Two men look out through the same bars: One sees the mud and one the stars.
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 

การกลับมาของอากง


แสงสว่างที่ขอบฟ้าเริ่มค่อยๆ เยี่ยมกรายออกจากมวลเมฆ เวลาเช้ามืดบนถนนเส้นที่มุ่งตรงไปยังสระบุรี มีรถบีเอ็มดับเบิลยูทรงสปอร์ตสีดำคันงาม คนขับรถคือชายหนุ่ม ผู้มีใบหน้าคมคาย อายุประมาณสามสิบปีเศษ กำลังขับพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง จุดหมายคือฮวงซุ้ยของอากงที่วายชนม์ไปเกือบยี่สิบปี

ลักษกรขับรถพลางดูพิกัดบนจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะ ฮวงซุ้ยแห่งนี้เขาไม่เคยมาเกือบสิบปีแล้วกระมัง ตั้งแต่เรียนจบ และย้ายออกจากบ้านใหญ่ เขาก็แทบไม่เคยติดต่ออะไรกับญาติพี่น้องเลย ชายหนุ่มหวนนึกถึงใบหน้าของอากง มันเลือนลางในความรู้สึก จำได้แค่สายตาดุๆ แต่ยิ้มใจดีทั้งวัน สมัยเด็กเขาติดอากงพอสมควร หากชั่วเวลาไม่นาน อากงก็ป่วยหนักและจากเขาไป

คนขับหาวติดๆ กันหลายครั้ง สีหน้าเบื่อหน่าย เท้าเหยียบคันเร่งรถสปอร์ตคู่ใจหนักขึ้น อย่างไรเสีย เขาต้องไปถึงสุสานของอากงก่อนบรรดาญาติทั้งหมด มิเช่นนั้น พี่ชายคงเยาะหยันเขาอีก

‘หึ...ไอ้ลักษ์มันจะมาเร๊อะ ปีนึงๆ มันเคยโผล่หน้ามาไหว้อากงซะเมื่อไหร่ ไม่รู้ยังจำที่ตั้งฮวงซุ้ยของอากงได้รึเปล่า’

เพราะคำปรามาสนี้เอง ทำให้ลักษกรตัดสินใจเด็ดขาด ปีนี้เขาจะต้องไปให้ถึงสุสานก่อนพี่น้องทั้งหมด พวกนั้นจะต้องถอนคำพูดที่เคยสบประมาทเขาไว้

หากเจ้ากรรม เมื่อคืนเขาแวะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงจนดึก กลับบ้านเกือบตีสองกว่า พอถึงที่พักตัวเขาเองก็หลับยาวจนถึงหกโมงเช้า ก่อนจะได้ยินเสียงหวานๆ ของหญิงสาวที่ปลุกเบาๆ ข้างกาย

‘คุณลักษ์ วันนี้คุณต้องไปเชงเม้งไม่ใช่หรือคะ ตื่นเถอะค่ะ’

คำนั้นทำให้เขาตื่นเต็มตา และยิ่งตกใจเมื่อเห็นเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ไปที่เลขหก

‘ทำไมคุณไม่ปลุกผมล่ะ เฮ้อ ไม่ได้เรื่องเลย’ เขาหันไปต่อว่า อีกฝ่ายเอ่ยเสียงอ่อนๆ

‘กัญปลุกคุณแล้วนะคะ แต่คุณบอกว่าง่วง กัญเห็นเมื่อคืนคุณก็กลับดึก เลยอยากให้คุณนอนพักอีกหน่อย”

หญิงสาวเงียบชั่วอึดใจก่อนเอ่ยต่อ”ที่จริง ออกตอนนี้ก็ยังไปทันนะคะ กว่าญาติพี่น้องของคุณจะไหว้เสร็จ คงเกือบสิบโมงเช้า ไม่ต้องรีบไปหรอกค่ะ’

‘นี่คุณไม่เข้าใจหรือไง ผมกับเฮียรองพนันกันไว้ เรื่องเงินเรื่องเล็ก แต่ศักดิ์ศรีเรื่องใหญ่ พูดไปคุณก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี พวกนั้นเขาปรามาสผมไว้แค่ไหนคุณก็รู้’

หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ท่าทีนั้นทำให้เขาอ่อนใจผสมฉุนเฉียว อารมณ์เสียแต่เช้า เขาไม่เข้าใจกัญญาเลย ครั้งแรกตอนคบกัน เขารู้สึกว่าเธอเป็นคนฉลาด แต่ครั้นพออยู่ด้วยกัน เขามักรู้สึกหงุดหงิดร่ำไป วันนี้ก็เช่นกัน เขาคงไม่มาสาย ถ้าเธอจะปลุกเขาตรงเวลา

เสียงเพลงร็อคดังสนั่น ปลุกให้เขาคลายง่วงได้บ้าง เอ...วันนี้เขาต้องเจออาเจ้รึเปล่าหนอ สองสามวันก่อนพี่สาวคนโตโทรมาหา ขอให้ช่วยลูกชายของตัวเอง หรือก็คือหลานแท้ๆ ของเขา เข้าโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่ง เพราะรู้ว่าเขาสนิทกับลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนั้น

ลักษกรคิดถึงตรงนี้พลันยิ้มหยัน ถึงช่วยได้เขาก็ไม่อยากช่วย พวกญาติพี่น้องนี่ก็เหลือเกิน ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรมา แต่พอตัวเองมีเรื่องเดือดร้อน ก็นึกถึงเขาเป็นคนแรก หึ...ฝันไปเถอะว่าเขาจะช่วย ไม่มีวัน...

ชายหนุ่มฝังจำในหัวใจ วัยเด็กเขามักกลายเป็นตัวแปลกแยกของบรรดาพี่น้อง เนื่องจากมารดาเขาเป็นภรรยาน้อย มิหนำซ้ำยังเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก อาม๊าหรือแม่ใหญ่เป็นคนเลี้ยงดูเขาต่อ ถึงฝ่ายหลังจะไม่เคยดุด่า หรือตีเขาอย่างไร้เหตุผล แต่เขาก็ยังมีปมลึกๆ ข้างใน ยิ่งเห็นพี่น้องที่เกิดจากอาม๊า มีพ่อมีแม่พร้อมหน้า ใจน้อยๆ ก็ยิ่งเจ็บปวด บางคราถึงกับหลบไปนั่งร้องไห้คนเดียว ถ้าพ่อเห็น พ่อก็จะถามลูกชายคนเล็กอย่างห่วงใย

‘อาลักษ์ เป็นอะไรไป ใครแกล้งลื้อ’

