Bloggang.com : weblog for you and your gang

"Gravitation is not responsible for people falling in love"

Group Blog

 
 
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
23 กุมภาพันธ์ 2552

 
All Blogs

 

 

BIG BANG

เป็น blog แรกในหมวดนี้ ,

ผู้เขียน: บทความข้างล่างต่อไปนี้ รวมไปถึงซีรีส์ทั้งหมดที่จะถูกเขียนลงบนหมวด The Universe และ Hubble Space Telescope ถูกเขียนและเรียบเรียงโดยเจ้าของ blog ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการค้นคว้าอ่านจาก Internet และการปะติดปะต่อความคิดเอาเองจากความเข้าใจ ซึ่งนั่นหมายความว่าเจ้าของ blog ไม่ได้ผ่านการศึกษาจากศาสตร์แขนงนี้โดยตรง.. เนื้อความต่างๆ อาจจะมีคลาดเคลื่อนจากความจริงหรือความรู้ปัจจุบันไปบ้างไม่มากก็น้อย อนึ่ง.. เจ้าของ blog เอง ก็จะพยายามเขียนเป็นภาษาชาวบ้านให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา แต่บางครั้งมันก็จะมีศัพย์แสงที่ยากแก่คนทั่วไป จึงแจ้งให้ทราบฉะนั้นแล...

NOTE: Big Bang Theory นั้นไซร้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีซึ่งไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือว่าไม่จริง(แน่นอนว่าเจ้าของ blog ก็ด้วย) เพียงแต่มีหลักฐาน"บางชิ้น" ที่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง และแน่นอนว่ามันก็มีหลักฐานหรือข้อโต้แย้งบางอย่างที่ทำให้เชื่อได้ว่า.. มันไม่น่ามีอยู่จริง.. บทความต่อไปนี้ จะเล่าถึงลำดับเหตการณ์ในครั้งกระโน้น ที่เป็นที่มาขอเจ้า BIG BANG และจะได้เห็นลำดับความคิด การต่อยอดจากปัญหาสู่เดิมปัญหาใหม่ๆ จากความรู้เก่าๆสู่ความรู้ใหม่ๆ... ซึ่งนั่นคือ "การพัฒนา"




..


..



Universe หรือ เอกภพในภาษาไทย ยังคงไว้ซึ่งปริศนานานัปการที่ยังคงเฝ้ารอให้นักวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์ค้นหาคำอธิบาย กุญแจที่ใช้ไขประตูสู่คำตอบทุกๆคำตอบสำหรับเอกภพ มันคือกุญแจดอกเดียวกับที่ใช้ไขประตู ที่ว่าเรามีตัวตนได้อย่างไร ไม่ใช่แค่มนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ที่มาของสัตว์เซลล์เดียว หรือการถือกำเนิดของระบบสุริยะหรือว่าโลกก็ดี มันคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของทุกสรรพสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น มันไม่ได้เริ่มจากไฮโดรเจน ออกซิเจน หรือคาร์บอน มันเริ่มจากสิ่ง.. และสภาวะที่เรายากที่จะจินตนาการถึง ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์.... BIG BANG!!


อย่างที่หลายๆคนทราบกันดี เอกภพหรือ... จักรวาล.. นั้นกว้างใหญ่ไพศาล อะไรก็ตามที่อยู่ขอบเขตเดียวกับเรา อะไรก็ตามที่เราสังเกตได้ หรือสามารถสังเกตได้.. ที่เราสัมผัสหรือว่ารับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ไม่ว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง นั่นเรียกว่า สิ่งนั้นอยู่ในเอกภพเดียวกับเรา เอกภพ.. จึงหมายถึงทุกๆสิ่ง และแน่นอนว่า การกำเนิดเอกภพก็เป็นการกำเนิดทุกๆสรรพสิ่งด้วย นั่นคือสิ่งที่ BIG BANG ถูกประติดปะต่อพัฒนาเรื่อยมา


ทฤษฎี BIG BANG ไม่ได้ถูกคิดขึ้นมามั่วๆซั่วๆด้วยความคิดปิ๊งปั๊งของใครคนใดคนหนึ่ง มันมีที่มาที่ไปอย่างจัดเจนและก็น่าฉงน... Edwin Hubble คือบิดาของทฤษฎีนี้.. เค้าเป็นนักวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่ดาราศาสตร์ยุคใหม่ มันเริ่มต้นด้วยการที่ Hubble ค้นพบปรากฏการณ์ RED-SHIFT ที่เหมือนกับการเปิดกะลาให้นักดาราศาสตร์สมัยนั้น มองเอกภพด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป

คำถาม..

อะไรคือ RED-SHIFT??



