Group Blog
All Blog
<<< "สอนใจให้เห็นโทษของการทำตามความอยาก" >>>










"สอนใจให้เห็นโทษ

ของการทำตามความอยาก"

ต้องสอนใจให้เห็นว่าการทำตามความอยากนี้

เป็นการสร้างความทุกข์ ไม่ใช่สร้างความสุข

ความสุขเป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

เหมือนน้ำตาลเคลือบยาขม อย่าไปอมมัน

 อมแป๊บเดียวเดี๋ยวน้ำตาลละลาย

ก็เหลือแต่ความขม อย่าไปทำตามความอยาก

 เพราะความสุขที่ได้จากความอยาก

เดี๋ยวได้มาเดี๋ยวเดียวมันก็หมดไป

พอมันหมดไปแล้วทีนี้ความทุกข์

ก็เข้ามาแทนที่ทันที

 แล้วก็จะทำให้เราทำอยู่เรื่อยๆ

กลับไปหาความสุขใหม่ ไปเที่ยวก็มีความสุข

พอกลับมาบ้านก็หายไปหมด

 เดี๋ยวก็ต้องออกไปเที่ยวใหม่

พอตายไปก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

แล้วก็อยากจะเที่ยวต่อ ให้มองอย่างนี้ไป

 นี่เรียกว่าปัญญา เหตุผลว่าทำไม

เราไม่ควรทำตามความอยากกัน

เมื่อเรารู้ด้วยเหตุด้วยผลแล้ว

 เราก็ทำตามเหตุตามผลนั้น

ต่อไปความอยากก็จะหมดไป

ถ้าเรายังอยากทำตามความอยากอยู่

แสดงว่าเราไม่มีกำลังสู้มัน

หรือเราไม่มีความเข้าใจ

ไม่มีความเห็นที่ถูกต้อง

ไม่เห็นว่า ทำตามความอยาก

เป็นการพาเราไปสู่ความทุกข์

ไม่ใช่พาเราไปสู่ความสุข เราต้องพิจารณา

มองให้เห็นว่ามันเป็นความทุกข์

แต่มันมีความสุขบังหน้าอยู่

 เวลาแต่งงานกันใหม่ๆ นี่ โอ้ย สุขใช่ไหม

 เช่น เวลามีแฟน อยากมีแฟนเหมือนกัน

พอมีแฟนแล้วแต่งงาน

เห็นเขาจัดงานแต่งงานกัน

รู้สึกทุกคนสุขกันใหญ่เลย

 แต่เวลาหม้อข้าวไม่ทันดำ เวลาตีกันอยู่บ้านนี้

ไม่มีใครมองเห็นกันเลย ใช่ไหม

 เวลาทะเลาะกันเวลาทำอะไรให้

ทำให้ผิดหวังต่อกันเนี่ย

ก็ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 ตอนนั้นไม่ค่อยเห็นกัน ต้องใช้นักสืบไปสืบดู

