Group Blog
All Blog
<<< "โลกธรรม ๘ " >>>










“โลกธรรม ๘ ”



โลกธรรม ๘ ก็คือ ลาภยศสรรเสริญสุขนี่เอง

 เป็น ๔ คู่ คือลาภยศสรรเสริญสุข มีทั้งเจริญและมีเสื่อม

 เราก็เรียกว่าเป็น ๔ คู่ หรือเป็น ๘ เจริญลาภ เจริญยศ

 เจริญสรรเสริญ เจริญสุข ก็เรียกว่าหนึ่งด้าน

อีกด้านหนึ่งก็ด้านเสื่อม มีเจริญก็ต้องมีเสื่อม

มีเงินเดี๋ยวก็เงินหมด มียศเดี๋ยวก็ยศหมด

มีสรรเสริญเดี๋ยวสรรเสริญก็หมด มีสุขเดี๋ยวสุขก็หมด

 นี่คือโลกธรรม ๘ มันเป็น ๔ คู่ด้วยกัน

 คือ ลาภยศสรรเสริญสุข มันต้องมีเจริญแล้วต้องมีเสื่อม

 ท่านถึงเรียกว่ามันเป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

อนิจจังก็คือมันไม่แน่นอน ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ มีขึ้นมีลง มีได้มีเสีย

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มีนาคม 2562
Last Update : 5 มีนาคม 2562 10:13:56 น.
Counter : 71 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ความมืดบอดของใจของผู้ที่ไม่มีปัญญา" >>>








“ความมืดบอดของใจ

    ของผู้ที่ไม่มีปัญญา “

หนังสือนี้ก็เป็นความรู้เป็นเรื่องของปัญญา

 คนเราจะฉลาดจะมีความรู้ก็ต้องมีการศึกษาจากผู้รู้

 ถ้าเราไม่สามารถศึกษาจากตัวเราเองได้

สอนตัวเราเองได้ให้ฉลาด เราก็ต้องอาศัย

คนที่เขาฉลาดมาสอนเรา เราก็ต้องศึกษาจากเขา

เช่น อ่านหนังสือหรือฟังคำสอน

 เมื่อเราได้รับได้ยินได้ฟังได้อ่านหนังสือ

เราก็จะได้ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

 ความรู้ที่เราไม่รู้มาก่อนเราก็จะได้รู้

ความรู้นี้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่จิตใจของพวกเรา

 เพราะจิตใจของพวกเรานี้

เปรียบเหมือนคนที่อยู่ในที่มืด

 มืดบอดด้วยความไม่รู้ มืดบอดด้วยความหลง

 ความหลงก็คือความเห็นผิดเป็นชอบ

 ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง เช่น เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เราก็เลยทุกข์กันอยู่เรื่อยๆ เพราะเราคิดว่า

สิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเป็นสุขกัน ถ้าเรามีปัญญา

หรือมีคนบอกให้เรารู้ว่า

สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นสุขนั้นมันเป็นทุกข์

 แล้วเราเห็นตามที่เขาบอก เราก็จะไม่ไปหาสิ่งนั้นอีก

 เมื่อเราไม่ไปหาสิ่งนั้นเราก็จะไม่ต้องทุกข์กับมัน

 แต่ตอนนี้เรายังทุกข์กันอยู่

ทุกข์เพราะว่าเรายังไม่เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์

เรากลับไปเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เราก็เลยไปหามัน พอไปหามันก็เลยต้องทุกข์กับมัน

 เหมือนกับเห็นงู งูพิษว่าเป็นปลาไหล

 ก็ไปจับมันมาเพราะคิดว่าเป็นอาหาร

 พอไปจับงูพิษที่เราคิดว่าเป็นปลาไหลก็ถูกมันกัด

 มันก็เจ็บทรมาน

นี่คือความมืดบอดความเห็นผิดเป็นชอบ

 ความเห็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

 เราจึงต้องทุกข์กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสุข

 เพราะเขาเป็นทุกข์ เหมือนไฟมันร้อน

แต่เราไปคิดว่ามันเย็น

 เพราะเราไปแต่ไฟเข้าไฟก็ไหม้มือเราเผามือเรา

 เห็นไหมเด็ก เด็กมันไม่รู้ว่าไฟมันเป็นอันตราย

ไปเล่นกับไฟก็ถูกไฟเผาถูกไฟช็อตเอา

 ผู้ใหญ่รู้ผู้ใหญ่ก็เลยต้องคอยสอนเด็ก

คอยห้ามเด็กไม่ให้ไปเล่นกับไฟ

พวกเราถึงแม้ว่าร่างกายจะเป็นผู้ใหญ่

แต่ใจยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่รู้สิ่งที่ทุกข์ว่าเป็นทุกข์อยู่

