The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

Krish of A Ten Thousand Lives (5)

๑ http://on.fb.me/1rb1Tem

http://goo.gl/iy2etF

http://goo.gl/B0ePL9

http://goo.gl/NJJPW0

###


"งาน" ที่ต้องไปทำเป็นอย่างนี้


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกได้กลายสภาพเป็นอยู่ไม่ได้ คนมีเงิน มีปัญญา มีเส้นสาย หรือบางทีอาจจะแค่โชคดี ก็ได้มาอยู่ในโดม


มีโดมมากมาย เล็กและใหญ่ ตั้งเป็นเมือง เป็นประเทศ


ส่วนคนไม่มีเงิน โง่เขลา ไร้เส้น โชคร้าย ก็ถูกกีดกันออกไป บางคนก็ตาย บางคนก็ปรับตัว กลายเป็นเหล่าคนที่อยู่นอกโดม


เวลาผ่านไป ใครสักคนตระหนักขึ้นมา คนนอกโดมก็เป็นมนุษย์ แม้ว่าจะเลือดเนื้อจะปนเปื้อนรังสีและยากไร้ ดังนั้นรัฐบาลของโดมบางแห่งจึงมีโครงการช่วยเหลือ ที่มีน้ำใจหน่อยอาจถามว่าจะเข้ามาอยู่ในโดมไหม และบางแห่งที่จะว่าไร้น้ำใจ หรือว่าให้เกียรติวัฒนธรรมแตกต่างก็ไม่ทราบ ก็จะ "เสนอเทคโนโลยี" ให้  การเสนอเทคโนโลยีก็เชิญมาดูงาน ให้ทุนการศึกษา ให้มาเรียนรู้เรื่องในโดม เรียนเสร็จแล้วก็กลับออกไปพัฒนาบ้านเกิดของตัว


ทางนี้ก็เป็นนักเรียนทุนเช่นกัน เมื่อได้รับทุน ก็ต้องทำงานใช้ทุน หนึ่งในงานใช้ทุนที่ทำปีละครั้ง คือดูแลนักเรียนทุนจากนอกโดม แนะนำสถานที่ สอนว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร เป็น "พี่เลี้ยง" ประมาณสองสามเดือน


ทำมาสองปีแล้ว แนะนำคนจากนอกโดมมาสองรุ่น แนะนำอย่างดี ดูแลอย่างสุภาพเรียบร้อย จากนั้นก็ตีตัวออกห่างอย่างเป็นธรรมชาติ ทำเหมือนใครๆ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ช่วยไม่ได้ คนจากนอกโดมพวกนั้นคงคิดว่าเป็นคนเมืองไร้มนุษยสัมพันธ์ไร้น้ำใจ แต่สำหรับตัวเอง...ไม่เกี่ยวกับน้ำใจ ก็เพียงชากับการคบหาแล้ว ไม่อยากเข้าใกล้ใครเกินไป ไม่อยากเข้าใกล้สิ่งที่สามารถสูญสลายได้ในชั่วพริบตา


วันนั้น ยามออกไปรับที่เขตรับคน ตรงริมขอบโดม ก็สะดุดใจนิดหนึ่ง


นักเรียนทุนปีนี้...อายุค่อนข้างมาก ทำให้ในใจนึกเรียกทันทีโดยไม่ทันคิดอะไร...ยายแก่ 


"ฉันชื่อดินา" ยายแก่บอก


บางทีถ้าเทียบอายุกัน อาจจะเรียกว่ายายแก่ไม่ได้  แต่คนนอกโดมอายุสั้น สามสิบข้างนอกก็เหมือนห้าสิบหกสิบข้างใน  ได้ยินว่าที่นั่นไม่มีใครมีอายุเกินสี่สิบปี ส่วนใหญ่ประมาณสามสิบห้าก็จะตาย


ได้ยินว่าเป็นผลของรังสี เป็นการวิวัฒน์อย่างหนึ่งซึ่งแบ่งแยกคนข้างในกับข้างนอกออกจากกัน


ยายแก่คงอายุสักสามสิบปี  แต่หน้าตาเหมือนยาย  ทำให้อดนึกเหยียดหยามในใจไม่ได้  ยายแก่...คงอยากสัมผัสความศิวิไลซ์ก่อนตายสินะ คงแย่งทุนใครมาใช้ เรียนอยู่แค่หกเดือนหนึ่งปีจะได้อะไร และถึงได้ กลับถึงหมู่บ้านยังไม่ทันสอนก็คงแก่ตาย


ในใจนึกมืดทะมึนมาก แต่เปลือกนอกยิ้มอ่อนโยน เป็นหน้ากากหนุ่มน้อยสมวัย พวกเหล็กประดับที่สอดรูบนใบหน้าก็เอาออก เหลือแต่ตุ้มหูที่วิทยาลัยอนุญาต ใส่เครื่องแบบเรียบร้อย  เป็น "นักเรียนทุนอัจฉริยะ" ผู้ดูมีอนาคต...และยินดีรับใช้  ยายแก่มองมานิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้จางๆ


"ผอมจริง" นางเอ่ยเป็นคำแรกหลังแนะนำตัว


สะดุดนิดหนึ่ง


"ผอมจริง กินไหม" นางว่า ยื่นของในห่อผ้าให้


มือของยายแก่หยาบกร้านราวกับหนัง ใบหน้าก็มีแต่ริ้วรอย เหมือนหนังที่ยับย่นจนฟอกไม่ได้ เส้นผมสีขาวเทาด้านๆ ถักเป็นเปียลวกๆ  


ทีแรกคิดว่าอ้วน แต่มองอีกครั้งจึงรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงกระดูกใหญ่ บึกบึน ในโดมไม่มีผู้หญิงบึกบึนแบบนี้ ดังนั้นจึงไม่คุ้นตา


รับห่อผ้ามา เปิดดู เห็นในนั้นเป็นกล่องข้าว ข้าวเม็ดสีกระดำกระด่างไม่ได้ขัดขาว มีกับสองสามอย่าง


"คิดว่าเข้ามาในนี้จะกินยาก เลยทำเผื่อไว้ มีของแห้งอื่นๆ ด้วย" นางชี้กระเป๋าพลาสติกทรงเกือบเหมือนถุงที่ข้างกาย "มีเยอะ แบ่งให้"


สุดท้ายออกจากเขตรับคนแล้ว ก็ต้องพายายแก่ไปสวนสาธารณะ ไปหาที่กิน อาหารที่ยายแก่เอามาเผ็ดร้อน เค็มเปรี้ยวหวานจัดจ้านมาก แทบจะกระเดือกไม่ลง


แต่ตอนนั้นคิดว่าก็แค่ชั่วคราว ผ่านสองเดือนแรกจะได้เป็นคนแปลกหน้ากันแล้ว จึงยิ้มเฉย กินเงียบๆ ไม่ติเตียนอะไร


ถ้าตอนนั้นรู้อนาคต คงไม่กิน คงปฏิเสธอย่างสุภาพ คงวางตัวอีกแบบอย่างถูกต้อง แต่เพราะไม่รู้ เรื่องราวจึงดำเนินต่อไป


หลังจากนั้นยังมาย้อนคิด...ชีวิตนอกเครื่องมายาก็ต่างจากในมายาแบบนี้เอง ทำผิดแล้วแก้ไม่ได้ ยามใช้ชีวิตถ้าทำผิดแล้ว ก็ต้องรับผิดไป ตัวเองเท่านั้นที่จะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง




 

Create Date : 29 เมษายน 2558    
Last Update : 29 เมษายน 2558 13:06:57 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ยิ่งใหญ่และไร้นาม

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกนี้ยังมีกวีที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่ง

กวีผู้นั้นไม่เคยได้รางวัลใด ๆ ไม่ว่ารางวัลระดับประเทศหรือระดับโลก ไม่รู้จักทั้งซีไรต์หรือบุ๊คเกอร์หรือโนเบลไพรซ์ เพราะกวีคนนั้นเกิดอยู่ในเกาะอันห่างไกล

อันว่าเกาะของเขานี้อยู่กลางทะเล ระหว่างประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย ทว่าด้วยเหตุบางประการ มันก็เป็นเกาะที่โลกภายนอกก็ไม่เคยเข้าไปกล้ำกราย ดังนั้นกวีจึงไม่รู้จักทั้งตึกหรือรถยนต์ หรือชื่อต่างๆ ที่คนตั้งให้กับอารมณ์ทั้งหลาย (ถึงแม้ว่าอารมณ์เหล่านั้นจะเกิดกับกวีบ้าง แต่เขาก็ไม่นึกว่ามันจะต้องมีชื่อ ในเมื่อเขาบรรยายถึงมันด้วยวิธีอื่น ๆ ได้)แต่การขาดไร้ถ้อยคำซับซ้อนก็ไม่ได้ทำให้กวียากไร้ เขานั่งอยู่ริมหาด และด้วยภาษาอันจำกัด ในโลกอันจำกัด (ซึ่งเขาไม่ได้คิดว่าจำกัดนักหรอก) เขาก็ขับขานถึงจักรวาล การก่อกำเนิด การสิ้นสุด ปูเสฉวนและเม็ดทราย ขับขานถึงมะพร้าวกับแมงกะพรุน ความรักในตัวเมีย (ซึ่งป่วยตายเพราะท้องร่วงและทิ้งเขาไป) ถึงความกลัวที่ตัวเองแก่เฒ่าลง หรือถึงอารมณ์ยามพ่อและแม่ตาย เรื่องตลกกับเรื่องเศร้า เรื่องเข้มข้นกับเรื่องตื้นเขิน เรื่องที่เมาสะใจมาเมื่อคืน

และเขาก็เป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และคนในเกาะก็รู้กันดี คนเหล่านั้นจะมาถามเขาเรื่องต่าง ๆ และเขาก็จะตอบเท่าที่ทำได้ แต่ส่วนใหญ่เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน (และบางทีเขาก็เมาเหล้ามะพร้าวเกินกว่าจะตอบได้)

และเขาก็ไม่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด ไม่มีใครรับทราบความเก่งกาจนี้ เว้นแต่คนบนเกาะที่รวมกันแล้วก็ยังน้อยกว่าหนึ่งหมู่บ้านในประเทศที่ใกล้ที่สุด

แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเท่าไร ตอนที่ถามว่าทำไมขับขานบทกวี เขาก็บอกว่าแต่งแล้วสนุกดี ก็เท่านั้นเอง




 

Create Date : 02 กันยายน 2556    
Last Update : 2 กันยายน 2556 13:45:57 น.
Counter : 476 Pageviews.  

