Group Blog
All Blog
<<< “ปัสสาวะกับภาวะหัวใจอุดตัน” >>>







“ปัสสาวะกับภาวะหัวใจอุดตัน”

อยากให้สละเวลาซัก 2 นาที

 เพื่ออ่านบทความอันมีค่านี้

แพทย์ชาวอเมริกันได้กล่าวถึงปัญหาความเกี่ยวเนื่อง

 ระหว่างการปัสสาวะตอนกลางคืน

 กับภาวะกาอุดตันของหัวใจและสมอง

วันนี้เอาความรู้ที่สำคัญที่พวกเราต้องระวัง

มาเล่าสู่กันฟัง คนแก่มักมีปัญหา

ของการปัสสาวะตอนกลางคืน

ทำให้ไม่ยอมดื่มน้ำก่อนนอน

และไม่ยอมดื่มน้ำหลังจาก

ที่ตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก

 แต่นี่กลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญ

ที่ทำให้เกิดภาวะสมองอุดตันในยามเช้าของคนแก่ได้

จริงๆแล้วภาวะการปัสสาวะสองครั้งในเวลากลางคืน

 ไม่ใช่ปัญหาการเสื่อมสมรรถนะของกระเพาะปัสสาวะ

ที่ปัสสาวะตอนกลางคืนก็เพราะ

คนแก่มีประสิทธิภาพของหัวใจที่เสื่อมถอย

 หัวใจห้องขวาสูบโลหิตจากร่างกายช่วงล่าง

เข้าหัวใจอ่อนแรงลง....อิริยาบถของคนเรา

ที่ทำงานในเวลากลางวัน

ทำให้เลือดไหลลงสู่ด้านล่างของร่างกายได้ง่าย

 และคน ที่หัวใจไม่ปกติหัวใจไม่ค่อยมีแรง

ที่จะสูบเลือดให้กลับขึ้นสู่หัวใจ

แรงโน้มถ่วงเป็นแรงกดที่จะทำให้

ช่วงล่างของคนแก่เหล่านี้มีลักษณะบวมน้ำ

 พอตกกลางคืนเวลานอนราบร่างกายช่วงล่าง

 มีแรงกดน้อยลงน้ำที่สะสมอยู่ในร่างกายช่วงล่าง

 ก็จะซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด

เวลาน้ำในร่างกายมากเกินไปไตก็จะเริ่มขับน้ำออก

 ทำให้กระเพาะปัสสาวะกระตุ้นเรา

ให้ตื่นขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางคืน

ดังนั้นหลังจากนอนราบ ได้ 3-4 ชั่วโมง

 ก็ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง

แต่น้ำในเลือดที่ยังไม่หมดยังคงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้ผ่านไปอีก 3 ชั่วโมง

ก็ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำเป็นครั้งที่ 2 ...