ยังไปคิดว่าสิ่งที่เป็นทุกข์นี้เป็นสุขกัน

 เราจึงทุกกันอยู่ทุกวันนี้

 ความทุกข์ของเรานี้เกิดจากความหลง

เกิดจากความไม่เห็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์

 เกิดจากความเห็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เราเลยเข้าหาความทุกข์อยู่เรื่อยๆ

 เพราะคิดว่ากำลังเข้าหาความสุขกัน

 พอเข้าไปเจอต้องร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจกัน

นี่คือความมืดบอดของใจของผู้ที่ไม่มีปัญญา

 ผู้ที่ไม่มีความรู้ว่าทุกข์คืออะไร

สิ่งไหนคือทุกข์สิ่งไหนไม่ใช่ทุกข์

สิ่งไหนคือสุขสิ่งไหนคือทุกข์

 เราเห็นกลับตรงกันข้าม

 สิ่งที่เป็นสุขเรากลับเห็นว่าเป็นทุกข์

สิ่งที่เป็นทุกข์เรากลับเห็นว่าเป็นสุข

เราก็เลยไปหาความทุกข์กัน

อะไรที่เป็นทุกข์ที่เราคิดว่าเป็นสุข

พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ

 รูป เสียง กลิ่น รสต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์

 แต่มันจะมีความสุขเคลือบอยู่บางๆ

เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล เวลาเราได้มันมาใหม่ๆ

เราจะมีความสุขกัน ได้ลาภมาก็ดีใจ

ได้เงินได้ทองมาก็ดีใจ ได้ยศได้ตำแหน่งก็ดีใจ

 ได้รางวัลได้การสรรเสริญเยินยอก็ดีใจ

ได้ไปสัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ

 เช่น เวลาเราไปเที่ยวเราไปสัมผัส

กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ

ไปกันไปดื่มอาหารเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

 ไปดูไปฟังภาพยนตร์ดูละคร ฟังการร้องรำทำเพลง

 พอเราไม่มีมันความสุขที่เราได้จากมันก็หายไป

ความทุกข์คือความว้าเหว่ความเศร้าสร้อยหงอยเหงา

 ความซึมเศร้าก็จะปรากฏขึ้นมาในใจเรา

นี่คือทุกข์ แต่เราไปคิดว่ามันเป็นสุข

 มันเป็นสุขเดี๋ยวเดียว

 สุขตอนที่เราได้ไปสัมผัสได้ไปรับรู้ ได้รับมา

 แต่เราไม่สามารถเก็บมันไว้ให้อยู่กับเราไปตลอดเวลา

 ได้อะไรมาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไป

บางอย่างก็หมดเร็วบางอย่างก็หมดช้า

 แต่ก็ต้องหมดต้องมีวันสิ้นสุด

 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าให้ความสุขกับเรา

 ในที่สุดมันก็ต้องหมดไป ลาภยศสรรเสริญ

 รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มันต้องหมดไป

 ร่างกายของเราที่ใช้ในการหาลาภยศสรรเสริญ

 หารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ มันก็ต้องหมดไป.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 พฤษภาคม 2561
Last Update : 28 พฤษภาคม 2561 9:47:56 น.
Counter : 314 Pageviews.

