Group Blog
All Blog
<<< "ปัญญาที่มีสมาธิสนับสนุน" >>>










"ปัญญาที่มีสมาธิสนับสนุน"

แม้แต่คนไม่มีมือ เขายังใช้เท้าแทนมือได้

 บางคนใช้เท้าวาดเขียนสวยกว่าคนใช้มือวาดอีก

 เพราะเขาฝึกใช้เท้าเขียนไปเรื่อยๆ

ผู้ที่เขียนจริงๆ ไม่ใช่มือ ไม่ใช่เท้า

 มือเท้า เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นเอง

ผู้ที่เขียนคือจิต คือความคิดปรุงเเต่ง

ปรุงเเต่งด้วยการสั่งให้มือเท้าขยับไปทางไหน

ไปทางซ้ายทางขวา ขางบนข้างล่าง ขึ้นหรือลง

 อันนี้ใจเป็นผู้สั่ง ใหม่ๆ

เวลาใช้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้

 มันก็จะยังใช้ไม่ได้คล่องแคล่วว่องไว

 แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ

ก็เกิดความชำนาญขึ้นมา

อันนี้ก็เหมือนกัน เรื่องของการทำใจให้สงบ

ก็เป็นเบบเดียวกัน ใจไม่เคยทำความสงบ

ชอบแต่ทำตามความคิดปรุงเเต่งกัน

พอให้มาหยุดความคิดปรุงเเต่ง

มันก็เลยรู้สึกว่ายาก   ถ้าเป็นภาษาวิศวะคือ

มันมี โมเมนตัม (Momentum) ของมันอยู่

 เราจะหยุดโมเมนตัมเราจะทำยังไง

ก็ต้องฝืนต้องดันมัน เราต้องมีพลังที่เท่ากับโมเมนตัม

ถึงจะหยุดมันได้ ถ้าพลังอ่อนกว่ามันก็จะผลักดัน

ไปตามฐานของมัน   ในเบื้องต้นนี้ สติของเรา

มันมีพลังอ่อนกว่าความคิดปรุงเเต่ง

ความคิดปรุงแต่งมันเลยฉุดลากให้ไปคิดได้

ทั้งๆที่นั่งสมาธิอยู่นี้แหล่ะ พุทโธๆ อยู่ตรงนี้แหล่ะ

พุทโธไปคำสองคำมันก็ ไปแล้ว มันมีกำลังมากกว่า

มันจะดึงไปเรื่อยๆ เราก็ต้องฝืนมัน

พยายามสร้างพลังของสติ

 ด้วยการที่เจริญสติทั้งวันเลย

อย่ามาเจริญเฉพาะเวลานั่งเท่านั้น

เพราะจะไม่มีกำลังพอ นั่งไปแล้วจะไม่เกิดผล

พอไม่เกิดผลก็ไม่อยากจะนั่ง นั่งไปแล้วไม่ได้อะไร

ปัญญาที่จะหยุดความอยาก ฆ่ากิเลสได้

 ต้องมีสมาธิเป็นฐาน

แล้วบางทีก็มีคนสอนว่าไม่ต้องนั่งหรอก

ไปปรุงเเต่งเลย ปรุงเเต่งไปทางปัญญาเลย

 ฆ่ากิเลสเลย ละตัณหาด้วยปัญญาเลย

 แต่ก็เป็นปัญญาแบบสัญญา

 คือเวลาไม่เจอกิเลสก็จำได้ เวลาเจอกิเลสก็ลืมไป

 เวลาพิจารณาว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ก็พิจารณาได้ แต่พอไปเจอกิเลสเข้า

 ก็ลืมไปหมดเลย

 เช่นพิจารณาว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พอมีคนเอาลาภ ยศ สรรเสริญมาล่อหน่อยก็ไปเลย

 ใครมาเสนอเงินทองให้หน่อย

 เสนอเงินทองให้ก้อนหนึ่ง ให้ทำโน้นทำนี่ก็ไปเลย

ใครมาเสนอตำแหน่งให้ก็ไปเลย

แต่ถ้าเป็นปัญญาที่จะฆ่ากิเลสได้

ต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิมาสนับสนุน

 เพราะเวลาที่ใจมีสมาธิ มันจะอิ่มอยู่แล้ว

 มันพออยู่แล้ว มันรู้ว่าไม่มีอะไรจะสุขเท่า

 ความสุขที่ได้จากสมาธิ

ฉะนั้น เวลาที่ใครจะเอาอะไรมาล่อ

เอาเงินทองมาล่อมันไม่ไป

เพราะมันพิจารณาด้วยปัญญาแล้วว่า

 มันเป็นของชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไป

 เหมือนขึ้นขี่หลังเสือเวลาลงจากหลังเสือก็จะถูกเสือกัด

 เวลาได้ตำแหน่งก็ดีอกดีใจ

 เเต่เวลาพ้นจากตำแหน่งมันก็เศร้าสร้อยหงอยเหงา

 เวลามีตำแหน่งก็มีหน้ามีตา มีบริษัทมีบริวาร

พอเวลาพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ไม่มีใครเขาเหลียวแล

 ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้วมีสมาธิสนับสนุน

มันก็ไม่เอาดีกว่า อยู่อย่างนี้ดีกว่า.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 14 ธันวาคม 2556







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 เมษายน 2561
Last Update : 7 เมษายน 2561 5:57:44 น.
Counter : 267 Pageviews.

1 comments
  
แวะมาเยี่ยมค่ะ ได้ข้อคิดดีๆด้วย ขอบคุณค่ะ
โดย: ไมตรีและมิตรภาพ วันที่: 7 เมษายน 2561 เวลา:6:03:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