เซรีญา Dragon's Gate (1-14 ครึ่งแรก)

เอาลิงค์มาแปะไว้นิ





















 

Create Date : 17 เมษายน 2556    
Last Update : 17 เมษายน 2556 22:23:57 น.
Counter : 1021 Pageviews.  

มาโอ: สู่ทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา๒

๒.

รุสโซออกจากห้องประชุมแล้ว ก็คิดจะกลับไปห้องทำงานเพื่อแจ้งข่าวให้เจ้ามาโอฟัง เขาคิดว่าแมวตนคงดีใจ ปรกติมันชอบปีนหายขึ้นไปบนชั้นหนังสือ หาเรื่องเรียนเวทมนตร์พวกวิธีเดินบนน้ำแข็งไม่ให้ลื่น วิธีหาทิศทางในทุ่งน้ำแข็งโดยไม่ต้องดูท้องฟ้าไม่ต้องมีเข็มทิศ เจ้าแมวดำมักอวดว่าตนควรต้องรู้เรื่องพวกนี้ไว้ ยามไปเจอยายผ้าพันคอจะได้สบาย สุดท้ายรุสโซต้องข่มขู่ว่าหากเรียนเวทมนตร์ด้วยตัวเองแล้วถูกปีศาจในตำราลากไปแดนสนธยาเขาจะไม่ช่วยเด็ดขาด มาโอจึงค่อยหายซ่า ยอมเลิกเรียนแบบงู ๆ ปลา ๆ

ทว่ายามไปถึงห้องทำงานจริง ๆ ชายหนุ่มกลับพบมาโออยู่ในร่างสองขา ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง ท่าทางตื่น ๆ ครั้นหันมาเห็นเขาเข้า เจ้าแมวดำก็เร่งยื่นกระดาษให้ บอกว่าจากวิทยาลัย

"เขาไม่ได้ใส่ซอง...ข้าขอโทษที่อ่าน แต่รัสเซลไม่สบาย ในนั้นเขาบอกว่ารัสเซลไม่สบาย"

รุสโซไม่ทันตั้งตัวก็สะดุ้ง เขากวาดตาผ่านกระดาษปราด เห็นเป็นหมายแจ้งสั้น ๆ บอกว่ารัสเซลน้องชายเขาไม่สบายจริง ๆ ตอนนี้รัสเซลพักที่หอ จึงอยู่ในความดูแลของแพทย์ประจำวิทยาลัย แต่อาการของเด็กชายแปลกไม่น่าไว้ใจ ควรให้ตัวรุสโซเองมาดู

"ข้าจะไปเรียกรถม้า" พ่อมดบอกทันทีที่อ่านหมายจบ

"ข้าไปด้วยได้ไหม" เจ้าแมวดำถาม

"ตามใจเจ้า" รุสโซบอกทั้งหันร่างจากไปเรียบร้อยแล้ว

มาโอไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับรัสเซล น้องชายของรุสโซมากนัก เขาไม่ค่อยมีโอกาสพบเด็กคนนั้น ก่อนนี้ตอนที่รุสโซยังประจำอยู่ชายแดน เจ้าแมวดำเคยคิดจะไปแนะนำตัวกับเด็กชายสองสามครั้ง แต่ทุกครั้งรัสเซลไม่เคยอยู่บ้าน มาโอเองก็ค่อยไม่ว่างเพราะต้องเรียนหนังสือปีสุดท้าย กว่าเขาจะได้ผ่านจบจากโรงเรียนเพราะทำรายงานไปแดนมนุษย์ร่วมกับยายลียา รัสเซลก็สอบได้ระดับสิบ และย้ายเข้าวิทยาลัยไปแล้ว

ที่จริงกว่าเด็กชายจะได้ระดับสิบก็อายุสิบสามปีเข้าไปแล้ว ตามมาตรฐานแดนเวทมนตร์ถือว่าช้ามาก คนจึงมักเล่าลือกันว่าน้องชายของรุสโซ บุตรคนเล็กของจิ้งจอกโรเซเป็นปัญญาอ่อน แต่ทุกครั้งที่มาโอเห็นตู้เก็บของของรัสเซลซึ่งเต็มไปด้วยสมุนไพร ตัวอย่างต้นไม้ และสินแร่ เขาก็ไม่เคยแน่ใจสักครั้งว่าเด็กคนนั้นโง่จริงดังคนพูดกันหรือไม่ รุสโซไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเขา ว่าไปแล้วรุสโซก็ไม่ใคร่ชอบพูดเรื่องครอบครัวตน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าแมวดำยังคงเห็นชัดอยู่นั่นเองว่าแม้ไม่มีเวลา และทำเหมือนปล่อยปละละเลยน้องอย่างไร รุสโซก็รักรัสเซล เขาทำงานหนักตลอดมาตั้งแต่อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดก็เพื่อเลี้ยงน้องคนนี้ ดูเหมือนนานแล้ว พ่อมดจะเคยพูดว่าตนกับน้องห่างกันแปดปี พ่อแม่ล้วนตายไปหมดสิ้นตั้งแต่รัสเซลอายุเพียงสองขวบ ที่จริงตอนนั้นเด็กชายควรถูกส่งไปยังบ้านเด็กกำพร้า แต่รุสโซไม่ยอม เขาว่าตนดูแลน้องได้ เงินทองของพ่อก็มีอยู่ คนทั้งปวงอย่าได้เอารัสเซลไป

มาโอคิดมาถึงตอนนี้ รุสโซก็เรียกรถม้าประจำทำเนียบมาเรียบร้อยแล้ว ทำเอาเจ้าแมวดำปีนตามขึ้นไปแทบไม่ทัน เขาอยู่ในร่างสองขาตามธรรมเนียม ทำเนียบอยู่ไม่ห่างจากวิทยาลัยมากนัก รถม้าแล่นเพียงครู่เดียวก็ถึง ครั้นถึงแล้วรุสโซก็เปิดประตูลงไป สาวเท้าผ่านอาคารต่าง ๆ ไม่ได้เหลียวหลัง มาโอแทบจะต้องวิ่งตามให้ทัน

ตอนนั้นวิทยาลัยยังเปิดอยู่ ตามตึกเรียนและลานยังมีนักเรียนอยู่ไม่น้อย นักเรียนเหล่านั้นส่วนใหญ่รู้ว่ารุสโซเป็นใครก็พูดจากันท่าทางตื่นเต้น แต่พ่อมดไม่ได้สนใจ เขาเดินไปจนถึงส่วนรับแขกของวิทยาลัย ครั้นบอกคนที่นั่นเรียบร้อยว่าตนเป็นใครแล้วก็มีคนมาพาเขากับมาโอไปยังห้องพยาบาล

"รัสเซลอาจจะป่วยมาก่อนหน้านี้ เรายังไม่แน่ใจนัก เขาไม่ได้มาแจ้งว่าตัวเองป่วย และไม่ได้แสดงอาการ ที่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นเพราะเพื่อนที่นอนห้องเดียวกันมาแจ้ง พอรู้เรื่องนี้ผู้ดูแลหอพักก็สั่งให้เขาไปพบหมอทันที" คนที่นำทางเล่าให้รุสโซฟัง "หมอให้แยกตัวเขาไว้เพราะไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไรแน่"

ยามรุสโซไปถึงห้องที่รัสเซลถูกแยกไว้ เด็กชายตื่นอยู่ เขาเอนหลังครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียง ครั้นเห็นว่าใครมาก็ชันร่างขึ้นเล็กน้อย เอ่ยปากเรียกพี่ชาย รุสโซจึงเข้าไปใกล้เตียงน้อง สอบถามอาการว่าเป็นอย่างไร

ยามที่พี่น้องคุยกัน มาโอไม่ทราบว่าควรไปที่ไหนได้จึงยืนพิงประตูห้องอยู่ทางหนึ่ง ระหว่างนั้นรัสเซลก็ถอดเสื้อออกตามที่พี่ชายบอก ทั้งรุสโซและเจ้าแมวดำจึงได้เห็นว่าแม้เด็กชายดูไม่เป็นไรก็จริง แต่บนผิวใต้เสื้อกลับเต็มไปด้วยรอยผื่นแดง รอยดังกล่าวประหลาดน่ากลัวยิ่งนักดูคล้ายเปลวไฟ พันเป็นลวดลายไปทั้งตัว

"เป็นมาแต่เมื่อไร" รุสโซถามน้อง

"ข้าไม่แน่ใจ...อาจจะสองสามวันก่อน" รัสเซลตอบอ้อมแอ้ม

"เหตุใดไม่บอกอาจารย์ปกครอง" พี่ชายเขาถามต่อไปทันที

"ข้าเห็นเป็นแค่ผื่น...ไม่น่ามีอะไร"

"ผื่นประหลาดอย่างนี้แม้แต่หมอที่มาดูเจ้าก็บอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าใช้คาถาหรือทดลองอะไรผิดพลาดหรือเปล่า"

"...เปล่าครับ"

"ได้ต้นไม้หรือแร่อะไรใหม่มาหรือเปล่า"

เมื่อถามมาถึงคำถามนี้ สีหน้าของรัสเซลก็เปลี่ยนไปแวบหนึ่ง ทั้งพี่ชายเขาและมาโอต่างเห็นชัดเจน กระนั้นเด็กชายกลับบอกว่าไม่มีอะไร ตนไม่ได้ต้นไม้หรือแร่ใหม่มา รุสโซถามอีกหลายคำ ครั้นรัสเซลไม่ยอมตอบตรง ๆ เขาก็จนใจ สุดท้ายจึงบอกว่าจะไปคุยกับแพทย์ประจำวิทยาลัยดู