0 comment
<<< "ความรู้ทางศาสนากับความรู้ทางโลก" >>>










“ความรู้ทางศาสนากับความรู้ทางโลก”

ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ต่างจากทางโลก

ต่างด้วย ๒ ลักษณะ ต่างอย่างหนึ่งก็คือ

เป็นความรู้ที่ดับความทุกข์ได้ ความทุกข์ทางโลกนี้

ไม่ว่าจะเรียนจากที่ไหนก็ดับความทุกข์ไม่ได้

 แล้วความทุกข์อันนี้ความรู้อันนี้จะดับความทุกข์ได้

ก็ต้องดับด้วยการปฏิบัติด้วยการกระทำ

 ไม่ใช่เพียงแต่การทำการบ้านเท่านั้นเอง

 ไม่ได้เกิดจากการฟังการทำการบ้านอย่างเดียว

 ต้องเอาไปปฏิบัติกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

 แล้วถ้าเราปฏิบัติได้เราก็จะผ่าน แล้วต่อไป

เราจะไม่มีความทุกข์อยู่ในใจของเราเลย

ใจของเราใจเย็นจะสบายไป

 ใครจะพูดอะไรใครจะทำอะไรเราก็มองว่า

เป็นเหมือนเด็กทารกไปเท่านั้นเอง

 เคยเห็นเด็กทารกเราเคยไปโกรธเด็กทารกไหม

 มันจะส่งเสียงร้องไห้จะทำอะไรเสียหาย

ทำข้าวของเสียหายเราก็ไม่เคยไปโกรธเด็ก

 เพราะเรารู้ว่ามันไม่รู้เรื่อง

 มันก็ทำไปตามประสีประสาของมัน

ถ้าเรามีปัญญาเราก็จะรู้ว่าคนที่เบียดเบียนกันนี้

ก็เป็นเหมือนเด็กทารกที่ไม่รู้ประสีประสานั่นแหละ

 ที่ไปด่ากันไปฆ่ากันไปทำสงครามต่อกันและกัน

 มันเป็นเหมือนเด็กทารก

 ไปโกรธเด็กทารกเขาก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 ก็ต้องสอนเท่านั้นเอง จะสอนเขาได้หรือไม่ได้

ก็อยู่ที่ว่าเขาอยากจะฟังหรือไม่ฟัง

ถ้าเขาไม่อยากฟังก็สอนไม่ได้ ถ้าเขาไม่มาที่นี่

 เราจะไปที่ทำงานเขาแล้วไปสอนเขา ไม่ได้

ไปสอนนายก ไปที่สำนักนายก เราขอสอนนายกที

 สอนไม่ได้หรอกถ้าเขาไม่มาขอให้เราสอน

 ธรรมนี้ต้องรอให้มีคนมาสอนให้สอนถึงจะสอนได้

 เพราะอะไรจึงมีธรรมเนียมยังไง

เวลาพระจะเทศน์นี้ต้องอาราธนาก่อน

 เชิญให้พระมาเทศน์ก่อน ถ้าไม่เชิญพระไม่ไปหรอก

 ไปแล้วโดนถีบออก มาทำไม

พวกพระที่เขาไม่เชิญให้ไปเทศน์ เห็นไหม

 โดนเขาด่ากลับเห็นไหม

นี่คือเรื่องของความรู้ทางศาสนา

เป็นความรู้ที่ดับความทุกข์ได้

มีความรู้ทางศาสนาเพียงทางเดียวเท่านั้น

ที่จะดับความทุกข์ต่างๆ ได้

 ความรู้ทางโลกที่เรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัย

 ต่อให้ได้เรียนจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง

ได้ปริญญาเอกได้เกียรตินิยมก็ดับความทุกข์ไม่ได้

 มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะดับได้

 ฉะนั้นขอให้พวกเราจงนำเอาความรู้ที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้

ไปทบทวนไปทำการบ้าน แล้วลองนำเอาไปปฏิบัติดู

 ดูว่าจะดับความโกรธได้หรือไม่

ดับความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธได้หรือไม่

 ถ้าพยายามทำรับรองได้ว่าได้

เอาล่ะนะก็คิดว่าพอสมควรแก่เวลา

 จะอนุโมทนาให้พร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๑









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 พฤษภาคม 2561
Last Update : 27 พฤษภาคม 2561 6:22:16 น.
Counter : 164 Pageviews.

