เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน............................
 
 

หนังเรื่องล่า ที่ผมน้ำตาซึม " Fly Wheel "

รับแท็กมาจากคุณหมอโจครับ
ผมไม่ได้รับแท็กมานานมากๆแล้ว ตื่นเต้นเล็กน้่อยถึงที่สุด (วู้ว )
คำถามเรื่องหนังที่ดูในโรงนี่ ต้องบอกว่าตั้งแต่ลงมาทำงานที่ภาคใต้ สามปีนี้
เข้าดูหนังในโรงน้อยลงมากๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังไทยซะส่วนมาก ( ผมเป็นชาตินิยมเล็กๆ ) เรื่องล่าุสุดที่ไปดูคือ "หลวงพี่เท่งสอง" ซึ่งทำเอาสะเืทือนใจเล็กๆ กับพี่โจอี้ ศิลปินที่ผมชื่นชอบ

จึงขอตอบในหนังที่ดูที่บ้านแล้วกันน่ะครับ


1. แปะโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ที่คุณดูแล้วร้องไห้ที่บ้าน





หนังเรื่อง flywheel เป็นเรื่องราวของ โจอี้ ชายซึ่งเป็นเจ้าของเต้นรถมือสอง
เขาค่อนข้างประสบความสำเร็จในการงานทีเดียว เพียงแต่เขาขายรถโดยหลอกลูกค้า ให้ข้อมูลไม่ครบ เพื่อ ฟันกำไรให้ได้มากที่สุด ( ไม่ต่างจากหลักการขายในยุคบริโภคนิยมเริงร่าเช่นนี้เท่าไหร่ )
ลูกชายไม่ภูมิใจในตัวเขา แฟนรู้สึกว่าเขาไม่มีเวลาให้และไม่เห็นด้วยที่เขาไม่ซ์่อสัตย์ต่อลูกค้า

เขาจึงทะเลาะกับแฟนว่า สิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อครอบครัวเรา ครอบครัวเราจะได้มีเงิน แ่น่นอน ณ เวลานั้นครอบครัวเขาล่มสลาย

เขาเริ่มไม่ไปโบสถ์ เขาเลิกอธิฐานกับพระเจ้า เพราะเขาคิดว่าพระเจ้าคงไม่ฟังเขา

เรื่องนี้ดำเนินไปกับการซื่้อรถคลาสิกในฝันของโจอี้


โจอี้ซื้อซากรถคันนี้มาเพื่อมาซ่อมให้ขับได้ แต่แล้วแต่เล่า ช่างก็ไม่สามารถหาทางซ่อมให้มันวิ่งได้

เหมือนกับชีวิตของโจอี้ เมื่อเขามองรอบตัว เขาพบว่าลูกไม่อยากโตขึ้นเป็นอย่างเขา แฟนเขาเสียใจและไม่มีความสุข เขาเริ่มมองตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกว่า
"นี่ไม่ใช่ ชีวิตในแบบที่เราอยากจะมี "
"ผมรู้สึกว่า กำลังเดินอยู่ในทางที่ผิด "

เขาพูดกับคุณลุงช่างซ่อมรถ


คุณลุงบอกว่ามันก็เหมือนกับรถคันนี้แหละ ภายนอกมันดูสวย แต่มันก็สตารต์ไม่คิด รู้ไหมว่าเพราะอะไร เพราะมันไม่ได้เปลี่ยน flywheel

โจอี้จึงถามว่า ไอ้ fly wheel นี้มันคืออะไรหละ
คุณลุงจึงบอกว่า fly wheel มันเป็นอุุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เชื่อมระหว่างไฟฟ้า ที่เราสตารต์ เปลี่ยนเป็นพลังงานให้เครื่องยนต์ทำงานได้

เหมือนชีวิตคนเรานี่แหละ ถ้าเราไม่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ให้พระเจ้าเข้ามาขับเครืือน เราก็เหมือนรถสวยๆ ที่สตาร์ตไม่ติด

จากนั้น โจอี้ก็กลับมาที่บ้าน คุกเข่าอธิฐานพระเจ้า
ขอโทษพระองค์ และ ขอให้พระองค์ทรงช่วย

แน่นอนพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา



อันนี้คือสื่งที่เขาเรียกว่า flywheel



2. ฉากไหนที่คุณดูแล้วน้ำตาไหล (ในเรื่องหนึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 ฉาก) บรรยายด้วยครับ

ฉากที่โจอี้คืนเงินให้กับลูกค้าคนหนึ่งที่ไม่มีเงินผ่อนรถ
แต่โจอี้บอกว่า ผมเชื่อว่าคุณมีปัญหา แต่ผมก็เชื่อว่าพระเจ้าจะอวยพรคุณ
แล้วก็ยกรถให้เลย

ฉากที่โจอี้ไล่เอาเงินกำไรทั้งหมดไปคืน ลูกค้าที่เขาโกงเงินมาในชวง 2 ปี
ทั้งๆที่โจอี้ยังติดหนึ้ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย และตัวเองก็กำลังจะถูกยึดร้าน
แต่ภรรยาของเขายืนยันว่า เงินทุกอย่างเป็นของที่พระองค์ให้เราใช้
ขอให้เราทำสิงที่ถูกต้องในน้ำพระทัยพระเจ้า และพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งอื่นๆให้เราเอง