"หากว่ามีอะไรควรรีบบอก เจ้าไม่ใช่เด็กแล้ว" ชายหนุ่มบอกน้องเป็นคำสุดท้าย ก่อนจะหันไปทางแมวของตน "มาโอ เจ้าอยู่นี่ก็แล้วกัน"

หลังจากนั้นรุสโซก็รีบจากไป ทิ้งน้องไว้กับเจ้าแมวดำ

"ปรกติเป็นน้ำแข็งแท้ ๆ วันนี้อย่างกับพายุ" มาโอเอ่ยขึ้นลอย ๆ ครั้นแล้วจึงหันมาทางรัสเซลที่อยู่บนเตียง เขาเห็นเด็กชายครั้งสุดท้ายเมื่อสองปีก่อน...ตอนอายุสิบสอง เวลานี้รัสเซลอายุสิบสี่ปีแล้ว ตัวยืดขึ้นมาก เริ่มดูเก้งก้างกำลังจะเป็นหนุ่ม เด็กชายมีเค้าหน้าคล้ายพี่ ตาสีเขียวเหมือนกัน แต่ผมสีทองเข้มกว่า แม้ไม่ได้มีท่าทางเยือกเย็นน่าเกรงขามเหมือนรุสโซ แต่ก็เป็นคนหน้าเฉยคล้ายกัน ทำให้มาโออดค่อนขอดไม่ได้ว่าพวกตระกูลหน้าตาย

"สวัสดี" เจ้าแมวดำบอกเด็กชาย

"สวัสดีครับ" อีกฝ่ายตอบ

"ไอ้ใต้เตียงนั่นอะไร" มาโอตั้งกระทู้ถามต่อไป

"อ้อ..." รัสเซลก้มลงค่อย ๆ ดึงชายผ้าออกมา ว่ากันตรง ๆ ...มันคือผ้าห่มชั้นที่สอง ซึ่งบัดนี้ได้รับการผูกมัดแน่นหนาเป็นเชือกยาวอย่างดิบดี ที่จริงเด็กชายก็เก็บมันไว้ดีแล้ว แต่เผอิญมาโอตาไวจึงเห็นชายแลบออกมา ว่าไป...เขาก็สงสัยอยู่ว่าทำไมรุสโซซึ่งเป็นคนละเอียดรอบคอบจึงไม่เห็น บางทีรุสโซคงร้อนใจเกินไปกระมัง

"เจ้าจะปีนหน้าต่างหนีออกไปเหมือนในนิยายหรือ" เจ้าแมวดำสงสัย

"ข้าสะเดาะกุญแจไม่เป็น...เคยคิดว่าจะเรียนแต่ไม่มีโอกาส" เด็กชายบอกตามตรง "และก็ใช้มนตร์ลอยตัวไม่ได้ด้วย เลยคิดว่า...ไว้มืด ๆ แล้วจะปีนออกไปครับ"

"แล้วคิดว่าจะรอดหรือ"

"ยังไม่ได้ลองเลยครับ"

เมื่อถึงตอนนี้ มาโอก็ได้ข้อสรุปชัดเจนไม่ต้องพิสูจน์ใด ๆ ว่ารัสเซลไม่ค่อยจะเหมือนพี่ชายของเขาเท่าไหร่นักหรอก

...

"ข้าชื่อมาโอ" เจ้าแมวดำตัดสินใจแนะนำตัว ลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง แถมยังช่วยเอาเท้าเขี่ย 'เชือก' ของอีกฝ่ายซ่อนเข้าไปให้เสียด้วย

"ข้ารู้จักท่าน พี่พูดถึงบ่อย ๆ" เด็กชายบอก "ข้าชื่อรัสเซลครับ"

"ไหนเล่ามาสิว่ามีอะไร" อีกฝ่ายถามต่อไป

รัสเซลดูไม่ใคร่แน่ใจนัก แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง บางทีอาจจะเพราะแม้ตัวเด็กชายเองก็รู้ว่าปีนเชือกหนีคงไม่ได้ผลดีอะไรนัก ในที่สุดเขาจึงได้พูดออกมา

"ท่านอย่าเอาไปบอกพี่รุสโซ" เขาบอก "ข้าได้นี่มา"

ยามพูดว่า "นี่" เด็กชายก็ยกมือข้างหนึ่งแบขึ้น เมื่อแรกมาโอมองไม่เห็นอะไรสักอย่างเดียว แต่ผ่านไปราวชั่ววินาที ก็มีแสงอะไรเรือง ๆ เกิดกลางฝ่ามือของเด็กชาย เจ้าแมวดำเห็นแต่แสงอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มเห็นชัดเจนว่าในแสงนั้นมีอะไรบางอย่างลักษณะคล้ายต้นไม้อยู่ มันลอยกลางฝ่ามือของรัสเซล เห็นตั้งแต่ปลายถึงราก กะแล้วน่าจะประมาณสิบนิ้ว ลำต้นไม้เป็นสีขาว ลักษณะเหมือนผลึกหรือน้ำแข็ง บนบริเวณที่ควรเป็นใบกลับมีบางอย่างดูเป็นปุยหนาเรืองวิบวับอยู่แทน ยามมาโอยื่นมือเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น รัสเซลก็ไม่ได้ถอยหนี แต่ครั้นเจ้าแมวดำแตะถึงต้นไม้จริง ๆ กลับต้องสะดุ้งชักมือกลับ หากใช้ร่างแมวคงขนฟูทั้งตัว ...ลำแสงบนมือของรัสเซลเย็นยิ่งนัก เย็นเหมือนน้ำแข็ง มาโอรู้สึกได้เพียงความหนาวสุดขั้วหัวใจ ส่วนจะแตะถูกอะไรหรือเปล่านั้นไม่ทราบเลย

"นี่คืออะไรกัน"

"คือต้นเกล็ดหิมะ ข้าได้มาจากตลาดนัดใหญ่"

"หือ เจ้าไปตลาดนัดที่กำแพงตะวันตกมาอีกแล้วหรือ" เจ้าแมวดำส่งเสียงในคอ เป็นเหตุให้เด็กชายต้องก้มหน้าลง

"พี่บอกว่าพอเข้าวิทยาลัยได้แล้วอย่าไปอีก จะถูกไล่ออกได้" เขาบอก "แต่...ข้าปลอมตัว พอกยาแถมยังเปลี่ยนสีตาสีผมทุกครั้งที่ไป ข้าคิดว่า...คงไม่เป็นไร"

ตลาดนัดใหญ่ที่กำแพงตะวันตกเป็นย่านเดียวในเมืองหลวงที่คนในแดนเวทมนตร์จะติดต่อซื้อขายกับคนจากต่างแดน แต่ตามประเพณีของคนแดนนี้ ซึ่งหวงตัวและไม่ชอบชาวต่างชาติ ตลาดดังกล่าวถือเป็นย่านไม่ดี คนที่จะไปกันมีเพียงคนเหลื่อมระดับหรือพวกเรียนหนังสือได้ไม่สูง ทว่ามีความชำนาญในด้านค้าขายแลกเปลี่ยนเท่านั้น

กระนั้นแต่เล็กมา รัสเซลมักไปที่นั่นเป็นประจำ พี่ชายไม่มีเวลาดูแลเขา เด็กชายจึงหาเรื่องเล่นด้วยตัวเอง เขาอ่านหนังสือเรื่องต้นไม้เรื่องสินแร่ ครั้นหาของจริงที่ใดไม่ได้ก็ไปหาซื้อแลกเปลี่ยนเอาที่ตลาดนัดใหญ่ บางทีก็ไปที่นั่นเพื่อเช่าม้าขี่ออกไปยังป่านอกกำแพงเมือง

ต้นเกล็ดหิมะเป็นไม้ดอกหายาก ดูเหมือนจะขึ้นเพียงในบริเวณทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา ประมาณสัปดาห์ก่อน พ่อค้านักผจญภัยคนหนึ่งไปได้มันมาด้วยความยากลำบาก เขาภูมิใจมากก็นำมาวางตั้งไว้ที่ร้านตน ติดราคาเสียงแพงลิบลิ่ว รัสเซลไม่เคยเห็นต้นเกล็ดหิมะมาก่อน พอได้เห็นย่อมตื่นเต้นยิ่งนัก รีบซื้อมาทันที

"เอ้อ เดี๋ยวก่อนนะ" เจ้าแมวที่ฟังอยู่เร่งปราม "ไหนว่าราคาแพงลิบลิ่ว แล้วเจ้าซื้อมาได้อย่างไร"

"ข้าก็เอาแร่โลหะพิษของแดนปีศาจไปแลกมา" อีกฝ่ายบอก

มาโอเริ่มอ้าปาก แม้ไม่เคยได้ยินเรื่องต้นเกล็ดหิมะ แต่เรื่องแร่โลหะพิษของแดนปีศาจนั้นเจ้าแมวดำที่ทำงานทำเนียบราชการลับย่อมทราบดี แร่ดังกล่าวหายากยิ่งนัก มีแต่เฉพาะในแดนปีศาจ ถือเป็นของสูงมีแต่พวกราชวงศ์หรือคนร่ำรวยมากจึงได้ใช้ ไม่ว่ากรรมวิธีทำเหมืองหรือการนำมาตีแปรรูปเป็นสิ่งของล้วนซับซ้อนวุ่นวาย มีคนทำเป็นน้อยแทบนับตัวได้ แร่ดังกล่าวนี้นอกจากจะนิยมตีเป็นอาวุธที่มีพิษร้ายฝังอยู่ในเนื้อแล้ว พวกผู้ใช้พิษที่มีตำแหน่งหรือมาจากตระกูลสูงจำนวนหนึ่งยังนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับด้วย โดยค่อย ๆ ใส่จากชิ้นเล็ก ๆ ให้ร่างกายทนพิษก่อน จึงเพิ่มมากชิ้น และชิ้นใหญ่ขึ้น ที่ทำอย่างนี้เพื่อให้ร่างกายทนพิษ เชื่อกันว่าหากทนพิษจากแร่ดังกล่าวได้ ก็จะไม่เป็นอันตรายจากพิษใด ๆ ในโลกอีก นอกจากนั้นการใช้เครื่องประดับจากแร่โลหะก็ยังดีกว่าการฝึกดื่มยาพิษจนร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะเครื่องประดับเหล่านั้นยังใช้เป็นอาวุธได้อีกด้วย

