Group Blog
All Blog
<<< " ความสำคัญของครูบาอาจารย์ " >>>









“ความสำคัญของครูบาอาจารย์”

การมีครูบาอาจารย์จึงสำคัญมาก จำเป็นมาก

 ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์แล้ว เราก็จะเถลไถลกัน

 ออกนอกลู่นอกทางกัน ถึงแม้ว่าจะรู้ทาง แต่เดี๋ยวก็ลืม

หรือถูกอำนาจใฝ่ต่ำที่มีอยู่ในใจ

มันจะชอบดึงเราให้ออกนอกลู่นอกทางกัน

 แต่พออยู่ใกล้ครูบาอาจารย์

เดี๋ยวท่านก็เรียกมาว่ากล่าวตักเตือน มาสั่งมาสอน

 หรือถ้าท่านเห็นเรากำลังไปนอกลู่นอกทาง

ท่านก็จะเตือนจะบอก อย่างนี้ก็จะทำให้เราไม่หลงทาง

 ไม่เสียเวลา อันนี้แหละคือเรื่องของการที่เราจะสามารถ

ปฏิบัติพัฒนาจิตใจของเราให้ขึ้นสูงได้

จะต้องมีครูบาอาจารย์ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี

ที่จะหล่อหลอมจิตใจของเรา ให้ไปในทิศทางที่ดีได้

 สิ่งแวดล้อมที่ดีก็คือนี่ สิ่งที่ไม่มีเครื่องยั่วยวนกวนกิเลสต่างๆ

 รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ ถ้าอยู่กับธรรมชาตินี้

 มันไม่มีอะไรมาคอยกระตุ้นกิเลสตัณหาให้ออกมา

 ถ้าอยู่กับบ้านกับเมืองนี้

 เดี๋ยวมันมีอะไรมาคอยกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ

 เดี๋ยวเห็นกระเป๋าเห็นรองเท้า เห็นเสื้อผ้า

เห็นของใช้ไม้สอย เห็นมือถือรุ่นใหม่

 ใจมันก็ร้อนวาบขึ้นมาด้วยความอยาก

 แล้วพออยากมันก็ต้องดิ้นไปหาซื้อมา

ไม่มีเงินก็ต้องไปหาเงินมา

 แทนที่จะไปฝึกนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

ก็มัวแต่คอยหาเงิน

ก็เลยไม่ได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดกัน

มีแต่กระตุ้นการเกิดแก่เจ็บตายให้มีมากขึ้นไป

เพราะความอยากนี่แหละ

 มันจะพาให้เราไปเกิดกันอยู่เรื่อยๆ

 พอตายไปก็อยากจะไปเกิดใหม่ เพื่อจะได้ไปทำอะไร

แบบที่เรากำลังทำกันอยู่ตอนนี้ต่อนั่นเอง

นี่คือเรื่องของจิตใจของพวกเรา

 จะขึ้นสูงหรือจะลงต่ำ จะหลุดออกจากกองทุกข์

แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย

 หรือจะอยู่ต่อไปในกองทุกข์นี้

 ก็อยู่ที่เราได้ไปพบกับบุคคลที่จะสามารถดึงเรา

ให้ออกจากกองทุกข์นี้ได้หรือไม่

บุคคลที่จะดึงเราออกได้ก็มีพระพุทธเจ้า

 กับพระอรหันตสาวกเท่านั้น พระอริยสงฆ์สาวกเท่านั้น

 ถ้าเราไม่มี รับรองได้ว่าเรายังต้องกลับมา

เกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป ถ้ามี เราก็มีโอกาส

 มีแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุด

การเกิดแก่เจ็บตายได้อย่างอัตโนมัติ

 เพราะเมื่อมีแล้วก็ยังต้องทำตามที่ท่านสอน

 ซึ่งเป็นของที่มันขัดกับนิสัยของเรา

 นิสัยของพวกเราชอบอยู่กันแบบสุขสบายทางร่างกาย

 เราไม่อยากจะอยู่กันแบบอดอยากขาดแคลน

 แต่การที่จะหลุดออกจากการเกิดแก่เจ็บตายได้นี่

 เราต้องอยู่แบบเดนตาย อยู่แบบอดอยากขาดแคลน

 อยู่แบบนอนกับดินกินกับทราย อดมื้อกินมื้อ

อะไรอย่างนี้ ถึงจะสามารถที่จะพัฒนาจิตใจของเรา

ให้หลุดออกจากการเกิดแก่เจ็บตายได้

ดังนั้น เราก็ต้องไปอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ท่านเดนตาย