ถึงจะเห็นกัน ปัญญาก็คือนักสืบ

พยายามจะวิเคราะห์ให้เห็นความทุกข์

ในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง

มันไม่เที่ยง มันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป

 มันดีวันนี้เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็เสียได้

แม้แต่อาหารที่เราชอบกินกัน

 ดีขนาดไหนถ้าไม่มีที่เก็บไว้เดี๋ยวมันก็บูด

ของทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนไป

 ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่าง

นำไปสู่ความทุกข์ แล้วเราก็ไปห้ามมันไม่ได้

ไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ ไปสั่งให้มันดี

ให้มันให้ความสุขกับเราไปตลอด เราสั่งไม่ได้

นี่คือสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์มองให้เห็น

ถ้าเราเห็นว่าทุกอย่างที่เราอยากได้เป็นความทุกข์

เราก็จะได้ไม่อยากได้อีกต่อไป

 แล้วเราก็จะหยุดความอยากต่างๆ ให้หมดไปได้

นี่แหละคือเรื่องของการปฎิบัติ

ปฎิบัติธรรมด้วยจิตตภาวนา

คือการมาควบคุมใจเพื่อให้สงบ

 แล้วก็สอนใจให้เลิกความอยาก มีสองหน้าที่

ขั้นต้นก็ทำใจให้สงบ สนใจให้สงบ

สองสอนใจให้ฉลาด สอนใจให้เห็นโทษ

ของการทำตามความอยากว่า

เป็นการนำไปสู่ความทุกข์

 นำไปสู่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารสุชาติ อภิชาโต

...........................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 สิงหาคม 2560
Last Update : 7 สิงหาคม 2560 5:13:47 น.
Counter : 179 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "วิบากของบาปที่กระทำ" >>>









"วิบากของบาปที่กระทำ"

