย์" ที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาจักรของอุมาอีกครั้ง พี่ชายของคีรีไม่มีรสนิยม ไม่มีความละเมียดใด ๆ ทั้งปวง แต่มีอำนาจ เมื่อเขาทราบว่าอุมาปักผ้าแล้วจะมีเรื่องร้าย ก็มีอำนาจพอจะห้ามไม่ให้เธอปัก และเมื่ออุมาปักผ้าลายพระอาทิตย์ทรงรถเพื่อประดับในบริษัทที่เธอเปิดใหม่ พี่ชายก็คีรีก็มีอำนาจพอจะมาบอกว่าให้เอาผ้านี่ลง และตัวจะมาซื้อต่อกิจการที่บ้านของอุมาไป พูดอีกอย่างคือพี่ชายคีรีจะเข้ามาฮุบกิจการของอุมานั่นเอง

คราวนี้อุมาถูก "ไล่ที่" อีกครั้ง แต่ไม่ใช่ที่ในโลกศิลปะ แต่เป็นที่ในโลกธุรกิจ ว่าอีกอย่างอาจจะเป็นพื้นที่ทางชนชั้นด้วย เพราะถึงแม้อุมาจะเป็นชนชั้นสูง มีความละเมียดดีงามด้วยประการทั้งปวง เธอก็สู้พี่ชายของคีรีที่ถ่อยแต่มีอำนาจมากกว่าไม่ได้ ถ้าอุมาเป็นผู้ชาย บางทีอาจจะมีทางสู้ได้มากกว่านี้ แต่จขบ.ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะอุมาไม่ได้เป็นผู้ดีประเภทรอบจัดอย่างพ่อของเธอ แต่เป็นผู้ดี๊ผู้ดีโดยความหมายทุกอย่าง แถมยังเป็นศิลปิน ไม่ใช่พ่อค้าเสียด้วย

อาจจะพูดได้ว่า ในช่วงที่สองของชีวิต อุมาต่อสู้กับการคุกคามทางชนชั้น ทุนนิยมคืบคลานเข้ามา ทำให้สิ่งที่เธอเคยเป็นและเคยมีกลายเป็นอีกความหมายหนึ่ง สุดท้ายอุมาที่นึกทางไม่ออกจึงลองปักชุดแต่งงานไปให้ภรรยา (คนที่เท่าไหร่ไม่ทราบ) ของพี่ชายคีรี เผื่อว่ามันจะมีผลอะไรบ้าง และอีกทางหนึ่ง เธอก็ไปเปรย ๆ เรื่องนี้ให้คนสนิทนักเลงเก่าของพ่อฟัง ซึ่งผลทั้งหมดนี้นำไปสู่การฆาตกรรมพี่ชายคีรีพร้อมภรรยา

แต่พอถึงจุดนี้แล้ว อุมาก็พบว่าตัวเองก็รักษากิจการของพ่อไม่ไหวอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องขายไป แถมยังต้องอยู่กับการกลัวว่าคีรีจะรู้ความจริงเสียด้วย

(เดี๋ยวต่ออีกบล็อค ชักยาวเกินไปแล้ว)

 

Create Date : 30 มกราคม 2553
Last Update : 30 มกราคม 2553 17:38:52 น.  

บันทึกความฝัน 2

เขียนไว้ก่อนจะหาย

เมื่อคืนฝันสนุกดี เิริ่มเลือน ๆ บ้างแล้ว

ฝันว่ามีลุงสองคน ลุงคนแรก (คาดว่าเป็นตัวเอกของเรื่อง) เป็นแนวใจดี มีภาวะผู้นำ และ spiritual หน่อย ๆ แต่ spiritual ตรงนี้แกเหมือนไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเป็นพิเศษ ว่าไงดี เหมือนแกเป็นคนธรรมดาแต่ให้ความรู้สึกบางอย่างเหมือนกึ่ง ๆ นักบวชหรือฤาษี คือมีอะไรบางอย่างโฮลี่นิด ๆ แต่แกไม่ได้แบบสงบสุขุมคัมภีรภาพนะ เป็นคนตัวใหญ่ หัวเถิก ๆ แล้วก็ตลกด้วย

