Group Blog
### ผมต้องซิ่ง☺☺☺เพื่อชิงสาว ###






ผมต้องซิ่งเพื่อชิงสาว

ผมอายุเต็ม 16 ปีเต็มแล้ว  ปีนี้ผมย่าง 17 
 ผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้วเพราะผมขี้เกียจเรียน
  ผมใช้เวลาในแต่ละวันไปสังสรรกับเพื่อน
เดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าบ้าง
   หรือไม่ก็ไปเหล่สาวแถวร้านสะดวกซื้อตอนโรงเรียนเลิก
   ผมอยู่กับแม่และน้องชายอีกคน แม่ผมทำงานโรงงาน
ส่วนน้องผมก็เรียนอยู่ชั้น ม.1 แล้ว 
  ผมถูกแม่ดุด่าเป็นประจำเรื่องที่ผมไม่ยอมเรียน 
 เอาแต่เที่ยว แม่บอกว่าถ้าไม่อยากเรียนก็ไปหางานทำซะ
ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ แต่ผมยังไม่อยากทำตอนนี้ 
 หากผมไปทำงานแล้ว
ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวกับเพื่อนล่ะ 
 แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังคิดเรื่องการทำงานอยู่นะ 
 ไว้มีโอกาสค่อยว่ากันใหม่ก็แล้วกัน

แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมนั่งเล่นอยู่ริมถนนใหญ่ 
 เวลานั้นมันเป็นเวลาเกือบจะสามทุ่มแล้ว
  เพื่อนผมได้มาหาและชวนผม
ไปดูการแข่งรถมอเตอร์ไซด์ 
 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ผมนั่งอยู่มากนัก
  ผมนั่งซ้อนท้ายรถเพื่อนไปที่จุดแข่งขัน
   ผมเห็นรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่สิบกว่าคัน
  รถแต่ละคันแต่งมาพร้อมซิ่งทั้งนั้น
   มีคนยืนอยู่ตรงนั้นมากกว่ายี่สิบคน
  ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งส่วนมากก็อยู่ในวัยผม
หรือถ้ามากน้อยกว่าผมก็คงไม่กี่ปีหรอก
ขณะที่ผมยืนดูอยู่ ผมได้ยินคนคุยกันว่า
   วันนี้มีหญิงมาเดิมพันด้วย  สวย เซ็กส์ซี่น่าลองว่ะ
  แล้วผมก็เห็นเขาชี้เข้าไปในกลุ่มหนุ่มสาวนั้น
เพื่อให้ดูหญิงที่เขาพูดถึง
  ผมมองตามไปเป็นจริงดังว่า
  ผู้หญิงสองสามคนที่ยืนอยู่นั้น
  ในสายตาผมน่ะน่าลองเชียวละ
   ความอยากรู้ทำให้ผมเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้น
   ผมได้ยินเขาเจรจากันชัดเจนว่า
  ผู้หญิงที่เขาต่างนำมานั้น 
  หากใครชนะเขาจะยกเธอให้ไปนอนด้วย
  ผมไม่เห็นผู้หญิงพูดอะไรเลย 
  แต่ละคนผมเห็นส่งยิ้มยั่วยวนผู้จะเข้าแข่งขันกัน
เสมือนหนึ่งว่า " ถ้าอยากได้เธอไปครองต้องลองแข่งรถ"
บอกตรงๆๆรื่องนี้ผมสนใจมาก 
  ผมได้ถามเพื่อนว่าเขามีการแข่งขันกันบ่อยไม๊
   เพื่อนบอกว่า ส่วนมากจะแข่งกันในคืนวันศุกร์
  หรือไม่ก็คืนวันเสาร์
  เวลาแข่งก็ประมาณ  ตั้งแต่ห้าทุ่มขึ้นไป 
   ผมได้อยู่ดูการแข่งขันจนจบในคืนนั้น
และได้เห็นว่าผู้ชนะได้หญิงไปครองจริงๆ
   และหญิงเหล่านั้นก็เต็มใจไปกับผู้ชนะด้วย 
  นี่เองเป็นสาเหตุให้ผมอยากซิ่งมอเตอร์ไซบ้างแล้ว


ผมกลับบ้านระหว่างทางผมได้หารือกับเพื่อนว่า
  ผมอยากลงแข่งซิ่งมอเตอร์ไซด์บ้าง
  แต่ไม่รู้จะไปเอารถที่ไหน เพื่อนผมแนะนำว่า
เราควรจะไปขโมยรถมอเตอร์ไซด์ 
  แล้วเอามาดัดแปลงซะไม่ให้เห็นร่องรอยของรถเดิม
  จากนั้นก็เอาไปซิ่งแข่งกันหากชนะจะได้สาวมาครอง
แต่ก็มีข้อแม้ต้องแบ่งกันด้วย ผมตกลงทันที
   อีกสองวันต่อมาผมกับเพื่อนได้ไปเที่ยวตลาดนัดแถวบ้าน
   เพื่อนชี้ให้ผมดูรถมอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่มากมาย
   เจ้าของคงจะขี่มาซื้อของตลาดนัดแน่นอน
   ผมกับเพื่อน่ได้ทำทีเดินหารถของผมที่จอดทิ้งไว้
  ไม่มีใครสงสัยผม เมื่อสบโอกาส
ผมกับเพื่อนก็เริ่มปฏิบัติการทันที
   เพื่อนดูต้นทาง ส่วนผมง่วนอยู่กับการต่อสายไฟตรงของรถ
  เมื่อเสร็จก็ขับซ้อนเพื่อนออกไปทันที


ผมนำรถที่ขโมยมาไปแอบไว้บ้านเพื่อนอีกคน
   ที่อาศัยอยู่กับย่าแก่ๆเพียงสองคน
  ผมได้บอกกับเพื่อนไปตามตรงว่าผมขโมยรถมาแต่งซิ่ง
เพื่อเอาไปแข่งชิงสาว เพื่อนไม่ว่าอะไร
  กลับช่วยผมถอดชิ้นส่วนรถบางชิ้นออกจากตัวรถ
  จนรถนั้นโล่งมองไม่รู้ว่าเดิมเป็นอย่างไร
ผมได้ฝากรถไว้บ้านเพื่อนและได้กลับบ้านไป
    วันรุ่งขึ้นผมได้มาเอารถเพื่อจะไปลองขับให้ชินกับรถ
   ผมขับออกมาจากบ้านเพื่อนได้สักพักใหญ่
ก็มาเจอตำรวจตั้งด่านตรวจรถ
   ผมรีบหักรถหลบลงถนนซอยข้างทางทันที
แต่ก็ไม่พ้นสายตาตำรวจไปได้ 
  ตำรวจได้เรียกให้ผมหยุด และตรงเข้ามาจับแฮนด์รถผม
   ถามผมว่าจะไปไหน ผมบอกตำรวจว่า
จะออกมาซื้อยาไปให้แม่ ตำรวจจ้องหน้าผมและพูดว่า
  รถนี่ใช่ของผมหรือไม่ ผมตอบว่าไม่ใช่ผมยืมเพื่อนมาขับ
  รถผมไม่มี ตำรวจบอกว่ารถคันนีั้ได้แจ้งหายไว้เมื่อวันก่อน
  จึงได้นำผมพร้อมรถไปที่โรงพักเพื่อสอบปากคำผม
   และได้แจ้งให้แม่ผมทราบเพื่อมารับฟังข้อกล่าวหาด้วย
  เมื่่อซักถามผมมากๆ
ประกอบกับแม่ผมบอกให้พูดความจริง
เพื่อโทษหนักจะได้เป็นเบาตามที่ตำรวจบอก
  ผมสงสารแม่ผมที่เอาแต่ร้องไห้
  ผมจึงสารภาพว่าผมขโมยรถคันนี้มาจากตลาดนัด
  โดยผมทำเพียงคนเดียวไม่มีใครร่วมด้วย
  ตำรวจได้สอบปากคำผมเสร็จแล้ว
ก็ให้แม่ผมรับกลับบ้านได้แต่รถไม่ให้คืนไป

