เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน............................

 
 

ปริญญา BY Mail



วันนี้ผมได้ไปจิบกาแฟของเพื่อนของเพื่อนสาวผม ( งงไหมครับ )
เธอไปเรียนปริญญาโทที่เยอรมันและไปเรียนปริญาเอกที่สวีเดน
( เท่ไหมครับ ส่วนผมยังวนเวียนแถว ป่าบอน และ ชุมพร อยู่ )

เราคุยกันไปเรื่อยๆเปื่อยๆ แกล้มกาแฟมื้อดึก
จนถึงบทสนทนาเรื่อง การรับปริญญา ผมถามเธอว่ารับปริญญาสนุกไหม
แบบว่าโยนหมวกอะไรอย่างนี้รึเปล่า

เธอบอกว่าไม่มีน่ะ !

ปริญญาเมื่อเธอจบไปแล้ว เขาส่งมาให้ที่บ้านทางไปรษณีย์
เธอบอกว่าที่เยอรมัน เนี่ยการรับปริญญาแบบเป็นพิธีการแบบเต็มยศ
เหมือนบ้านเรา เคยมีเมื่อ 40-50 ปีก่อน
แต่
ถูกประท้วงโดยประชาชน เพราะถือว่าเป็นการแบ่งแยก
เหตุไฉนคนรับปริญญา จึงมีเกียรติมากกว่าวิชาชีพอื่นๆ
เช่นกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ช่างกระจก คนทำอาหาร หรือ เกษตรกร ที่ไม่มีพิธีเหล่านี้

ที่นี่ถ้าคุณอยากเป็นช่างกระจก คุณก็ต้องเข้าเรียนเก็บประสบการ์ณ 3 ปี
จะทำประตูก็ต้องไปเรียนทำประูตู(เหมือนแพทย์เฉพาะทางเลยครับ )

สังคมต้องประกอบด้วย ความหลากหลายมิใช่หรือ
เหตุใดบางอาชีพ บางสาขา ถึงต้องถูกยกยอให้เหนือกว่าคนอื่น

จากนั้นมาพิธีรับปริญญาก็ค่อยๆยุติ ทีละมหาลัย ทีละมหาลัยจนหมด


ผมชอบในการที่สังคมให้ความหมายจริงๆว่า

"เราทุกคนมีคุณค่าและทุกอาชีพต่างมีเกียรติ"

เพราะสุดท้ายแล้วเราต่างต้องพึ่งพากันและกันมิใช่หรือ


มองกลับมาบ้านเรา
(ที่ผมคิดว่าเป็นประเทศที่มีงานรับปริญญาคึกคัก ไม่แพ้ที่ใดในโลก )
ถามกันแมนๆ แม้หนังสือเรียนสังคมทุกเล่มจะเขียนว่า

"ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ"

แต่จะมีซักกี่คนที่พูดว่า
"โตขึ้นหนูจะเป็นชาวนา" ( หรือถ้าพูดเสียงคงไม่ดังนัก )
พ่อแม่ซักกี่คนจะสนับสนุนให้ลูกเรียนสายอาชีพ

ผมคิดว่าการที่เรารับปริญญา มันน่าจะบอกถึงจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง
เป็นจุดเริ่มต้นของการออกสู่โลกกว้าง

ไม่ใช่

เป็นแค่เส้นชัยทีว่า สำเร็จแล้ว ได้ใบปริญญา ใส่กรอบแขวนในบ้าน ให้พ่อแม่ได้ชื่นชม ให้ได้บอกว่าลูกฉันได้ปริญญาแล้ว !


มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น


คิดเหมือนกันไหมครับ








ด้วยรักและเคารพ

:->m'26

ป.ล

1 ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิืดว่า ช่างคนไทยเจ๋งสุด ไม่ต้องมีปริญญาแต่ซ่อมได้ทุกอย่าง เช่นช่างที่ รพ.ผม ซ่อมทุกอย่างตั้งแต่ก๊อกน้ำ จนถึงรถยนต์

2.ใกล้คริสตมาสแล้ว สุขสันต์วันคริสตมาสล่วงหน้าเลยครับ
ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนครับ

 

Create Date : 22 ธันวาคม 2552
Last Update : 22 ธันวาคม 2552 1:47:52 น.  


illness and disease



คนไข้ทุกคนไม่จำเป็นต้องมี disease แต่ทุกคนต้องมี illness

เป็นบทสนทนาที่ผมคุยกับเพื่อนหมอยามขับรถข้ามจังหวัด
เหตุใดหมอเราจึงมักมองหาแต่ disease ถ้าหาไม่เจอก็มักจะถือว่าจบๆไป
หรือสรุปสั้นๆว่า anxiety ก็บ่อยครั้ง

เหตุนั้นอาจเพราะวิชาชีพเราถูกมองอย่างแยกส่วนมานาน
เราแบ่ง อวัยวะให้กันดูแลมากเกินไป
เราแบ่ง กันจนไม่มีใครสามารถกลับมามองภาพรวมได้อีกครั้ง
หรือเรากลับมามองว่าเขาเป็น"มนุษย์"ได้อีกครั้ง

"คนนี้ไม่มี condition ของผมส่งไปแผนกอื่นเลยครับ "
ประโยคสั้นๆที่เราได้ยินกันอยู่เนืองๆ
และเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเราไป รพ. ต้องเข้าๆออกอยู่หลายห้อง

เหตุที่เราสูญเสียความสามารถนี้ไปอาจมีสาเหตุหลายๆอย่าง
บางครั้งตัวสำคัญ อาจคือคำว่า ทุนนิยม บริโภคนิยม
หรือ สั้นยิ่งกว่าคือ "เงิน"

การดูเซียนในแ่ต่ละอวัยวะนั้น มันช่างลงตัวกับทุนนิยมกว่าเป็นไหนๆ
ใครละไม่อยากเจอหมอเฉพาะทาง

ถ้านิ้วกลางขวาเราหัก
ระหว่าง หมอทั่วไปกับหมอกระดูก เลือกไม่ยาก
ระหวา่ง หมอกระดูก กับ หมอกระดูกด้านมือ เลือกไม่ยาก
ระหว่าง หมอกระดูกด้านมือ กับ หมอกระดูกด้านมือขวา เฉพาะนิ้วกลาง เลือกไม่ยาก

จริงๆการเป็นแพทย์เฉพาะทางไม่ใช่สิ่งที่น่าเสียหายอะไร
เพราะ ไม่มีใครจะเก่งในทุกเรื่อง ( นอกจากคุณเคยอ่าน Dr.K )
การรักษา disease ( โรค ) จำเป็นต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดููแลโรคที่ซับซ้อน
แต่การหา illness ( ความเจ็บป่วย ) และรักษามัน ผมคิดว่ามันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่หมอๆอย่างเราต้องมีกัน

บางครั้งคนไข้เจ็บอกมา เขาอาจไม่ได้เป้นโรคหัวใจ ไม่ได้เป้นโรคปอด ไม่ได้เป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบ แต่เขาอาจแค่ไม่สบายใจ หรือ แค่กลัวจะเป็นโรค...... ก็ได้

บางทีแค่เรารับฟัง อย่างจริงจัง เอาหัวใจไปฟังด้วย ( ดูน้ำเน่าจังนิ )
แค่นั้นอาจจะพอ

ไม่้ต้องเอายาหลายถุง
ไม่ต้องเข้าๆออกๆหลายๆห้อง
ไม่ต้องตรวจนู้นนี่ ให้มากมาย

ด้วยรักและเคารพ

:->m'26

ป.ล

บทสนทนาที่ผมมักคุยเล่นกับเพื่อน
ในการเป็นเซียนของอวัยวะอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครจับจอง
เราตกลงกันว่า "ผมจะเป็น หมอง่ามตีนขวา "
ส่วนเพื่อนผมบอกว่า " เราจะเป็น หมอแก้มก้นซ้าย "

เรียนจบแ้ล้วติดต่อพวกเราได้น่ะครับ


 

Create Date : 23 ตุลาคม 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 16:12:51 น.  