ลุงคนที่สองเป็นคนมีเชื้อสายเยอรมัน ในฝันมีแฟลชแบ็คด้วยว่าแกกินข้าวกะเพื่อนและญาติ แล้วคนเรียกว่าไอ้เยอรมัน แกก็เลยแกล้งคว่ำจานใส่เขา (แบบเอาฮา ไม่ได้โกรธจริง) แกว่าแกไม่ใช่คนเยอรมัน เพราะมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่รุ่นก่อน ๆ แล้ว (สรุปที่นี่เป็นที่ไหนล่ะเนี่ย อเมริกา?) รู้สึกว่าลุงคนนี้จะเป็นเจ้าของร้านอาหาร ยังจำหน้าแกในฝันได้ เป็นคนท่าทางดุ ผอม ๆ สูง ๆ หน่อย ผมยุ่ง ๆ คิ้วเป็นปื้นเหมือนแปรง และมีหนวด คิดว่าเป็นพวกเจ้าอารมณ์ แต่จริง ๆ ก็ใจดี

ลุงสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน วันดีคืนดี ประเทศ (หรือเมือง หรือโลก) นี้ก็ถูกยึดครองโดยกลุ่มคนอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นพวกลัทธิการปกครองใหม่ หรือลัทธิศาสนาใหม่ แต่สรุปรวม ๆ คือลุงสองคนข้างบนนั่นถูกจับไปตรวจสอบอะไรสักอย่าง และหลังจากที่ตรวจแล้ว ก็ถูกส่งไปอยู่ใน...ว่าไงดี ลักษณะมันเหมือนชั้น ๆ นึงในอาคาร แต่ชั้นนั้นใหญ่มากขนาดมีสวนหย่อมอยู่ข้างในด้วย และในชั้นนั้นก็มีคนประเภทเดียวกะแกถูกขังอยู่เพียบ โดยไม่ให้น้ำให้อาหาร กะจะบีบคั้นให้ยอมทิ้งอะไรบางอย่างของตัวเอง แล้วไปเป็นพวกของฝ่ายนั้น ในฝันนี่ยังจำได้เลยว่าเปลือกของต้นไม้ในสวนหย่อมนั่นเป็นแปลก ๆ ลักษณะคล้าย ๆ ผิวของต้นมะพร้าว แต่เป็นไม้ใบ คนที่อยู่นั่นบอกว่าไม้มีพิษ กินไม่ได้

นอกจากนั้นในห้องนั้นยังมีหนังสือกองอยู่เยอะมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังสือมายังไง หรือใครเอาติดตัวมา หลังจากที่มาห้องนี้แล้ว จะเริ่มมีตัวร้ายโผล่ อีตัวร้ายนี่เป็นลุงอีกคนนึง คิดว่าเป็นหมอ ท่าทางแกชั่ว ๆ แบบ ใครมีอำนาจก็ไปอยู่ฝ่ายนั้น คิดว่าแกไม่ชอบลุงฤาษีที่เป็นพระเอก แบบทำอะไรก็จะพยายามเย้ยตลอดเวลา ตอนเช้าทุกวันจะมีการขานชื่อแล้วก็แจกอาหาร สำหรับคนที่ยอมไปอยู่อีกฝ่าย ลุงคนนี้เป็นคนขานชื่อ ก็มีคนยอมไปหลายคน (ละแกก็จะยิ้มคิก ๆ เมิงสู้ไม่ได้ใส่ตาลุงฤาษี)