0 comment
<<< "คราบของนักบุญ" >>>










"คราบของนักบุญ"

จำใว้นะ อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ

ยิ่งสมัยนี้เริ่มมีคนจะแอบอ้างเรา รู้จักเรา

เป็นอะไรกับเรา แล้วเดี๋ยวมาขอความช่วยเหลือ

 อย่ามาโทษเราทีหลังนะถ้าไปเชื่อเขา

 เดี๋ยวเขามาขอความช่วยเหลือขอสิ่งโน้น ขอสิ่งนี้

 ขอยืมเงิน ขอไอ้โน่นขอนี่

 แล้วก็เห็นเขามาวัดมาทำบุญ

ก็เลยคิดว่าเขาเป็นคนน่าเชื่อถือ

 แล้วก็ให้เขาไป แล้วพอเขาไม่คืน ก็มาด่าอาจารย์

 มาโทษอาจารย์ หาว่าลูกศิษย์อาจารย์

มายืมเงินแล้วไม่ยอมคืนเงินให้

อาจารย์ไม่รู้เรื่องสักหน่อย ก็เลยต้องออกมาพูด

 เพราะมันมีแล้วเนี่ย มีกรณีนี้เกิดขึ้น

 เราก็ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

 กลายเป็นอะไรเขาเรียก กลายเป็นจำเลยไป

 เนี่ยเพราะอาจารย์เนี่ย ถูกหลอกเนี่ยเพราะอาจารย์

 ความจริงโง่ถึงถูกหลอก ไม่โทษตัวเอง

โง่เงินอยู่ในมือแท้ๆ ยังปล่อยให้เขาไปได้น่ะ ใช่มั้ย

 เอ้าถ้าเราสั่งก็มาโทษเราได้นะว่า

 เอ้อถ้าอาจารย์บอกให้ไปให้เขายืมอย่างนี้

 เอ้อ อย่างนี้เราก็ยินดียอมเป็นจำเลย

นี่เราไม่ได้พูดไม่ได้ทำอะไร ไม่รู้เรื่องเลย

ไม่เกี่ยวข้องเลย แล้วพอไม่ได้เงินก็มาด่ามาโวยวาย

อันนี้พูดเป็นเชิงทฤษฎี

ไม่อยากจะให้กระทบกระเทือนใคร

แต่อยากจะให้ปัญญา อยากจะให้ความรู้

ว่าคนมาวัดนี้ไม่ใช่จะเป็นคนที่ใจบุญเสมอ

 เป็นมารมาในคราบของนักบุญก็มีนะ

เราไม่รู้ว่าเขามานี่เขามาเพื่ออะไร

บางทีเขาทำตัวแบบนักบุญแต่ใจบาปก็ได้

 พอเขาเห็นช่องทางเขาจะสามารถทำอะไรได้

เขาก็อาจจะทำก็ได้ เพราะคนที่มาทำบุญนี้

ก็เป็นคนมองคนในแง่ดี เลยเชื่อว่า

คนทุกคนเป็นคนใจบุญมาวัดกันมาทำบุญกัน

 เวลาใครเขาพูดอะไรก็จะเชื่อเขา

ก็นี่แหละถึงต้องมาพูดบ้าง

 เดี๋ยวเราจะกลายเป็นจำเลยโดยไม่รู้สึกตัว

ใช้เหตุผล ใช้ความรอบคอบ

 โบราณเขาบอกว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

 จะจนใจตาย อันนี้ก็บอกให้รู้ก่อน

สำหรับเรา เราอยู่ของเรามาคนเดียวมาตลอด

 เราไม่มีปัญหาอะไรกับใคร

 พอคนอื่นมาเกี่ยวข้องกับเรา

 แล้วมักจะไปมีปัญหากันด้วยกับคนอื่น

 แล้วก็มาเอาเราเป็นจำเลย

 เพราะเขามาวัดนี่ก็เลยเชื่อเขา

เพราะเขาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อก็เลยเชื่อเขา

 แต่ตอนนี้เราขอปลดตัวเองจากการเป็นจำเลยนะ

ไม่รับผิดชอบทุกกรณี

ใครทำอะไรนี่รู้ว่าตัวเองเป็นคนทำ

มีใครเขาบังคับให้เราทำหรือเปล่า

 มีใครเขารับรองหรือเปล่า รับประกันหรือเปล่า

 เราบางทีเราเป็นคนที่เชื่อคนง่าย

แล้วก็มีความเมตตาสงสาร

เขามาขอความช่วยเหลือเขาเดือดร้อน

 ก็เลยอยากจะช่วยเหลือเขา

 เดี๋ยวเวลาเผลอถูกเขาตีหัวเอาไม่รู้สึกตัว

 ก็เชื่อได้ในระดับหนึ่งนะ

 แต่อย่าเชื่อแบบขาดทุนก็แล้วกัน

ถ้าเชื่อแล้วกำไรเชื่อเลย

ถ้าเขาจะเอาเงินมาให้รับไว้ก็ได้

แต่ถ้าเขาจะมาเอาเงินเราก็อย่าไปเชื่อ (หัวเราะ)

