happy memories
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
7 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (๕)





"ฟังแล้วต้องคิด"
รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา


ช่วงนี้คนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ จะต้องใช้สมองในการคิดก่อนที่จะเชื่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพราะเวลานี้เชื่อว่ามีคนพูดไม่จริงอยู่มาก และถ้าหากเราฟังแล้วไม่คิด เราอาจจะกลายเป็นคนที่ถูกครอบงำเพราะหลงเชื่อสิ่งที่เราได้ยิน และในที่สุดเราก็จะเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรผิด ๆ ซึ่งการตัดสินใจผิดในบางเรื่อง อาจจะไม่มีผลกระทบกับชีวิตเรามากมาย แต่การตัดสินใจผิดในบางเรื่องนั้น จะมีผลกระทบกับชีวิตเราไปนานแสนนาน และอาจจะต้องทำให้เราเสียใจไปตลอดกาล เพราะการตัดสินใจดังกล่าวนั้น ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบกับชีวิตของเราเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบกับประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ดังนั้น เวลานี้หากได้ยินได้ฟังอะไร ต้องเอาไปคิดเอาไปตรอง มองไปในวันข้างหน้าว่าผลลัพธ์จากการที่เราเชื่อใครบางคนนั้น จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราหรือประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา

* หากมีคนบอกว่า ทักษิณไม่เคยมีส่วนในการบงการการบริหารประเทศไทยของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อยิ่งลักษณ์ กับคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในประเทศไทย ท่านเชื่อหรือไม่ และท่านคิดว่า ถ้าหากทักษิณเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าหากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ เป็นคนคิดเอง ทำเอง อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

* หากมีคนบอกท่านว่า ถ้าหากพงศพัศได้เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ที่สามารถบริหารกรุงเทพมหานครได้โดยอิสระ ไม่มีใบสั่งมาจากทักษิณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ท่านจะเชื่อหรือไม่ และถ้าหากท่านไม่เชื่อ ท่านเคยลองคิดดูไหมว่า ถ้าหากทักษิณสามารถบริหารกรุงเทพมหานครผ่านพงศพัศ อะไรจะเกิดขึ้นกับคน กทม. และอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยรวม

* ถ้ามีคนบอกท่านว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาบ้านเผาเมือง ท่านเชื่อหรือไม่ ถ้าหากมีคนบอกท่านว่า พรรคเพื่อไทยกับเสื้อแดงไม่เกี่ยวกัน ท่านเชื่อหรือไม่ ถ้าหากมีคนบอกว่า ทักษิณหรือแกนนำของพรรคเพื่อไทยสั่งอะไรเสื้อแดงไม่ได้ทั้งนั้น ห้ามอะไรเสื้อแดงไม่ได้ทั้งนั้น ท่านเชื่อหรือไม่ และท่านคิดว่า ถ้าหากทักษิณหรือคนที่เป็นแกนนำของเพื่อไทยบอกเสื้อแดงที่เป็นพวกฮาร์ดคอร์ ไม่ให้ทำอะไรรุนแรง คนพวกนั้นจะยุติการกระทำที่เป็นความรุนแรงได้หรือไม่ ถ้าได้ ทำไมพวกเขาไม่ทำ หรือเขาพอใจที่จะให้คนเหล่านั้น มีพฤติกรรมในการข่มขู่ คุกคาม คนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลต่อไป

* ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ทักษิณและแกนนำพรรคเพื่อไทยไม่รู้ว่ามีพวกที่ฝักใฝ่ขบวนการล้มเจ้าอยู่ในพรรคเพื่อไทย ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ถ้าหากพวกเขารู้ เขาจะต้องห้ามปรามคนเหล่านั้น ไม่ให้แสดงท่าทีที่เป็นศัตรูกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า การที่มีคนคิดล้มเจ้าบางคนได้เป็นใหญ่มีตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ เพราะทักษิณและนายกรัฐมนตรีไม่รู้ความคิดและพฤติกรรมของคนเหล่านั้น

* ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ทักษิณไม่รู้ว่าแกนนำของเสื้อแดงบางคนเคยยุให้คนเผา และบางคนก็ต้องคดีล้มเจ้า จึงได้ให้ตำแหน่งทางการเมืองแก่คนเหล่านั้น เพราะถ้าหากทักษิณรู้คงไม่แต่งตั้งคนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมืองให้ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าหากเขารู้แล้วยังแต่งตั้งคนเหล่านั้นให้มีตำแหน่งมีอำนาจ ท่านคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทักษิณ หรือของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์

* ท่านเชื่อนโยบายการหาเสียงของพงศพัศมากน้อยแค่ไหน ท่านคิดว่าทุกอย่างอยู่ในอำนาจของเขาไหม เขาสัญญาแล้วเขาจะทำได้ไหม ถ้าหากอยู่นอกอำนาจของเขา แต่เป็นอำนาจของรัฐมนตรี ถ้าหากนโยบายดังกล่าวดี ทำไมรัฐมนตรีไม่ทำเสียตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่บริหารประเทศมามากกว่า ๑ ปี จะรอให้พงศพัศเอามาหาเสียงทำไม สิ่งที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯ ที่พงศพัศนำมาหาเสียงนั้น ท่านเชื่อหรือไม่ว่าเขาทำได้ แล้วถ้าหากทำไม่ได้ แต่เขาเอามาหาเสียงเช่นนี้ ท่านคิดเช่นไรกับผู้สมัครที่หาเสียงแบบนี้ ท่านจะหลงใหลได้ปลื้มกับนโยบายของเขาแล้วเลือกเขา หรือท่านจะมองว่าเขาหาเสียงแบบสัญญาเกินจริง แล้วทำให้ท่านตัดสินใจไม่เลือกเขา

* ท่านเชื่อไหมว่า พงศพัศจะเป็นผู้ว่าฯ ที่สามารถทำงานบริหาร กทม. ได้อย่างยอดเยี่ยม เหมือนความสามารถในการหาเสียงและการประชาสัมพันธ์ของเขา ที่ทำให้ท่านรู้สึกซาบซึ้งกับการเก็บขยะ กวาดขยะ ขึ้นรถขยะ ทำโรตี หั่นหมู ขับรถเมล์ของเขา คนอะไรยิ้มเก่ง พูดเก่ง ทำสิ่งที่ติดดิน ทำตัวเป็นคนของประชาชนได้เก่งจริงๆ ถ้าหากมีความสามารถในการบริหาร กทม. อย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฟังคำบงการของใคร ได้สักครึ่งหนึ่งของการสร้างอีเวนต์ให้ตัวเองเป็นข่าว เราคงได้ผู้ว่าฯ กทม. ผู้มีความสามารถที่น่าทึ่ง นำพาความสุขและรอยยิ้มมาให้คนกรุงเทพมหานครอย่างที่เขาหาเสียงไว้ แต่จริงๆ แล้วพวกเราน่าจะถามเขาก่อนนะว่า พงศพัศ รู้ไหมว่าที่รอยยิ้มของคนกรุงเทพฯ หายไปนั้น อะไรคือต้นเหตุ และใครเป็นคนที่เป็นต้นเหตุของสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าถ้าหากพงศพัศยังไม่รู้ว่าความสุขของคนกรุงเทพฯ หายไปเพราะอะไร เชื่อว่าพงศ พัศก็คงไม่มีปัญญาที่จะคืนความสุขให้กับคนกรุงเทพฯ ได้

เอาล่ะ ช่วงนี้ก็ใกล้ถึงเวลาเลือกตั้งเต็มทีแล้ว เราได้ยิน ได้เห็นการหาเสียงของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งกันหลายคน ก็ต้องไตร่ตรองให้ดี อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ที่สำคัญต้องคิดด้วยว่า ถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ชนะแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย อย่าคิดแต่ว่าเรารัก ชอบใคร ประทับใจบุคลิกของใคร ชื่นชมนโยบาย (ในการหาเสียง) ของใคร เพราะหากเราคิดไม่ลึกพอ เราอาจจะต้องเสียใจไปอีกหลายปี เพราะคิดไม่ลึกพอที่จะหลุดพ้นจากการถูกครอบงำ.