‘ไม่มีอะไรหรอกป๊า’

‘อาเฮียแกล้งลื้อใช่ไหม เดี๋ยวเถอะ พวกมันชักจะเอาใหญ่แล้ว ต้องตีให้เข็ด’

หลายคราที่ลักษกรปล่อยให้บิดาไปจัดการพี่ชายคนรอง อีกฝ่ายมักกลายเป็นที่ระบายอารมณ์แบบไร้เหตุผล จนบางคราเริ่มเกลียดน้องชายคนเล็ก หากลักษกรไม่สนใจ รู้ดีกว่าที่บิดาปกป้องเขา ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้แม่แท้ๆ ของเขาต้องตรอมใจตาย หลังจากที่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นภรรยาน้อย และอีกส่วนพ่อไม่ไว้ใจตัวแม่ใหญ่ แม้ว่าฝ่ายหลังจะไม่เคยเฆี่ยนตี หรือดุว่าอะไร แต่ทว่า ในสายสัมพันธ์นั้นเขากลับรู้สึกห่างเหิน บางที เขานึกอิจฉาพี่ๆ ที่โดนแม่ใหญ่ดุว่า เพราะนั่นคือการแสดงความห่วงใย มากกว่าการตามใจแบบที่แสดงกับเขา

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามทำตัวเองให้เหนือกว่าพี่ๆ ทุกทาง ความที่เกิดมาหน้าตาดี เป็นลูกชายคนเล็ก ซ้ำยังกำพร้าแม่ จึงเพิ่มความรักจากบิดา และได้รับความเอ็นดูจากแม่ใหญ่ เขาเป็นคนเดียวในบ้านที่สามารถเรียนโดยไม่ต้องช่วยงานที่ร้าน และเมื่อผลการเรียนปรากฏในขั้นดีเยี่ยม ทำให้บิดาภาคภูมิใจ นั่นก็ยิ่งทำให้เขาดีดตัวออกห่างจากบรรดาพี่ๆ มากขึ้น

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ลักษกรเริ่มจับทิศทางตลาด เปิดขายเกมส์คอมพิวเตอร์ จากเด็กหนุ่มธรรมดา ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจรุ่นเยาว์ นาทีนี้พี่ชายคนรองก็เทียบเขาไม่ติด ก็ตัวพี่น่ะหรือ วันๆ เอาแต่ลวกก๋วยเตี๋ยว เสิร์ฟอาหารงกๆ งานกรรมกรพรรค์นั้นไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

ชั่วนาทีนั้น ความคิดของชายหนุ่มคล้ายกับย้อนสู่อดีตวันวาน นานเท่าไหร่แล้วหนอที่เขาไม่เคยเจอหน้าญาติๆ เหล่านี้ น่าจะหลายปีอยู่ มีเพียงเสียงผ่านสายโทรศัพท์ที่ยังคงมีเข้ามาบ้าง ในวันเทศกาลสำคัญ แต่เขาก็ไม่เคยไปร่วมงานสักครั้ง เพราะหลังจากเรียนจบ เขาก็แยกตัวออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานหาเงินสร้างฐานะ จะมีก็แต่ห้าปีให้หลัง บิดาเขาล้มป่วยเป็นอัมพาต บรรดาพี่น้องอยากให้รักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐ แต่เขาเกทับด้วยการพาพ่อไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนนั้นไม่มีใครเอ่ยปากคัดค้าน แต่นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกคนพร้อมใจกันโยนภาระค่าใช้จ่ายของบิดามาลงที่เขาเสียส่วนใหญ่ ปีแรกๆ มีพี่ชายกับพี่สาวคอยช่วย แต่นั่นก็ไม่มากมายอะไร ลักษกรรู้ฐานะของทั้งคู่ดี จึงเอ่ยปากรับดูแลภาระในส่วนนี้แต่เพียงผู้เดียว

ไม่เป็นไร...การจ่ายครั้งนี้ยังไงก็คุ้มค่า ป๊าจะได้เห็นเสียทีว่า ไอ้ลูกนอกคอกคนนี้ สุดท้ายมันก็เป็นคนเลี้ยงดูป๊านั่นแหละ...

สายตาของเขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อีกสิบนาทีจะแปดโมงเช้า ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกญาติจะมากันหรือยัง ไม่ได้การ เขาควรเร่งอีกหน่อย เผื่อจะถึงที่หมายเร็วขึ้น

เท้าข้างหนึ่งเหยียบคันเร่งจนมิด สายตาคู่นั้นเริ่มปรือจัดจนแทบปิด เมื่อคืนเขาดื่มหนัก ฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังคงตกค้าง ใบหน้าขาวจัดมีบางส่วนแดงก่ำ ชายหนุ่มสลัดศีรษะหวังขจัดความง่วงงุน

“เอี๊ยด”

เสียงเบรกห้ามล้อดังสนั่น ลักษกรเงยหน้าขึ้น ฉับพลันแสงสว่างจ้าพุ่งเข้านัยน์ตา ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวสว่างพร้อมกับตัวรถสปอร์ตคันงามพลิกคว่ำ ตัวรถหมุนคว้างหลายสิบตลบก่อนหยุดนิ่งกลางถนน

ลักษกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ใจหายวาบเมื่อเห็นสภาพของรถยนต์พังยับไปทั้งคัน ชายหนุ่มสำรวจเนื้อตัว คุณพระช่วย...โชคดีจริงที่เขาไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน คาดว่าห้องโดยสารนิรภัยของรถคงออกแบบมาดี

ดวงตาคมมองไปยังเบื้องหน้า ความโกรธแล่นเป็นริ้วขึ้นมาเมื่อเห็นสิบล้อวิ่งข้ามเลนจอดสงบ เขาไม่ได้ประมาท แต่ฝ่ายต่างหากที่ขับมาชนเสียเอง วินาทีนั้นชายหนุ่มเปิดประตูรถ ก้าวไปหาคนขับรถสิบล้อที่ยืนเบิ่งมองดูซากรถยนต์ของเขา ท่าทีเช่นนั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มเดือดดาลใจ

“นี่แกรู้ไหมว่ารถฉันราคาเท่าไหร่ ไหน แกจะชดใช้ยังไง บอกมาซิ”

อีกฝ่ายยังคงนิ่งงัน สายตามองดูภาพตรงหน้าตาไม่กระพริบ เหมือนคนตกใจสุดขีด ลักษกรเดือดจัด จะกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามา แต่กลับมีมือเหี่ยวย่นของใครบางคนดึงรั้งไว้