สองวันต่อมาตำรวจได้มารับตัวผม
เพื่อนำตัวไปส่งให้อัยการฟ้องศาลเยาวชนฯ
  ในข้อหาลักทรัพย์ ผมขึ้นศาลเยาวชนฯ
ประจำจังหวัดที่ผมอยู่ ศาลได้พิจารณาแล้ว
ได้สั่งลงโทษผม 2 ปี แต่เนื่องจากผม
ไม่เคยกระทำความผิดและรับสารภาพ 
 ประกอบกับผมเป็นเยาวชนด้วย
จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือลงโทษผมแค่ 1 ปี
  แต่ทั้งนี้ศาลได้มีเมตตาผม 
 โดยเห็นว่าผมนั้นไม่ได้เรียนหนังสือ 
 ประกอบกับใช้ชีวิตเที่ยวเตร่
ไม่ประกอบอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่ง 
 ท่านจึงส่งผมเข้าไปได้รับการฝึกอบรม
วิชาชีพที่ผมต้องการในสถานพินิจเป็นเวลา 1 ปี


ผมเข้าไปใช้ชีวิตในสถานพินิจ 
 เรียนวิชาชีพช่างซ่อมรถ ตามที่ใจผมรัก
  เวลาว่างผมก็ช่วยเหลืองานด้านอื่นๆด้วย
  ขณะนี้ผมได้กลับออกมาแล้ว
  ผมสมัครเข้าทำงานร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ใกล้บ้าน
ได้รายได้พอเลี้ยงตัวได้ ผมพอใจแล้ว 
 และตั้่งใจแล้วว่าชีวิตนี้มีแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
  สำหรับการหลงผิด ผมสัญญากับตัวเองว่า
ต่อแต่นี้ไปผมจะเป็นคนดี
  ตั้งหน้าตั้งตาประกอบอาชีพที่สุจริต
  และถ้าพอมีเวลาว่างผมก็จะไปเรียนต่อ
ที่ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน)
เพื่อให้ผมได้มีความรู้เพิ่มขึ้น
  และนำไปประกอบวิชาชีพอื่นต่อไป


เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ แด่เพื่อนๆ 
 และน้องๆ ทั้งหลายที่กำลังหลงผิด 
 ขอให้เลิกการกระทำใดๆ
ที่มันจะเป็นการทำลายอนาคตของตัวเองเสียเถอะ 
  เพราะนอกจากจะทำให้พ่อและแม่เสียใจแล้ว 
 ตัวเราเองยังต้องเสียอนาคตไปด้วย
   ดูเช่นผมเป็นตัวอย่าง
  กว่าจะสำนึกได้ก็แทบหมดอนาคต
เลยจริง จริง.










Create Date : 19 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 15:01:12 น.
Counter : 763 Pageviews.

0 comment
### แม่ครับ...ผมติดยา ###








แม่ครับผมติดยา

ผมเรียนอยู่ชั้นม.1
 ในโรงเรียนราษฏร์มีชื่อแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ
โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนชายล้วน 
  ขอบอกว่าถ้าพ่อแม่ไม่มีเงินพอเรียนไม่ได้หรอกครับ
   ดังนั้นผมจึงจัดว่าโรงเรียนของผม
เป็นโรงเรียนลูกคนมีตังเขาเรียนกัน
  ผมเข้าเรียนที่นี่ต้ังแต่ชั้นอนุบาลแล้วละ 
 ก็เรียกได้ว่าเรียนที่นี่มานานพอดูละ 
   ผมจึงมีเพื่อนมากมาย ไม่อยากจะพูดหรอกว่าผมน่ะเก๋านะ


พ่อแม่ผมเป็นนักธุรกิจในตัวจังหวัด ก็มีชื่อเสียงพอประมาณ
ผมเป็นลูกชายคนเดียวในจำนวนพี่น้องสามคน 
  ผมเป็นคนกลางนะ พ่อและแม่รักผมมาก
   ผมเป็นเด็กเรียนดีปานกลาง ไม่ถึงกับเด่นหรอก 
 ทุกครั้งที่เปิดเทอมใหม่ ผมได้เลื่่อนชั้น
ผมก็จะได้เพื่อนร่วมห้องที่เป็นทั้งเพื่อนเก่าที่เรียนกันมา
ตั้งแต่อนุบาลบ้าง เพื่อนใหม่ที่เข้ามาตอนชั้นต่างๆบ้าง
   และปีนี้ก็เช่นกันผมขึ้นชั้น ม.1 
 แน่นอน...ผมมีเพื่อนใหม่อีกหลายคน 
  เพื่อนคนหนึ่งที่ผมสนใจมากคือ "ออง" 
 อองเป็นลูกชาวเขาแต่ผมไม่ทราบว่าเผ่าอะไรนะ 
 เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ยิ้มเก่ง และเป็นมิตรกับทุกคน 
 ผมเริ่มสนิทกับอองอย่างรวดเร็ว 
  บอกตรงๆว่าผมชอบเพราะอองเป็นคนไม่ขัดใจเพื่อน 
  เพื่อนว่าอย่างไรเขาก็ตามใจ เราได้คุยกันตอนพักเที่ยง
  แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมายนัก
  ผมรู้เพี่ยงว่าเขาเป็นลูกชาวเขาเท่านั้นเอง