ร.พ.ช ...... ร.ด .





อยู่ๆผมก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ระหว่างนั่งจิบกาแฟทำหล่อ ( ต้องทำครับ มันไม่เป็นธรรมชาตินัก )

เรื่องราวเมื่อสองปีก่อน ที่ทางคณะแพทย์เชียงใหม่ของผมได้ชวนให้ผมไปเล่าประสบการณ์ การทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ให้กับน้องๆปีหก ที่กำลังจะออกไปโบยบิน

ตอนนั้นผมบอกน้องๆไปว่า

"การทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน ก็คล้ายๆกับการเรียน ร.ด และต้องไปเขาชนไก่สมัยเราอยู่ ม.ปลาย "

ไม่มีใครอยากไปเรียน ร.ด หลอกครับ
ร้อนก็ร้อน
ชุดก็เหม็น
แถมต้องใส่ซิ่งให้ดึงขนหน้าแข้งเล่น ( ถึงปัจจุบันนี้ผมยังไม่รู้ถึงคุณประโยชน์ของมันถึงวันนี้ )

ใครเคยเรียนคงจำบรรยากาศสมัยนั้นได้ดี
ช่วงเวลาที่เราต้องนั่งรถเมล์ ไป มองกลับมาเห็นสาวๆ เดิน ชิกๆ (verb to chick --> เป็นกริยา สาว สวย เดินกรีดกราย มีกระเป๋าพลาด้าห้อยที่ข้อมือ หวังว่าทุกท่านคงคิดออก ) เดินจับกลุ่มกันไปสยามบ้าง กลับบ้านกันบ้าง

ส่วนพวกเราชาวเสื้อเขียวตุ่น กลับต้องทนร้อนแดดอีก 3-4 ชม
ไปจัดแถว เข้าแถวกันอยู่นั่น ( จัดกันอยู่ สามปี ยังไม่ตรงทุกที )

ความรู้แบบทหารๆเท่ๆก็ไม่ได้ ไอ้เราก็นึกว่าจะมาเรียนแผนยุทธศาสต์
ที่ไหนมีแต่ การจำเครื่องแบบทหารว่า นายพล กับ พลทหาร ติดยศต่างกันอย่างไร

ที่หนักกว่าคือ ผมมักถูกเรียกให้ "ซ่อมเสมอ"
บางทีครูฝึกไม่รู้จะเรียกใคร ก็เรียกผม เพราะหน้าตาเจี๊ยม เจี๋ยม สุด

"ไอ้แว่น ลงไป 10 ที "

พอคิดได้ว่าการใส่แว่นอาจเป็นจุดเด่น ก็เลยมาใส่คอนเทคเลนส์

"ไอ้ตี๋ ลงไป 10 ที "



ผู้อ่านบางท่านอาจขำ
แต่ ณ เวลานั้นอยากไปกรีดหนังตาซักแปดชั้น

แล้ว มันเกี่ยวกับการทำงานใน โรงพยาบาลชุมชนอย่างไร

ตอนผมมาเรียนหมอ ใหม่ๆ ผมอ่านหนังสือนอกเวลาเรื่อง
"เกิดเป็นหมอ"
เรื่องเล่าของพี่หมอ ที่เขียนถึงน้องสาว เล่าถึงการงานใน รพช ชุมชนที่กันดารเอามากๆ ( จากเรื่องคิดว่ามีประมาณ 5 เตียงใน รพ. )

เรื่องเล่าซึ้งใจของชาวบ้านที่รักหมอ ไม่มีเงินเอาของมาให้
ภาพของหมอที่เป็นฮีโร่ และความโรแมนติกของเรื่อง ตราตรึงใจผมอยู่นาน

แต่พอผมเรียนจบมา บางทีอาจเป็นเพราะระบบสามสิบบาท สิทธิผู้ป่วย
การฟ้องร้อง และคุณสรยุทร์ มาบรรจบในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เลยทำให้