สุดท้ายจากการที่โจอี้กลับใจ ไม่ขายรถเอากำไรเำกินตัว และนำเงินไปคืน
กลับมีนักข่าวมาทำข่าว และทำให้เขาเป็นเต้นท์รถที่ซื่อสัตย์ที่สุดในเืมือง
และโจอี้ก็ผ่านพ้นวิกฤตไปได้




3. ทำไมคุณถึงร้องไห้กับฉากนั้นในภาพยนตร์

บางครั้งเมื่อผมโตขึ้น บางครั้งผมก็รู้่สึกว่า เราสญเสียความเชื่อบางอย่างในชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความรัำก" เรามีความไม่มั่นใจกับความรักที่คนอื่นให้มามากขึ้น เรามักมองว่ามันมีเบื้องหน้า เบื้องหลังอะไรอยู่รึเปล่า
ซึ่งผมรู้สึกว่า ถ้าเราสูญเสียความเชื่อมั่น ในความรักบนโลกใบนี้ เราก็ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขนัก หนังเรื่องนี้ทำให้ผมมองย้อนว่า แ้ท้จริงความรักยังมีอยู่ แต่เราก็ต้องเชื่อมั่นในมันด้วย

ผมชอบหนังที่ทำให้เรารู้ว่าชีวิตเรา ต้องมั่นใจในการฝากความหวังไว้กับพระเจ้าเหมือนที่พระเยซูกล่าวไว้ว่า

" ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง หรือให้งูเมื่อเขาขอปลา เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตนยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทาน
ของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์ "

.................................

จบเอาดื้อๆครับ ....



ด้วยรักและเคารพ
ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนครับ

:->M'26

ป.ล สำหรับใครที่สนใจอยากดูหนังเรื่องนี้ ก็เมลบอกที่อยู่ผมมาได้ครับ
ผมจะจัดส่งให้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆครับ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552   
Last Update : 19 ตุลาคม 2552 18:38:05 น.  


เรื่องบ้าๆ " boyd pod once in a life time concert "




ผมได้ดู DVD “ Boyd Pod once in a lifetime concert “ ดูแล้วจี๊ดเอามากๆ รู้สึกถึงพลังอะไรบางอย่างที่พุ่งออกมา แง่หนึ่งอาจเพราะได้เห็นพี่บอยด์ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ซึ่งไม่เคยคิดภาพนี้ออกเหมือนกัน
อีกแง่หนึ่งคงเป็นเพราะ ศิลปินสองคนนี้จริงๆอาจเป็น ไอคอน ของการเลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระเป็นตัวของตัวเอง
( โดยไม่ต้องซื้อซิมไดๆ ) และถ้าเราได้ดู concert จนจบเราจะเห็นได้ว่าแขกรับเชิญต่างๆมากมายนั้น ก็ได้เข้าสู่วงการนี้จากการชักนำโดยสองคนนี้ คนหนึ่งเป็นเบื้องหลัง คอยขับเคลื่อน ผลักดัน อีกคนเป็นเบื้องหน้า ฟรอนต์แมน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นใน Generation x-y

บางทีเรื่องของความฝัน ความหวัง แรงบันดาลใจ อาจเป็นเรื่องที่ดูเฟือนๆหน่อยในโลกยุคทุนนิยมครอบงำอย่างนี้
เพราะโจทย์ทางการตลาดได้บวกสิ่งเหล่านี้เข้าไว้ในผลิตพันธ์ แทบทุกชนิดก็ว่าได้
จะใช้มือถือ กินข้าว ดื่มสุรา ใช้รถ หรือ แม้แต่โรวออน ก็ยังแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเอง การมีความฝันได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ( แต่การที่มีโฆษณาโรวออน ออกถี่ๆขึ้นทำให้ผมมองใค้วงแขนของผู้หญิงมากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นจุดสนใจใดๆ และกำลังตัดสินใจว่าจะโกนขนใต้งวงแขนของตัวเองดีหรือไม่ )
อีกหน่อยเราอาจจะได้ใช้ กรรไกรตัดขนจมูกที่ใช้แล้วจะเป็นตัวของตัวเอง โดยมีพี่ ตูน บอดี้แสลม เป็นพรีเซนเตอร์ก็เป็นได้

กลับมาที่ concert เพลงที่ผมประทับใจที่สุดคือเพลง “เรื่องบ้า” เป็นเพลงที่มีตัวประกอบออกเป็นพนักงานใส่ สูท ใส่หน้ากากออกมาเดินสวนสนามเต็มไปหมด ท่อนร้องที่ผมชอบในเพลงนี้

“มีใครจะไปด้วยไหม ฉันจะไปตอนนี้มีใครอยากไปหรือเปล่า
ไม่ลืมลาภ ยศ เงินทอง ชื่อเสียงจอมปลอม ไร้ค่า “

ฟังแล้วมันจี๊ดในใจอย่างบอกไม่ถูก



ให้พูดมันก็พูดได้ง่าย แต่ให้ทำคงไม่ง่ายเหมือนลมปากที่ผ่านออกไป
ใครๆก็อยากทำตามความฝัน
แต่
ใครๆก็ต้องกินต้องใช้
สองประโยคนี้ ไม่ว่าใครคงต้องเคยคิด แต่สุดท้ายเสียงท้องร้องมักจะชนะเสมอไป