วันหนึ่งขณะที่ผมขออนุญาตครูออกไปห้องน้ำ
   ผมได้พบกับออง ซึ่งเข้ามาห้องน้ำก่อนผม
  เรายิ้มให้กัน แต่ยังไม่ได้ทันพูดคุยกัน 
  ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งเข้ามาหาออง
   แล้วชวนกันเข้าไปหลบในห้องน้ำอีกห้อง 
 ซึ่งติดกับห้องที่ผมเข้าอยู่ 
  ผมได้ยินเสียงรุ่นพี่พูดเบาๆกับอองพอจับใจความได้ว่า
  อยู่ไหนล่ะ มีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ยินอองตอบ
พอผมออกจากห้องน้ำผมก็ได้พบกับอองอีกครั้ง
ครั้งนี้อองไม่สบตาผม
และได้เดินออกจากห้องน้ำไปเข้าห้องเรียน
ผมสังเกตุเห็นอองได้คลุกคลีพูดคุยกับรุ่นพี่คนนี้บ่อย 
 แต่ผมก็ไม่ใส่ใจ อยู่มาวันหนึง
อองได้ชวนผมไปนั่งเล่นที่ม้าหิน
ไกลจากตัวตึกเรียนแต่ใกล้ๆสนามฟุตบอลโรงเรียน
   เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง แล้วอองก็วกเข้ามาถามผมว่า 
 เคยลองสูบบุหรีหรือยัง ผมบอกว่าสูบไม่เป็นหรอก
และกล้วพ่อแม่รู้ด้วย อองเล่าว่าพวกชาวเขาไม่ว่าหรอก
ถ้าลูกชายจะสูบบุหรี่น่ะ เราก็เคยลองดูแล้ว ก็ดีนะ
   อยากลองบ้างไม๊ล่ะ ผมได้แต่ส่ายหน้าอองก็ไม่พูดต่ออีก


แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้เจอกับออง อยู่กับรุ่นพี่คนเดิม
  รุ่นพี่ได้ขวักมือเรียกผมเข้าไป แล้วถามว่า
 น้องอยากลองบุหรี่ไม๊ แล้วก็พูดว่าใครที่สูบบุหรี่เป็นน่ะ
  สาวเหล่ทีเดียวนา มันเท่ห์น่ะ ลองดูสักครั้ง 
 พ่อแม่ไม่รู้หรอกเราก็แปรงฟันซะซิ 
  กลิ่นบุหรี่ก็จะหมดไปเองแหละ 
 ลองสักครั้งน้องจะติดใจไปอีกนาน 
 หลังจากถูกหว่านล้อมเข้ามากๆ ผมก็ชักจะฮึกเหิม 
 อยากลองสูบบุหรี่ขึ้นมาบ้างแล้ว 
 เมื่อรุ่นพี่ให้ลองแรกๆผมก็สำลักแต่ต่อมาผมก็สูบได้
   ผมแอบสูบบุหรีแทบทุกวัน โดยไม่มีใครรู้
นอกจากอองกับรุ่นพี่เท่านั้น 
 และเขาก็ปิดบังไม่บอกกับใครด้วย


สำหรับทางบ้านผมแน่นอนไม่มีใครรู้หรอก
   เพราะผมใช้วิธีต่างๆมากมายไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตุ 
  การเรียนผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ผมเริ่มไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไรแล้ว 
 เพราะรุ่นพี่จะมีอะไรมาให้ผมได้ลองได้ดูโดยตลอด 
 ใจผมจดจ่ออยู่กับรุ่นพี่เท่านั้น 
 แล้วรุ่นพี่ก็สอนให้ผมลองเสพยาดู 
  โดยบอกว่ายานี้จะทำให้ผมมีความสุข 
 ผมจะเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น
  และจะมองโลกสวยงามกว่าเก่ามาก 
 ผมเชื่อและลองเสพดู ในที่สุดผมก็ติดมัน
   ผมเริ่มขอเงินพ่อแม่มากขึ้น
โดยใช้ข้ออ้างในการเรียนต่างๆนาๆ  พ่อแม่ก็ให้
  แต่ผลการเรียนของผมเริ่มต่ำลง ผมอ้างว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งยาก
  ต้องเรียนพิเศษช่วย พ่อแม่เชื่อก็ให้เงินมาเรียนพิเศษเพิ่มเติม
แต่ผมไม่เคยเรียนเลย เอาเงินไปซื้อยาจากรุ่นพี่มาเสพทุกวัน
  จนวันหนึ่งผมก็ได้ทราบว่า ยาเหล่านี้
อองเพื่อนผมจะเป็นคนเอามาส่งให้รุ่นพี่ขาย
และญาติของอองจะนำยามาส่งให้กับอองอีกทีหนึ่ง  


กว่าผมจะรู้ผมก็ถลำตัวติดยาไปแล้ว 
 ผมสนิทสนมกับอองและรุ่นพี่มากขึ้น
  จนถึงไม่มีความลับต่อกันอีกต่อไป
   ผมจึงได้ทราบว่า อองและเด็กชาวเขาอีกหลายคน
  จะถูกพ่อค้ายาเสพติดส่งเข้าเรียนในโรงเรียนดังๆ
ที่ลูกคนมีเงินเรียนกัน แล้วก็เอายาเสพติดแอบแฝงเข้ามาขาย
และให้ลูกคนมีเงินเสพกัน 
  เพราะเป็นทางเดียวที่จะได้เงินง่ายๆ
 และไม่ค่อยมีเรื่องเพราะส่วนมากลูกคนมีเงิน
จะพกเงินมาเรียนมาก และพ่อแม่ก็ตามใจ
ผมเริ่มไม่สนใจเรียน มักถูกครูประจำชั้นเรียกไปตักเตือนบ่อยๆ
   แต่ผมก็ไม่เถึยงได้แต่นิ่ง 
 และรับปากทุกอย่างที่ครูบอกให้ตั้งใจเรียน
   ในที่สุดผลการเรียนออกมา พ่อแม่ผมตกใจมาก 
 ผมสอบตกเกือบทุกวิชา พ่อแม่ถูกโรงเรียนเรียกไป
ซักถามเกี่ยวกับตัวผมหลายอย่าง ซึ่งผมก็ไม่รู้ 
 และเมื่อกลับมาบ้าน พ่อและแม่ได้เรียกผมเข้าไปซักถาม
และพูดทั้งปลอบทั้งขู่ทั้งอ้างสารพัดอ้าง
ว่า พ่อแม่รักผมมากและไม่คิดว่าผมจะไม่สนใจการเรียน
ผมร้องไห้ แม่ก็ร้องไห้ ในที่สุด ผมก็ใจอ่อน
  และรับสารภาพกับแม่ไปตามตรงว่า
 " แม่ครับ..ผมติดยา" แม่ตกใจแทบสิ้นสติ 
 ร้องไห้โฮ กอดผมและไม่พูดอะไร
  รุ่งขึ้นพ่อกับแม่พาผมไปเข้ารับการบำบัด
ที่สถานที่บำบัดคนติดยา และให้ผมพักอยู่เพื่อรักษาให้หาย
  ตลอดเวลาแม่ร้องไห้ ผมก็ใจไม่ดี สงสารพ่อกับแม่มาก
  เพราะผมเป็นลูกชายคนเดียว
และเป็นความหวังของครอบครัวด้วย 
  แม่พาผมไปลาออกจากโรงเรียน มารักษาตัว
ผมรักษาอยู่หนึ่งปีเต็มๆ   จนหายขาดแล้ว
  พ่อและแม่จึงพาผมเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งใหม่
และคอยรับส่งดูแลผมตลอดจนผมเรียนจบ
และได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 
 ปัจจุบันนี้ผมกำลังเรียนอยู่
ในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง
  ในคณะที่คนใฝ่ฝันอยากจะเรียนกันมาก 
 ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะพ่อแม่ผมเข้าใจลูก 
  พ่อแม่ไม่ตำหนิผมแรงๆ  
เพียงแต่พูดว่าลูกเอ๊ยอย่าหลงทางนะ 
 ต่อไปให้เดินไปกับพ่อแม่อย่าเดินคนเดียว
เพราะลูกอาจหลงทางอีกได้ ซึ่งผมก็เข้าใจทั้งสองท่านดี
  และผมขอสัญญาว่า
ผมจะไม่ทำให้ท่านต้องเสียใจอีกเป็นอันขาด