“นี่อั๊วต้องมารับลื้อคนแรกหรือเนี่ย”

“เฮ้ย ใครวะ”

ลักษกรตกใจไม่น้อย จู่ๆ ตาแป๊ะนี่เป็นใคร มายืนใกล้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฝ่ายชายชรายิ้มยิงฟันหลอ ก่อนเอ่ย

“แปลกใจล่ะซี ลื้อลืมอากงไปแล้วหรือ”

“อากง...อากงอะไร ก็อากงตายไปแล้ว”

“ใช่ ลื้อก็ตายไปแล้วเหมือนกัน”

“เฮ้ย ไม่จริง มึงเอาอะไรมาพูด”

“งั้นลื้อก็หันกลับไปดูซากรถของลื้อซะ”

ชายหนุ่มหันกลับไป ทันใดนั้นดวงตาก็ต้องเบิกค้าง เมื่อเห็นร่างของตัวเองชุ่มโชกไปด้วยเลือด ร่างกายเขายังติดอยู่ภายใน สภาพแทบไม่สามารถบอกได้เลยว่ายังมีลมหายใจหลงเหลืออยู่ เสียงของคนข้างกายดังขึ้น

“เห็นไหม ร่างของลื้ออยู่ที่นั่น”

“โอว...ไม่”

ปลายเสียงชายหนุ่มแตกพร่า เขายกมือปิดหน้า ไม่อยากรับรู้ความจริงใดๆ อีก ทำไมกัน...ทำไมคนหนุ่มอนาคตไกลแบบเขาต้องจบชีวิตลงเพราะความมักง่ายของคนบางคน มันไม่สมควรเลย เขายังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ทำไมต้องให้เขาตายด้วย...ทำไม

“อาลักษ์ ลื้อทุกข์ไปก็ไม่มีประโยชน์”

“เพราะอากงคนเดียว ถ้าผมไม่ขับรถไปสุสาน ผมคงไม่ต้องตายสภาพนี้”

“เฮ่อ นิสัยชอบโทษคนอื่นของลื้อยังไม่เปลี่ยนแปลง ทำไมไม่โทษตัวเองบ้าง ขับรถเร็วขนาดนั้น แถมเมื่อคืนยังกินเหล้าเมาหยำเป เฮ้อ อั๊วไม่น่ามีหลานสิ้นคิดอย่างลื้อจริงๆ ไม่ตายตั้งแต่เมื่อคืนก็ดีถมไปแล้ว”

“ทำไมอากงรู้เรื่องเมื่อคืน” หลานชายเริ่มตกใจ

“อั๊วเห็นทุกอย่างที่ลื้อทำทั้งหมดแหละ”

ชายหนุ่มยังซึมเซา ปลงตกกับชะตากรรมของตน ทว่าอีกฝ่ายกลับฉุดมือไว้ พลางเอ่ย

“ไหนๆ ลื้อก็ตั้งใจจะมาที่ฮวงซุ้ยแล้ว พวกเราก็ไปกันเลยดีกว่า”

ชายหนุ่มรู้สึกร่างกายตัวเองเบาหวิว ทั้งสองหวีดผ่านบรรยากาศ จนกระทั่งมาหยุดที่หลุมฝังศพของอากง ดวงวิญญาณสองดวงมองผู้คนที่เริ่มทยอยจัดเครื่องเซ่นไหว้ ท้องฟ้าเริ่มค่อยๆ มีแสงแดดจ้าสาดส่องไปทั่วบริเวณ

“นั่นไง อาเฮียของลื้อมาแล้ว”

พี่ชายคนรอง เป็นตัวแทนหัวหน้าครอบครัวปักธูปคนแรก ถัดมาเป็นอาเจ้หรือพี่สาวคนโต อากิ๋ม(ภรรยาพี่ชายฝ่ายแม่) อาอี้(น้องสาวแม่) ทุกคนต่างจุดธูปไหว้อากงอย่างสำรวม

ชายหนุ่มมองบรรดาเครื่องเซ่นไหว้ ก่อนหันไปทางอากง

“ผมถามจริงๆ นะอากง เวลาที่บ้านผมไหว้เจ้า อากงเคยได้กินไหม”

“ลื้อจะถามไปทำไมอาลักษ์”

“ก็ผมสงสัยนี่ครับ อาม๊าบอกว่า เราต้องไหว้ให้ครบทุกคน เวลาไหว้ก็ต้องเรียกให้ครบด้วย เดี๋ยวอีกคนจะอดกิน ผมอุตส่าห์ท่องชื่อบรรพบุรุษเราตั้งยาว ก็อยากให้ได้กินกันทุกคน”

“ยังไง ของกินพวกนั้นก็ต้องตกอยู่ในท้องพวกลื้อล่ะว๊า มีใครอดกินที่ไหน”

หลานชายเกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจคำตอบของอากงสักเท่าไหร่

ด้านพี่ชายคนรองเอ่ยกับอาเจ้ “เอาไม้ไผ่มาที เดี๋ยวจะได้เผากระดาษเงินกระดาษทองเลย”

“แต่อาลักษ์ยังไม่มา...”

“ช่างมันเถอะเจ้ สายป่านนี้มันคงไม่มาแล้วล่ะ”

คาดว่าข่าวการเสียชีวิตของเขาคงยังไม่มาถึงบรรดาญาติๆ ลักษกรเห็นไม้ไผ่บางๆ ถูกผูกเป็นวงกลมด้วยเชือกฟาง วางลงบนพื้นดินราบเรียบ เป็นการกำหนดอาณาเขตสำหรับเผากระดาษเงินกระดาษทอง มิให้ดวงวิญญาณอื่นมาแย่งเงินทองของอากงไป

ควันไฟจางๆ กรุ่นขึ้นจากกองกระดาษ ทุกคนได้แต่ยืนรอให้แต่ละแผ่นไหม้ด้วยความอดทน เพราะห้ามใช้ไม้เขี่ยเถ้ากระดาษเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณของผู้ตายอาจจะได้เงินทองบิดเบี้ยว หรือเสียหาย ลักษกรจ้องมองเปลวไฟ ก่อนเอ่ยถามอากง

“แล้วกระดาษเงินกระดาษทองพวกนี้ อากงได้เอาไปใช้รึเปล่าครับ”

“ลื้อคิดว่าอั๊วได้ใช้ไหมล่ะ”

