Group Blog
All Blog
<<< "เฉยๆแล้วทุกข์จะไม่เกิด " >>>









"เฉยๆแล้วทุกข์จะไม่เกิด"

ความทุกข์ไม่ได้ดับไปจากการที่เราไปทำไปแก้

สิ่งที่เราอยาก ถ้าเราไปแก้ที่ความอยาก

เราหยุดความอยาก เราปล่อยให้สิ่งที่เราอยาก

เป็นอะไรก็เป็นไป จะไปก็ไป จะอยู่ก็อยู่

จะไม่มาอยากให้อยู่หรืออยากให้ไป ใจก็จะไม่ทุกข์

 ใจก็ดับทุกข์ได้ เพราะใจเห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยมรรค

 ว่าเขาจะไปก็ไปห้ามเขาไม่ได้

เขาจะอยู่ก็ไปห้ามเขาไม่ได้ เขาจะด่าก็ห้ามเขาไม่ได้

 เขาจะชมก็ห้ามเขาไม่ได้ นี่เรามองไม่เห็นตัวนี้

 พอใครด่าขึ้นมาปั๊บนี่ ขึ้นเลย

พอใครชมปั๊บนี่ ขึ้นเหมือนกัน ขึ้นอีกทาง

ลอย ลอยขึ้นไปบนฟ้า ยิ้มแป้น

พอใครด่าปั๊บก็หน้าคว่ำหน้างอ

 เพราะอยากให้เขาไม่ด่า อยากให้เขาชม

 แต่ถ้าเข้าไปถึงข้างในแล้วจะรู้ว่า อยากไม่ได้

 อยากให้เขาชมก็ไม่ได้ อยากให้เขาไม่ด่าก็ไม่ได้

ต้องเฉยๆ ต้องเฉยๆแล้วทุกข์จะไม่เกิด

 เขาด่าก็เฉยๆ เขาชมก็เฉยๆ

ทุกอย่างก็เหมือนกัน เงินทองก็อยากไม่ได้

อยากให้มาก็ไม่ได้ อยากให้อยู่กับเรา

ไม่จากเราไปก็ไม่ได้ เวลามันจะมามันก็มา

 เวลามันจะไปมันก็ไป เราต้องเฉย

กับการมากับการไปของมัน

 ถ้าเราไม่เข้าข้างในเราจะเฉยไม่ได้

 ถ้าใจเราเข้าข้างในแล้วเราจะเฉยได้

 เพราะใจเราสงบใจเรามีความสุข เราไม่ต้องใช้เงิน

 เราไม่ต้องใช้คนนั้นคนนี้มาให้ความสุขกับเรา

 เขาจะไปก็ไป เขาจะมาก็มา เรามีความสุขเท่าเดิม

 เรามีความสุขจากอัปปนาสมาธิ

จากความสงบของใจ

ที่เป็นความสุขกว่าความสุขที่เราได้จากเงินทอง

 ความสุขที่เราได้จากคนนั้นคนนี้

 ความสุขที่ได้จากยศฐาบรรดาศักดิ์

ความสุขที่ได้จากคำสรรเสริญเยินยอ

มันสู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 กรกฎาคม 2561
Last Update : 31 กรกฎาคม 2561 10:10:14 น.
Counter : 206 Pageviews.

0 comment
<<< "เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ" >>>











“เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”

ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี

 มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี

โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัย ๔

ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย

อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ

กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี

 กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน

 เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา

 ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหาร

นี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน

ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่

รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม

ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวมใส่ไม่สบาย

 ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า

ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี

เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าใช้เสื้อผ้า

ก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดีว่าเราต้องการมีกี่ชุดกัน

 ร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว

เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ

มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทอง

ไปเปล่าประโยชน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา

 เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้เพื่อหุ้มห่อร่างกายอันนี้

เท่านั้นเอง ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย

 จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูก

มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน

 ทำไมต้องไปเสียเงินเยอะๆ

 เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่

ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน

 เช่นเสื้อตัวละ ๒๐๐ กับเสื้อตัวละ ๒,๐๐๐

 มันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน

 มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย

ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน

นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน

 อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม

 เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน

 เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา

 พอมีตราก็ราคาแพงพอไม่มีตรา

ขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน

 เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน

เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ

 บางทีก็ต้องมีรสนิยม ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้ว

รู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา

 กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้ว

มันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีต

กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ

มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก

 กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ

 รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร

 ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ให้พอดีกับเเหตุกับผล

ที่เราต้องการมัน แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน

นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม

 สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี

 เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่

 วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน

 เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ ทางกายทางวาจา

 ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า ว่าทำบาปหรือทำบุญ

อันนี้แหละคือเครื่องวัดคนไม่ใช่เสื้อผ้า

พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้าเหมือนญาติโยม

พระสมัยพุทธกาลนี้ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ

ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว

 เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ

 เครื่องวัดตัวพระก็คือ

ตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ

 พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก

พระพุทธเจ้านี่มีคุณค่ามากที่สุด

 รองลงมาก็พระอรหันตสาวก

รองลงมาก็พระอนาคามี พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ

 มีอยู่ ๔ ขั้น เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

 นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ รู้จักความพอดี

 อย่ามีมากเกินไป อย่ามีน้อยเกินไป

 ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัย ๔

 ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กรกฎาคม 2561
Last Update : 29 กรกฎาคม 2561 8:08:09 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
<<< "ปฏิบัติบูชา" >>>










“ปฏิบัติบูชา”

ถ้ามีเวลาเจริญปัญญาเจริญสมาธิ

เดี๋ยวก็จะได้สมาธิได้ปัญญา มันอยู่ที่การเจริญนี้เอง

 เหมือนชาวนาชาวไร่อยากจะได้ผลไม้พืชผลต่างๆ

ก็ต้องปลูกกัน พอปลูกแล้วเดี๋ยวไม่นาน

พืชผลต่างๆก็ปรากฏออกดอกออกผลขึ้นมา

ฉันใดสมาธิและปัญญาก็เป็นเหมือนกับดอกผล

ที่เกิดจากการบำเพ็ญของเราการเจริญของเรา

การเจริญสมาธิก็ต้องเจริญสติ ถ้าเราหมั่นเจริญสติ

คอยควบคุมความคิด อย่าปล่อยให้คิด

แทนที่จะคิดเวลาจะคิดอะไรที่ไม่จำเป็น

ต้องคิดก็ให้ใช้พุทโธหยุดมัน

 บริกรรมพุทโธพุทโธพุทโธไป

 ต่อไปเราก็จะควบคุมความคิดได้

 พอเรานั่งนิ่งๆเฉยๆใจของเราก็จะสงบ

รวมเป็นสมาธิขึ้นมา พอเป็นสมาธิแล้ว

เราก็จะได้เจอความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 เหนือกว่าความสุขที่เราได้จากลาภยศสรรเสริญ

 เหนือกว่าความสุขที่เราได้

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 พอเราได้ความสุขชนิดใหม่นี้มันก็จะทำให้

เราสามารถละความสุขชนิดเก่าได้

 เวลาเกิดความอยากได้ความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เราก็ใช้ปัญญาที่พระพุทธเจ้าสอนว่า