RED-SHIFT แปลเป็นไทยง่ายๆคือการเลื่อนไปทางแดง..
สำหรับคนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์อยู่แล้วคงจะเคยได้ยินปรากฎการณ์ Doppler ในคลื่น(เสียง) ยกตัวอย่างเช่น รถพยาบาลที่เปิดไซเรนกำลังวิ่งอยู่ คนที่อยู่ด้านหน้ารถกับด้านหลังรถ จะได้ยินเสียงไซเรนไม่เหมือนกัน ผลจากการที่รถวิ่ง ทำให้คลื่นเสียงที่คนที่ยื่นอยู่ด้านหน้ารถได้ยิน จะมีความถี่สูงกว่าเสียงที่ผู้ที่ยืนอยู่หลังรถได้ยิน นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดจากแหล่งกำเนิดคลื่นมีการเคลื่อนไหวสัมพัทธ์กับจุดที่รับคลื่น





ภาพนี้แสดงถึงปรากฎการ Doppler ในคลื่น จากภาพ แหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่จากขวาไปซ้าย ทำให้ความถี่ด้านซ้ายมีค่าสูงกว่าอีกนัยหนึ่งก็คือมีความความคลื่นสั้นกว่านั่นเอง


เอาหล่ะ ที่ยกตัวอย่างคลื่นเสียงในรถพยาบาล.. ในทางเดียวกัน.. คลื่นแสงก็มีผลแบบเดียวกัน เพราะแสงสามารถประพฤติตนในรูปแบบคลื่นได้ (*แสงประพฤติตนได้ในสองรูปแบบคือ รูปแบบอนุภาคในปรากฏการณ์ Photoelectic และรูปแบบคลื่นในปรากฏการณ์การแทรกสอด ซึ่งจะขอละไว้) ดูรูปปรากฏการณ์ RED-SHIFT ในแสงในภาพด้านล่าง เพื่อที่จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น




ภาพนี้อธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อแหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่เข้าหาเรา แสงจะ SHIFT (หรือเลื่อน) ทางน้ำเงิน ถ้าเคลื่อนที่ห่างออกไป แสงจะเลื่อนไปทางแดง


ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

ถ้าหากเราไปดู Spectrum ของแสง... มันจะประกอบไปด้วย ...ม่วง น้ำเงิน ฟ้า เขียว เหลือง แสด แดง... อันนี้คือย่านความถี่ที่ตามนุษย์มองเห็น โดยที่ความถี่จากสูงไปมาก ไล่จากสีม่วงสูงที่สุด->สีแดงต่ำที่สุด ถ้าหากแสง ณ จุดกำเนิดคือสีเหลือง การ RED-SHIFT คือการเลื่อนไปทางสีแดง คือแทนที่จะเห็นเป็นสีเหลือง มันก็อาจจะกลายเป็นส้มๆ หรือออกโทนแดงๆ เลื่อนมากเลื่อนน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วสัมพัธท์ระหว่างจุดกำเนิดและจุดรับ

ในทางกลับกัน ถ้าหาก BLUE-SHIFT คือการเลื่อนไปทางน้ำเงิน และเช่นกัน ถ้าหากความเร็วสัมพัทธ์มาก มันก็จะออกไปทางฟ้าๆ หรือน้ำเงินๆ ถ้ามากกว่านั้นอีก ก็อาจจะทะลุย่านความถี่ที่ตามองเห็นได้ กลายเป็นรังสี ultra violet ไป...


กลับมาดูที่ RED-SHIFT ของเรากันต่อ

เมื่อดูกราฟ spectrum ด้านล่าง จะเห็นว่า การเลื่อนไปทางสีแดง(เลื่อนขวา) คือการที่ความถี่นั้นต่ำลง (ในกราฟ แสดงเป็นความยาวคลื่น จากซ้ายไปขวา ความยาวคลื่นเพิ่ม ขณะที่ความถี่จะลด) ดังนั้น การค้นพบ RED-SHIFT ของ Hubble บอกให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า แสงจากระยะทางยิ่งไกล... ก็ยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกจากเราด้วยความเร็วที่สูงขึ้น



Spectrum ของแสงในย่านความถี่ที่ตามองเห็นได้(Visible Light) ไล่จากความถี่สูงสุดทางซ้ายมือ ไปความถี่ต่ำสุดทางขวามือ



โยงกลับมาที่ Hubble.. เริ่มจากที่สมัยก่อนนั้น นักดาราศาสตร์จะทุ่มเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน.. Hubble ก็เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งเฝ้ามองและจดบันทุกหมู่ดาวมากเท่าไหร่ Hubble ก็ค้นพบว่า ดาวที่ห่างไกลออกไป สีมันจะออกไปทางโทนแดงมากเท่านั้น (จริงๆมีการคำนวนหา RED-SHIFT ที่แม่นยำซึ่งจะขอละเอาไว้ในที่นี้ เดี๋ยวมีเวลาค่อยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง)