อากงย้อนถามบ้าง ด้านหลานชายที่เคยเป็นคนฉลาดถึงกับตอบไม่ถูก อากงจึงเอ่ย

“อาลักษ์เอ๊ย อากงจะบอกอะไรให้ลื้อฟังอย่างนึงนะ ไอ้กระดาษเงินกระดาษทองพวกนี้ มันจะมาถึงอากงก็ดี ไม่มาถึงก็ช่าง แต่ในระหว่างที่อากงยังมีชีวิตอยู่ พ่อลื้อก็ดูแลอากงอย่างดี นั่นคือสิ่งที่อากงรู้ และพ่อของลื้อก็รู้ ช่วงเวลาที่เราได้ทำดีกับคนที่เรารัก ทำในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ นั่นคือการให้ที่ดีที่สุดแล้ว ลื้อเป็นคนฉลาด ลื้อคงเข้าใจความหมายที่อากงบอกใช่ไหม”

หลานชายนิ่งงัน หวนคิดถึงตัวเองเงียบๆ เออหนอ...ตั้งแต่บิดาป่วย เขายังไม่เคยกลับไปดูแลด้วยตัวเองสักครั้ง ได้แต่ทิ้งให้พ่ออยู่กับนางพยาบาล แม้ฝ่ายหลังจะดูแลดีแค่ไหน แต่หัวอกคนเป็นพ่อก็ยังต้องการให้ลูกกลับไปเยี่ยมดูท่านบ้าง

ถึงกับตัวอาม๊าก็เช่นกัน แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่แม่ที่แท้จริง หากก็สงเสียเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ หลายวันก่อนอาเจ้เคยโทรมาบอกข่าวแม่ใหญ่ไม่สบาย เขายังคิดอคติ นึกว่าบรรดาพี่ๆ อยากให้ช่วยรับภาระค่ารักษาพยาบาลอาม๊าอีกคน นั่นเป็นแม่แท้จริงๆ หรือ ก็มิใช่ ครานั้นเขาจึงทำหูทวนลม ไม่สนใจจะถามไถ่ต่อ คิดถึงตอนนี้ลักษกรก็เริ่มละอายใจขึ้นมา

เปลวไฟลุกโชติช่วงก่อนอ่อนแสงลง เถ้ากระดาษยังระอุอุ่น พี่ชายคนรองเริ่มยกอาหารคาวหวานใส่หลังรถ พลันเห็นพี่สาวชะเง้อมองปากทางเข้าสุสาน จึงเอ่ยดักใจ

“ป่านนี้ไอ้ลักษ์มันไม่มาแล้วเจ้ จะไปรอมันทำไม”

“เจ้อยากให้ลักษ์ช่างเอาตาอาร์ตเข้าโรงเรียนหน่อย ความจริงตาอาร์ตสอบติดแล้ว แต่ผู้อำนวยการที่นั่นอยากได้แปะเจี๊ยะตั้งสองแสน เจ้ไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก” คนพูดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยไม่มั่นใจ “เห็นลักษ์สนิทกับลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น เจ้ก็อยากให้ช่วยๆ กันพูดหน่อย เผื่อเขาจะยอมเว้นค่าแปะเจี๊ยะไปก่อน รอปีหน้าหมุนเงินทัน เจ้จะเอามาจ่ายให้”

ลักษกรยืนฟังอยู่ถึงกับหงุดหงิด “นี่ถ้าไม่มีเรื่องเดือดร้อน คงไม่มีใครคิดถึงผมสินะ”

“น่าอาลักษ์ นิดๆ หน่อยๆ เอง ช่วยได้ก็ช่วยๆ กันไป พี่น้องกันแท้ๆ”

“แต่อากงรู้ไหมครับ ป๊าที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ผมก็เป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่าย พวกอาเจ้อาเฮียไม่เคยช่วยเหลือสักบาทเดียว ไม่ว่ามีเรื่องเดือดร้อนอะไร ทุกคนก็วิ่งโร่มาหาผมหมด ฮึ หากไม่มีเรื่องขอความช่วยเหลือ พวกญาติๆ ก็คงไม่ได้คิดถึงไอ้ลูกนอกคอกของป๊าคนนี้หรอกครับ”

หางเสียงคนพูดมีแววเย้ยหยัน ชายชราที่ยืนข้างกายจึงเอ่ยเรียบๆ

“ลื้อจำได้ไหม ตอนที่ลื้อยังเด็ก หลังจากแม่ตายไป ใครเป็นคนป้อนข้าวป้อนน้ำลื้อ”

หนนี้ชายหนุ่มเงียบกริบ คนถามจึงย้ำเตือนอีกครั้ง

“ถ้าลื้อจำไม่ได้ อั๊วก็จะบอกให้รู้ไว้ ผู้หญิงที่เป็นพี่สาวลื้อคนนี้แหละ เป็นคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำลื้อ เวลาที่ลื้อเจ็บป่วย ป๊าก็เป็นคนอุ้มลื้อไปส่งโรงพยาบาล ช่วงนั้นเงินทองก็ไม่ค่อยจะมี อาเฮียของลื้อถึงกับต้องวิ่งรับจ้างล้างชามหาเงินมาช่วยค่ารักษาให้ แถมลื้อยังเป็นคนเดียวในบ้านที่ได้เรียนจนจบปริญญาตรี ไม่ต้องเรียนไปทำงานไปให้ปวดหัว แต่พี่ๆ ของลื้อสิ มีคนไหนเคยได้อภิสิทธิ์แบบนี้มั่ง แล้วอย่างนี้ กะอีแค่ช่วยพูดให้อาเจ้นิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย ทำไมถึงไม่ช่วยกันบ้าง”

ภาพในอดีตเริ่มฉายชัด มือของอาเจ้จูงมือเล็กๆ ของเขาไปโรงเรียนทุกเช้า หากในยามนั้น เขากลับกลัวนัก สีหน้าอีกฝ่ายมักมีรอยเคร่งคิด เฉยชา จนคล้ายกับว่าสิ่งนี้เป็นภาระหน้าที่ที่แสนเบื่อหน่าย

ทว่า อากงกลับเอ่ยขึ้น ราวกับรู้ใจ

“ถ้าเขาไม่รักลื้อ เขาคงไม่ทำเพื่อลื้อขนาดนั้น พวกอาเฮียอาเจ้คงหาทางเลี่ยงไปแล้วล่ะ แต่ตัวลื้อเองสิ กลับลืมความดีของพวกเขา เฮ้อ”

ยามนี้ หัวใจของลักษกรเริ่มรับรู้อะไรบางอย่าง กับสิ่งหนึ่งซึ่งในอดีตเคยคิดว่ามันขาดหาย แต่ความจริงแล้ว เขากลับเป็นคนมองข้ามไปเสียเอง

