Trilogie Nikopol - Love me Love my babe

Trilogie Nikopol - Love me Love my babe


     ฉันเคยเขียนคำนำในหนังสือแปลของตัวเองเล่มหนึ่งเอาไว้ว่า การแปลหนังสือเหมือนการรับลูกเล็กๆ ของคนอื่นมาเลี้ยงต่อ พอเลี้ยงดูอุ้มชูได้สักพักก็ต้องปล่อยสู่มือผู้อ่าน

     เด็กน้อยที่ฉันรับมาดูแลแต่ละเล่มจะมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ขณะกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงอยู่แนบอกยามไกว ‘แปล’ ฉันจะดูออกว่า เด็กสร้างที่ปลุกปั้นอยู่ในมือจะมีอนาคตเป็นอย่างไร ใครจะชื่นชมรักใคร่รับไว้ในอ้อมใจ ใครจะเกลียดชังแช่งชักไม่สนใจแยแส

     เด็กหวานๆ ซึ้งๆ อย่าง “ปาฏิหาริย์รักต่างภพ” และบรรดาหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ติดตามมาเป็นพรวนของมาร์ค เลอวี ต้องถูกอกถูกใจนักอ่านชาวไทยที่ส่วนใหญ่จะชอบเด็กเรียบร้อยๆ นิ่มนวลน่ารัก ไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีอะไรให้ตกอกตกใจ (หรือปฏิเสธไม่รับวางขาย)

     ไอ้หนูแสนฉลาดหน้าทะเล้น “ทำอย่างไรให้โง่” กับแม่สาวน้อยหน้าใสหากซ่อนเล่ห์ลึก “ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน” จากปลายปากกาของมาร์แต็ง ปาจ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวผู้อัดอั้นคับข้อง รู้สึกสะกิดใจว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติในชีวิตประจำวัน แต่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ครั้นจะเอ่ยตรงๆ ก็เกรงจะสื่อได้ไม่ถึง ผิดประเด็นหรือแรงเกินไป อารมณ์ขันเสียดสีเข้ามาทำหน้าที่ไขข้อข้องใจ ช่วยปลดปล่อยและสะท้อนความจริงให้เห็นชัดเจนเสมอ

     ส่วน “ฉันเคยรัก” และ “เพียงเรามีกัน แค่นั้นพอ” ของแอนนา กาวาลดา เป็นเด็กสาวชาวเมืองสมัยใหม่ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เก๋ไก๋ กระชับฉับๆ ไม่นิยมการพูดพล่ามเยิ่นเย้อ เสนอมุมมองด้วยบทสนทนาฉลาดๆ ชวนติดตาม สัมผัสแล้วได้ความรู้สึกสดชื่น น่าจะถูกใจผู้ที่มีบุคลิกใกล้เคียงกัน

     ยิ่งเขียนยิ่งเหมือนแอบโฆษณางานตัวเองเข้าทุกทีแฮะ เล่มอื่นๆ ขอข้ามไปไม่แจกแจงนะคะ ตอนแรกตั้งใจจะดึงเด็กๆ ในสังกัดครั้งอดีตมาช่วยเบิกโรง เป็นอารัมภบทเปิดเรื่องเฉยๆ แต่เขียนไปเขียนมาชักจะยืดยาวเกินควร



     เข้าเรื่องดีกว่า … วันนี้ฉันอยากจะพูดถึง เด็กน้อยเล่มล่าสุดที่ฉันเพิ่งปล่อยตัวไปเพ่นพ่านซุกซนแถวๆ ร้านหนังสือบางร้าน แกชื่อ ไตรภาคนิโกโปล เป็นงานรวมการ์ตูนสามเล่มสามตอนจากหนังสือการ์ตูนระดับตำนานในยุโรป La Trilogie Nikopol ผลงานของนักเขียน นักวาดการ์ตูน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อกระฉ่อนของฝรั่งเศส เอ็นกิ บิลัล (Enki Bilal)

     (จะไม่เสียเวลาสารยายให้ข้อมูลซ้ำเกี่ยวกับชื่อเสียง ประวัติความเป็นมาและผลงานของบุรุษมากความสามารถผู้นี้นะคะ หลายคนอาจจะได้อ่านผ่านตาจากสื่อต่างๆ แบบกว้างๆ และได้รู้จักเขาแบบลึกๆ ในฟรีฟอร์มฉบับนี้แล้วอย่างละเอียดยิบแล้ว)

     ถ้าจะเปรียบหนังสือแปลเล่มนี้เป็นเด็กน้อย ไตรภาคนิโกโปลเป็นเด็กที่มีอิสรเสรีภาพเต็มเปี่ยม สมกับที่ “บิดาผู้ให้กำเนิด” ของแกตั้งใจไว้ เราจึงไม่สามารถนำกรอบใดๆ มากางกั้นไว้ไม่ให้แกปีนป่ายแหกคอกออกไปได้ ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ฉันนำเสนอเด็กน้อยเล่มนี้กับฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์ ฉันจึงบอกได้คร่าวๆ แค่

     ‘เป็นการ์ตูนค่ะ แต่ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็ก เป็นการ์ตูนผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่การ์ตูนโป๊ จะบอกว่าเป็นนิยายภาพ ก็ยังน้อยไป เพราะเนื้อหาเรื่องราวมีความซับซ้อนมากกว่าการเป็นแค่นิยายดาดๆ จะจัดให้เป็นวรรณกรรมก็ได้ แต่เป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่ที่เล่าเรื่องจากรูปประกอบด้วย และรูปประกอบก็ไม่ใช่ธรรมดา เป็นงานระดับศิลปะภาพวาด... เอ้อ... เอาเป็นว่า เดี๋ยวพอแปลเสร็จ ลองดูก็แล้วกันนะคะ’

     ดังนี้เอง “วรรณกรรมกราฟิกไซไฟ-แฟนตาซี” คำจำกัดความที่เพียรพยายามสรรหามากำหนดเด็กน้อยผู้มีคุณสมบัติแพรวพราวเล่มนี้ให้รวบรัดได้ใจความที่สุดจึงยาวเหยียด เนื่องจากไม่เคยมีถ้อยคำใดหรืองานแบบนี้ปรากฏให้อ้างอิงถึงในบ้านเรา ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงได้ลึกล้ำแปลกประหลาดหลุดจากความคุ้นชินขนาดนั้น คงต้องสืบสาวไปตั้งแต่รากเหง้าต้นตอ


     วิธีอธิบายที่น่าจะเข้าใจง่ายที่สุด คือการแนะนำให้รู้จักกับคำว่า Bande dessinée (บองด์ เดสซิเน) คำภาษาฝรั่งเศสคำนี้แปลตรงๆ ได้ว่า แถบที่มีการวาดรูปใส่ลงไป (bande = แถบ, dessinée = ถูกวาด) เห็นได้ว่าเป็นคำผสมที่ไม่มีความหมายแฝงเร้นใดๆ ว่าจะต้องเป็นเรื่องเบาๆ เปิดให้นักวาดนักเล่าเรื่องฝรั่งเศสมีอิสระในการใส่เรื่องราวทั้งสุขทั้งโศก หรือสนุกสนานเฮฮาลงไปโดยไม่ผิดกติกา (ที่ใครตั้งก็ไม่รู้) และเปิดจิตใจให้คนอ่านไม่ครอบกะลาตัดสินล่วงหน้าว่าพอเป็นงาน Bande dessinée แล้ว จะต้องสื่อเรื่องราวอะไรเป็นปฐม

     ขณะที่คำเทียบเคียงในภาษาอังกฤษว่า comic strip ฟังแล้วรู้สึกถึงมุกเบาสมองวาดลงช่องๆ เป็นแถบๆ (กันหรือเปล่าคะ - ฉันคงไม่ได้รู้สึกไปคนเดียวกระมัง) ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าคำว่า comic (ตลก น่าขบขัน น่าหัวร่อ)ทีเดียวเชียว ส่วนคำว่า cartoon ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องขุดค้นหารากศัพท์อะไรที่ไหนมายืนยัน ได้ยินปุ๊บ ความจริงจังหดหายปั๊บ ถูกลดระดับไปให้เป็นหนังสือไร้สาระสำหรับเด็กไม่ประสาในทันที ทั้งๆ ที่การ์ตูนหลายเล่มมี “อะไร” มากกว่านั้น

     กวีหนุ่มปุถุชน ซะการีย์ยา อมตยา น้องชายสหายสนิทที่แลกเปลี่ยนสนทนาผ่านเอ็มเอสเอ็นกันอย่างสม่ำเสมอให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การดำเนินเรื่องและความต่อเนื่องของภาพในไตรภาคนิโกโปลแตกต่างจากมังก้าญี่ปุ่นหรือคอมิคส์อเมริกันที่เราๆ คุ้นเคย งานการ์ตูนจากสองประเทศดังกล่าววาดภาพเหมือนจะให้แทนฟิล์ม เราจะชินกับชิ้นภาพที่ต่อๆ กัน อ่านแล้วไม่ต้องคิด ไม่ต้องตั้งข้อสงสัย ส่วนนิโกโปล เราจะไม่เห็นทุกเฟรม แต่เห็นเป็นภาพที่ฉายบนจอ ต้องใช้จินตนาการ ชวนให้ขบคิด ไม่บอกตรงๆ

     ผู้ที่อ่านแล้วคนอื่นเห็นเป็นอย่างไร จะเขียนมาเล่าให้ฟังก็ได้นะคะ




     สำหรับประเด็นที่ว่าภาพเปลือยเจ้ากรรมที่ปรากฏในเล่มเป็นศิลปะหรืออนาจารกันแน่ ขอกล่าวผ่านเรื่องส่วนตัวสั้นๆ

     ตอนไปปารีสครั้งที่แล้ว ฉันมีโอกาสไปเดินเล่นเย็นใจ มือถ่ายรูป หูฟังเครื่องบรรยายข้อมูลประวัติของงานศิลปะชิ้นต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์อ็อกเซย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่ามูเซด็อกเซย์ (Musée d’Orsay)

     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมงานประติมากรรมงานปั้นชั้นเลิศของปรมาจารย์ชั้นครูของฝรั่งเศสและยุโรปตั้งแต่อดีตย้อนไปถึงยุคแรกเริ่มของศิลปะแขนงนี้มาจัดแสดงให้ชมกัน งานปั้นหลายชิ้นเป็นรูปผู้หญิงเปลือยอก พันผ้าผืนน้อยบางเบา (แต่ทำจากหินอ่อนทึบ) ที่สมจริงจนน่าประทับใจในความละเอียดอ่อนของศิลปิน

     หากไม่ได้ฟังคำบรรยายจากเครื่องหน้าตาเหมือนมือถือรุ่นกระติกน้ำที่แนบข้างหู ฉันคงไม่ได้รู้ว่า รูปปั้นเปลือยร่างเปิดอกเปิดเผยเนื้อตัวเหล่านี้ เคยถูกเหยียดหยามและถูกปฏิเสธจากคณะผู้ทรงเกียรติผู้กุมอำนาจทั้งการปกครองและการกำหนดรสนิยมของทวยราษฎรขนาดไหน กว่าจะได้กลับมาตั้งเด่นเป็นสง่ากลางพิพิธภัณฑ์ใหญ่ระดับชาติในฐานะงานศิลปะชั้นเยี่ยมแบบนี้ ต้องอดทนรอคอยเนิ่นนานนับร้อยปี

     ต้องใช้เวลายาวนานหนึ่งถึงสองร้อยปีสำหรับการชำระล้างความดักดาน

     ข้อมูลนี้ทำให้ฉันมีความหวัง เบาใจขึ้นบ้างว่า การเปิดกว้างรับแนวคิดใหม่ๆ การเปิดให้แสดงออกทางศิลปะอย่างเสรีไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แม้แต่ในฝรั่งเศสเอง เมื่อสองร้อยปีก่อน เคยมีการเซ็นเซ่อ มีการกระทำอันแสดงถึงการปิดหูปิดตา และพยายามปาดป่ายยื่นมือไปปิดใจคนอื่นเช่นกัน

     เบาใจสักพักก็พลันหนักใจ ประเทศจุดจุดจุดไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้จะต้องรอจนถึง พ.ศ. 2750 เชียวหรือ ถึงจะได้มีวันนั้น



     แล้วฉันจะรอไหวมั้ยเนี่ย








 

Create Date : 30 ตุลาคม 2550    
Last Update : 30 ตุลาคม 2550 12:16:21 น.
Counter : 499 Pageviews.  