แต่เราไม่เคยเรี่ยไรบริจาคขอเงินใครนะ

ฉะนั้น ใครจะมาใช้ชื่อเราขอซื้อของต่างๆ

 ซื้ออะไรต่างๆ นี้เราไม่รู้เรื่องนะ

แม้แต่เครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้ในการถ่ายทอดสด

นี่เราไม่รู้เรื่องเลยนะ ไม่เกี่ยวข้องนะ

 ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้มา ใครอะไรมา ได้มาอย่างไร

 อันนี้เราไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่ได้บอกไม่ได้อะไรทั้งนั้น

 แต่ก็เชื่อบางอย่างมันก็ช่วยด้วยเหตุด้วยผล

มันก็ดี มันก็ได้ประโยชน์

ได้เครื่องไม้เครื่องมือมาถ่ายทอด

มีคนมาเป็นเจ้าภาพจ่ายค่าโทรศัพท์รายเดือน

ค่าอะไรต่างๆ แต่ถ้าเกิดมีเรื่องขึ้นมาอย่ามาว่าเรานะ

 เราไม่ได้อะไรนะจากการกระทำต่างๆ เหล่านี้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 พฤษภาคม 2561
Last Update : 26 พฤษภาคม 2561 10:51:39 น.
Counter : 134 Pageviews.

0 comment
<<< "กฎแห่งกรรม" >>>








“กฎแห่งกรรม”


งานที่จะทำให้ใจสุขก็คืองานบุญ

เวลาเราทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น

 แม้ว่าจะด้วยเงินทอง

ด้วยข้าวของด้วยการกระทำอะไรก็ตาม

การพูดก็ได้ การแสดงธรรมนี้ก็เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง

 ผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วเกิดความสุขใจขึ้นมา

 ฟังแล้วเข้าใจทำให้ดับความทุกข์ใจได้

 บางทีทุกข์ใจเพราะไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร

 พอฟังธรรมท่านบอกว่าทุกข์เพราะอยาก

อย่าไปอยาก อยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 เขาตายไปแล้วอย่าไปอยากให้กลับมา