แต่พูดอย่างนี้อาจเป็นการให้ตัวเลือกที่ผิดๆก็เป็นได้
จริงๆเราอาจมีตัวเลือกที่สามก็คือ
ใช้ชีวิตที่มีกินมีใช้ และ ใช้ชีวิตร่วมไปกับความฝัน
แน่นอน ไอ้อันนี้มันคงเกิดได้ยากที่สุด และ คนบนโลก(ที่มีอายุ ) มักเตือนว่า อย่ามัวแต่ฝันกลางวัน

แต่ .... ( รู้สึกผมจะใช้คำนี้พร่ำ พรื่อ ไปนิด )
มันคงไม่ใช่เป็นไปไม่ได้

อย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ไอ้หนุ่มสองคนที่เต้นแร้งเต้นกา บนเวที ยังทำได้เลย






ไปด้วยกันไหมครับ




ด้วยรักและเคารพ
:->m'26










เรื่องบ้าๆ - BOYdPOD






 

Create Date : 04 เมษายน 2552   
Last Update : 4 เมษายน 2552 18:54:55 น.  


JuNo จูโด้....... ท้องเสรี แท้งเสรี

JuNo จูโด้....... ท้องเสรี แท้งเสรี



เด็กสาวที่นั่งต่อหน้าผม หน้าเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เธอนั่งก้มหน้าผากลงเล็กน้อย ชายตาขึ้นมองบางครั้งเป็นจังหวะ ดูๆแล้วผมคิดว่าอายุเธอคงยังไม่สามารถมีบัตรประชาชนเป็นของตัวเองเป็นแน่

เธอชายตามองผมอีกครั้ง ทำท่าอึกอัก เหมือนจะบอกอะไรซักอย่าง

“ กรึ๊บ “ เสียงน้ำลายผ่านลงคอของเด็กหญิง ทำลายความเงียบของห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้
“หนู อยากเอาออกค่ะ หมอ “


......................................





ก่อนหน้านี้มีสื่อสองอย่างที่ผมมีโอกาสรับชม
สื่ออย่างแรกคือ หนังคว้ารางวัลเรื่อง JUNO เรื่องราวของเด็กสาวอเมริกัน อายุ 16 ปีที่อยากลองมีประสบการณ์ทางเพศแล้วเกิดพลาดท้องขึ้นมา เธอตัดสินใจไม่ทำแท้งและต้องการจะคลอดลูกออกมา แต่เธอได้เลือกหาคุณแม่อุปการะที่ไม่สามารถมีลูกด้วยตัวเองได้ .....................

เรื่องราวอย่างนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงบ่อยๆคงดีไม่น้อย
ถ้าลองได้เดินเล่นในแผนกสูติ-นรีเวช บางครั้งเราอาจจะเห็นหญิงสาวที่นอนบนเตียงพยายามจะมีลูกด้วยวิธีการผสมเทียม และเดินไปอีกหน่อย เราอาจเห็นวัยรุ่นที่ไปทำแท้งและตกเลือดมา รพ.

การพยายามผสมเทียม และ การทำแท้ง
ถ้าเป็นมนุษย์ต่างดาวแวะผ่านเข้ามาในโลกใบนี้ คงจะหัวเราะ ( ถ้าอารมณ์ขันเป็นสิ่งสามัญของสิ่งมีชีวิตในจักรวาล )

สองสิ่งนี้ในโลกกำลังเกิดขึ้นควบคู่กันอย่างคึกคัก และเป็นไปอย่างคู่ขนานในโลกสีเทาตุ่นๆของเรา ช่วงหลังโทนเข้มอาจมาแรงกว่านิด

...............................

กลับมาที่เด็กหญิงข้างหน้าผมกันก่อน
“ คงไม่ได้หรอกครับ หมอว่า มันผิดจรรยาบรรณ อีกทั้งมันยังผิดกฎหมายด้วย”
“หมอว่าอย่าไปทำเขาเลย สงสารเขา เขาเกิดมาแล้ว เขาอาจจะเป็นเด็กที่ดีก็ได้ “
ผมตอบน้องไปด้วยเสียงโทนอบอุ่นเต็มที่ เหมือนผู้ที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่จริงๆแค่เลี้ยงทามากอตก็ยังไม่โต

ระหว่างที่พูดไป ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ถ้าเราไปเป็นน้องเขา เราจะทำอย่างไร
จะเลือกตั้งท้อง หยุดเรียน คลอดลูก ทำมาหากิน จบชีวิตวัยรุ่น และรับผิดชอบชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่เราได้สร้างขึ้น
ไหนจะสายตาของเพื่อนๆ ญาติๆ สังคม ( ที่ชอบตัดสินเรื่องของคนอื่นเป็นกิจ )
หรือ
เราจะไปทำแท้งค์ดี จะได้จบๆกัน เด็กที่มันเกิดมาโดยความไม่พร้อม มันจะไปมีความสุขได้อย่างไร


ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าเป็นแม่เด็กผมจะทำอย่างไร
และยิ่งคิดหนักมากขึ้น ว่าถ้าเป็นเด็กแล้วเราจะอยากเกิดมาไหม