จาก “ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์” ถึง Grand Corps Malade (ร่างใหญ่ไม่สบาย)

จาก “ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์” ถึง Grand Corps Malade (ร่างใหญ่ไม่สบาย)


      ในงานหนังสือต้นเดือนเมษาที่ผ่านมา ฉันสบจังหวะได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่ไม่มีโอกาสซื้อหนังสือลดราคาอยู่หนึ่งปีเต็มๆ พอเห็นบูธหนังสือเรียงรายตรงหน้า มือก็เริ่มเติบ หน้าเริ่มใหญ่ ประกอบกับบ้านไกลและเวลาน้อย ฉันกวาดซื้อหนังสือที่ตั้งใจจะซื้อบ้าง จัดอยู่ในประเภทที่ (อ้างว่า) ต้องมีเอาไว้ใช้ทำงานบ้าง หนังสือที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะซื้อ แต่บังเอิญมาตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน หรือเพียงเพราะเหลือบเห็นชื่อคนรู้จักบนปกบ้าง

      ผลก็คือ มีหนังสือประเภทที่ปกติแล้วฉันจะไม่แตะ เนื่องจากไม่ต้องรสนิยม แต่วันนั้นโดนผีหนอนเข้าสิง ถูกสะกดจิตให้ควักเงินซื้อโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่จำนวนหนึ่ง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ “ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์” (สำนักพิมพ์ openbooks) เขียนโดย คุณนรเศรษฐ หมัดคง คุณคมสัน นันทจิต เป็นบรรณาธิการ

      เนื้อหาในหนังสือหนาสี่ร้อยกว่าหน้าเล่มนี้เป็นการรวบรวมคำอธิบายถึงที่มาที่ไป และแนะนำนักร้องนักดนตรีระดับหัวกะทิที่ออกผลงานเพลงร่วมสมัย ซึ่งปัจจุบันแตกแขนงมากมายนับไม่ถ้วน คนอ่านจะได้ทำความรู้จักกับวงดังๆ (ที่คัดแล้วว่าดี) รวมไปถึงวงดีๆ (ซึ่งอาจจะยังไม่ดัง แต่พอมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว เดี๋ยวก็คงจะดัง)


     “ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์” จึงสมกับสโกแกนบนปกที่ว่า “หนังสือที่ต้องมีสำหรับคนรักดนตรีร่วมสมัย” เหมาะกับผู้ชื่นชอบดนตรีเท่ๆ คุลๆ ชิลล์ๆ แจ๊ซ โซล อิเลคโทร ฮิป-ฮอป ฟังก์ เฮาส์ บีต สปีด จังเกิล ฯลฯ เป็นทุนอยู่แล้วเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะได้เพิ่มเติมข้อมูลแบบรู้ลึกและรู้กว้าง รู้ว่าต้องไปหาอัลบั้มชุดไหนมาฟังอีกบ้าง

     ส่วนคนหลุดสมัยผู้ไม่ทระนงองอาจ ไม่เย็นเยือก ไม่หนาวสะท้าน ไม่สามารถแยกดนตรีเสียงสังเคราะห์สารพันประเภทดังกล่าวออกจากกันได้อย่างฉัน ใช่ว่าจะหาประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ไม่ได้




     คำนิยมจากผู้ได้รับความนิยมถึงเจ็ดคน ที่ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญความสามารถน่านิยมของคุณนรเศรษฐเป็นเสียงเดียว ชวนให้ฉันสรุปเอาง่ายๆ ตามนิสัยว่า ชายผู้นี้แหละจะเป็นหลักไมล์ เป็นแม่แบบในเรื่องการฟังเพลง เป็นแรงดลใจให้อยากถ่ายทอดความชื่นชมที่มีต่ออัลบั้มในดวงใจของฉันประจำปีที่แล้วออกมา



      อัลบั้มในดวงใจประจำปี 2006 ของฉันมีทั้งหมด 1 ชุด ชื่อ Midi 20 (มิดี แว็ง – เที่ยงยี่สิบ) งานที่มีเนื้อเพลงเด็ดดวง (โอ้ แม่คุณ ช่างเลือกใช้คำ เชื่อหรือยังว่าเธอหลุดสมัยจริงๆ) นำเสนอผ่านน้ำเสียงห้าวใหญ่สะท้านใจของ Grand Corps Malade (กรองด์ กอร์ป์ส์ มาลาด – ร่างใหญ่ไม่สบาย) นักร่ายสลาม (slameur) ชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดังพลุแตกด้วยผลงานชุดแรก ได้รับคะแนนโหวตจากผู้ฟังทั่วประเทศฝรั่งเศสให้ได้รับรางวัลวิกตัวร์ เดอ ลา มิวสิก (รางวัลด้านดนตรี) ประจำ ปี 2007 ถึงสองรางวัล คือรางวัลอัลบั้มขวัญใจมหาชน และศิลปินเดี่ยวขวัญใจมหาชน

     สลาม (Slam) คืออะไร



      สำหรับฉัน สลามเป็นทางออกสู่โลกร่วมสมัยของบทกวีที่ปรับตัวเปิดรับท่วงทำนองยอมสอดเสียงดนตรี แต่มิใช่มีเพียงถ้อยคำคล้องจองเจื้อยแจ้วแล้วจะมาชนะใจฉันได้ง่ายๆ (อะ... เล่นตัวนิดนึง)

     นอกจากเสียงร่ายทรงพลังชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้าหล่อเหลา ถือไม้เท้าสีขาว มีประวัติสู้ชีวิตพิชิตความพิการ และดวงตาสีฟ้าน่ามองแล้ว สลามของพ่อร่างใหญ่ไม่สบายคนนี้นำเสนอแง่มุมที่น่าสน ฟังแล้วโดนใจ เพราะมีเนื้อหาเป็นไปในทางบวก ต่างจากเพลงก้าวร้าวรุนแรงของนักร้องนักแรปที่มาจากย่านชานเมืองปารีสทั่วๆ ไป


     ในอัลบั้ม ‘เที่ยงยี่สิบ’นี้ มีเพลงอยู่ 16 แทร็ค จะคัดมาให้ “ฟัง” สักสองสามเพลง



Le jour se lève (เลอ จูร์ เซอ แลฟ – ตะวันขึ้น) แทร็คแรก เปิดตัวด้วยเสียงซาวด์เอฟเฟคเสียงหวือๆ คล้ายลมพัดผ่านรถไฟด่วนเตเจเว ฟิ้ว... สองที เสียงพ่อร่างใหญ่ฯ ขึ้น

“แสงตะวันขึ้น ส่องสีเทาหม่น บนทางเท้า บนถนน และบนคราวของเรา” เปียโนเคาะไล่เมโลดี้เบาๆ ตามด้วยเสียงไวโอลินสังเคราะห์ เขาร่ายไปเรื่อยๆ

“...ตะวันขึ้น บนความปรารถนา ให้คุณรู้ว่า ได้เวลาของเรา...” กลองค่อยๆ ขึ้นกระหึ่มขึ้น

“...มีปากกาเป็นอาวุธ เราจักเขียนตอนต่อประวัติศาสตร์ ด้วยมือเราเอง…” เสียงเครื่องดนตรีประกอบทั้งสามชิ้นคลอบทกวีจนจบ

“...อนาคตไม่แน่นอน จริงอยู่สองคำนี้คู่กัน หากตะวันของเราขึ้นแล้ว ต่อแต่นี้ ยากจะหยุดเราให้เงียบงัน”



Saint-Denis (แซงต์-เดนีส์) แทร็คที่ 2



เพลงนี้เป็นการบรรยายเมืองที่พ่อร่างใหญ่ฯอาศัยอยู่ ดนตรีที่ประกอบคำกลอนเป็นเสียงบรรยากาศตามท้องถนน

“ผมอยากร่ายสลามให้สาวใหญ่ที่ผมรู้จักตั้งแต่เด็ก
ผมอยากร่ายสลามให้คนที่เห็นไม้เท้าเก่าของผมตลอดสัปดาห์
ผมอยากร่ายสลามให้เมืองแก่ที่ผมโตมา
ผมอยากร่ายสลามให้ชานเมืองเหนือปารีส ที่คนเรียกว่าแซงต์ เดนีส์”


แซงต์-เดนีส์ ในสายตาของคนภายนอกทั่วไป เป็นเมืองที่มีปัญหาความรุนแรง เนื่องจากเป็นที่พักของผู้อพยพทั้งอาหรับและคนดำ แต่สำหรับพ่อร่างใหญ่ฯ ที่นี่เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมต่างๆ

“... ก็ไม่ได้เป็นเมืองสีชมพู แต่เป็นเมืองมีชีวิต…”

เขาพาเราลัดเลาะถนนหนทาง ตลาด ร้านค้า ร้านกาแฟ

“... ถ้าไปร้านเต้นซูก ผมจะสอนวิธีส่ายระบำ.... และถ้าไปไปรษณีย์ ผมจะสอนเรื่องความอดทน”


Les voyages entrain (เลส์ โวยาจ ออง แทร็ง – การเดินทางด้วยรถไฟ) ข้ามไปแทร็ค 11

เพลงนี้เปรียบเปรยความรักว่าเป็นดั่งการเดินทางด้วยรถไฟ ฉันเคยแปลเพลงนี้เอาไว้เพราะว่าชอบมากๆ ขอลอกมาให้อ่านกันเกือบเต็มๆ



 ผมว่าเรื่องราวความรักนั้นเหมือนการเดินทางด้วยรถไฟ
เวลาเห็นผู้โดยสาร ผมก็อยากเดินทางไป
นายว่ามีคนมารอที่ชานชลามากมาย เพราะอะไร
นายว่าคนเรากลัวมาสายขนาดนั้นกันทำไม
...รถไฟหลายขบวนตกรางเมื่อเจอพายุลูกแรกโหมใส่
ความรักยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนายมากมาย
วันแรกไปต้องเลือกตู้ขบวนก่อนอื่นใด
จะที่นั่งริมทางเดินหรือข้างหน้าต่าง ต้องหาที่นั่งถูกใจ
นายจะเลือกเลิฟสตอรีแบบตู้ชั้นหนึ่งหรือชั้นสองของรถไฟ

... กิโลเมตรต้นต้น นายมองแต่หน้าเธอ ไม่สนอื่นรอบกาย
ทิวทัศน์เคลื่อนอยู่หลังหน้าต่าง นายไม่ใส่ใจ
นายกระปรี้กระเป่า สบายใจและลืมเวลาไป
นายรู้สึกดีเสียจนอยากจูบนายตรวจเข้าให้

… แล้วเรื่องราวของนายก็ไม่สดใส
นายบอกว่านายทำอะไรไม่ได้
และมันเป็นความผิดของเธอไม่ใช่ของใคร
เสียงรถไฟทำนายมึนงง เวลารถเลี้ยวนายคลื่นไส้
นายต้องลุกขึ้นเดินจะได้หายเวียนหัวใจ
แล้วรถไฟก็ชะลอความเร็วและถึงจุดจบความรักของนาย

สำหรับหลายคน ทั้งชีวิตเป็นการพยายามขึ้นรถไฟ
ไปรู้ว่าความรักคืออะไรและห่อหุ้มร่างกายด้วยความอิ่มใจ

...ขึ้นรถไฟน่ะมันง่าย แต่ต้องขึ้นให้ถูกขบวน
ผมน่ะขึ้นมาแล้วสองสามขบวน แต่มันก็ยังไม่ถูกขบวน
เพราะรถไฟพวกนั้นเอาแต่ใจ และบางขบวนขึ้นไม่ได้
และผมไม่คิดด้วยว่ากับรถไฟฝรั่งเศสช่างประท้วงมันจะเป็นไปได้

มีหลายคน รถไฟประท้วงหยุดงานตลอดกาล
และเรื่องราวความรักของพวกเขามีอยู่แต่ในความฝัน
และยังมีพวกที่รีบขึ้นรถไฟขบวนแรกโดยไม่สนใจ
แต่พวกเขาส่วนใหญ่จะโดดลงที่สถานีต่อไป ..