แล้วทำไมจึงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้สมองอุดตัน

 หรือหัวใจอุดตันล่ะ ก็เพราะว่า

หลังจากถ่ายปัสสาวะไป 2-3 ครั้ง

 ระดับน้ำในเลือดมีปริมาณน้อยลงมาก

 ในฤดูหนาว อากาศที่แห้งจะดูดความชื้น

จากลมหายใจของเราด้วยทำให้เลือด

เริ่มกลายสภาพหนืดข้นขึ้นอีก

ทั้งเวลานอนร่างกายมี activity ต่ำ

 และหัวใจ เต้นช้าลงทำให้เลือดที่หนืดข้น

เกิดการอุดตันได้ง่าย นี่คือสาเหตุสำคัญที่ว่า

ทำไมคนแก่ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาหัวใจอุดตัน

 หรือสมองอุดตัน ในเวลาตี 5 หรือ 6 โมงเช้า

และทำให้ เกิดภาวะการตายในขณะนอนหลับ

เรื่องแรกที่จะบอกทุกท่านก็คือ

 การปัสสาวะตอนกลางคืนไม่ใช่ความบกพร่อง

ของกระเพาะปัสสาวะหรือปัญหาของหัวใจอ่อนแรง

เรื่องที่ 2 ที่ต้องบอกทุกท่านก็คือ

 ก่อนนอนจะต้องดื่มน้ำอุ่น

และหลังลุกขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนแล้ว

 ก็ควรดื่มน้ำอุ่นอีกอย่ากลัวการปัสสาวะในเวลากลางคืน

เพราะการไม่ดื่มน้ำจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

เรื่องที่ 3 ที่ต้องบอกทุกท่านก็คือ ในเวลาปกติ

ควรฝึกออกกำลังกายให้หัวใจแข็งแรง

 ร่างกายคนเราไม่ใช่เครื่องจักร

เครื่องจักรใช้บ่อยๆ จะสึกหรอได้

 แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม

 ถ้าฝึกบ่อยๆจะแข็งแรงขึ้น

ในเวลาปกติจะต้องไม่กินอาหาร

ที่ทำให้เสียสุขภาพ

โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง

และอาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน.

..........................................

ถ้าคุณชอบบทความนี้

กรุณาส่งต่อให้เพื่อนสูงอายุที่คุณรัก

นำเสนอโดย หัวหน้าพยาบาลเกษียณ






ขอบคุณที่มาของเรื่องนี้(หัวหน้าพยาบาลเกษียณ)




Create Date : 16 ตุลาคม 2560
Last Update : 16 ตุลาคม 2560 11:26:31 น.
Counter : 367 Pageviews.

1 comment
<<< ส่องกล้องมองกระเพาะ >>>




















ส่องกล้องกระเพาะอาหาร

วันนี้ฉันได้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ.ศรีราชา

 เพื่อให้คุณหมอส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารของฉัน

  ความจริงไม่ใช่จู่ๆก็ไปให้หมอส่องกล้องได้

มันต้องมีสาเหตุ และเหตุนั้นก็คือ

เมื่อหกเดือนที่แล้วฉันปวดท้องรุนแรง และถ่ายดำ

 ซึ่งฉันก็เคยเป็นจนรู้ว่า มันคือกระเพาะอักเสบ

และมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร 

 ฉันเป็นตอนกลางคืนประมาณทุ่มเศษ 

 ลูกได้พาไปโรงพยาบาลสมเด็จ ฯ

ฉันได้รับการตรวจจากคุณหมอคนสวย

 อายุยังไม่มากอาจจะเพิ่งเรียนจบมาได้ไม่นาน 

 ฉันได้เล่าอาการให้คุณหมอฟังอย่างละเอียด

และแถมฟันธงให้ด้วยว่าการปวดท้องของฉัน

มันเกิดจากกระเพาะอาหารอักเสบ และถ่ายดำ

 (การถ่ายดำเกิดจากเลือดออกในกระเพาะอาหาร)

 ซึ่งฉันเคยเป็นแต่ไม่บ่อยหลายๆปี

จะมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำให้กับเจ้าโรคนี้สักครั้ง 

