Group Blog
All Blog
<<< "เดินไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา" >>>










“เดินไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา”

เวลาปฏิบัติธรรมนี้ เราต้องพยายามปฏิบัติให้ถูกต้อง

 ที่เรียกว่า สุปะฏิปันโน ปฏิบัติตามคำสอน

ของพระพุทธเจ้าทุกประการอย่ายกเว้น

อย่าอ้างข้อนั้นข้อนี้ ว่าไม่จำเป็น

หรือไม่ชอบที่จะปฏิบัติ

ทุกข้อที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัตินี้

เป็นธรรมที่จำเป็นทั้งนั้น

ถ้าเราข้ามขั้นไปหรือไม่ปฏิบัติ

 เราก็จะไม่ได้ผลที่เราต้องปฏิบัติ

 พอไม่ได้ผลก็จะเกิดความเบื่อหน่ายท้อเเท้

 เกิดความขี้เกียจขึ้นมา ไม่อยากที่จะปฏิบัติ

 เพราะปฏิบัติไปแล้วก็ไม่ได้ผล

 ก็ไม่รู้จะปฏิบัติไปทำไม ที่ไม่ได้ผลก็เพราะว่า

ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

หรือปฏิบัติไม่ถูก เพราะว่าไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้

เวลาศึกษาก็ไม่ได้สนใจ

ที่จะตั้งใจศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ

 พอนำเอาไปปฏิบัติ

ก็จะไม่ได้นำเอาวิธีการที่ถูกต้องไปปฏิบัติ

ผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้นมาได้ หรือไปเชื่อคนอื่น

 ไปฟังอาจารย์แล้วไปฟังอีกคนเขาบอก

ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก ทำอย่างนี้ก็ได้

 พอไปเขาเข้ามันก็เลยเละเทะไปใหญ่

ไม่รู้ใครถูกใครผิดกัน

ดังนั้นขอให้พวกเราต้องพยายามศึกษาให้ถ่องแท้

ให้รู้อย่างแน่นอนว่าวิธีการไหนเป็นวิธีการที่ถูกต้อง

 ถ้าไม่มั่นใจในครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ก็ขอให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่มีจารึกไว้ในพระไตรปิฎนี้

 เป็นผู้นำทางเราไปก่อน

ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎ

 แต่ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาทั้งหมด

ในพระไตรปิฎ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

 เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

 ก็สาระคล้ายคลึงกันก็คือสอนวิธีดับทุกข์

 พระสูตรไหนก็คล้ายกันทั้งนั้น

 ก็ให้เลือกเอาพระสูตรที่สำคัญๆ ซึ่งมีไม่กี่พระสูตร

เอามาศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้

 เช่นพระสูตรที่ทรงตรัสสอนเป็นครั้งแรก

ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อันนี้ก็เป็นคำสอนที่ทรงสอนทางสายกลาง

 ทางของการปฏิบัติสู่การหลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา มีมรรคเป็นองค์ ๘

มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

คือความเห็นชอบ ความคิดชอบ

 เป็นส่วนประกอบของปัญญา

 แล้วก็มีการกระทำสัมมากัมมันโต การกระทำชอบ

 สัมมาวาจา การพูดชอบ

 แล้วก็สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ

 อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบของศีล

 แล้วก็สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

 สัมมาสติ การระลึกรู้ชอบ

สัมมาสมาธิ การตั้งมั่นของจิตใจชอบ

 อันนี้ก็เป็นองค์ประกอบของสมาธิ

 รวมกันแล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา

อันนี้เป็นพระสูตรคำสอนครั้งแรกของพระพุทธเจ้า

 ทรงสอนแนวทางการปฏิบัติสู่มรรคผล นิพพานเลย

 ผู้ที่ต้องการจะไปมรรคผล นิพพานนี้

จะต้องเดินไปในทางนี้ทุกคน

จะต้องเดินไปในทาง

ศีล สมาธิ ปัญญาด้วยกันทุกๆ คน

ถึงจะสามารถไปถึงมรรคผล นิพพาน

 ถึงการหลุดพ้นจากกองทุกข์

 แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ ไม่มีทางอื่น

 ทางนี้เป็นทางเดียวเท่านั้น

 เป็นทางพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินไปแล้ว

 ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

แล้วจึงนำเอาทางนี้ มาเผยแผ่สั่งสอน

ให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘







ขอบคุณที่มา fb' พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 มีนาคม 2561
Last Update : 27 มีนาคม 2561 5:21:48 น.
Counter : 267 Pageviews.

