แหล่งกบดาน
<<
กรกฏาคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
15 กรกฏาคม 2559

[Books] ส้มสื่อรัก (The Orange Girl) - Jostein Gaarder


"ส้มแต่ละลูกไม่เหมือนกัน"
- ส้มสื่อรัก, Jostein Gaarder



ส้มสื่อรัก
Jostein Gaarder เขียน
จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล


ได้รับเล่มนี้จากเพื่อนผู้ร่วมเล่น Rainy Read Rally เมื่อปีก่อน เป็นหนังสือที่อ่านจบแล้วเกิดความซับซ้อนในอารมณ์สูง จนไม่รู้จะเขียนความรู้สึกออกมายังไง โดยรวมเอาเป็นว่าชอบละกัน เรื่องน่ารัก สารลุ่มลึก เนื้อหาประทับใจ ต่อให้เราเข้าไม่ถึงในบางตอน และค้านในบางข้อ

เนื้อแท้ของหนังสือคือปรัชญาที่คนเขียนต้องการส่งมอบ เวลาอ่านเลยต้องใช้ความคิด ละเลียดซึมซับ แล้วจึงเดินหน้า เหมือนกินอาหารมื้อหรูที่ต้องค่อยๆเคี้ยวครุ่นคิดถึงวัตถุดิบและความตั้งใจของเชฟ หนังสือประเภทนี้สำหรับเราถ้าไม่ปิ๊งก็แป้ก โชคดีที่เล่มนี้กระเดียดไปทางปิ๊ง มีประโยคที่ชอบเยอะมาก ดังนั้นความรู้สึกหลังอ่านงวดนี้จะเต็มไปด้วยข้อความจากในเรื่อง

มีสปอย



พล็อตคร่าวๆคือ หนุ่มน้อยวัยสิบสี่ค้นพบจดหมายที่พ่อเขียนถึงเขาก่อนตาย ปกติเราไม่ชอบพล็อตสไตล์นี้ รู้สึกว่าตอนมีชีวิตอยู่ทำไมไม่คุยกัน แต่กรณีในเรื่องคือ ตอนพ่อตายหนุ่มน้อยอายุแค่ 3 ขวบ เราเลยเปลี่ยนเป็นซาบซึ้งแทน ช่วงแรกคุณพ่อเล่าถึงสาวน้อยถือถุงส้มที่ตัวเองได้พบสมัยเป็นวัยรุ่น และเกิดรักแรกพบหมดใจอย่างยากจะอธิบายได้

คุณพ่อเพ้อถึงสาวส้มได้น่าเอ็นดูเชียวละ จินตนาการของคุณพ่อนี่มีสิบคิดไปร้อย มีร้อยคิดไปพัน เจอกันแป๊บเดียวสามารถจินตนาการได้ว่าสาวเจ้าอนาคตจะมีลูกสาวชื่ออะไร XDD มหกรรมตามหาสาวส้มผู้เป็นปริศนาก็ฮาเฮ ถ้าคิดในแง่ของนิยายมันก็สนุกดีนะ แต่ถ้าคิดโยงกับโลกจริง เรารู้สึกขัดใจที่อมพะนำพิสูจน์หัวใจกันอยู่นั่นแหละ แถมพอรู้ส่วนเสริมตอนหลัง แอบรู้สึกด้วยซ้ำว่าสาวส้มขี้โกง ถึงจะชื่นชมความรอบคอบของเธอ ไม่ปล่อยปลาหลุดไปก่อนจะมั่นใจ แต่รสโรแมนติกเลยปร่าไปนิด

"เทพนิยายทุกเรื่องต้องมีกฎกติกา แต่ละเรื่องก็มีกฎแตกต่างกัน กฎเหล่านี้มีไว้ให้ปฏิบัติตามโดยไม่ต้องซักถามหรือเข้าใจ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็อย่าหวังว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ!"

เราไม่เห็นด้วยกับปรัชญานี้ แต่เราอาจจะมองคนละด้านกับที่ผู้เขียนจะสื่อก็ได้ เราไม่นิยมการเชื่อถวายหัวโดยไร้เหตุผล จึงไม่คิดว่าสิ่งนั้น "โรแมนติก" จริงอยู่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในโลกเราไม่อาจควบคุมได้ และธรรมชาติมีกฎของตัวเองที่เราไม่อาจซักถามหรือเข้าใจอย่างที่บอก แต่...! แต่เราก็ยังรู้สึกว่า การพยายามทำความเข้าใจมันเป็นสิ่งจำเป็นนะ