“ถ้าทำบุญ ผลที่เกิดปัจจุบันก็คือ

ความสุขใจ สบายใจ

 เวลาทำบุญ ได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

แล้วเราก็มีความสุขใจ เช่นใส่บาตร

หรือว่าไปช่วยคุณพ่อคุณแม่

 พาคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล

ทำประโยชน์อะไรให้กับผู้อื่น

 ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะ

แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ปล่อยนกปล่อยปลา

 ทำแล้วก็เกิดความสุขใจขึ้นมา

 เรียกว่าบุญ และบุญนี้จะสะสมไปในใจ

เป็นพลังที่จะผลักดันใจ เวลาที่ไม่มีร่างกายนี้

ให้ไปสู่สุคติ ให้ไปสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ

อันนี้เรียกว่าบุญ ส่วนบาปที่เราทำ

ทำการกระทำที่เกิดโทษแก่ผู้อื่น เช่นฆ่าผู้อื่น

 รักทรัพย์ของผู้อื่น ประพฤติผิดประเวณี

โกหกหลอกลวงผู้อื่น ทำแล้วมันก็จะทำให้

เกิดความร้อนใจทุกข์ใจขึ้นมา เรียกว่าบาป

 บาปก็คือความร้อนใจ ความทุกข์ใจ

 แล้วก็ถ้าทำมากๆมันก็สะสม

เป็นพลังที่จะผลักดันจิต

 เวลาที่ไม่มีร่างกายเป็นตัวยึดเหนี่ยว

จิตก็จะถูกพลังบุญพลังบาปนี้ผลักดัน

 ให้ไปสู่ภพต่างๆ

ถ้าพลังบาปมีกำลังมากกว่าพลังบุญ

 พลังบาปนี้ก็จะดันให้จิตนี้ไปเกิดในอบายสี่

อย่างใดอย่างหนึ่งตามลักษณะของบาปที่ทำนั้น

 แสดงว่าทำบาปเพราะหลง เพราะไม่รู้ว่าเป็นบาป

 ยิ่งคนที่เขาทำมาหากิน ที่เขาคิดว่าสุจริต

 อาชีพคือไม่ผิดกฎหมาย

แต่เป็นอาชีพที่ยังเป็นบาป

 อย่างฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฆ่าเป็ดฆ่าไก่

 ฆ่าวัว ฆ่าควายเพื่อเป็นการเลี้ยงชีพของตนเอง

 อันนี้ก็ลักษณะของเดรัจฉานนะ

เดรัจฉานเขาก็ทำ เขาก็ต้องฆ่าเพื่ออยู่

สัตว์ใหญ่กินสัตว์น้อย เขาก็ไม่รู้ว่าบาป

 เขาก็ต้องทำเพราะเขาคิดว่า

มันเป็นการดำรงชีพของเขา นี่ก็เช่นเดียวกัน

 ผู้ที่ทำบาปโดยความไม่รู้ว่าเป็นบาป

ไม่รู้ว่ามีผลลัพพ์ตามมา

 ตายไปก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน

 ถ้าทำบาปด้วยความโลภ อยากได้มากๆ

 อยากมีมากๆ ทั้งๆที่พอมีพอกินไม่ทำบาปก็ได้

 แต่อยากร่ำอยากรวย อยากมีอะไรมากๆ

ก็เลยทำบาป เพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการมามากๆนี้

 เรียกว่าเปรต พวกเปรตนี้

ไม่มีกายหยาบเหมือนเดรัจฉาน เป็นดวงจิต

ที่มีคุณลักษณะที่หิวตลอดเวลา

 เพราะความอยากนี้ ได้เท่าไรมันจะไม่อิ่มไม่พอ

 มีแต่อยากจะได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ

ก็เลยทำให้เกิดความหิวโหยอยู่เรื่อยๆ

พวกนี้ไม่เคยทำบุญ เพราะอยากจะได้ของคนอื่น

และไม่อยากจะให้คนอื่นมีอะไรหวง

เก็บเอาไว้ซ่อนเอาไว้นี่พวกนี้เวลาตายไป

จิตจะหิวโหยเป็นเปรตพวกนี้แหละ

เป็นพวกที่ จะมาขอส่วนบุญของพวกที่มีชีวิตอยู่

เพราะว่าบุญนี้ทำให้เขาเหมือนกับความหิวได้

แต่เขาไม่เคยทำก็เลยไม่มีบุญติดไป

เค้าก็เลยต้องมารอรับส่วนบุญของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่

ส่งไปให้เรียกว่าแปลบทที่สาม

พวกอสุรกายนี้เรียกว่าผู้ที่ทำบาปด้วยความกลัว

ภาษาอังกฤษเค้าเรียก พารานอยด์ กลัวไปหมด

กลัวโน่นกลัวนี่ก็ฆ่ามันเสียก่อน

กลัวยุง กลัวมด กลัวแมลง กลัวงู

กลัวอะไรที่คิดว่ามันจะมาทำร้ายเรา

เราก็ฆ่ามันเสียก่อน

 อันนี้เรียกว่าทำบาปด้วยความกลัว

ลักษณะของจิตที่ทำบาปด้วยความกลัว

 ที่เป็นอสุรกายก็คือ มีแต่ความทุกข์

ที่เกิดจากความกลัวตลอดเวลา

แล้วประเภทที่สี่

ผู้ที่ทำบาปด้วยความอาฆาตพยาบาท

โกรธเกลียดเคียดแค้น

 ใครพูดอะไรไม่ดีทำอะไรไม่ดี

ดูถูกดูแคลนเหยียดหยามน้ำใจ

ก็อาฆาต พยาบาท จองเวรจองกรรม

 ใจก็จะร้อนเป็นไฟขึ้นมา

 เขาเรียกว่าพวกนี้เป็นพวกนรก

ทำบาปด้วยอาการอาฆาตพยาบาท

ฆ่าผู้อื่นใครมาทำร้ายเรา

หรือมาทำอะไรให้เราเสียหาย

 มีความโกรธเกลียดเคียดแค้น

ทำบาปแล้วก็จะทำให้ตัวเองต้องไปนรก

 นรกก็คือสภาพใจของใจที่ทำบาปนั้น

 มีความร้อนเหมือนถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลา

มันเป็นตั้งแต่ยังไม่ตายเวลาเราเคียดแค้นใคร

 ใจเราสงบใจเราเย็นไหม ใจร้อน

บางทีกินไม่ได้นอนไม่หลับ 

นี่คือ ลักษณะของ วิบากของบาปที่กระทำ...”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี







ขอบคุณที่มา fb. ธรรมะพระธุดงคกรรมฐาน
สายพระบูรพาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถระ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 กรกฎาคม 2560
Last Update : 28 กรกฎาคม 2560 5:45:29 น.
Counter : 186 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ตอบปัญหาชาวต่างชาติ" >>>










"ตอบปัญหาชาวต่างชาติ"