จากคอลัมน์ "คิดเหนือกระแส"
นสพ.ไทยโพสต์ ๓ ก.พ. ๒๕๕๖









ข้อความต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของพี่ น้อง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยจะเสนอความคิดต่างก็ได้นะแต่ตามหลักของการถกอภิปรายกัน "กรุณาอย่าประเมินว่าดีไม่ดีถูกหรือผิดงี่เง่าหรือไม่เข้าท่าหรือไม่เป็นประชาธิปไตย" เพราะตามทฤษฎีของการถกอภิปรายจะต้องใช้ข้อความที่ไม่ทำลายสัมพันธภาพระหว่างผู้ถก

ความเห็นของพี่ก็คือใครก็ตามที่ไม่ต้องการให้เพื่อไทยยึดครองกรุงเทพ ปราการด่านสุดท้ายที่เหบืออยู่ เราต้องถามตัวเองว่าจะลงคะแนนให้ใครที่จะทำให้พงศพัศไม่ได้เป็นผู้ว่า คำตอบก็คือคุณชายสุขุมพันธ์หมายเลข ๑๖ เพราะถ้าหากเลือกเบอร์อื่น ฐานเสียงของ ปชป. ที่มีประมาณ ๙oo,ooo อาจจะลดลงตำ่กว่า ๖oo,ooo ที่เป็นฐานเสียงของเพื่อไทย

หลายคนอาจจะชอบคนอื่น แต่อยากให้คิดให้ดีว่าคนที่เราชอบมีสิทธิ์ชนะไหม มีฐานเสียงที่จะสู้คนของ ปชป. หรือ เพื่อไทยหรือไม่ ถ้าเลือกไปนอกจากจะไม่ชนะแล้ว ยังอาจจะทำให้พงศพัศชนะอีกด้วย

คุณชายอาจจะไม่ใช่ผู้ว่าที่เลอเลิศระดับอุดมคติ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดที่เราจะต้องยอมให้คนของเพื่อไทยที่อยู่ใต้การกำกับของนักโทษชายทักษิณยึดครองกรุงเทพซึ่งหมายถึงการยึดครองประเทศไทยด้วย การที่เรามองว่าคุณชายไม่ใช่ผู้ว่าในอุดมคติ แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย แล้วลงคะแนนให้เยอร์ ๑๖ นั้นในทางการเมืองเรียกว่าเป็นvote against หมายถึงการลงคะแนนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งชนะ

ซึ่งในกรณีนี้ก็คือไม่ต้องการให้เบอร์ ๙ ชนะ ถือว่าเป็น strategic vote คือการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่เราไม่ต้องการชนะ ไม่ได้ฝืนใจใครให้เลือกเบอร์ ๑๖ เพียงเสนอความคิดเห็นอันเป็นตรรกะเชิงยุทธศาสตร์

ใครเห็นด้วยก็ช่วยกัน ใครไม่เห็นด้วย.เสนอความคิดเหผ็นแย้งได้แต่อย่ามาใช้คำคุณศัพท์เชิงลบด่าพี่นะ ถ้าคุณถกด้วยสาระ พี่จะยอมรับว่าคุณเป็นคนมีความคิดมีจุดยืน แต่ถ้าคุณด่าว่าพี่งี่เง่า เป็นตุ๊ดสับสนเพศเป็นตุ๊ดขี้อิจฉามาเห่าหอน ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย หรือมาท้าให้พี่ลงเลือกตั้งแข่งพงศพัศ พี่จะมองว่าคุณหาเหตุผลมาแย้งพี่ไม่ได้ จึงเบี่ยงประเด็น เล่นงานพี่ด้านส่วนตัว ไม่ชอบความคิดพี่ไม่ต้องเข้ามาอ่านก็ได้นะ




***************************************



คำว่ายุทธศาสตร์ (strategy) เป็นศัพท์ทหารที่วิชาการจัดการยืมมาใช้ มีความหมายว่า"ตรรกะของการทำให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้" (the logic of being superior) เพราะในการสู้รบนั้นเสนาธิการทหารจะต้องกำหนดวิธีการรบให้ดีกว่าคู่ต่อสู้ จึงจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ เมื่อคำนี้นำมาใช้ในการจัดการก็หมายความว่าเราจะดำเนินการจัดการเรื่องที่เรากำลังต้องต่อสู้อย่างไร จึงจะเป็นผู้ขนะ