นั่นแหละ เราจึงอาจจะมองค้านกับคนเขียน

แต่ส่วนที่เห็นตรงกันก็เยอะ และหลายตอนจับใจจี๊ด

"อย่ามาบอกพ่อให้ยากเลยว่า ธรรมชาติไม่ใช่ปาฏิหาริย์ อย่ามาบอกพ่อเลยว่าโลกนี้ไม่ใช่เทพนิยาย คนที่มองไม่เห็นก็จะไม่เห็นต่อไป จนกว่าเทพนิยายเรื่องนี้ใกล้จุดอวสาน เมื่อโอกาสสุดท้ายที่จะขยี้ตามองด้วยความอัศจรรย์ใจได้มาถึง โอกาสสุดท้ายที่จะเลิกหมกมุ่นกับตัวเองแล้วหันไปมองสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้น เพียงเพื่อเอ่ยคำอำลาก่อนจากไป ”

ยิ่งตอนคุณพ่อบรรยายถึงความหัศจรรย์ของธรรมชาติ อ่านแล้วมันตื้อในอก



ชอบตอนที่พูดถึงกล้องอวกาศฮับเบิลด้วย โดยเฉพาะที่บอกว่า "พ้นไปจากโลกรอบตัวตรงหน้าเรา ยังมีอะไรบางอย่างที่เราควรมองหา มองเห็น และรับรู้บ้าง" และเราชอบที่ก่อนอ่านจดหมาย หนุ่มน้อยเพิ่งทำรายงานเกี่ยวกับฮับเบิลเสร็จ พอในจดหมายพ่อทักว่ากล้องฮับเบิลยังอยู่ดีหรือเปล่า หนุ่มน้อยก็สะดุ้ง ตรงนี้แอบขนลุกไปพร้อมกับเจ้าหนุ่มเลย มันตอกย้ำความคิดของเราที่ว่าความสนใจหลายอย่างของเราที่ดูเหมือนบังเอิญ บางครั้งเกิดจากความทรงจำในวัยเด็ก


ก่อนคุณพ่อจะจบจดหมาย ได้พูดถึงปรัขญาอย่างหนึ่งที่เรายังตัดสินใจไม่ได้

"สมมุติว่าลูกสามารถเลือกได้ว่าจะมามีชีวิตในโลกนี้สักช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่ โดยที่ลูกไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ หรือมีชีวิตอยู่ได้กี่ปี รู้แค่ว่ามันนานพอที่ลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่ก็แล้วกัน แล้วลูกก็รู้ด้วยว่าถ้าลูกเลือกเกิดบนโลกมนุษย์ สักวันลูกก็ต้องจากไปโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง นั่นอาจทำให้ลูกเจ็บปวด โศกเศร้าเสียใจเป็นที่สุด...เพราะโลกมีสิ่งสวยงามมากมายจนไม่มีใครทำใจได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ลูกจะเลือกอย่างไหนล่ะ..ยอร์จ"

"สมมติว่า ลูกกำลังยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าเทพนิยายเรื่องนี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อนในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังก่อรูปขึ้น แล้วลูกสามารถเลือกได้ว่าจะมาใช้ชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่ โดยที่ลูกไม่มีทางรู้ว่าตัวเองจะเกิดเมื่อไหร่ หรือมีชีวิตอยู่ได้กี่ปี รู้แค่ว่ามันนานพอที่ลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่ก็แล้วกัน แล้วลูกยังรู้ด้วยว่าถ้าเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ สักวันลูกก็ต้องจากโลกไปโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง" ลูกมีสองทางเลือกเท่านั้น และนี่คือกฎกติกา...ถ้าเลือกเกิดมาในโลก ก็เท่ากับว่าเลือกตายจากโลกด้วย หากเลือกที่จะเกิดมาที่นี่ มีชีวิตอยู่เพียงพริบตาแล้วจากไป กับการไม่ต้องมาที่นี่ลูกจะเลือกอะไร"


ส่วนตัวบอกไม่ถูก คิดว่าจะทางไหนก็ได้ปะ คล้ายๆกันนั่นแหละ ถ้าคิดตามหลักประโยชน์นิยม ก็น่าจะเลือกมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเลือกตามหลักพุทธ ก็ต้องเลือกไม่เกิดดีกว่า ไม่ว่าทางไหน ก็ขึ้นกับว่ามองด้วยแง่มุมใด

ปกติอ่านแต่นิยายเพื่อความบันเทิง นานๆแหวกแนวบ้างก็ดีเหมือนกัน ต้องขอบคุณคุณเรียวรุ้ง ไม่งั้นเราคงไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

"ทุกอย่างที่ดำรงอยู่จะดับลับไปเมื่อถึงจุดสิ้นสุด และสิ่งสุดท้ายที่คนเราต้องเกาะกุมไว้จนนาทีสุดท้ายคือมือของใครสักคนเท่านั้น"




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2559
0 comments
Last Update : 15 กรกฎาคม 2559 21:05:40 น.
Counter : 173 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Froggie
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]





[Add Froggie's blog to your web]