 คุณหมอฟังแล้วก็รู้สึกงงๆ ว่ายายแก่นี่แก่ถ้าจะบ้า

  หรือไม่แกก็เพี้ยนหนักรู้ดีกว่าหมอได้อย่างไร 

 แต่หมอก็จะตรวจตามวิธีของหมอ

โดยเจาะเลือดไปตรวจ และบอกว่าเมื่อได้ผลเลือดแล้ว

จะรู้ว่าฉันต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

 กว่าจะเสร็จอาจจะถึงตีสาม และให้ฉันนั่งรอ

 ขณะนั้นหมอก็ตรวจคนไข้รายอื่นๆต่อไป 

 แต่ฉันไม่ยอมเพราะหมอให้ฉันนั่งรอจนเที่ยงคืน

 จนหายปวดท้อง จนคนไข้เริ่มง่วงแล้ว 

  ฉันขอยกเลิกการรักษา แต่ด้วยเคสนี้

คุณหมอท่านคงยังไม่เคยเจอคนไข้

ที่บอกเลิกรักษากลางคัน

 ทั้งๆที่คุุณหมอแค่ได้เจาะเลือดเท่านั้น 

ท่านบอกว่าเลิกรักษาไม่ได้เพราะมาถึงหมอแล้ว

 หากปล่อยให้กลับไปเป็นอะไรมากมายหมอจะผิด

 ฉันเลยบอกว่าคุณหมอไม่ต้องกลัว

  เอาหนังสือมาให้ฉันเซ็นต์ชื่อปฏิเสธการรักษา

 เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานป้องกันตัวคุณหมอ

เพราะหากฉันกลับบ้านแล้วเป็นอะไร

คุณหมอก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

แต่ฉันขอผลการตรวจเลือดกลับไปด้วย

เพราะพรุ่งนี้ฉันมีนัดจะไปตรวจ

ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

 ตามหมอนัดอยู่แล้ว แต่ตรวจคนละโรคนะ

 แต่ก็แผนกเดียวกันเกี่ยวกับทางเดินอาหาร

คุณหมอเธอจึงยอมให้ 

  และเมื่อฉันไปตรวจที่ ร.พ.จุฬา ฯ

และนำผลเลือดตัวนี้ไปให้คุณหมอดู 

 คุณหมอจึงได้มีจดหมายน้อยส่งถึงลูกศิษย์

ว่าให้ช่วยตรวจกระเพาะอาหารโดยการส่องกล้อง

แล้วขอผลไปให้คุณหมอที่ ร.พ จุฬาฯ 

 เป็นการอำนายความสะดวกให้คนไข้

ไม่ต้องเดินทางไกลไปส่องกล้องถึงจุฬาฯ

 และให้ส่องกล้องก่อนหมอนัดครั้งต่อไปหนึ่งสัปดาห์

  และนี่คือสาเหตุแห่งการส่องกล้อง

กระเพาะอาหารของฉัน

ฉันได้ไปเข้าคิวตรวจแบบคนทั่วไป ที่ ร.พ.สมเด็จ ฯ

 โดยขอแนบหนังสือของคุณหมอไปด้วย

เพื่อจะได้รู้ว่าฉันต้องตรวจอะไร

 เพราะศัพท์แพทย์ฉันไม่อาจรู้ได้

  ฉันติดต่อขอใช้บริการอยู่ค่อนวัน

ถึงได้รับวันนัดเพื่อส่องกล้องกระเพาะอาหาร

  และฉันก็ได้เจาะเลือดทิ้งไว้หนึ่งหลอด

เพื่อตรวจอะไรไม่รู้จากเลือดนำไปประกอบ

การส่องกล้องกระเพาะของฉัน 

และวันนี้ฉันก็ได้มีโอกาสนอนให้คุณหมอ

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร

ฉันงดอาหาร งดน้ำตั้งแต่ทุ่มตรง

  เมื่อถึงเวลานัดฉันก็ไปที่ห้องตรวจ

พยาบาลวัดความดัน และให้รอหมอ

ก่อนหมอมาพยาบาลได้ออกมาแนะนำ

การปฏิบัติตนระหว่างหมอตรวจ

เมื่อถึงเวลาฉันได้เข้าไปนอนตะแคงซ้าย

บนเตียง อ้าปากเพื่อพ่นยาชาเข้าไปในปาก

 ปฏิบัติตามที่พยาบาลได้แนะนำทุกประการ

เมื่อยาชาออกฤทธิ์แล้ว พยาบาลก็นำ

ถ้วยพลาสติกเล็กๆมีรูตรงกลางมาให้ฉันคาบไว้

บอกว่ากัดเบาๆเพื่อยึดไม่ให้เคลื่อน

จากนั้นคุณหมอก็นำสายยางเล็กๆ

ปลายสายมีหลอดไฟฉายเล็กๆส่องสว่าง

สอดเข้าไปตามช่องที่ฉันได้คาบไว้

คุณหมอตตรวจกระเพาะจากจอทีวีที่เชื่อมต่อไว้

 และพูดอะไรไม่รู้เป็นศัพท์แพทย์กับพยาบาล

แต่ก็พูดให้ฉันได้ยินว่ากระเพาะอาหารเป็นแผล

และมีกรดไหลย้อนด้วย

ตรวจเสร็จใช้เวลาประมาณห้านาที

 เมื่อฉันออกมารอหน้าห้องเพื่อให้ยาชาหมดฤทธิ์

ก่อนกลับไปรับประทานอาหารได้

 คนไข้ที่ส่องกล้องวันนี้รวมทั้งฉัน ก็ ๔ คน

ทุกคนบ่นว่าเจ็บ และได้ถามฉันว่า