อย่างเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้ คนที่ไม่ต้องการให้พงศพัศชนะก็ต้องกำหนดแนวทางในการลงคะแนนเสียงที่จะไม่ให้พงศพัศชนะ การวางแนวทางกันไม่ให้พงศพัศชนะ ไม่ใช่การสร้างความแตกแยก แต่เป็นการวางแนวทางกัไม่ให้คนที่เราไม่ชอบได้เป็นผู้ว่า กทม. ซึ่งความไม่อยากให้พงศพัศชนะ เราก็มีเหตุผลของเรา

(๑) เขาสังกัดเพื่อไทย

(๒) เราเชื่อ(ของเราเอง ใครไม่เชื่อก็มีสิทธิที่จะไม่เชื่อ แต่อย่ามาด่าว่าเาโง่ หรือเรามีอคติ) ว่าเพื่อไทยทำงานการเมืองภายใต้การกำกับของทักษิณ

(๓) เราเชื่อ(ของเราเองตามการติดตามข่าวสาร) ว่าทักษิณมีคดีติดตัว ทั้งทีตัดสินแล้วและทยังไม่ได้ตัดสิน ดังนั้น เราไม่อยากให้ กทม. ถูกบริหารภายใต้การกำกับของนักโทษหนีคุก (fugitive) ดังนั้นเราก็เลยคิดของเรา(ดังๆ) ให้คนที่เข้ามาในแฟนเพจของเราได้ร่วมรับรู้ ใครจะเชื่อไม่เชื่อ ก็เป็นสิทธิของทุกคนแต่อย่ามาด่าว่าเราโง่ อย่ามาด่าว่าเรามีอคติ อย่ามาด่าว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเราไม่ได้ไปบังคับให้ใครเชื่อ

หลักคิดของเรามีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน

(๑) ปชป. มีฐานเสียงประมาณ ๙oo,ooo

(๒) เพื่อไทยมีประมาณ ๖oo,ooo

(๓) ฐานเสียงเพื่อไทยมีแนวโน้มเลือกพงศพัศแบบเสียงไม่แตกเพราะความภักดี

(๔) แฟนประชาธิปัตย์ บางคนไม่ปลื้มคุณชาย อาจพิจารณาเบอร์ ๑๑ และ ๑๗

(๕) เราเชื่อว่าทั้ง ๑๑ และ ๑๗ ไม่มีทางไดถึง ๖oo,ooo

(๖) ถ้าฐานเสียงของ. ปชป. หายไปมากว่า ๓oo,ooo ทำให้คะแนนไท่ถึง ๖oo,ooo เบอร์ ๑๑ และ ๑๗ ก็ไม่ชนะ คนชายมีสิทธิแพ้ พงศพัศก็จะชนะ ทีนี้คนที่ไม่ต้องการให้พงศพัศชนะ แต่ก็ไม่ปลื้มคุณชาย เลยเลือกคนอื่นนั้น

คงต้องถามตัวเองว่าระหว่างคุณชายที่ไม่ได้เลอเลิศถูกใจ แต่ก็ไม่แย่ กับการได้พงศพัศสังกัดพรรคทักษิณนั้น เรารับอะไรได้มากกว่ากัน ถ้าเรารับไม่ได้้ที่จะใหเพื่อไทยยึดครองกรุงเทพ เราก็ต้องลงคะแนนเสียงแบบมียุทธศาสตร์ (strategic vote) ที่จะทำให้เรามั่นใจว่าพงศพัศจะไม่ชนะ

คงมีคำตอบใช่ไหมว่าเลือกใครที่จะไม่เสียของและกันไม่ให้เพื่อไทยยึดครองกรุงเทพ ใครไม่เห็นด้วยไม่ต้องมาด่าเรานะ เราคิดของเราดังๆให้คนที่เข้ามาในแฟนเพจได้รับเอาไปพิจารณา


เฟซบุคดร.เสรี-วงษ์มณฑา








"เลือกผู้ว่าฯ กทม.'๕๖ : ชี้อนาคตประเทศ?"
แก้วสรร อติโพธิ


ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เราต้องยึดกรุงเทพฯ ให้ได้ พี่น้องชาวอุบลราชธานีต้องช่วยกันด้วย"

ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าตัวจริงพรรคเพื่อไทย

"ผมไม่เข้าใจว่า เขาจะยึดกรุงเทพฯ ไปทำไม และยึดอย่างไร"
นั่นเป็นคำถามของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นับแต่ระบอบทักษิณได้ก่อตัวขึ้นในสังคมการเมืองไทยกว่า ๑๐ ปีมานี้ "การเลือกตั้ง" ของไทยได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีตัวเป็นสองตนทับซ้อนกัน ตัวตนแรกก็เป็นการเข้าคูหากาเบอร์เพื่อ เลือกใครไปทำงานส่วนรวมแทนเราตามปกติ รักใครชอบใคร ชอบแนวทางไหนก็ใช้วิจารณญาณเลือกกันไปตามที่เห็นควร เลือกแล้วผู้ได้รับเลือกก็ได้หน้าที่ไปทำงานให้สำเร็จตามกรอบอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยมีพันธกรณีทางการเมืองว่าตนเป็นเพียง "ผู้แทน" เป็นดาวเคราะห์รับแสงจากชาวบ้านเท่านั้น

ตัวตนที่สองเป็นสถานการณ์ใหม่ ที่ "การเลือกตั้ง" ได้ถูกทำให้เห็นเป็นเช่น การให้สัมปทานให้กลุ่มการเมืองได้เข้า "ครอบครอง" บ้านเมือง ครอบครองทั้งผู้คนและเขตที่ชนะเลือกตั้ง ครอบครองทั้งอำนาจรัฐที่ถือว่าประชาชนได้โอนและส่งมอบให้โดยเด็ดขาดแล้ว และสามารถนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง โดยไม่อยู่ในกรอบเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ตัวตนของการเลือกตั้งสองประการนี้ แม้จะมาจากระบบกฎหมาย ( System) เดียวกัน แต่ในส่วนความคิด (Ideology) และความเคลื่อนไหว ( Movement) นั้น ต่างกันมาก ต่างกันจนทำให้ลงตัวเป็นภาพรวม หรือระบอบ ( Regime) ที่พาบ้านเมืองไปคนละทิศละทาง ทั้งระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการก็ได้ การเลือกตั้งโดยเสรีมีวาระจึงเป็นเพียงกระบวนการทางกฎหมาย ที่ไม่ต่างจากตะเกียงวิเศษ เมื่อขัดถูแล้วก็อาจได้ยักษ์ใจดีมารับใช้ หรือมารร้ายมาสิงสู่ก็ได้ ใครหลงเชื่อว่า ก้มหน้าก้มตาเลือกตั้งไปเรื่อยๆ แล้วประชาธิปไตยจะเสด็จมาเยือนได้เอง จึงเป็นผู้หลงผิดโดยแท้

ตัวตนที่สองของการเลือกตั้งแบบให้สัมปทานไปเป็นเผด็จการนี้นี่เอง ที่ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี ๕๖ กลายเป็นศึกชี้ขาดของสงครามใหญ่ระดับชาติ ระหว่างระบอบทักษิณ กับฝ่ายปฏิกิริยา ที่สู้กันมายืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี ๔๖ หยุดพักได้เวลานอกด้วยรัฐประหาร ๑ ปี จากนั้นพอได้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้ว ระบอบทักษิณก็ใช้สงครามเลือกตั้ง บวกด้วยการจัดตั้งมวลชน นปช.พร้อมกองกำลัง เข้าสู้รบในหลายศึกจนครอบครองบ้านเมืองมาได้โดยลำดับ

ในสงครามนี้ ลำพังการครอบครองที่นั่งในสภาฯ ยังหาใช่ชัยชนะไม่ จำเป็นต้องเข้าครอบครองทั้งความคิดและความเคลื่อนไหวของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย เขตใดชนะเลือกตั้งแล้วก็ต้องเข้ายึดครองมวลชนให้เด็ดขาดต่อไปอีก กรุงเทพฯ นั้นระบอบทักษิณก็จัดตั้งไว้ไม่น้อยแล้ว หากคราวนี้สามารถยึดอำนาจในศาลาว่าการ กทม.ไว้ได้ ก็ย่อมเป็นฐานที่ใช้ยึดครองผู้คนต่อไปได้ ซึ่งหากทำได้จริงพื้นที่ที่เหลือ ตั้งแต่สมุทรสงครามก็จะสิ้นแรงต้านลงไปถึงชุมพร เมื่อถึงตรงนั้นก็จะเหลือแต่พี่น้องคนใต้ที่ยืนหิวอยู่โคนพร้าวกับลิงกังเท่านั้นเอง