เรื่องของผมนี้ ผมขอนำมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับเพื่อนๆ
 และน้องๆที่กำลังเดินหลงทางกันอยู่ 
  ขอให้กลับมาคิดถึง พ่อแม่พี่น้อง
โดยเฉพาะต้องคิดถึงอนาคตของตัวเองให้มากๆ 
  เพราะไม่มีใครทำร้ายตัวเราเองหรอก 
 นอกจากตัวเราเท่านั้นที่จะทำร้ายตัวเราเอง.




.........................







ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 15:02:44 น.
Counter : 796 Pageviews.

1 comment
### ไชโย...ผมได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกแล้ว ###




ไชโย...ผมได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกแล้ว

ผมเรียนอยู่อาชีวะ ปีสองแล้ว
  ผมอายุ 16 ปีเต็มแล้วนะ
  ผมอาศัยอยู่บ้านกับพ่อและแม่ 
  พ่อผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม
ส่วนแม่ผมขายประกันชีวิต 
 ขายเก่งนะติดอันดับท็อปเท็นเชียวละ
  บ้านผมมีน้องสาวอีกคนเรียนอยู่ชั้น ม.2 แล้ว
   ความเป็นอยู่ในครอบครัวผมน่ะสุขสบายทีเดียวละ
  อุปกรณ์การอำนายความสะดวกน่ะครบครันเชียวนะ
ทุกวันผมและน้องต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน
แม่ผมตื่นขึ้นมาดูแลให้ผมกับน้องอาบน้ำแต่งตัว

รับประทานอาหารเช้าและก็ขับรถไปส่งที่โรงเรียน
  ส่วนพ่อผมน่ะยังไม่ตื่นหรอก
  เพราะอาจจะกลับดึกผมไม่รู้หรอก
เพราะพ่อกลับมาเมื่อผมกับน้องนอนหลับไปแล้วทุกที
   ส่วนแม่ผมเป็นบางวันที่กลับดึกเนื่องจากติดงานเลี้ยง
  หรือประชุมตามที่แม่บอก แต่ก็ยังจัดหาอาหารเตรียมให้
ผมกับน้องได้อุ่นกินเมื่อกลับมาจากโรงเรียนแล้ว
  ก็ถือได้ว่าทำหน้าที่แม่ได้อย่างไม่บกพร่องทีเดียวละ  


ตอนเลิกเรียนผมและน้อง
จะต้องนั่งรถประจำทางกลับบ้านเอง
เพราะช่วงเย็นพ่อและแม่ไม่ว่างที่จะมารับ
  แต่ก็ยังดีที่ตอนเช้ายังส่งผมไปโรงเรียน
และได้เข้าเรียนทันเวลา 
  ความเป็นอยู่ในบ้านผมก็เป็นเช่นนี้แหละ
โดยเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของพ่อ
  พ่อยิ่งมีงานอื่นอีกมากมาย 
 ผมไม่อยากจำหรอกว่างานอะไร 
 พ่อพูดอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ
เรียกได้ว่าผมกับน้องแทบจะไม่ได้พูดคุยกับพ่อมากนัก
   และแทบจะไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเลย
   เป็นบางครั้งที่แม่ยังไม่กลับบ้าน
แต่พ่อกลับมาก่อน เราก็ได้พูดคุยกันบ้าง 
 แล้วพ่อก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่
ออกไปทำธุระนอกบ้านอีกเช่นเคย
   ดูๆก็เหมือนผมเพียบพร้อมมีความสุขนะ
   แต่ใจผมน่ะบอกตรงๆ
  อยากอยู่พร้อมหน้าพ่อและแม่มากกว่า
  เพราะบางครั้งผมมีปัญหาเรื่องการเรียน
  ก็อยากจะปรึกษาพ่อบ้าง
  พูดกับแม่แม่ก็บอกว่าให้คุยกับพ่อดู
   ผมก็ได้แต่รอจังหวะแต่ก็ไม่ได้คุยสักที 
 บางครั้งปัญหานั้นก็ล่วงเลยไปแล้ว
   จนเกิดปัญหาใหม่แล้ว ผมก็จนปัญญา