     สำหรับร่างใหญ่ไม่สบาย

     สลาม มีคำจำกัดความมากเท่ากับจำนวนนักสลามและผู้ชมการสลาม แต่ถึงอย่างนั้น ดูเหมือนจะมีกฎมีเกณฑ์อยู่บ้างสองสามข้อ คือ

     - ต้องพูดคล้องจองแบบ อะ คาเปลลา [เพลงร้องในโบสถ์] (ถ้าไม่งั้นก็ไม่เป็นสลามหรือไง)

     - บทนึงต้องไม่เกินสามนาที (เอ่อ ... แต่บ่อยครั้งก็ 5 นาที)

     - ในงานที่เปิดเข้าชมฟรี สลามหนึ่งบท=เหล้าแก้วนึง (ยกเว้นเวลาเจ้าของร้านไม่ตกลง)

     สรุปว่า สลามนั้นห่างไกลจากความมั่นใจที่ไม่แน่นอนพวกนี้นัก ก่อนอื่นใด มันเป็นปากหนึ่งปากที่มอบแก่ให้หูหลายหู เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการแบ่งปันข้อความ ซึ่งหมายถึงการแบ่งปันความรู้สึกและความต้องการเล่นกับคำ

     สลามอาจจะเป็นศิลปะ สลามอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวรูปแบบหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ สลามนั้นเป็นช่วงเวลาหนึ่ง... ช่วงเวลาแห่งการสดับฟัง ช่วงเวลาแห่งการประนีประนอม ช่วงเวลาแห่งการพบปะ ช่วงเวลาแห่งการแบ่งปัน

ก็นั่นแหละ ผมว่าอย่างนั้นนะ
(ลงชื่อ) Grand Corps Malade







 

Create Date : 30 มิถุนายน 2550    
Last Update : 5 เมษายน 2551 18:38:23 น.
Counter : 453 Pageviews.  

ขอเขียนถึงหนัง แต่ไม่ขอวิจารณ์ภาพยนตร์

ขอเขียนถึงหนัง แต่ไม่ขอวิจารณ์ภาพยนตร์



เทค 1 แอคชั่น! – ภาพ - กลางวัน ฉันนั่งโคลงเคลงอยู่ในรถกอง บ.ก. ฟรีฟอร์มฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ

เสียง - วันก่อนฉันโชคดีมีโอกาสงดงาม ได้ติดสอยห้อยตามกองบ.ก.ฟรีฟอร์มไปสังเกตการณ์การสัมภาษณ์คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ระหว่างทางมีเสียงพูดคุยกันเรื่องการเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เปิดเผยเรื่องราวในหนังจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือหลอว่าน่าประณามหยามเหยียด เนื่องจากทำลายอรรถรสในการดูหนังไปสิ้น

ภาพ - กลางวัน ล้อรถตกหลุมเล็กๆ บนผิวถนน ร่างคนในรถกระเด้งวูบ

เสียง - แรงกระตุกจากล้อรถตกกะหลุกปกปิดอาการสะดุ้งเฮือกของฉันได้มิดชิด ก่อนหน้านี้ ฉันตั้งใจเอาไว้ว่าจะลองเขียนถึงหนังที่เพิ่งดูแล้วปลาบปลื้มอย่างแรงเรื่องนึง ฉันอยากจะเล่าความชื่นชมในตัวหนังให้คนอ่านได้รับรู้ ปัญหาอยู่ที่ว่า ฉากที่ฉันประทับใจที่สุดในเรื่องคือ ตอนจบ

ภาพ – กลางวัน (ต่อเนื่อง) ทีมบ.ก. และฉันทยอยลงจากรถในลานจอดรถของบ้านหลังหนึ่ง ต่อด้วยภาพขณะสัมภาษณ์

เสียง - ระหว่างนั่งฟังการสัมภาษณ์ มือขยับถ่ายรูปมือสวยๆ ของคุณเจ้ย ปากส่งเสียงหัวเราะประสานไปด้วยในบางช่วง ตอนที่หูได้ยินผู้กำกับภาพยนตร์อินดี้คนเก่งของเราพูดเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์สำหรับหนังอิสระ ใจฉันก็ลอยกลับไปกรุงปารีส


ภาพ – กลางคืน ฉันกับหวานใจยืนหนาวสั่นต่อคิวซื้อตั๋วหน้าโรงหนังเล็กๆ ในกรุงปารีสชื่อ บัลซัค ภาพโรงหนังในปารีส

เสียง - โรงภาพยนตร์บัลซัค ถนนบัคซัค ย่านชองเซลีเซ่ เป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์เล็กๆ ฉายหนังอิสระจำนวนนับร้อยโรงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วกรุงปารีส ฉันคิดว่านอกจากปารีสแล้ว ในโลกนี้มีเมืองอื่นๆ ไม่ถึงกระหยิบมือที่เราสามารถดูหนังได้หลากหลายประเภท หนังแต่ละเรื่องเข้าฉายทีเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ มีรายการลดแลกแจกแถม ซื้อตั๋วใบที่สองลดครึ่งราคา รอบกลางวันลดครึ่งราคา ดูวันจันทร์ลดครึ่งราคา ช่วงจัดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิแห่งโรงพยนตร์ (Printemps de cinéma) ลดไปเลยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เหลือสามยูโรกว่าๆ


ภาพ – กลางคืน ภาพปารีสราตรี ภาพป้ายชื่อบอกโปรแกรมเป็นภาษาต่างๆ

เสียง - คืนนั้นดึกมากแล้ว อากาศเย็นไม่น้อย แต่ฉันกับหวานใจก็ไม่หวั่น เดินฝ่าความหนาวออกจากที่พัก ตั้งใจไปดูหนังเรื่อง La vies des autres หรือชื่อดั้งเดิมในภาษาเยอรมัน Das Leben der anderen โดยมีชื่อภาษาอังกฤษที่รู้จักกันทั่วโลก คือ The Lives of Others ส่วนเมืองไทยตั้งชื่อเสียหวานฉ่ำว่า วิกฤติรักแดนเบอร์ลิน (อย่าลืมใส่เอคโค่ตอนท้าย... ลิน ลิน ลิน ลิน )

ภาพ – คนรอออกจากโรงหนังที่ฉายเรื่องนี้ ภาพป้ายโฆษณาหน้าโรง ขึ้นกราฟฟิกดาวสี่ดวง ขึ้นตัวอักษรชื่อเทศกาลต่างๆ บนภาพรับรางวัล

เสียง - ลา วี เดส์ โซตร์ ฝ่าด่านความเขี้ยวทางรสนิยมของชาวฝรั่งเศส ได้รับการชื่นชมทั้งจากผู้ชมและนักวิจารณ์ให้คะแนนเป็นดาวถึงสี่ดวงเต็มๆ หนังเรื่องนี้เข้าฉายตามเทศกาลต่างๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ที่เด่นๆ คือ รางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศจากเวทีออสการ์

      ฉันเปิดอ่านบทวิจารณ์จากหลากหลายแหล่ง ไม่เห็นมีใครพูดถึงหนังเรื่องนี้ในทางแย่ๆ เลย อย่างเลวก็แค่บอกว่าผู้กำกับหน้าใหม่คนนี้โชคดีนะ ได้นักแสดงเก่งๆ มาช่วยส่งเสริมหนังที่ตนกำกับเป็นเรื่องแรก โห... ได้นักแสดงเก่งๆ มาร่วมงานด้วยก็ไม่พ้นโดนกระแนะกระแหนแฮะ สงสัยนักวิจารณ์บางคนกลัวคนอ่านจะนึกว่าโง่ ถ้าจับผิดอะไรไม่ได้เลย

ภาพ – ตัวอย่างจากหนัง (หาดูได้ที่เวบไซต์ของหนัง)

เสียง - วิกฤติรักแดนเบอร์ลิน พาเราข้ามกำแพงไปกรุงเบอร์ลินตะวันออกในปี ค.ศ. 1984 สมัยที่เยอรมันยังแบ่งเป็นตะวันออก-ตะวันตก เมืองหลวงของประเทศทั้งสองอยู่ติดกันคั่นกลางด้วยกำแพงเบอร์ลิน ฝั่งตะวันตกเป็นดินแดนเสรีประชาธิปไตย ส่วนทางตะวันออกปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตนิยม


      เปิดฉากแรกเป็นการสาธิตวิธีรีดความลับของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ (The Ministerium für Staatssicherheit - MfS = Ministry for State Security) หรือที่เรียกย่อๆ ว่าสตาซี (STASI) หน่วยงานตำรวจลับและการข่าว ซึ่งมีหน้าที่สอดส่องดู “ความเรียบร้อย” ของประชาชนไม่ให้มีการแหกคอก บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ หรือคิดหลบหนีไปอยู่ฝั่งตะวันตก พร้อมกับเปิดตัว “พระเอก” ของเรา เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสตาซีชื่อแกร์ด วิสเลอร์ ซึ่งคงจะเก่งกาจเลือดเย็นถึงขนาดได้เป็นอาจารย์สอนสายลับรุ่นใหม่ๆ ไม่ต้องอะไรมาก แค่นักเรียนถามโต้แย้งนิดหน่อย พี่แกก็ติ๊กชื่อหมายหัวเด็กคนนั้นลงบนแผนผังที่นั่งทันที

      วิสเลอร์ได้รับมอบหมายงานพิเศษให้เป็นหัวหน้าทีมลอบฟังการสนทนาในบ้านของจอร์จ เดรย์มาน กวีนักเขียนบทละครเวทีหนุ่มใหญ่ทรงเสน่ห์ ผู้มีคู่รักเป็นนักแสดงสาวแสนสวยชื่อคริสตา-มาเรีย ด้วยเหตุผลอย่างเป็นทางการคือเขาคลุกคลีอยู่กับกลุ่มเพื่อนศิลปินนักเขียนที่ไม่ค่อยอยู่ “ในร่องในรอย” ส่วนเหตุผลไม่เป็นทางการคือรัฐมนตรีเจ้าของคำสั่งมีใจปฏิพัทธ์หลงรักคริสตา-มาเรีย และต้องการกำจัดเดรย์มาน

      จากชีวิตจืดชืดไร้สีสัน มีจิตใจถูกจำกัดแคบอยู่ในกรอบ วิสเลอร์ได้ทำความรู้จักกับโลกศิลปะวรรณกรรมและความงามของความรักอันเร้าร้อนผ่านการดักฟังและจินตนาการ จากศัตรูตัวฉกาจ กลายเป็นเทพอารักขาคอยปัดเป่าเภทภัย ช่วยปกปิดความผิดคอยบิดให้เป็นความชอบ จากตัวละครแบนๆ ไร้มิติ ผู้ชมได้เห็นด้านอ่อนไหวเกือบจะอ่อนโยนของสายลับผู้เคร่งครัด