ความคิดและความเคลื่อนไหวของระบอบทักษิณที่อาศัยการเลือกตั้งเป็นสัมปทานประเทศเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้คุณทักษิณประกาศว่าต้อง "ยึดกรุงเทพฯ" ให้ได้ ซึ่งเมื่อเป็นการชิงสัมปทานประเทศ พรรคพวกชาวอุบลฯ และชาวจังหวัดอื่นๆ ก็ต้องมีเอี่ยว ต้องช่วยลุ้นและหาเสียงผ่านลูกหลานในกรุงเทพฯ ด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคุณภาพการบริการของ กทม.กับเขาเลยก็ตาม

ในแง่ยุทธศาสตร์นั้น ถ้าชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ได้ คุณทักษิณก็เชื่อว่าเกมจะต้อง "ไหล" ต่อไปได้อย่างแน่นอน ประชาธิปัตย์จะแตก แรงค้านตรวจสอบในสภาฯ จะผ่อนเบาลง ส่วนพวกค้านนอกสภาฯ ก็จะวางมือนอนอุดหูอยู่กับบ้าน ไม่คอยฟังเสียงนกหวีดใด ๆ อีกต่อไปแล้ว ถึงจุดนั้นเขาก็ย่อมจะผลักดันแก้กฎหมายใดๆ ได้ดังใจทุกประการ

ด้วยเดิมพันเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้ระบอบทักษิณตัดสินใจแขวนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น เช่น กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ แล้วทุ่มเทสรรพกำลังของพรรคและแนวร่วม ทั้งโพล สื่อ และมวลชนแดง พร้อมผู้สมัครที่หน้าตาดี พูดเก่ง ปราดเปรียว แข็งแรงว่องไว กระโดดขึ้นเกาะท้ายรถขยะก็ได้ ขึ้นปราศรัยแล้ว กระโดดลงเวทีสูง ๑.๓๐ เมตรก็ได้ เดินขึ้นภูเขาทองไม่มีหยุดพักก็ได้ ทั้งหมดนี้จะสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้ทั้งสิ้น ความพร้อมของเบอร์ ๙ จึงมีอยู่เพียบ ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ตัวบุคคล และสรรพาวุธทั้งปวง

หันมาดูพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์เองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณทักษิณเขาถึงจะยึดกรุงเทพฯ และยึดอย่างไร การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สำหรับประชาธิปัตย์ยังเป็นการเลือกตั้งคนไปทำงานตามปกติ หาใช่การให้สัมปทานยึดครองบ้านเมืองเหมือนที่คุณทักษิณเข้าใจและกำลังทุ่มเททุกอย่างไม่ เมื่อเห็นเป็นการเลือกตั้งปกติ ประชาธิปัตย์จึงทำไปตามปกติ ใช้เครือข่าย ส.ก., ส.ข., และ ส.ส.ท้องถิ่น ว่ากันไปตามทางที่เคยทำ พร้อมผู้สมัครเจ้าเก่า ที่หาจุดดึงดูดใดไม่ได้เท่าใด อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในทุกวันนี้

คนกรุงเทพฯ เองก็มีทางเลือกแตกต่างกันหลากหลายซับซ้อนไม่น้อย แต่ทางคิดนั้นก็คงไม่มาก ทางแยกแรกก็ต้องเลือกว่าใครจะรักจะเป็นแฟนพรรคใดบ้างหรือไม่ ใครที่ไม่เป็นแฟนพรรคใดก็ต้องเลือกต่อว่าจะนอนอยู่บ้านไหม ใครที่ไม่นอนจะออกมาเลือกตั้งก็ต้องเลือกคิดต่อไปว่าตัวเองจะใช้สิทธิ์เชิงบวกหรือเชิงลบ ถ้าใช้เชิงลบคือเกลียดทักษิณก็เลือก ปชป. เกลียด ปชป. ก็เลือกเบอร์ ๙ ไป ส่วนพวกที่ใช้สิทธิ์เชิงบวกนั้นชอบใครก็เลือกไปเลย เบอร์ไหนก็ได้ กลุ่มนี้นี่เองที่เสียงน่าจะไหลไปหาผู้สมัครอิสระเสียเป็นส่วนใหญ่