แล้วลุงฤาษีแกคิดไงไม่รู้ แกก็บอกว่าให้ทุกคนแอบกินหนังสือ คือกินหน้าหนังสือ ก็เลยพอจะเอาชีวิตรอดได้ (กรุณาอย่าหาโลจิคจากความฝัน) กิน ๆ หนังสือไปพักนึง ก็มีการส่งเด็กเข้ามา เด็กพวกนี้มาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ผิด ๆ ของคนที่ถูกขังอยู่ที่นี่ ช่วงนี้เรารู้สึกว่าเราเป็นอีกคนนึง คือมุมมองไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ลุงฤาษี เรารู้สึกเหมือนอีเด็กนี่ถูกส่งมานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเราจะลุงฤาษี แล้วมันก็จะแบบ...ยิ้มดูถูกตลอดเวลา ประมาณอีพวกนักโทษโง่ แบบอะไรก็ดูถูกไว้ก่อน เราก็อยากตบมัน (ปนชักสูญเสียความมั่นใจ) แต่ลุงฤาษีแกก็คุยไปเรื่อย ๆ มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ แกคุยเป็นปรกติมาก ก็เหมือนคุยทั่วไปในชีวิตประจำวัน เราคิดว่าพอถึงตอนท้าย เด็กจะติดลุงฤาษีแล้วด้วยซ้ำ

จากนั้นก็มีเรื่องไรอีกเริ่มจำไม่ได้ จำได้ว่ามีซีนนึง จะมีท่านผู้นำ (=อภิมหาตัวร้าย) มาตรวจ แล้วในห้องนั้นก็เสือกสต็อคอาหารไว้ (มีผักสดด้วยแหละ เอามาไงวะ) ก็เลยต้องหาทางค่อย ๆ กำจัดด้วยการกินเข้าไปให้หมดก่อนจะมีคนเห็น แล้วก็มีตอนที่คนของฝ่ายตรงข้ามคนนึง เป็นผู้หญิง แกจำลุงฤาษีได้ ผู้หญิงคนนี้เป็นพลเรือน ตอนบ้านเมืองปรกติก็แนว ๆ สังคมสงเคราะห์ แกกับลุงฤาษีเป็นเพื่อนกัน เลยพยายามช่วย

แล้วก็มีตอนที่ลุงฤาษีถามตาหมอคนร้ายนั่นว่า ทำไมพวกแกถึงต้องกินแต่ผัก ห้ามกินเนื้อ ส่วนพวกที่จับตัวเองกินเนื้อได้ ตาหมอก็บอกว่าเพราะพวกที่ถูกจับมาเนี่ยเป็นพวกมีปัญหา ถ้ากินเนื้อเข้าไปจะยิ่งมีปัญหา ลุงฤาษีแกถามอะไรไปอีกหลายคำถาม แต่คำตอบทั้งหมดเป็นคำตอบดับเบิ้ลสแตนดาร์ด ได้ออกมาว่า ก็เพราะพวกฉันฉลาดกว่า เหนือกว่าพวกแก พวกแกมันหลงผิด ก็เลยต้องห้ามนั่นห้ามนี่ ต้องสั่งสอนยังไงเล่า ลุุงฤาษีแกก็เงียบไป ส่วนตาหมอก็ยิ้ม ๆ เยาะเย้ย (อีกแล้ว)

อาจจะถามว่าลุงเยอรมันหายไปไหน แต่จริง ๆ แกก็โผล่ทุกฉากเพียงแต่ไม่เด่นเท่า คิดว่าลุงสองคนนี้เป็นเพื่อนรักกัน แม้ว่าลุงเยอรมันแกจะเหน็บแนมลุงฤาษีตลอดเวลาว่าไอ้คนดี อะไรประมาณนี้ก็ตาม

ตูมีลางอย่างประหลาดว่าถึงตอนท้ายอีลุงฤาษีแกคงนำพลพรรคกบฏ (ด้วยวิธีไหนสักวิธี) แต่ดันตื่นมาก่อนเลยไม่รู้เป็นไง

 

Create Date : 27 มกราคม 2553
Last Update : 27 มกราคม 2553 8:27:41 น.  

ผ้าทอง (2)

ทำไม จขบ. ถึงเห็นว่ามุราคามิ "ติสต์"

ก็เพราะลุงมุรากี้แกเป็นคนที่นำเอา "ภูมิทัศน์" ภายในตัวออกมาแสดงให้โลกเห็น อาจบอกได้งานของแกทุกชิ้นล้วนแต่เป็น "โลกข้างใน" ของแก ศิลปินที่เก่ง มีความสามารถส่วนมากมักสะท้อน "โลกข้างใน" นี้ออกมา และโลกของคนพวกนี้ก็มักจะกระทบใจคน