"ข้ามีเกินมาก้อนหนึ่งพอดี" รัสเซลอธิบาย "ที่จริงเสียดายอยู่เพราะแลกมายาก แต่ข้าก็ไม่มีที่จะเก็บแล้วเหมือนกัน เลยเอาก้อนใหญ่ไปแลกมา"

เขาได้แร่เหล็กพิษมาได้อย่างไรน่ะหรือ ดูเหมือนก้อนหนึ่งจะได้เป็นการสมนาคุณจากการช่วยดูสินค้าให้แม่ค้าคนหนึ่ง ส่วนอีกก้อนนั้นเอาดอกไม้สายรุ้งไปแลกมา ดอกไม้สายรุ้งเป็นดอกไม้มายางดงามจากแดนเอลฟ์ สิบปีจะบานสักครั้ง ครั้นถามว่าได้ดอกไม้ดังกล่าวมาอย่างไร รัสเซลก็บรรยายสาแหรกวิธีการต่าง ๆ ของตนต่อไปเป็นขั้นเป็นตอน เขาเป็นนักสะสม จึงมักเอานั่นแลกนี่อยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นเพราะสะสมมานานสายตาจึงดีอย่างยิ่ง พวกคนค้าขายในตลาดนัดใหญ่หลายคนก็ชอบจ้างเด็กชายดูของให้ แล้วตอบแทนด้วยต้นไม้หรือสินแร่ที่เขาต้องการ

มาโอฟังถึงตอนนี้ก็ชักจะรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา

"เดี๋ยวนะ" เจ้าแมวดำยกมือห้ามในที่สุด "รัสเซล นี่คงไม่ได้หมายความว่า...เจ้ารวยกว่ารุสโซแล้วหรอกใช่ไหม"

เด็กชายชะงักทันที

"ถ้า...ขายบางอย่างไปก็คงได้เงินมา" เขาก้มหน้าลง "แต่พี่มาโอ ข้าไม่ได้คิดจะรวย"

จริง...เขาไม่มีความคิดจะรวยเลยแม้แต่น้อย รัสเซลเห็นคุณค่าของการเก็บตัวอย่างและการทดลองมากกว่า ยามได้ต้นไม้งดงามวิเศษอย่างดอกไม้สายรุ้งหรือต้นเกล็ดหิมะมา เด็กชายเพียงคิดตรวจสอบบันทึก วิเคราะห์ไว้เป็นหลักฐาน เขาไม่เคยมีเจตนาจะเป็นคนค้าขาย ไม่มีความคิดกักตุนสินค้า ไม่รู้จักตัดราคา ยามมีเงินหากไม่ซื้อแร่ซื้อต้นไม้ก็จะเก็บไว้ เขาเห็นพี่ชายทำงานมาแต่เล็ก ย่อมทราบว่าเงินทองหามายากลำบาก ที่จริงรัสเซลเคยบอกรุสโซหลายครั้งแล้วว่าตนจะทำงานพิเศษ จะอยู่เองให้ได้ แต่รุสโซเคยชินกับการส่งเสียน้อง หรือพูดอีกอย่างคือเขาชินกับการใส่เสื้อผ้าเก่า กินอาหารธรรมดา อยู่บ้านเช่าเล็ก ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว เงินเดือนที่เหลือส่วนใหญ่หากไม่เป็นค่าใช้จ่ายของรัสเซล ก็เก็บเข้าบัญชีร้านเงินหมดสิ้น ไม่มีกระเด็นเลยสักเหรียญเดียว

"นี่ข้าถามเล่น ๆ นะ ระหว่างเจ้าสองคนพี่น้อง มีเงินไม่ได้ใช้กองอยู่เท่าไรแล้ว" เจ้าแมวดำสงสัย

"ข้าไม่รู้หรอกครับ" เด็กชายบอกโดยซื่อ "...เอ้อ...ต้นเกล็ดหิมะ"

"ได้ ๆ ไม่ถามแล้ว" มาโอยกมือ "ต้นเกล็ดหิมะเป็นอย่างไรเล่า"

ต้นเกล็ดหิมะมีลักษณะพิเศษ นอกจากขึ้นในบริเวณทุ่งน้ำแข็งสุดสายตาแล้ว ยังเชื่อกันว่าหากใครกลืนใบของมันลงไปจะมีพลังเยือกแข็งอยู่ในตัว รัสเซลทดลองไปทดลองมาไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไรดี วันดีคืนดีเมื่อสองสามวันก่อนเด็กชายก็เลยจัดแจงกลืนใบต้นเกล็ดหิมะของตนลงท้องไป

มาโอเริ่มเหลือกตาขึ้นเพดาน

"ฤทธิ์มันอยู่ไม่นานหรอกครับ" เด็กชายรีบบอกก่อนจะโดนแมวของพี่ชายเตะ "แต่ข้าคิดว่ามันได้ผล ปรกติข้ามีพลังเวทมนตร์น้อย เรียนอะไรไม่ค่อยได้ แต่พอกลืนลงไปแล้วก็เรียกต้นไม้ออกมาที่มือได้อย่างที่ท่านเห็น แล้วก็ใช้มนตร์น้ำแข็งได้ดีขึ้นด้วย แต่ไม่รู้ทำไมกลับมีผื่นขึ้นมาอย่างนี้ ตอนแรกมันน้อย แต่ไป ๆ ก็เยอะ พวกเพื่อนร่วมห้องเห็นเข้าเลยไปแจ้งอาจารย์ ข้าก็เลยต้องถูกกักอยู่ที่นี่"

"แล้วอย่างไรไม่ทราบ" เจ้าแมวดำเริ่มไม่อยากช่วยแล้วอย่างไรชอบกล

"ข้าคิดว่าข้าแพ้ต้นเกล็ดหิมะ" เด็กชายบอก "ในหนังสือบอกว่าบางคนก็แพ้เหมือนกัน อาการก็แล้วแต่ว่าใครมีธาตุอะไรมากน้อยอย่างไร แต่ปรกติข้าก็มีธาตุน้อยทุกอย่างอยู่แล้ว ยิ่งธาตุไฟยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ข้าคิดว่ารักษาตัวเองได้ แต่ต้องการของมาผสมยาแก้ ต้องไปซื้อที่ตลาดนัดใหญ่ถึงจะมี"

"ไปบอกพี่ชายเจ้านั่นเลยไป" อีกฝ่ายโบกมือไสส่ง "เล่นอะไรแผลง ๆ อย่างนี้ ควรโดนหมอนั่นเทศนาด่าทอสักห้าชั่วโมง"

"แต่พี่มาโอ..."

"ทำไมอีกเล่า"

"ถ้าข้าบอกพี่ ข้าก็คงไม่ได้ไปตลาดนัดใหญ่อีกไม่ใช่หรือครับ" เด็กชายถาม "ถ้าหากไม่ได้ไปตลาดนัดใหญ่อีก ข้า...จะทำอย่างไร"

มาโอขยับจะบอกว่ารัสเซลทดลองอะไรแผลงถึงเพียงนี้ ไม่ควรได้ไปตลาดนัดใหญ่อีกยี่สิบปีเป็นอย่างต่ำ แต่พอเห็นสีหน้า ได้ยินน้ำเสียงของเด็กชายเข้าจริง ๆ เจ้าแมวดำก็ชะงัก ...เขาลืมไปสนิทว่านอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว รัสเซลคงไม่มีเรื่องสนุกอื่นใดเท่าไรนัก เขาเรียนหนังสือช้า พวกเพื่อนร่วมชั้นก็คงอายุน้อยกว่าหมดสิ้น แม้เด็กชายจะดูสุขภาพจิตดีไม่มีปัญหาอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้พี่ชายรู้ ...คงกลัวถูกริบของชอบหนึ่งในไม่กี่อย่างของตนไปจริง ๆ

"ที่จริงรุสโซก็มีเหตุผล คุยกับเขาก็คงมีทางออกดี ๆ" เจ้าแมวดำบอกอ้อมแอ้มในที่สุด "แต่ว่า...ก็ได้ ข้าจะช่วยเจ้า ครั้งนี้ครั้งเดียวหรอกนะโว้ย"

รัสเซลดีใจเป็นกำลัง ตั้งใจจะบอกขอบคุณ แต่ว่าตอนนั้นรุสโซก็เข้ามาในห้องเสียก่อน และบอกว่าจะพาน้องชายกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน

..................................................................................................................................................................

...รุสโซ เจ้าอย่าบอกใคร หากบอกไปจะมีอันตรายมาก หากบอกไปน้องจะต้องตาย...

รุสโซตื่นขึ้นกลางดึก เขามึนงงอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะจำได้ว่าตนกลับมานอนที่บ้าน เมื่อบ่ายหลังเลิกประชุมแล้วมีคนส่งหมายมาว่าน้องเขาไม่สบาย รุสโซคุยกับแพทย์ประจำวิทยาลัย หมอบอกเขาไม่ได้ว่ารัสเซลเป็นอะไร และแนะนำให้ชายหนุ่มติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ รุสโซฟังคำเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้โต้ตอบ เพียงบอกว่าจะพาตัวน้องกลับบ้านก่อนแล้วจึงค่อยจัดการเรื่องอื่น ๆ ต่อไป

ยามเจรจากับหมอและอาจารย์ฝ่ายปกครอง รุสโซสงบนิ่งอย่างยิ่ง...นิ่งจนเกือบคล้ายเย็นชา เขาก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ที่จริงทันทีที่เห็นรอยผื่นรูปคล้ายเปลวไฟบนตัวน้อง พ่อมดก็มีความกลัว ความกลัวเก่าแก่ที่ไม่เคยบอกใคร มาจากความทรงจำอันแสนไกล ในวันหนึ่งเมื่อสิบสี่ปีก่อน ยามที่พ่อสั่งให้เขาปิดประตูหน้าต่างทุกบานเอาม่านลง และตัวพ่อเองเร่งกางข่ายคาถาหนาแน่น หลอกให้คนทั้งปวงคิดว่าบ้านที่เขาพักอยู่เวลานั้นยังเป็นปรกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

...รุสโซ อย่าได้ไปบอกใคร...

