The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

แฟนตาซีกับความสมจริง

(โน้ตไว้ก่อน)

คุยกะเล เรื่องที่คนบอกว่าแฟนตาซีไม่ต้องใช้ความสมจริง

มันเป็น fine line มากเลย ระหว่างไม่ต้องใช้ความสมจริง กับการเขียนแล้วไม่สมจริง

คนอ่านแฟนตาซีก็อินได้ เพราะมัน "สมจริง" คนอ่านเรื่องปรกติบางทีก็ไม่อิน เพราะ "ไม่สมจริง"

...

เน้นไปที่คนเขียน ว่าต้องการสื่ออะไร ส่วนไหนควรจริง ส่วนไหนใช้จินตนาการและความสร้างสรรค์ เรื่องเรื่องหนึ่งปริมาณความสมจริง กับความสร้างสรรค์มีสัดส่วนไม่เท่ากัน

จะมาบอกว่าแฟนตาซีไม่มีความสมจริงก็ไม่ได้ทั้งหมด ถ้าไม่มีความสมจริง คนอ่านจะจินตนาการไม่ถึง สรุปเรื่องแต่ละเรื่อง อยู่ที่ว่าต้องการสื่ออะไร เพราะจินตนาการและความสมจริงมันผันแปร สัดส่วนไปตามนั้น

...

ว่าแต่ทำไมคนเราต้องมีปัญหาเวลาที่ใช้จินตนาการ แบบรู้สึกว่าเป็นลูกเมียน้อย ไม่มีเหตุผล

จริง ๆ คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยสมองซีกเดียวตลอดเวลา และไม่มีอะไรตายตัว จะว่าอันหนึ่งสำคัญกว่าอีกอันไม่ได้ และจะว่าคนเราเป็น "อย่างเดียว" ไม่ได้ด้วย คนเราเป็นหลายอย่าง มีเครื่องมือหลายชิ้นให้เลือกใช้

สมองซีกซ้าย dominate สมองซีกขวามากเกินไป?




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 16:37:35 น.
Counter : 298 Pageviews.  

สมองสองซีกกับความเป็นจริงของนักเขียน: mastery(1)

เรื่อง Mastery ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องของคุณ George Leonard ซึ่งไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นครูสอนไอกิโด้ (และทำอย่างอื่นอีกมาก) หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งตรง ๆ แต่พูดถึงเรื่องการเป็น "นาย" แห่งศาสตร์นั้น พูดถึงการฝึกฝนตัวเอง เราเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีมาก ควรมีคนแปลเหมือนกัน

คุณลีโอนาร์ดแกเห็นว่าหนทางแห่งการฝึกศาสตร์อะไรทุกศาสตร์นั้น จะมีลักษณะแบบรูปนี้



คือเมื่อเริ่มต้นแรก ๆ เราจะค่อย ๆ ฝึกฝนทับถมไปเรื่อย ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ทับถมได้ที่แล้ว ก็จะมีการพัฒนาอย่างชัดเจนเห็นได้ชัด เมื่อพัฒนาแล้ว ก็จะถอยลงมาเล็กน้อยเพื่อให้เข้าสู่สภาวะสมดุล และกลายเป็นช่วงฝึกฝนทับถมอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนตลอด ไม่มีที่จบสิ้น เปรียบแล้วเหมือนคนเรียนศิลปะป้องกัน เมื่อแรกเป็นลูกศิษย์ก่อน ต่อมาฝึกมาก ๆ มีประสบการณ์ก็พัฒนาไป แต่แม้พัฒนาจนเป็นปรมาจารย์สุดยอดแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้หมดทุกอย่าง คนเรายังมีอะไรให้เรียนอยู่ได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปิดตัวเองหรือเปล่าเท่านั้นเอง

คุณลีโอนาร์ดแกว่า คนสมัยนี้นี่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียนรู้หรือการประสบความสำเร็จอยู่มาก เพราะสื่อและการโฆษณารอบตัวนั้น มักพยายามเน้นแต่ช่วงสำคัญ ช่วงตื่นเต้น โดยละเลยช่วงเวลาที่ต้องฝึกฝนทับถม (ซึ่งแกเรียกว่า "ที่ราบ") ไป เพราะคิดว่าไม่สำคัญ จืดชืด น่าเบื่อ เมื่อละเลยไปแล้ว ในที่สุดคนส่วนใหญ่จึงไม่รับรู้ว่ามีช่วงที่ราบนั้นอยู่ และไม่อยากรับรู้ด้วยว่าการจะเป็นมาสเตอร์อะไรได้ ล้วนต้องผ่านที่ราบทั้งนั้น คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ที่ดีคือการพัฒนาตลอดเวลา (จริง ๆ ตอนอยู่ในที่ราบก็มีการพัฒนา แต่มันค่อยเป็นค่อยไปมากจนเราไม่รู้สึกตัว) เมื่อเห็นว่าไม่พัฒนาได้รวดเร็วสมใจแล้ว ก็เฝ้าหาทางลัด เฝ้าหาทางให้ได้สิ่งที่ต้องการมาเร็ว ๆ ประมาณเจ็ดวัน สิบห้าวันจะให้ได้ผล