      นี่เป็นจุดหนึ่งที่ฉันชอบ ตัวละครในหนังเรื่องนี้กลมกลึงดีมาก ทุกคนมีด้านดี-เลว แข็ง-อ่อน มีความเป็นมนุษย์ที่สามารถผิดพลาด รู้จักสำนึกและเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีใครเลวผิดปกติหรือเป็น วีรบุรุษเกินจริง

ในกรอบนี้เป็นฉากจบของเรื่อง ถ้าอยากอ่านก็ใช้ลากเมาส์อ่านเอานะคะ ใครไม่อยากอ่านก็ข้ามไปเลย

      ถึงวิสเลอร์จะพยายามช่วยเหลือปกปิดความผิดของเดรมานอย่างสุดความสามารถ แต่ยังเหลือช่องโหว่คือคริสตา-มาเรีย เธอถูกจับตัวด้วยข้อหาซื้อยาผิดกฎหมาย วิสเลอร์ถูกเรียกตัวไปรีดความลับเรื่องที่ซ่อนของเครื่องพิมพ์ดีดที่เดรมานใช้เขียนบทความเรื่องอัตราการฆ่าตัวตายเผยแพร่ในโลกตะวันตกจากเธอจนสำเร็จ คริสตา-มาเรียรู้สึกอดสูวิ่งให้รถชนตาย โดยไม่ทันรู้ว่าวิสเลอร์เก็บเครื่องพิมพ์ดีดไปแล้ว

      วิสเลอร์ถูกลดตำแหน่งไปทำงานกรมไปรษณีย์ หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย เดรมานจึงได้รู้ว่าเคยถูกดักฟัง เขาไปค้นแฟ้มข้อมูลและได้เห็นการปกป้องจากเจ้าหน้าที่รหัส HGW XX/7 (วิสเลอร์) เดรมานเริ่มต้นเขียนหนังสืออีกครั้ง โดยอุทิศหนังสือว่า for HGW XX/7

      วิสเลอร์เข้าไปซื้อหนังสือเล่มนั้น คนขายถามว่าซื้อเป็นของขวัญหรือเปล่า เขาตอบว่า เปล่า หนังสือเล่มนี้ for me (สำหรับผมเอง)







ภาพ - หนังจบ ฉันกับหวานใจออกจากโรงหนังไปนั่งคุยกันต่อเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในบาร์อังกฤษแถวๆ นั้น

เสียง - ฟังแล้วเหมือนดัดจริตคิดลึก แต่หนังเรื่องนี้สะกิดให้ฉันนึกถึงกรอบความคิดแบ่งพรรคแบ่งพวกของมนุษย์ ถึงแม้ในปัจจุบัน กำแพงเบอร์ลินล้มลง สงครามเย็นสิ้นสุดแล้ว แต่วงจรอุบาทว์ไม่เคยหยุดหมุน มีการสร้างกำแพงระหว่างโลกตะวันตกกับโลกอิสลามเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะมีประวัติศาสตร์กี่ร้อยพันหน้าให้เห็น คนเรายังคงตัดสิน ดี-เลว ขาว-ดำ ผิด-ถูก ฆ่าฟันกันซ้ำรอยเดิมไม่เคยเรียนรู้

      เอ่อ ... ชักเครียดแฮะ

      ในอีกมุมนึง ฉันเห็นอิทธิฤทธิ์ของศิลปะวรรณกรรม รวมถึงความรู้สึกดีๆ อย่างความรักว่าสามารถช่วยกล่อมเกลา เปิดโลกทัศน์ให้ผู้เสพได้จริงๆ

      ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ตัวฉันเองนี่แหละ

      ศิลปะแขนงภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เห็นความงดงามของภาษาเยอรมัน ลบภาพฝังใจของฉันที่ว่าภาษาเยอรมันเป็นภาษาน่าเกลียดไม่น่าฟัง มีแต่เสียงกระโชกโฮกฮากขากๆ ถุยๆ ออกไปจนหมดสิ้น

      หนังดีเสียขนาดนี้ มีกี่ดาว ... ยกให้หมดเลยค่ะ


(ขึ้นตัวอักษร – อวสาน-)







รางวัลที่หนังเรื่องนี้ได้รับ

-2007 Academy Awards
Best Foreign Language Film winner

-Independent Spirit Awards 2007
Best Foreign Language Film

-International Film Festival Rotterdam 2007
audience award

-Los Angeles Film Critics Association Awards 2006
Best Foreign-Language Film

-European Film Awards 2006
Best Film
Best Actor: Ulrich Mühe
Best Screenwriter: Florian Henckel von Donnersmarck

-German Film Awards 2006
Best Film
Best Actor
Best Supporting Actor
Best Director
Best Cinematography
Best Production Design
Best Screenplay

-Palm Springs International Film Festival 2007
Audience Choice Award

-Vancouver International Film Festival 2006
People's Choice Award

-Montreal Festival du Nouveau Cinéma 2006
People's Choice Award

-London Film Festival 2006
Satyajit Ray Award

-Zagreb Film Festival 2006
Best Film
Audience Award

-Copenhagen International Film Festival 2006
Best Male Actor
Audience Award

-Seville Film Festival 2006
Silver Giraldillo

-Locarno International Film Festival 2006
Audience Award

-Warsaw International Film Festival 2006
Audience Award

-Bavarian Film Awards 2005
Best Actor: Ulrich Mühe
Best Newcomer Director: Florian Henckel von Donnersmarck
Best Screenplay: Florian Henckel von Donnersmarck

-VGF Producer Prize: Wiedemann & Berg




รายชื่อเทศกาลที่ไปฉาย

-Montreal Festival du Nouveau Cinema 2006
-Toronto International Film Festival 2006 (Special Presentation)

-Telluride Film Festival 2006

-Pusan International Film Festival 2006

-Vancouver International Film Festival 2006

-Locarno International Film Festival 2006 (Piazza Grande)

-London Film Festival 2006

-The Helsinki International Film Festival - Love & Anarchy 2006

-Copenhagen International Film Festival 2006

-Dubai International Film Festival 2006

-AFI Los Angeles 2006

-Sevilla Festival de Cine 2006

-Festival de Cinema do Rio 2006

-Athens 2006

-Warsaw International Film Festival 2006

-Zagreb Film Festival 2006

-Tallinn Black Nights Film Festival 2006

-Festival Internacional de Cine de Morelia 2006

-Windsor (Ontario) International Film Festival 2006

-Dublin International Film Festival 2007







 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2550 19:55:07 น.
Counter : 471 Pageviews.  

มาร์แต็ง ปาจ (Martin Page)

เพิ่มเติมเกี่ยวกับมาร์แต็ง ปาจ


(ความเดิมตอนที่แล้ว >> รายงานจากนักสัมภาษณ์ไม่คาดฝัน)

     มาร์แต็ง ปาจ (Martin Page) เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2518

     หลังจากผ่านชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นที่ชานเมืองทิศใต้ของกรุงปารีส และการเปลี่ยนสาขาวิชาเรียนระดับมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆ มากมาย มาร์แต็ง ปาจ เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจัง พร้อมๆ กับทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ยามรักษาความปลอดภัยกะกลางคืน พนักงานทำความสะอาดตามงานเทศกาลต่างๆ เพื่อจะได้มีเวลาเขียนหนังสือและหารายได้ประทังชีวิต

     มาร์แต็งใฝ่ผันอยากเป็นนักเขียนตอนอายุได้สิบกว่าขวบ แต่พอใจจะรอไว้ก่อน ไม่ลงมือเขียนในทันที เขาเริ่มงานเขียนตอนอยู่มัธยมปลาย ด้วยการเขียนบทภาพยนตร์แนวฆาตกรรมสั้นๆ ร่วมกับเพื่อนๆ เนื่องจากเป็นคนเรียนไม่เก่ง เกรงว่าจะเรียนไม่จบแล้วจะตกงานกลายเป็นคนเร่ร่อน

     เขาเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต เมื่ออายุ 20 ปี ก่อนที่ Comment je suis devenu stupide (ทำอย่างไรให้โง่) จะได้รับการตีพิมพ์ เขาเขียนหนังสือจบ 7 เล่ม แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์

     ปัจจุบัน เขาเป็นนักเขียนเต็มตัว และหนังสือที่ออกมาก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักอ่านและนักวิจารณ์ ทั้งในฝรั่งเศสและต่างประเทศ ได้รับการแปลแล้วสิบกว่าภาษา


     งานเขียนของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างความไร้เดียงสากับการเสียดสี การถ่วงดุลของอารมณ์ขันกับความจริงจัง บรรยากาศและตัวละครในเรื่องคาบเกี่ยวระหว่างความความจริงกับความเหนือจริง

     นอกจากนิยาย เขาตั้งใจจะเขียนบทละครเวที ในระยะยาว อยากจะเขียนบทภาพยนตร์ด้วย


     เขาชอบ : ฝน เดินเล่นในปารีส ภาพยนตร์ ดนตรีแจ๊ซ ทำอาหาร วูดดี้ อัลเลน

     นักเขียนคนโปรด : William Shakespeare, Dorothy Parker, Fedor Dostoïevski, Graham Greene, Paul Nizan, Haruki Murakami, Anton Tchékov, Oscar Wilde, Carson Mccullers, Italo Calvino, David Goodis, Romain Gary, Jack London, Jane Austen, J.D. Salinger, Balthasar Gracian, Dennis Lehane, Roald Dahl, Francis Scott Fitzgerald, Vivant Denon.

     ผลงาน :
-Comment je suis devenu stupide (2001) -- แปลเป็นไทยแล้ว
-Une parfaite journee parfaite (2002)
-La libellule de se huit ans (2004) -- แปลเป็นไทยแล้ว
-On s’habitue aux fins du monde (2005) -- กำลังจะแปล
-De la pluie (2007)
-- กำลังอ่าน


บางถ้อยคำจากมาร์แต็ง ปาจ


- คุณรู้สึกแปลกใจหรือเปล่าที่สื่อมวลชนให้ความสนใจงานของคุณกันมาก
มาร์แต็ง : สำหรับผม ขั้นตอนที่ยากลำบากคือตอนเสนองานให้สำนักพิมพ์ ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือหลายเล่ม Comment je suis devenu stupide (ทำอย่างไรให้โง่) เป็นหนังสือเล่มที่แปดของผม และเป็นเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ หลังจากนั้น ปรากฏว่าหนังสือเกิดขายดีมีคนพูดถึงกันในสื่อต่างๆ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นโบนัส ผมไม่ได้คาดฝันมาก่อน ปกติแล้ว ผมจะไม่หวังกับเรื่องนี้ แต่ผมก็ดีใจมาก ถึงแม้ว่าลึกๆ ในใจ ผมจะรู้สึกว่า การได้รับความชื่นชมยินดีจากนักเขียนที่ผมชื่นชอบต่างหากที่เป็นการยอมรับที่แท้จริง

-เช่นจากใคร
มาร์แต็ง : ผมไม่ค่อยรู้จักนักเขียนร่วมสมัยฝรั่งเศสเสียเท่าไหร่ และถ้าจะรอให้ (โบริส) วิออง มาแสดงความยินดี คงต้องอดทนรออีกสักหน่อย
(Boris Vian (1920 – 1959) นักเขียน กวี นักร้องและนักดนตรีชาวฝรั่งเศส เจ้าของนามปากกา Vernon Sullivan)

-Comment je suis devenu stupide (ทำอย่างไรให้โง่) เป็นเรื่องของอะไร
มาร์แต็ง : เป็นเรื่องของคนๆ นึงที่ขาดความเฉลียวฉลาดในการใช้ชีวิตและการใช้ความฉลาดที่ตนมีอยู่ เขาเลยมีความคิดจะเป็นคนที่มีความสุขขึ้นโดยการกลายเป็นคนโง่