 ท่านอยู่แบบใด เราก็อยู่แบบท่าน

ท่านเป็นผู้นำผู้สอนเรา ถ้าเราไม่มีคนนำ

เราก็จะไม่มีกำลังใจที่จะทำเอง

 นอกจากเราเป็นพวกที่มีบุญเก่าอยู่

ที่เห็นคุณค่าของการอยู่แบบเดนตาย

 เห็นคุณค่าของการอยู่แบบนอนกับดินกินกับทราย

ก็จะกล้าทำด้วยตนเอง แต่เป็นพวกที่ไม่เห็นคุณค่า

 ไม่รู้คุณค่า ก็จะต้องรอให้คนที่มี

ผู้รู้คนมีคุณค่ามาเป็นผู้นำทางไป

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหลุดออกจากกองทุกข์

แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย ถ้าเราทำเองไม่ได้

 เราก็ต้องไปหาผู้สอน ไปหาพระอริยบุคคล

พระอริยบุคคลส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในที่กันดารกัน

 ก็หาได้ไม่ยาก ถามกัน ความรู้เหล่านี้มีอยู่

เหมือนของที่เราหาในตลาดอินเตอร์เน็ตนี้

อยากจะซื้ออะไรนี้ เราหาในมือถือได้ทุกชนิด

ไม่ใช่หรือ ลองถามอินเตอร์เน็ตดูว่า

 พระอริยบุคคลอยู่ที่ไหนบ้าง ดูว่าจะมีคำตอบไหม

 อาจจะมีก็ได้ อาจจะมีใครใส่ข้อมูลไว้ในนั้นก็ได้

 อาจจะบอกรายชื่อวัด

ของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่างๆ ก็ได้

 เราต้องหาผู้นำหาอาจารย์ หาครูมาสั่งสอน

 และถ้าเป็นไปได้ก็ต้องไปอยู่กับท่านเลย

 แล้วก็จะไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

นี่คือเรื่องของจิตใจของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวเรา

 หรือของลูกเรา จำเป็นจะต้องมีผู้นำ ผู้สั่งผู้สอน

 ถึงจะไปในทางที่ดีได้ จะปล่อยให้ไปเองนี้ ยาก

 มีบ้างน้อยคน เช่น พระพุทธเจ้านี้ไปเองได้

 เพราะท่านได้สะสมพลังของความดีไว้มาก

 ที่สามารถที่จะผลักดันให้ท่านไปแต่ในทางที่ดีได้อย่างเดียว

 ไม่ไปในทางที่ชั่วเลย นอกนั้นแล้วต้องมีผู้นำผู้สอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มีนาคม 2562
Last Update : 5 มีนาคม 2562 10:04:44 น.
Counter : 98 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ถ้ามีธรรม" >>>










"ถ้ามีธรรม"

มีธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ใจหลุดพ้นจากอำนาจ

ของกิเลสตัณหาและความทุกข์

 อยู่ที่ไหนจะมีแต่ความสุข

 จะยากดีมีจนไม่สำคัญ

 เพราะไม่ใช่เหตุของความสุขทุกข์ภายในใจ

 เหตุคือธรรมกับกิเลส

ถ้ามีธรรมไม่มีกิเลสก็จะมีแต่ความสุข

ถ้ามีกิเลสไม่มีธรรมก็จะมีแต่ความทุกข์

ไม่ได้อยู่ที่ร่ำรวยหรือยากจน

 ไม่ได้อยู่ที่มีตำแหน่งสูงหรือไม่สูง

 ไม่ได้อยู่ที่การยกย่องสรรเสริญ

หรือตำหนิติเตียนนินทา

 ไม่ได้อยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส

แต่อยู่ที่ธรรมกับกิเลสเท่านั้น

ถ้ามีธรรมใจก็จะสงบมีความสุข

 จะอิ่มจะพออยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะได้อะไร

 ไม่อยากจะมีอะไร ไม่อยากจะเป็นอะไร

 อยู่เฉยๆ ดีที่สุด สบายที่สุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 ธันวาคม 2561
Last Update : 6 ธันวาคม 2561 5:49:41 น.
Counter : 144 Pageviews.

0 comment
<<< "เดินตามรอยเท้าพระพุทธเจ้า ">>>









"เดินตามรอยเท้าพระพุทธเจ้า"

