Strategic Foresight
= การคิดล่วงหน้า เพื่อ"จะได้มีเวลาเตรียมตัว" ถ้าวันหนึ่งมันไม่เป็นไปตามแผน
พูดง่ายๆ "เรามาคิดทางหนีทีไล่กันไว้ก่อนเหอะ"
และมันก็คือ ทักษะการใช้ชีวิต ที่มันอยู่ในตัวพวกเราเนี่ยละ
ตัวอย่าง:
แม่ค้าขายข้าวแกง
-
วันนี้ขายดี → ทำแบบเดิมต่อ
-
อยู่ๆ ค่าแก๊สขึ้นซะงั้น /คนสั่งเดลิเวอรีมากขึ้น /คนอยากกินมัง เทรนด์ plant based มาแรงมาก
-
OMG!ขายไม่ออก → เอ๊ะ! หรือว่าเศรษฐกิจแย่กันแน่นะ
ถ้าลองใช้ strategic foresight
พวกเราต้อง*หา* “สัญญาณรอบตัว”และ “เตรียมทางหนีทีไล่ไว้” อาทิ
- อาหารแบบไหน ที่ขายไม่ค่อยออก เหลือเยอะ (วันไหนขายดี เอ๊ะ! เราทำเมนูแบบไหนวันนั้น)
- ไปตลาดสด แม่ค้าเอาอะไรมาขายบ้างนะ
- สังเกตร้านข้างๆ (ใครเลิกขาย, ใครเริ่มขายอะไรใหม่ๆ)
- และที่สำคัญ ฟังข่าวเอา
แม่ค้า*เห็น*สัญญาณ:
- ค่าแก๊สขึ้นเรื่อยๆเลย
- ทำไมร้านขายมัง คนซื้อเยอะจัง
- เดี๋ยวนี้คนเริ่มไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน ค่าPM2.5 สูงเวอร์
- ค่าน้ำมันแพง และแถมทำไมขึ้นเรื่อยๆ
- ทำไมคนขับดิลิเวอรี่เยอะขึ้นเรื่อยๆนะ
แม่ค้าเลยเริ่ม:
คำศัพท์แบบง่ายๆที่เกี่ยวกับ strategic foresight
- scanning = การสังเกตว่า ช่วงนี้อะไรเปลี่ยน
- framing = การตั้งกรอบว่า เรื่องนี้สำคัญกับเรายังไง
- scenario planning = การคิดเผื่อหลายทาง
ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องใช้ Foresight
งั้นเราลองมาแยกประเภทของเรื่องนะคะ (เราเลือก Cynefin มาช่วยแยกประเภทของปัญหา แต่จริงๆ มีวิธีหลากหลายมาก เช่น Vuca, Pestle, Iceberg Model กัน ลองหาข้อมูลเพิ่มกันนะคะ)
ประเภทของปัญหา
“เห็นก็รู้เลยว่าต้องทำยังไง วิธีแก้ตายตัวอยู่แล้ว” → Obvious→ ไม่ต้องใช้ Foresight คิดมากเสียเวลา เอาเวลาไปตามหาร้านของกินในตำนานกันดีกว่า
“ไม่ยากนะ แต่แค่ไม่ชำนาญ” → Complicated→ ใช้นิดหน่อยพอ เพราะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ
“ยังไม่มีคำตอบ ต้องลองดู” → Complex→ ควรใช้ foresight เพราะต้องมองหลายๆทาง
“เอาตัวรอดก่อนหน้างานให้ได้ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิด→ Chaotic→ ณ ช่วงแรก ไม่จำเป็นต้องใช้ Foresight เอาตัวให้รอดก่อน