พระอาจารย์ : การเดินจงกรม

เขาอยากจะรู้ว่าเดินแบบไหน

 เพราะมีการสอนเดินหลายแบบ

 บางแห่งก็ให้ก้าวหนอวางหนอ

 บางแห่งก็ให้บริกรรมพุทโธพุทโธไป

บางแห่งก็ให้ดูเท้าไป เท้าซ้าย ขวา

ซ้ายขวาไป ได้ทั้งนั้นแหละ

เป็นวิธีเจริญสติคือคอยควบคุมความคิดเรา

ไม่ปล่อยให้ใจเราไปคิดเรื่องเงินเรื่องทอง

เรื่องข้าวเรื่องของเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้

ดึงมันกลับมาที่เท้าที่พุทโธ

 หรือจะเดินไปสวดมนต์ไปก็ได้

การเดินจงกรมนี้เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ

 ผ่อนคลายอิริยาบถ ถ้านั่งทั้งวันนี่มันไม่ไหว

 ร่างกายมันจะต้องเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้

 ก็ต้องเปลี่ยนจากการนั่งมาเดิน

นี่เป็นพวกที่เขาปฏิบัติแบบมืออาชีพ

 ปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน

 เขาต้องมีการสลับเปลี่ยนอิริยาบถ

จากเดินก็มานั่งจากนั่งก็มายืนบ้าง อะไรอย่างนี้

 แต่ถ้าพวกเราทำแค่มือสมัครเล่น

เราก็ไม่ต้องเดินจงกรมก็ได้

 เพราะว่าเรานั่งมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงชั่วโมงหนึ่ง

 นั่งจะดีกว่านั่งจะสงบกว่า

แต่ถ้าเราปฏิบัติทั้งวันอย่างงี้ นั่งทั้งวันไม่ไหว

เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ

แต่การเจริญสติก็ต้องต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะนั่งหรือจะเดินจะยืน

 ถ้าพุทโธก็ต้องพุทโธไปทั้งสี่อิริยาบถ

 หรือเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกายก็เฝ้าดูไป

 ร่างกายกำลังทำอะไรกำลังตักน้ำกำลังดื่มน้ำ

 กำลังล้างหน้า กำลังแปรงฟัน

ก็ให้เฝ้าดูการกระทำของร่างกาย

ไปเพียงอย่างเดียว อย่าปล่อยให้ไปคิดถึง

เรื่องราวต่างๆ แล้วพอไม่ได้ทำอะไรก็มานั่งต่อ

 นั่งต่อเสร็จดูลมหายใจต่อก็ได้

 ดูลมหายใจเข้าหายใจออก

ไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปควบคุมลม

 ลมมันหายใจของมันตามปกติ

เราเพียงแต่อาศัยการดูลมไว้เป็นการควบคุมใจ

ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เท่านั้นเอง

 ถ้าไม่ดูลมจะบริกรรมพุทโธไปก็ได้

จะท่องมนต์ไปก็ได้ ท่องไปภายในใจ

 วิธีไหนที่มันเหมาะกับเราในตอนนั้นเราก็ทำไป

 เป้าหมายก็คือให้จิตสงบ จิตไม่ปรุงแต่ง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................

 

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 กรกฎาคม 2560
Last Update : 23 กรกฎาคม 2560 5:36:49 น.
Counter : 159 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ใจไม่มีวันเสื่อมสภาพ" >>>










"ใจไม่มีวันเสื่อมสภาพ"

สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่จิตใจ ร่างกายนี้ไม่สำคัญ

 เพราะว่าร่างกายนี้

ต่อให้เราดูแลรักษาให้ดีอย่างไรก็ตาม

 ร่างกายก็มีกฎที่จะบังคับ

ที่จะทำให้ร่างกายนี้ต้องเสื่อม

ต้องหมดสภาพไป

 แต่ใจของเรานี้ไม่มีกฎที่จะมาบังคับ

ให้ใจของเรานั้นเสื่อมหมดสภาพไปได้

ความสุขหรือความทุกข์ที่

เราสร้างขึ้นมาในใจ มันก็จะอยู่ยาวไปกับใจ

 แต่ความสุขความทุกข์ของร่างกาย

มันก็จะอยู่ชั่วที่ร่างกายมีชีวิตอยู่

พอร่างกายตายไปแล้ว

ความสุขความทุกข์ทางร่างกาย

ก็หมดสภาพไป

แต่ความสุขความทุกข์ของใจ

ไม่ได้หมดสภาพ

ไปกับการหมดสภาพของร่างกาย

เพราะใจยังไม่ได้หมดสภาพไป

ใจไม่มีวันหมดสภาพ

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า ใจเป็นใหญ่

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ในบรรดาสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในสากลโลกนี้