เรามาเดินตามรอยเท้าของพระพุทธเจ้ากัน

มาเดินตามรอยเท้าของพระอรหันตสาวกกัน

 เพราะท่านจะเดินไปพระนิพพานกัน

เรามาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติกัน

 มาปฏิบัติตามที่พระอริยะสงฆ์

พระอรหันตสาวกได้ปฏิบัติกัน

 ท่านปฏิบัติอะไร ท่านก็ปฏิบัติทาน

 หลังจากท่านทำทาน

 ตอนต้นก็ทำไปทีละเล็กทีละน้อยก่อน

ทำไป จากนั้นก็ทำมากขึ้นๆ

 เมื่อเห็นว่าทำทานแล้วมีความสุขใจมากขึ้น

มีความทุกข์ใจน้อยลงไป แล้วท่านก็รักษาศีล

 ตอนต้นก็รักษาศีล ๕ ก่อน ต่อไปเมื่อรักษาศีล ๕ ได้

ก็จะเพิ่มเป็นศีล ๘ พอท่านรักษาศีล ๘ ได้

ท่านก็จะเจริญสติ ฝึกสร้างสติเดินจงกรมนั่งสมาธิ

 ไปอยู่วัด ไปปลีกวิเวก หยุดการทำงานทำการชั่วคราว

 แทนที่จะหาเงินหาทองหาทรัพย์สมบัติต่างๆ

 ก็มาหาธรรม มาปลูกฝังธรรมกัน

มาปลูกฝังสติ ปลูกฝังสมาธิ ปลูกฝังปัญญา

 มาวัดแล้วก็จะมีเวลามาเจริญสติ มาเดินจงกรม

 มานั่งสมาธิ ถ้าเรามีสติเวลาเรานั่งสมาธิ

ใจเราก็จะสงบ สงบแล้วใจเราก็จะได้บ้านชั่วคราว

 ได้พระนิพพานชั่วคราว นี่คือวิธีสร้างบ้าน

คือทำใจของเราให้สงบ เมื่อใจสงบ เราก็จะได้บ้าน

 ได้พระนิพพานชั่วคราวก่อน

 เป็นบ้านที่ยังไม่สมบูรณ์

 แต่เป็นบ้านที่พอหลบแดดหลบฝนได้ แต่ยังไม่ถาวร

 ถ้าอยากจะทำให้บ้านที่เราสร้างจากสมาธินี้

เป็นบ้านที่ถาวร เราก็ต้องใช้ปัญญามาเสริม

มาทำให้ถาวร ปัญญาก็จะสอนให้เราป้องกัน

สิ่งที่จะมาทำลายบ้านนี้ จะทำให้บ้านนี้

ที่เป็นบ้านชั่วคราวให้เป็นบ้านถาวรไป

สิ่งที่มาทำลายบ้านชั่วคราว

หรือพระนิพพานชั่วคราวนี้ก็คือ กิเลสตัณหานี้เอง

 คือความโลภความอยากต่างๆ

 พอเราออกจากสมาธิมาแล้ว

 พอเราเกิดความโลภขึ้นมา

 ความสงบความสุขที่ได้จากบ้านนี้ก็หายไป

 ก็เหมือนถูกทำลายไป

บ้านนิพพานชั่วคราวก็จะหายไป

 เพราะสู้กำลังของความโลภ

กำลังของความอยากไม่ได้

 ความอยากก็จะเข้ามาทำลาย

 เราจึงต้องจ้างปัญญามาเป็นยาม

 มาคอยเฝ้าบ้าน มาคอยป้องกันบ้านของเรา

 จ้าง รปภ.มา อย่างสมัยนี้บ้านจัดสรรนี้

 เขาสร้างเสร็จเขาก็จะมี รปภ.ไว้รักษาบ้าน

ไม่ให้ขโมยมาขโมยข้าวของ

 ไม่ให้ผู้ไม่หวังดีมาเผาบ้านมาทำลายบ้าน

 เขาก็ต้องจ้าง รปภ. กันไม่ให้คนที่ไม่ควร

ที่จะเข้าไปในบ้านให้เข้าไปในหมู่บ้าน

 เราก็เหมือนกัน พอเราได้สร้างบ้านนิพพานแล้ว

 ที่เป็นนิพพานชั่วคราว

เพราะยังไม่ปลอดภัยจากภัยต่างๆ

ยังไม่ปลอดภัยจากความโลภความอยากต่างๆ

 เราก็ต้องจ้าง รปภ. คือปัญญามาคอยเฝ้าบ้าน

 คือบ้านสมาธินี้ ไม่ให้มีความโลภ

ความอยากเล็ดลอดเข้ามาทำลาย

พอมีความโลภความอยาก ถ้าเรามี รปภ. คือปัญญา

 ปัญญาก็จะสกัดเอาไว้ จะกำจัดความโลภ

กำจัดความอยากต่างๆ

 พอ รปภ. ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ

ต่อไปความโลภความอยากต่างๆ ก็จะหายไปหมด

ไม่สามารถที่จะเข้ามาทำลายบ้าน

คือความสงบที่เราสร้างจากสมาธิได้

บ้านที่เป็นสมาธิก็จะกลายเป็นนิพพานอย่างถาวร

ตอนต้นก็เป็นสมาธิ เป็นบ้านชั่วคราวก่อน

 เพราะว่าเวลาออกจากสมาธิมา

 ถ้าไม่มีปัญญาคอยคุ้มกันคอยปกป้องรักษา

 ความโลภความอยากก็จะมาทำลายบ้าน

ที่เราได้จากสมาธิให้หายไป

เวลาอยู่ในสมาธิใจของเราก็สุข

มีความอิ่มความพอ มีความปลอดภัยจากทุกข์ต่างๆ

 แต่พอเราออกจากสมาธิมา

 ถ้าเราไม่มี รปภ. ไม่มีปัญญา

ความโลภความอยากก็จะเข้ามาเผาบ้านเรา

 ทำให้บ้านที่เย็นสบาย กลายเป็นบ้านที่ร้อนขึ้นมา

 ร้อนด้วยความโลภ ร้อนด้วยความโกรธ

 ร้อนด้วยความหลง เพราะเราไม่มี รปภ. คือปัญญา

มาคอยป้องกันไม่ให้ความโลภ ความโกรธ

 ความอยากต่างๆ เข้ามาเผาบ้านเรานั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 ธันวาคม 2561
Last Update : 4 ธันวาคม 2561 11:18:52 น.
Counter : 104 Pageviews.

0 comment
<<< "ความมืดบอดของใจ" >>>









“ความมืดบอดของใจ”

การที่เรามาวัดกัน มาวัดเพื่อมาศึกษาพระธรรม

คำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่เราเรียกว่าแสงสว่างแห่งธรรม