-จินตนาการที่ออกจะดิบๆ นิดหน่อยนี่เป็นลักษณะเฉพาะของหนังสือของคุณหรือเปล่า
มาร์แต็ง : ครับ และในขณะเดียวกันก็มีความเป็นจริงผสมอยู่ด้วย มีคำอธิบายถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เพราะอย่างนี้งานเขียนของผมจึงแตกต่างจากงานเหนือจริงหรือเซอเรียลลิสต์ อีกอย่าง ผมไม่สามารถจัดงานของผมให้เข้าพวกกับรูปแบบการเขียนใดๆ ได้ ผมชอบริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อยากทำอย่างงานของเชกสเปียร์ที่มีเกือบทุกอย่าง มีแม้กระทั่งผี

-เคยเห็นในหนังสือเขียนไว้ว่า "มาร์แต็ง ปาจ พยายามอย่างสิ้นหวังที่จะมีชีวิตสุขสงบ" ท่าทางจะยากหน่อยนะ หลังจากความสำเร็จของนิยายเล่มนี้
มาร์แต็ง : ก็ไม่นะครับ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ชีวิตสุขสงบคือการทำสิ่งที่เราชอบ ผมเคยทำงานที่ตัวเองไม่ชอบมาหลายปี สิ่งที่ผมต้องการมาตลอดคือการสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยงานเขียน การมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ผมเลือกทำ นี่แหล่ะชีวิตสุขสงบ


-คล้ายๆ กับที่ตัวละครของคุณพยายามหาอยู่สินะ
มาร์แต็ง : ชีวิตสุขสงบเหรอครับ ใช่แล้วครับ สิ่งที่ต้องชดใช้สำหรับความฉลาด คือการยอมรับรู้ถึงความยากลำบากของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รันทดมาก ในตอนท้าย เขารู้จักที่จะรับ "ความเบาๆ" ได้บ้าง ความเบาๆ ที่ว่าไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกับความฉลาด ความจริงจังต่างหากที่มักจะถูกมองว่าเป็นความฉลาด ความจริงจังอาจจะเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ ที่จริงแล้ว อองตวนเป็นนักศึกษาหัวเอียงซ้ายที่เฝ้าสังเกตความเป็นไปของโลก และพยายามทำความรู้จักกับโลกโดยไม่เข้าร่วมฝ่ายไหน โดยไม่ตัดสินดีชั่ว เขาเป็นคนที่ออกจะเคร่งเครียด เลยไม่สามารถเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ได้ เนื่องจากเขาไม่มีความสุข สังคมไม่ได้สวยงาม และอื่นๆ ... ในแง่หนึ่ง ความจริงทุกอย่างนี่แหละที่กีดกันเขาไม่ให้เข้าร่วมในสังคม เขาไม่เข้ากลุ่มไหน เพราะกลุ่มต่างๆ เป็นการรวมตัวของคนที่ชอบหรือไม่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน

- แต่เขาก็มีก๊วนเพื่อนนะ
มาร์แต็ง : ใช่แล้วครับ เพื่อนๆ ของเขาแต่ละคนต่างก็ประหลาดทั้งนั้น พวกเขาค่อนข้างจะไม่ปกติ สิ่งที่ผมชอบที่สุดในนิยายของผมคือตัวละครที่แปลกๆ เพราะว่าถึงพวกเขาจะค่อนข้างพิลึกพิลั่นไม่เข้ามาตรฐาน แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์นะครับเพื่อนๆ กลุ่มนี้

-มีตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน คือ อาส คนที่มีลักษณะประหลาดมาก
มาร์แต็ง : ครับ อาสเป็นตัวละครที่พูดจาสื่อสารเป็นกลอนและตัวเรืองแสง แต่ในหนังสือไม่มีบทกลอนของเขาให้อ่านกัน ผมอยากเก็บเขาไว้ให้อยู่นอกเหนือความปกติสามัญ ไม่อยากให้เขามีตัวตนชัดเจนขึ้นมาผ่านบทสนทนา

-ตัวละครของคุณส่วนใหญ่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ
มาร์แต็ง : ทุกครั้งที่ผมเขียนหนังสือ ตัวละครจะอายุพอๆ กับผม เป็นไปได้ว่าอายุที่ใกล้เคียงกันนี้ทำให้เขียนถึงได้ง่ายที่สุด เพราะเรามีความคิดใกล้เคียง
-ตัวละครของคุณส่วนใหญ่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ
มาร์แต็ง : ทุกครั้งที่ผมเขียนหนังสือ ตัวละครจะอายุพอๆ กับผม เป็นไปได้ว่าอายุที่ใกล้เคียงกันนี้ทำให้เขียนถึงได้ง่ายที่สุด เพราะเรามีความคิดใกล้เคียงกัน ผมไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องให้พวกเขามีวัยที่แตกต่างออกไป ผมก็อยากจะเขียนหนังสือที่เล่าเรื่องโดยชายแก่ แต่ท่าทางจะยังเร็วเกินไปสำหรับการเริ่มต้นอาชีพนักเขียนของผม

-เวลาอ่านหนังสือของคุณ เราจะรู้สึกว่าตัวละครหลักจะอยู่คาบเกี่ยวระหว่างโลกสองโลก มีตัวตนแต่ก็ลอยๆ พวกเขาดูเลือนลางทั้งๆ ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วไหนจะมีผีในท้ายเรื่องทำอย่างไรให้โง่อีก
มาร์แต็ง : พวกเขาถอยห่างออกไปแต่ยังยืนอยู่ในโลกแบบเต็มตัว ปนๆ กันไป พวกเขาไม่ได้หลุดโลกไปเลย เรื่องผีเป็นเรื่องที่ผมสนใจมาก มันเอื้อให้พูดถึงสิ่งต่างๆ ในมุมและด้วยวิธีการที่ต่างออกไป เป็นความรุ่มรวยของการสร้างสรรค์ ผมชอบผีเพราะว่าขณะที่พวกเขาอยู่กับเรา เขาไม่ได้อยู่กับเรา พวกเขาทำหน้าที่เป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ได้ด้วย เพราะว่าพวกเขาหลอกหลอนผู้คนได้ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกแห่งความจริงกับความจริงของโลก ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน ในความเป็นจริงของโลก ยังมีพวกผีที่เปิดโอกาสให้สามารถพูดเกี่ยวกับความจริงได้โดยการใช้สำนวนเปรียบเทียบ


-หนังสือของคุณมักจะเป็นส่วนผสมของความเป็นเด็กกับการเสียดสีสังคมส่วนใหญ่
มาร์แต็ง : (ท่าทางยินดีอย่างเห็นได้ชัด) โอ้ ขอบคุณครับที่ชม ที่จริงแล้วสิ่งที่ผมสนใจในหนังสือ แม้แต่ตอนเป็นคนอ่าน คือเวลาที่มีการผสมระหว่างอารมณ์ขันกับสิ่งที่ค่อนข้างจริงจัง สมดุลระหว่างสิ่งที่ดูเด็กๆ และเสียดสีกับอีกด้านที่ไร้เดียงสาและออกจะโหดร้ายกว่า ผมค่อนข้างหงุดหงิดเวลาอ่านนิยายฝรั่งเศสที่ขาดอารมณ์ขันและจินตนาการ อันที่จริงงานของผมก็ไม่ได้เป็นงานเหนือจริงอะไร ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หนังสือดูประหลาด คือการบรรยายสิ่งที่เป็นความจริงมากๆ ด้วยกลวิธีทางวรรณกรรม ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งมีปลาฉลามอยู่ในท้อง เป็นการเปรียบเปรยเพื่อบอกว่าเขารู้สึกไม่ดีและกำลังทรมานไม่หยุดหย่อน ในบางมุมเรื่องนี้อาจจะดูเหนือจริง แต่สำหรับผมเป็นสิ่งที่สมจริงมาก ก็เหมือนกับวันร้ายๆ ที่เรารู้สึกว่า ... มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกแย่ๆ อยู่ข้างในตัวเรา

-คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า "ผมคิดว่า Comment je suis devenu stupide เป็นหนังสือที่แปลกแยก จัดเข้าพวกไหนไม่ค่อยได้ แต่เป็นหนังสือที่แปลกแยกน้อยที่สุดในบรรดานิยายที่ผมเขียน เราสามารถจัดหนังสือเล่มนี้เข้ากลุ่มไหนสักกลุ่มได้ค่อนข้างง่าย นอกจากนี้คนในสำนักพิมพ์เลอ ดิเลอตองต์เองก็บอกผมเป็นคำแรกเลยว่า มันมีการพูดถึง "สังคม" สำหรับผมการพูดถึงสังคมเป็นแค่ข้ออ้าง" ไม่ทราบว่าข้ออ้างที่ว่าเป็นข้ออ้างของอะไร
มาร์แต็ง : ข้ออ้างในการได้เขียน ผมตกใจนะที่เห็นหนังสือสองเล่มซึ่งเขียนทีหลังหนังสือเจ็ดเล่มแรกและได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์กับสื่อมวลชน ล้วนเป็นหนังสือที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอยู่เล็กน้อย ผมไม่คิดว่านี่เป็นสไตล์การเขียนของผมหรือเป็นการเขียนเพื่อจะเสียดสีสังคม แต่ผมมองเห็นว่า ในปัจจุบันการวิจารณ์สังคมไม่ได้เป็นเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนสมัยก่อน มันกลายเป็นกฎในการเขียนงานวรรณกรรมในสมัยนี้ และไม่ควรจะเขียนแบบจริงจัง ไม่ควรพูดว่าสังคมโหดร้าย สิ่งที่ผมสนใจคือการเขียนงานสไตล์นี้ เหมือนที่ผมคงจะเขียนงานแนวคาวบอยหรือแนวอื่นๆ ในแบบของตัวเอง ถ้าผมเป็นนักเขียนในศตวรรษที่ 17 ผมก็คงจะเขียนนิยายที่มีอัศวินพิชิตมังกร แต่ตอนนี้ผมเป็นนักเขียนในยุคของผม รายรอบไปด้วยนักเขียนที่ชอบเสียดสีสังคม หรือไม่อย่างนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ออกมาหลากรูปแบบ ผมจึงเขียนงานลักษณะนี้ออกมา

- ถ้าคุณได้รับรางวัลวรรณกรรมใหญ่ๆ คุณจะทำอะไรเพื่อฉลองเป็นอันดับแรก
มาร์แต็ง : ผมเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการไม่ได้รับรางวัลเป็นอย่างยิ่ง ผมคงไม่ได้รับรางวัลจากนิยายเรื่องนี้หรอก ไม่มีทาง แต่ถ้าผมเกิดได้รับรางวัลขึ้นมา ผมคงจะดีใจ แต่ผมจะทำสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นประจำ คือการออกไปเจอเพื่อนๆ อ่านหนังสือและฟังซีดีเพลงของเท็ดดี วิลสัน พวกนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม รางวัลวรรณกรรมไม่ได้ตัดสินคุณภาพของนิยาย เราต้องไม่ปล่อยตัวให้เชื่อในพิธีกรรมของสถาบันต่างๆ และเสียงปรบมือ มันจะกลายเป็นยาเสพติดหวานหอมที่เป็นอันตรายต่ออิสระเสรีภาพในการเขียน สิ่งตอบแทนการทำงานจะมีมาก็ต่อเมื่อมีนักเขียนที่ผมเคารพนับถือพูดชมนิยายของผม

(Theodore Shaw "Teddy" Wilson (1912 – 1986 ) นักเปียโนเพลงแจ๊ซ ชาวอเมริกัน)

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ใน http://www.luctuat.net กับ http://www.zone.litteraire.com








 

Create Date : 15 เมษายน 2550    
Last Update : 15 เมษายน 2550 18:33:10 น.
Counter : 396 Pageviews.  