 ไม่มีอะไรสำคัญที่ยิ่งใหญ่เท่ากับใจ

ผู้ที่ได้ดูแลรักษาใจ

ให้มีความสุขได้ตลอดเวลา

ก็จะได้พบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่ถาวร

ดังนั้นการรักษาใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การรักษาใจ ก็คือการมีที่พึ่งทางใจนั่นเอง

 ที่พึ่งทางใจ ก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ที่เรายึดถือเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง

 เป็นที่พึ่งทางใจ ไม่ใช่เป็นที่พึ่งทางกาย

 ที่พึ่งทางกายนี้ก็คือปัจจัย ๔

อาหาร เครื่องนุ่งห่ม

ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค

 อันนี้เป็นที่พึ่งทางร่างกาย 

แต่ที่พึ่งทางใจนี้ก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ 

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ 

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ผู้ใดมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ประดิษฐานอยู่ภายในใจ

ผู้นั้นก็จะมีที่พึ่งทางใจ

 ผู้นั้นจะมีแต่ความสุข

จะไม่มีความทุกข์อยู่ภายในใจ

การที่เราจะเข้าถึง

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ 

ก็เกิดจากการศึกษา

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ว่าท่านเป็นใคร เป็นอะไร

ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร

 ท่านสั่งสอนให้เราดำเนินชีวิตของเราอย่างไร 

ถ้าเราได้ศึกษาแล้ว เราก็จะได้ปฏิบัติตามได้

 พอเราปฏิบัติตามได้แล้ว

เราก็จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ภาย ในใจของเรา

ตอนนี้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ยังไม่ได้อยู่ในใจของเรา

 เพราะใจของเรายังมีความทุกข์อยู่

 ถ้าใจของเราไม่มีความทุกข์เมื่อไร

หมดความทุกข์เมื่อไร ก็แสดงว่า

เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ในใจของเราเต็มสมบูรณ์ ดังนั้น

การให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ภายในใจของเรานั้น 

จึงต้องเกิดจากการศึกษาในเบื้องต้น

หลังจากศึกษาแล้วก็ต้องนำ

เอาสิ่งที่ได้ศึกษาเอามาปฏิบัติ

พอปฏิบัติแล้ว ผลก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ก็จะปรากฏขึ้นมาภายในใจ

พอมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ปรากฏภายในใจ

 ความทุกข์ภายในใจก็จะถูกดับไป 

เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้

เป็นเหมือนแสงสว่าง

ส่วนความทุกข์ภายในใจนี้

เป็นเหมือนความมืด

 ที่ไหนมีความสว่างมีแสงสว่าง

ที่นั่นก็จะไม่มีความมืด

 ที่ไหนไม่มีแสงสว่าง ที่นั่นก็จะมีความมืด

 ตอนนี้ใจของพวกเรายังมีความมืดอยู่

 ความมืดที่เกิดจากความหลง โมหะ

เกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ ไม่รู้ความจริง

ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กรกฎาคม 2560
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 5:13:06 น.
Counter : 230 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "อยู่ที่ธรรมในใจ" วันอาสาฬหบูชา >>>










"อยู่ที่ธรรมในใจ" วันอาสาฬหบูชา

ในกลุ่มผู้ปฏิบัตินี้ เขาจะรู้กันว่า

พระรูปใดเป็นพระอรหันต์กัน

เพราะเขาเสาะแสวงหากัน

 และเขามีความสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่า

พระเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ได้จริงหรือไม่

แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะไม่รู้กัน

 แต่มีพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าไม่มีพระอรหันต์ บางยุคก็ยังมี

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 ที่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน

