- 19 NOVEMBRE 09 เปลี่ยนประเทศ _ ข้ามชาติ
เปลี่ยนประเทศ _ ข้ามชาติหวานใจโทรมาจากฝรั่งเศสบอกว่า เขาได้คุยกับเจ้านายแล้วว่าจะอยู่อินเดียอีกถึงแค่สิ้นปีหน้่า และเจ้านายก็เห็นดีด้วย กระนั้น เราก็ยังไม่รู้ว่าประเทศต่อไปที่จะย้ายไปอยู่คือประเทศอะไร หรือต้องกลับสำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศส ใจของสามีอยากอยู่ที่เอเชียต่อ จะเป็นฮ่องกงหรือสิงค์โปร์ก็ได้ ส่วนฉันอยากไปประเทศที่พูดอังกฤษที่พูดอังกฤษจริงๆ ไม่ใช่อิงดฤษ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษหรือออสเตรเลีย เพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษให้เข้มแข็งขึ้น และจะได้ทำความรู้จักฝรั่งประเภทอื่นที่ไม่ใช่คนฝรั่งเศสกับเขาเสียที เอาเถิด ยังเหลือเวลาอีกสามสี่ร้อยวันให้ติดตามตอนต่อไปว่าเราสองคนจะระหกระเหินไปอยู่ที่ไหนบางชั่วขณะ ฉันก็แอบทำเป็นคนคิดอะไรลึกซึ้ง มองชีวิตที่เราย้ายไปย้ายมาตามประเทศต่างๆ เหมือนเป็นชีวิตใหม่ในชาติหนึ่งๆ พอย้ายประเทศทีก็เหมือนได้ข้ามชาติไปเกิดใหม่ที เริ่มตั้งแต่ศูนย์ ปรับตัวเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่หมด พอเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง เอ้า... หมดเวลา โชคยังดีที่การเปลี่ยนประเทศ ในบางครั้งเราสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าเวลาจะหมดตอนไหน เหลือเวลาให้เก็บเกี่ยวกอบโกยประสบการณ์และความทรงจำในประเทศนั้นๆ อีกเท่าไหร่ อย่างที่ฉันกับสามีตั้งใจทำ วางแผนท่องเที่ยวเดินทางกันอย่างเต็มที่ในประเทศอินเดียตลอดทั้งปีนี้ และในปีหน้า ขณะที่ในชีิวิตในแต่ละชาติ แม้ว่าจะมีค่าเฉลี่ยอายุของมนุษย์ให้อ้างอิง แต่เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะหมดเวลาจะตายวันหรือตายพรุ่ง ซึ่งน่าเร้าใจกว่าเยอะเลย แต่ความไม่แน่นอนนี้ หลายคนหลงลืม มีชีวิตเหมือนจะอยู่ชั่วนิจนิรันดร กอบโกยเอาเปรียบสร้างความเดือดร้อนกับเพื่อนมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่มองสัจธรรมนี้เหมือนเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไรเลย สำหรับฉัน ทางเลือกในการใช้ชีวิตควรอยู่ตรงกลางระหว่าง การปล่อยวางไม่ยึดเหนี่ยว กับ การใช้ชีวิตอยู่คุ้มค่า การปล่อยวางไม่สำมะหาอะไรมากเกินไป อาจจะทำให้เราเรื่อยๆ เฉื่อยแฉะ ไม่ลุกขึ้นต่อสู้ ไม่คิดพัฒนาชีวิตที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยคิดว่าจะทำไปก็เท่านั้น ส่วนการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เต็มที่กับทุกอย่าง ใช้ทุกวินาที ทุกโอกาสอย่างเต็มที่ มีแนวโน้มในการสร้างอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน อาจจะทำให้เรายึดติดกับผลงาน ด้วยได้ลงแรงกายแรงใจมากมายกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ดังนี้ ฉันจึงตั้งใจว่าจะทำทุกอย่างเต็มที่ แต่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ตัดตัวกู ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่เดือดไม่ร้อนจะเป็นจะตายถ้าสิ่งที่อุตส่าห์ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาจะล่มล้มสลาย หลังจากที่ฉันทำดีที่สุดความสามารถ เพราะเดี๋ยวฉันก็จะต้องเปลี่ยนชาติแล้ว >> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
>> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
18 NOVEMBRE 09 กลับถึงบ้านระยองแล้ว และไม่แคล้วต้องโหมงานหนัก
กลับถึงบ้านระยองแล้ว และไม่แคล้วต้องโหมงานหนัก กลับมาถึงบ้านที่ระยองแล้วตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ของเมื่อวาน ลงจากเครื่องตอนตีห้ากว่าๆ คุณนายแม่ไปรอรับที่สนามบินพร้อมพี่เปี๊ยก คนขับรถเจ้าประจำของบ้านเรา ขับกลับบ้านมาเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน หยุดพักกินอาหารที่จุดพักรถกลางมอเตอร์เวย์ กินต้มเลือดหมูร้านเดิม กลับถึงบ้าน ฉันหมกมุ่นปลุกปล้ำกับโทรศัพท์โนเกียที่ซื้อเมื่อคราวก่อน กลับมาคราวนี้ซิมเดิมยังพอใช้ได้ต่อ แต่ฉันอยากได้แอพพลิเคชั่นที่สามารถต่อรูปถ่ายขึ้นเฟซบุคได้ระหว่างที่อยู่เมืองไทย ค้นไปค้นมา ปรากฎว่าเอาขึ้นตรงไม่ได้ ต้องอาศัยต่อจากบริการเจ้าอื่น ด้วยความอยากลอง ฉันก็ดั้นด้นไปสมัครเจ้าอื่นๆ แล้วต่อมาจึงได้รู้ว่า ฉันเคยทำการต่อแบบนี้มาแล้ว เป็นอันว่าเสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ สุดท้ายก็กลับไปใช้อันเดิมที่ทำไว้แต่ดันลืม ซึ่งเป็นการลืมที่น่าแปลกใจมาก แต่ก็เอาเถิด คราวนี้คงไม่ลืมแล้วล่ะ กลับมาบ้านคราวนี้กลับสู่ภาวะงานล้น ไม่ได้ช่วยเหลือหยิบจับทำความสะอาดบ้านอีกแล้ว เพราะฉันดันเข้าใจผิดคิดว่าหนังสือเรื่อง ปารีส พำนัก ฯ ที่ฉันกำลังอีดิตอยู่มีแค่ ๑๘ บท แต่ที่จริงแล้วมันมีตั้ง ๔๑ บท เลยต้องเพิ่มโควต้างานประจำวันอย่างแรง จากวันละ ๒ บท เป็นวันละ ๗ บท มองอีกทางหนึ่ง ฉันโชคดีที่ได้กลับมาทำงานหนักที่บ้าน มีแม่คอยหุงหาอาหารให้ มีเวลาทำงานมากกว่าปกติ กลับมาทำงานในตอนกลางคืนได้อีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนเป็นโสด ไม่ต้องใช้ชีวิตคู่ดูแลสามี เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสาม วันนี้ตื่นมาตอนสิบโมงครึ่ง อาบน้ำ กินข้าวกับแม่ กว่าจะได้ทำงานก็เที่ยงกว่าๆ เพิ่งทำเสร็จไปเมื่อกี้นี้เองตอนตีหนึ่งครึ่ง สิริรวมก็แค่ ๑๓ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น พรุ่งนี้และอีกสองวัน ถ้าแรงไม่ตกเสียก่อน ก็คงต้องโหมหนักเช่นนี้อีก เพื่อที่หนังสือเล่มนี้จะได้ออกทันก่อนปีใหม่ให้เป็นของขวัญกับคนรักหนังสือ สมกับชื่อคอลเล็คชั่น