เรื่องจะได้ผลหรือไม่ได้ผลนี้ ขอยกไว้ทางหนึ่ง (ถ้าดูตามประสบการณ์ เราไม่เคยเห็นมีทางลัดไหนได้ผลจริง ๆ หรือถาวรสักที) แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ที่จริงเราอยากได้ความสำเร็จนั้นมาเพราะอะไร หากเราอยากได้มันเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีแต่เพียงประการเดียว โดยไม่คำนึงถึงการพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง เราก็ใช้ความสำเร็จนั้นไม่ต่างกับการอัพยา อัพไปให้รู้สึกดี ซ้ำร้าย มันก็เหมือนยานั่นเอง คือยิ่งเสพยิ่งอยากได้มากขึ้น เมื่อมีบ้านหลังเล็กแล้วก็อยากมีบ้านหลังใหญ่ขึ้น เมื่อมีบ้านหลังใหญ่ขึ้นแล้วก็อยากมีรถ เมื่ออยากมีรถแล้วก็อยากต่อไปอีกเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมันเป็นการอัพยา มันเป็นการเติมความปรารถนาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ช้าก็เบื่อหน่ายไปเอง

หรือให้เปรียบกับนักกีฬาที่อยากได้แต่ความสำเร็จก็ยังได้ อยากได้แต่ชนะ เมื่อตัวเองไปไม่ถึงขั้นนั้น ไม่ได้ชัยชนะอย่างที่หวัง สุดท้ายก็ยอมกินยาเพราะหวังชนะ หวังได้ความสำเร็จอีก คนเขียนหนังสือที่ขี้โกงลอกเรื่องของคนอื่นไปขาย ก็ทำอย่างนี้เพราะหวังแต่จะได้ความสำเร็จ (ซึ่งจะไม่มีวันพอ) ทุก ๆ คนที่เป็นอย่างนี้ ก็เพียงแต่อัพยาและต้องอัพให้แรงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวเอง "รู้สึก" เท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีคุณค่าจึงไม่ใช่ "ความสำเร็จ" อย่างเดียวเท่านั้น แต่คือ "การฝึกตน" ด้วย การฝึกวิชาอะไรก็ตามล้วนเป็นการฝึกตัวเอง ฝึกจิตใจของตัวเอง และพัฒนาความเป็นมนุษย์ของตัวเอง คนสามารถจะเป็น "มาสเตอร์" อย่างแท้จริง ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง และมีความสุขบนเส้นทางของตัวเองตลอดไปอย่างแท้จริง คือคนที่มีความสุขได้การเดินบนถนนของตัวเอง ไม่ใช่มีความสุขแต่ตอนที่ไปถึงจุดหมายเท่านั้น และที่จริง จุดหมายนั้นก็ไม่มีด้วย มีแต่การพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

ปัญหาเรื่องฝึกอะไรไม่ตลอด หรือไม่สำเร็จ คุณลีโอนาร์ดแบ่งเป็นสามอย่าง คือ dabbler, obsessive, และ hacker

พวก dabbler คือพวกที่เข้าไปแตะ ๆ สนใจไปหมดทุกเรื่อง อยากลองไปหมดทุกเรื่อง แต่พอไปแตะเข้าแล้ว ผ่านการพัฒนาครั้งแรกไปได้ แล้วไปเจอ "ที่ราบ" เข้า ก็เบื่อหงุดหงิด แล้วเลยเลิกไปไม่ทำต่ออีก ทิ้งขว้างไปอย่างนั้น แล้วก็บอกว่าตัวเอง "ไม่มีพรสวรรค์" เสียด้วย



พวก obsessive เป็นพวกชอบความสำเร็จ และเชื่อว่าจะต้องสำเร็จตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อไปเจอที่ราบ จึงคิดว่าตัวเองพยายามไม่พอ และพยายามหนักขึ้นเรื่อย ๆ แบบหักโหม ไม่บันยะบันยัง เอาจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง และสุดท้ายเมื่อไปต่อไม่ไหวอีก ก็เลิกไปด้วยความโกรธ ด้วยความคิดว่าตัวเองไม่ดี ไม่เหมาะสมกับสิ่งนั้น ๆ เพราะพยายามเท่าไรก็ไม่เห็นผลแบบกระฉูด ๆ เสียที



พวก hacker เป็นคนที่เรียนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว แต่ไม่พัฒนาต่อ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่นไม่สนใจจะไปให้ได้ไกลกว่านี้ แค่นี้ก็พอแล้ว เอาแค่พอคุยมีเพื่อนมีฝูงในแวดวงเดียวกันก็พอ เมื่อไม่ได้สนใจจะฝึกหรือพัฒนาต่อ ก็อยู่ในที่ราบตลอดไป และซ้ำจะคิดว่าตัวไม่มีพรสวรรค์จึงไปไม่ถึงดวงดาวด้วย