ผมไม่อยากคุยให้เพื่อนๆฟังหรอก
   เพราะเพื่อนผมบางคนยังอิจฉาผมเลยว่ามีพ่อแม่รวย
   อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ผมไม่อยากโต้แย้งว่า
   อยู่อย่างมึงยังดีกว่าเลย 
 เย็นลงก็ได้กินข้าวพร้อมพ่อพร้อมแม่
ถึงแม้จะจนเงิน แต่ก็ไม่จนใจว่ะ 
 เฮ้อ....ผมก็ได้แต่คิดไปคนเดียวนั่นแหละ
ทำไงดีล่ะผมอยากเจอพ่อกับแม่อยู่พร้อมกันสักครั้งนี่นา
   วันหนึ่งผมคิดได้ว่าวิธี
ที่จะทำให้พ่อและแม่มาหาผมพร้อมกันได้
มีอยู่วิธีเดียวเท่านั้นคือ ต้องให้ตำรวจจับผม 
  เพราะเพื่อนผมมันโดนตำรวจจับ 
 พ่อและแม่มันก็ถูกเชิญมารับตัวลูกกลับบ้าน
   ผมจึงใช้วิธีเดียวกับมันดีกว่า
   ตอนเย็นหลังเลิกเรียน 
 ผมเข้าไปเที่ยวในห้างสรรพสินค้า
  ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนที่ผมเรียนมากนัก
  นั่งรถสองแถวไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
   ผมเข้าไปเดินเตร็ดเตร่อยู่พักใหญ่
   แล้วจึงเดินเข้าไปในแผนกเครื่องเขียน
   จากนั้นผมก็สังเกตุดูว่าแถวๆที่ผมเข้าไป
มี ร.ป.ภ ของห้างอยู่ไหม อ้อ....ยืนอยู่นั่นไง
   เขาใช้สายตามองกราดไปกราดมา
แบบไม่เจาะจงว่าจะมองอะไร 
  ผมก็ตรงไปที่ตู้เก็บปากกาเขียนแบบ (rotting)
  ผมชี้ให้พนักงานหยิบให้ผมดูหน่อย 
  พอพนักงานหยิบให้ดูผมก็ทำทีดูราคาว่าสักเท่าไร
แหมม้นก็หลายร้อยบาทเชียวนา
  แพงน่าดูเลยละ ผมเห็นพนักงานมัวแต่พูดคุยกันเพลิน
  ผมจึงเอาปากกาใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมา
  ไม่ทันได้ไปไกลหรอก ร.ป.ภ. ก็เข้ามารวบตัวผม
  แล้วแจ้งว่าผมขโมยของคือปากกาไป 
  ผมนิ่งเขาพาผมไปส่งให้ตำรวจ 
  ตำรวจสอบถามว่าผม
เรียนที่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไรอยู่ที่ไหน
  เบอร์โทรศัพท์อะไร ผมก็บอกไปหมดแหละ 
  สักพักใหญ่ๆ   ผมเห็นพ่อและแม่กระหืดกระหอบ
วิ่งเข้ามาในโรงพัก (ก็สถานีตำรวจนั่นแหละ)
ตำรวจได้แจ้งให้ทราบว่า
ผมได้ไปขโมยของในห้างสรรพสินค้า
พ่อและแม่ทำหน้างงๆ  เพราะไม่อยากเชื่อ
ในเมื่อพ่อและแม่ให้เงินผมใช้อย่างเพียงพอ
และตามใจผมทุกอย่าง
อยากได้อะไรแค่บอกคำเดียวก็หามาให้แล้ว
  แล้วผมจะไปขโมยของในห้างได้อย่างไร

โดยเฉพาะปากกาเขียนแบบน่ะ 
 แม่ผมซื้อให้ราคาแพงกว่านี้อีก

ตำรวจได้อบรมพ่อและแม่ผมว่า
ทำไมปล่อยปละละเลยลูก
จนลูกต้องเป็นขโมยแบบนี้

และได้พูดคุยโต้ตอบกับพ่อแม่ผมนานพอดู 
  ผมก็ได้แต่นั่งยิ้มๆ อย่างสะใจ

พ่อและแม่ได้ขอชดใช้ค่าเสียหายกับห้าง
และขอให้ห้างช่วยถอนฟ้อง
เนื่องจากผมยังเป็นนักเรียนอยู่ กลัวจะเสียประวัติ
ซึ่งห้างก็ยอมโดยดี
เพราะเห็นแก่ความเป็นเยาวชนของผม
ก่อนตำรวจจะปล่อยให้พ่อแม่รับตัวผมกลับบ้าน
ตำรวจได้อบรมผม และได้ถามผมว่า
ครอบครัวก็อบอุ่นดีไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเลย
  ทำไมถึงยังไปขโมยของเขาล่ะ
   ผมมองหน้าตำรวจแล้วยิ้มน้อยๆ  
ก่อนตอบไปต่อหน้าพ่อและแม่
ซึ่งนั่งกันอยู่พร้อมหน้าว่า
"มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น 
  ที่ผมจะได้พบพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้ากัน"
จากนั้นผมก็ลุกขึ้น
และเดินนำพ่อและแม่กลับมาที่รถเพื่อกลับบ้าน


เป็นไงล่ะ ผมเจ๋งไม๊ 
 หลังจากใช้ไม้นี้พ่อและแม่ก็กลับมา
สนใจผมยิ่งขึ้น ทุกวันเราจะมีเวลากินข้าวพร้อมกัน
   ในวันหยุดบางครั้ง
เราก็ยังได้ไปเที่ยวพร้อมหน้ากัน
   ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันมากมาย
ธุระของพ่อและแม่ก็น้อยลงไปมาก
  ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือต่อไป
เห็นไม๊ล่ะ นี่แหละโลกในยุคปัจจุบัน
ที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้กับลูก เงินน่ะซื้อได้ทุกอย่าง
  ยกเว้น " สายสัมพันธุ์ยามลูกต้องการพ่อและแม่
 ปลอบประโลมใจ เมื่อยามอ้างว้างว่าเหว่ เท่านั้น
 " เงินก็มิอาจซื้อได้หรอกครับ



❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖









Create Date : 07 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 14:38:10 น.
Counter : 450 Pageviews.

0 comment
### อุทาหรณ์ ก่อนคิดสักยันต์ ###



อุทาหรณ์ก่อนสักยันต์


ก่อนอื่นขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้นะคะ 
 ขอยืมภาพมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับเด็กๆๆสักหน่อยเท่านั้น 
  เรื่องนี้สำหรับคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและชอบเราก็ไม่ว่ากัน 
 นานาจิตตัง แต่สำหรับเยาวชนที่ยังมีอายุน้อย
เราขอเตือนสักหน่อยนะ แต่ก็นั่นแหละ
แล้วแต่จะคิดเอาเอง แต่ที่จะบอกนี้
เป็นเรื่องจริงๆ  ทั้งนั้น