ตัดกับไปกับสื่ออย่างที่สอง ในหนังสือเรื่อง Freakonomic หรือ เศรษฐพิลึก
ว่าด้วย สองนักเศรษฐศาสตร์หนุ่ม ที่นำเรื่องของเศรษฐศาสตร์มาอธิบายกับเรื่องราวรอบๆตัว
เรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ การที่เขาสงสัยกันว่าอาชญากรรมในอเมริกาปี 1990 ถึงมีอัตตราการก่ออาชญากรรมลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าตำรวจทำงานประสิทธิภาพดีขึ้น เศรษฐกิจก็ดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบแล้วก็ยังไม่สัมพันธ์กับอัตราการลดอาชญากร เขาก็สืบไป สืบมาจนพบว่า แท้จริงมันมีนัยสัมพันธ์กับการที่กฎหมายทำเท้งเสรีได้ถูกนำมาใช้ โดยเชื่อมโยงโดยการที่บอกว่าเนื่องจากเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการ มักขาดความอบอุ่น ก้าวร้าว ไม่มีการศึกษา ไม่มีการงาน จึงมีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นอาชญกรในอนาคต เมื่อเด็กกลุ่นนี้ได้ลดลง อัตตราการเกิดอาชญากรรมจึงลดลงอย่างรวดเร็ว

อ่านไปก็อืมไป อืมมา จะว่าไปมันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดก็ดีอยู่
เพราะคนเรามันก็พลาดกันได้ ตัดไฟแต่ต้นลมน่าจะดีกว่า

หรือเราอาจจะมองว่าถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะมีความรับผิดชอบน้อยลง ทำอะไรคิดน้อยลง
เพราะสุดท้ายเราก็ควบคุมได้ทุกอย่าง อีกทั้งถ้าแท้งเสรีเกิดขึ้นจริงๆ เราจะมองว่าชีวิตเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อีกหรือไม่
หรือเรามองแยกส่วนว่ามันก็คือการปฏิกิริยาชีวเคมี เท่านั้น เราแค่ไปขัดขวางกระบวนการของมันบางส่วนเท่านั้นเอง

บางทีมันอาจคล้ายกับปัญหาใกล้ๆตัวเรา

“ตบยุง “

บางคนบอกว่าอย่าไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บางคนบอกว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ถ้ามันไปเพาะพันธ์ มากัดเราเกิดโรคระบาดจะทำอย่างไร

.................


ผมยิ้มให้น้องเขาไปหนึ่งที บอกว่าทำอะไรก็คิดดีๆ
ผมรู้สึกว่าพูดได้แค่นั้นจริงๆ

ผ่านไปหลายต่อหลายวัน
ผมก็ยังนั่งคิดนอนคิด ก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าควรจะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไรดี



อีกสองสัปดาห์ถัดมาผมได้เปลี่ยนมาดูคนไข้ผู้ป่วยใน
พยาบาลรายงานว่า เตียงที่สี่นี่ เป็นคุณแม่มาด้วยเรื่องแพ้ท้องค่ะ
เมื่อผมเดินไปที่เตียง ผมก็พบกับน้องคนเดิม เธอยิ้มให้ผมเช่นเคย

ผมชะงักเล็กน้อย ใจจริงผมคิดว่าเธอคงไปเอาเด็กออกแล้ว
เธอยิ้มให้ผมแบบอายๆ

ผมถามเธอว่า “เป็นไงมาไงละ ทำไมไม่เอาออกแล้วละ “
เธอตอบผมสั้นๆว่า



“สงสารเด็กมัน”





เขาว่ากันว่าเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราจะรู้ว่า โลกเรามันไม่ได้มีอะไรเป็นสีขาว สีดำชัดเจน


แต่ผมก็หวังว่า


โลกเรามันน่าจะออกโทนๆสีขาว มากกว่าซักนิดก็คงดี

ด้วยรักและเคารพ

:->m’26







 

Create Date : 24 มีนาคม 2552   
Last Update : 27 มีนาคม 2552 6:42:29 น.  


DEAD POETS SOCIETY --- make your lives extraordinary



1

เมื่อเจ็ดปีก่อนหน้านี้ พ่อเคยถามผมว่า
“ ตกลงคิดออกรึยัง ว่าจะเลือกคณะอะไร” พ่อมองมาที่ผมและเอามือลูบหัว
“คงเลือก หมอ นี่แหละ ว่าจะใส่ไปสี่อันดับเลย “
“ไม่เผื่อไว้บ้างเลยหรอ พลาดหมดทำไง “
“ก็รอใหม่ ปีหน้า” ผมตอบห้วนๆแมนๆ
พ่อผมยิ้มกับคำตอบ ก่อนเอื้อยเอ่ยถามคำถามชุดถัดไป
“ เป็นหมอมันลำบากนะ มันไม่ใช่ว่าจะรวยมาก แถมมันเหนื่อยน่ะ ทั้งกายและใจ
อีกหน่อยพอถึงรุ่นเราคนไข้มันก็ไม่เหมือนรุ่นพ่อแล้ว มันน่าจะคล้ายๆอเมริกา มีฟ้องร้องเยอะขี้น
แล้วลูกจะไหวหรือ “
“ไหวดิ” ผมตอบด้วยเสียงมั่นใจ แต่ไม่ได้สบสายตาไปที่พ่อ
“แน่นะ ทำไมถึงอยากเป็นหมอขนาดนั้น “
“อยากช่วยคนมั้ง หะหะ “ ผมตอบทีเล่นทีจริงไป แท้จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม บางทีอาจเพราะมันดูเท่ดีกระมั้ง ( หรือจริงๆผมอาจคิดได้แค่นี้ ) แต่ถ้ามานึกๆดูแล้ว บางทีตัวผมอาจจะอยากแค่มีความฝันกับเขาซักเรื่องก็เป็นได้
เพราะถ้ามองชีวิตไปในวัยเด็กแล้ว เหมาเอารวมๆได้ว่าผมเป็นเด็กไม่เอาอ่าว ( ไม่ล่ม ) เรียนไม่เก่ง กีฬางั้นๆ ดนตรีก็ฮา ส่วนศิลปะไม่ต้องพูดถึง ( และไม่มีอะไรให้พูด )
บางทีตอนนั้นที่ผมพูดว่าอยากเป็นหมอ อาจแค่เพียงอยากมีจุดหมายให้ไปให้ถึง จุดหมายที่ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่ และ ดูเท่เวลาพูด
(สงสัยผมคิดได้แค่นี้จริงๆแหละ )
………………………………………………………………………………………