0 comment
<<< "คุณค่าคุณประโยชน์ของพระธรรมคำสอน" >>>









"คุณค่าคุณประโยชน์

    ของพระธรรมคำสอน"

พวกเรานี้เกิด แก่ เจ็บ ตายกันมาไม่รู้กี่ล้านๆรอบแล้ว

 แล้วก็จะเกิด แก่ เจ็บ ตายอย่างนี้ไปอีก

เป็นล้านๆ รอบเช่นเดียวกัน

 ถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ถ้าพบพระพุทธศาสนาแต่ไม่สนใจที่จะศึกษา

 ที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 การได้พบกับพระพุทธศาสนา

ก็ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

 เหมือนกับไก่ที่ได้พลอย

 ไก่นี้จะไม่สนใจกับเพชรพลอย

ที่ขุดคุ้ยเขี่ยไปเจอเข้า เพราะไก่นี้จะหาแต่ไส้เดือน

 มาเป็นอาหาร ไม่เห็นคุณค่าของเพชรพลอยที่พบ

 ในขณะที่ขุดคุ้ยก็จะเขี่ยทิ้งๆไป

ใจของผู้ที่ไม่มีปัญญา ใจของผู้ที่ยังมืดบอดอยู่

 จะไม่เห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

จะไม่ให้ความสำคัญ จะไม่สนใจที่จะศึกษา

จะไม่สนใจที่จะปฏิบัติตาม

 เพราะสิ่งที่ใจของผู้ที่มีความมืดบอดสนใจนั้น

 ไม่ใช่เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 แต่เป็นลาภยศ สรรเสริญ สุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ผู้ที่มีความมืดบอดจะมุ่งไปหาลาภยศ สรรเสริญ

หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายกัน

 จะไม่เข้าหาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะไม่ได้เห็นคุณค่าเห็นคุณประโยชน์นั่นเอง

ผู้ที่ยังไม่เห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ของพระธรรมคำสอน

 ก็ยังไม่สายจนเกินไป ถ้าสนใจเข้ามาศึกษา

เข้ามาฟังมาหาความรู้ หาความเข้าใจว่า

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ มีคุณค่า

มีประโยชน์อย่างไร ถ้าได้ศึกษาไปเรื่อยๆ

ก็จะเกิดความเข้าอกเข้าใจดีขึ้นไปเรื่อยๆ

 จะเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่จะปฏิบัติตามได้

 แล้วก็ถ้าได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

 อย่างขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยไม่ย่อท้อ

 ไม่หยุดไม่หย่อน ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ช้าบ้าง เร็วบ้าง

มากบ้าง น้อยบ้าง ตามวาระตามโอกาส

 ตามกำลัง ไม่ช้าก็เร็วก็จะได้รับผลประโยชน์

จากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

จะได้หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย

การฟังธรรมจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง

 สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นคุณค่าเห็นประโยชน์

 ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ต้องพยายามหมั่นฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ

 เหมือนกับไก่หรือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของเพชรนิลจินดา

 เช่นเด็กเขาจะไม่รู้จักคุณค่าของเพชรนิลจินดา

ว่ามีคุณค่าอย่างไร เด็กๆเขาก็จะสนใจกับขนมนมเนย

 เขาก็จะไม่รู้ว่าเวลาได้เพชรพลอยมาแล้ว

จะเอามาทำประโยชน์อะไรให้กับเขาได้

 แต่ถ้าเขาได้ยินได้ฟังคุณค่าของเพชรพลอยอยู่เรื่อยๆ

ว่า มีคุณค่าราคามากกว่าขนมนมเนยที่เขาสนใจ

ที่เขาอยากได้ เพราะถ้ามีเพชรมีพลอยแล้ว

สามารถเอาเพชรพลอยเหล่านี้

ไปแลกกับขนมนมเนยได้เป็นจำนวนอันมากมาย

เขาก็จะเริ่มเห็นคุณค่า

 เห็นความสำคัญของเพชรพลอยต่อไป

 ฉันใดผู้ที่ยังไม่เห็นคุณค่า

ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ถ้าได้ศึกษาได้ฟังธรรมบ่อยๆเข้าไปแล้ว

 ก็จะเริ่มเห็นคุณค่าเห็นคุณประโยชน์

ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่ามีคุณค่า

 มีคุณประโยชน์มากกว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายในโลก

 มากกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขากำลังแสวงหาอยู่ในตอนนี้

 คือการหาลาภยศ สรรเสริญ

หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 มีนาคม 2561
Last Update : 26 มีนาคม 2561 8:54:01 น.
Counter : 207 Pageviews.