“ลื้อเห็นอาแปะที่นั่งบนหลุมโน้นไหม”

มือเหี่ยวย่นของอากงชี้ไปยังฮวงซุ้ยฝั่งตรงข้าม บนเนินมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่เหนือหลุม ฝ่ายหลังเหม่อมองไปทางฮวงซุ้ยข้างๆ ลักษกรมองตามสายตาของอาแปะ เห็นครอบครัวใหญ่กำลังนำลูกหลานมาสองคันรถ บรรดาลูกหลานอุ่นหนาฝาคั่ง ทุกคนต่างช่วยกันโปรยดอกไม้จัดเตรียมอาหาร ในขณะที่แววตาชายชราจากฮวงซุ้ยหลังข้างๆ กลับมีแววอ้างว้าง เดียวดาย

“อาแปะคนที่กำลังมองครอบครัวนั้นน่ะ อีเฝ้ารอลูกหลานให้มาเยี่ยมอีหลายปีดีดัก แต่ลูกหลานก็ไม่เคยโผล่หน้ามาสักครั้ง ส่วนรายโน้น ครอบครัวใหญ่ที่อาแปะมองอยู่ อากงเคยคุยกับเจ้าของหลุมเหมือนกัน อีว่าลูกหลานของอีวันๆ เอาแต่หาเงิน ไม่เคยดูดำดูดีอะไร พออีตายปุ๊บ ไม่กี่เดือนก็ได้ไปเกิดใหม่ ถึงวันเชงเม้งทีไร พวกลูกหลานก็ยกโขยงมาไหว้ เผาโน่นเผานี่ควันโขมง เฮ่อ แต่ไม่มีใครอยู่รอรับสักคน”

หลานชายสะท้อนใจลึกๆ ดวงตาคมมองดูควันไฟตรงหน้าอย่างเงื่อนหงอย

“ผมขอโทษครับอากง ผมเองก็ไม่เคยมาเยี่ยมอากงสักครั้ง”

ชายชรายิ้ม “ไม่เป็นไร ต่อไปนี้อั๊วคงมีลื้อนั่งคุยกันทุกวัน”

ใช่แล้ว...ถ้าอีกฝ่ายไม่เตือน เขาก็คงไม่คิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ลักษกรหดหู่ในชะตาชีวิตของตนเงียบๆ ถึงชีวิตหลังความตายจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เขาก็ยังไม่อยากตายอยู่ดี

เฮ้อ...อย่างน้อยเขาก็ยังโชคดีกว่าบรรดาพี่ๆ มากนัก ตัวเขาไม่มีภาระข้างหลัง ตายไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน

“โชคดีนะครับที่ผมไม่มีภาระเหมือนอาเจ้ นี่ถ้าผมมีลูก ผมคงห่วงลูกมาก”

“ลื้อรู้ได้ยังไง ว่าลื้อไม่มีภาระ” อากงย้อนถาม

สีหน้าหลานชายฉงน สงสัย ตัวชายชราจึงถอนใจเบาๆ ดูอาตี๋ก็ฉลาดดี แต่กับเรื่องใกล้ตัวทำไมไม่เคยเฉลียวใจเลยหนอ

“อากัญญาท้องได้สองเดือนแล้ว ลื้อยังไม่รู้อีกหรือ”

“อะไรนะครับอากง” เขาร้องดังลั่น...ดังจนวิญญาณที่สถิตทุกฮวงซุ้ยจ้องมองมาเป็นตาเดียว

“อย่าเสียงดังสิ อายเขา” ผู้สูงวัยเตือนหลานชายเบาๆ ทว่าอีกฝ่ายยังคงช็อก คาดไม่ถึงกับสิ่งที่ได้ยิน ด้านอากงส่ายหน้าแกมระอา “ลื้อนี่แย่จริงๆ มีผู้หญิงดีๆ มารัก ก็ชอบทำร้ายจิตใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลูกสาวเขามีพ่อมีแม่ ลื้อก็ไปหลอกเขามาอยู่ด้วยฟรีๆ แถมพอได้แล้วก็ยังทิ้งๆ ขว้างๆ เป็นผู้หญิงคนอื่นคงฆ่าลื้อไปแล้ว แต่อากัญญาอีตาบอด ดันมารักคนอย่างลื้อได้ทั้งๆ ที่ลื้อเห็นแก่ตัวสารพัด บ้านช่องก็ไม่ค่อยกลับ ติดเที่ยวผับเที่ยวบาร์ นี่อั๊วรู้นะ ลื้อกำลังติดแม่นักร้องคนนึงอยู่ใช่ไหม ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักตัวลื้อหรอก มันรักเงินของลื้อเท่านั้น”

ลักษกรนิ่งซึม หวนคิดถึงกัญญา หญิงสาวที่คอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดมา ตั้งแต่เขาเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงาน กัญญาคือบุตรสาวเจ้าของบริษัทแรกที่เขาเข้าทำงานในตอนนั้น และเธอเป็นคนช่วยเขาทุกอย่าง ไม่ว่าจะขอร้องให้บิดาสอนการทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งคอยสนับสนุนให้เขาก้าวหน้าในอาชีพการงาน จนกระทั่งภายหลังเขาออกไปทำธุรกิจของตนเอง ช่วงเวลานั้นทางบ้านของหล่อนประสบปัญหาหนัก ถึงกับต้องขายบริษัทเพื่อแลกกับความอยู่รอด แต่กัญญาก็ไม่เคยปริปากขอร้องให้เขาช่วยเหลือสักครั้ง เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อครึ่งปีก่อน เขายังล่อลวงความรักของเธอ ทำให้เธอใจอ่อนยอมตกเป็นของเขา ทั้งที่ในสมอง ไม่มีความคิดจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำลงไป

คิดถึงตอนนี้ ลักษกรรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนเลวเหลือเกิน เลวจนไม่น่าให้อภัย

“ผมจะทำยังไงดีครับอากง กัญญากับลูกจะอยู่ต่อไปได้ยังไง ผมไม่เคยให้อะไรเธอเลยแม้แต่บาทเดียว ถ้าไม่มีผม เธอคงจะลำบากมาก ไหนจะต้องออกไปทำงาน ไหนจะต้องเลี้ยงลูกอีก”

“ลื้อเริ่มเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่รึยัง ตอนเด็กๆ ลื้อเคยโกรธป๊า หาว่าเขาไม่รัก ไม่เคยเอาใจใส่ แต่ที่ลื้อโตมาจนมีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ได้ มันก็คือสิ่งที่ป๊าลื้อสร้างเพื่อลื้อทั้งนั้น”