Dead poet society เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักเรียนหนุ่ม ม.ปลาย อเมริกาปีสุดท้ายที่รอสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาอยู่ใน รร.เตรียมอุดม ที่ดีที่สุด นักเรียนมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นติด มหาลัยใน ivy leage*
ค่านิยมของที่นี่คือเข้าคณะที่ดีๆ ในมหาลัยที่ดีๆ จากนั้นชีวิตคุณจะสบาย ดังนั้นจงเชื่อที่ครูสอน เชื่อที่ครูบอก ปฎิบัติตัวให้อยู่ในกรอบเป็นพอ



จนกระทั่ง ครูใหม่ที่ย้ายเข้ามานาม จอห์น คีตติ้ง ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ได้เข้ามาสอนถึงวิธีการใช้ชิวิต
คำนั้นก็คือ Carpe Diem --- คาเปเดี่ยม หรือ Sieze the day --- จงฉวยโอกาสมันไว้
ครูคีตติ้งสอนให้นักเรียนในห้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเดินตามคนอื่นจนไม่รู้จังหวะของตัวเอง
วิธีการสอนล้วนแต่เป็นวิธีที่ขบถทั้งสิ้น ไม่ว่าจะให้ฉีกหนังสือแบบเรียนที่สอนให้ดูบทกวีว่าดีไม่ดี ตามสูตรคณิตศาสตร์ สอนให้นักเรียนยืนบนโต๊ะบ้างเพื่อเราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ






เรื่องราวแกนของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ครูคีตติ้งและนักเรียนของเขา นีล ผู้ซึ่งมีความฝันว่าอยากเป็นนักแสดงละครเวที แต่พ่ออยากให้เป็นหมอ ถ้านึกภาพบ้านเราก็ประมาณเด็กนักเรียนต่างจังหวัดที่สอบติดเตรียมอุดม พ่ออยากให้เข้าแพทย์จุฬา แต่ลูกบอกว่าอยากลาออกไปแสดงหุ่นเชิดที่โจหลุยซ์อย่างไรอย่างนั้น
ความเข้มข้นของเรื่องอยู่ที่นีลได้แอบพ่อไปสมัครเข้าเล่นละครเวทีเรื่องหนึ่ง และได้เล่นเป็นตัวละครสำคัญ การแสดงจบลงด้วยความสำเร็จพร้อมเสียงตบมืออย่างท้วมท้น แต่สำหรับพ่อของนีลแล้ว ไม่ใช่
นีลถูกพ่อสั่งให้ไปเข้าโรงเรียนประจำทหาร จากนั้นไปเรียนแพทย์ที่ฮาวาร์ด นีลได้บอกพ่อว่ามันเป็นเวลาตั้ง 10 ปีแล้วความฝันเรื่องการแสดงของเขาจะเป็นอย่างไร พ่อบอกว่าเขาไม่อยากให้ลูกทำลายอนาคตตัวเอง ลูกได้โอกาสที่พ่อไม่เคยได้มี ในคืนนั้น……………นีลเลือกจบชีวิตตนเอง
วันถัดมาเรื่องราวทั้งหมดถูกเหมารรวมให้เป็นความผิดของครูคีตติ้งที่สอนให้เด็กแหกคอก ทำให้มีความฝันเพี้ยนๆเสียสถาบัน และครูคีตติ้งถูกบังคับให้ลาออก แน่นอนยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ได้รับเมล็ดพันธ์ของครูที่กล้าจะมีความฝันต่อไป กล้าที่จะคว้าโอกาสเอาไว้ และ ใช้ชีวิตอย่างไม่เหมือนใคร

Seize the day , Make your lives extraordinary !

หลังดูหนังจบ ผมว่าไม่ว่าใครคงรู้สึกไม่ต่างกัน โกรธพ่อเด็กที่ไม่ยอมฟังลูก ไม่ยอมให้เด็กมีความฝัน
วันนั้นผมก็คิดอย่างนั้น......