รายงานนักสัมภาษณ์ไม่คาดฝัน... รับงานมาแล้วก็ต้องทำให้ถึงฝั่ง

รายงานนักสัมภาษณ์ไม่คาดฝัน... รับงานมาแล้วก็ต้องทำให้ถึงฝั่ง


(ความเดิมตอนที่แล้ว >> บันทึกนักสัมภาษณ์ไม่คาดฝัน)

ปารีส 13 ก.พ. 2007
11.34 น.



     เสียงเจาะผนังข้างห้องพักดังสนั่น ผลักดันให้ฉันตัดสินใจออกไปรอเวลานัดสัมภาษณ์ข้างนอก แม้อากาศจะหนาวเหน็บ อุณหภูมิเหลือแค่สิบองศาเซลเซียส แต่กรุงปารีสยังคงมีเสน่ห์น่าเดินเล่นอยู่เสมอ
ลงรถไฟใต้ดินหรือ “เมโทร” จนถึงสถานีแบลล์วิลล์ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดนัดหมาย เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา โชคยังดีมีตลาดนัดขายของสด ของแห้ง และเสื้อผ้าอยู่แถวๆ นั้น ฉันเลยเข้าไปดูสินค้า เดินเบียดผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งคนดำ อาหรับ จีน เพราะเขตแบลล์วิลล์เป็นหนึ่งในเขตที่มี “ชาวต่างประเทศ” จากชาติต่างๆ ดังที่กล่าวมาอาศัยอยู่มากมาย

-13.11 น.

     ใกล้เวลาแล้ว ฉันโทรศัพท์หาคนที่ฉันติดต่อขอนัดเจอล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เสียงบอกมาตามสายว่าอีกไม่นานก็จะถึง




-13.30 น.

     ชายร่างสูง ผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อน ใส่แว่นดำ สวมเสื้อโค้ตสีดำ ถือหนังสือในมือหนึ่งเล่ม ตรงตามที่อีเมลมาบอกเปี๊ยบปรากฏตัวขึ้นตรงเวลาพอดิบพอดี หนุ่มวัยสามสิบต้นๆ คนนี้เป็นหนึ่งในนักเขียนฝรั่งเศสคนโปรดของฉัน และยังเป็นคนเขียนหนังสือที่ฉันแปลสองเล่ม คือ ทำอย่างไรให้โง่ (Comment je suis devenu stupide) ที่ออกวางแผงเมื่อสองปีก่อน กับล่าสุด ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน (La libellule de ses huit ans)

     เขาชื่อ มาร์แต็ง ปาจ (Martin Page)


     - Bonjour!
     - Bonjour!

     ฉันเขย่งเท้ายื่นหน้าขึ้นไปหอมแก้มสองข้างเป็นการทักทายตามธรรมเนียมคนแถวนี้ เขายื่นหนังสือสีขาวเล่มเล็กๆ ให้ หน้าปกเขียนว่า De la pluie (ฝน)

มาร์แต็ง : หนังสือเล่มใหม่ของผม จะวางแผงปลายเดือนนี้
ฉัน : ขอบคุณค่ะ (ในใจ - ...กรี๊ด... ดีจัง ประหยัดค่าหนังสือได้เล่มนึงแน่ะ)



     เจอตัวกันแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนอื่นใดคือ หาอะไรกิน เพราะต่างคนต่างหิวกันไส้กิ่ว เราสองคนข้ามจัตุรัสมุ่งหน้าไปร้านอาหารที่เขาตั้งใจจะพาไปเลี้ยงอาหารกลางวัน ระหว่างที่เดินเขาก็พูดคุยถามไถ่ตามเรื่องตามราว จะอยู่ปารีสกี่วัน พักอยู่ที่ไหน แปลงานของใครบ้าง ฯลฯ

มาร์แต็ง : ที่นัดมาที่นี่เพราะผมเคยอยู่แถวๆ นี้มาก่อน แต่เลยขึ้นไปทางโน้น (ชี้) ผมชอบปารีสเพราะมีกิจกรรมต่างๆ มากมายให้ทำ มีนิทรรศการ มีละครเวที มีหนังให้ดูเยอะแยะ

     ขณะที่เลี้ยวขวาเข้าถนนเล็กๆ

มาร์แต็ง : ถนนบั๊กซ์ท์ที่ฟิโอในเรื่องลิแบลลุล ( Libellule - ปั้นศิลปอฯ) พักอยู่เป็นถนนที่ผมจินตนาการขึ้นมาเอง สมมติให้เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนเส้นนี้กับอีกเส้นนึงด้านโน้น
ฉัน : ถึงว่า ฉันหาถนนเส้นนี้ในแผนที่ปารีสเท่าไหร่ก็ไม่เจอ



     อะ... วันนี้ร้านอร่อยที่เขาจะพาไปดันปิด ปฏิบัติการตามล่าหาร้านอาหารแถบนั้นเริ่มต้นขึ้น เขาควักโทรศัพท์มือถือสีแดง โนเกีย 3310 รุ่นเก่ากึกออกมาโทรถามเพื่อน ฉันแอบนิยมอยู่ในใจ เพราะสำหรับฉัน โทรศัพท์ก็คือโทรศัพท์ เอาไว้โทรเข้าโทรออกได้ก็พอแล้ว จะมีออปชั่นลูกเล่นแพรวพราวไปทำอะไรมิทราบ

     ได้ข้อมูลร้านอาหารเรียบร้อย เดินข้ามถนนอีกสองรอบ เข้าไปนั่งในร้านอาหารชื่อ เลอ เซฟีร์ (Le Zéphyr -1 rue du Jourdain) บรรยากาศในร้านสวยดูดีมีสกุล มีลูกค้านั่งกินอาหารและพูดคุยกันพอสมควร ไม่ถึงกับแน่นเอี๊ยด เสียงดังหนวกหูหรือว่างโหวงเหวงเงียบวังเวง ฉันโทรบอกทางมาร้านอาหารกับเป๊ป เพื่อนเก่าแก่ที่ฉันขอให้มาเป็นตากล้องเก็บภาพการสัมภาษณ์

     สั่งอาหาร ทดสอบเครื่องอัดเสียง ระหว่างที่รอ ฉันชวนคุยเรื่อยเปื่อย ถามถึงโปรแกรมต่อไปสำหรับการ “เดินเล่น - พูดคุย” ของเราในบ่ายวันนี้


มาร์แต็ง : ถัดขึ้นไปจากที่นี่มีโบสถ์อยู่แห่งนึง แล้วก็มีสวนบุตต์โชมงต์ ที่ เอ่อ...

ฉัน : ฟิโอ (ตัวละครเอกในเรื่องปั้นศิลปอฯ)

มาร์แต็ง:ใช่ ที่ฟิโอวาดรูป กินเสร็จแล้วเราไปที่นั่นกันก็ได้ คุณเคยไปหรือยัง

ฉัน : ไม่เคยค่ะ

มาร์แต็ง:ดีเลย เดี๋ยวเราไปที่นั่นกัน บรรยากาศดีทีเดียวล่ะ

ฉัน : ร้านนี้สวยดีนะคะ

มาร์แต็ง:ครับ สวยดี แต่ไม่รู้อาหารอร่อยหรือเปล่า ร้านที่ผมตั้งใจจะพาไปอาหารอร่อยมาก ผมฃชอบกินอาหารอร่อยๆ เวลาไปที่ไหนผมจะต้องลองกินอาหารประจำท้องถิ่นทุกครั้ง คุณรู้จักร้านอาหารไทยอร่อยๆ ในปารีสหรือเปล่าครับ ผมไม่เคยกินอาหารไทยเลยนะเนี่ย

ฉัน :ก็พอรู้จักอยู่บ้างค่ะ แต่ฉันว่าร้านที่อร่อยที่สุดอยู่ที่บ้านฉัน วันหลังคุณมากินอาหารค่ำที่บ้านสิ เดี๋ยวจะทำให้กิน คุณเคยไปเมืองไทยหรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง :ไม่เคยครับ ผมไม่เคยไปแถวเอเชียเลย ประเทศที่ไปบ่อยเพื่อทำธุระเรื่องหนังสือ ก็มีเยอรมัน เสปน ฟินแลนด์ สวีเดน นิวยอร์ก สวิสเซอร์แลนด์ อีกไม่นานจะต้องไปไอซ์แลนด์ ผมชอบที่นั่นมาก เขียนเกี่ยวกับไอซ์แลนด์เรื่องนี้ลงในนิยายเรื่องแรก (ทำอย่างไรให้โง่) ด้วย


ฉัน :อ๋อ ร้านอาหารไอซ์แลนด์ที่ก๊วนของอองตวน (ตัวเอกเรื่องทำอย่างไรให้โง่) ชอบไปนั่งกัน แล้วที่ปารีสมีร้านอาหารนั่นจริงๆ หรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง :คิดว่าไม่นะครับ ร้านในเรื่องผมคิดขึ้นมาเอง ตอนเขียนเรื่องนี้ ผมหลงรักผู้หญิงคนนึงที่เรียนภาษาไอซ์แลนด์ ผมเลยอยากจะทำให้เธอประทับใจด้วยการใส่ร้านอาหารไอซ์แลนด์ลงไป

ฉัน :อ้อ... ฮ่าๆๆ แล้วอาหารแปลกๆ ในเรื่องล่ะคะ

มาร์แต็ง :ไม่แน่ใจ คิดว่าผู้หญิงคนนั้นเคยพูดเรื่องอาหารให้ผมฟัง มั้ง ไม่แน่ใจครับ อือ... แล้วเวลาแปลอาหารแปลกๆ พวกนี้เป็นภาษาไทย มีปัญหาหรือเปล่าครับ

ฉัน :ไม่หรอกค่ะ จากโทนของเรื่อง เห็นชัดว่าคนเขียนต้องการให้มันแปลก เวลาแปลออกมา อ่านแล้วมันแปลกๆ ก็ตอบโจทย์พอดี ไม่มีปัญหาอะไร เออ... อองตวนน่ะ เขาเหมือนคุณนะคะ ฉันว่า

มาร์แต็ง :อองตวนเหมือนผมเหรอ

ฉัน : มีใครเคยบอกหรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง :มีครับ แต่อองตวนต่างจากผมตรงที่เขาเรียนเก่งมากๆ เป็นนักวิชาการหัวดี ส่วนผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง



ฉัน :แล้วเรื่องการมีสติมองอะไรๆ ทะลุปรุโปร่งล่ะคะ

มาร์แต็ง :ครับ ในนิยายจะมีความเป็นผมแทรกอยู่บ้าง แต่มันก็มีอะไรอื่นๆ ประกอบอยู่ด้วย ถ้าผมเขียนงานที่เป็นประวัติชีวิตของตัวเอง ผมคิดว่างานที่ออกมาจะน่าเบื่อมาก สิ่งที่ผมสนใจคือการใส่ตัวผมบางส่วนลงไปเพื่อสร้างตัวละครที่น่าสนใจมากกว่า ส่วนตอนนี้ ผมว่าเรากำลังจะหิวตายกัน อาหารไม่มาเสียที

ฉัน :หึๆๆๆ คุณเป็นคนขี้โมโหตอนหิวๆ หรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง :ไม่ครับ ผมไม่เคยโมโห ผมเลิกดื่มกาแฟ ไม่แตะเหล้า แล้วก็ฝึกโยคะด้วย

     อาหารมาพอดี หลังจากก้มหน้าก้มตากินกันสักพัก พอมีจังหวะ ฉันก็ถามถึงชีวิตในวัยเด็กของเขา