ในเรื่องผ้าทอง อุมาที่เป็นนางเอกก็สะท้อน "โลกข้างใน" ออกมาใน "งาน" คือผ้าปักเหมือนกัน อุมาปักผ้าทองได้ดีและงามจนสามารถสะกดให้คนตะลึงได้ คือเรียกว่าถ้าดูเป็น คนเห็นงานของอุมาจะถึงขั้น ecstacy เธอมีความสามารถนำความงามในตัวออกมาได้ถึงขนาดนั้น

ได้คุยกับอนิธิน ทำให้เกิดความเข้าใจกระบวนการของอุมา (ตลอดจนศิลปินต่าง ๆ) มากยิ่งขึ้น คือที่จริงแล้ว แม้ว่าในชั่วขณะที่ทำงาน ศิลปินจะจดจ่อกับงานนั้น จนเหมือนกับเวลาไม่ได้เลื่อนไหลไป แต่พอทำงานเสร็จขึ้นมาจริง ๆ ศิลปินซึ่งเป็นมนุษย์มีกิเลสตัณหาคนหนึ่งก็ย่อมอยากให้คนชื่นชมกับงานของตัว อยากให้คนรู้ว่าตัวเองเก่ง อยากได้รับความรักและชื่อเสียงผ่านงาน เพราะสำหรับศิลปินแล้ว "งาน" ก็คือชิ้นส่วนหนึ่งของตัวเอง (ไม่แปลกที่ศิลปินจำนวนมากจะรู้สึกว่า รักงานก็คือรักตัวข้า ชื่นชมงานก็คือชื่นชมความเป็นตัวข้า และเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่องานถูกตำหนิติเตียน เพราะยิ่งทุ่มใจให้งานเท่าไร การติเตียนผลงานก็ยิ่งหมายถึงติเตียนตัวข้า)

เหมือนที่อนิธินเล่าให้ฟังว่า พอไมเคิลแองเจโล (มิเคลันเจโล) สลักปิเอตาเสร็จ ก็มีคนวิพากษ์ว่าเป็นผลงานของคนอื่น แกเลยต้องแอบเข้าไปแกะชื่อตัวเองไว้บนงาน นั่นคือภาพสะท้อนของอัตตาแบบศิลปิน

...

ในระยะเริ่มต้นของเรื่อง อุมาปักผ้าเพื่อให้ได้ "ชื่อเสียง" (การยอมรับของเสด็จ) ซึ่งเป็นอาการเดียวกับไมเคิลแองเจโล คือตั้งใจทำ รู้ว่าตัวเองเก่ง และปรารถนาจะได้รับ "ความรัก" จากความเก่งนั้น

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจของเรื่องก็คือ ผ้าผืนดังกล่าวไม่ได้ใช้ และสิ่งที่จะปรากฏต่อ ๆ มาอย่างชัดเจนก็คือ ผ้าของอุมาไม่ได้ใช้เลยจนผืนเดียว ไม่มีใครในโลกได้มีโอกาสเห็นผ้าของเธออย่างเต็มตา นอกจากตัวอุมาเอง

ถ้าถามว่า จขบ.เห็นสถานการณ์ "ผ้าทองไม่ได้ใช้" เหล่านี้อย่างไร จขบ.ก็คิดว่ามันหมายถึงการที่โลกรอบตัวของอุมา ไม่ยอมรับ "ความเป็นศิลปิน" ของอุมา โลกรอบตัวเธอต้องการให้เธอทำธุรกิจของพ่อ แต่งงานแต่งการและเป็นผู้เป็นคน อุมาไม่ได้รับอนุญาตให้แสวงหาอีโก้และการยอมรับผ่านทางการทำงานศิลปะ

แน่นอนว่า อุมาไม่ตายเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ เธอมีชีวิตต่อไปอย่างค่อนข้างเป็นปรกติดี แม้จะไม่สามารถทำผ้าให้ใครเห็น ให้เปรียบคงเหมือนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงน้ำ มันก็พออยู่ได้ ทว่าเมื่อธรรมชาติให้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่ไม่ได้ลงน้ำ สัตว์ชนิดนั้นย่อมได้รับผลกระทบ จขบ.มีความเห็นว่าอุมาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ตลอดทั้งเรื่องนี้ อุมามีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเลื่อนลอย เห็นคนคอมเมนต์บ้างว่าจับต้องตัวอุมาไม่ได้ จขบ.ก็คิดว่าที่จับต้องไม่ได้เพราะอุมาไม่เคยอยู่ใน "โลกข้างนอก" อย่างเต็มที่นั่นเอง

