<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
15 มีนาคม 2553
 
 
หนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ..มาดูแลสุขภาพร่างกายกันเถอะ!



วิธีรับมือโรคร้ายใกล้ตัว ให้เหมาะกับเศรษฐกิจยุคนี้..
เบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบตัน และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคร้ายที่หนุ่มสาววัยทำงานมองว่าเป็นโรคคนแก่ ดูเหมือนโรคทรัพย์จางจะใกล้ตัวกว่ามาก... หลายคนจึงตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ยิ่งทำงานมาก เอ๊ะ! ทำไมน้ำหนัก น้ำตาลในเลือดและรอบเอวถึงได้ก้าวหน้าเร็วกว่าเงินเดือน ทั้งที่แทบจะไม่มีเวลาทานข้าว กินแค่ขนมกับแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง
ปัญหาความอ้วนดูจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลกว่าโรคคนแก่เหล่านั้นเป็นไหนๆ แต่หารู้ไม่ว่า เจ้าไขมันและน้ำตาล ที่ซ่อนอยู่ในอาหารทอด ของหวานและอาหารฟาสต์ฟูดส์ นี่แหละวายร้ายใกล้ตัวจริงเพราะไม่ใช่แค่นำพารูปร่างอันไม่พึงประสงค์มาให้คุณสาวๆ เท่านั้น แต่ยังคอยเปิดประตูให้โรคร้ายอย่างเบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบตัน มาอยู่กับเราอย่างที่คาดไม่ถึง
ล่าสุดพบโรคเหล่านี้มากขึ้นในคนไทยและพบในวัยที่น้อยลง โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำในออฟฟิศสูง ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งนอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคน้องใหม่ที่ใกล้ตัวคนทำงานมากๆ ซึ่งมาจากการอยู่ในท่าต่างๆ อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและโรคที่น่ากลัวเหล่านี้ คุณหมอต่างยกขบวนกันมาให้ความรู้และแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้ห่างใกลจากโรคร้ายเหล่านี้และให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่น้ำมันเกือบจะแตะลิตรละ 30 บาท ในงานสัมมนา “เกาะติดสถานการณ์...โรคร้ายใกล้ตัว” ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โดยแนะนำเคล็ดลับการลดภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงโรคร้าย ที่ง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อ
1. รู้จัก “โรค” ความจริงโรคที่น่ากลัวมีอยู่มากมาย แต่โรคที่อันตรายและใกล้ตัวหนุ่มสาววัยทำงานมากๆ ซึ่งควรรู้จักและพึงระวังไว้ จะเป็นโรคที่มาจากพฤติกรรมการกินอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันสูงและไม่ออกกำลังกาย ได้แก่
โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
ร่างกายของคนเราไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ หากส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบและแทรกซ้อนไปถึงส่วนอื่นๆ ด้วย คนที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลที่สูงเกิน 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (คนปกติจะอยู่ที่ 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ซึ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ที่สำคัญ คือเป็นตัวการเร่งให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดแดงที่เลี้ยง สมอง หัวใจ ตา ไต แขนและขา