ลักษกรก้มหน้านิ่ง ร่างสั่นสะท้าน เสียใจจนไม่มีถ้อยคำใดจะบรรยาย ถ้าย้อนเวลาได้ เขาอยากจะกลับไปแก้ไขทุกสิ่งในอดีต เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องเสียใจกับการกระทำสิ้นคิดแบบที่แล้วมา วินาทีนี้เขาอยากกลับไปบอกทุกๆ คน อยากขอโอกาสแก้ตัวใหม่ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

ดวงตาสีเทาเข้มในกรอบตาเหี่ยวย่นของอากง ยังคงทอดมองมาอย่างห่วงใย ในขณะที่นัยน์ตาของหลานชายแดงก่ำ น้ำเสียงพร่าเต็มที

“ผมรู้ครับอากง มันอาจสายไปหากผมอยากจะแก้ตัวใหม่ แต่ผมเสียใจจริงๆ... เสียใจที่ตัวเองเคยมีโอกาส แต่ไม่เคยได้กลับไปดูแลคนที่ผมรักให้เต็มที่ รอจนอะไรๆ มันสายเกินไป ถึงตอนนี้ไม่ต้องรอไปนรกหรอกครับอากง ผมไปถึงที่นั่นเรียบร้อยแล้ว”

ยิ่งคิด ลักษกรก็ยิ่งปวดใจ อาการหนักอึ้งในศีรษะค่อยๆ ทบทวีขึ้นช้าๆ สายตาเขาเริ่มพร่าลาย พร้อมกับแสงสว่างจากทุกทิศค่อยๆ ครอบคลุม เขาเริ่มมองไม่เห็นอากง แต่ยังได้ยินเสียงตอบกลับมา

“มันก็ไม่แน่หรอกอาลักษ์ ลื้อจะสัญญากับอากงได้ไหม ถ้าลื้อมีโอกาสกลับไป ลื้อจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ทำตัวแบบที่แล้วๆ มาอีก”

“ครับ ผมสัญญา”

“จำไว้ดีๆ นะอาลักษ์”

ฉับพลัน ทุกสิ่งรอบกายหมุนคว้าง พริบตานั้นแสงสว่างส่องเข้ามาจนเขาจำต้องหลับตาลง ทั่วสรรพางค์กายเจ็บแปลบร้าวระบม มิได้เบาสบายเหมือนก่อน โสตประสาทได้ยินเสียงใครหลายคนเรียกหมอโหวกเหวก สิ่งเดียวที่สัมผัสถึงคือ มือนุ่มอุ่นของใครบางคนคอยกุมไว้มั่น ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลงอีกครั้ง ลักษกรได้ยินเสียงหัวเราะของอากงดังแว่วมาไกลๆ

“ลื้ออย่าลืมสัญญานะ”

รอยยิ้มบางๆ ผุดที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงอีกครา

........................

ความเจ็บปวดที่แทรกขึ้นจากความรู้สึก ทำให้ลักษกรนิ่วหน้า ลืมตามองโลกใบใหม่ที่ปรากฏแก่สายตา ห้องสี่เหลี่ยมสีขาว ไม่ใช่ฮวงซุ้ยของอากง เขาพยายามยันตัวขึ้นอย่างมึนงง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมทิ้งตัวลงเพราะไร้เรี่ยวแรง

“โอ๊ย”

“คุณลักษ์”

เสียงกัญญาร้องขึ้นแกมตกใจ เธอรีบเข้ามาประคองเขานอนลงดังเดิม ดวงตาคู่นั้นคลอด้วยหยาดน้ำตาคล้ายวันก่อน เพียงแต่วันนี้เธอรู้ดีว่า น้ำตาเหล่านี้เป็นความยินดี มิใช่ความเสียใจ

คนเจ็บมองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนลง “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“คุณรู้ไหมคะ คุณสลบไปสี่วันเต็มๆ”

“แต่ผมก็ฟื้นแล้วไง”

คนฟังยิ้มทั้งน้ำตา ชายหนุ่มตื้นตันใจ จะมีใครสักกี่คนร้องให้เพื่อเขา ทั้งที่ในอดีตเขาละเลย ไม่สนใจ ทิ้งเธอไว้ที่บ้านเพียงลำพังอย่างคนทรนงในของตาย แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังรัก ยังซื่อสัตย์ต่อเขาเสมอมา

“อ้าวลักษ์ รู้สึกตัวแล้วหรือ เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า”

อาเจ้เดินเข้ามาใกล้ มองน้องชายคนเล็กห่วงใย ครั้นเห็นฝ่ายหลังส่ายหน้าน้อยๆ ก็พลอยโล่งอก

“ดีนะที่ลื้อไม่ได้เป็นอะไรมาก เจ้เคยบอกลื้อแล้วใช่ไหม รถราก็อย่าขับเร็วเกินไป เดี๋ยวมันก็ต้องมีพลาดกันสักวัน แล้วเป็นไง นี่ผิดจากที่เจ้บอกรึเปล่า”

หากเป็นเมื่อก่อน ลักษกรคงรำคาญพี่สาว อาจถึงขั้นออกปากไล่ แต่ ณ นาทีนี้ สิ่งที่เขาสัมผัสคือความปรารถนาดีอย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลงใจ ทำให้ชายหนุ่มรับฟังอย่างสงบและยอมรับโดยดุษฎี

“ผมเข็ดแล้วล่ะครับเจ้ ต่อไปผมจะไม่ขับรถเร็วอีกแล้ว อ้อ เจ้ครับ เรื่องตาอาร์ตน่ะ เห็นเจ้ว่า...”