พ่อกับแม่ตายแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีกแล้วนอกจากเขา...ชายหนุ่มนึกในใจ ชันตัวขึ้นนั่ง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมหน้าผาก...รัสเซลเองก็ไม่รู้ ดังนั้นตลอดมา...ตลอดมาเขาจึงคิดว่าไม่น่าเป็นอะไร แต่ตอนนี้จะมีอะไรหรือเปล่า รุสโซไม่อยากยอมรับเลยว่าเขาตกใจเสียจนนำน้องกลับบ้านทันทีโดยไม่มีแผนการล่วงหน้า เขาควรเชิญผู้เชี่ยวชาญพิษหรือแพทย์มาดูน้องหรือเปล่า หากว่าคนเหล่านั้นเกิดทราบความจริงจะทำอย่างไร แต่ถ้าหากน้องเขาป่วยด้วยโรคร้าย ไม่เชิญหมอมาดู รัสเซลก็จะยิ่งไม่สบายไม่ใช่หรือ

พ่อมดถอนใจ คิดว่าคงต้องมอบงานไปทุ่งน้ำแข็งสุดสายตาให้คนอื่น เจ้ามาโอคงเซ็งเป็นกำลัง แต่ก็ช่วยไม่ได้...

ตอนนั้นเอง ไหล่ของรุสโซก็ไหวหน่อยหนึ่ง พ่อมดทำงานราชการลับย่อมมีนิสัยระมัดระวังตัว แม้ยามอยู่บ้านตนเองเขาก็วางโครงตาข่ายเวทมนตร์ไว้ หากมีอะไรผิดปรกติในบ้านย่อมรู้สึกได้

...มีหน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิด...ชายหนุ่มนึก เขาโบกมือผ่านหน้า สร้างรูปจำลองขึ้นในความมืด...หน้าต่างห้องนั่งเล่น ส่วนไอ้ตัวที่เปิดนั้นบัดนี้มายืนโบกหางอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว

รุสโซแปลกใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดมาโอต้องลอบเข้าบ้านตน ชายหนุ่มจึงเพียงรอดูต่อไป เขาเห็นเจ้าแมวดำกางหนวดสำรวจสภาพรอบตัว มันเดินผ่านห้องนั่งเล่นมายังทางเดินกลาง เท้าเบากริบยิ่งนัก ก่อนจะไต่บันไดแผ่วเบาขึ้นสู่ชั้นบน ผ่านประตูหน้าห้องเขาไปยังห้องของรัสเซล

เมื่อถึงตอนนั้น รุสโซจึงเพิ่งสังเกตว่ารัสเซลแง้มประตูห้องทิ้งไว้หน่อยหนึ่ง...ราวกับตั้งใจ เจ้ามาโอแทรกตัวผ่านช่องดังกล่าวเข้าไป ไม่นานนักทั้งรัสเซลทั้งมาโอก็ออกมา ย่องด้วยปลายเท้าผ่านหน้าห้องเขา ส่งผลให้คนข้างในรู้สึกเกือบเหมือนถูกดูถูก...นี่พวกเจ้านึกว่าข้าจะจับไม่ได้จริง ๆ หรือไง

แต่รุสโซสงสัยว่าหนึ่งคนกับหนึ่งตัวนั้นจะไปทำอะไร ดังนั้นยามเด็กชายกับแมวออกจากบ้านแล้ว ชายหนุ่มจึงสวมเสื้อคลุม ตามออกไปด้วยเช่นกัน




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2553    
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 23:35:08 น.
Counter : 631 Pageviews.  

มาโอ: สู่ทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา๑

๑.

วันนี้เป็นวันแสนธรรมดา ในทำเนียบของฝ่ายราชการลับ ในห้องทำงานของรุสโซ พ่อมดระดับเจ็ดสิบสี่ ตำแหน่งเจ้ากรม มีเอกสารกองพะเนินเทินทึก มีเรื่องให้ขบคิดมากมาย มีพ่อมดหนึ่งคน มีแมวดำตาสีฟ้าหนึ่งตัว

ขณะนี้พ่อมดกำลังทำงานอยู่ทางหนึ่ง ส่วนมาโอ แมวดำตาสีฟ้าก็ทำอยู่อีกทาง เขาอยู่ในร่างแมว กำลัง "ทำเป็น" อ่านเอกสารด้วยความสนอกสนใจ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ความสนใจดังกล่าวถูกส่งข้ามห้อง ไปยังรุสโซพ่อมดผู้เป็นนายเสียตั้งครึ่ง ก็วันนี้รุสโซช่างน่าสนใจจริง ๆ นี่นา

ตามปรกติ รุสโซจะใส่เสื้อสีเทาเก่า ๆ ทั้งตาปีตาชาติ เสื้อนั้นแม้สะอาด แต่ดูก็รู้ว่าใส่มาอย่างน้อยห้าหกปี แก้แล้วแก้อีกไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะพ่อมดไม่มีสตางค์จะซื้อ แต่เพราะเขาไม่สนใจ ไม่เห็นว่าการซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็นสาระของชีวิต

ทว่าวันนี้รุสโซกลับแต่งชุดใหม่เอี่ยม เป็นชุดยาวสีเขียวเข้มขลิบขอบอย่างดีที่คอและชายแขนเสื้อ เนื้อผ้าแพงระยับ สายรัดเอวก็เป็นเส้นใหม่ ถักจากไหมสีสลับด้ายทอง ทิ้งพู่ห้อยข้างเอว มาโอเห็นแล้วแทบรู้สึกเหมือนถูกรัศมีของใหม่แทงตา

นอกจากนั้น...

...ยี่สิบแปด...เจ้าแมวดำนับในใจเมื่อเห็นชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะอีกครั้ง

ตลอดวันนี้...นับตั้งแต่เริ่มทำงานตอนสายได้เกือบหกชั่วโมง รุสโซมักกระสับกระส่าย เขาไม่ออกไปข้างนอก แต่สั่งให้คนส่งอาหารกลางวันเข้ามาในห้อง และทุก ๆ สิบห้านาทีจะต้องลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินไปยังตู้ใหญ่ที่ติดกระจกบานเล็ก ๆ ไว้...รุสโซบ้างาน มักยึดห้องทำงานตนเป็นบ้าน ดังนั้นจึงจัดมุมหนึ่งไว้เป็นที่สำหรับแต่งตัวในเวลาที่จำเป็นด้วย

แต่ปรกติ ผิดจากใช้กระจกนั้นโกนหนวดหวีผมนิดหน่อยแล้ว พ่อมดก็แทบไม่ได้แลสารรูปของตนเองอีก ทว่าวันนี้ นอกจากผมแล้ว ชายหนุ่มเอาแต่จัดเสื้อ เอาแต่ขยับสายรัดเอว และบางทีถ้าเผลอ ก็ทำหน้าประหลาด ๆ ใส่กระจกเสียด้วย

แน่นอน มาโอซึ่งทำเป็นอ่านเอกสารแต่ที่จริงแล้วแอบดูนาย ย่อมต้องนึกหัวเราะอยู่ในใจ

"ท่านหล่อแล้วละ...หล่อเกินพอแล้ว...หล่อลากธรณีปฐพีแล้ว" เจ้าแมวร้องอย่างสุดกลั้นเมื่อเห็นรุสโซทำท่าจะล่องลอยเข้าใกล้กระจกอีกครั้งจริง ๆ พ่อมดชะงัก ครั้นแล้วก็ค่อย ๆ กลับมานั่งที่เก้าอี้ ทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"นี่...หลังจากจัดการงานทุกอย่างที่เข้ามาหามรุ่งหามค่ำอยู่ห้าวันนั่น ท่านยังมีงานอะไรเหลือให้ทำอยู่ด้วยหรือ" เจ้าแมวดำว่าต่อไป "อีกอย่างหนึ่ง มาดท่านน่ะไม่เหลือแล้ว ไม่ต้องมาทำเป็นรักษาอะไรหรอก"

รุสโซเหลือบตาขึ้นมาจากงาน ดวงตาสีเขียวยิ่ง...เขียวปั้ดจนไอ้ตัวที่ถูกมองตัดสินใจสนองด้วยการฉีกยิ้มอย่างแมวคืนให้หนึ่งที

พ่อมดก้มลงไปอุบอิบอะไรกับโต๊ะทำงาน ทำนองว่าช่างเป็นการคิดผิดและความซวยมหาศาลจริง ๆ ที่ดันเลือกแมวตาสีฟ้ามาเป็นผู้ช่วย และควรถึงเวลาที่เขาจะจับมันใส่กล่อง ลอยน้ำไปออกมหาสมุทรเสียให้รู้แล้วรู้รอดสักทีแล้ว

"กว่ากล่องจะลอยผ่านแม่น้ำหน้าเมือง ไปเข้าแม่น้ำมูรัตของแดนมนุษย์ ไปออกทะเลในเซเรส ข้าก็คงปีนออกมา ว่ายน้ำกลับมาหาท่านเสียตั้งนานแล้ว" มาโอยังคงพูดต่อไป...ทำหน้าซื่อเสียเต็มประดา "และถ้าข้ากลับมาหาท่านได้ ข้าก็คงขอสะบัดขน เอาน้ำหนาว ๆ สีโคลน ๆ มาช่วยแต่งให้ชุดราคาสาม-ร้อย-ห้า-สิบเหรียญของท่านงามขึ้นอีกสักหน่อยด้วย"

รุสโซค่อย ๆ เอื้อมมือไปทางหนังสือปกหนังเล่มหนาที่สุดเท่าที่หาได้บนโต๊ะ แต่น่าเสียดาย...เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเสียก่อน

"ท่านเจ้ากรมขอรับ" ใครบางคนมาเคาะประตูบอกที่หน้าห้อง "มี..."