ถ้าเรามีแสงสว่างแห่งธรรม

 เราก็จะมีดวงตาเห็นธรรม

 ธรรมก็คือความสว่างที่จะมากำจัดความมืดบอด

ที่มีอยู่ในใจกัน ความทุกข์ใจของพวกเรา

เกิดจากความมืดบอดของใจเอง

เหมือนกับคนตาบอด

คนตาบอดถ้าไม่มีคนนำทาง

 เดินไปไหนมาไหนเดี๋ยวก็จะต้องไปประสบ

กับอุบัติเหตุต่างๆ เพราะมองไม่เห็น

เดินไปข้างหน้าอาจจะเดินไปชนกับเสา

เดินไปชนกับต้นไม้ เดินไปชนกับรถ

 หรือเดินไปเหยียบของแหลมคม

หรือไปตกหลุมตกบ่อ เพราะไม่มีตา มองไม่เห็น

 ถ้าเดินไปแบบหลับตาเดินอย่างนี้

โอกาสที่จะไปพบกับการเจ็บเนื้อเจ็บตัว

 ก็จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ฉันใดใจก็เป็นเหมือนคนตาบอด

ใจของเราคือผู้รู้ผู้คิด

 แต่คิดไปในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์

 ความวุ่นวายใจต่างๆ ขึ้นมา

 อันนี้เป็นความคิดที่มืดบอด

 คือคิดไม่ตรงกับความเป็นจริง

คิดเหมือนกับคนตาบอดว่า

ข้างหน้าไม่มีต้นไม้ก็เดินไป

 แต่ความจริงมันมีต้นไม้อยู่ พอคิดว่าไม่มีต้นไม้

 เดินไปก็เดินไปชนต้นไม้ เดินชนต้นไม้ก็เจ็บตัว

 หรือคิดว่าข้างหน้าเป็นทางเรียบไม่มีหลุมไม่มีบ่อ

พอเดินไปก็ไปตกหลุมตกบ่อ

 เพราะมองไม่เห็นความจริง

 เห็นตามความคิดของตนเอง

นี่คือใจของผู้ที่ไม่มีธรรมะ จะเป็นใจที่มืดบอด

 จะเป็นใจที่เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

 เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเรา

 นี่คือความมืดบอดของใจ

ที่ทำให้เราวุ่นวายใจกัน ทุกข์ใจกัน เสียใจกัน

 หวาดกลัวกัน เกิดจากความมืดบอด

 เกิดจากความเห็นผิดเป็นชอบ

 ไปเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เหมือนกับเห็นงูพิษว่าเป็นปลาไหล