หากพี่สาวกลับรีบขัดขึ้น

“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะ ลื้อกำลังไม่สบาย พักผ่อนให้มากๆ ดีกว่า”

“ไม่ได้ครับเจ้ เดี๋ยวอีกไม่นานโรงเรียนก็เปิดเทอมแล้ว หากผมไม่รีบเดี๋ยวตาอาร์ตจะไม่ได้เข้าเรียน ผมอยากบอกเจ้ว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องหลานนะครับ ขาดเหลือเท่าไหร่ผมจะช่วยเจ้เอง”

เงียบ...ไม่มีสรรพเสียงใดๆ ชั่วอึดใจ น้องชายจึงได้ยินเสียงเครือแกมสั่นจากอาเจ้

“ขอบใจนะอาลักษ์”

ไม่เคยมีสักครั้งที่พี่สาวจะดีใจถึงเพียงนี้ หากนั่นก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกอิ่มเอิบ ยินดี กับความสุขของพี่น้องด้วยกัน มันห่างเหินจากสายสัมพันธ์มาเนิ่นนาน นานจนเขาไม่เคยคิดว่ามีอยู่จริงบนโลกใบนี้

หลังจากพี่สาวรีบกลับบ้านไป คาดว่าจะไปบอกข่าวดีกับลูกชาย กัญญาซึ่งนั่งฟังเงียบๆ มาตลอด ถึงกับเอียงคอมองดูเขาด้วยความแปลกใจปนนึกไม่ถึง

“วันนี้คุณลักษ์ดูแปลกๆ ไปนะคะ”

ชายหนุ่มยิ้ม “สมัยก่อนสิแปลก ตอนนี้ผมปกติแล้วล่ะ”

โดยเฉพาะที่ใจ หลังจากพิการมานาน เขาเริ่มเรียนรู้การเป็นผู้ให้กับญาติพี่น้อง โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

“แต่ทุกทีเห็นคุณลักษ์เคยบอกว่าจะไม่ช่วยเรื่องเรียนของหลานนี่คะ”

“พี่น้องกันก็ต้องช่วยเหลือกันไป สมัยเด็กๆ อาเจ้ก็ดีกับผมมาก เพียงแต่ผมอาจจะโง่จนมองไม่เห็น อีกอย่างนะครับ หลังจากเจ็บคราวนี้ผมถึงรู้เสียที คนเราตายแล้วมันก็เอาอะไรไปไม่ได้ แล้วเรายังจะหวงสิ่งของนอกกายพวกนี้ไว้ทำไม”

“กัญดีใจนะคะที่คุณลักษ์คิดแบบนี้ ช่วงที่คุณเจ็บ พี่สาวของคุณอุตส่าห์ลางานมาเฝ้าไข้ทุกวัน พี่ๆ เขารักคุณมากนะคะ”

ว่าพลาง หญิงสาวก็ผุดลุกขึ้น

“เดี๋ยวกัญไปเอาแตงโมมาให้คุณทานดีกว่า เห็นคุณชอบทาน เลยซื้อมาฝากค่ะ”

“กัญ คุณเองก็พักบ้างเถอะ”

“ไม่เป็นหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรไม่ได้หรอก คุณกำลังท้องกำลังไส้ คุณสมควรพักมากกว่าผมซะอีก”

“คุณลักษ์ทราบด้วยหรือคะ” สีหน้าหญิงสาวตกตะลึง

“ผมอาจจะไม่ใช่สามีที่ดีนัก แต่ต่อจากนี้ไปผมสัญญา ผมจะเลิกทำตัวเหลวไหลแบบที่แล้วๆ มา ไว้รอผมหายเจ็บคราวนี้ ผมจะไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณ พูดคุยกับพวกท่านเรื่องของเราเสียที ผมทำผิดกับคุณมากเหลือเกิน...”

“คุณลักษ์”

หญิงสาวน้ำตาพรั่งพรู ซบหน้าลงกับแขนของชายหนุ่ม ลักษกรลูบผมหล่อนช้าๆ ครั้งนี้เธอจะร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันทำให้เธอต้องเสียใจอีกเป็นอันขาด

ชั่ววินาทีนั้น แว่วเสียงหัวเราะของอากงดังขึ้น แต่มีเพียงหลานชายเท่านั้นที่ได้ยินชัดเจน

“เชงเม้งปีหน้า ลื้อต้องพาอาตี๋น้อยไปเยี่ยมอากงด้วย ห้ามลืมเด็ดขาด”

“ครับ” คนเป็นหลานให้สัญญามั่นเหมาะในใจ

เสียงหัวเราะของอากงค่อยๆ จางหายไป
และนับจากวันนั้น เขาก็ไม่เคยพบอากงอีกเลย


จบบริบูรณ์


ปล. ไม่ค่อยได้อัพบล็อกอ่ะค่ะ วันนี้เลยเอาเรื่องสั้นที่เขียนมาให้ลองอ่านกันดู สำหรับเรื่องนี้ เคยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสกุลไทย และตีพิมพ์ครั้งที่สองในนิตยสารผี48ค่ะ

 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2553
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 16:45:20 น.
11 comments
Counter : Pageviews.

 

สวัสดียามเย็นทานข้าวให้อร่อยนะคะ ^^

 

โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว 14 กรกฎาคม 2553 16:52:22 น.  

 

อัพเรื่องผีวันฝนตกฟ้าครึ้มเลยนะ ^o^

 

โดย: inxni IP: 115.87.73.174 14 กรกฎาคม 2553 20:22:59 น.  

 

คุณ หาแฟนตัวเป็นเกลียว
ขอบคุณนะคะ เมื่อคืนข้าวเย็นอร่อยมาก กว่าจะถึงบ้านดึกโข แหะๆๆ


พี่อิน
อ่ะแน่นอนพี่อิน อู้ด้วย ฮ่าๆๆ

 

โดย: ไกลนั้น 15 กรกฎาคม 2553 8:56:48 น.  

 

อืมมม เรื่องราวน่ารักดีจ้ะ

บางครั้งหน้าที่การงานก็ทำให้คนเราลืมอะไรใกล้ตัวไปได้เหมือนกันเนอะ ^^"

 

โดย: :D keigo :D 20 กรกฎาคม 2553 11:02:09 น.  

 

พี่กบ

อ่า พี่กบอย่าเพิ่งลืมคนข้างๆตัวพี่กบก็พอ อิอิ อ้อ เรื่องนี้เขียนเพราะไปเชงเม้งมาอ่ะค่ะ โณเองไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับการไปไหว้บรรพบุรุษเท่าไหร่ หลังจากไปมาแล้วก็รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันน่าเขียนนะ อาจจะมีบางคนที่ไม่รู้ก็ได้ค่ะ

 

โดย: ไกลนั้น 20 กรกฎาคม 2553 12:52:24 น.  

 

555 พี่จะลืมคนข้างตัวพี่ได้ไง อิอิ

จริง ๆ แล้วการไหว้บรรพบุรุษเนี่ย พีว่า เค้าแอบมีจุดประสงค์ให้ญาติพี่น้องรวมตัวกันนี่แหละจ้ะ สังเกตคนจีนสมัยเก่า ๆ มักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ตลอดนะ รวมญาติที คนยั้วเยี้ยไปหมด (เอ๊ะ คนหรืออะไร )

 

โดย: :D keigo :D 23 กรกฎาคม 2553 13:36:15 น.  