คนไข้โวยวายถ้ารอนานเกินกว่า สิบนาที
คนไข้ขู่ฟ้อง ถ้าเป็นอะไรไป
คนไข้โยนใบประวัติให้พร้อมบอกว่า ขอไปเอกชนเพราะมีตังค์

ผมมาอยู่ รพช ใหม่ๆก็รู้สึกว่า ความโรแมนติก ที่ผมใฝ่หามันไปไหนน่ะ

บางที่อยู่เอกชนอาจดีกว่า งานเบา เงินดี
บางทีรีบเรียนต่อน่าจะดีกว่า ได้ความรู้

แม้นผมจะชอบอวดอ้าง ว่าอิ่มหนำสำราญกับอุดมการณ์ ( ส่วนหนึ่งเพราะอยากทำหล่อ ) แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า มันก็แวบๆมาบ้างเหมือนกัน
แต่ต้องเก็บๆอาการไม่ให้โตกตาก เดี๋ยวจะเสียฟอร์ม

แต่เมื่ออยู่ได้ซักพักหนึ่งแล้ว ผมก็พบว่า เรื่องราวๆดีๆยังมีอยู่มากมาย
การที่อยู่ๆเราได้เป้นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ การที่เดินไปตลาดแล้วมีคนทักทาย
และอีกหลายๆการที่เป็นเรื่องราวดีๆที่มีอยู่

ผมว่าสเน่ห์เหล่านี้ยังคงอยู่เพียงแต่ บางทีเรามองข้ามมันไป
ความเหนื่อยล้า ยังมีอยู่เรื่อยๆ
แต่ผมว่า เรื่องประทับใจก็มาหล่อเลี้ยงได้เรื่อยๆเหมือนกัน


ผมนึกถึงเรื่องของ ร.ด ตอนที่พูดกับน้องๆ

ใครจะอยากไปเขาชนไก่
แต่หลังจากลงจากเขาชนไก่มาแล้ว

ผมมั่นใจว่า เพื่อนๆเสื้อเขียวทุกคนที่ลงมาคงพูดเป็นเสียงเดียวว่า
มันเหนื่อยเนอะ แต่ก็มีเรื่องสนุกๆเพียบ ถ้าไม่ได้ไปคงเสียดาย
เรื่องราวที่เป็นส่วนเฮฮา ในชีวิตขาสั้นผมก็มาจากเขาชนไก่ หรือ จากการเรียน ร.ด มากมาย

ผมว่าการออกมาทำงาน ที่โรงพยาบาลชุมชนก็น่าจะคล้ายกัน
ดูเหมือนจะเหนื่อย ความรู้ก็เหมือนจะไม่ได้ เงินก็ไม่ได้จะมากมาย

แต่ผมว่า คงเสียดายถ้าไม่ได้ไป


เอ้า แถวตรง


ด้วยรักและเคารพ

:->M'26


ป.ล ขณะนี้ผมยังไม่ได้ลงจากเขาชนไก่

 

Create Date : 05 กันยายน 2552
Last Update : 5 กันยายน 2552 14:54:57 น.  


กรณ์ ผู้ชาย.... ผู้ไม่แพ้



อย่านึกว่าผมเป็นแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นคนเสื้อเหลือง
... แม้แต่เสื้อแดงก็ยังไม่ใกล้เคียง

ให้ระบุตัวเองคร่าวๆ ผมว่า.... ผมเป็น"หนุ่มเสื้อกล้าม"ครับ
คือ ไม่อยากใส่เสื้อสีไหน แต่ถ้าไม่ใส่อะไรเลยก็เกรงใจประชาชี

มีเหตุการณ์ใกล้ตัวอยู่สองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้

เหตุการณ์แรก คือเพื่อนสนิทผมคนหนึ่งได้ลาออกจากการทำงานวาณิชธนกิต ( เขียนถูกไหมนิ ) ขื่อดังแห่งหนึ่ง รายได้หลักแสน ออกมาเป็นข้าราชการ ......เริ่มต้นที่ซีสาม ผมถามสาเหตุสั้นๆ เพื่อนผมบอกว่าอยากมาทำงานกับคุณกรณ์ ที่กระทรวงการคลัง