ในตัวคนคนเดียว อาจมีลักษณะทั้งสามอย่างนี้อยู่ด้วยกัน เช่น เราชอบวาดรูป แต่เราไม่ค่อยสนใจจะวาดให้ดีกว่านี้ เพราะรู้สึกพอใจแล้ว เราจึงเป็น hacker ในการวาดรูป และอาจจะเป็น dabbler ในเรื่องอื่น ๆ อีกสองสามเรื่อง แต่ในชีวิตของคนเรา สุดท้ายแล้วจะมีเรื่องอย่างน้อยเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเองมีความปรารถนาจะเป็น master ให้ได้ เช่นของเราคือการเขียนหนังสือ เราต้องการเขียนให้ดีกว่านี้ ย่อมมีบางครั้งที่หงุดหงิดเวลางานดูไม่ดี "เหมือนคนอื่นเขา" และไม่รู้ว่าจะเป็น "เหมือนเขา" ได้ไหม รวมทั้งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไร เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจึงค่อยเข้าใจขึ้นมาว่า บางทีก็มีเวลาที่ต้องอยู่บนที่ราบ แต่ถ้าค่อย ๆ ทำไป และกล้าเสี่ยงบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ก็จะสามารถอยู่บนเส้นทางของการเป็นมาสเตอร์ได้ด้วยจังหวะของตัวเอง ไม่มีความจำเป็นต้องร้อนใจไป ทำให้สงบลงมาก

ที่จริงคนเรามักร้อนใจเพราะไม่เห็นผล แล้วเลยเลิกไปก่อน คนที่ประสบความสำเร็จเป็นมาสเตอร์ บางครั้งจึงไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ฉลาดที่สุด แต่เป็นคนที่พอใจจะเดินไปเรื่อย ๆ พอใจจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ว่าไปแล้วก็คือ หากเลิกเดินย่อมไปไม่ถึง หยุดเดินย่อมไปไม่ถึง และเดินหักโหมมากเกินไป คิดว่าจะเดินเอาเป็นเอาตายทั้งวันทั้งคืนจะได้ถึงเร็ว ๆ ก็ย่อมไปไม่ถึงเหมือนกัน (เพราะเหนื่อยตายระหว่างทางก่อน) แต่ถ้ายังเดินไปเรื่อย ๆ มันย่อมต้องถึงที่ไหนสักแห่งจนได้นั่นเอง




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2551    
Last Update : 6 สิงหาคม 2551 4:32:56 น.
Counter : 478 Pageviews.  

สมองสองซีกกับความเป็นจริงของนักเขียน: เก็บประเด็น

วันนี้ค่อนข้างหมดพลังงาน เพราะอย่างนั้นจะพูดถึงประเด็นสั้น ๆ แค่สองประเด็น อีกอย่างหนึ่งคือเรายกหนังสือ Becoming a Writer ให้เพื่อนที่อยากเขียนหนังสือสักครั้งไปแล้ว เพื่อนคนนี้ช่วยเหลือเรามามาก เราไม่รู้จะตอบแทนเขาอย่างไรดีเลยยก If You Want to Write, Becoming a Writer และ Mastery (เป็นสามเล่มที่เราคิดว่าช่วยได้มากที่สุด) ให้เขาไป ตอนนี้สั่งมาใหม่ If You Want to Write กับ Mastery มาแล้ว เหลือ Becoming a Writer ดังนั้นหลังจากพูดประเด็นนี้ กับประเด็นจาก Mastery หมด เราจะหยุดเขียนบทความจนกว่าหนังสือจะมา เพื่อจะได้เช็คว่ามีอะไรตกค้างอีกบ้าง หลังจากนั้นก็คิดว่าน่าจะหมดชุดแล้ว

ประเด็นที่อยากเล่าให้ฟังวันนี้ เรื่องหนึ่งคือเรื่องการตรวจต้นฉบับ หลังจากที่เอา "เด็ก" เขียนออกมาได้ร่างแรกแล้ว และถึงเวลาจะให้ "ผู้ใหญ่" ช่วยตรวจ เราอยากเน้นว่า แม้เมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้สมองซีกซ้าย "จับผิด" เพราะมันจะไม่ต่างอะไรกับเอาสมองซีกซ้ายเขียนนั่นเอง แก้ไปแก้มา ไอ้ที่สด ที่แรง ที่มีจินตนาการ ก็ถูกแก้หายไปหมดไม่เหลืออยู่ดี

เรื่องตรวจร่างแรกนี้ คุณนาตาลี โกลเบิร์ก ในเรื่อง Writing Down the Bone (เชื่อในหัวใจ เขียนให้ถึงแก่น) แกพูดน่าฟังดี แกว่าให้ทำเหมือนซามูไร คือเมื่อจะลงมือตรวจงาน ให้ทำจิตว่าง ๆ ไว้ อย่าไปผูกพันติดยึด ให้รู้สึกเสมือนว่าตรงหน้านี้เป็นงานของคนอื่น เป็นเรื่องของคนอื่น เมื่อคิดแบบนี้ได้แล้ว ก็จะกล้าตัดที่ควรตัด และจะไม่รู้สึกกังวลกับเรื่องอื่น ๆ ซึ่งทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องและทั้งไม่ได้ช่วยให้งานดีขึ้น แถมยังทำให้ประสาทเสียหนักกว่าเดิมจนงานไม่ออกมาด้วย เช่น เขียนแบบนี้คนอ่านจะว่าอย่างไร เขียนอย่างนี้นี่ดีไหม ดีจริงแน่หรือ เขียนอย่างนี้แล้วจะได้มาตรฐานเท่างานเก่า ๆ ของฉันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้มาตรฐานฉันจะทำอย่างไร ต่อไปฉันจะเป็นนักเขียนได้อีกหรือเปล่า อาชีพการงานของฉันมาถึงหายนะแล้วหรือ ฯลฯ ฯลฯ (ทั้งหมดนี้เราเคยคิดมาแล้วทั้งนั้น และบางทีก็ยังคิดอยู่ แต่อย่างที่บอกคือมันไม่ได้ช่วยอะไร)