0 comment
<<< " มือสมัครเล่น มืออาชีพ" >>>










“มือสมัครเล่น มืออาชีพ”

นี่ก็คือวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้จิตใจของเรา

เข้าสู่พระนิพพานต้องทำกันไปเป็นขั้นเป็นตอน

 เพราะมันเป็นสิ่งที่ สนับสนุนกันเหมือนขั้นบันได

เราเดินบันไดนี้เราต้องก้าว

จากขั้นที่ ๑ ไปสู่ขั้นที่ ๒ ขั้นที่ ๓

ไม่มีใครกระโดดขึ้น ไปขั้นที่ ๔ ขั้นที่ ๕ เลย

 เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันยาก

มันต้องก้าวไปทีละก้าว ท่านถึงสอนให้เรา

มีความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของความดี

 จะทำให้เรามีความเสียสละ

 จะทำให้เราอยากจะทำความดีกัน

พอเรามีความอยากทำความดีมีฉันทะ วิริยะ

เราก็จะทำทานกันตามที่พระพุทธเจ้าสอน

ทำทานกัน รักษาศีล ๕ กันไปก่อน

แล้วก็ไหว้พระสวดมนต์ภาวนาเช้า-เย็นไป

ซ้อมไว้ก่อน หัดไว้ก่อน เพราะเวลาเริ่มต้นนี้

เรายังมีภารกิจ การงานต่างๆ ที่ยังต้องทำอยู่

 แต่ถ้าเราเป็นคนที่ว่างงานไม่มีภารกิจอะไรนี้

เราก็ไปภาวนาได้เลย ไปบวชเลย ไปอยู่วัดเลย

 ไปศึกษากับครูบาอาจารย์เลย

 แต่ถ้าเรายังมีครอบครัว หรือมีภาระต่างๆ

ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ เราก็ค่อยๆ ปลูกฝังธรรม

ตามเวลาที่เรามีกัน เราไม่มีเวลามาก

เพราะเราต้องไปทำมากิน ไปทำงานทำการ

 เราก็จะทำได้แต่ช่วงเช้าก่อนที่เราจะไปทำงานกัน

 เราก็มาปลูกฝังจิตใจให้รู้จักการเจริญสติ

 การภาวนา ด้วยการไหว้พระสวดมนต์

ด้วยการนั่งสมาธิกันไป ด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรม

 เพื่อจะได้รู้ว่าวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องนั้น ปฏิบัติอย่างไร