ผมชื่อ " แบ็งค์" ครับ ผมอายุ 15 ปี 8 เดือน 14 วัน
ขณะที่่ผมอายุเท่านี้ผมเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง
ประจำจังหวัดครับ ผมเป็นเด็กเรียนปานกลาง 
  พ่อและแม่ผมทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
ในอำเภอที่ผมอาศัยอยู่ พ่อและแม่หวังในตัวผมมาก
  อยากให้ผมเรียนสูงๆและมีงานทำที่ดี 
  ผมตั้งใจเรียนอย่างมาก สอบผ่านทุกครั้ง
และอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ได้ไม่ถึงกับน่าเกลียดหรอก
พอจบมัธยมผมก็เข้าเรียนต่ออาชีวะ
ผมเลือกเรียนวิชาช่างไฟฟ้า
ที่นี่ผมได้พบเพื่อนใหม่ๆๆมากมาย
  เพื่อนๆผมแต่ละคน
มักไม่ค่อยจะสนใจการเรียนสักเท่าไหร่
วันๆ ก็โดดเรียนบ้างไปดูหนัง ไปเที่ยวห้าง
  และบางทีก็ไปนั่งดื่มสุรา
เรื่องสูบบุหรี่ ไม่ต้องพูดถึง
 เพื่อนพวกนี้่สูบบุหรี่กันทุกคน
บางคนก็เล่นยา ก็ไอ้ยาบ้านั่นแหละ
แทบทุกคนมีแฟนที่ยังเป็นนักเรียนมัธยมกันทั้งนั้น
  เอ...ผมจะเรียกว่าแฟนหรือเรียกว่าเมียดีล่ะ 
  ก็มันนอนร่วมกันหมดทุกคนแล้วน่ะ
  ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาในยุคสมัยนี้ 
 สำหรับผมก็มีบ้างแต่ผมไม่เสพยา
เพราะผมกลัวพ่อแม่รู้จะเสียใจน่ะ
วันหนึ่ง เพื่อนผมชวนกันไปสักยันต์
มีเพื่อนหลายคนที่เคยสักยันต์ไว้แล้ว 
 สำหรับผมก็สนใจมาก
เมื่อเพื่อนชวนผมจึงไปลองสักดู
  แต่ผมไม่กล้าสักใหญ่ๆหรอกนะ
กลัวพ่อแม่ดุเอาผมจึงสักชิ้นเล็กๆ
 เป็นคำภาษาอังกฤษ ว่า LOVE
บนหลังมือข้างซ้ายน่ะ เวลาสักก็เจ็บมาก
 แต่ก็อยากสักเหมือนเพื่อนๆกัน

พ่อแม่ไม่สังเกตุจึงไม่รู้เวลาอยู่ต่อหน้า
ผมก็เอามือขวาทับหลังมือซ้ายไว้ก็มองไม่เห็นแล้ว
ผมมานะอุส่าห์เรียนจนจบอาชีวะ
  แล้วก็เริ่มออกหางานทำ
ผมสมัครงานตามบริษัทต่างๆ หลายบริษัท
สอบผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง
แต่ก็ได้เข้าไปสัมภาษณ์หลายบริษัทเช่นกัน
   เมื่อถึงคราวสัมภาษณ์
คนสัมภาษณ์ก็จะซักถามเรื่องความถนัดของผม
  และเรื่องอื่นๆบ้างประกอบการพิจารณา
และคำถามสุดท้ายที่ซักถามก็คือ
คุณมีรอยสักยันต์ ในตัวบ้างหรือไม่
  แรกๆผมก็ยอมรับว่ามี
แต่มีเพียงที่เดียวเล็กๆหลังมือเท่านั้น 
 คนสัมภาษณ์ผมก็ไม่พูดอะไร

เพียงแต่บอกว่าให้คอยฟังผล
ถ้าได้เขาจะมีหนังสือเรียกตัวไปที่บ้าน
เป็นเช่นนี้หลายบริษัท
แต่ผมก็ไม่ได้รับการเรียกตัวสักที
จนวันหนึ่งผมได้เข้าสัมภาษณ์บริษัท
 ซึ่งคราวนี้ผมได้สัมภาษณ์
กับผู้หญิงอายุประมาณ 40 ปีเศษ 
 บุคคลิกเธอดีมากผมได้รู้ว่าเธอเป็นกรรมการผู้จัดการ
และเธอจะเป็นผู้สัมภาษณ์ในครั้งสุดท้าย
ก่อนจะรับเข้าทำงาน เธอพูดคุยดีมาก 
 ซักถามผมเรื่องเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ
ที่ผมจะต้องนำมาใช้ในการทำงาน
  นอกจากนั้นเธอยังให้คำแนะนำว่า
ให้ตั้งใจทำงานให้ดีจะมีความก้าวหน้า
ในหน้าที่การงานต่อไปได้
จากนั้นเธอก็ถามถึงผมว่า 
 ผมเคยสักยันต์หรือเปล่า
เอาละซิคำถามสุดท้ายก็เหมือนกับทุกๆบริษัท
ที่ผมไปสมัครมานั่นแหละ
   ผมก็บอกไปจะให้ผมโกหกได้อย่างไรเล่าก็มันเห็นชัดๆ
  ไม่สามารถใส่เสื้อคลุมได้ 
 ไอ้ครั้นจะใส่ถุงมือไปสัมภาษณ์ก็กระไรอยู่
ไม่มีใครเขาทำกันหรอกนะ
เธอยิ้ม...และถามผมว่าสักมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะ
ผมก็บอกเธอว่าสักเมื่อครั้งยังเรียนหนังสืออยู่
เธอจึงบอกว่าเธอพอใจผมมาก
เพราะผมเป็นคนซื่อถามอะไรก็ไม่โกหก
เธออยากรับผมเข้าทำงาน
   แต่บริษัทไม่ต้องการคนที่มีรอยสักในตัวหรอก
ถึงแม้ปิดบังไว้ ถ้าเมื่อไหร่บริษัทรู้ก็โดนไล่ออกอยู่ดี
เพราะรอยสักนี้บริษัทถือว่า
เราอาจจะเป็นคนเกเรมาก่อน 
 และไม่รู้ว่าขนาดไหน
จึงตัดสินใจไม่รับเข้าทำงานดีกว่า
  เพราะไม่อยากให้เข้ามาเป็นหัวโจกในโรงงาน 
 ซึ่งหลักการณ์นี้มีเกือบทุกบริษัทแหละ
เพราะเขาทำธุรกิจ
เขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุใดๆ
ทำให้ธุรกิจเขาดำเนินการไปไม่ได้เขาจะขาดทุน
ดังนั้น นี่คือเหตุผลใหญ่ๆ
ที่เขาจะไม่รับคนมีรอยสักเข้าทำงาน
แต่เธอก็ยังให้โอกาสผมอีก
  เธอบอกว่าเธอต้องการรับผมเข้าทำงานด้วย
แต่มีเงื่อนไขที่ผมต้องไปลบรอยสักหลังมือออกก่อน
  เมื่อลบเสร็จเมื่อไร
ก็มาหาเธอได้ เธอจะรับผมเข้าทำงานทันที 
 ซึ่งผมก็รับคำและไปลบรอยสักออก
  เวลาลบรอยสักน่ะเจ็บกว่าโดนสักสักร้อยเท่าเชียวนะ
ผมต้องอดทนจนน้ำตาไหลเพราะความเจ็บ
  แต่ก็ลบได้โดยยังมีรอยอยู่บ้าง
แต่นานๆเข้าก็จะหายไปเอง ผมต้องเจ็บตัวถึงสองครั้ง
ไม่เกิดอะไรดีกับผมเลยนอกจากความอยากเท่ห์
เมื่อวัยคะนองของผมเท่านั้น
ปัจจุบันนี้ผมได้เข้าไปทำงานกับเธอแล้ว
และอยากเตือนน้องๆทุกคนว่า
หากคิดจะได้งานดีๆทำในอนาคต
และก็อย่าคิดสักสิ่งใดๆลงไปในตัวเองเลย
  เพราะนอกจากจะเจ็บแล้ว อนาคตยังหางานทำยาก
นอกจากงานที่เราจะทำของเราเอง
  และอย่าหวังเลยว่าบริษัทใหญ่ๆ
งานดีๆเขาจะรับเราเข้าทำงาน
   จึงขอให้เอาเรื่องของผมเป็นอุทาหรณ์
ให้น้องๆทุกคนได้รู้ไว้
  แล้วใช้ดุลยพินิจพิจารณาเอาก็แล้วกัน.