การทำตามความอยาก

จะพาให้เราไปเวียนว่ายตายเกิด

 ถ้าเราไม่อยากเวียนว่ายตายเกิด

เราก็อย่าไปหาความสุขแบบนั้น

 เมื่อเรามีความสุขแบบใหม่เราก็ไม่เดือดร้อน

 เลิกหาความสุขแบบเก่าได้

แต่ถ้าเรายังไม่มีความสุขแบบใหม่อยู่ เลิกยาก

จะเลิกความสุขแบบเก่านี้ยาก

 เหมือนคนที่ไม่มีรถใหม่มีแต่รถเก่า

ก็ต้องใช้รถเก่าไปก่อน ดีกว่าไม่มีรถเลย

 แต่พอได้รถใหม่มาที่ดีกว่ารถเก่า

ก็สามารถทิ้งรถเก่าได้เลย ใครจะไปขับรถเก่า

เมื่อได้รถใหม่กัน อันนี้ก็เหมือนกัน

พวกเราตอนนี้ไม่มีรถใหม่ก็เลยต้องใช้รถเก่ากัน

 พระพุทธเจ้าสอนให้เรามาซื้อรถใหม่กัน

 มาซื้อรถใหม่ด้วยกันมาภาวนากัน

 มาเจริญสติพุทโธพุทโธควบคุมความคิดกัน

 เพราะถ้าเราควบคุมความคิด

ทำจิตใจของเราให้สงบได้แล้ว

 ใจเราก็จะได้ความสุขรูปแบบใหม่ขึ้นมา

ความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

“นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง”

สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

พอเราได้ความสุขจากความสงบแล้ว

พอเรามีความอยากจะกลับไปหาความสุขเก่า

 เราก็บอกไม่ต้องไป

ความสุขเก่าสู้ความสุขใหม่ไม่ได้

 ความสุขเก่านี้มันเป็นความสุขปลอม

เป็นความสุขเดี๋ยวเดียวเหมือนควันไฟ

 ได้มาแล้วก็หายไป แล้วปล่อยให้เราหิวโหยต่อไป

เอาความสุขแบบใหม่ดีกว่าที่จะให้เราอิ่ม

ให้เราพอตลอดเวลาให้เราสุขตลอดเวลา

 พอเราได้สมาธิได้ความสุขจากสมาธิแล้ว

เราก็สามารถเอาปัญญาที่พระพุทธเจ้าสอนพวกเรา

ให้เราละตัณหาความอยากนี้มาสอนใจได้

สอนใจให้เลิกกามตัณหา ภาวะตัณหา วิภวตัณหาได้

นี่คือการภาวนา ตอนนี้เรามีปัญญากัน

 แล้วเราฟังเทศกันจนหูฉีกแล้ว

 เรารู้แล้วว่าต้นเหตุของการเกิดแก่เจ็บตาย

 ก็คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

 แต่ถ้าเราไม่ได้เจริญสมาธิเจริญสติ

เราก็จะหยุดความอยากไม่ได้

 เห็นอะไรก็ยังอยากได้

 ใครชวนไปเที่ยวก็ยังอยากไปอยู่

แต่ถ้าเราได้สมาธิขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว

 ทีนี้ใครจะมาชวนก็เฉยได้ เห็นอะไรก็เฉยได้หยุดได้

 หยุดความอยากได้ พอเราไม่ทำตามความอยาก

ความอยากที่เคยมีอยู่ในใจเรา

มันก็จะเฉาไปหายไปหมดไป

 ต่อไปก็จะไม่มีความอยาก

หลงเหลืออยู่ภายในใจอีกต่อไป

 ไม่มีกามตัณหา ไม่มีภวตัณหา ไม่มีวิภวตัณหา

 พอไม่มีภพชาติมันก็จะไม่มีอีกต่อไป

 การเวียนว่ายตายเกิดก็จะจบสิ้นลง

 จิตก็จะถึงพระนิพพาน

คำว่าพระนิพพานไม่ได้เป็นสถานที่

ไม่ได้เดินทางไปสู่พระนิพพาน พระนิพพานก็คือจิต

ที่ปราศจากความอยากทั้งสามนี้

 คือกามตัณหา ภวตันหา วิภวตัณหา

ที่ได้ถูกทำลายด้วย “มรรค” คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

หรือ ทาน ศีล ภาวนา

 ที่พวกเรามาบำเพ็ญกันในวันนี้นั่นเอง

 ขอให้พวกเราพยายามบำเพ็ญกันไปเรื่อยๆ

 มากน้อยก็ทำไป ทำแบบเต่าทำอยู่เรื่อยๆ

ทำอย่างต่อเนื่อง อย่าทำแบบกระต่าย

 ทำแบบกระต่ายก็เวลามีอารมณ์อยากทำก็ทำ

 เวลาไม่มีอารมณ์ก็ไม่ทำ แล้วเดี๋ยวมันจะสู้เต่าไม่ได้

เต่าถึงแม้ว่าจะไปช้าแต่มันไปแบบไม่หยุด

 กระต่ายแม้จะไปเร็วแต่ไปแบบหยุด สู้เต่าไม่ได้

ของพวกเราเอานิทานอีสปนี้มาเป็นบทเรียน

คอยเตือนเราว่าอย่าเป็นกระต่ายกันให้เราเป็นเต่ากัน

 ทำทีละเล็กทีละน้อยแต่ทำทุกวัน

ทำไม่หยุดไม่หย่อน ทาน ศีล ภาวนา พยายามทำไป

แล้วเดี๋ยวมันก็จะทำมากขึ้นไปๆได้เอง

 แล้วรับรองได้ว่าต่อไปเราก็จะสามารถทำลาย

ความอยากทั้งสามให้หมดไปจากใจของพวกเราได้

ทำลายภพชาติทำลายวัฏจักร

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

ได้ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า

กับพระอรหันตสาวกที่กำลังนั่งเชียร์พวกเราอยู่นี่

กำลังเชียร์กันอย่างเต็มที่ เอาให้เต็มที่นะ

ทาน ศีล ภาวนา เรามาถึงแล้วพวกเธอนี้ยังมาไม่ถึง

 พยายามเดี๋ยวเดียวก็ถึง ไม่เจ็ดวันก็เจ็ดเดือน

 ไม่เจ็ดวันก็เจ็ดปี พากเพียรพยายามกัน

รับรองได้ว่าต้องมาถึงอย่างแน่นอน

นี่ก็คือผลที่เราจะได้รับจากการที่มีพระพุทธศาสนา

 ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

พวกเราก็ยังจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป

 แต่ภพนี้ชาตินี้พวกเรามีหวังมีโอกาส

ไม่เจ็ดวันก็เจ็ดเดือน

 ไม่เจ็ดเดือนก็เจ็ดปี สามารถหลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

 ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาจะไม่มีใครมารับประกันให้เรา

 เราอาจจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

อย่างไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าเราจะได้พบ

กับพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่

ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาอีกเมื่อไหร่อีกนานสักเท่าไหร่

ตอนนี้เรามีองค์ปัจจุบันแล้วอย่าไปผัดวันประกันพรุ่ง

 รีบตักตวงฉวยโอกาสเสีย ด้วยการมาปฏิบัติบูชากัน

 วันนี้เราต้องการที่จะบูชาคุณ

ของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

ก็ขอให้เราบูชาด้วยการปฏิบัติบูชา

 เพราะเป็นวิธีบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า

เป็นการบูชาที่ถูกต้อง การบูชามีสองแบบ

 อามิสบูชากับปฏิบัติบูชา

อามิสบูชาก็บูชาด้วยเครื่องสักการะ

เช่นดอกไม้ธูปเทียน

ส่วนปฏิบัติบูชาก็คือการปฏิบัติตาม

คำสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง

ฉะนั้น อามิสบูชานี้จะไม่ได้ผลประโยชน์มาก

 ถ้าอยากได้รับผลประโยชน์มาก

 อยากจะบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 อย่างแท้จริง  ขอให้เรามาปฏิบัติบูชากัน

บูชาด้วยการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา

แล้วผลอันเลิศอันประเสริฐ

ก็จะเป็นผลที่จะตามมาต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑






ชอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 กรกฎาคม 2561
Last Update : 28 กรกฎาคม 2561 6:26:06 น.
Counter : 163 Pageviews.