อุมาอาจไม่รู้ตัว แต่ในขณะที่ไม่สามารถแสดงโลกภายในออกมา เธอก็ปฏิเสธที่จะคลุกเคล้ากับโลกภายนอกเช่นเดียวกัน แม้คิดตัว "ควร" ทำอะไร แต่ที่จริงก็ไม่ได้ทำ จะเห็นว่าหลายครั้งหลายหน อุมาคิดเอาเองว่าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ควรดูแลหลาน (ประกายพรึก หรือดาว) ให้ดี ควรพยายามเข้าใจสามี (คีรี) แต่อุมาก็ไม่ได้ทำ เธอไม่ทำเพราะอะไรหลายอย่างในตัวอุมาไม่ได้อยู่ "ที่นี่" แต่อยู่ที่โลกข้างใน

การเข้าใจอุมา ทำได้ทางเดียวคือต้องเข้าใจว่าอุมามีชีวิตอยู่ในสองโลกอย่างนั้น

...

จขบ.อธิบายมาอย่างนี้ คนไม่น้อยคงเห็นแปลก แต่จขบ.คิดว่าตัวเองเคยเห็นคนที่เป็นอย่างอุมา คนที่ทำงานศิลปะได้งามมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีเวลาที่เหมือนจมดิ่งลึกลงไปในโลกของตัวเอง คนอย่างนี้ไม่ได้ใช้โลจิคเดียวกับคนที่อาศัยอยู่ในโลกข้างนอก คนที่เคยอยู่แต่ในโลกข้างนอกก็จะไม่เข้าใจ

ตัวอย่างความไม่เข้าใจที่เห็นได้ชัด คือสามีของอุมา คีรีเป็นคนดีมาก แต่ก็เป็นคนของ "โลกข้างนอก" มากเช่นเดียวกัน คีรีไม่มีความละเอียดอ่อน ไม่เข้าใจความละเมียดละไม ความตรงข้ามอย่างสุดขั้วนี้ทำให้คีรีติดใจอุมาตั้งแต่แรกเห็น เพราะอุมาเป็นสิ่งที่เขาไม่มี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึก "ขาด" คีรีจึงไม่มีวันเข้าใจอุมาได้ นอกจากคิดเอาเองว่าปรารถนาเธอมาเป็นส่วนเติมเต็ม เมื่ออุมาเองก็มีความบกพร่องชั่วร้ายของอุมา คีรีจึงไม่พอใจ จขบ.คิดว่าตลอดทั้งเรื่อง คีรีไม่เคยสามารถมองอุมาเป็นอุมาเองเลย เขาก็คิดแต่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นตัวแทนของสิ่งที่เขาขาดเท่านั้นเอง ซึ่งจขบ.รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าจริง ๆ

คีรีไม่สามารถเข้าใจได้แม้กระทั่งความรักงานศิลปะของอุมา เขาไม่รู้ตัว แต่ที่จริงแล้ว ด้วยความปรารถนาจะเอาความเป็นอุมามาเติมเต็มตัวเองอย่างยิ่ง คีรีจึง "หึง" ผ้าทอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นำอุมาออกห่างจากเขา พาอุมาไปยังโลกที่เขาไม่เข้าใจ และไม่อาจไปถึงได้ คีรีไม่ได้เกลียดชังผ้าทองเพราะมันอาถรรพ์อย่างที่เขาเชื่อ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่ใจของเขาสร้างขึ้นมา

...

คิดว่าต่อไปจะพูดเรื่องสัญลักษณ์ผ้าทอง กับความสัมพันธ์ของมันกับตัวอุมา

 

Create Date : 20 มกราคม 2553
Last Update : 20 มกราคม 2553 21:12:02 น.  

1  2  3  

ลวิตร์

Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




 
Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.