กราฟด้านล่างเป็นข้อยืนยันการค้นพบของ Hubble
ด้านซ้ายเป็นข้อมูลที่ Hubble บันทึกไว้ ส่วนขวามือเป็นส่วนที่นักดาราศาสตร์ยุคหลังบันทึกเพิ่มขึ้นมาซึ่งvอุปกรณ์สังเกตการณ์มีการพัฒนาต่อมา




จากกราฟจะเห็นได้ว่า ยิ่งเพิ่มระยะห่างเท่าไหร่(แกนนอน) อัตราการ SHIFT(แกนตั้ง) ก็เพิ่มไปตามสัดส่วนนั้น



เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้วว่า ดาราจักรยิ่งไกลออกไป ก็ยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกจากเราเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่เท่านั้น แต่ละดาราจักรต่างก็เคลื่อนที่ห่างออกจากกันเช่นกัน
คุณลักษณะของเอกภพเช่นนี้ เราเรียกมันว่าการขยายตัวของเอกภพ (Expansion of the Universe) และ RED-SHIFT สื่อความหมายโดยตรงถึงการขยายตัวนั้น ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดคำไหนออกมัน มันคือหมายหมายเดียวกัน

ข้อสงสัยสำหรับนักวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ก็คือ ถ้าหากเอกภพมันขยายตัวอยู่ตลอดเวลา... แสดงว่า
- ก่อนหน้าที่จะมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลในปัจจุบัน มันเคยมีขนาดที่เล็กกว่านี้
- การขยายตัวด้วยความเร่งของมัน(จะขอขยายความที่หลัง) ทำให้เชื่อได้ว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่าขนาดของเอกภพนั้นเล็กลงเรื่อยๆเช่นกัน และถ้าหากเราย้อนกลับไปจนถึงยุดที่ก่อนจะกลายเป็นเอกภพ มันเคยเป็นอะไรมาก่อน?
- เราเชื่อว่า ก่อนที่จะเป็นเอกภพที่เรารู้จัก สภาพตอนนั้นคือสสารที่อัดตัวกันแน่นยิ่งยวด(หนาแน่นกว่านิวตรอน) และเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ เราเรียกปรากฏการณ์ ณ การระเบิดครั้งนั้นว่า BIG BANG



ปล. เขียนมาตั้งนาน เพิ่งจะเริ่ม Big Bang -"-

[ยังมีต่อ...]

 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2552 22:58:41 น.
6 comments
Counter : Pageviews.

 

ไม่มีใครเจิม ... เหอ ๆๆๆ

แวะมาทักทาย เรื่องหนักหัวไปอ่ะ โนคอมเม้นท์ แง่ม...

 

โดย: :D keigo :D 19 มีนาคม 2552 8:31:25 น.  

 

ฟังดูแล้วน่าติดตามว่าหลังจาก Big Bank แล้วมันบริหารความเร่งเอ่อ... Big Bang น่ะ มันมีแรงมาแต่หนใดฝช่กินแรงเยอร์ปล่าวแล้ว Big C จะเกิดตามมารึปล่าวทั่น ยังไงมาเขียนเล่าต่อให้จบนะครับ จะรอชม......

 

โดย: Dr.MxM IP: 198.175.151.212 10 เมษายน 2552 15:53:02 น.  

 

:D I used to curious why the siren changed its sound when ambulance ran away

 

โดย: toey IP: 161.130.178.100 22 เมษายน 2552 4:21:05 น.  

 

This is a book?

 

โดย: bowling IP: 58.8.3.20 29 เมษายน 2552 21:54:12 น.  

 


ผมอยากรู้ว่า ทำไมนักวิทยาศาสตร์ไม่รองทดลองปรากฎการณ์ BIG BANG เลย คือแบบทำจำลองอะ ได้อะไรเพิ่มก็เพิ่มลงไปในข้อมูลด้วยนะ แล้วไอพวกโพสกวนๆอะจะมาโพสทำซากอะไร

 

โดย: เด็ก น.ว. โรงเรียน น.ว IP: 114.128.2.5 28 ตุลาคม 2552 18:15:44 น.  

 

แต่ทดลองแบบมีผลเสียต่อโลกให้น้อยที่สุดนะ
อันนี้ตามผมคิดนะ
เอาของมาที่มีส่วนประกอบคล้ายดาว(ไม่แน่ใจว่า BIGBANG เกิดจากดาวอะป่าวนะ) แล้วใช้สารหรือระเบิดมันออกมา อะไรประมาณนี้แหละนะ
ลองดูเอาเอานะ อิอิ

 

โดย: คนเดิมจาก สหาย~5~ IP: 114.128.2.5 28 ตุลาคม 2552 18:22:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

UnExpected

Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Friends' blogs
[Add UnExpected's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.