0 comment
<<< "ของชั่วคราว" >>>









"ของชั่วคราว"

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

ก็จะไม่มีใครรู้คำตอบที่ถูกต้อง

 พระพุทธเจ้าเป็นคนเดียวที่รู้คำตอบ

ของคำถามสองคำถามนี้ว่า เราเกิดมาได้อย่างไร

 แล้วเมื่อเกิดมาแล้วเราควรจะทำอะไรกับชีวิตของเรา

ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

 เหตุที่พาให้เรามาเกิดก็คือตัณหาความอยาก

 ความอยากหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ทำให้เราต้องมีร่างกาย เพราะถ้ามีร่างกาย

ก็มีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีร่างกาย

ที่เราเอาไปหาความสุข

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้

 เวลาเราได้สัมผัสรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ที่เราอยากจะสัมผัสนี้ พอเราได้สัมผัสแล้ว

เราก็เกิดความสุขขึ้นมา

ทำให้เราติดกับความสุขแบบนี้

เพราะความสุขแบบนี้มันเป็นเหมือนยาเสพติด

 มันได้มาแล้วมันก็หายไปหมดไป

 ไม่เที่ยงเป็นความสุขชั่วคราว

 พอหมดไปใจที่อยากจะมีความสุขแบบนี้

ก็ต้องหามาเพิ่มต้องหามาเสพอยู่เรื่อยๆ

 ของทุกอย่างที่เราเสพผ่านทางร่างกายนี้

เป็นเหมือนยาเสพติดทั้งนั้น

 ละครที่เราดู เพลงที่เราฟัง สถานที่เราไปเที่ยว

 คนที่เรารักเราชอบ เป็นยาเสพติดที่เราต้องมี

ถึงจะมีความสุข เวลาเราขาดสิ่งเหล่านี้ไป

เราก็เศร้ากันเสียใจกันทุกข์กัน

 เราก็เลยต้องดิ้นรนหารูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

มาหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้มีความสุขอยู่เรื่อยๆ

 แต่ต่อให้หามาได้มากน้อยเพียงไรก็ตาม

มันก็จะต้องมีวันที่จะต้องไม่สามารถหามันได้

 หรือไม่สามารถเสพมันได้

 เช่น ร่างกายต่อไปก็ต้องแก่ลงไปเรื่อยๆ

เจ็บไข้ได้ป่วยหรือตายไป

 ตอนนั้นความสุขก็ไม่สามารถจะหาได้

เพราะร่างกายไม่มีกำลังวังชา

หรือไม่มีสมรรถภาพความสามารถ

 เวลานอนเจ็บไข้ได้ป่วยนี้

ไปไหนไม่ได้นอนอยู่กับเตียง

 ยิ่งเวลาตายก็หมดเลย

 จบความสุขทางรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 แต่ความอยากที่จะหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรส

มันไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

มันอยู่ที่ใจที่เป็นอีกคนหนึ่ง

ใจกับร่างกายนี้เป็นคนสองคน ร่างกายตายไป

 ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ใจใช้ร่างกายเป็นคนใช้คนรับใช้