อย่างไรก็ตาม ความไม่กังวลที่พูดมา ไม่ได้หมายความว่าหลั่นล้ามาก อะไรเละ ๆ เทะ ๆ ไว้ก็ส่งออกไปให้โลกภายนอกดูได้ แต่หมายความว่าไม่กังวลต่อเรื่องที่เรายกตัวอย่างข้างบน ไม่แบกน้ำหนักแห่งอัตตาซึ่งไม่ควรจะแบกไว้ตอนทำงาน ตรวจไปตามที่เห็น ที่ไม่สวยก็แก้ ที่ซ้ำก็ตัด จิตนิ่ง ๆ ไว้เหมือนพิจารณาของนอกกาย แบบนี้สมองซีกซ้ายจะทำงานได้ดีกว่ามาก

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าทำแบบซามูไรแล้ว ที่ควรตัดก็จะกล้าตัด ที่ว่ากล้าตัดคือ บางทีมีจุดที่เราเขียนออกมาด้วยความยากลำบาก ได้คิดตรึกตรองมาเกือบตายกว่าจะได้ หรือย่อหน้านี้นี่ละเป็นแก่นความคิดสุดยอดที่เราอยากบอกคนอ่านเต็มแก่ แต่มันดันบังเอิญไม่เข้ากับเนื้อหาตรงนั้น หรือเอาเข้าจริงพอมาอ่านอีกทีมันก็ไม่ได้ "โดน" อย่างที่เราคิด (เรื่องโดนไม่โดนนี้คนเขียนหนังสือมาสักพักจะรู้เอง แต่คนเขียนหนังสือใหม่ ๆ อาจจะยังไม่ชัวร์ และต้องการคำวิจารณ์) เมื่อไม่โดนแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มันอยู่ตรงนั้นก็เป็นติ่ง และอยู่เพียงเพราะว่าเราตัดไม่ขาด แต่เมื่อทำใจเป็นซามูไรเสียแล้ว ก็จะตัดมันไปได้ คุณนาตาลีแกว่าตัดแล้วก็อย่าเสียใจเลย เพราะอะไรที่เราเขียนไปมันก็ยังอยู่ในตัวเรา พอถูกที่ถูกเวลา มันก็จะมาปรากฎในรูปแบบอื่น ในลักษณะที่เข้าที่เข้าทาง ชัดเจนกระจ่างกว่าเอง ให้คิดเสียว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราถมลงในกองปุ๋ย เพื่อรอให้ต้นไม้งอกงามก็แล้วกัน

มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ มาจากของคุณคาเมรอน คือวิธีดีลกับ "ความอิจฉา" คุณคาเมรอนแกว่าความอิจฉานี้เป็นแผนที่ชั้นดี ดังนั้นเวลารู้สึกอิจฉาขึ้นมา อย่าไปกดมันไว้ ไม่ต้องพยายามลืม หรืออย่าคิดแต่จะทำร้ายคนที่ตัวอิจฉา (ตบมัน!) แต่ให้เอาความอิจฉาของตัวมาพิจารณาดู ปรกติแล้ว เรามันจะอิจฉาสิ่งที่เราอยากเป็นอยากได้ หรือบางทีเป็นสิ่งที่เด็กของเราเรียกร้อง แต่ตัวเราเองไม่ยอมทำให้ เช่น เราอิจฉาว่าคนนั้นเขามีชื่อเสียงกว่าเรา หรืออิจฉาว่าคนนั้นเขามีที่ทำงานเพียบพร้อมกว่าเรา อันนี้ไม่ใช่ว่าอิจฉาแล้วก็กัดผ้าเช็ดหน้าอยู่อย่างนั้น แต่ให้มาดูแก่นของความอิจฉา และให้หาปรับแก่นนั้นเข้ากับตัวเรา สมมุติว่าอิจฉาที่เขามีห้องทำงานสวย เราก็ค่อย ๆ แต่งห้องทำงานของเราขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องแพง ๆ อย่างเขาก็ได้ แต่ให้ถูกใจเรา พอห้องทำงานของเราดี เราก็มีความพอใจ ก็มีบรรยากาศการทำงานที่ดี

เราพูดอย่างนี้คงมีคนพูดเรื่องความอิจฉาให้ฟังอีกมาก เช่นว่าบางทีไปอิจฉาคนที่เขาห่างไกลกับเรามาก ๆ จะไปถึงที่อย่างเขาได้อย่างไร เราก็ว่าคนเรามันมีหนทางไม่เหมือนกัน ถ้าเดินมันก็คงไปที่ไหนสักแห่ง แต่ถ้านั่งกัดผ้าเช็ดหน้าอยู่ ก็ไม่มีอะไรนอกจากนั่งกัดผ้าเช็ดหน้าอยู่ตามเดิม

แต่คนเรามีจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นถ้าเดินได้ช้า หรือเริ่มเดินลำบากนัก ก็อย่าเพิ่งท้อ เรื่องนี้จะพูดในหัวข้อหน้า ที่เอามาจากหนังสือเรื่อง Mastery อีกที




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2551    
Last Update : 5 สิงหาคม 2551 4:08:43 น.
Counter : 255 Pageviews.  