คุณป้าไม่เจ็บหรือ เห็นเฉยๆ

เคยส่องกล้องแบบนี้มาก่อนแล้วหรือ

ฉันจึงตอบว่าเคยแล้วหนึ่งครั้งที่ รพ.จุฬาฯ

ตอนนั้นฉันก็เป็นแบบนี้แหละ 

หายไปประมาณสิบกว่าปีเป็นอีกแล้ว

แต่ก็เจ็บนะไม่ใช่ไม่เจ็บ แต่ก็ต้องทน

เพราะถึงอย่างไรมันก็เจ็บแป๊บเดียว

ดังนั้นจึงอยากจะบอกทุกท่านว่า

เดี๋ยวนี้การรักษาพยาบาลนั้นทันสมัย

อย่าได้กลัวเลย พบแพทย์ไว้เถอะ

เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

และหมั่นดูแลตัวเราให้ดีๆ โดยเฉพาะ

เรื่องอาหารการกินนั้นต้องระวังให้มาก

เพราะมันจะนำพาโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนเราได้.








Create Date : 23 พฤษภาคม 2560
Last Update : 23 พฤษภาคม 2560 20:26:56 น.
Counter : 570 Pageviews.

0 comment
<<< การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคข้อ ปวดคอ ปวดหลัง >>>


 

 เรื่อง "การดูแลสุขภาพ :
ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง

 และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน"


......................


ในสภาวะปกติ

กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้าง

และการทำลายเนื้อกระดูก

พร้อม ๆ กันไปตลอดเวลา

 โดยที่อัตราการสร้าง

และการทำลายนี้จะมีพอ ๆ กัน

 จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่าง

จะมีการกระตุ้นให้มีการทำลาย

เนื้อกระดูกมากขึ้น

โดยที่การสร้างจะน้อยลง

ซึ่งเป็นปัจจัยให้กระดูกบาง

โดยเฉพาะในคนสูงอายุ

 จนท้ายสุดกระดูกนั้นจะหักและทรุดง่าย

 จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก

 และกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง ประกอบด้วย

 กระดูกคอ ทรวงอก เอว แ ละ ก้นกบ

 เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้น

มีลักษณะแอ่น(คอ) โค้ง(ทรวงอก)

แอ่น(เอว) โค้ง(ก้นกบ) ตามลำดับ

หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง

1. กระดูกคอ เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ

 คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา

จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น

 สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน

 ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง

2. กระดูกทรวงอก เคลื่อนไหวก้มไม่ได้

 ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา จึงไม่ค่อยเสื่อม

3. กระดูกเอว เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และ เงย

หมอนรองกระดูก

มีลักษณะประกบกันเฉย ๆ โดยมีตัวยึด 4 จุด

 ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ

ตรงกลางหมอนรองกระดูก

เป็นศูนย์รวมประสาท

เส้นประสาทจะโผล่ออกมาตามข้อ

เพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

 หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อย ๆ ตามอายุ

ตลอดชีวิตจะสึก 4 ซม. ถือว่าปกติ

 เช่นสูง 170 พอแก่อายุ 70-80 ปี

 ความสูงลดลงเหลือ 166

ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ

แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1 ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุ

 หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป

 กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ

ตัวก็จะเตี้ยลง และมีพุงยื่น

เส้นประสาทคอ

มี 8 คู่ ถ้าเกิดกระดูกคอเสื่อม

จะเป็นต้นเหตุของอาการปวดตามที่ต่าง ๆ

 โดยคู่ที่ 1 จะไปที่หัว

คู่ที่ 2 หลังหู กระบอกตา ขมับ

คู่ที่ 3 ต้นคอ คู่ที่ 4 สะบัก คู่ที่ 5 บ่าและไหล่

คู่ที่6 ต้นแขน คู่ที่ 7 ปลายแขน และคู่ที่ 8 มือ

เส้นประสาทเอว

มี 5 คู่ คือ คู่ที่ 1 เอว คู่ที่ 2 โคนขา

 คู่ที่ 3 หัวเข่า คู่ที่ 4 น่อง และคู่ที่ 5 เท้า

การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวัน

ท่านอน ต้องเหมือนกับคนยืนตรง

 เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอ

จงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว

 หมอนที่ดีมีลักษณะ

ตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา

 หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง

 แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้

นอนหงาย

การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่น

 วิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า

โดยมีหมอนรองใต้โคนขา

หลังจะแบบเรียบติดที่นอน 

นอนตะแคง

เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง

 นอนตะแคงข้างใด ก็ได้

โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง

 ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง 

นอนคว่ำ

เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด

 เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น

 ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น

กระดูกเอวและคอเสื่อม

การลุกจากที่นอนและการลงนอน

ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรง ๆ

 เพราะหลังจะสึกมาก ควรปฏิบัติดังนี้

ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน

 ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่

 ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้น

ในขณะที่ห้อยเท้าทั้ง 2 ข้าง ลงจากเตียง

 ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้

โดยให้เท้าวางราบบนพื้น

ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้

การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ

ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ

เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึก

 ควรนั่งจะดีกว่า

การนั่ง

ควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น

 หลังพิงสนิทกับพนักพิง หลังจะตรง

เท้าวางบนพื้นเต็มเท้า

ส่วนสำคัญของเก้าอี้

- สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้

- ที่นั่ง รองรับจากก้นถึงใต้เข่า

- พนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก

 โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น

โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว

 แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ

ท่านั่งคอมพิวเตอร์และพิมพ์ดีด

จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้า

เหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดีระดับตา

 จะได้มองตรงๆได้ ระยะห่างประมาณ 2-3 ฟุต

มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว

 หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย

ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะ

เพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่

ท่านั่งของผู้บริหาร

เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหาร

จะเอนไปข้างหลังได้

จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ

ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูง

วิธีแก้ ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไป

จนรองรับศรีษะได้

 และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น

เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วย

หรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่า

เมื่อจะลุกจากที่นั่ง ให้เขยิบก้นออกมาครึ่งหนึ่ง

ก้าวเท้าออกไป มือยันที่ท้าวแขน แล้วลุกขึ้น

นั่งขับรถยนต์

เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย

เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก

 หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไป

และพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา

 ถ้าที่นั่งนุ่มและ นั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ

ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย

การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู

หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรง ๆ

 แล้วจึงค่อย ๆ หมุนตัวไปข้างหน้า

พร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง

การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง

การดันหรือผลักรถ ให้หันหลังใช้ก้นดัน

การฉุดลาก ให้หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก

ไอจาม ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด

 เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก

ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้

 อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม

แปรงฟัน ให้ยืนหรือนั่งแปรงฟัน

 ห้ามก้มหลังแปรงฟัน

อาบน้ำ ให้นั่งหรือยืนอาบน้ำ

 โดยเวลาถูสบู่ที่ขาให้ยกขาขึ้นมาถูสบู่ ไม่ให้ก้มหลัง

การยืนนาน ๆ ควรมีตั่งรองเท้าสูงประมาณครึ่งน่อง

 เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน

ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า

 กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ

ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง

 และช่วยพักขาเวลาเมื่อย

และสามารถเปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้

ท่าบริหาร เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูก เสื่อมเร็ว

 โดยมีหลักการคือทำอย่างไร

ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่า ๆ กัน

 และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว

 ทำท่าละ 10 รอบ ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย

 มี 6 ท่า ดังนี้

1. กล้ามเนื้อหน้าท้อง

1.1 นอนหงาย งอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้คอ

 ยกหัวนิดนึงพร้อมเหยียดขาตรง นับ 1-5

1.2 นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง มือสอดใต้คอ

ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ไขว่ห้างอยู่

 นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา

1.3 ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง

บิดสะโพก (ยักสะโพก) นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง

1.4 ขมิบก้น นอนหงายกอดอก ขมิบก้น

 ให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5 

2. กล้ามเนื้อหลัง นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง

มือสอดใต้เข่า ดึงเข่าชิดหน้าอก นับ 1-5 

3. กล้ามเนื้องอสะโพก ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง

 แต่งอเข่าข้างเดียว นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง

4. กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก นอนหงาย

งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่ง

กดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมา จนชิดพื้น

นับ 1-5 ทำสลับกัน

5. กล้ามเนื้อโคนขา นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง

 ขาอีกข้างเหยียดตรง

 เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง

นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง

6. กล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ

 เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า

 ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า

นับ 1-5 ทำสลับข้าง

สรุปประเด็นสำคัญช่วงคำถามคำตอบ

ที่นอนที่ดีควรมีลักษณะเช่นไร 

ควรนุ่มพอควร เวลานอนไม่จมมาก

 จมแค่ 1-2 ซม.