"รีบเชิญ!" รุสโซร้อง ทิ้งหนังสือในมือทันที ครั้นแล้วเขาก็ตกใจ รีบตบโต๊ะ เลื่อนเก้าอี้ออกจนได้ยินเสียงดังครืด "ไม่...เดี๋ยวก่อน ถ่วงเธอให้ข้าสัก...ห้านาที...อีกห้านาทีค่อยให้เธอเข้ามา"

หลังจากนั้น พ่อมดก็ดีดนิ้วทีเดียว ใช้เวทมนตร์เสกทุกสิ่งทุกอย่างบนโต๊ะให้เข้าที่โดยด่วน เขากวาดหนังสือซึ่งกองสุมไว้ทางหนึ่งขึ้นใส่ชั้น ปัดจานอาหารที่เอาเข้ามากินระหว่างทำงานตอนกลางวันลงถังขยะไปได้อย่างแนบเนียน ยัดของรุงรังที่เหลือทั้งหมดเก็บเข้าตู้เก็บของใหญ่...

และสุดท้าย รุสโซก็คว้าหลังคอมาโอซึ่งกำลังดูการจัดห้องอย่างตื่นตาตื่นใจ โยนออกไปนอกหน้าต่าง และกระแทกบานกระจกปิดตามดังปัง

"เฮ้ย..." เจ้าแมวปีนกลับขึ้นมาร้อง

เขามาทันเห็นนายของตนกระตุกสายรัดม่าน ปล่อยให้ลงมาปิดหน้าต่างจนหมดสิ้นพอดี

...

...แกรก...มาโอขูดหน้าต่างเป็นเสียงสยองขวัญ...แกรก...แกรก...แกรก...

ทว่าสิ่งที่ตามมามีแต่ความเงียบ ...ท่าทางรุสโซจะให้เวทมนตร์กลบเสียงเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้เจ้าแมวดำจึงได้แต่เอี้ยวตัว มองลงไปข้างล่าง

บางที...เรื่องทั้งปวงควรจะย้อนกลับไปไกลกว่านี้สักหน่อย ไม่ต้องไกลนักหรอก เพียงเมื่อสัปดาห์ก่อน...ไม่...เพียงเมื่อหกวันก่อนเท่านั้น เมื่อจดหมายงวดที่แล้วมาถึง และในจำนวนนั้นมีซองแปลกปลอมจ่าหน้าถึงรุสโซอยู่ด้วย ตอนแรกซองดังกล่าวทำให้มาโอออกจะผิดหวังเล็กน้อย เพราะ "ซองแปลกปลอม" ใด ๆ ก็ตามที่แทรกอยู่กับจดหมายราชการของรุสโซมักจะเป็นของเขา เป็นจดหมายมาจากทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา มาจากลียา

แต่ครั้นนำซองดังกล่าวไปถึงมือพ่อมด ความผิดหวังของมาโอก็เปลี่ยนเป็นความบันเทิงสุดขั้วไปในพริบตา

จดหมายฉบับนั้นมาจากท่านเวนนิกา บุตรสาวของฟีดาร์ลีร์ คู่หมั้นของรุสโซ แจ้งว่าได้ลาพักกลับมายังเมืองหลวง เธอว่าจะมาพบพ่อมดตามวันเวลาที่กำหนด ข้อความอื่นนอกจากนั้นมาโอมิได้ทราบ เพราะถูกรุสโซยันตกจากพนักเก้าอี้ ซึ่งเจ้าแมวดำแอบปีนขึ้นไปเพื่อจะอ่านจดหมายข้ามไหล่นาย ครั้นแล้ว เนื่องจากพ่อมดเห็นว่าดูจดหมายคนรักที่นี่จะไม่ได้การ จึงจัดแจงเก็บกลับไปอ่านที่บ้าน ไม่สนใจมาโอที่ค่อนขอดหง่าว ๆ ว่างกเลยสักนิดเดียว

ถึงอย่างนั้นเพียงความซึ่งเจ้าแมวดำได้รู้ก็เป็นสิ่งอธิบายพฤติกรรมบ้าคลั่งตลอดห้าหกวันที่ผ่านมาของรุสโซได้เป็นอย่างดีแล้ว สิ่งแรกที่พ่อมดทำคือจัดบ้าน ออกไปซื้อข้าวของต่าง ๆ เป็นอันมาก รวมทั้งเสื้อชุดใหม่ซึ่งไม่เคยซื้อเลยมาเป็นเวลาหกปีเต็ม จัดการงานทั้งหมดที่มีเข้ามาอย่างหามรุ่งหามค่ำ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อยใดต้องทำให้เรียบร้อยหมดสิ้น งานอื่น ๆ ที่ไม่สามารถทำเสร็จได้ในทีเดียว ก็เร่งมอบหมายให้ผู้อื่นช่วยจัดการต่อ เอาชนิดที่พอถึงวันนัดจริงรุสโซก็ "ว่าง" ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งมักมีงานยุ่งตลอดปี

ตลอดหกวันที่ผ่านมา มาโอเอาแต่ล้อเลียนรุสโซและโดนยันติดฝานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าที่จริงแล้ว เจ้าแมวดำยินดีกับนาย เขาทราบดีว่าพ่อมดเคยผิดหวังรุนแรงเมื่อได้ย้ายงานกลับเมืองหลวงครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนั้นรุสโซหวังว่าในที่สุดจะได้อยู่ใกล้คู่หมั้น แต่การณ์กลับเป็นว่าเวนนิกาเองก็สอบได้ระดับที่ต้องการและได้ทำงานที่ตนปรารถนา ซึ่งทำให้เธอมักต้องออกเดินทาง หาเวลาว่างแทบไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ แม้รุสโซจะได้ย้ายกลับมาอยู่ใกล้บ้านพ่อตา แต่คู่หมั้นของเขากลับต้องไปอยู่ที่อื่นคราวละนาน ๆ และในที่สุดก็ยังคงต้องติดต่อกันทางจดหมายเหมือนเดิม

...ดีที่ท่านเวนนิกาว่างบ้างจนได้...มาโอคิดอย่างนั้น...ดีกว่าให้รุสโซนั่งบ้าทำงานจนเฉาตาย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพ่อมดทำท่าอยากกำจัดก้างขวางคอมากเกินไป ก้างที่ถูกโยนออกมาจึงเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาติดหมัด เจ้าแมวดำหรี่ตา เริ่มวางแผนการร้าย ...เขากระโดดตุบลงจากหน้าต่าง หันกายเดินเลียบอาคารทำการไปจนพบประตูที่มีช่องระบายอากาศ ครั้นแล้วก็กระโดดปีนขึ้นเหนือประตูนั้น ยื่นเท้าตบเบา ๆ ให้บานเลื่อนของช่องระบายอากาศเปิดออก และเบียดตัวแทรกเข้าไปอย่างง่ายดาย

เมื่อกระโดดลงจากช่องระบายอากาศอย่างนุ่มนวลแล้ว มาโอก็มองไปรอบ ๆ แต่กลับพบว่าผิดคาดหมาย ...แปลก ท่านเวนนิกาควรเดินผ่านทางนี้ไม่ใช่หรือ เขาตั้งใจว่าจะมาดักรอเธอตัดหน้ารุสโซ อ้อนให้อุ้มเข้าห้องไปด้วย และคิดไว้ว่าจะเสนอหน้าปฏิบัติตัวเป็นก้างอย่างมีความสุขสักยี่สิบนาที ให้รุสโซใกล้จับถอนขนบีบคอแล้วจึงค่อยล่าถอยออกมา

...บางทีท่านเวนนิกาคงเดินไวกระมัง คงไปถึงห้องทำงานแล้ว...เจ้าแมวดำคิด...ถ้าอย่างนั้นก็รอช้าไม่ได้แล้ว...

เขารีบแปลงร่างเป็นคน วิ่งขึ้นบันไดตึก ๆ ไปยังห้องทำงานของรุสโซ ปรกติพ่อมดไม่เคยลงกลอนประตู ทุกคนให้เกียรติเขาเสมอ และจะไม่พรวดพราดเข้าไปเด็ดขาด แต่น่าเสียดาย...มาโอไม่เคยมีความคิดเกรงใจนายอยู่ในสมองแม้แต่หยดเดียว พอจับประตูได้ก็ผลักพรวดเสนอหน้าเข้าไปทันที

"สวัสดีครับ ท่านเวนนิกา" เจ้าแมวดำร้องเสียงดัง หมายใจว่าจะหาคนช่วยหนุนหลังตน แต่แล้วเขาก็นิ่งไป

รุสโซยังคงอยู่ในห้อง ใส่เสื้อที่งามที่สุด แพงที่สุดเท่าที่หาซื้อได้ ของทุกอย่างยังคงเรียบร้อยด้วยฤทธิ์เวทมนตร์เมื่อครู่ กระทั่งหน้าต่างก็ยังคงถูกปิดสนิทเอาม่านลง

...แต่ไม่มีตัวท่านเวนนิกา

"เอ้อ..." เจ้าแมวดำหน้าม้านไปเล็กน้อย "ท่านเวนนิกาล่ะรุสโซ"

"ไม่มา" พ่อมดบอกเรียบ ๆ

"หา" มาโอตกใจ "แล้ว...ที่เขามาแจ้งเมื่อกี้..."