ในสภาพที่มีเขตเลือกตั้งใหญ่ คนมาก ทางเลือกเยอะอย่างนี้ ถ้าปรับระบบเลือกตั้งเป็นระบบเลือก ๒ รอบ คือถ้าที่ ๑ ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ ก็ให้จัดลงคะแนนเลือกระหว่างที่ ๑ กับที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ก็น่าที่จะทำให้เสียงอิสระกลายเป็นเสียงชี้ขาดได้ ไม่ใช่อิสระแล้วกระจายไปเลือกผู้สมัครอิสระจนเสียงตกน้ำไปหมดเช่นปัจจุบัน

สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น เสียงอิสระน่าจะไหลไปให้คะแนนผู้สมัครอิสระมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็สู้เสียงพรรคไม่ได้ สำหรับคะแนนที่ให้ผู้สมัครจากพรรคทั้งสองนั้น นอกจากเสียงพรรคแล้ว เสียงเกลียดทักษิณเลือกประชาธิปัตย์น่าจะลดลง เว้นเสียแต่เพื่อไทยจะเอาตู่เอาเต้นเอาเหวงมาใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีปราศรัย สาดเลือดใส่เบอร์ ๙ ชูขวดลิตรใสน้ำมันเบนซินให้ทั่วกรุงเทพฯ เท่านั้น

ท้ายสุดนี้...คะแนนสุทธิจะเป็นเท่าใดนั้นไม่มีใครทราบ แต่จะต้องมีผลเป็นการเลือกอนาคตของประเทศไปด้วยในตัวอย่างแน่นอน.


จากคอลัมน์ "กวนใจให้สะอาด"
นสพ.แนวหน้า ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๖








"กรุงเทพฯ : ‘เหยื่ออธรรม’ ในแผนยึดประเทศของระบอบทักษิณ"
สารส้ม


ทั้งยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรค ทั้งถ้อยแถลงของทักษิณทั้งพฤติกรรมการหาเสียงที่เอาแกนนำเสื้อแดงออกมาช่วยหาเสียง ฯลฯ สะท้อนว่า ระบอบทักษิณกำลังเหิมเกริมถึงขีดสุด และกำลังเดินเกมยึดประเทศไทยแบบเบ็ดเสร็จไร้รอยต่อ เพื่อสถาปนาอำนาจทักษิณเต็มผืน

๑) ทักษิณโฟนอินเข้ามาปลุกระดมลูกพรรคว่า เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ

สะท้อนถึงความเหิมเกริม อหังการ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคนกรุงเทพฯ ยอมสยบใต้อุ้งตีนระบอบทักษิณแน่นอน

๒) ยุทธศาสตร์ “ไร้รอยต่อ” สะท้อนชัดถึงความพยายามสยายอำนาจเต็มผืน ต้องการจะยึดอำนาจรัฐเหนือพื้นที่เมืองหลวง

หลังจากที่ในช่วงปี ๒๕๕๓ ระบอบทักษิณเคยทำได้เพียงใช้อำนาจเถื่อน กระทำย่ำยีคนกรุงเทพฯ เผาบ้านเผาเมือง ก่อความไม่สงบ ปลุกระดมสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง

๓) ทักษิณโฟนอินที่จังหวัดอุบลฯ เมื่อ ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๖ ที่สนามหญ้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า บอกให้คนเสื้อแดงที่มีญาติพี่น้องอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยบอกญาติให้เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ “พรรคจะได้ยึดครองกรุงเทพฯ ได้เบ็ดเสร็จ”

ตอกย้ำถึงความต้องการของระบอบทักษิณ ที่ไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้งสนามใดสนามหนึ่ง แต่ต้องการยึดครองอำนาจรัฐให้ได้แบบ “เบ็ดเสร็จ”