 ควรเป็นที่นอนที่ใช้ใยกากมะพร้าวจะดีที่สุด

เพราะโปร่ง อากาศผ่านได้

เก้าอี้เหล็กไฟฟ้า ตัวละแสน

 เป็นกระแสแม่เหล็กมีรังสีแม่เหล็ก เบต้า

 หรือแกรมม่า ทำให้เกิดมะเร็ง

ใช้นวดกล้ามเนื้อไม่ได้ผล

 เป็นการหลอกลวงสายไฟฟ้าแรงสูง

 คนที่อยู่ใต้ไฟฟ้าแรงสูง ในรัศมี 60 เมตร

 มีสถิติเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูง

ต้องอยู่ห่างเกิน 100 เมตร ขึ้นไปจึงจะปลอดภัย

การเล่นกอล์ฟ

การบาดเจ็บจะเกิดจากการไดร์ฟ 99%

 อีก 1% บาดเจ็บจากสนาม

การไดร์ฟกอล์ฟปกติไม่มีปัญหากับกระดูกสันหลัง

 แต่ถ้าไดร์ฟติดต่อกันโดยไม่หยุด

 เช่นมีเครื่องตั้งกอล์ฟ หรือบางราย

ตีโดนอิฐ ดิน ไหปลาร้าหักได้

คนที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

สามารถเล่นกอล์ฟได้โดยใส่เสื้อพิเศษป้องกัน

 คนที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่ต้นคอ

โดยเอากระดูกเชิงกรานมาต่อ

ข้อกระดูกคอจะหายไ ป 1 ข้อ

 และเชื่อมกระดูกแล้ว สามารถออกกำลังกายได้

การเสื่อมของกระดูก

จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ

 เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน

 แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่า

เพราะกินเวลาน้อย

โยคะ 

การฝึกโยคะมีผลดีต่อการ

ฝึกลมหายใจและได้สมาธิ

แต่ไม่ถือเป็นการออกกำลังกาย

และบางท่าจะเป็นการเคลื่อนไหว

ที่เสี่ยงอันตรายต่อกระดูก

เพราะเกินกว่าธรรมชาติ

 เช่น การทรงตัวบนพื้นด้วยศรีษะ

การแอ่นหลัง ทำให้กระดูกหลังเสื่อมมาก

ไท้เก๊ก

เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

อาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับ ชี่กง

 (คือการออกกำลังกายตามมโนภาพ

 เช่น วาดมโนภาพว่ายกของหนัก

 น้ำหนักเท่าไรก็ได้แล้วแต่จะนึก)

โดยใช้คน 30 คน เป็นเวลา 3 เดือน

 ได้ผลคือเหงื่อออกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นมาก

 นอกจากนี้อาจารย์มีโครงการจะทำวิจัย

กับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเน้นผลในเรื่องหัวใจ

ความดันโลหิต และชีพจร

เก้าอี้ไฟฟ้านวดทั้งตัว

ไม่มีประโยชน์เสียเงินเปล่า เพราะนวดทั้งตัว

 แต่เราต้องการเฉพาะจุด

และ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แต่รักษาที่ปลายเหตุ

 เช่นเดียวกับบริการของหมอนวด

 นวดวันนี้สบาย พรุ่งนี้ปวดอีกแล้ว

ควรรักษาที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

การดึงคอ

คือการดึงเอ็นที่ยึดอยู่ให้ห่างออก

 คนที่ข้อต่อกระดูกหลังยุบ

รักษาโดยการดึงคอได้

การ ดึงคอ มีข้อห้าม 3 กรณีคือ

กระดูกหัก กระดูกเชื่อมต่อกันหมด

 หรือเป็นโรครูมาตอยด์

ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญวินิจฉัยก่อน

ว่าไม่ได้เป็น 3 โรคที่กล่าว

และควรกระทำโดยผู้ชำนาญการจึงจะปลอดภัย

จ็อกกิ้งและเต้นแอโรบิค

เป็นการออกกำลังกายที่หนัก

 และมีผลต่อกระดูกมาก

ทำให้ข้อเสื่อมได้ง่ายกว่าการเดิน

ยกตัวอย่าง การเดิน น้ำหนักขาที่เราวางบนพื้น

เท่ากับน้ำหนักขา เช่น ขาหนัก 10 กก.