ให้ไปหารูปเสียงกลิ่นรสมาให้กับใจ

พอร่างกายคือคนรับใช้ตายไป

 ใจก็ต้องไปหาคนรับใช้ใหม่ เหมือนสมัยนี้

เรามีเด็กรับใช้ที่บ้าน ใช้มาช่วยทำงานที่บ้าน

 กวาดถูบ้านซักเสื้อผ้าทำอะไรต่างๆ

 พอคนรับใช้เขาลาออกไปเราก็ต้องหาคนรับใช้คนใหม่

 เวลาไม่มีคนรับใช้เราก็เดือดร้อนเราก็ทุกข์กัน

 เวลาเราไม่มีร่างกายหรือมีร่างกาย

ที่ไม่สามารถรับใช้เราได้เราก็ทุกข์กัน

เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยพิกลพิการเราก็ทุกข์กัน

 บางทีทุกข์กันกระทั่งอยากจะฆ่าตัวตาย

 แต่การฆ่าตัวตายก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา

 เพราะตัวที่สร้างปัญหาก็คือความอยากของพวกเรา

 ความอยากที่จะหาความสุขผ่านทางร่างกาย

ทำให้เราต้องพึ่งร่างกาย พอไม่มีร่างกาย

เราก็ต้องไปหาร่างกายอันใหม่ไปเกิดใหม่ เนี่ย

 เมื่อก่อนนี้เรามีร่างกายที่เป็นร่างกายอีกอันหนึ่ง

ไม่ใช่ร่างกายที่เรามีอยู่ขณะนี้

 ร่างกายเก่าของเรามันตายไป

 พอร่างกายตายไปใจเราที่มีความอยาก

ก็เลยไปหาร่างกายอันใหม่ที่เรียกว่ามาเกิดใหม่

 นี่แหละคือเหตุที่พาให้พวกเรามาเกิด

ก็คือความอยากได้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ความอยากใน “กามคุณ ๕”

กามคุณ ๕ ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 ที่เราเสพผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 นอกจากความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

แล้วก็ยังมีความอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากมีอยากเป็น

 อยากร่ำอยากรวย อยากเป็นใหญ่เป็นโต

อยากให้คนยกย่องสรรเสริญเยินยอ

 คืออยากในโลกธรรม คือลาภยศสรรเสริญ

สุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ก็คือความอยากทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แล้วพอได้มาแล้วก็มีความอยากไม่สูญเสีย

ไม่อยากให้มันหมดไป

 ได้อะไรมาแล้วก็อยากให้มันอยู่ไป

 มันก็ทำให้ใจเราต้องคอยดิ้นคอยต่อสู้

คอยปกป้องรักษาสิ่งที่เราได้มา

 แต่ปกป้องรักษายังไงก็รักษาไม่ได้

เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เราควบคุมบังคับได้ตลอดไป

เวลาที่เราบังคับมันไม่ได้มันก็จากเราไปได้

 ตำแหน่งเนี่ยบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโต

 เป็นไปสักพักแล้วเดี๋ยวก็จากไป

 ถูกโยกย้ายถูกปลดถูกปฏิวัติ

หรือจากกันด้วยความตาย

 อันนี้แหละคือความอยาก พอไม่มีสิ่งเหล่านี้

ก็หาใหม่อยากได้ใหม่

 นี่คือตัวที่ทำให้เราต้องมาทุกข์

 ถึงแม้ว่าเราจะเป็นใหญ่เป็นโตจะร่ำจะรวย

จะมีอะไรมากมายก่ายกอง

 สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่สามารถ

มาทำให้เราไม่มีความทุกข์ได้

 ยิ่งกลับทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้นไปเสียอีก

โดยที่เราไม่รู้สึกตัว เราคิดว่าเราเป็นใหญ่เป็นโต

เราจะมีความสุขมากจะมีความทุกข์น้อย

 แต่มันกลับมีความทุกข์มากขึ้นไป

ยิ่งเป็นใหญ่เป็นโตยิ่งเครียดมาก

ยิ่งทุกข์มากยิ่งกังวลยิ่งวิตก

 ดูคนที่มาเป็นใหญ่เป็นโตดูสิ

เป็นนายกไม่กี่ปีนี้ผมขาวหน้าเหี่ยวหน้าย่น

 พอถูกปลดไปไม่กี่ปีนี่ดูหนุ่มขึ้นสาวขึ้นเต่งตึงขึ้น

เพราะไม่มีความเครียด

พระพุทธเจ้าก็ได้มาเกิดเป็นใหญ่เป็นโต

ได้เป็นพระราชโอรส แต่พระพุทธเจ้าก็มีปัญญา

เห็นว่าตัวเองจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 เห็นว่าจะต้องทุกข์เมื่อถึงเวลานั้น

หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะสูญเสียลาภยศสรรเสริญ

ที่มีอยู่ไปก่อนที่จะแก่จะเจ็บจะตายก็ได้

 เพราะในโลกนี้มันมีการแก่งแย่งชิงดีกัน

 ถ้าพลาดก็ถูกคนอื่นเขาแย่งไป

 มีข่าวในหนังสือพิมพ์ทุกวันนี่

เห็นไหมประเทศซาอุนี่เขาก็มี

เหมือนกับปฏิวัติจากพวกที่มีอำนาจมีเงินมีทอง

 โดยอ้างว่าเขาคอรัปชั่น โกง

 เมื่อวานนี้ก็มีปฏิวัติซิมบับเว (Zimbabwe) ก็เหมือนกัน

 ก็อ้างว่าโกง อยู่ที่ไหนมีปฏิวัติ

ก็เอาคำว่าโกงมาเป็นเหตุทั้งนั้นแหละ

เมืองไทยปฏิวัติก็โกงเห็นไหม จำนำข้าวอะไรอย่างนี้

 อันนี้ก็จะมีเหตุไม่มีเหตุเขาก็หาเหตุเขาได้

แต่เหตุจริงๆก็คือตัณหาความอยาก

ของคนกระทำนั่นแหละ อยากเป็นใหญ่เป็นโต

 อยากได้ลาภยศสรรเสริญสุข

เห็นคนอื่นเขามีตนเองไม่มีก็อิจฉาริษยา

 พอมีช่องทางที่จะทำให้ได้สิ่ง

ที่ตนเองอยากได้มาก็ทำไป

ฉะนั้นถ้าเรามายุ่งกับลาภยศสรรเสริญ

 มาหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แทนที่จะมีความสุขมันไม่สุขหรอก

มันสุขน้อยสุขเดี๋ยวเดียว อาจจะสุขทางร่างกาย

 ร่างกายมีกินมีใช้อย่างเหลือเฟือ

อยากจะซื้ออะไรมากินอยากจะดื่มอะไรอยากจะดูอะไร

 ถ้ายังมีเงินทองอยู่ก็สามารถทำได้

 แต่ใจนี้มันจะต้องคอยดิ้นหาอยู่เรื่อยๆ

ต้องคอยปกป้องรักษา

 ใจไม่มีความสุขหรอกสุขน้อยทุกข์มากกว่า

 นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเห็น

ก็เลยไม่อยากที่จะกลับมาเกิดอีก

 เพราะต่อให้กลับมาเกิดเป็นใหญ่เป็นโตขนาดไหน

มีทรัพย์สมบัติมีอะไรมากน้อยเพียงไร

มันก็ต้องมีวันเสื่อมมีวันหมด

 ของทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นของชั่วคราว

 เป็นสมบัติผัดกันชม

เวลามาเราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา

 เดี๋ยวเวลาไปเราก็ไม่ได้เอาอะไรไป

 เอาแต่บุญกุศลมาหรือบาปมา

 แล้วเวลาไปก็เอาบุญกุศลหรือบาปไป

 บุญกุศลหรือบาปนี่แหละ

เป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์หรือเราสุขกัน

 พระพุทธเจ้าทรงเห็นทรงเข้าใจก็เลยรู้ว่า

ต้องหยุดการมาเกิดถึงจะไม่มีความทุกข์

 ถ้ายังมีการเกิดอยู่ก็ยังต้องมาแก่มาเจ็บมาตาย

มาดิ้นรน มาแก่งแย่งชิงดี มาต่อสู้กัน

เพื่อมาหาความสุขชั่วคราวกัน

 แล้วเดี๋ยวพอแก่พอเจ็บพอตาย ก็ต้องทิ้งไปหมด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 กรกฎาคม 2561
Last Update : 26 กรกฎาคม 2561 10:20:32 น.
Counter : 207 Pageviews.

