Group Blog
All Blog
<<< "การใช้ปัญญาพิจารณา" >>>










"การใช้ปัญญาพิจารณา"

ในเบื้องต้น พระองค์ทรงไม่สามารถแยกแยะ

ความอยากออกจากความจำเป็นได้

 ก็ทรงคิดว่าถ้าอดอาหารแล้วความอยากจะหมดไป

 จึงทรงอดอาหารถึง ๔๙ วันด้วยกัน

แต่ความอยากอาหารชนิดนั้นชนิดนี้

 เครื่องดื่มชนิดนั้นชนิดนี้ ก็ไม่ได้หายไป

 ไม่ได้หมดไป ร่างกายก็ซูบผอม

 จนเกือบจะถึงวาระสุดท้าย พระองค์ก็ทรงเห็นว่า

การอดอาหารนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่จะหยุดความอยากได้

 พระองค์ก็ทรงต้องย้อนกลับ

มาเสวยพระกระยาหารตามปกติ

 แล้วทรงพิจารณาว่าความอยากนี้

จะต้องแก้ด้วยการภาวนา คือ สมถภาวนา

 และ วิปัสสนาภาวนา

เพราะความอยากอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่กาย

 จึงตั้งสัจจะอธิษฐานที่ใต้ร่มโพธิ์

จะประทับอยู่ตรงนี้และจะเจริญสมถภาวนา

และวิปัสสนาภาวนา จนกว่าจะตรัสรู้

จนกว่าจะตัดความอยากทั้งหมด

ออกจากพระทัยของพระองค์

พระองค์จึงทรงเจริญสมถภาวนา

ทรงทำให้พระทัยให้สงบ พอขณะที่พระทัยสงบ

ความอยากก็จะหดตัวลงไป

 ตอนนั้นก็มีแต่ความสุขความสบาย

ใจเป็นอุเบกขา ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ต้องการอะไร

แต่พอออกจากสมถภาวนามา

พอปล่อยให้ใจคิดปรุงเเต่ง

ก็เกิดความอยากต่างๆ ตามมา

 เกิดความอยากในกาม คือ กามตัณหา

 เกิดความอยากมี อยากเป็น คือ ภวตัณหา

 และเกิดความอยากไม่มีอยากไม่เป็น คือ วิภวตัณหา

หลังจากนั้นก็ทรงพิจารณาว่าความอยากนี่เอง

ที่ทำให้ใจไม่สงบ ทำให้ใจกระเพื่อม

 และการที่จะทำให้ใจกลับมาสงบเป็นปกติ

 ก็ต้องหยุดความอยากให้ได้

สิ่งที่จะทำให้ความอยากหยุดได้

คือ สติ ปัญญา นี่เอง

 ทรงพิจารณาเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ใจอยากได้นี้

ไม่ได้เป็นความสุข แต่เป็นความทุกข์

ทุกข์เพราะว่า ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ถาวร

ทุกข์เพราะว่าไม่สามารถควบคุมบังคับ

ให้เป็นไปตามอยากได้ถาวรเสมอไป

 เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าสิ่งต่างๆ

 ที่ทรงอยากได้นี้ เป็นทุกข์ไม่เที่ยง

 ไม่อยู่ภายใต้คำสั่ง ก็เลยหยุดความอยากได้

 เพราะอยากได้แล้ว อยากแล้วแทนที่จะได้ความสุข

 กลับได้ความทุกข์ แล้วเอามาทำไม

เช่นพิจารณาว่าการมีสามีหรือมีภรรยา

 เป็นความทุกข์มากกว่าอยู่ตามลำพัง

 อยู่ลำพังนี้จะไม่มีความทุกข์กับสามี

ไม่มีความทุกข์กับภรรยา

 พอมีสามีหรือมีภรรยาแล้ว

 เพราะรักสามีหรือรักภรรยา

ก็อยากจะให้อยู่กับตนไปนานๆ

 แต่สามีหรือภรรยาเป็นสิ่งไม่แน่นอน

 บางทีก็อยู่ บางทีก็ไม่อยู่

 เราคงเห็นบางคู่ที่เขาเป็นสามีภรรยากัน

 บางทีก็ต้องจากกันไป

 บ้างก็ต้องไปทำงานต่างประเทศ

 เวลาอยู่ห่างกันก็เกิดความทุกข์ใจ

นี่เป็นการจากกันเพียงชั่วคราว

 แล้วเวลาที่จากกันอย่างถาวร เช่น ตายจากกันไป

 หรือหนีจากกันไป

 เวลานั้นก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 นี่คือการใช้ปัญญาพิจารณาขึ้นมา

 เพื่อให้หยุดความอยาก

 เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่ใจอยากได้

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ก็จะละความอยาก หยุดความอยากได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 พฤษภาคม 2561
Last Update : 4 พฤษภาคม 2561 11:24:41 น.
Counter : 253 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