พอเห็นปลาใหลก็อยากจะจับมากิน

 พอไปจับงูพิษที่คิดว่าเป็นปลาไหล แต่มันเป็นงูพิษ

พอไปจับงูพิษก็เลยถูกงูพิษกัดตายได้

 นี่คือมองไม่เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ

 ที่มีอยู่ในโลกนี้

 ใจของเราก็เลยแทนที่จะมีความสุข

กลับมีความทุกข์กัน

 เพราะสิ่งที่ใจต้องการก็คือความสุข

ทุกคนต้องการความสุขใจกัน เวลามีความสุขใจ

มันดีกว่ามีความทุกข์ใจ เวลามีความทุกข์ใจ

มันเหมือนกับมีใครมาบีบหัวใจ

 เวลามีความสุขใจนี่เหมือนใจลอยอยู่บนท้องฟ้า

ใจเบา ใจสบาย แต่เวลาใจทุกข์นี่

เหมือนถูกบีบถูกเหยียบ

 เราจึงไม่ต้องการความทุกข์กัน

 เราต้องการแต่ความสุขกัน

 แล้วทำไมเราจึงต้องมาเจอความทุกข์กัน

 มีใครบ้างที่ไม่มีความทุกข์ ยกมือขึ้นมาหน่อย

 มีใครบ้างมีแต่ความสุขใจ สบายใจ

สุขหนอๆ หรือ ทุกข์หนอๆ บ่นอยู่ทั้งวัน

บ่นเรื่องนั้นบ่นเรื่องนี้ ทุกข์กับคนนั้นทุกข์กับคนนี้

 ทุกข์กับสิ่งนั้นทุกข์กับสิ่งนี้

 ก็เพราะเราคิดว่าเขาเป็นสุข เราก็เลยไปหาเขา

 พอไปหาเขาไปเกี่ยวข้องกับเขา

แทนที่เขาจะให้ความสุขกับเรา

 เขาก็เลยให้ความทุกข์กับเรา

 เห็นงูพิษเป็นปลาไหล ก็เลยไปเล่นกับงูพิษ

 คิดว่าจะได้จับงูพิษนั้นมาทำเป็นอาหาร

คิดว่างูพิษเป็นปลาไหล มันจะไม่กัดเรา

พอเราไปเล่นกับมัน ไปจับมันเข้า

ก็เลยโดนมันกัดเอา  นี่คือความเห็นผิดเป็นชอบ

 เช่นเห็นสุรายาเมาว่าเป็นเครื่องดื่ม

ที่จะดับความทุกข์ใจได้ คนเราเวลาไม่สบายใจ

ก็ไปเข้าบาร์เข้าผับกัน ไปดื่มสุรากัน

ทำงานเครียด เลิกจากงานก็ไปหาสุราดื่มกัน

 เพราะคิดว่าสุราจะดับความเครียดได้

 แต่ทำไปทำมาก็ไปติดสุราเข้า

 ดื่มสุราบ่อยๆ ก็ติดสุรา

 พอติดสุราแล้วก็เกิดโทษตามมา

ถ้าดื่มสุรามากๆ ก็จะมึนเมา

 จะทำให้ไม่สามารถไปทำงานทำการได้

 แทนที่จะไปทำงานก็ไปดื่มสุรา

พอดื่มสุราเมา พอจะไปทำงานก็ไปทำไม่ได้

 เสียงานเสียการ เสียเงินเสียทอง

 เพราะต้องใช้เงินซื้อสุรามาดื่ม

 ดื่มแล้วก็เมา เมาแล้วก็ไปหาเงินหาทองไม่ได้

 ก็มีแต่จะเสียเงินเสียทองไปเรื่อยๆ

หรือถ้าทำงานก็ทำไม่ได้เต็มที่

 ทำไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ทำได้นิดหน่อย

เดี๋ยวก็อยากจะเลิก อยากจะไปดื่มสุราแล้ว

พอทำอะไรเกิดความเครียดขึ้นมาหน่อย

 ก็อยากจะไปดื่มสุราเพื่อระบายความเครียด

พอดื่มแล้วก็จะมึนเมา ก็จะไม่สามารถทำงานต่อได้

 การดื่มสุรานี้เสียหลายอย่าง เสียเงินทองเสียเวลา

 เสียงานเสียการ เสียสุขภาพ สุขภาพจิตก็เสีย

มีอาการมึนเมาทำให้ไม่มีสติสตัง

 เป็นคนเสียสติไปชั่วคราว

เวลาดื่มสุราเมาแล้วก็มักจะอาละวาด

ไปทำร้ายผู้อื่น ไปพูดจาหยาบคาย

 อันนี้ความเสียหายที่เกิดจากการดื่มสุรา

 แล้วก็ทำให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยจากพิษของสุรา

ดื่มสุราแล้วต่อไปก็จะเป็นโรคตับ

 โรคไต โรคตับแข็ง

 แล้วก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอย่างอื่น

หมอจึงห้ามไม่ให้ดื่มสุรากัน

ถ้าอยากจะมีสุขภาพแข็งแรง

นี่ตัวอย่างว่าทำไมคนเรา

ถึงไปดื่มสิ่งที่เป็นพิษกับตนเอง

 ก็เพราะไปคิดว่ามันเป็นประโยชน์

 คิดว่าดื่มแล้วทำให้สบายใจ คลายเครียด

 เวลาคนเครียดนี้มักจะไปดื่มสุรากัน

เพื่อคลายเครียด อันนี้ไม่ใช่เป็นวิธี

ที่คลายเครียดที่ถูกวิธี

 วิธีที่คลายเครียดที่ถูกวิธีนี้ต้องศึกษา

ดูต้นเหตุของความเครียดว่าเกิดจากอะไร

 เราเครียดกับงาน เราก็ต้องใช้ปัญญา

วิเคราะห์ดูว่า เราทำไมถึงต้องมาเครียดกับงาน

 เครียดเพราะว่าทำไม่สำเร็จใช่ไหม

หรืออยากจะให้มันได้ผลดี แต่มันไม่ได้ผลดี

 เราก็เลยเครียดกับมัน เราต้องดูว่า

 แล้วเราทำอะไรได้หรือเปล่า

ทำให้มันดีได้หรือเปล่า

 ทำให้มันสำเร็จได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้

เราก็ต้องยอมรับความจริง

ทำไม่ได้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร

ก็ไปหาทำอย่างอื่นที่ง่าย ที่เราทำสำเร็จได้

 เราอาจจะไปเลือกงานที่มันยาก

กว่าความสามารถของเรา

ยากกว่ากำลังของเราที่จะทำให้สำเร็จได้

เราก็ยอมรับความจริงสิ ก็หมดเรื่อง

ก็เปลี่ยนงาน ไปทำงานที่มันง่าย

ที่เราทำแล้วสำเร็จ มันก็ไม่เครียด

 แต่บางทีความอยาก

ที่จะได้รับประโยชน์จากงานนั้น

มันจึงทำให้เราเครียด

คืองานนี้ทำแล้วจะได้รายได้มาก

เราต้องการรายได้ เราจึงไปทำงานที่ยาก

พอทำยากแล้วมันไม่ได้

แทนที่จะได้อาจจะต้องเสีย

 อาจจะต้องขาดทุน

แล้วเมื่อทำไปแล้วก็ถอยหลังไม่ได้

 เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ขาดทุน

 ถ้าใช้เหตุผลก็ต้องมองความจริง

 ถ้าเดินไปข้างหน้าไปไม่ได้ก็ต้องขาดทุนอยู่ดี

 ตอนนี้ถ้าไม่ไปก็ขาดทุน

 แต่อาจจะขาดทุนน้อยกว่า

 ก็ยอมขาดทุนดีกว่า แล้วก็เลิกงานนั้นไป

ก็จะไม่เครียด ยอมรับว่า

รายได้ที่เราต้องการนี้คงจะไม่ได้

 ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไปหางานอย่างอื่น

ที่จะทำให้ได้รายได้ที่เราต้องการ

 อาจจะน้อยหน่อย แต่ได้แน่ๆ

เช่นไปเก็บขยะนี้ได้แน่ๆ เอาขยะไปขายนี่

ตามข้างถนนนี่ เดินไปเถิด

 มีทรัพย์อยู่ข้างถนนเยอะแยะไปหมด

มีขวดพลาสติก มีของที่คนใช้แล้วทิ้งอยู่ข้างทาง

 ถ้าเราเป็นคนที่ฉลาด

 เมื่อเราไม่สามารถหารายได้จากงานที่ยาก

 เราก็หารายได้จากงานที่ง่ายก็ได้ นี่ยกตัวอย่าง

 ใช้เหตุผล ที่เราเครียดเพราะเราอยากให้มันสำเร็จ

 แล้วพอมันไม่สำเร็จ มันก็เลยทำให้เราเครียด

 แต่ถ้ามองว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

ก็ยอมเปลี่ยนใจเสียก็หมดเรื่องแล้ว

 ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เอาก็ได้ เมื่อไม่เอาก็หายเครียด