สมองสองซีกกับความเป็นจริงของนักเขียน: artist date และอนุพันธ์(2)

ตอนแรกเปิด ๆ ดูหนังสืออยู่ ตั้งใจว่าจะเอาวิธีการ "เดทกับเด็ก" และวิธีการค้นหาเด็กในตัวเองมาเขียนให้เป็นแนวทาง แต่ดูไปเรื่อย ๆ แล้ว กลับเริ่มรู้สึกว่าวิธีของคุณคาเมรอนนี้ค่อนข้างแข็ง และตายตัวเกินไปหน่อย คือแกทำเป็นคอร์ส คล้าย ๆ คอร์สฟื้นฟูสุขภาพจิต หรือคอร์สช่วยคนติดเหล้า (แกเขียนนานแล้ว) ซึ่งจำเป็นต้องมีกรอบเวลา และมีการประเมินผลในกรอบเวลา อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าการวางอะไรให้แข็งและตายตัว มักไม่ค่อยได้ผลอย่างที่หวัง เพราะแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขอะไรหลายอย่าง ดังนั้นจึงไม่ควรต้องมากำหนดว่าต้องทำอะไรอย่างไร เพื่อให้ได้ผลอย่างไร แต่น่าจะใช้วิธีบอกแก่นความคิดรวบยอด เพื่อให้ทุกคนเอาแก่นความคิดนั้นไปปรับใช้เอาเอง

ดังนั้นในที่นี้ เราจะไม่ลิสต์วิธีของคุณคาเมรอนออกมาเป็นข้อเป็นขั้นเป็นตอน แต่จะบอกแก่นของมัน (ซึ่งเราประมวลจากกิจกรรมทั้งหมด) เมื่อรู้แก่นแล้ว ใครอยากทำอย่างไรก็ให้ไปลองทำกันเอาเอง เราไม่ค่อยเชื่อในระบบฮาวน์ทู (ทำตามทุกข้อรับรองได้ผล) เราเชื่อในการเรียนรู้และการปรับใช้เองมากกว่า

แก่นเรื่องเด็กของคุณคาเมรอนนี้ ลงไปถึงที่สุดแล้วมีข้อเดียวเท่านั้น คือ การฟังเสียงของตัวเอง แต่อาจแตกได้เป็นสองประเด็น ประเด็นหนึ่ง คือฟังเสียงของความปรารถนา อีกประเด็นคือฟังเสียงของความกลัว

ที่ว่าฟังเสียงของความปรารถนา คือ ขอให้คิดถึงสิ่งที่ตนเคยรักเคยชอบ แต่อาจจะไม่ได้ทำแล้ว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเด็ก ๆ คิดว่าไม่ควรทำ หรือเป็นสิ่งที่อยากทำมานาน แต่ไม่กล้าทำ เพราะกลัวอะไรต่าง ๆ เช่นบางคนอยากได้สมุดปกสวย ๆ แต่แทนที่จะซื้อสมุดปกสวย ๆ มาใช้ ก็ใช้แต่สมุดสีตุ่น ๆ น่าเกลียด เพราะคิดว่าสมุดปกสวย ๆ นั้นแพง แต่กลับเอาเงินไปซื้อของให้คนอื่น หรือเก็บเงินไว้เพื่ออะไรก็ไม่รู้ (เพื่อจะรอจนอายุหกสิบค่อยมีความสุขหรือ?) การฟังความปรารถนาของตัวเอง คือการทำอะไรก็ได้ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกว่า "รุ่มรวย" ขึ้น แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ความรุ่มรวยนี้ไม่ใช่ความรู้สึกทางวัตถุเท่านั้น และมันอาจจะซับซ้อนกว่าที่มองผิวเผินหลายเท่าด้วย

อย่างตัวเราเอง ก่อนนี้มีเรื่องอะไร เราต้องซื้อหนังสือ ที่จริง บางทีเราก็ไม่ได้อยากอ่านหนังสือพวกนั้น เพียงแต่เรารู้สึกว่าอยากให้อะไรบางอย่างกับตัวเอง แต่เรามีความเชื่อฝังลึกว่าให้ของอื่นไม่ดี ให้หนังสือจึงดี (หนังสือเป็นของที่ดี ของอย่างอื่นเป็นของฟุ่มเฟือย) ดังนั้นจึงอาจบอกได้ว่า เราทำตามคุณค่าของสังคมที่หล่อหลอมเรามาให้คิดว่าหนังสือเป็นของดี แทนที่จะทำตามความปรารถนาของตัวเอง ถ้าฟังเสียงตัวเองดี ๆ แล้ว บางทีเราอาจจะไม่อยากได้หนังสือ เราอาจจะอยากกินองุ่นดี ๆ อยากกินไอติม แต่เราไม่ยอมซื้อองุ่นหรือไอติมให้ตัวเอง เพราะคิดว่ากินแล้วก็หมดไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเราไม่ตอบสนองความต้องการของตัวเองจริง ๆ ถึงซื้อหนังสือมากมายแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้รู้สึกพอใจหรือรู้สึกรุ่มรวยขึ้นมาได้ เหมือนหิวข้าวแล้วกินน้ำ พอจะทำให้อิ่มเหมือนกัน แต่ไม่ได้แทนกันได้จริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ที่บอกข้างบนนี้ ไม่ได้หมายความว่าหนังสือไม่ดี (เราก็ยังชอบหนังสืออยู่ดี) แต่หมายความว่าให้คำนึงถึงสิ่งที่ต้องการจริง ๆ และไม่ได้หมายความว่าเด็กร้องจะเอาแล้วต้องให้มันไปทุกอย่าง เพราะเด็กก็เป็นเด็ก ขืนมันร้องกินไอติมทุกมื้อแล้วตามใจมัน มีหวังอ้วนตายพอดี ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นต้องบาลานซ์ระหว่างการฟังเสียงของเด็ก และการปรับความต้องการนั้นตามความเป็นจริง (เช่นให้กินไอติมก็ได้ แต่ต้องกินเมื่อทำงานเสร็จ หรือกินแล้วต้องไปเดินสักไกล ๆ) เมื่อฟังเสียงของเด็กแล้ว ตัวเราก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง เพราะความต้องการจริง ๆ ได้รับการเติมเต็ม