 

พี่โณค่ะ อ่านแล้วจอยน้ำตาซึมเลย เรื่องของครอบครัวนี้ค่อนข้างตรงกับชีวิตของแม่จอยนะคะ เวลาญาติพี่น้องมีเรื่องเดือดร้อนที่เป็นเงินทอง ก็จะมาขอยืมแม่จอยเสมอ ไม่ว่าพี่หรือน้องแม่ ทั้งที่บ้านจอยก็ไม่ได้ร่ำรวย บางคนก็คืนบ้างไม่คืนบ้าง ทั้งที่เป็นเงินไม่น้อย แล้วบางครั้งเขาก็ยืมเพื่อไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จอยก็เคยถามแม่ว่าทำไมแม่ต้องให้ยืม ในเมื่อเงินพวกนั้นเขาไปใช้จ่ายไม่เกิดประโยชน์ แม่บอกว่า พี่น้องช่วยอะไรกันได้ก็ต้องช่วย แม่เป็นคนที่ได้เรียนสูงที่สุดในบรรดาพี่น้อง ตอนที่แม่เรียนก็ได้พี่น้องช่วยกันหาเงินส่งเสีย แล้วก็ส่งข้าวส่งน้ำให้ ถ้าไม่มีพี่น้องแม่ก็ไม่มีวันนี้

อาจเพราะจอยเป็นลูกคนเดียวเลยไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วอีกอย่างจอยเกิดมาไม่ลำบากเหมือนแม่ เพราะตายายมีลูกเยอะ แต่พอแม่บอกก็เข้าใจมากขึ้น ยิ่งได้อ่านเรื่องพี่โณ จอยยิ่งเข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ และอีกอย่างที่ทำให้จอยยิ่งคิดได้คือ การดูแลพ่อแม่ของเราตอนท่านมีชีวิตอยู่ นั่นคือสิ่งที่เราควรทำที่สุด

เม้ามากไปล่ะ คิดถึงพี่โณนะค้า ช่วงนี้พี่โณเป็นไงมั่งค่ะ?? ช่วงนี้ทุกอย่างรุมเร้าจนจอยไม่รู้จะทำอะไรดี ไหนจะสอบมิดเทอม สัมมนา แล้วก็โปรเจ็ค เวลาที่เครียดมากจอยมักจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากอ่านนิยายหรือไม่ก็เปิดบล็อกคนโน้นคนนี้ดู ไม่รู้จักเงาหัวตัวเล้ยว่ากำลังจะขาด - -" ก็เลยได้แวะเข้ามาบล็อกพี่โณ ได้อ่านเรื่องดีๆ ที่ทำให้จอยคิดได้มากขึ้น ขอบคุณนะคะ ^^

Ps.จอยมีคำถามจะถามพี่โณอ่ะค่ะ เดี๋ยวจะเมลล์ไปถามนะคะ ^___^

 

โดย: GoOsHa!R (join_Eng ) 30 กรกฎาคม 2553 1:23:38 น.  

 

พี่กบ
ก็จริงเนอะ หากไม่มีไหว้บรรพบุรุษ สงสัยญาติพี่น้องคงไม่ได้มาเจอกันพร้อมหน้าขนาดนี้ แต่ที่โณชอบคือ ของกินเพียบอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆ


น้องจอย
กับพี่น้องก็หยวนๆ เถอะจ้า ยังไงก็พี่น้องกัน คิดซะว่าคนอื่นเรายังช่วยเต็มที่ กับพี่น้องก็สมควรช่วยยิ่งกว่า

ส่วนเรื่องงาน มีไรก็ถามได้นะคะ ยังไงตั้งสติให้ดีๆ ก่อนทำงานน้า ลิสต์ความสำคัญก่อนหลังไว้ด้วยค่ะ จะได้ทำให้เราเราจัดการได้ง่ายขึ้น

 

โดย: ไกลนั้น 30 กรกฎาคม 2553 10:16:45 น.  

 

ขอบคุณค่ะพี่โณที่ให้กำลังใจจอย ตอนนี้ก็กำลังตั้งสติค่ะ อยู่ดีๆ เมื่อกี้อ.บอกว่าออกสอบเรื่องที่อยู่นอก course outline สติแตกอีกล่ะ เบื่ออ.จริงๆ

Ps.จอยเมลล์คำถามไปแล้วนะคะ

 

โดย: GoOsHa!R IP: unknown, 202.44.135.35 30 กรกฎาคม 2553 13:42:37 น.  

 

น้องจอย
พี่ว่าเรียนเนี่ย สนุกและเวิร์คสุดแล้วล่ะค่ะ หากมาทำงาน จะเซ็งกว่านี้ บางทีอาจจะเพราะเป็นลูกจ้างเขาก็ได้นะ เลยทำให้พี่รู้สึกอย่างที่ว่า น้องจอยก็สู้ๆ นะคะ

 

โดย: ไกลนั้น 2 สิงหาคม 2553 9:10:04 น.  

 

อ่าาา หลัง ๆ กลายเป็นว่าไม่ค่อยชอบแล้วอ่ะดิ ของกินเยอะเกิ๊นนนน นน.พุ่งพรวด ๆ อ่ะ รับไม่ไหวอ่าจ้ะ - -"

 

โดย: :D keigo :D 31 สิงหาคม 2553 14:50:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไกลนั้น
Location :
กรุงเทพ Thailand


[ดู Profile ทั้งหมด]

My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

สวัสดีค่ะ ไกลนั้น คือ นามปากกาที่ใช้ในการเขียนนิยายที่ถนนนักเขียนในเวบพันทิพย์ดอทคอมค่ะ หลายๆคนอาจจะเคยได้อ่านงานเขียนของไกลนั้นมาบ้างแล้ว ในนามปากกาว่า อโณทัย



ไกลนั้นขอฝากผลงานเขียนที่ได้ตีพิมพ์ในปัจจุบัน ตรงด้านล่างด้วยนะคะ ^^ อ่านแล้วคิดเห็นยังไง บอกได้เลยนะคะ


เรื่องสั้น


ความฝันที่หายไป

การกลับมาของอากง

หมอดุ

ความเจ็บปวดครั้งสุดท้าย


รอวันนั้น


สะเตง...อรุณฉายที่ปลายใจ






เรื่องยาว



คือทุกสิ่งเพื่อเธอ เล่ม 1




คือทุกสิ่งเพื่อเธอ เล่ม 2




เพียงความคิดถึง



ทางกลางใจ เล่ม1




ทางกลางใจ เล่ม2
Emo น้องลิง
Emo หัวหอม
X
X
 
Friends' blogs
[Add ไกลนั้น 's blog to your weblog]
Links
 

 Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.