 เครียดก็ไม่ต้องไปดื่มสุรา

 เพราะการดื่มสุราไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหา

 เป็นเพียงแต่เป็นการหนีปัญหาชั่วคราว

 พอเครียดกับเรื่องงาน

เรื่องการคิดอยู่กับเรื่องงานเรื่องการแล้วเครียด

 ก็เลยไปดื่มสุรา พอดื่มสุราแล้วมึนเมา

มันก็เลยลืมเรื่องที่ทำให้เครียดไป

แต่เดี๋ยวพอหายจากการดื่มสุรา

 ต้องกลับไปทำงานก็ไปเจอเรื่องเครียดใหม่

 ก็จะหนีมันหน่อย หนีไปดื่มสุราไหม่

นี่ปัญหาของพวกเรา พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า

ความเครียดต่างๆ ความวุ่นวายใจต่างๆ

ความทุกข์ต่างๆ เกิดจากความอยากของเรา

 อยากเกินความสามารถของเรา

อยากในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้หรือหามาได้

 เราก็เลยเครียดกัน หรือบางทีเครียดเพราะว่า

เมื่อเราไม่สามารถหาสิ่งที่เราอยากได้

ด้วยการทำมาหากินที่ไม่ผิดกฎหมาย

เราก็ไปทำมาหากินที่ผิดกฎหมาย

 เพราะว่ามันทำให้เราได้ในสิ่งที่เราอยากได้

 เช่นเงินทอง หาเงินทางทำงาน

แล้วเงินทองไม่พอใช้ อยากจะได้เงินทองเพิ่ม

 อาจจะต้องไปลักขโมยเงิน

หรือไปทำอะไรที่จะทำให้เราได้เงินทองมาเพิ่ม

โดยไม่ถูกกฎหมาย พอไปทำผิดกฏหมาย

ก็ทำให้เราเครียดขึ้นมา เพราะเรากลัว

จะถูกจับไปลงโทษนั่นเอง

 นี่คือปัญหาของความเครียดต่างๆ

 ของความทุกข์ต่างๆ เกิดจากความต้องการ

ที่เกินความสามารถของเรา ที่เราจะสามารถทำได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2561 6:34:56 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
<<< "วิธีทำบุญได้ทุกวัน" >>>










“วิธีทำบุญได้ทุกวัน”

สมัยก่อนทุกหมู่บ้านจะมีวัด

จะมีพระมาบิณฑบาตทุกวัน

ชาวบ้านก็จะมีโอกาสได้ทำบุญทุกวัน

 สมัยนี้เราอยู่ในบ้านเมืองใหญ่โต

 บางแห่งก็มีวัด บางแห่งก็ไม่มีวัด

ถ้าเราอยากจะทำบุญใส่บาตร

เราก็อาจจะไม่ได้ทำ เพราะ ไม่มีพระมาบิณฑบาต

 แต่เราก็สามารถทำบุญใส่บาตรได้

 ด้วยการเอาเงินที่เราจะใส่บาตรนี้

ใส่กระปุกเอาไว้ก่อนทุกวัน

เราอยากจะใส่บาตร เราก็เอาเงิน

ที่จะซื้ออาหารใส่บาตรนี้ใส่กระปุกเอาไว้

 พอวันหยุดทำงาน เราก็ไปวัด

เพื่อไปฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็เอาเงิน

ที่เราใส่กระปุกนี้ไปถวายวัดได้

 ก็เท่ากับเราได้ทำบุญทุกวัน นี่คือวิธีทำทาน

ประโยชน์ที่เกิดจากการทำทาน

 จะทำให้ใจมีความสุข

ความทุกข์ ความวุ่นวายใจที่เกิดจาก

ความอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้จะน้อยลงไป

 ไม่มีเงินก็ไม่เดือดร้อน เห็นอะไรก็จะเฉยๆ

 เห็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า

ถ้ามันไม่เป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

 ที่ขาดแคลนจริงๆ เราก็เฉยๆ

 ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่

 กระเป๋าใบนี้กับกระเป๋าที่เรามีอยู่

มันก็เป็นกระเป๋าเหมือนกัน มันก็ใช้ได้ เหมือนกัน

 รองเท้าที่เราใส่กับรองเท้าที่เขาโชว์อยู่ในร้าน

 มันก็เป็นรองเท้า เหมือนกัน

 เอามาใส่มันก็เหมือนกัน ทำประโยชน์เหมือนกัน

 ตอนนี้เรามีอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องมี

 นอกจากว่ารองเท้าที่เรามีมันใส่ไม่ได้แล้ว

 นั่นแหละเราถึงจะไปซื้อใหม่

 แต่ไม่ได้ซื้อด้วยความหิวหรือความอยากได้

 ซื้อเพราะความจำเป็น เมื่อมันขาดแคลน

 เราก็ต้องไปหามาใช้ตามความจำเป็น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

หนังสือสัมมาทิฏฐิ
“ความเห็นชอบ ความเห็นที่ถูกต้อง”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2561 4:52:42 น.
Counter : 141 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