ถ้าไม่ได้ศึกษากับพระอรหันต์โดยตรง

 ถ้าศึกษาจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

หรือของพระอรหันต์ ก็ยังจะสามารถบรรลุ

เป็นพระอรหันต์ได้จนถึงยุคปัจจุบันนี้

แล้วก็ได้ศึกษาประวัติอันสวยงาม

ของพระอาจารย์มั่น

 ท่านเป็นพระอรหันต์ในยุคปัจจุบัน

 ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่สร้างพระอรหันต์

ห้มาปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมากในสมัยปัจจุบันนี้

 นี่ก็เป็นเพราะว่าพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้านี้

เป็นสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมนั่นเอง

 เป็นความจริงทุกยุคทุกสมัย

 ไม่ว่าจะเป็นยุคของพระพุทธเจ้า

หรือเป็นยุคของปัจจุบันนี้

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็ยังจริงเหมือนเดิม

ไตรลักษณ์ก็ยังคงเป็นไตรลักษณ์เหมือนเดิม

 อริยสัจ ๔ ก็ยังเป็นอริยสัจ ๔ เหมือนเดิม

 และผลจากการปฏิบัติ

ก็เป็นมรรคผลนิพพานเหมือนเดิม

 เป็นอกาลิโก ธรรมของพระพุทธเจ้า

ไม่มีวันเสื่อมไปตามกาลตามเวลา

ถ้าผู้ใดสามารถน้อมนำเอามาปฏิบัติได้

ผู้นั้นก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

สามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้

ไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่

เป็นฆราวาสหรือเป็นผู้ครองเรือน

 อันนี้ไม่ใช่เป็นตัวที่จะชี้บ่งว่า

จะเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่

สิ่งที่จะชี้บ่งได้ว่าเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ก็คือ

 สามารถปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาได้เต็มร้อยหรือไม่

อันนี้แหละเป็นตัวชี้บ่งว่า

ครสามารถปฏิบัติศีลสมาธิ ปัญญาได้เต็มร้อย

 ก็จะได้เป็นพระอรหันต์กันทุกรูปอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่

สมัยพุทธกาลสามเณรบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็มี

ผู้ใหญ่ก็มี คนแก่ก็มี คนหนุ่มก็มี นักบวชก็มี

ฆราวาสก็มี หญิงก็มี ชายก็มี มีทุกเพศทุกวัย

 ทุกสถานภาพ เพราะการบรรลุพระนิพพาน

ไม่ได้อยู่ที่เพศที่วัยอยู่ที่สถานภาพ

 แต่อยู่ที่ธรรมในใจ ว่ามีอยู่หรือไม่

ก็คือมีศีล สมาธิ ปัญญา

เต็มร้อยอยู่หรือไม่เท่านั้นเอง

ดังนั้นพวกเราถ้าอยากจะตักตวงผลประโยชน์

จากพระพุทธศาสนา

ขอให้เราน้อมเข้ามาดูที่ใจของเรา

ว่าเรามีศีลเต็มร้อยหรือเปล่า

 มีสมาธิเต็มร้อยหรือเปล่า

มีปัญญาเต็มร้อยหรือเปล่า

 ให้ดูตรงนี้ ถ้าไม่มีก็รีบสร้างมันขึ้นมา

 สร้างได้ ของพวกนี้ เหมือนสร้างบ้าน

 ไม่มีบ้าน อยากจะมีบ้านก็สร้างได้

ไม่มีศีลก็สร้างได้ ไม่มีสมาธิก็สร้างได้

ไม่มีปัญญาก็สร้างได้ ขอให้มีศรัทธาความเชื่อ

 ขอให้มีความเพียรที่เหนียวแน่นที่แก่กล้า

มีความตั้งใจที่แน่วแน่

ว่าจะสร้างศีล สมาธิ ปัญญานี้ให้เต็ร้อยให้ได้

 ถ้ามีอย่างนี้แล้ว รับรองได้ว่า

จะได้หลุดพ้นกันทุกคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมบนเขา

วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

"วันเกิดพระพุทธศาสนา"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 กรกฎาคม 2560
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:59:55 น.
Counter : 218 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....