 มีธรรมเตือนใจไม่ให้หลงไปกับกระแส

ของกิเลสตัณหาต่างๆ และเราก็ไปทำงานทำการกัน

กลับมาบ้านกินข้าวแล้วก็ก่อนจะนอน

ก็มาปฏิบัติธรรมกันต่อ นั่งสมาธิไหว้พระสวดมนต์

ฟังเทศน์ฟังธรรมกัน แล้วก็นอนพักผ่อนไป

ก็ทำได้เท่านี้ถ้าเรายังมีภารกิจการงานต่างๆ

 แต่ถ้าเราไม่มีภารกิจ

หรือเราสามารถตัด ภารกิจต่างๆ ได้

 เราก็ไปอยู่วัดเลย ไปศึกษาจากครูบาอาจารย์กัน

 ไปปฏิบัติกัน แล้วมันก็จะทำให้เราได้ก้าวเข้าสู่

 การปฏิบัติเต็มรูปแบบ

เพราะการที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

มันต้องปฏิบัติแบบเต็มรูปแบบเท่านั้น

 ถ้าปฏิบัติแบบมือสมัครเล่นนี้ มันสู้มืออาชีพไม่ได้

เวลาแข่งขันกีฬานี้เขามีแต่มืออาชีพที่ได้รางวี่รางวัลกัน

 มือสมัครเล่นนี้ก็เป็นการ ออกกำลังกายกันเสียมากกว่า

ไม่ได้หวังเอารางวี่รางวัลอะไรกัน

 แต่พวกมืออาชีพนี้เขาต้องการรางวัลกัน

 เขาก็เลยไม่ทำอะไร เขามีแต่ซ้อมกีฬาอย่างเดียว

 ถือการซ้อมกีฬาเป็นอาชีพของเขาไป

พวกที่ต้องการไปนิพพาน

ก็ถือการภาวนาเป็นอาชีพไป เป็นนักบวชไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 มีนาคม 2561
Last Update : 25 มีนาคม 2561 9:37:25 น.
Counter : 222 Pageviews.

0 comment
<<< "สติมนุษย์" >>>










“สติมนุษย์”

ใจที่มีสมาธินี้จะแข็งเหมือนหิน

จะมีความมีน้ำหนักมาก

 ก้อนหินเวลาพายุมาพัดนี้

มันไม่ขยับเลยใช่ไหม

 แต่ใจที่ไม่มีสมาธิมันเหมือนปลิวปุยนุ่น

เห็นปุยนุ่นไหมเวลาลมพัดมาเบาๆแล้วก็ไปละ

 แล้วขนนกนี่ ขนนกนี้เวลามีลมพัดมาเบาๆก็ไปเลย

ใจพวกเราก็เป็นเหมือนขนนกนี่

 พอมีอะไรกระทบใจหน่อย ไปเลย

ดีใจก็ดีใจสุดสุดเลย เสียใจก็เสียใจสุดสุด

เศร้าใจก็เศร้าใจสุดสุด

โกรธก็โกรธแบบสุดสุดเลย

 เพราะว่าไม่มีน้ำหนัก

ตัวที่จะทำให้ใจมีน้ำหนักก็คือ สติ

สติจะคอยดึงใจไม่ให้ไปดีใจ ไม่ให้ไปเสียใจ

ไม่ให้ไปคิด ไม่ให้ไปรัก ไปชัง ไปกลัว ไปหลง

 ตอนนี้พวกเราไม่ค่อยมีสติกัน มีแต่มีไม่มาก

มีพอที่จะอยู่แบบมนุษย์ได้

 แต่บางคนนี้มีสติน้อยก็อยู่แบบมนุษย์ไม่ได้

พวกที่ไปทำบาปนี้ แสดงว่ามีสติเดรัจฉานแล้ว

 เป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรดแล้ว เป็นงูแล้ว

 เวลาเจองูแล้วเราทำยังไง

 เราก็จับมันเอาไปขังไว้ในกรง ในคอก

 ถ้าปล่อยมันไปตามที่

 เดี๋ยวมันก็ไปกัดคนนั้นกัดคนนี้

เพราะมันไม่มีสติยับยั้งเวลาที่มันจะทำร้ายผู้อื่น

 นี้มันไม่มีสติเหมือนมนุษย์

มนุษย์พอจะทำอะไรนี่

พอจะไปทำร้ายผู้อื่นนี้ มันมีสติ

 มันจะยับยั้งว่าทำไม่ได้

ทำแล้วจะเสียหายมากกว่าไม่ทำ

 ทำแล้วเดี๋ยวจะต้องถูกจับไปติดคุกติดตะราง

 ก็เป็นมนุษย์ดีกว่า ดีกว่าไปเป็นเดรัจฉาน

 เช่นโกรธใครอยากจะฆ่าเขานี่ พอได้สติขึ้นมา

 อ๋อ ฆ่าไม่ได้แล้ว ฆ่าแล้วเราเป็นเดรัจฉานแล้ว

เดี๋ยวต้องไปติดคุกติดตะราง

 เป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด เป็นสัตว์ร้ายแล้ว

 นี่คือระดับสติที่พวกเรามีกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมมะบนเขา

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 มีนาคม 2561
Last Update : 24 มีนาคม 2561 5:57:23 น.
Counter : 242 Pageviews.