✵ ✵ ✵ ✵ ✵ ✵ ✵ ✵ ✵









Create Date : 03 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 14:22:45 น.
Counter : 26446 Pageviews.

12 comment
### ขอโทษครับ ผมไม่เจตนา "ฆ่า" เขา ###


ขอโทษครับ ผมไม่เจตนา"ฆ่า" เขา
ผมเป็นเยาวชนไทยอายุ 16 ปี 4 เดือน 12 วัน
  สำหรับชื่อผม ไม่อยากเอ่ยถึงครับ
เพราะกลัวท่านไม่ยอมเอาไปตั้งชื่อลูกคนใหม่น่ะ
    ผมสูงประมาณ 167 ซ.ม
รูปร่างผมน่ะศัพย์ทางราชการเขาเรียกว่า "สันทัด" ครับ
 ซึ่งผมก็ไม่รู้คำแปลหรอก ผิวผมค่อนข้างจะคล้ำนะ
เพราะผมทำงานหนักน่ะ 
 ผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ผมออกมาตั้งแต่ชั้น ป.4
สาเหตุที่ออกก็คงจะเหมือนเพื่อน
คนอื่นๆที่ไม่เรียนนั่นแหละ 
  เบื่อ.. และอยากจะเที่ยวเตร่ให้สนุกสนาน
ไปกับเพื่อนๆ   ผมอยู่กับยาย 
  พ่อผมแยกทางกับแม่แล้วก็หายไป
ส่วนแม่ผมก็มีแฟนใหม่แล้วไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน 
  ทิ้่งผมให้อยู่กับยายซึ่งแก่มากแล้ว
   ยายจะเก็บผักบุ้งตามหนองน้ำ
   เก็บยอดตำลึง ยอดกระถิน ขาย
พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผมกับยายไปวันนึงๆ
  ผมออกรับจ้างทั่วไป รายได้ก็ตกวันละ 100 - 150 บาท
  แต่ผมไม่ได้ทำงานทุกวันหรอกนะ
  เงินหมดเมื่อไหร่ผมก็ไปรับจ้างทำงาน
   ถากหญ้าบ้าง เป็นกรรมกรก่อสร้างบ้าง
เนื่องจากผมยังเด็ก
ไม่ค่อยมีคนอยากจะจ้างผมหรอกครับ
   นอกจากจะจ้างเพราะสงสารผมเท่านั้น 
  ผมเป็นคนเก็บตัว เงียบๆ  ผมไม่ช่างคุยหรอก
  แต่ผมก็มีเพื่อนหลายคน
  เพื่อนผมแต่ละคนแสบๆทั้งนั้น
   เป็นทั้งนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ นักดื่ม นักเสพยา
  และลักเล็กขโมยน้อย ไปทั่ว
ผมยอมรับว่าผมเป็นคนรักเพื่อนมาก 
 และก็ใจร้อน ถึงแม้ภาพลักษณ์ภายนอกผม
จะแลดูนิ่งเฉย แต่อย่าให้ผมโมโหนะ 
 ช้างผมก็ไม่กลัวหรอก
ผมยอมรับว่าผมคบเพื่อนไม่ดี
   แต่ผมน่ะไม่เสพยานะ ผมแค่สูบบุหรี่
และดื่มเหล้าบางโอกาสเท่านั้น
   ผมไม่ขโมยของใครหรอก
เพราะถึงอย่างไรผมก็รักศักดิ์ศรีของผม
    แต่ผมก็ไม่เคยตำหนิเพื่อนหรอก
  เพราะผมรักเพื่อนไม่อยากขัดใจเพื่อน 
    อาชีพล่าสุดของผมคือ
  เป็นลูกมือร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ 
  ผมรักอาชีพนี่้มากเพราะผมชอบแต่งรถให้เพื่อนๆซิ่งกัน
ส่วนผมน่ะเป็นเพี่ยงผู้สนับสนุนและกองเชียร์เท่านั้น
   อ้อ.....ผมลืมบอกไปว่า
  ผมน่ะมีรอยสักหลายแห่งในตัวนะ
   ผมว่ามันเท่ห์ดีนะ รอยสักที่สำคัญบนตัวผม
จะอยู่ที่ต้นแขนขวาผม ผมสักคำว่า พ่อ แม่ ไว้
  มันเป็นสิ่งเดียวที่คอยเตือนผมเสมอว่า
   ผมก็มีพ่อและแม่อยู่ใกล้ตัวผมตลอดเวลา
ผมใช้เวลาหลังงานเลิกแล้ว
  ออกไปสนุกสนานกับเพื่อนๆจนดึกดื่นทุกวัน
แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังกลับไปนอนบ้านกับยาย
  ยายผมเคยบ่นว่าผมเรื่องโน้นเรื่องนี้ 
  ปัจจุบันไม่บ่นแล้ว ท่านคงจะล้า
และเอือมระอากับผมมากกว่า 
  แต่ผมก็แบ่งรายได้ให้กับยายทุกเดือนนะ
   ก็พอค่าน้ำค่าไฟนั่นแหละ
ซึ่งก็ไม่เกิน สองร้อยบาทหรอก


เอาละๆเข้าเรื่องซะที 
 วันนึงเพื่อนผมวิ่งกระหืดกระหอบมาหาผม
ที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ผมทำงานอยู่
   และบอกผมว่าถูกคู่อริรุมทำร้ายชกต่อยเอา
   ผมได้ยินเพียงเท่านั้น
  ผมหันมาหยิบไขควงปากแฉกในร้านที่ผมทำงานอยู่
พกติดตัวและออกไปกับเพื่อน เมื่อไปถึงตลาด
เพื่อนผมก็ชี้คนที่ทำร้ายเพื่อนให้ผมดู
   ผมไม่รู้จักมันหรอก ว่ามันเป็นใครมาจากไหน
   ผมเห็นมันยืนอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซด์
คุยกับเพื่อนของมันอยู่
ผมบอกเพื่อนให้รออยู่ฝั่งตรงข้าม
แล้วผมก็เดินเข้าไปหามัน
   จับบ่ามันให้หันมาทางผม 
 ผมไม่พูดพล่ามทำเพลงให้เสียเวลาเลย
  เอาไขควงที่พกมาจ้วงแทงไม่ยั้ง จนมันฟุบลง
  จากนั้นผมก็วิ่งไปหาเพื่อนแล้วชวนกันหลบหนีไป
   สองวันต่อมา ตำรวจได้เข้ามาจับผม
ขณะผมนอนอยู่ที่บ้านยาย
และแจ้งข้อหาว่า ผมฆ่าคนตายโดยเจตนา
  ผมไม่ขัดขืนยอมให้จับแต่โดยดี
แต่ก็ยังงงๆอยู่นะ ว่ามันตายได้อย่างไร
   เพราะผมไม่เจตนาฆ่ามันหรอก
ผมเพียงอยากจะสั่งสอนไม่ให้มันซ่า
มารังแกเพือนผมเท่าน้้นเอง
  อารมณ์แค่ชั่ววูบของผมทำให้คนถึงตายเชียวหรือนี่
   ผมสงสัยจริงๆ
เรื่องของผมถูกส่งฟ้อง
ยังศาลเยาวชนฯประจำจังหวัด
ขณะที่ยังไม่ถึงวันพิจารณาคดี
 ผมต้องถูกขังอยู่ที่สถานพินิจ