2.
เจ็ดปีต่อมาหลังจากผมเรียนจบได้เป็นหมอกับเขาจริงๆ ผมได้กลับกินข้าวสังสรรค์กับญาติๆ ผมได้เจอน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง อยู่ๆผมก็พบว่าน้องผมได้โตจนอยู่ชั้น ม.6 แล้ว ผมเลยถามเธอเล่นๆว่าแล้วจะเลือกเข้คณะอะไร
“ อยากเรียนหมอแหละ”
รู้ไหมวันนั้นผมตอบว่าอะไร


ถ้าถามว่าหลังเรียนจบได้เป็นหมอจริงๆแล้วรู้สึกอย่างไร ผมก็ยังยืนยันว่า ผมยังชอบที่จะเป็นหมอ
ผมว่ามันเป็นอาชีพที่มีแง่มุมจ๊าบๆดีอยู่เยอะ และทำให้ดูหล่ออย่างบอกไม่ถูก ( คิดเอง ) แน่นอนบางครั้งตอนดึกๆตีสามตีสี่ที่ถูกปลุกมาดูคนไข้ ลุกจากเตียงเดินมาด้วยใจสั่นเทา บางครั้งเปิดทีวีเจอข่าวคนไข้ฟ้องหมอถี่ขึ้นๆ ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า
“นี่ตูทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย “
แต่อย่างว่าเรื่องไม่ดี ไม่สบายมันก็ต้องมีกันบ้าง เป็นธรรมดา (อันนี้คิดได้ในตอนเช้าในวันนอนเต็มอิ่ม )


แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเหนื่อยอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าบางทีมันก็มีอาชีพอีกมากมายๆที่งานไม่หนักมาก ไม่เสี่ยง ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และได้ช่วยคนด้วย

วันนั้นผมตอบน้องไปว่า “ จะเรียนจริงหรือ พี่ว่าหนักน่ะ เรียนอย่างอื่นไหมละ “

หลังตอบน้องไปแล้ว ผมเริ่มคิดถึงพ่อของนีล
เขาใจร้ายจริงหรือ

…………………………………………………………………………………………

ถ้าหนังเรื่องนี้ทำต่อละ เหตการณ์เปลี่ยนเป็น
ว่า นีลหนีออกจากบ้านไปเข้าคณะละคร ได้เล่นละครอย่างที่ฝัน
แต่สุดท้ายเขาก็เป็นได้แค่นักแสดงตัวประกอบคนหนึ่ง
ไม่มีใครจ้าง สุดท้ายเขาต้องไปเป็นนักเต้นระบำโป๊ในบาร์เกย และพูดกับเพื่อนที่หลังบาร์ว่า
“รู้งี้กูเชื่อพ่อก็ดีว่ะ”

เราจะรู้สึกอย่างไร

ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วตัวหนังเองไม่ได้สรุป ฟันธงอะไรให้แก่เรา มันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านมาและผ่านไป ประโยคเด็ดในหนังคงเป็นอย่างที่ได้กล่าวไปคือ Seize the day

แต่ประโยคที่ผมชอบที่สุดในเรื่องกลับเป็นประโยคสนทนาธรรมดาๆ ระหว่างครูคีตติ้ง กับนีล
ที่ครูคีตติ่งถามว่า เธอได้บอกพ่อหรือยัง ที่อยากเป็นนักแสดง
นีลตอบว่า ไม่กล้าบอกเพราะรู้ว่ายังไงพ่อก็คงไม่ให้
ครูคีตติ่งบอกว่า ไม่ได้เธอต้องบอกให้พ่อรู้ความต้องการที่แท้จริง ถ้าเธออาจทำไม่ได้ในตอนนี้

“เธอก็ควรรอให้เรียนจบและทำตามความฝันของตัวเองในเวลานั้น”

ผมชอบบทสนทนาบทนี้ บางทีเราอาจไม่สามารถทำทุกอย่างตามใจเราต้องการ บางทีเราอาจต้องรอเวลาที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นบ้านเราอาจมีเด็กที่เป็นแฟนกันและมีอะไรกันตั้งแต่เด็ก และอ้างว่าทำตามใจอยาก
อาจมีเด็กที่หนีโรงเรียนไปเที่ยว และอ้างว่าพอแก่ๆคงเที่ยวไมได้แล้ว

บางที “ความฝัน” ก็ต้องรอ “จังหวะเวลา”

แต่คนจำนวนมาก อาจเลือกที่จะไม่ “รอ”
หรือโดยมากเมื่อถึงเวลา เลือกที่จะไม่ “ทำ”





3.

ผมถามน้องสาวผมอีกครั้งว่า “แน่ใจน่ะ “
น้องผมตอบว่า “ แน่ใจดิ”
ผมถามน้องว่า “ แล้วทำไมต้องอยากเป็นหมอขนาดนั้นด้วยหละ “
รู้ไหมครับว่าวันนั้นน้องสาวผมตอบว่าอะไร











“ก็อยากช่วยรักษาคนไง ฮิๆ “ น้องผมตอบพร้อมรอยยิ้ม




ผมยิ้มให้กับคำตอบน้อง นึกถึงตัวเองในวันวาน
และแอบกระซิบบอกน้องในใจเบาๆว่า

“Seize the day , Make your lives extraordinary “




ด้วยรักและเคารพ

:->m’26







*ivy league = กลุ่มมหาลัยเก่าแก่ใน ไอวี ลีก 8 มหาลัย คือ

เยลล์ ฮาร์เวิร์ด โคลัมเบีย คอร์แนล ยูออฟเพนซิลเวเนีย ปริ๊นส์ตั้น บราวน์ ดาร์ทมัธ

Ivy มาจากการที่สมัยนั้นมหาลัยกลุ่มนี้จะมีเถาและใบไอวี่เลื้อยพันรั้วและตึกเต็มไปหมด






 

Create Date : 01 กันยายน 2551   
Last Update : 6 กันยายน 2551 20:29:00 น.  