เหตุการณ์ที่สอง เพื่อนสนิทผมอีกท่าน ท่านนี้เป็นนักเรียนทุนดอกเตอร์เศรษฐศาสตร์ที่ลอนดอน ได้โทรมาบอกว่า อาทิตย์ก่อนนู้น ได้มีโอกาสได้เข้าพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนายกอภิสิทธฺ กับคุณกรณ์ ในฐานะตัวแทนนักเรียนนอกของมหาวิทยาลัย โอแม่เจ้า....เพื่อนผมคุยกับนายก ผมทำเสียงไม่ให้โตกตากมาก และบอกสวนไปว่า "เมื่อวาน เราก็พึ่งคุยกับ นายก (อบต ) เรื่องหวัด 2009 เหมือนกัน "
เพื่อนผมบอกต่อว่า ทั้งคู่น่ารักดี คุณอภิสิทธิ์อาจดูมีระยะหน่อย แต่คุณกรณ์แกเปิดรับความคิดเห็นเต็มที่ แกค่อนข้างเจ๋งทีเดียว

การที่ผมได้รับทราบถึงคนหนุ่มพูดชมคนหนุ่มด้วยกันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ( นอกจากพี่เบิร์ด ที่เป็นข้อยกเว้น .... บางทีผมรู้สึกว่าผมหน้าเริ่มแก่กว่าพี่เบิร์ดแล้วอีกด้วย )

วันถัดมาขณะยืนอ่านหนังสือ(ฟรี) ในร้านหนังสือ "เส้งโห" ร้านโปรดของผม
หลังอ่านจบไปหลายเล่ม ก็เหลือบมาเห็นหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่เบื้องหน้าพอดี
เพื่อไม่ให้เป็นการหน้าเกลียดมาก ผมเลยหยิบติดไม้ติดมือออกมา


หนังสือเล่มนี้เป็นชีวประวัติของคุณกรณ์ตั้งแต่เด็ก จนเข้ารับตำแหน่งเป็น สส.พรรคประชาธิปัตย์

ผมสรุปสั้นๆดังนี้
คุณกรณ์ เป็นลูกที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น คุณพ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เรียนประถมที่เมืองไทย

จากนั้นไปเข้า รร.มัธยม winchester college เป็นโรงเรียนชื่อดังของอังกฤษ (เหมือนท่านนายก ที่จบ อีตั้น )

เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย oxford เรียน PPE ( philosophy politic economic )

ทำงานกับบริษัทที่ประเทศอังกฤษ
แล้วกลับมาตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เจ เอฟ ธนาคมจำกัด (เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่อายุ 25 ปี ) เท่าผมเลย

เมื่อบริษัทเติบโต ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ได้ก็ขายหุ้นให้กับบริษัท เจ.พี มอร์แกน ( หลักพันล้าน ) แล้วเข้าดำรงค์ตำแหน่งกรรการบริษัท (เงินเดือนหลักล้าน )

เมื่อทุกอย่างอิ่มตัว เขาก็เริ่มทำตามความฝันต่อ ด้วยการเข้าสู่วงการการเมือง




มีหลายอย่างในหนังสือที่ผม คิดว่าเป็นข้อความที่น่าสนใจ

- คนชั่วจะประสปความสำเร็จได้ ถ้าคนดีไม่ทำอะไร --> อ้างจาก Edmand burke


- ถ้าคุณอยากจะรวยมีเงิน ร้อยล้าน พันล้าน คุณต้องเป็นเถ้าแก่ การเป็นลูกจ้างประจำชั้นดีแม้ไร้ความเสี่ยง แต่ไม่มีทางจะเป็นเศรษฐีตัวจริงได้

อันนี้อ่านแล้วน่าคิด เพราะหลายคนคงไม่เห็นด้วยเพราะว่า ไม่ต้องรวยร้อยล้านชีวิตก็มีความสุข ซึ่งผมก็ยืนยันเห็นด้วยในจุดนี้ แต่ถ้าการที่เรามีกำลังทรัพย์ที่มากขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นได้มากขึ้น ผมก็คิดว่าเป้นเรื่องที่น่าสนใจ
(แน่นอน หลายคนเมื่อขึ้นไปถึงจุดนี้ อาจลืมเลือนจุดนี้ ซึ่งเราอาจเห็นกันอยู่เนือง ๆ )