ส่วนปก ตอนนี้ใกล้เคาะสุดท้ายเต็มทีแล้ว น่าจะส่งไปรอรับการอนุมัติได้ทันท่วงที ทางด้านอาหารการกิน เรื่องใหญ่เรื่องหลักในการกลับมาครั้งนี้ คุณนายแม่ยอมรับคอนเสปต์ว่าให้ทำหรือซื้ออาหารจานเด็ดที่ฉันอยากกินแค่มื้อละหนึ่งอย่างพอ ไม่ต้องโหมประโคมทุกอย่างในมื้อเดียว เมื่อวานกินหอยดองกับกุ้งลวก วันนี้เป็นเกี๊ยวน้ำ ต่อด้วยต้มหน่อไม้กับปูดอง พรุ่งนี้ ตอนเช้าเป็นขนมจีนน้ำพริกสด กลางวันเป็นแกงเหลืองหน่อไม้ ตอนกลางคืนหลังจากแม่กับพ่อไปตรวจที่ร.พ.ศิริราช แม่จะแวะซื้อข้าวต้มปลามาให้ตอนนี้เปลี่ยนโปรแกรมเข้ากรุงเทพใหม่ เลื่อนขึ้นมาหนึ่งวัน เป็นคืนวันอาทิตย์ เพราะพี่มีนกับพี่วิจะขับรถไปส่ง จบข่าวค่ะ >> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
- 16 Novembre 09 กลับเมืองไทย อาหารคุณนายแม่รออยู่
กลับเมืองไทย อาหารคุณนายแม่รออยู่กลับจากไปซื้อของฝาก จัดกระเป๋า เตรียมตัวกลับเมืองไทยคราวนี้ไป 10 วัน 6 วันแรกกลับบ้านระยองไปกินอาหารฝีมือคุณนายแม่ (ออร์เดอร์ไว้เรียบร้อยแล้วแต่ลืมบอกว่าค่อยๆ ทยอยทำนะคะแม่ ไม่ต้องทำทีเดียวทั้งหมดในมื้อเดียว) และเก็บตัวทำงานบรรณาธิการต่อให้เสร็จ 4 วันหลัง เข้ากรุงเทพเมืองฟ้า ดูแลกิจการกำมะหยี่ และเยี่ยมเยียนมิตรสหาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือคำคืนคาราโอเกะของสาวๆ กำมะหยี่ ส่วนที่พักคราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศไปพักแถวบางลำพู ใน B&B เล็กๆ มี 3 ห้องเท่านั้น ชื่อ สามเสน5ลอดจ์ ตามภาพประกอบที่ดึงมาจากบล็อกของเขา ดีไม่ดีอย่างไร เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังค่ะ >> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
- 15 NOVEMBRE 09 - ท่องเที่ยวภายนอก + เดินทางภายใน
ท่องเที่ยวภายนอก + เดินทางภายในกลับมาจากดาร์จีลิ่ง ถึงบ้านที่บังกาลอร์แล้วตั้งแต่เมื่อคืน บ้านช่องสะอาดหมดจดดี ไม่มีอะไรให้หงุดหงิด เมื่อคืนวันก่อน ฉันส่งเอสเอ็มเอสให้มันจุฬามาทำความสะอาด เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้เรียบร้อย ส่วนวันอื่นๆ ตอนที่ฉันไม่อยู่ เธอจะทำหรือไม่ทำ หรือจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็สุดแต่ใจแล้วแต่สะดวก แต่มีข้อแม้ว่า ต้นไม้ที่บ้านต้องได้น้ำท่าพอเพียงไม่เหี่ยวแห้งตายวันนี้อากาศที่บังกาลอร์อึมครึม ซึมๆ ชื้นๆ เมื่อคืนฝนตก ฉันกับหวานใจแยกย้ายกันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง หวานใจท่องเน็ต เปิด “แคตาล็อค” หาอุปกรณ์ตกปลา รอกและอื่นๆ อันเป็นกิจกรรมคลายเครียดของเขา ส่วนฉัน อัพบล้อกบันทึกเรื่องที่ไปเที่ยวกันตลอดหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ที่ผ่านมา อัพโหลดรูปจากไอโฟนเข้าเครื่อง เพราะเป็น “กล้อง” ที่ฉันใช้งานมากที่สุดตลอดทริปนี้ กล้องลูมิกซ์เก็บภาพช่วงตกปลาดังปรากฎในวิดีโอสไลด์ด้านล่างสุด ส่วนแคนดี้ แทบไม่ได้จับเสียเท่าไหร่ ที่ใช้กล้องจากไอโฟนมากหน่อย นอกจากจะเล็กพกพาสะดวกแล้ว ล่าสุดฉันดาวน์โหลดโปรแกรมแต่งภาพทำเอฟเฟคต่างๆ มาเล่น เพื่อจะได้ชดเชยความอ่อนด้อยของกล้องในตัวเครื่อง ภาพออกมาสวยงาม ไม่ถึงกับสมใจหมาย แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถอัพโหลดรูปขึ้นเฟซบุคได้โดยตรง เลยรายงานสดออนไลน์ได้แทบทั้งทริป ที่บอกว่าแทบทั้งทริป เป็นเพราะมีบางช่วงที่สัญญาณขาดหาย และมีบางช่วงที่แบ็ตหมดตอนที่ไปพักอยู่ในแคมป์ตกปลาข้างแม่น้ำที่ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้งาน ยามค่ำคืนอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงจ้าวพายุและกองไฟ แรกเริ่ม ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกนี้ ฉันลังเลอยู่ว่าจะเอาไปลงที่ห้องไหนในบล็อคดี จะลงห้องเที่ยวหรือห้องบันทึกประจำวัน สุดท้ายสรุปว่ามาลงในบันทึกประจำวันดีกว่า จะได้ไม่กดดันว่าจะต้องเล่าละเอียดละออ เอาแค่สรุปคร่าวๆ เล่าสิ่งที่ได้พานพบและเรียนรู้จากทริปนี้ก็น่าจะพอ ไม่งั้นจะกลายเป็นงานยาวที่ต้องสานต่อ ซึ่งฉันไม่สามารถทำได้ เนื่องจากจะไม่ได้มีเวลามานั่งนิ่งๆ ทบทวน พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับเมืองไทย ต่อจากนั้นไป อะไรๆ ก็จะถั่งโถมเข้ามา ทั้งงานบรรณาธิการ งานบริหารสนพ. และงานแปล ครั้นจะไม่เขียนเลยก็เสียดาย เพราะทริปนี้เป็นทริปที่ฉันประทับใจมากอีกทริปหนึ่ง ไม่อยากให้ผ่านแล้วผ่านเลย การไปเที่ยวครั้งนี้ มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ เป็นการเดินทางทั้งภายนอกและภายใน “ทริปภายนอก” ที่เป็นการเปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง เปลี่ยนกิจกรรม เปลี่ยนที่นอน (แต่ไม่เปลี่ยนคนนอนข้างๆ) สรุปได้ไม่ยาวเหยียดนัก ก็กล่าวได้ว่า เดินทางจากบังกาลอร์ ซึ่งอยู่ค่อนลงมาทางใต้ของอินเดีย ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แถวๆ เนปาล ฎูฐาน ระยะทางยาวไกล ถึงแม้จะย่นเวลาด้วยการนั่งเครื่องบินสองต่อ (บังกาลอร์-กัลกัตตา-แบกโดกรา) แต่ต้องใช้เวลาเดินทางทั้งหมดถึง ๑๒ ชั่วโมงเต็ม (ออกจากบ้านเก้าโมงเช้า ถึงที่พักสามทุ่ม) ที่พักที่เราไปพักครั้งนี้ เป็นที่เดิมที่เราไปพักตอนเดือนมิถุนายน คือ เกลนเบิร์น ซึ่งมีกิจกรรมหลักคือการทำไร่ชา โดยมีกิจกรรมเสริมเพิ่มเข้ามาคือเปิดห้องพักเป็นคล้ายเกสต์เฮ้า ค่าห้องค่อนข้างสูง ประมาณ ๑๒,๐๐๐ รูปีต่อคืน แต่ราคานี้รวมค่ารถรับส่งที่สนามบิน ค่าซักรีด ค่าอาหารทั้งสามมื้อ และค่าไกด์ต่างๆ เสร็จเรียบร้อย (แต่ไม่รวมค่าเครื่องดื่มอัลกอฮอร์ที่สั่งเพิ่มเติมจากโควต้า) อาหารของที่นี่จะเป็นอาหารลูกผสมของอาหารเนปาล