1 comment
<<< "สร้างพระในใจ" >>>









“สร้างพระในใจ”

เราต้องมาสร้างพระกัน สร้างพระในใจ

อย่าไปสร้างพระนอกใจ พระนอกใจไม่ใช่พระ

 คุ้มครองเราไม่ได้พูดง่ายๆ

พระพุทธรูปยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้เลย

 ถูกโจรมาตัดเศียรไปขายเยอะแยะไปหมดเห็นไหม

เห็นพระพุทธรูปไม่มีคอ ไม่มีศรีษะไหม

ถ้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จริง

จะต้องคุ้มครองตัวเองได้ก่อนใช่ไหม

 ตัวเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้

จะไปคุ้มครองคนอื่นได้อย่างไร

 เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งศักดิ์อะไร

 มันเป็นเพียง เหมือนกับภาพที่ให้เรารำลึก

ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง

 เป็นภาพเห็นพระพุทธรูปแล้ว

เราจะได้ระลึกถึงพระในใจ

 พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราสร้างพระในใจ 

มีพระอยู่รูปหนึ่งทำพระพุทธรูปมาถวายพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าบอกนี่ไม่ใช่เรา เราคือธรรมะ

สร้างธรรมะขึ้นมาในใจ สร้างสติขึ้นมา

 สร้างปัญญาขึ้นมา แล้วจะมีพระอยู่ในใจคุ้มครองเรา

 พระที่มีคนแกะสลักมาด้วยไม้นี้ไม่ใช่พระ

เป็นแค่วัตถุมงคล มีไว้เพื่อเตือนสติ

ให้เรามาสร้างพระในใจ เวลาเราเห็นพระ

 เวลาเราไปกราบพระนี้ เราเคยคิดบ้างไหมว่า

 เรามากราบอะไร กราบทำไม

การมีพระนี้เพื่อให้เตือนใจเรา

 เพื่อให้เรามาสร้างพระในใจกัน

ทำใจเราให้เหมือนกับพระพุทธเจ้า

 ทำใจของเราให้เหมือนกับใจของพระพุทธเจ้า

 หน้าที่พระพุทธรูปมีแค่นี้แหละ

มีเป็นเครื่องเตือนใจเรา เป็นเครื่องสอนใจเรา

เวลาเห็นพระกราบพระ ต้องย้อนเข้ามาว่า

 เราต้องมาทำใจเราให้เป็นพระให้ได้

ใจจะเป็นพระต้องมาฆ่ากิเลส ถึงจะเป็นพระได้

ถ้าใจยังโลภยังอยากอยู่นี้ ยังไม่เป็นพระ

 เป็นพระไม่ได้ จะเป็นพระนี้ต้องกำจัด

ความโลภ ความโกรธ ความหลง

 กำจัดกิเลสตัณหาต่างๆให้มันหมดไปจากใจ

 จะกำจัดมันได้ต้องไปอยู่ที่เงียบๆ

 แล้วต้องทำใจให้สงบ

 ใจจะสงบไม่ได้ถ้าอยู่ในที่วุ่นวาย

 ถ้ามีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรต่างๆ 

เหมือนกับน้ำในสระนี่

น้ำในสระถ้าปล่อยให้คนไปเล่นไปว่าย

 จะให้มันนิ่งได้อย่างไร ถ้าอยากจะให้มันนิ่ง

 ต้องห้ามไม่ให้ลงไป เข้าไปในสระ น้ำมันถึงจะนิ่งได้

 ใจของพวกเราก็เหมือนน้ำในสระ

ไม่เคยนิ่งเลยใช่ไหม

 วันนึงมีแต่กระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา

 วุ่นวายกับเรื่องนั้น วุ่นวายกับเรื่องนี้

หนักอกหนักใจกับเรื่องนั้นกับเรื่องนี้

กับคนนั้นกับคนนี้อยู่ตลอดเวลา

นานๆอาจจะมีเป็นช่วงที่อาจจะว่างบ้าง

เวลาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร แต่ก็ไม่ถึงกับนิ่งทีเดียว

 เบาลงหน่อยเท่านั้นเอง เราต้องการให้ใจมันนิ่งเต็มที่

 เพราะว่าความนิ่งของใจนี่แหละ

ที่จะเป็นตัวดับความทุกข์ใจได้

 เวลาใจไม่นิ่งถ้าเราทำให้มันนิ่งได้

ความทุกข์ก็จะหายไป เวลาใจไม่นิ่ง

 ความทุกข์ก็จะโผล่ขึ้นมา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 มีนาคม 2561
Last Update : 22 มีนาคม 2561 6:44:03 น.
Counter : 263 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