สรุปว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องของคุณกรณ์ เล่าชีวิตของวัยเด็ก ที่มีต้นทุนทางสังคมดี ใช้มันได้อย่างคุ้มค่า เข้าโรงเรียนชั้นนำ จบมาตั้งใจทำงาน
กล้าเสี่ยงเป้นเจ้าของกิจการ ประสบความสำเร็จ พอในทั้งด้าน การงาน การเงิน ครอบครัว เมื่ออิ่มตัวแล้ว ก็เข้าสู่วงการการเมืองเพื่อรับใช้สังคม เพราะว่าพอแล้วสำหรับตัวเรา

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วนึงถึงทฤษฎีของมาสโลว
ที่ว่าด้วยความต้องการของมนุษย์แบ่งเป้นลำดับขั้น




ผมคิดว่าถ้าทุกคนสามารถถูกผลักให้ตอบสนองความต้องการในด้านบวกอย่างนี้คงดีไม่น้อย

ผมอ่านหนังสือจบแล้วคิดไปต่างๆนาๆ

ผมคิดว่าคงมีคนหนุ่มสาวหลายคนที่พอก้าวข้ามผ่านวัยสะรุ่น
( ผมถือว่าเป็นวัยวุ่นรัก ) แล้ว อาจมีความคิดอยากพัฒนาประเทศชาติ เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรืออยากทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคม
"การเมือง" มักจะเป็นส่วนหนึ่งที่เรานึกถึงเสมอ เพราะมันเหมือนเป็นแกนกลางของอำนาจ หลายคน(รวมทั้งผม ) ก็อาจคิดได้ว่าจะเปลี่ยนอะไร
มันคงต้องเข้าไปบิดที่ขั้วมัน

ผมคิดว่าโดยยืนพื้นแล้ว การเข้าสู่สภาของนักการเมืองหลายท่านก็คงตั้งใจเช่นนี้เช่นกัน แต่พอเจอกับองค์ประกอบหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน
มันก็คงมีการเข้าสู่ภาวะท้อใจ หรือเข้าภาวะถดถอยเป็นธรรดา
ผมคิดว่าผู้นำ ผู้พัฒนาตัวจริง ต้องก้าวผ่านจังหวะนี้ไปให้ได้

ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก เพราะผมเองปัจจุบันก็อยู่ใน"ที่ทาง"ทีต้องขับเคลือนองค์กรไป แรกๆเราก็โม้ไว้เยอะ ด้วยความที่เป็นคนหนุ่ม พลังมาก
แต่พอผ่านไปหนึ่งปี รายละเอียดและปัจจัยหลายๆอย่างมันก็ทำให้ความ"หนืด" ในหลายเรื่องเข้าครอบนำ ความท้อใจเริ่มเข้ามากล้ำกลาย

ตอนนี้จึงได้สูดหายใจเข้าแรงๆ
แล้วสู้ต่อไป

หวังว่าซักวันคงมีชื่อผมในหนังสือซักเล่ม



"หมอ ตั้ม ชาย... ผู้ไม่แพ้ "

ด้วยรักและเคารพ

:->m'26

 

Create Date : 12 สิงหาคม 2552
Last Update : 12 สิงหาคม 2552 13:47:35 น.  