อินเดีย และสลัดแบบฝรั่งที่ใช้ผักและเครื่องเทศต่างๆ ที่ปลูกเอง การตกแต่งห้องพักเป็นแบบอังกฤษจ๋า เน้นสีเขียวฟ้าพาสเทลกับสีขาว เครื่องเรือน เตียงตู้ดูเป็นของโบราณให้ความรู้สึกอบอุ่น ใส่ใจในรายละเอียดฉันกับหวานใจเลยถือโอกาสใช้ห้องรับแขกของที่นี่เป็นฉากในการถ่ายทำปกสำหรับ “ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน” เสียเลย วันที่สอง รถจี๊บ (พาหนะเดียวที่เหมาะกับการไต่ทางขรุขระโดดเด้งเลียบเขาชวนหวาดเสียวของที่นี่) พาไปยังที่พักที่เราตั้งใจพักแรมกันในทริปนี้ เป็นบ้านริมแม่น้ำ ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ แต่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือแถมจีพีอาร์เอส กิจกรรมหลักของหวานใจคือตกปลาแบบฟลายฟิชชิง ส่วนฉันฝึกตกปลาแบบสปินนิ่ง สลับกับการอ่านหนังสือ โดยหนังสือที่เลือกมาอ่านประจำทริปนี้คือ La ligne noire หนังสือสืบสวนสอบสวน ฆาตกรโรคจิตฆ่าต่อเนื่อง ซึ่งเขียนได้เร้าใจชวนติดตามยิ่งนัก แตฉากบรรยายการสังหารซาดิสต์มากจนฉันยอมแพ้ อ่านไม่จบ ส่งต่อให้หวานใจอ่านต่อแล้วมาเล่าให้ฟังแทน อีกเล่มนึงคือ หัวใจแห่งโยคะ ซึ่งอธิบายหลักของโยคะ ทั้งเรื่องอาสนะท่าต่างๆ การฝึกหายใจ รวมไปถึงหลักการเรื่องการปฏิบัติกายใจตามโยคสูตร โยงหลักการฝึกทางร่างกายประสานการฝึกฝนแนวความคิดประจำใจที่จะทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสงบทั้งกับตัวเองและกับคนอื่น แข็งแรงทั้งกายและใจ อ่านแล้วฉันชอบใจมาก ว่าจะรับมาปฏิบัติเลยทีเดียวเชียว เราอยู่ที่แคมป์ตกปลานี้กันสี่คืน โดยมีพนักงานคอยลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ทั้งสามมื้อจากบ้านพักหลัก สองคืนหลังกลับขึ้นมาที่บ้านพักหลักเพื่อพักผ่อน นอนอ่านหนังสือ นอนให้คนนวด ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ก่อนจะเดินทางย้อนเส้นทางเดิม ๑๒ ชั่วโมง กลับสู่บังกาลอร์ สำหรับ “ทริปภายใน” การเดินทางในครั้งนี้ฉันได้มีเวลาหยุดสังเกตตัวเองและได้ตระหนักว่า ในระยะหลังๆ ฉันเปลี่ยนไป จากคนจับจด ไม่จริงจัง ทำอะไรแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เป็นเป็ดที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง ชีวิตล่องลอยหาหลักลงไม่ได้ ตอนนี้ฉันเริ่มเรียนรู้ “วิธีการเรียนรู้” เริ่มต้นจากการเรียนโยคะ การฝึกถ่ายรูป การเรียนปั้นดิน และการฝึกตกปลา ฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจในทุกสิ่งที่ตกลงเลือกจะทำมากขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันจะตั้งใจทำอย่างดีที่สุด รู้จักสังเกตปัจจัยต่างๆ รอบตัว ที่สำคัญที่สุด คือ ฉันมีความอดทนมากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของการหมั่นฝึกฝน ไม่ใจร้อนใจเร็วด่วนได้ ค่อยๆ พัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ทีละนิด ให้ความสนใจกับกระบวนการฝึก พิจารณาข้อด้อย ข้อผิดพลาดและปัญหาต่างๆ ไม่หงุดหงิดกับความเชื่องช้า รู้จักปล่อยวาง ยืดหยุ่นกับตัวเองมากขึ้น ส่วนหนึ่ง ถ้าสาวยาวขึ้นไปอีกหน่อย การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเริ่มต้นจากธรรมชาติของงานแปลที่บังคับหล่อหลอมให้ฉันต้องมีวินัย เปิดใจกว้างยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง รับฟังความเห็นของคนอื่น เพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ต่อด้วยงานบรรณาธิการที่ต้องดูรายละเอียดยิบย่อย ต้องวิเคราะห์จับความคิดระหว่างการแปลของผู้แปลเพื่อให้รู้ว่าทำไมถึงแปลแบบนี้ ทำไมเลือกใช้คำนี้ การทำงานบรรณาธิการทำให้ฉันปิดช่องโหว่ในการแปลของตนเอง การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่ง คือ สภาพแวดล้อมในชีวิตและคนข้างตัว อันมีต้นตอที่มาจากคน ๑ คน นั่นคือ หวานใจ การมีหวานใจอยู่ข้างกายในชีวิตลดเรื่องชวนปวดหัวหลักๆ ในชีวิต ๒ อย่างออกไปได้ คือ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับเรื่องเงินๆ ทองๆ พอตัดสองเรื่องนี้ไปได้ ชีวิตของฉันก็ง่ายขึ้น ว่างขึ้น มีกะใจหันไปมองหาอะไรอื่นๆ ทำมากขึ้น แต่การมีเงินให้ใช้ ได้อยู่ข้างๆ คนที่เรารักและเขาก็รักเรา แค่นั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก คนๆ นั้นจะต้องเป็นหลักพึ่งพิง ใส่ใจคอยรับฟัง ให้คำปรึกษา เป็นกระจกเงา ช่วยดูจุดอ่อน ช่วยบอกจุดแข็ง คอยปลอบโยน ให้กำลังใจเมื่อมีเรื่องร้าย ร่วมยินดีปรีดาเมื่อมีเรื่องดี และเหนือสิ่งอื่นใด เป็นคนที่รู้ว่า คนเราน่ะแค่รักกันมันไม่พอหรอก ชีวิตประจำวันจะทำลายกัดกร่อนความรักให้ชืดชาลดลงเรื่อยๆ เราต้องเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มรสชาดให้ความรัก ด้วยการฉีกตัวออกจากความซ้ำซากจำเจ วิธีการที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีความตั้งใจมีการวางแผนล่วงหน้า คือ การท่องเที่ยวไปด้วยกัน เพื่อเปิดหูเปิดตา ปรับ “ฐาน” ที่ยืนของเราให้อยู่ในระดับเดียวกันด้วยการมีประสบการณ์ร่วมกัน มีเวลาที่มอบให้กันจริงๆ หลุดพ้นจากปัญหาเรื่องงานการ ได้พูดคุย ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ได้ทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้รักกันมากขึ้น เหมือนที่เราเพิ่งทำกันไปในช่วง ๗ วันที่ผ่านมา >> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
- 06 Novembre 09 - ไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวด
ไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวดวันนี้เป็นวันที่ชวนตื่นเต้นนิดหน่อย เพราะมีกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือจากการทำอาหาร ดูแลบ้านกับทำหนังสือเข้ามาในชีวิต วันนี้ฉันไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวดมาค่ะ เปล่า ไม่ใช่การประกวดนางสาวไทยที่คุณแอน หุ้นส่วนของฉันแบ่งร่างไปเป็นคนจัดการประกวดแต่อย่างใดหรอกนะคะ แต่เป็นการประกวดภาพวาด ภาพถ่ายและภาพคอลลาจ ที่พนักงานบริษัทที่หวานใจทำงานอยู่เขาจัดกันขึ้นมา เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองวันก่อน หวานใจโทร.มาบอกฉันที่บ้านว่ามีคนเสนอชื่อฉันเป็นกรรมการตัดสินการประกวดครั้งนี้ เพราะเขาอยากได้กรรมการเป็นคนนอกบริษัทเพื่อความยุติธรรม ฉันก็ตอบรับไป เพราะเห็นเป็นเรื่องน่าสนุกดี ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้ไปเที่ยวออฟฟิศของสามีด้วย บ่ายสองโมง ทำงานประจำวันเสร็จเรียบร้อย อาบน้ำแต่งตัว เลือกชุดอยู่ตั้งนาน ใส่เข้าถอดออกอยู่หลายรอบ แหม ยังไงฉันก็ต้องรักษาหน้าตาของสามี แต่งตัวสวยพอดูได้นิดนึง เสร็จแล้วขึ้นรถ วิโนดขับไปส่ง ผ่านด่านตรวจหน้าประตูทางเข้าบริเวณหมู่ตึกสำนักงานไอทีที่ตรวจตราคนเข้าออกอย่างเข้มงวดได้อย่างสบายฉิวเพราะได้แท็กที่บริษัทออกให้มาคล้องคอ ตอนแรกเห็นว่าจะให้ฉันตัดสินแต่ภาพถ่าย แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันกับกรรมการผู้หญิงอีกคนที่เป็นนักวาดรูปต้องตัดสินการประกวดทั้งสามประเภท ขั้นตอนการตัดสินก็ไม่ยาก เริ่มจากคัดเลือกผลงานที่เข้ารอบแรก 5 ชิ้น ต่อประเภท หลังจากนั้นคัดผู้ชนะ และรอง 2 คน หัวข้อการประกวดทั้งสามประเภทแตกต่างกัน ภาพวาดในหัวข้อ Red Black and Rising คำขวัญประจำบริษัท ภาพถ่ายในหัวข้อ The real India ส่วนคอลลาจหัวข้อ The Power of Creativity (หรืออะไรทำนองนี้) ผลงานที่เข้าประกวดมีทั้งแบบตั้งใจลงทุนใส่กรอบสวยงาม และแบบทำง่ายๆ เป็นกันเองไม่มีพิธีรีตรอง เริ่มต้นจากภาพวาด ฉันเองไม่ถนัดเรื่องเทคนิคความยากลำบาก ดูประเด็นที่เสนอและความตั้งใจสื่อสารเสียมากกว่า เลยยกให้กรรมการอีกคนที่รู้เรื่องเทคนิคว่ารูปไหนต้องใช้ฝีมือเป็นคนตัดสินเสียเป็นส่วนใหญ่ ฉันก็อือๆ ออๆ ไปตามเรื่อง พอมาถึงรูปถ่าย เธอก็แทบจะยกให้ฉันเป็นคนตัดสินเหมือนกัน แต่พอมาถึงคอลลาจ เราสองคนเริ่มต้องปรึกษากันมากกว่าเดิม ทั้งเรื่องเทคนิค ความตั้งใจ ความละเอียดมีมานะพยายาม และสารที่ต้องการสื่อ และสุดท้ายก็ได้ผู้ชนะและรองครบถ้วนทั้งสามประเภท หวานใจบอกว่า พนักงานชาวอินเดียชื่นชอบกิจกรรมเสริมความร่วมมือทำนองนี้มาก และเท่าที่เห็นก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมีหลายคนเข้ามาดู “นิทรรศการ” เล็กๆ นี้กันอย่างคึกคัก เป็นวันที่น่าประทับใจอีกหนึ่งวัน >> ฝากข้อความเชิญคลิกที่นี่
Mutation
Location : Bangalore India
[Profile ทั้งหมด]
>> Add เป็นเพื่อนกัน Click พลันที่นี่