"เขามาแจ้งว่ามีจดหมายด่วนถึงข้า" ชายหนุ่มเหลือบไปยังกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ "จดหมายของเวน บอกว่ามาไม่ได้แล้ว มีงานด่วน บอกว่าขอโทษ"

เขาขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้น เอ่ยต่อไป ยังคงรักษาน้ำเสียงเท่าเดิม

"เธอมีเหตุผล ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย" เขาบอก "มาโอ เจ้าไปดูทีเถอะว่างานที่ข้าวานให้ฟีดาร์มิชชาทำยังอยู่ไหม ไปขอคืนมาที"

"นี่..." เจ้าแมวดำอ้าปากค้าง

"นี่เป็นวันทำงาน ก็ต้องทำงาน" รุสโซบอก ขยับมือใช้เวทมนตร์เรียกหนังสือและเอกสารทั้งปวงกลับมาบนโต๊ะดังเดิม

...

หลังจากนั้นอีกห้าชั่วโมง มาโอจึงมีโอกาสหอบสังขารสะโหลสะเหลกลับบ้าน

"แล้วท่านพ่อมดระดับเจ็ด - สิบ - สี่นั่นก็นั่งทำงานของคนทั้งกรม" มาโอคร่ำครวญให้แม่ฟัง "งานของตัวเองไม่พอ เที่ยวให้ข้าไปของานชาวบ้านมา มีอะไรก็ได้เอามาทำให้หมด เอกสารของเดือนหน้ายังไม่ต้องรีบก็จะทำ รายงานอะไรยังไม่ต้องเขียนก็ได้ก็จะเขียน ลงชื่อในเอกสารเร็วยังกับไฟ พอข้าบอกว่าพอแล้วก็บอกให้ข้ากลับมาก่อน บอกว่าวันนี้ตัวเองจะไม่กลับบ้าน"

"เขาเสียใจนะ" แม่ออกความเห็น เลียหูให้ลูกชายที่นอนแผ่อยู่บนพื้น

"ข้าก็รู้อยู่แล้วละว่าเขาเสียใจ แต่ช่วยเสียใจให้เหมือนพวกสองขาอื่น ๆ ไม่ได้หรือไง จะเสียใจแล้วไปกินเหล้าตั้งวงเมาอาละวาดที่ไหนข้าก็ไม่ว่าสักนิด มีอย่างที่ไหน เสียใจแล้วต้องไปหางานมาดับ เอาแต่ร้องว่า 'มาโอ วิ่งไปแผนกนั้นแผนกนี้ที ถามเขาว่ามีอะไรต้องทำไหม' นี่ถ้าไม่มีงานมาป้อนจริง ๆ จะลงไปกวาดถนนหน้าตึกด้วยไหมนั่น"

แต่เอาเข้าจริง มาโอก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหรอก เขารู้ดีว่าพ่อมดของตนเป็นคนอย่างไร และถ้าหากเจ้าแมวดำไม่นึกสงสารละก็ เขาคงวิ่งหนีหางชี้ตั้งแต่รุสโซไปหอบงานแผนกอื่นมาทำแล้ว ไม่อยู่ช่วยจนดึกดื่นป่านนี้หรอก

"ข้ากลัวว่าเขาจะอาการหนัก" เจ้าแมวดำคร่ำครวญต่อไป "แม่...ถ้ารุสโซเป็นอย่างวันนี้อีกสักสามวัน ข้าต้องเครียดจนขนโกร๋นแน่ ๆ แล้วถ้ายายผ้าพันคอมาเห็นสารรูปข้าตอนโกร๋น เธอต้องไม่ชอบข้าแล้วแน่ ๆ"

แม่ของเขาไม่คิดว่าลียาจะตัดสินใครจะรูปกายภายนอกขนาดนั้น แต่ก็ออกจะเป็นห่วงนายผู้จริงจังกับชีวิตของลูกชายอยู่บ้าง

"เขาเคยขอพักบ้างไหม" แม่ถาม

"เคยมีคำว่า 'พัก' อยู่ในพจนานุกรมของหมอนั่นเสียที่ไหน" ลูกชายตอบ "ไม่อย่างนั้นมีหรือจะได้ระดับเจ็ดสิบสี่ตั้งแต่อายุยี่สิบสอง คนธรรมดาอายุเท่านั้นได้ระดับห้าสิบก็วิเศษเกินไปแล้ว"

"เจ้าน่าจะชวนเขาพักบ้าง ถ้าพักงานแล้ว จะไปหาท่านเวนนิกาก็ไม่ผิดอะไร มีเวลาอยู่ด้วยกันบ้างก็ดี จะหมั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ"

"รุสโซไม่ยอมหรอก หมอนั่นน่ะบ้า..." เจ้าแมวดำขยับจะแฉนายต่อไป แต่แล้วเขาก็ชะงัก

...และหรี่ตาลง

...

วันนี้เป็นวันแสนธรรมดาอีกวัน แมวสีดำกับพ่อมดระดับเจ็ดสิบสี่ยังคงอยู่ในทำเนียบของฝ่ายราชการลับ แมวสีดำกำลังคิดการร้าย ส่วนพ่อมดนั้นใส่เสื้อสีเทาตัวเก่าตัวเดิม มีหนวดเคราขึ้นเขียวเพราะเมื่อเช้าไม่ได้โกน สารรูปโทรมใช้การได้ทีเดียว

"รุสโซ ลงชื่อให้หน่อย" แมวดำตาสีฟ้าเขี่ยเอกสารลงไปบนโต๊ะ ทับบนรายงานที่พ่อมดกำลังอ่านอยู่ รุสโซกำลังเพลีย จึงจุ่มหมึกเขียนชื่อลงไปโดยไม่ได้ถามอะไร แต่เนื่องจากเป็นคนรอบคอบมาตลอด แม้เหนื่อยก็อดเหลือบตาขึ้นอ่านเอกสารไม่ได้ มาโอเห็นอย่างนั้นจึงเร่งจัดแจงทิ้งตัวแหมะลงไปนอนทับส่วนบนของกระดาษทันที

"นี่ ข้าบอกแล้วไงว่าอย่ามานอนทับงานที่ข้าทำอยู่" คนกำลังลงชื่อประท้วง

"ก็ลงชื่อเร็ว ๆ สิ" เจ้าแมวดำแกล้งเลียมือทำไขสือ

"ลง...ไป" พ่อมดยกกระดาษขึ้น เทแมวทั้งตัวทิ้ง เป็นเหตุให้มาโอต้องรีบจิกเล็บยึดไว้อย่างเหนียวแน่นเป็นการด่วน ...และสร้างพิรุธมหาศาลจนรุสโซต้องเอื้อมมือไปดึงหนังคอเขาขึ้นมา ก่อนจะกระชากเอกสารไปอ่าน

"ข้าพเจ้ารุสโซ บุตรชายของโรเซลิอัส พ่อมดระดับเจ็ดสิบสี่ประจำทำเนียบสืบราชการลับ ขออนุญาตลาราชกิจ..." ชายหนุ่มชะงัก ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองแมวตน

"มีอะไรเหรอ" มาโอทำตาใสถาม

ดวงตาสีเขียวของรุสโซยิ่งหรี่ลง ครั้นแล้วเขาก็เริ่มเขย่าเจ้าแมวดำโดยแรง

"เมี้ยว...เมี้ยว...เมี้ยว..." มาโอร้องโหยหวน หลับตาแน่น "จ...เจ็บนะ...เจ็บ..."

"นี่หมายความว่าอย่างไร" พ่อมดคาดคั้น "คราวที่แล้วยังไม่เข็ดสินะ กล้าปลอมลายมือข้าไปหาเรื่องหนหนึ่งแล้ว คราวนี้กำเริบใหญ่ เอาเอกสารมาหมกให้ข้าลงชื่อต่อหน้าต่อตา คิดว่าข้าเป็นคนหละหลวมนักหรือไง"

"เมี้ยว..." เจ้าแมวดำคราง "ข้า...แค่อยากให้ท่านพักบ้าง"

"ทำไม จะหนีงานละสิ"

"ข้าอยากให้ท่านพัก จะได้ไปหาท่านเวนนิกา" มาโอโพล่งออกมา

ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบทันที หลังจากนั้นชั่วขณะ รุสโซก็วางแมวของตนลงบนโต๊ะ ทำให้มาโอมีโอกาสสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงจนขนขึ้นฟู

"ข้าลาไม่ได้หรอก" พ่อมดบอกในที่สุด "อย่างน้อยก็ลาฉุกละหุกแบบนี้ไม่ได้...ต้องมีคนทำแทน ไม่ใช่คิดอะไรก็ทำอย่างนั้นได้ตามใจ แต่ถ้าตัวเจ้าเอง..."

"ท่านเจ้ากรมขอรับ" มีเสียงเคาะเรียกที่หน้าประตูห้อง "มีประชุมด่วน ต้องขอท่านเข้าร่วมเดี๋ยวนี้เลยขอรับ...มีเรื่องมาจากทางทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา"

"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" รุสโซหันไปบอก ครั้นแล้วก็หันกลับมาทางมาโอ "ถ้าตัวเจ้าเองอยากหยุดพัก ไปอยู่กับแม่กับน้อง หรือไปหาแมวหิมะตัวนั้นบ้าง ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก"

ครั้นแล้วพ่อมดก็คว้าบันทึกของตน เร่งออกจากห้องไปร่วมประชุม ทิ้งให้มาโอนั่งเลียขนที่ฟูขึ้นมาอยู่บนโต๊ะตัวเดียว

...ใช่สิ ข้าอยากไปหาลียาแน่อยู่แล้วละ เดี๋ยวก็ทิ้งไปจริง ๆ เสียเลย...เจ้าแมวดำคิด แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำของคนที่มาเรียกเมื่อครู่...มีเรื่องที่ทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา

...ลียาเล่า จะเป็นอย่างไรบ้างหรือเปล่า

...