Begin with the End in mind

สองอาทิตย์ก่อน ผมได้อ่่านหนังสือระหว่างนั่งเครื่องบิน (หาดใหญ่-กรุงเทพ )
จบไปหนึ่งเล่ม โดยปกติผมชอบอ่านหนังสือระหว่างนั่งเครื่องเป็นพิเศษ เพราะรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจอันดับสาม นอกจากการนอน และการดูการสาธิตการใช้ชูชีพ (หืมมมม )

ก่อนขึ้นเครื่องผมมักจะเล็งหนังสือที่น่าถูกใจที่ร้านหนังสือสนามบินเสมอ
บางทีเป็น magazine บางทีเป็นคู่มือ how to บางทีเป็นข่าวกุ๊กกิ๊ก gossip ....
(ฮั่นแน่ อย่าเอ็ดไป เรื่องพี่โดมกับสาวนอกวงการ )





วันนั้นผมหยิบหนังสือปกเขียวของคุณ หนูดี หรือวนิษา เรซ ขึ้นไปอ่าน
จริงๆผมติดตามงานของคุณหนูดี ตั้งแต่ดูรายการสัมภาษณ์ของคุณสรยุทธ์ เมื่อสองปีก่อน ประทับใจในความสวย การวางตัว และความมั่นใจในตัวเธอ
เมื่อมีผลงานหนังสือผมก็ติดตามอุดหนุนอยู่เป็นระยะๆ ( แต่ไม่ได้กินแบรนด์อัดเม็ดตามคำแนะนำ
)

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่สาม ในชุดคู่มือดูแลสมอง......ในสามเล่มที่เธอเขียนผมออกจะชอบเล่มนี้เป็นพิเศษ เพราะสองเล่มก่อนหน้านี้อาจจะพูดถึงการพัฒนาความสามารถ การเรียนเก่ง เป็นพิเศษแต่เล่มนี้จะพูดถึงความสมองกับความสุข ซึ่งเป็นมิติที่น่าสนใจ

1. ชอบการเขียนบรรยายระหว่างหน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเข้าใจง่าย และน่าสนใจ

2. การพูดถึงเรื่อง positive psychology ซึ่งอ่านแล้วโดนใจมากๆ ผมเป็นหมอคนหนึ่งที่รู้สึกสนใจในเรื่องของจิตใจ เคยอยากเป็นจิตแพทย์ แต่มันติดที่ว่าจิตวิทยา โดยมากนั้นจะพูดเรื่องของภาวะแง่ลบ หรืภาวะเสียสมดุลของจิตใจเป็นหลัก ทำให้รู้สึกว่ามันออกแนวหม่นไปนิดๆ ถ้ามีเรื่องของวิทยาศาสตร์แห่งความสุขเปิดให้เรียน ผมคงต้องลงทะเบียนร่วมแจมเช่นกัน

3.การพูดถึงแบบฝึกหัด begin with the end โดยให้เราคิดว่าเราเป็นคนแก่ไม้ใกล้ฝั่ง กำลังจะตาย แล้วให้เรานึกย้อนถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีิวิตเราจริงๆ
ว่าแท้จริงแล้ว เมื่อเวลาของเราจะหมดลง สิ่งใดแน่แท้ที่เราต้องการในชีวิต




ตัวผมเองตั้งแต่ได้มีโอกาสมาทำงานเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด กับการทำงานค้างเคียงของมัจจุราช ก็พบว่าการทำงานของเขานั้นไม่เป็นเวลา นึกจะมาๆก็มาเอาดื้อๆ
เมื่อผมได้ทำงานกับวาระสุดท้ายของชีวิตบ่อยครั้งก็รู้สึกว่าสิ่งที่รู้สึกว่าแท้จริงเราไม่สามารถเก็บเกี่ยวอะไรไปไ้ด้เลย

ร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครถามหาถึงเงินที่ทำงานเก็บมา ไม่มีใครถามหาที่ดินที่กว้านซื้อไว้ นาฬิกาเรือนเก่า หรือ รถคันโต

ในวินาทีสุดท้ายถ้ายังพอมีเวลา

เราอาจต้องการมือให้บีบ ดวงตาที่มีน้ำตาคลอและมองมาที่เรา

เท่านั้นก็ทำให้เราหลับตา และยกมุมปากขึ้นเล็กๆ




ก่อนจากไปสู่การเิดินทางครั้งใหม่.........


ด้วยรักและเคารพ

:->M'26

 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 21:46:33 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  
kanapo
 

Location :
พัทลุง Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน
[Add kanapo's blog to your weblog]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com