0 comment
<<< "มองทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์" >>>










"มองทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์"

เพราะเราไม่ได้เห็นด้วยปัญญา

ถ้าเห็นด้วยปัญญาก็เห็นว่ามันเป็นอนัตตา

 คือมันเป็นอย่างนี้แหละ มันเป็นเหมือนธรรมชาติ

ฝนฟ้าอากาศ มันก็มีฝนตกแดดออก

มีอะไรสลับกันไป เหตุการณ์ต่างๆ

ที่เราไปประสบพบเจอมันก็อย่างนี้ มีดีบ้างไม่ดีบ้าง

มีคนดีบ้างมีคนไม่ดีบ้าง มีสุขบ้างมีทุกข์บ้าง

 แต่พอเราทุกข์เราก็เลยมาใช้สติดึงกลับ

ดึงใจกลับมาจากเรื่องที่ทำให้เราทุกข์

 แต่ถ้าเรากลับไปดูเรื่องที่เราทุกข์มันก็ยังทุกข์อยู่

 แต่ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์กับมัน

เราก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็นแบบนี้

มันเป็นธรรมชาติ เป็นอนัตตา

 เหมือนกับเวลาเราเห็นฝนตกเราก็ไม่เป็นทุกข์กับมัน

 เพราะว่าเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราไปทำอะไรไม่ได้ ใช่ไหม

 เวลาฝนตกเราจะไปห้ามมันไม่ให้มันตกก็ไม่ได้

 เวลาน้ำมันจะท่วมเราจะไปห้ามไม่ให้มันท่วมก็ไม่ได้

เรามักจะไม่ทุกข์กับเรื่องฝนฟ้าอากาศ

 เพราะเรามองเขาเป็นธรรมชาติ เป็นอนัตตา

 แต่เรื่องอื่นนี้เรายังมองว่าเป็นของที่เราทำอะไรได้อยู่

 เราเลยทุกข์ เพราะว่าเราอยาก

ให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 แต่ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์ของเราก็เกิดจาก

ความอยากของเรานี่เอง

 อยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

พอเขาไม่เป็นเราก็ทุกข์กัน เราก็ต้องมองว่า

เราไปทำให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้

 เขาเป็นเหมือนฝนฟ้าอากาศ เราต้องอยู่กับเขา

 เหมือนกับเราอยู่กับศพอย่างนี้

 เขาจะเป็นอะไรก็เรื่องของเขา

 เราไม่ควรที่จะต้องไปทุกข์กับเขา

 ถ้าเราไม่มีความอยากเราก็จะไม่ทุกข์

นี่เราต้องใช้ปัญญาดูว่าความทุกข์ของเรานี้

เกิดจากความอยาก แล้วสิ่งที่เราอยาก

เราก็ไปสั่งมันไม่ได้ สั่งให้มันเป็นอย่างนั้น

สั่งให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้

พอเราเห็นมันเป็นธรรมชาติ เราทำอะไรไม่ได้

 เราก็หยุดความอยาก แล้วต่อไปเราก็จะไม่ทุกข์

กับสิ่งที่เราเห็นที่เรารับรู้

อันนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการของอริยสัจ

ต้องเห็นว่าทุกข์เกิดจากความอยาก

แล้วทุกข์จะดับก็เพราะว่าเราเห็นว่า

สิ่งที่เราอยากนั้นมันไม่เที่ยง ไม่ใช่เป็นของเรา

 หรือไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะควบคุมบังคับ

ให้มันเป็นตามความอยากของเราได้

 พอเราปล่อยวางปั๊บเราก็จะไม่ทุกข์กับมัน

 อันนี้คือขั้นปัญญา ถ้ามีปัญญาแล้วพอมันแก้ไปแล้ว

มันจะหายขาดเลย มันจะไม่ทุกข์กับเรื่องนั้นอีกต่อไป

 ฉะนั้น พยายามมองทุกอย่างว่าเป็นไตรลักษณ์

 เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นของชั่วคราว

 มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับไปเป็นธรรมดา

เป็นอนัตตา เป็นดินน้ำลมไฟ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

สนทนาธรรมมบนเขา

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 กรกฎาคม 2561
Last Update : 25 กรกฎาคม 2561 9:06:57 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