แต่เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ เบาหวานจะแสดงอาการเมื่อน้ำตาลสูงเกิน 180 โดยจะมีปัสสาวะบ่อยและครั้งละมากๆ หิวน้ำบ่อยบางครั้งดื่มได้ถึง 10 ลิตร และกินอะไรก็ไม่ชื่นใจเท่ากับน้ำหวาน ที่สำคัญคนที่เป็นเบาหวานน้ำหนักจะลดลง ยิ่งทานยิ่งน้ำหนักลด เพราะร่างกายต้องการพลังงานแต่ไม่สามารถนำพลังงานจากน้ำตาลที่รับเข้าไปใช้ได้ จึงต้องดึงน้ำตาลจากกล้ามเนื้อไปใช้แทน เบาหวานจะไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมได้ ต้องตั้งใจดูแลเรื่องอาหาร 3 มื้อ ควรทานให้เหมาะสม ไม่ควรงดข้าว แป้ง น้ำตาล แต่ต้องฉลาดเลือก และควรปรึกษาโภชนากร
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
กระดูกสันหลังของเราประกอบด้วยกระดูกหลายๆ ชิ้นมาต่อกัน ระหว่างกระดูกเหล่านี้จะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก" เพราะฉะนั้นกระดูกสันหลังมีกี่อัน หมอนรองกระดูกก็มีใกล้เคียงกัน หมอนรองกระดูกไม่ได้เป็นกระดูก แต่จะประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆ 2 ส่วนคือ วงรอบนอกจะเป็นส่วนที่แข็งแรงและยืดหยุ่นได้ (Anular ligament) และใจกลางจะเป็นเหมือนเจล (Nucleus pulposus) ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้กระดูกสันหลังสามารถเคลื่อนเอียงไปในทิศทางต่างๆได้
โดยภาวะปกติ หมอนรองกระดูกสันหลังมักไม่ยื่นไปกดไขสันหลังหรือเส้นประสาท ยกเว้นกรณีอุบัติเหตุ การล้มก้นกระแทกพื้น หรือการที่เราอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อหลัง มีการหดเกร็งจนแรงไปกระทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมามากจนกดทับเส้นประสาท โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี้ มักพบในวัยหนุ่มสาวที่เป็นวัยทำงาน ช่วงอายุ 20-40 ปี โดยจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอวร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากที่อยู่ในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก้มเงยโดยไม่ระวัง ไม่ย่อเข่า และการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป
2. รู้จัก “ตัวเอง” ก่อนอื่นมาลองตรวจเช็คสุขภาพด้วยตัวเองกันสักนิดว่า ยังแข็งแรงดีหรือเปล่า
A. หากหลังจากลองขึ้นบันได 2 ชั้น แล้วยังเดินสบายๆ ไม่หายใจหอบ หรือ ถ้าใครใช้บริการรถไฟฟ้าหลังจากเดินขึ้นบันไดไปยังชานชลา ตรงลิ่วไปหยอดเหรียญที่ตู้ โดยไม่หอบ หรือต้องยืนพักสักครู่ แสดงว่าสมรรถหัวใจยังพอไหวอยู่
B. ลองจุดไม้ขีดไฟ แล้วยื่นให้สุดแขน หายใจเข้าเต็มปอดจากนั้นเป่าลมออกทางปากพรวดเดียว สามารถเป่าดับในครั้งเดียว แสดงว่าสมรรถปอดยังแข็งแรงดี
C. ชั่งนำหนักตัว วัดส่วนสูง แล้วคำนวณหา ดัชนีมวลกาย หรือที่เรียกกันว่า BMI
โดยใช้สูตร น้ำหนักตัวเป็นกก. หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง
BMI ( Body Mass Index ) = Body weight (kg) / Height (m)2
ค่าปกติ BMI = 18.5 – 24.9 kg/m2 ถ้าต่ำกว่า ค่าปกติแสดงว่าผอมไปหรือขาด
การบำรุงร่างกาย แต่ถ้าสูงไปแสดงว่าสมบูรณ์เกินขนาดหรือเริ่มอ้วนแล้ว
การตรวจสุขภาพที่ดี คือการได้พูดคุยกับแพทย์ ตรวจร่ายกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยเน้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เพื่อนำไปสู่การป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนการตรวจหาว่าจะมีโรคอะไรหรือไม่ ควรเป็นเรื่องสุดท้ายในการตรวจสุขภาพ ควรเป็นการป้องกันก่อนรักษา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม มีการตรวจค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ร่วมกับการสร้างเสริมสุขภาพ