แล้ววันนึงผม ก็ได้ถูกคัดเลือก
ให้เข้าร่วมฝึกอบรมในโครงการ
ของศาลเยาวชนฯ ก่อนที่ผมจะถูกตัดสินคดี
   ผมและเพื่อนๆสี่สิบหกคน
ได้ถูกส่งตัวไปเข้าค่ายทหาร
   ผมต้องเข้ารับการฝึกวินัยแบบทหารทุกวัน
ช่วงเช้าและเย็น ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า 
 แข่งขันกันเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา
จากนั้นก็ต้องออกไปเข้าแถวรับการฝึก
  การฝึกก็มีทั้งวิ่ง ทั้งฝึกต่างๆอีกหลายอย่าง
  ถ้าใครแสดงความอ่อนล้าไม่เข้มแข็ง
แบบชายชาติทหารละก็ต้องเจอดีแน่
   เพื่อนผมโดนแบกไม้ยูคาต้นเท่าต้นขาผม
  ยาวประมาณสี่เมตรเศษ วิ่งรอบสนาม 
 ไม่วิ่งเปล่านะต้องตะโกนไปตลอดทางว่า
  ไม่หนัก ไม่เหนื่อย 
  และต้องให้ครูฝึกได้ยินเสียงที่ตะโกนด้วยนะ
   มันก็สนุกไปอีกแบบนึง ครูฝึกทหารใจดีมาก
   พูดกับพวกเราแบบผู้ใหญ่สอนเด็ก
ท่านสอนให้เราเป็นคนดี มีกตัญญูต่อชาติ บ้านเมือง
  รักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 
  ท่านบรรยายถึงทหารที่ออกไปช่วยกันปกป้องประเทศชาติ
ว่าแม้จะเหนื่อยยากอย่างแสนสาหัส
    แต่ทุกคนก็ภาคภูมิใจ
ที่ได้ช่วยกันปกป้องประเทศของเรา
   แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต นี่แหละคือชายชาติทหาร
ผมยืนฟังอย่างตั้งใจ และคิดว่า
ถ้าเมื่อถึงคราวเกณฑ์ทหารผมจะสมัครไปรับใช้ชาติ
  ปกป้องอาณาเขตประเทศไม่ให้ใครรุกราน
  และจะจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
  ผมฟังครูฝึกสอนและอบรมทุกวัน
   จนผมรู้สึกรักประเทศไทย
  และองค์พระมหากษัตริย์ อย่างเปี่ยมล้น
  ซึ่งขอบอกว่าผมไม่เคยได้รับรู้
   หรือ ซาบซึ้งต่อพระองค์ท่านมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
ทุกวันที่อบรมตอนเช้า
ผมจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน
ทั้งสองพระองค์ และสัญญาอยู่ในใจตลอดเวลาว่า
ผมจะจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน 
  และจะเป็นกลับตัวเป็นคนดี 
 ทำประโยชน์ให้กับประเทศของเราตลอดไปชั่วชีวิต
   การอบรมได้ดำเนินไปตามตารางที่ศาลได้จัดมาให้
มีวิทยากรผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรู้
  และอบรมสั่งสอนให้เราเป็นคนดี
รักความสามัคคี รู้จักช่วยเหลือ
และแบ่งปันซึ่งกันและกันไม่เห็นแก่ตัว
รู้จักกตัญญูรู้คุณต่อ พ่อและแม่ ประเทศชาติ
   และผู้มีพระคุณทุกท่าน
ผมได้เรียนรู้เรื่องของพระธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ
  ซึ่งมุ่งเน้นให้เรามีจิตใจอ่อนโยน
และประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี รักษาศีลห้า ไว้ให้มั่น
เราจะได้ไม่กระทำผิดต่อไป 
  สรุปคือว่า การอบรมครั้งนี้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย
  และขอสัญญาว่า
ผมจะกลับตัวเป็นคนดีอย่างแน่นอน
เมื่อผมพ้นโทษไปแล้ว


และแล้ววันพิจารณาคดีของผมก็มาถึง 
  ศาลท่านมีเมตตาส่งตัวผมเข้ารับการฝึกอบรม
  และเรียนหนังสือ ในสถานพินิจอีกหลายปี
ผมไม่เสียใจหรอก กลับดีใจด้วยซ้ำ
เพราะนี่คือโอกาสของผมที่จะได้เรียนหนังสือ
  (ซึ่งผมอ่านหนังสือยังไม่ออกเลย)
  และได้ฝึกอาชีพที่ผมถนัด
   ผมช่วยงานในสถานพินิจมากมาย
   ขณะเดียวกันผมก็ได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกัน
   แนะนำให้ตั้งใจเรียน
และกลับมาเป็นคนดีของสังคมอีกครั้ง
   เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายของเราแล้ว
ที่ได้รับความเมตตา และที่แน่ๆ เรายังเด็ก
ยังมีอนาคตอีกยาวไกล 
 ดังนั้นนี่่คือสิ่งเดียวที่เราจะต้องตั้งใจ
   ผมขอเอาเรื่องของผมเป็นอุทาหรณ์สอนน้องๆ
ทุกคนที่เข้ามาอ่านว่า อย่าเป็นคนใจร้อน
   และต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือมากๆ
   อย่าคบเพื่อนไม่ดี เพื่ออนาคตอันสดใสของตัวเราเอง
ไม่มีใครจะได้รับผลตอบแทนเต็มๆ
  เท่ากับตัวเราเองหรอกนะ
  และอย่าเดินหลงทางเหมือนเช่นผมเป็นอันขาด.


❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖








Create Date : 01 พฤษภาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 14:12:58 น.
Counter : 514 Pageviews.

3 comment
1  2  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....