จะเป็นการบันทึกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้งจากวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมานะคะ
วันอังคาร เราได้เรียน: กิจกรรม check in เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เป็นการเปิดโลกสำหรับเรามาก มีประโยคนึงที่ยังจำกลับมาคือ
ทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น แม้เพียง 1 เรื่องก็ถือว่าประสบความสำเร็จ (เราถามผู้สอนว่า ถ้าเป็นหัวข้ออื่่นๆ ที่ไม่ได้ส่งผลเรื่องการรู้จักตัวเองละ ผู้สอนบอกว่า ประยุกต์ใช้ได้ เช่น การที่เค้าเข้าใจและเอาไปประยุกต์ใช้ได้ แม้เพียง 1 เรื่อง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ)
-------------------------------------------------
วันพุธ: เป็นการเรียนครั้งที่2 (มีทั้งหมด 8 ครั้ง: ใช้เวลาเรียน 8 เดือน จะเอามาบันทึกทุกครั้งค่ะ) เรื่อง Inner Life หรือการกลับมารู้จักมิติภายในของเรา (แนะนำที่
Human Center Chiangmai คุยแบบออนไลน์ ทำไมถึงแนะนำที่นี่ เพราะเราเรียนที่นี่ แล้วที่นี่ทำให้เราสามารถหรือกล้าพูดถึงตัวเองในมุมที่ไม่ดี หรือ เปิดใจคุย Deep talk ได้อย่างสบายใจ อะไรที่คุณยึดถือไวัแบบเป็น อัตตา คุณจะกล้าบอกเค้า เพื่อเรียนรู้แนวทางอย่างที่ควรจะเป็น ในรูปแบบ
พุทธจิตวิทยา(Buddhist Psychology)ทั้งนี้ หากคุณสงสัยว่า
พุทธจิตวิทยา จะใช้ตอบความรู้ศาสตร์ตะวันตกได้ไหม สำหรับเรา ซึ่งเพิ่งเรียนครั้งที่2 เราคิดว่าเอามาประยุกต์ใช้ได้ แบบวิเคราะห์ก่อน
อย่างเมื่อวาน มี 3 เรื่องที่อยากจะมาเขียน
1. อุเบกขา : คำนี้ มาในช่วงเวลา เริ่ม Intro ก่อนเข้าเนื้อหาหลักก่อนเรียน มากับชุดคำถามที่ว่า
สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างคะ? ใช่ค่ะ! คำตอบมีไม่กี่คำตอบ เช่น ก็ดีนะคะ, ช่วงนี้ไม่ค่อยสบายใจ แต่ถ้าคุณรู้จัก
"วงล้ออารมณ์" คุณจะมีคลังคำศัพท์ ไว้แยกประเภทอารมณ์ที่คุณเกิดขึ้นได้ละเอียดขึ้นค่ะ
ผู้สอนถามต่อว่า แล้วมีช่วงไหน อารมณ์เป็นปกติ
ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้างไหม? ผูัสอนชวนคิดต่อ และท้ายสุด ผู้สอนให้ 1 คำที่น่าสนใจ คือ "
อุเบกขา" (จิตที่เป็นอุเบกขา คือ เฉยๆแต่ไม่ว่างเปล่า เป็นกลาง ความเป็นปกติ)
2. Self awareness: เมื่อวานได้ทำ pre-test ก่อนเข้าเนื้อหา เป็นคำถามที่ต้องคิดก่อนตอบ แต่ผู้สอนบอกว่า ให้ใช้ใจตอบ อย่าเอา“ภาพตัวเองที่อยากเป็น”มาตอบ ตรงนี้ละค่ะ 21 คำถามนี้ หลักๆที่ทำให้ ตอนตอบ ได้เห็นถึง
ตรรกะวิบัติ! (ฮ่าฮ่า ใช้คำรุนแรง แต่นี่คือเรื่องจริง!)
จะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับ การรู้จักตัวเองไหม ในเรื่อง
วิธีคิด วิธีตัดสินใจ วิธีแก้ปัญหาก็ดีเหมือนกันค่ะ รู้จักตัวเอง จะได้ เป็นเพื่อนพาคนอื่นไปรู้จักตัวของเค้าเองเช่นกัน
3. "โยนิโสมนสิการ": ในยุคใหม่ เมื่อโลกทั้งใบ เชื่อมต่อกันหมด มุมที่เราใช้สังเกตเรื่องต่างๆ จะถูกแบ่งเป็นการใช้
ฐานกาย-ฐานใจ-ฐานคิด แต่ในทางพุทธศาสนา เรื่องราวละเอียดกว่านั้น (เช่น ฐานแห่งการรับรู้: อายตนะ และ สติปัฏฐาน 4 อันนี้เราไม่สามารถเขียนลงลึกได้ เพราะไม่ได้มาจากสายนี้)
กลับมาที่เรื่อง ฐานกาย-ฐานใจ-ฐานคิด
ภาษาง่ายๆคือ เวลาคุณคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา = คุณใช้รูปแบบความคิดแบบไหนมาคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ? เช่น รูปแบบการคิดที่คนพูดกัน critical thinking, design thinking, systems thinking แต่ทางพุทธศาสนา จะสอนคุณเรื่องรากของวิธีคิดเหล่านี้ หรือ โยนิโสมนสิการ คุณจะเห็นทุกข์และเห็นเหตุของทุกข์
พูดง่ายๆ เหมือน
คุณจะสร้างตึก โยนิโสมนิสิการ คือ ฐานรากที่รับน้ำหนักของตึก(มองไม่เห็น แต่มันฝังลึก) แล้วรูปแบบการคิดก็คือ ตึกชั้นบนที่เราสามารถมองเห็น
-------------------------------------------------
พุทธให้ “รากของวิธีคิด” และตะวันตกจะให้ “เครื่องมือเชิงโครงสร้าง” เอามาประยุกต์ใช้กันนะคะ
และ การได้เริ่มทำความเข้าใจมิติภายใน คือ ดีจริงๆนะคะ เหมือนเราได้กลับบ้าน บ้านที่เป็นโลกที่ไม่วุ่นวาย
อันนี้เป็นสรุปจากครั้งแรกที่เรียนค่ะ:
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=peaceplay&month=01-2026&date=15&group=92&gblog=23