ป้องกันย่อมดีกว่าแก้ไขรักษา
" ปัจจัยเสี่ยง'" ที่ก่อให้เกิดโรคอาจจำแนกได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน เป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น เพศ อายุ กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยที่ก่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคมะเร็งบางอย่าง ปัจจัยภายนอก เป็น
ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น พฤติกรรมหรือรูปแบบชีวิต (บุหรี่ เหล้า ไม่ออกกำลังกาย
ชอบอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสชาดหวานจัด ไขมันสูง ) และ สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
(นั่งทำงานในบริเวณที่สูบบุหรี่ พักอาศัยในเขตระดับเสียงที่เป็นอันตราย) ผู้ที่มีปัจจัยภายในก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะถ้าได้มีการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับการปรับเปลี่ยนหลีกเลื่ยงปัจจัยเสื่ยงอื่นๆ ก็สามารถลดโอกาสการเป็นโรคได้
3. รู้จัก "กิน" ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ วิถีชีวิตในปัจจุบัน หลายคนลืมใส่ใจกับอาหารการกิน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เราควรจะเลือกรับสิ่งที่ดีและมีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ควรควบคุมทั้งชนิดและปริมาณที่จะรับประทาน เลือกอาหารที่นึ่ง ต้ม แทนผัดหรือทอด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ การเลือกรับประทานอาหาร ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแต่ละคน แต่คุณหมอแอบกระซิบเกี่ยวกับอาหารเสริมว่า ถ้าไม่เป็นโรคเกี่ยวกับการดูดซึมอาหารในลำไส้ แค่หลีกเลี่ยงไข่แดง อาหารทะเลประเภทหัวกุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม เนื้อสัตว์ติดหนังติดมัน แกงกะทิ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำให้พอเพียงก็ถือว่าสมบูรณ์แบบ ยิ่งในปัจจุบันถือว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก และยึดถือแนวพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียง อาหารการกินในบ้านเราก็พอเพียง ไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริม แถมให้อีกนิด สำหรับผลไม้ ควรทานสดๆ ได้รสชาด ได้วิตามิน ไฟเบอร์ ให้ประโยชน์สูงสุดกว่าการนำไปบด ไปคั้น (บางอย่างคุณค่าทางสารอาหารอาจหดหายไป)
4. รู้จัก "ออกกำลังกาย" การออกกำลังกายที่ดีควรทำอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ควรออกกำลังตอนเช้าหรือตอนเย็นจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ เวลาไหนก็ได้ ดีกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย หลักการ คือ ต้องทำให้ชีพจรเต้นมากกว่าปกติ 20 % ติดต่อกันอย่างน้อย 20 - 30 นาที ถ้าเป็นผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีข้อจัดในการออกกำลังกาย การขยับเขยื้อน ขึ้นบันได ล้างรถ ทำสวน ถือเป็นการออกกำลังกายทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนอื่นๆ ได้ดี เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี การออกกำลังกายที่ดีควรเป็นแบบ Aerodynamic ให้ร่างกายได้ทำงานทุกส่วน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ช่วยลดน้ำหนัก ลดความเครียด ลดอาการนอนไม่หลับ ท้องผูก แถมยังพิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายเป็นการสร้างภูมิต้านทานโดยธรรมชาติได้อย่างดี เคล็ดลับสำหรับสาวๆ คือ หลังจากออกกำลังกาย ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเช่นเดียวกับตอนออกกำลังกายต่อไปอีก 16 ชม. ซึ่งช่วยชะลออายุได้ดีกว่าเครื่องสำอาง แต่ ! อย่าออกกำลังกายกลางแดดเด็ดขาด เพราะแดดจะทำลายผิวเสียก่อน
5. รู้จัก "ใช้ชีวิต" นอกจากทำงานแล้ว หนุ่มๆ สาวๆ ควรดูแลและระวังตัวเอง ไม่ควรปล่อยให้เครียด ควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่และสุรา ควรระวังไม่ให้ตนเองอยู่ในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นเวลานานๆ และเวลานอนควรนอนในท่าที่เหมาะสมคือ นอนตะแคงกอดหมอนข้างหรือนอนหงาย เอาหมอนหนุนใต้ข้อพับเข่า ฝากข้อแนะนำอีกนิด ที่นอนที่ดีควรจะแน่นหนาและไม่ยุบตัว เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ไปกับเตียงสปริงจะดีกว่า ควรปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การนั่งบนเก้าอี้ที่มีความสูงของขาและผนักพิงที่เหมาะสม การมีแท่นรองเท้าสำหรับสลับเท้าเหยียบ การยืดหลังตรงเวลายกของ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องนั่งครั้งละนานๆ เช่น ขับรถทางไกล หรือเดินทางไกล นอกจากนี้ยังต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว สามารถทำเองง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจ และค่อยเป็นค่อยไปแล้วจะกลายเป็นอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดค่าหมอ ค่าโรงพยาบาลไปได้ไม่น้อย เรียกว่า เป็นการรับมือโรคร้ายอย่างเพียงพอ แบบเศรษฐกิจพอเพียง....

เขียนโดย: น.พ. นรินทร สุรสินธน อายุรแพทย์ ศูนย์ Wellness Center โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
หรือ ติดตามได้จาก Samitivej Health Blog กับการตอบคำถามจากทาง ทีมงาน Dr.care Bear



Create Date : 15 มีนาคม 2553
Last Update : 15 มีนาคม 2553 22:24:32 น. 0 comments
Counter : 602 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 

samitivej
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Follow Samitivejclub on Twitter

[Add samitivej's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com