     มาร์แต็ง:ผมใช้ชีวิตวัยเด็กและช่วงวัยรุ่นในชานเมืองทางใต้ของปารีส เป็นเขตรอบนอกเมืองที่มีตึกน่าเกลียดๆ เพราะอย่างนี้ผมเลยชอบปารีส ชานเมืองที่ผมเคยอยู่จะเงียบๆ ไม่มีโรงหนังโรงละคร ไม่มีร้านหนังสือ แสนจะแห้งแล้งทางวัฒนธรรม ตอนอยู่โรงเรียน ผมเป็นเด็กที่เรียนไม่ค่อยเก่ง

ฉัน : แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ


มาร์แต็ง : (หัวเราะ) เอ่อ... หลังจากนั้น ผมก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแถวๆ ชานเมืองเหมือนเดิม ลงเรียน กฎหมาย ต่อด้วยจิตวิทยา ต่อด้วยปรัชญา และประวัติศาสตร์ศิลปะ ผมเปลี่ยนสาขาที่เรียนไปเรื่อยๆ

ฉัน : เพราะอะไรคะ

มาร์แต็ง: เพราะว่าผมเป็นคนเบื่อง่าย อีกอย่างนึงก็คือผมเรียนไม่เก่ง เลยเรียนไม่ตลอดรอดฝั่ง หลังจากนั้นผมเขียนนิยายหลายเรื่อง แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนรับ จนกระทั่งวันนึงก็มีสำนักพิมพ์รับพิมพ์นิยายเรื่อง Comment je suis devenu stupide (ทำอย่างไรให้โง่) จากนั้น ผมก็มีเงินมากขึ้นจากงานเขียน เลยย้ายมาอยู่ในปารีสได้ ถือว่าโชคดีมากๆ

ฉัน : ที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีนิยายเรื่อง อุน ปาร์เฟ็ต จูร์เน่ ปาร์เฟ็ต (Une parfaite journée parfaite)

มาร์แต็ง : ครับ นิยายเรื่องนี้เขียนจบก่อน แต่พิมพ์ทีหลัง

ฉัน : ฉันยังไม่ได้อ่านเล่มนี้

มาร์แต็ง : นิยายเรื่องนี้แปลกมาก

ฉัน : แปลกยังไงคะ

มาร์แต็ง : เป็นเรื่องของผู้ชายคนนึงที่พยายามฆ่าตัวตายตลอดทั้งเรื่อง

ฉัน : อ้อ... ในเรื่องทำอย่างไรให้โง่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอยู่ช่วงนึง

มาร์แต็ง : ใช่ ในนิยายของผมทุกเรื่องจะมีเรื่องฆ่าตัวตายเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

ฉัน : แต่ไม่ใช่ในฟิโอ (ปั้นศิลปอฯ)

มาร์แต็ง : ก็มีนิดหน่อยตอนจบ

ฉัน : เออ จริงด้วย แต่สำหรับฉัน ฉันไม่ค่อยอยากให้เธอตาย ฉันก็เลยทำเป็นไม่รับรู้ ฮ่าๆ

มาร์แต็ง : (หัวเราะ) เธอก็แค่หายตัวไปไง


ฉัน : นิยายแต่ละเล่มใช้เวลาเขียนนานเท่าไหร่คะ

มาร์แต็ง : ก็แล้วแต่ครับ เป็นเดือนๆ ประมาณแปด-เก้าเดือน

ฉัน : แล้วคุณทำงานยังไงคะ มีพล็อตคร่าวๆ อยู่ในใจก่อนแล้ว...

มาร์แต็ง : ครับ ก่อนเขียนผมจดโน้ตสั้นๆ ไว้หลายชิ้น ผมจะมีพล็อตอย่างที่คุณว่าอยู่ พอเริ่มสร้างตัวละครขึ้นได้มาสองสามตัว มีเรื่องราวแล้ว ผมก็ลงมือเขียน ระหว่างที่เขียนจะมีอะไรหลายๆ อย่างผุดขึ้นมา ตรงนี้ล่ะที่น่าสนใจ การเขียนทำให้มีการตัดสินใจ ทำให้ตัดสินใจได้ และมักจะทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอๆ

ฉัน : แล้วตอนจบล่ะคะ ตัดสินใจตอนไหน

มาร์แต็ง : บางครั้งผมจะรู้ตอนจบตั้งแต่ตอนวางพล็อตแล้ว แต่บางทีก็รู้ทีหลัง

ฉัน : แล้วตัวละครล่ะคะ ดึงมาจากคนเดินถนนทั่วไปหรือเปล่า

มาร์แต็ง :เปล่าครับ ไม่ได้เอามาจากตามถนนหรือคนในโลกจริงๆ อาชีพของผมคือการสร้างตัวละครขึ้นมา ผมไม่ค่อยได้แรงบันดาลใจจากคนจริงๆ สักเท่าไหร่ อาจจะมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นมาเอง



ฉัน : รู้มั้ยคะ มีสาวไทยหลายคนหลงรักอองตวน

มาร์แต็ง : เหรอครับ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-พม่า

ฉัน : ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ เพราะพม่ากับไทยไม่ค่อยถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร ที่มีคนชอบเยอะเพราะเขาน่ารักดี เราชอบวิธีการคิดของเขา

มาร์แต็ง :เพราะเขาตั้งคำถามกับทุกเรื่อง เวลาที่เราตั้งคำถามกับทุกเรื่อง จิตใจของเราจะไม่รู้จักการผ่อนคลาย อองตวนจริงจังมุ่งมั่นและปล่อยให้ความทุกข์ตรมเข้ามาบีบคั้นตัวเองมากไป เขาเลยไม่มีความสุข ชีวิตคนเรามันยากลำบากมาก ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเครียด สำหรับผม คนที่เครียดคือคนปกติ คนที่สบายๆ เป็นคนไม่ปกติ

ฉัน : โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปารีส

มาร์แต็ง : ไม่รู้เหมือนกันครับ ในเมืองไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้นเหรอ

ฉัน : ก็ไม่นะคะ ในเมืองไทยเราถือหลักสบายๆ ผู้คนไม่ค่อยจริงจังเคร่งเครียดเท่าไหร่ สนุกสนานเข้าว่า

มาร์แต็ง : เหรอ ดีจัง

     คุยกันเพลินๆ ฉันเหลือบไปเห็นชายไทยร่างป้อม ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ โต๊ะของเรา เป๊ป ตากล้องของเรานั่นเอง เมื่อทักทายทำความรู้จัก มอบหมายภารกิจและกล้องให้เพื่อนแล้ว ฉันก็กลับมากินอาหารและคุยต่อ

ฉัน : มีคำถามค่ะ มาเมในเรื่องปั้นศิลปอฯ เป็นย่า หรือ ยาย ของฟิโอคะ เพราะเขียนแค่กรองแมร์ grande-mère (grand mother ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าย่าหรือยายก็ได้ แล้วแต่บริบท) เวลาแปล ฉันต้องใช้เดาเอาว่าเป็นญาติฝ่ายไหนกันแน่

มาร์แต็ง :จำไม่ได้แล้วครับ คิดว่าเป็นยายนะ แล้วเวลาที่คุณแปลเรื่องที่คนไทยไม่รู้จักคุ้นเคย อย่างยิปซีในเรื่อง คุณทำยังไงครับ

ฉัน : ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเราก็ใส่ฟุตโน้ตอธิบายเท่าที่จะทำได้ค่ะ

มาร์แต็ง : ดีครับ

     ระหว่างนั้น พนักงานร้านอาหารเริ่มปีนบันไดเอากุหลาบขึ้นไปติดประดับตามผนังของร้าน เสียงลูกค้าคนอื่นๆ พึมพำว่าสงสัยจะรับบรรยากาศวันวาเลนไทน์พรุ่งนี้

ฉัน : พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์ คุณตั้งใจจะทำอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง : แฟนของผมจะกลับมาปารีสจากต่างจังหวัด ผมว่าจะพาเธอไปดินเนอร์ แล้วคุณล่ะ

ฉัน : ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แฟนฉันไม่อยู่ไปสัมมนานอกเมือง แต่คิดว่าจะนัดแฟนเก่าไปกินอาหารค่ำด้วยกัน แบบเพื่อนน่ะค่ะ ไม่มีอะไร ฮ่าๆ

มาร์แต็ง : อ้อ (หัวเราะ)



ฉัน : แล้ววันๆ นึง คุณทำอะไรบ้างคะ

มาร์แต็ง : ผมก็ทำงาน เขียนหนังสือ

ฉัน : ตื่นเช้าหรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง : ครับ ตื่นเช้าประมาณหกโมง

ฉัน : คุณเป็นนักเขียนที่กำหนดเวลาทำงานเป๊ะตามตารางหรือเปล่าคะ เพราะมีนักเขียนบางคนเขากำหนดไว้เลยว่าเก้าโมงเช้า เริ่มทำงาน ถึงกี่โมงๆ

มาร์แต็ง :ผมก็พยายามจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน ตื่นมาแล้วผมทำงานเลย ถ้าไม่อย่างนั้นวันๆ นึง เวลาจะผ่านไปเร็วมาก ช่วงบ่ายจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ออกไปเจอเพื่อนๆ อาจจะกลับมาทำงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะทำงานตอนช่วงเช้า แล้วก็ออกกำลังกายทุกวันด้วยการวิ่งทุกเช้าหลังจากทำงาน ผมเป็นคนขี้กังวล วิตกไปเสียทุกเรื่อง ผมก็เลยวิ่งเพื่อสงบจิตสงบใจตัวเอง ผมต้องหาเวลาพักบ้างแล้วล่ะเนี่ย คงต้องไปเมืองไทยเพื่อผ่อนคลายให้รู้สึกสบายๆ หรือไม่ก็ไปบ้านต่างจังหวัดของแฟน คนที่นั่นมีเวลาเหลือเฟือไม่เร่งรีบ เวลาถามทางไปสถานีรถไฟ พวกเขาจะค่อยๆ อธิบายว่าไปได้หลายทางนะ ค่อยๆ ไปไม่ต้องรีบร้อนหรอก (หัวเราะ) ที่ปารีสไม่ได้เป็นอย่างนั้น แค่ออกต่างจังหวัดไปผมก็รู้สึกดีแล้ว


ฉัน : คุณไปดูหนังบ่อยหรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง : ค่อนข้างบ่อย เกือบจะคืนเว้นคืน อย่างคืนนี้ผมนัดเพื่อนๆ ไปดูหนังเยอรมันเรื่องลา วี เดส์ โซตร์ ( La vie des autres)

     เป๊บ : ผมว่าจะไปดูอยู่เหมือนกัน

มาร์แต็ง : เหรอครับ เห็นว่าเป็นหนังดีมาก เกี่ยวกับสายลับ เขาสอดแนมชีวิตของกวีคนนึงกับครอบครัวด้วยการแอบติดไมโครโฟนดักฟัง

ฉัน : หนังเป็นภาษาฝรั่งเศสเหรอคะ

มาร์แต็ง : เป็นเสียงในฟิล์ม แล้วมีซับไตเติ้ลกำกับ ที่เมืองไทยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ฉัน : ค่ะ

มาร์แต็ง : ที่เมืองไทยมีหนังต่างประเทศไปฉายเยอะมั้ยครับ อย่างเช่น หนังเยอรมัน

ฉัน : ก็มีโรงหนังแบบอิสระขนาดเล็กๆ ที่ฉายหนังจากต่างประเทศอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เยอะมากเท่าไหร่