ส่วนที่ว่าฟังความกลัวนั้น หมายถึง บางทีเรากลัวอะไรมาก มีความไม่สบายใจมาก แต่เราคิดว่าความกลัวหรือความไม่สบายใจดังกล่าวเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เราคิดว่าความกลัวความไม่สบายใจเป็นเครื่องแสดงว่าตัวเราไม่เข้มแข็ง ดังนั้นเราจึงปฏิเสธความกลัวของตัวเอง แย่ยิ่งกว่านั้นเราอาจจะตบตีอีเด็กข้างใน ดุว่ามันขี้ขลาดหรือขี้เกียจเสียจริง แต่ที่จริงแล้ว ความกลัวก็คือความกลัว ความไม่สบายใจก็คือความไม่สบายใจ ไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำ แม้ตบตีด่าว่าหรือทอดทิ้งเด็กทำเป็นไม่สนใจมัน มันก็ไม่ได้หายไป และรังแต่จะทำให้ตัวเราแย่เองด้วย บางคนบีบคั้นตัวเองให้เขียนเรื่อง ทั้งที่มีความกลัวและความไม่อยากอยู่ ก็เขียนไม่ออกเลย และพาลคิดว่าตัวเองใช้ไม่ได้ด้วย บางคนแก้ปัญหานี้ด้วยการบอกตัวเองว่าจะเขียนเพื่อคนอื่น จะเขียนเพื่อสังคม จะเขียนเพื่อสร้างงานศิลปะอันเลิศอะไรต่าง ๆ เพราะหวังว่าการรู้สึกรับผิดชอบจะทำให้ขยันขึ้น แต่ที่จริงแล้ว กลับเป็นการตอบสนองคุณค่าของสังคม ไม่ใช่คุณค่าของตัวเอง เมื่อไม่เมตตาปรานีตัวเองแล้ว เด็กข้างในย่อมไม่ออกมา ที่แห้งขอดนั้นก็แห้งขอดต่อไป งานที่ออกมาก็กลายเป็นงานสมองซีกซ้ายและฐานสมอง ไม่มีความสด ไม่มีจินตนาการ

อย่างไรก็ตาม การฟังเสียงความกลัวนี้ไม่ได้หมายความว่าพอกลัวแล้วต้องเผ่นหนีป่าราบ ไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว เพราะการหนีไม่มีประโยชน์อะไร วิธีปฏิบัติกับความกลัวที่ดีคือการดูแลตัวเอง หากมีความกลัว มีความไม่สบายใจ ให้สำรวจสาเหตุและพยายามถามเด็กในตัวเองว่าทำอย่างไรจึงจะรู้สึกว่า "โอเคขึ้น" เช่นว่าเกลียดต้นฉบับจังเลย ไม่อยากเขียน ไม่อยากทำงานหนัก แต่ถ้าบรรยากาศในห้องนั้นดี มีของที่ตัวเองชอบอยู่ ได้กินอะไรอร่อยสักหน่อย หรือได้แต่งตัวให้สวย รู้สึกว่าตัวเองสวยตอนเขียนต้นฉบับ จะรู้สึกดีขึ้นมาก ก็ให้ตามใจเขาหน่อย อย่ามัวแต่ไปคิดอย่างผู้ใหญ่ ๆ ว่าจะแต่งสวยไปทำไม มนุษยชาติก็ไม่เห็น เพราะจริง ๆ ไอ้การทำให้ตัวเองสบายใจ การแต่งตัวสวย ตบแต่งรอบ ๆ ให้สวย เอาอะไรอร่อยให้ตัวกินนี้มันง่ายกว่าการมานั่งขูดและนั่งด่าทอตัวเองว่าขี้เกียจหลายเท่า และได้ผลในการทำงานดีกว่าด้วย แต่บางทีมันคงง่ายเกินไป คนจึงมองข้าม นึกว่าไม่สำคัญ

คิดว่าเรื่องดูแลเด็กน่าจะจบเท่านี้ เพราะที่จริงเราทุกคนน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองควรดูแลตัวเองอย่างไร (แค่คิดว่าเราอยู่กับตัวเราตอนเด็ก ๆ ก็พอ) ต่อไปจะเคลียร์อีกสองสามประเด็น จากหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง และคิดว่าน่าจะหมดชุดบทความนี้แล้ว ท้ายชุดจะให้รายชื่อหนังสืออีกที แต่ว่าความรู้บางอย่างซึ่งเราสะสมมาตามกาลเวลานั้นอาจระบุเป็นชื่อหนังสือไม่ได้ชัดเจน อาจจะต้องลองเอาคีย์เวิร์ดไปเสิร์ชกันดูเอง




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2551    
Last Update : 4 สิงหาคม 2551 4:11:09 น.
Counter : 211 Pageviews.  