Hotel rwanda แล้วคุณละเด็กทักษิณหรือเปล่า

hotel rwanda






ผมไม่ได้เชียนเรืองราวเกี่ยวกับภาพยนต์มานานพอสมควร อาจเป็นเพราะช่วงหลังๆเมื่อดูหนังจบแล้วก็จบกันไป ไม่มีอะไรมากระแทกจิตใจมากนัก ( ส่วนหนังปลุกใจเสือป่าก็กระแทกจิตใจแรงเกินไป )

หนังชื่อชวนงงๆเรื่องนี้ผมได้รับคำแนะนำมาจากคุณ ลูกบาส
เธอบอกว่าเป็นหนังที่เด็ดๆมากพลาดไม่ได้ ไอ้ผมเป็นคนเชื่อคนง่ายและคิดว่าถ้าเราได้ดูหนังเจ๋งๆ คงทำให้หล่อขึ้นไม่น้อย ( ผมค่อนข้างหมกมุ่นเรื่องนี้อยู่พอตัว ) หลังจากได้รับคำแน่ะนำแล้ว ผมก็เบิ่งไปที่ร้านแมงป่อง เพื่อถอยหนังเรื่องนี้มาทันที

แต่แล้วความอยากหล่อก็ขับเคลื่อนผมไปไม่ถึงฝัน เนื่องจากหน้าปกเป็นเพียงภาพพี่ดำคนหนึ่ง กับสาวๆในโทนผิวคล้ายๆกัน
อีกทั้งชื่อเรื่อง " โรงแรม รวันด้า " ก็ไม่ชวนจินตนาการอะไรเลย
ผมสรุปเหมาเอาเองว่า มันคงเป็นหนังดราม่าคนดำ เศร้าเครียดๆ เรียกร้องสิทธิ
ซึ่งผมคิดว่าต้องใช้พลังในการดูไม่มากก็น้อย ดังนั้นผมจึงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับ
"แม่สาวหัวลำโพง" "อเวจีสีชมพู" " นางทาส" " สงครามนางฟ้า " ( ผมล้อเล่นน่ะครับ )

หนังเรื่องนี้จึงหลบอยู่ในซอกหลืบ นานกว่า 5 เดืิอน

จนเมื่อสองวันก่อน ช่วงเวลาในโรงพยาบาลชุมชนที่ว่างแสนว่าง และไม่มีกิจอื่นอันใดให้ทำ วันนั้นพี่ดำส่งสายตามาให้ผมอย่างประหลาด
คำพูดของคุณลูกบาสลอยอยู่ในความคิด "เจ๋งมากๆ ดูให้ได้น่ะ "
และ ความอยากหล่อ ก็เข้าสิงผมอีกครั้ง

ผมจึงเสียบแผ่นเข้าเครื่องอย่างไม่เต็มใจนัก


hotel rwanda เป็นหนังที่กล่าวถึงประเทศเล็กๆในทวีปแอฟริกา
ประเทศที่เคยถูกปกครองโดยประเทศเบลเยี่ยม

คนในประเทศนี้มีอยู่สองเผ่าด้วยกัน คือ

1.เผ่าฮูตู ซึ่งเป็นเผ่าดั้งเดิมของที่นี่
2.เผ่าทุสซี่ เป็นเผ่าที่ย้ายมาอาศัยจากเอธิโอเปียและมีีจำนวนน้อยกว่า

เมื่อเบลเยี่ยมเข้ามาปกครองนั้น รัฐบาลเบลเยี่ยมได้ให้การสนับสนุนกับพวกทุซซี่ ทำให้ทุสซี่เป็นใหญ่
และได้ปกครองกดขี่ข่มเหง พวกฮูตูมาตลอด จนเมื่อชาวฮูตูได้ร่วมมือกันปฏิวัติ
ขับไล่เบลเยี่ยมออกไปได้ และตั้งรัฐบาล ทำให้พวกทุสซี่ได้ถูกเอาคืนข่มเหง
บางกลุ่มจึงต้องอพยพเข้าไปประเทศอูกันด้า

ในรวันด้าจึงเริ่มมีกลุ่มทหารบ้าน ที่เรียกตัวเองว่า "อินเตราฮัมเว" เริ่มปลุกระดม
ให้ชาวฮููตูออกมาจัดการพวกทุสซึ่เพื่อล้างเผ่าพันธ์ และเรียกพวกทุสซี่ว่าเป็น" แมลงสาป" การปลุกระดมก็เริิ่มจากการพูดทางคลื่นวิทยุไปทุกวันๆ
(เหมือนกับโฆษณา roll on ต่างๆ ที่ทำให้เราต้องมองไปที่งวงแขน ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นบริเวณที่น่าสนใจเลย ของผมเองก็เกลี้ยงเกลาน่ะครับ )

จนวันหนึ่งเมื่อ ประธานาธิปดี ซึ่งเป็นคนฮูตู ออกสัญญาสันติภาพสงบศึกในรวันด้า แล้วหลังจากนั้น เครื่องบินของท่านก็ถูกมิสไซส์เข้าถล่มทันที

และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเหตการ์ณในครั้งนี้

เพราะใน 24 ชม นั้นเอง ชาวฮูตูได้ออกไล่ฆ่าชาวทุสซี่ทันที

และ พี่ดำ พระเอกเราไปเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรกัน

พี่ดำเราคือ " พอล" Paul Rusesabagina
ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงแรมสี่ดาวของเบลเยี่ยม "มิลลิคอน" ซึ่งเป็นโรงแรมไฮโซที่สุดแล้วในประเทศนี้ ดังนั้นพอลจึงรู้จักคนสำคัญหลายคนมากมาก แต่ปัญหาคือ พอล มีแฟนเป็นชาวทุสซี่ เมื่อเกิดการล้างเผ่าพันธ์ขึ้น พอลต้องการจะช่วยเพียงครอบครัวตัวเองให้รอด เนื่องพอลมีเส้นสายรู้จักคนสำคัญ และมีทักษะการทูตดีเยี่ยม
พอลจึงทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะหาเหล้า หาเบียร์ หาซิการ์ ให้กับกลุ่มกบฐฮูตู
เพื่อไม่ให้เข่้ามาทำร้ายคนในเขตโรงแรม ไปๆมาๆทำให้โรงแรมของพอล
กลายเป็นที่ลี้ภัยของชาวทุสซี่

ทีเด็ดของเหตการณ์นีี้คือ วันที่ UN ส่งกองกำลังมากช่วย
แต่แล้วกลับ ส่งกองกำลังมาเพื่ออพยพ คนขาว ของชาติตัวเองกลับเท่านั้น
โดยไม่มีการเข้ามาแทรกแซงเหตุการณ์ในประเทศแต่อย่างใด
เพราะ รวันด้า เป็นเพียงประเทศโลกทีสาม และไม่มีค่าในการเข้าไปสูญเสียแต่อย่างใด


ดังนัั้น UN จึงถอนกำลังออกทั้งหมด และให้ชาวรวันด้าจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเอง
พระเอกเราจึงต้องทำทุกวิธีทางเพื่อช่วยทุกชีวิตที่อยู่ในโรงแรมนี้ให้รอด
โรงแรมแห่งนี้

" hotel rwanda "

รายละเอียดต่างๆเพื่อไม่ให้เสียอรรถรส ขอเชิญทุกท่านร่วมเก็บเกี่ยวตามอัธยาศํย




หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเหตการณ์สมมุติ เพราะผมเองไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้มาก่อน
แต่พอดู special feature ในแผ่นแล้วก็พบว่า เห้ยนี่มันเรื่องจริงนี่หว่า
แถุมมันเกิดขึ้นปี 2537 ซึ่งผมก็อายุได้ สิบกว่าปี หัวนมแตกพาน นั่งเล่นเกมกด ดูการ์ตูนแล้วนีี่หว่า ทำไมไม่รู้เรื่องเลยว่ะ

และผมยิ่งตกใจมากขึ้นเมืื่อรู้ว่า

100 วันถัดมาหลังจาก UN ถอนกำลัง มีคนตายทั้งหมดกว่า 1 ล้านคน

แม่เจ้านี่เราอยู่ในโลกใบเดียวกันหรือนิ

มันทำให้ผมนึกถึงฉากในหนังที่นักข่าวพูดกับพระเอกว่า

"คุณอาจจะคิดว่าเมื่อผมนำภาพการสังหารหมู่นี่ไปออกอากาศในโทรทัศน์
แล้วคนจะยื่นมือเข้ามาช่วย"
" แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเหล่านั้นจะดูภาพเหล่านี้ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็น แล้วบอกว่่า โหดร้าย จัง จากนั้นเขาก็จะเปลี่ยนช่องไปดูละครเรื่องอื่น "


ผมดูหนังเรื่องนี้จบ ก็กลับมาดูทีวีช่องปกติ เห็นข่าว พันธมิตรขับไล่นายก
เห็นข่าวสามจังหวัด โจรใต้วางระเบิด เผาโรงเรียน

บางทีเหตการณ์รวันด้า อาจไม่ไกลเกินตัว

ผมนึกถึงคำพูดของ เดล เคเนกี เจ้าพ่อแห่งมนุษย์สัมพันธ์ว่า
"แค่คุณเริ่มโต้เถียงคุณก็แพ้แล้ว"
เพราะถึงคุณเถียงชนะ ฝ่ายตรงข้ามก็เกลียดชังอยู่ดี
มันจึงเป็นชัยชนะที่ไม่มีความหมายอะไรเลย

ผมนึกถึงคำพูดของ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์
ที่ว่า " เราไม่สามารถขับไล่ความมืดด้วยความมืด และ เราไม่สามารถกำจัดความเกลียดชัง ด้วยความเกลียดชัง "


บางทีทุกอย่างอาจจัดการแก้ไขด้วยคำเชยๆเพียงคำเดียว

"ความรัก"


บางทีโลกเราอาจเริ่มต้นจากจุดนี้ และมันคงจบลงถ้าสิ่งนี้ได้หายไป






ด้วยรักและเคารพ

:->m'26

( แหม ทำเป็นเข้ม )




ป.ล ถ้าท่านใดยังไม่ได้ดู และมีเวลาว่างๆซัก 2 ชม ควรหามาดูอย่างด่วนๆครับ









 

Create Date : 06 มิถุนายน 2551   
Last Update : 7 มิถุนายน 2551 14:15:51 น.  


1  2  3  
kanapo
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน

@boydontkick
[Add kanapo's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com