๔) การเปิดหน้าลุย โดยส่งแกนนำเสื้อแดงที่เคยปลุกระดมคนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ พูดจาส่งเสริมความรุนแรง ยั่วยุให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง ไม่ว่าจะเป็น นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกหน้าช่วยผู้สมควรของพรรคเพื่อไทยเพื่อหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนความอหังการของระบอบทักษิณอย่างถึงที่สุด

ตอกย้ำความเชื่อของทักษิณที่ว่า พรรคเพื่อไทยส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จะชนะ
ครั้งนี้ ส่งคนที่เคยปลุกระดม นำขบวนการที่ก่อให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง “กรุงเทพฯ เป็นทะเลเพลิง” เข้ามาช่วยหาเสียง ประหนึ่งว่าคนกรุงเทพฯ ยอมรับได้กับการเผาบ้านเผาเมือง หรือคิดว่าคงลืมๆ ไปแล้ว

หรือใครกะว่า จะถือโอกาสนี้ ฟอกตัวทั้งขบวนการ หากชนะเลือกตั้งก็จะมีการอ้างว่า ผลการเลือกตั้งสนามกรุงเทพฯ ได้แสดงว่าคนกรุงเทพฯ เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง ไม่ติดใจเอาโทษ ไม่ติดใจเอาผิด หรือไม่เห็นเป็นเรื่องเลวร้ายไปแล้ว เมื่อมาช่วยหาเสียง ก็จึงเลือกให้ชนะเลือกตั้ง หรือไม่?

๕) ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า... นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงที่พรรคเพื่อไทยส่งออกมาช่วยหาเสียงล่าสุดนั้น เคยปลุกระดมไว้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มชุมนุมใหญ่ใน กทม.ว่า “เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง”

เมื่อ ๘ เม.ย. ๒๕๕๓ ในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก็เคยปราศรัยยั่วยุ เผยไต๋ หรือชี้นำสั่งการไว้ว่าด้วยเรื่อง “ตกใจ” ในทำนองว่า ถ้ามีเสียงระเบิด มีเหตุสลายการชุมนุม ก็จะวิ่งเข้าห้างสรรพสินค้า หยิบฉวยของมีค่า

“ผมดู ๆ คนเสื้อแดงก็ขี้ตกใจกันเป็นแสนนะผมว่าเนี่ย และผมดูอาการแล้วเนี่ย พฤติกรรมในการตกใจไม่เหมือนกันด้วยนะ

คือมักจะบอกว่าใครอยู่ใกล้ตรงไหนก็ตกใจตรงนั้น เช่น อยู่ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ก็ตกใจเซ็นทรัลเวิลด์ อยู่ใกล้เกสรฯก็ตกใจเกสรฯ อยู่ใกล้พารากอนก็ตกใจพารากอน...”

หลังจากนั้น ก็ปรากฏเหตุว่า มีคนเสื้อแดงเข้าไปทุบทำลายเผาห้างสรรพสินค้า และหยิบฉวยของมีค่า ติดไม้ติดมือออกมาตามคำปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

๖) จากรูปการที่ปรากฏวันนี้ ดูเหมือนคนกรุงเทพฯ กำลังถูกขู่กรรโชกอำนาจรัฐ
เสมือนตกเป็น “เหยื่ออธรรม” ของระบอบทักษิณ

ปี ๒๕๕๓ ถูก “ปิดกรุงเทพฯ ยึด ปล้น เผา”

ปี ๒๕๕๔ “เอาไม่อยู่” น้ำท่วมกรุงเทพฯ เกือบๆ จะ “ไร้รอยต่อ”

ปี ๒๕๕๖ เพื่อยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็จะต้องเผด็จศึก กทม.

ใกล้วันเลือกตั้ง ให้ระวังว่า คนกรุงเทพฯ จะ “ตกใจ” วิ่งเข้าคูหา กาเบอร์คู่แข่ง!


จากคอลัมน์ "กวนใจให้สะอาด"
นสพ.แนวหน้า ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๖



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2556
0 comments
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 21:28:38 น.
Counter : 408 Pageviews.


BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 139 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.