อยากแล้วจะเศร้าอยากแล้วจะทุกข์ แต่ถ้าไม่อยาก

 รู้ว่าเขาตายไปแล้วก็ต้องให้เขาตายไป

 เราอยู่เราก็อยู่ของเราต่อไปเราจะไม่ทุกข์

 เราก็จะหายทุกข์กัน นี่ก็เป็นประโยชน์กับผู้อื่น

 การแสดงธรรมท่านก็เรียกว่าธรรมทาน

 ให้ธรรมะแก่ผู้อื่นเป็นการให้ที่ดีที่สุด

ดีกว่าการให้ข้าขอเงินทอง

 เพราะข้าวของเงินทองนี้

ดับความทุกข์ทางร่างกายได้

 แต่ยังดับความทุกข์ทางใจไม่ได้

 แต่ธรรมะนี้สามารถดับความทุกข์ทางใจได้

ทำให้หายทุกข์ได้

เศร้าโศกเสียใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ

 เหมือนมีนิทานอยู่เรื่องหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล

 มีแม่คนหนึ่งได้คลอดลูกออกมา

 แล้วอยู่ได้ไม่กี่วันก็ตาย แม่ก็เสียอกเสียใจ

อยากจะให้ลูกฟื้น ไม่ยอมทำศพ

ไม่ยอมเอาลูกไปเผาหรือไปฝัง

 กอดนอนกับลูกอยู่ทุกวัน ร้องห่มร้องไห้

ชาวบ้านเห็นเขาก็สงสาร ก็เลยบอกว่า

มีพระพุทธเจ้านี่ท่านเก่งนะ ท่านช่วยเราได้นะ

แกก็ดีใจ แกไม่รู้ว่าช่วยยังไง

 แกก็คิดว่าจะช่วยให้ลูกแกฟื้น

 แกก็อุ้มลูกนี้ไปกราบพระพุทธเจ้า

แล้วไปขอให้พระพุทธเจ้านี้ช่วยทำให้ลูกฟื้นเถิด

 พระพุทธเจ้าบอก อ๋อ ง่ายมากเธอ

 ขอให้เธอไปเอาผักเมล็ดผักกาด

มาสักกำมือหนึ่งก็แล้วกัน

 ไปเอาจากบ้านที่ไม่มีคนตายนะ

 บ้านไหนที่มีคนตายนี้เอามาไม่ได้ ใช้ไม่ได้

ต้องเอาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตาย

 พอแกได้ทราบว่ามีความหวังแกก็ดีใจ

 ดีใจที่จะได้ลูกกลับคืนมา

 ก็เลยรีบกลับไปบ้านไปหมู่บ้าน

ไปเคาะตามบ้านที่รู้จักและไม่รู้จัก

ถามเขาว่ามีเมล็ดผักกาดไหม

บ้านที่มีก็บอกว่ามี แล้วถามว่าบ้านนี้มีคนตายไหม

 เขาก็บอกว่ามี ไปบ้านไหนก็ได้คำตอบเหมือนกัน

บ้านที่มีเมล็ดผักกาดก็ตอบว่าก็มีคนตาย

 มีปู่ย่าตายาย มีพี่มีน้องมีญาติ มีลูกมีหลาน

ทุกบ้านตอบเหมือนกันหมด มีคนตายทั้งนั้น

 พอแกได้รับความจริงรู้ความจริงขึ้นมา

 แกก็เลยเห็นความจริง เห็นว่าความตายนี้

มันเป็นเรื่องปกติเรื่องธรรมดา มีอยู่ทุกบ้าน

 และตายแล้วก็ไม่ฟื้น ไม่มีใครฟื้น

 ตายแล้วก็เอาไปฝังเอาไปเผากัน จบ

แกก็เลยเห็นความจริง

หยุดความอยากที่จะให้ลูกนี้ฟื้น

 หยุดความอยากที่จะให้ลูกนี้ไม่ตาย

พอหยุดความอยากได้ก็หายทุกข์หายเศร้า

 สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

นี่แหละคือความฉลาดของพระพุทธเจ้า

 ท่านแสดงธรรมนี้ท่านไม่ได้ประโยชน์

คนที่ได้รับประโยชน์คือคนที่มีความทุกข์ใจ

 ไปขอปรึกษาขอความช่วยเหลือพระพุทธเจ้า

นี้ก็สอนให้พ้นจากความทุกข์ใจได้

ตัวพระพุทธเจ้าเอง

ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการสอน

 แต่ท่านก็ไม่ต้องการ และประโยชน์ที่ท่านได้รับ

จากการที่ท่านตรัสรู้ท่านก็ได้เต็มที่แล้ว

 ถ้าเป็นน้ำก็มันเต็มแก้วแล้ว

 จะเทน้ำเข้าไปอีกเท่าไหร่

มันก็ไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้

 น้ำมันก็ต้องไหลออกมา

 มันจะต้องไหลล้นออกมาจากแก้ว

 ใจของพระพุทธเจ้านี้เต็มเปี่ยมด้วยความสุขแล้ว

 นิพพานัง ปรมังสุขัง แล้ว

 ใจมีความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ไม่มีใครต้องการความสุขอันใด

จากการกระทำอีกต่อไป

 แต่เนื่องจากว่าร่างกายมันยังอยู่ได้อยู่

 ยังเอามาใช้ประโยชน์ได้อยู่

พระองค์ก็เลยเอาร่างกายนี้มาแสดงธรรม

มาสั่งสอนให้กับผู้ที่ไม่รู้ได้รู้ว่า

 อะไรคือสิ่งศักสิทธิ์อะไรที่จะปกป้องคุ้มครองรักษา

รักษาอะไร รักษาใจไม่ใช่รักษาร่างกาย

 ร่างกายนี้ไม่มีใครรักษาคุ้มครองได้

ร่างกายเมื่อมันถึงเวลา

มันจะต้องแก่ต้องเจ็บหรือต้องตายไป

จะตายเร็วตายช้า เจ็บมากเจ็บน้อย

นี้ก็ขึ้นอยู่ที่กฎแห่งกรรมนี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 พฤษภาคม 2561
Last Update : 21 พฤษภาคม 2561 9:07:07 น.
Counter : 93 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