มาร์แต็ง : ดีสิ คนที่ชอบหนังคอเดียวกันจะได้มาเจอกัน



     เขาเรียกพนักงานเสิร์ฟมาเพื่อขอให้เก็บเงิน ระหว่างที่รอใบเสร็จ ฉันก็ยิงคำถามต่อ

ฉัน : คุณได้รับหนังสือที่แปลในประเทศต่างๆ หรือเปล่าคะ

มาร์แต็ง : ครับ ผมได้รับหนังสือที่แปลจากนิยายของผมเยอะมาก หนังสือแปลในภาษาไทย ไม่แน่ใจนัก แต่คิดว่าน่าจะมีส่งมา

ฉัน : แล้วชอบปกหนังสือของเวอร์ชั่นไหนมากที่สุดคะ

มาร์แต็ง:ผมชอบปกของ Comment je suis devenu stupide ภาษาฝรั่งเศสเล่มแรก ส่วนเล่มอื่นๆ ก็งั้นๆ ปกของ La libellule de ses huit ans (ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน) ภาษาเกาหลีสวยมาก ของภาษาเสปนด้วย สวยต่างกันแต่สวยทั้งสองปก

ฉัน : เดี๋ยวฉันจะลองเสิร์ชหาดูในอินเตอร์เน็ต

มาร์แต็ง :อินเตอร์เนี่ยเหลือเชื่อมากๆ เลยนะครับ ที่บ้านผมไม่ติดอินเตอร์เน็ต เวลาเช็คอีเมลก็ไปตามร้านหรือไม่ก็ที่บ้านต่างจังหวัดของแฟน ผมว่าการมีอินเตอร์เน็ตที่บ้านมันอันตราย เหมือนกับการมีทีวี ที่บ้านผมไม่มีทีวี ของพวกนี้ทำให้เราไขว้เขว

ฉัน : (หัวเราะ)

มาร์แต็ง : จริงๆ นะ สำหรับผม มันอันตรายมาก เพราะเป็นคนที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ระงับตัวเองไม่ค่อยเป็นเสียเท่าไหร่

ฉัน : ฉันเองก็ติดเน็ตมากเกินไป

มาร์แต็ง : ใช่มั้ยล่ะ ถ้าผมมี ผมเองคงจะติดงอมแงมเหมือนกัน


ฉัน : ในหนังสือเรื่องทำอย่างไรให้โง่ มีตัวละครคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักของอองตวนชื่อกันฌา

มาร์แต็ง : คนที่สูบมารีฮวนนา

ฉัน : ในภาษาไทย มารีฮวนนา ออกเสียงว่า กัน-ชา เหมือนกัน

มาร์แต็ง : ผมรู้ครับ ในอินเดียและในหลายๆ ประเทศก็เรียกอย่างนี้ ผมจงใจตั้งชื่ออย่างนั้น คนที่สูบกัญชาจะรู้ว่าคืออะไร แต่คนที่ไม่รู้ก็จะไม่เข้าใจ

     บิลค่าอาหารมาถึงพอดี นักเขียนหนุ่มจ่ายเงินเลี้ยงอาหารมื้อนั้น เราสามคนใส่เสื้อคลุม เก็บข้าวของ สะพายกระเป๋าออกจากร้านอาหาร

-15.24 น.

     ผ่านโบสถ์ที่เขาพูดถึงตอนแรก เดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนถึงสวนบุตต์ โชมงต์ ที่เป็นฉากหนึ่งในท้องเรื่องของนิยายเรื่อง La libellule de ses huit ans (ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน)

ฉัน : ตัวละครที่เป็นบรรดาพวกศิลปินในเรื่องปั้นศิลปอฯ คุณนำมาจากไหนคะ

มาร์แต็ง : ผมก็คิดขึ้นมาตอนเขียน ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน

ฉัน : เอ่อ... ฉันหมายถึง การแบ่งค่ายอะวองการ์ด พวกอนุรักษ์นิยม อะไรเทือกนั้น ในความเป็นจริงเขาฟาดฟันเอาเป็นเอาตายกันอย่างนั้นหรือเปล่า

มาร์แต็ง : อ๋อ เรื่องนั้นที่จริงเป็นการเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์แวดวงวรรณกรรมฝรั่งเศส แต่ผมเปลี่ยนให้อยู่ในแวดวงศิลปะภาพเขียน เพราะมีพฤติกรรมแบบนั้นในวงการวรรณกรรมฝรั่งเศสเหมือนกัน

ฉัน : เหรอ ฉันคาดไม่ถึงแฮะ

มาร์แต็ง : ใช่แล้ว ในวงการวรรณกรรมก็มีนักเขียนอินดี้หนุ่มๆ ที่ทำตัวประหลาดเหลือเชื่อ มันเป็นละครแห่งชีวิตน่ะ บัลซัคเคยเขียนบรรยายเรื่องนี้ไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ที่นี่เป็นกันมากเพราะในฝรั่งเศส นักเขียนได้รับความชื่นชมยกย่องสูง หลายคนก็เลยอยากเป็น อยากดัง อยากรวย ในเรื่องปั้นศิลปอฯ เป็นการวิจารณ์ในทางอ้อม โดยพลิกแพลงการนำเสนอที่ออกจะเป็นแบบอังกฤษมากกว่าฝรั่งเศส ผมชอบงานของนักเขียนอังกฤษหลายคนที่ใช้วิธีเขียนแบบนี้ และได้รับแรงบันดาลใจจากตรงนั้น


ฉัน : ฉันอ่านเจอว่าคุณชอบมุรากามิด้วย

มาร์แต็ง : ครับ

ฉัน : เพราะอะไรคะ

มาร์เต็ง : (หัวเราะ)

ฉัน : ที่ถามอย่างนั้น เพราะว่าในเมืองไทยมีหนังสือแปลงานของมุรากามิหลายเล่ม คนอ่านบางคนที่อ่านแล้วถูกใจเหลือเกิน ยกให้เป็นหนังสือเล่มโปรด แต่หลายคนส่ายหน้าไม่ชอบ และไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบน่ะชอบตรงไหน

มาร์เต็ง : สำหรับผม งานของมุรากามิมีตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยความโรแมนติก เต็มไปด้วยสีสันและจินตนาการ และบางครั้งมีภาพลวงตาคลุมเครือ เวลามีเรื่องราวความรักเกิดขึ้น มันจะไม่เลี่ยน ไม่ปัญญาอ่อน ตัวละครก็น่าติดตามไม่ซ้ำแบบใคร หลุดจากความเป็นจริง จากสังคมและโลกภายนอก

ฉัน : ก็เหมือนกับตัวละครของคุณนะ

มาร์แต็ง : ผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดกับตรงนั้น ผมก็เลยชอบ งานของมุรากามิไม่ใช่งานเขียนเหมือนจริงแบบเรียลลิสติก ไม่ได้ลอกแบบภาพสังคมออกมาลุ่นๆ เหมือนพวกโซเชียล เนเจอรัลลิสต์ และไม่ใช่เรื่องราวประวัติชีวิตของเขา เราก็เลยมีโอกาสได้อ่านงานของคนที่เล่าเรื่อง ได้เจอตัวละครน่าทึ่ง หรือไม่ก็มีเรื่องราวแปลกใหม่ ตรงนี้แหละที่ผมชอบ เขาเป็นนักเขียนที่โรแมนติกและฉลาดมากๆ สไตล์การเขียนก็น่าสนใจ


     ปากคุยไป ขาก้าวฝ่าความหนาวเย็นไป เราสามคนเดินตามทางเดินขึ้น-ลงเนินในสวนสาธารณะที่มาร์แต็งบอกว่าเป็นเนินที่ถมขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราสามคนเดินเลาะไปตามทางเดิน มาร์แต็งกับเป๊ปคุยกันเรื่องหนังของผู้กำกับญี่ปุ่นที่กำลังเปิดเทศกาลฉายในปารีส เมื่อถึงยอดเนินที่สูงที่สุดในสวน พอฉันเห็นมีม้านั่งตั้งอยู่ ก็รีบถลานำหน้าไปนั่งพักก่อนใคร สองหนุ่มหัวเราะกันใหญ่ มาร์แต็งเข้ามานั่งด้วย ส่วนเป๊ปถ่ายรูปเก็บภาพต่ออย่างแข็งขัน


ฉัน : เวลาที่เขียนเรื่องปั้นศิลปอฯ ให้มีฉากในสวนนี่ คุณมองเห็นเลยหรือเปล่าคะว่าฟิโอวาดรูปที่จุดไหน

มาร์แต็ง : เห็นคร่าวๆ ครับ มีหลายอย่างในนิยายที่ผมไม่รู้แน่ชัดและสร้างขึ้นมาเอง แต่ต้องให้มันดูสมจริง ถึงแม้จะไม่ถูกเป๊ะๆ คือ ไม่ได้ชี้เฉพาะว่าอยู่ตรงจุดไหนแน่ๆ แต่ต้องดูกลมกลืนไม่โดดออกมา

ฉัน : แล้วถนนบั๊กซ์ต์ ที่ตั้งของอพาร์ทเมนต์ของฟิโอในเรื่องที่บอกว่าคิดขึ้นมาเอง มีคนเอะใจสงสัยถามหรือเปล่าว่าอยู่ที่ไหน

มาร์แต็ง : ไม่มีนะ คนเขาคิดว่ามีถนนนี้จริงๆ ที่จริงแล้วคำว่าบั๊กซ์ต์เป็นภาษายิปซีครับ

ฉัน : แปลว่าอะไรคะ

มาร์แต็ง : แปลว่า ความยุติธรรมของโชคชะตา

ฉัน : โห ... เพราะจัง เอ้อ … คำถามสุดท้ายค่ะ คุณคิดว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ของคุณ เล่มไหนที่น่าจะแปลให้คนไทยอ่านอีกคะ

มาร์แต็ง :ไม่รู้สิครับ เรื่อง De la pluie งานที่ผมเขียนถึงฝนมั้ง เป็นหนังสือที่ออกมาเล่มล่าสุด และผมรู้สึกผูกพันกับมันมากในตอนนี้



-16.02 น.

ก่อนลาจากกัน ฉันเชิญเขาไปลิ้มรสอาหารไทยฝีมือฉันในสัปดาห์หน้า




อ่านประวัติและ 'บางถ้อยคำจากมาร์แต็ง ปาจ'





 

Create Date : 15 เมษายน 2550    
Last Update : 15 เมษายน 2550 18:19:40 น.
Counter : 350 Pageviews.  

1  2  
Mutation
Location :
somewhere in Hong Kong SAR

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ฉั น คื อ ใ ค ร

     สาวพฤษภชาวแกลงแห่งเมืองระยอง ลอยละล่องเรื่อยไปจนปาเข้าสามสิบ กว่าจะได้พบอาชีพที่ต้องจริตจนคิดตั้งตัวเป็นนักแปลรับจ้างเร่ร่อนไร้สังกัด ปัจจุบันเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อ "กำมะหยี่"

     จุดหมายในชีวิต หลังจากผันผ่านคืนวันมาหลายปีดีดัก ขอพักไม่หวังทำอะไรใหญ่โต ขอเพียงมีชีวิตสุขสงบ ได้ทำสิ่งที่ดีๆ ทำตามหน้าที่ของตนในทุกด้านอย่างดีที่สุด แค่นั้นพอ

      ฉันมีหวานใจ- สามี - สุดที่รักแสนดีชาวฝรั่งเศส แถมเรือพ่วงสองลำเล็กๆ ตอนนี้มาใช้ชีวิตกันอยู่ที่ฮ่องกง





โฆษณา
.



c o p y l e f t

Creative Commons License

งานเขียนและภาพในบล้อกนี้อยู่ภายใต้
Creative Commons Attribution

สามารถคัดลอกเพื่อเผยแพร่ได้
หากไม่ทำเพื่อการค้าหาเงินเข้ากระเป๋า
และต้องบอกที่มา ลงชื่อผู้เขียนด้วยนะจ๊ะ


>> Add เป็นเพื่อนกัน Click พลันที่นี่



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Mutation's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.