ห้องประชุมของทำเนียบราชการลับมีสัณฐานเป็นรูปไข่ ผนังทั้งหมดทำจากศิลา สามด้านสลักเป็นกรอบช่อง แต่ละช่องบรรจุลวดลายนูนต่ำเป็นเรื่องเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์แดนเวทมนตร์ ระหว่างช่องเรื่องราวจะมีริ้วธงสีคั่น ริ้วธงเหล่านั้นห้อยลงมาจากเพดาน ปักเป็นลวดลายประจำของแต่ละมณฑล นับได้แปดมณฑลกับอีกสองเขตปกครองพิเศษ

ที่ผนังด้านในสุดหลังเก้าอี้ประธาน ไม่มีทั้งรูปสลักทางประวัติศาสตร์และธงสี หากแต่ประดับตราคัมภีร์คทา...ตราแผ่นดินของแดนเวทมนตร์ไว้ ใต้ตราโลหะนั้นเป็นแผนที่ขนาดใหญ่ แสดงสภาพของทั้งสี่แคว้นไปจนจรดทะเลทราย ทุ่งน้ำแข็ง และทะเล กินบริเวณตลอดทั้งผนัง แผนที่นี้เป็นของสำคัญมีค่าของทำเนียบราชการลับ เพราะทอมาจากด้ายลงเวทมนตร์ ทำให้ลักษณะพื้นภูมิ ป้อมค่าย แม่น้ำ ภูเขา ถนน และหัวเมืองทั้งปวงสามารถเปลี่ยนแปรไปตามสภาพความเป็นจริงได้เอง มีเรื่องเล่าว่าขณะที่สงครามคราวก่อนดำเนินไปถึงสภาพมิคสัญญีที่สุด แผนที่นี้ทั้งผืนลุกกลายเป็นเปลวเหมือนติดไฟ ไม่สามารถจำแนกอะไรได้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน

รุสโซมาถึงห้องประชุมไล่เลี่ยกับคนอื่น ๆ เขาเลือกนั่งที่เก้าอี้ด้านปลายโต๊ะไกลจากประธาน ชายหนุ่มไม่ได้เลือกเช่นนี้เพราะเกียจคร้าน ไม่กล้าสู้หน้าหรือไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น แต่เพราะเคยชิน รุสโซเป็นอัจฉริยะ จึงถูกบรรจุเข้าทำราชการในตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุยังน้อย การทำงานเช่นนี้ทำให้เขาตระหนักว่าต้องวางตัวให้ดี พ่อมดจึงเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงมาก เขาฝึกตัวเองให้พูดน้อย ให้ทำมากกว่าพูด และหากอยู่ในที่ประชุมซึ่งไม่มีการระบุที่นั่ง ก็จะไม่ถือเอาตำแหน่งเป็นบรรทัดฐาน แต่จะถือว่าตนเด็กกว่า มีความรู้น้อยกว่า ต้องเลือกนั่งในที่ที่ให้เกียรติผู้อื่นก่อน ในสังคมซึ่งชายหนุ่มอยู่ มีที่ให้เขาแสดงลักษณะตามวัยจริงของตนน้อยมาก แต่เพราะรุสโซชินแล้ว จึงไม่เคยรู้สึกอะไร

"รุสโซ" เสียงหนึ่งเรียกมาจากข้างหลัง เมื่อชายหนุ่มหันไปก็เห็นว่าเป็นฟีดาร์เคลเซฮาล เจ้ามณฑลนาสรัม เพื่อนของบิดาตน นาสรัสอยู่ห่างไกลออกไปทางเหนือมาก ฟีดาร์เคลเซฮาลนั้นนานครั้งจึงจะเข้าเมืองหลวง รุสโซจึงแปลกใจที่ได้พบเขา แต่ก็เร่งลุกขึ้นคำนับโดยเร็ว

"ข้าถูกเรียกตัวมาเมื่อคืน ใช้เวทมนตร์ข้ามระยะเสียเหนื่อยทีเดียว" ชายชราบอก อ่านความสงสัยในสีหน้าของอีกฝ่ายออก "เจ้าเองเล่า รู้เรื่องหรือยัง"

รุสโซถูกถามอย่างนั้นก็ได้แต่นิ่งไป เขาย่อมไม่กล้าบอกตรง ๆ ว่าตนมัวแต่จมอยู่กับงานตลอดยี่สิบชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่มีสติจะไปรู้เรื่องอะไรได้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายท่าทางยังไม่ทราบความ เคลเซฮาลจึงชี้ไปยังแผนที่เวทมนตร์บนผนัง บอกให้เขาดูพื้นที่ทางเหนือ รุสโซมองตามนิ้วแล้วก็ขมวดคิ้วลง ...ทางเหนือของแดนเวทมนตร์คือทุ่งน้ำแข็งสุดสายตา เป็นทุ่งน้ำแข็งใหญ่ที่ไม่ว่าจะพยายามสำรวจเท่าไรก็ไม่สามรถหาขอบเขตสิ้นสุดได้ หนาวเย็นชั่วนาตาปี มีประชากรน้อยกว่าน้อย...ทั้งประชากรส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเหลื่อมระดับ ใช้เวทมนตร์ได้จำกัด ซึ่งสังคมแดนเวทมนตร์เห็นว่าเป็นจัณฑาล

เวลานี้บนแผนที่พิเศษของทำเนียบราชการลับซึ่งแสดงความจริงทั้งปวงต้องตรงกับเหตุการณ์ภายนอก รุสโซเพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวทุ่งน้ำแข็งนั้นขยายออก กินล้ำเข้ามาถึงบริเวณที่อยู่อาศัยของพวกคนเหลื่อมระดับ มีบางส่วนถึงกับล้ำไปยังดินแดนมณฑลข้างเคียง ราวกับว่าเพียงชั่วข้ามคืนทุ่งน้ำแข็งสุดสายตาก็ขยายใหญ่ขึ้น และกลืนกินสิ่งที่อยู่รอบตัวเข้าไปในคำเดียว

"นี่..." พ่อมดเอ่ยปาก ครั้นแล้วก็นิ่งไปครู่ใหญ่ "เกิดอะไรขึ้นหรือครับ"

"บางทีคงเป็นปรากฏการณ์...จะธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติ ข้าบอกไม่ได้" ฟีดาร์เคลเซฮาลประสานมือ "ยังไม่ถึงฤดูหนาว แต่ความเย็นแผ่ไปทั่วจนน่ากลัว มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้ดูจะขยายช้าลงแล้ว แต่ไม่ได้หยุดไปเสียทีเดียว หากยังขยายในระดับนี้ต่อไป ในไม่ช้าต้องถึงควินเทล และนาสรัม"

การประชุมดำเนินไปหลังจากนั้น ดินแดนเวทมนตร์อยู่ทางเหนือ ไม่ได้อยู่ในเขตอบอุ่นปลอดภัยเช่นแดนมนุษย์หรือแดนเอลฟ์ ดังนั้นความผิดปรกติทางธรรมชาติใด ๆ จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม นอกจากฟีดาร์เจ้ามณฑลทางเหนือสองสามคนที่ได้ไปดูเหตุการณ์บ้างแล้ว คนอื่น ๆ ก็ยังเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ทราบเพียงว่าทุกอย่างเริ่มผิดปรกติตั้งแต่สองวันก่อน เริ่มด้วยอากาศหนาวเย็นขึ้นเฉียบพลันทั้งที่ยังเพิ่งย่างเข้าเดือนเจ็ด และภายในวันเดียวบริเวณที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้ขอบทุ่งน้ำแข็งที่สุดก็มีลักษณะราวกับอยู่กลางฤดูหนาว หิมะตกลงมา อากาศก็เย็นจนคนจะอยู่ไม่ได้ ขณะนี้กำลังมีการอพยพออกมาก่อนที่หมู่บ้านตรงขอบทุ่งน้ำแข็งหลายแห่งจะกลายเป็นที่ปิดตาย

"ปีนี้ไม่ใช่ปีน้ำแข็ง" ฟีดาร์เคลเซฮาลเอ่ยขึ้น อ้างถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นสี่ปีครั้ง ซึ่งทำให้เกิดฤดูหนาวที่รุนแรงกว่าปรกติ "อีกอย่างหนึ่ง แม้เป็นปีน้ำแข็ง...ธารน้ำแข็งก็ไม่ขยายตัวลึกเข้าไปถึงแม่น้ำและทะเลสาบต่าง ๆ มาเท่านี้ หากยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ข้าคิดว่าอย่างน้อยทำเนียบราชการลับควรต้องส่งคนไปสำรวจดู"

"ท่านเจ้ากรมว่าอย่างไร" ประธานหันไปทางรุสโซ

"ปรกติเรื่องเช่นนี้ก็จะขอให้ผู้ตรวจการพิเศษเดินทางไปตรวจสอบ" ชายหนุ่มบอกตามข้อเท็จจริง แต่เมื่อดูรายงานตรงหน้าแล้ว รุสโซก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล...อาจมีเรื่องซับซ้อนกว่าที่คนอื่น ๆ คาดไว้ บางทีควรต้องไปดูด้วยตัวเอง ตอนนี้เขาก็ไม่มีงานอะไรไม่ใช่หรือ ไปกลับทุ่งน้ำแข็งอย่างมากคงสักสองสัปดาห์ น่าจะจัดการเรื่องคนรักษาการแทนได้ไม่ยากเกินไป

...อีกอย่างหนึ่ง เจ้าแมวเวรที่พยายามจะให้เขาพักร้อนนั่นก็ไม่ใช่ว่าไปติดพันแมวหิมะงดงามที่ทุ่งน้ำแข็งอยู่หรอกหรือ แม้คงไม่มีงานอะไรให้เจ้ามาโอสืบมากนัก แต่เดินทางไปเช่นนี้คงมีโอกาสสอนเวทมนตร์และให้มาโอได้พักบ้าง เจ้าแมวนั่นตั้งแต่กลับจากแดนมนุษย์คราวก่อนก็ช่วยเขาทำงานแทบไม่เคยได้หยุดเลย พาไปพบ "ผ้าพันคอที่รัก" ของมันบ้างมันคงดีใจ เขาเองก็ควรเดินทาง ทำงานที่ต้องใช้ความคิดมาก ๆ จะได้ลืมเรื่องเวน

"แต่คราวนี้ ข้าคิดว่าน่าจะไปด้วยตัวเอง" พ่อมดบอกในที่สุด "ข้าจะไปเตรียมตัว"




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2553    
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 23:34:26 น.
Counter : 832 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.