สมองสองซีกกับความเป็นจริงของนักเขียน: artist date และอนุพันธ์(1)

นี่เป็นเรื่อง Artist Date ซึ่งพูดค้างไว้ว่าเป็นวิธีการพื้นฐานของคุณคาเมรอน อาร์ติสต์เดทนี้ หลักการเบสิคมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือการให้เวลากับตัวเอง หมายความว่าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ขอให้กำหนดเวลาที่เป็นเวลาของเราจริง ๆ เอาไว้ อย่างน้อยที่สุดสักชั่วโมงก็ยังดี เพื่อจะไป "เดทกับตัวเอง"

ที่ว่าไปเดทกับตัวเองนี้ คุณคาเมรอนแกว่าจริง ๆ คือไปเดทกับ "เด็ก" ในตัวเรา ซึ่งแกเรียกว่า "your artist child" คุณคาเมรอนแกมีความเห็นตรงกับคุณเบรนเด้ว่าแหล่งกำเนิดศิลปะในตัวเราแต่ละคนนั้นเป็น "เด็ก" ที่อยู่ข้างใน (สมองซีกขวา) แกอธิบายว่า ปรกติคนเราจะไม่ใส่ใจเสียงเรียกร้องของเด็กคนนี้เท่าไรนัก เพราะตลอดวันและเกือบตลอดเวลา เราจะทำตามข้อเรียกร้องของคนอื่น ข้อเรียกร้องของสังคม (ไม่ทำตามก็ต่อต้าน) เอาตัวตน "ผู้ใหญ่" ของตัวเองออกมาอยู่ตลอดเวลา และทำตามสิ่งที่ตัวตนผู้ใหญ่นั้นบอก โดยพยายามกดตัวตนเด็กของตัวเองเข้าไปข้างใน เพราะคิดว่าเป็นการเห็นแก่ตัว หรือคิดว่าเป็นการไม่สมควร

ถามว่าทำไมคนเราจึงกดตัวตนเด็ก หรือซ่อนตัวตนเด็กไว้ข้างใน ว่าง่าย ๆ คือตัวตนเด็กของเรานี้เปราะบาง มันเจ็บปวดง่าย ไร้เดียงสา เปิดเผย เหมือนเด็กเล็ก ๆ ทั่วไป ต่อมาพอเราค่อย ๆ โตขึ้น เราก็เรียนรู้ว่าความเปิดเผยหรือความไร้เดียงสาเป็นอันตราย และรู้ว่ามีกฎของสังคมบางอย่างที่ต้องเคารพ เพื่อที่ตัวเราจะได้ปลอดภัย อยู่ในสังคมได้ตามปรกติ ดังนั้นยิ่งผ่านไปนานวันเท่าไร เราจึงยิ่งสร้างตัวตน "ผู้ใหญ่" ของเราขึ้นมา (สะสมความรู้ผ่านสมองซีกซ้าย) เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวตนดั้งเดิมคือความเป็นเด็กนั้นไม่ให้ต้องเจ็บปวดอีก แต่ไป ๆ แล้ว กลับกลายเป็นว่าตัวตนผู้ใหญ่มีอำนาจมากกว่า ตัวตนผู้ใหญ่คิดแต่ทำอย่างไรให้รอดให้ปลอดภัย ก็พยายามทำตามกฎเกณฑ์หรือพยายามต่อต้านสังคม (ทั้งสองอย่างเป็นการปฏิสัมพันธ์กับสังคม ขึ้นกับว่าตัวตนผู้ใหญ่ของเราคิดว่าแบบไหนจะดีกับตัวเองกว่ากัน - อันนี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งเขียนได้อีกยาว จึงต้องละไว้ก่อน) ไอ้เด็กที่อยู่ข้างในก็เวรกรรม ติดอยู่ในกรงของผู้ใหญ่ที่เราสร้างขึ้น ถูกตัวเราเองลืมไป ลืมใส่ใจ ลืมสิ่งที่เราเคยต้องการจริง ๆ

คุณคาเมรอนแกว่าอาร์ติสต์เดทนี้คือการกลับไปหาเด็กในตัวเราเอง สิ่งใดที่เด็กนั้นปรารถนา ก็ให้ทำตาม ให้เอาใจเด็กบ้าง เพราะที่จริงคนเรามักจะเอาใจคนอื่น ๆ ทั้งโลก แต่ลืมเอาใจ ลืมเติมเต็มตัวเอง

ที่ว่าให้เอาใจเด็ก ไม่ได้หมายความว่าให้ซื้อของประเคนสนองความต้องการของตัวเองมาก ๆ หรือใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย เพราะที่จริง เด็กไม่ได้ต้องการของเหล่านั้น แม้เด็กที่เรียกร้องของแพง ๆ เช่นของมียี่ห้อ ของมีราคา ก็ไม่ได้ต้องการของเหล่านั้นเพราะเป็นของมียี่ห้อ ของมีราคา แต่ต้องการความรักความนับถือจากเพื่อน ต้องการสิ่งน่ารัก สิ่งดี สิ่งน่าสนใจ (ที่จริงผู้ใหญ่ซื้อของมียี่ห้อให้ตัวเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการแบบนี้เหมือนกัน) ถ้ามองทะลุไปถึงความหมายข้างหลังสิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็จะเห็นเองว่าจริง ๆ แล้วเด็กต้องการอะไร

เราไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กของคนอื่นต้องการอะไร แต่เรารู้ว่าเด็กในตัวเรานี้เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น ออกจะช่างฝัน และชอบสัตว์น่ารักอย่างรุนแรง เด็กของเราชอบไปที่แปลก ๆ และชอบเห็นของแปลก ๆ ที่สวย ๆ เมื่อได้เห็นแล้วก็มีความดีใจ ไม่ต้องซื้อก็ได้ ดังนั้นเวลาไปเดทด้วยกัน จึงมักไปร้านที่ขายของแปลกสุมอยู่มาก ๆ หรือไปที่แปลก ๆ สวย ๆ ไม่เคยไปมาก่อน ไปเดินเฉย ๆ ดูนั่นดูนี่ อยากแวะข้างทางก็แวะ อยากดูหมาวิ่งไล่กันก็นั่งลงดู ส่วนเด็กของคนอื่นเป็นอย่างไรนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปสำรวจตัวเองกันดู เด็กบางคนอาจจะรักสวยรักงาม ชอบให้ทาเล็บเป็นสีสวย ๆ ทุกนิ้ว หรือเด็กบางคนอาจจะอยากได้ดินสอสี สีเทียน สีน้ำ มาวาดรูปก็ได้ บางคนไม่ได้วาดมานานปีแล้ว เพราะนึกว่าตัวเองวาดไม่สวย แต่ที่จริงเด็กนั้นวาดด้วยความสุข ไม่เคยคิดถึงความถูกต้องเลย เขาเห็นว่าสวยคือที่ตัวชอบ ก็วาดไปอย่างนั้นเอง วาดแล้วก็สวยเหมือนกัน เพราะมันมีความหมายกับตัวเอง (หรืออย่างน้อยก็จนกระทั่งถูกครูยัดเยียดให้วาดอย่างที่ครูอยากให้วาด)

ถามว่าไปเดทกับเด็กของตัวเองนี้เพื่ออะไร เราว่า ถ้าลองเดทสักหนสองหนน่าจะรู้ได้ด้วยตัวเอง คือแม้ไม่ทำอะไรให้เกิดอะไรทันตา แต่ก็ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นมาได้ เพราะได้กลับไปหาตัวตนของตัวเองที่ถูกละเลยไปเป็นเวลานาน แต่ถ้าถามในแง่ศิลปะหรือแง่งานเขียน เราคิดว่าการไปเดทนี้เป็นการเติมพลังให้ตัวเอง เพราะพลังสร้างสรรค์ของเรามาจากสมองซีกขวา ไม่ได้มาจากสมองซีกซ้าย สิ่งที่เราใช้เขียนอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่มาจากสิ่งที่เด็กของเราเคยคิดฝันมาก่อนทั้งนั้น หากไม่ใส่ใจเด็ก เลิกเป็นเด็ก ไม่มีการเติมอีก สิ่งที่มี ที่จะสร้างสรรค์ได้นั้นก็จะแห้งขอดไปเรื่อย ๆ เพราะเหลือแต่สมองซีกซ้ายที่คอยเอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ ไปขอดมันมาก ๆ ก็ตัน เขียนไม่ออก มีความขุ่นเคือง ก็ยิ่งทำร้ายตัวเอง โทษตัวเองว่าใช้การไม่ได้แล้ว ไม่เหลือพลังจินตนาการอีกต่อไปแล้ว ไม่เป็นเด็กอีกแล้ว ที่จริงคือตัวเลิกเป็นเด็กเอง จะไปโทษใครได้ ไม่มีใครเขาใช้ให้เลิกเลย

ไปเดทกับเด็กนี้ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงหนึ่งต่อสัปดาห์เท่านั้น (เป็นอย่างต่ำ) เวลาอื่น ๆ ในโลกจะเป็นผู้ใหญ่อย่างไรก็ได้ จะซีเรียสจริงจังเท่าไรก็ได้ แต่เวลาที่อยู่กับเด็ก ก็ขอให้อยู่กับตัวเองจริง ๆ อย่าไปเอาคนอื่นมาด้วย เพราะแค่นี้เราก็ใส่ใจตัวเองน้อยเกินไปแล้ว ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย เราจะยิ่งจำเป็นต้องไปใส่ใจเขา ต้องไปทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แสดงบทบาทต่าง ๆ เพื่อเขา (และเพื่อผู้ใหญ่ของตัวเอง)

บางทีไปเดทกับเด็ก อาจจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองหลงลืมไปแล้ว ความกลัวที่ตัวเองเคยกลัว หรือนึกสิ่งที่เราคิดว่า "น่าอาย" ซึ่งเราฝังเอาไว้ในอดีตขึ้นมาได้ (ที่จริงอาจจะไม่น่าอายเท่าที่คิด แต่พ่อแม่หรือครูทำให้เรารู้สึกอาย) ถ้าเจออะไรอย่างนั้น ก็อย่าเพิ่งไปทำร้ายเด็กของตัวเอง ให้มองให้ดี ๆ ว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่ บางทีอาจจะเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นอะไรที่ดีที่สวยกว่าที่คิด หรือสามารถ "คืนดี" กับตัวเองเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งก็ได้




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2551    
Last Update : 3 สิงหาคม 2551 5:55:47 น.
Counter : 239 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.