 เวลาเดินจะเกิดแรงกระแทกเท่ากับ 10 กก.

 แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักตัว 60 กก. วิ่ง 3 กม./ชม.

ขณะวิ่งไปข้างหน้า 2 ขาจะลอยจากพื้น

แรงกระแทกจะคูณ 3 เท่ากับ 180 กก.

 การวิ่งทำให้กระดูกเสื่อมมากกว่าการเดิน

ถ้าอยากถนอมกระดูกและข้อให้เดินดีกว่า 

การวิ่งมีข้อดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

 แต่มีข้อเสียคือขาพังเข่าพัง

 ขณะวิ่งห้ามหยุดทันทีเพราะเลือดจะตกไปที่ขา

ทำให้หัวใจวายได้ แม้แต่บิดาแห่งจ็อคกิ้ง

ก็ยังหัวใจวายคาที่

ดังนั้นในการออกกำลังกายต้องเลือกท่าบริหาร

 พื้นลู่วิ่งและรองเท้าที่เหมาะสม

การออกกำลังกาย

ต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมกับตัวเรา

 ในวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายโดยการวิ่งได้

แต่เมื่ออายุมากขึ้น ๆ ต้องเปลี่ยนให้เบาลง

 เป็นว่ายน้ำ เดิน พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน

 หรือรำมวยจีนก็พอ

ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพ

นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ

นั่งอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิดีที่สุด

ควรนั่งเก้าอี้ดีที่สุด

การรักษาโดยหมอแผนโบราณ

ที่ดึงกระดูกปุ๊บแล้วเข้าที่ มีความเสี่ยงสูง

และไม่มีใครรับรองผล ที่ดึงแล้วหายก็มี

แต่ที่ดึงแล้วเป็นอัมพาต หรือกระดูกหักก็มี

ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า 

เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม

นิ้ว 

ห้ามหักหรืองอ ให้ดึงได้อย่างเดียว

คือดึงตรงๆจะเกิดเสียงดังเป๊าะ

ในข้อนิ้วจะลดแรงกดดันทำให้สบายขึ้น

การนั่งซักผ้านานๆ

จะทำให้ปวดหลัง ควรนั่งเก้าอี้

และวางกาละมังผ้าบนโต๊ะ

หรือยืนซักจะทำให้ไม่ปวดหลัง

การหยิบของที่พื้น

ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ

ถ้าของหนักให้ย่อเข่า

แล้วหยิบของมาอุ้มไว้กับอกแล้วลุกขึ้น.

.............................

เป็นการบรรยายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ

 นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์

ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

 สภากาชาดไทย





Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2560 10:29:47 น.
Counter : 470 Pageviews.

1 comment
### การแก้ไขนิ้วล๊อค ###














นิ้วล็อค แก้ไขอย่างไรดี?

นิ้วล็อค เป็นอาการที่ขยับนิ้วไม่ได้ จะงอนิ้วก็งอไม่ได้

จะยืดนิ้วก็ยืดไม่ได้ พอจะขยับนิ้วก็ปวดและเจ็บมาก

 ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยกับทุกเพศทุกวัย

ส่วนใหญ่จะพบได้มากกับคนในกลุ่มวัยทำงาน

หากใครที่เป็นโรคนี้แล้วก็ไม่สามารถที่จะกลับมาใช้งาน

ได้เต็ม 100% เพราะไม่สามารถหยิบจับอะไรได้สะดวก

 อีกทั้งยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการผิดพลาดในการหยิบจับ

เรามาดูเคสผู้ป่วยตัวอย่าง สาเหตุและการรักษากันดีกว่า

คนไข้รายที่ 1
คุณคาริช เป็นชาวอินเดีย

ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยได้ 2 เดือน

 มีปัญหาตั้งแต่ก่อนที่จะมาทำงานเมืองไทย

 คือ มือซ้ายบวมโดยเฉพาะนิ้วก้อย

ต้องเอาผ้ามาคล้องคอยึดแขนไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวมาก

หมอแดง : “ไปโดนอะไรมา หรืออุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า”

คุณคาริช : “ไม่ได้โดนอะไรเลย

ก็แค่พิมพ์คอมพิวเตอร์ทุกวันนี่แหละ

เป็นนักคอมพิวเตอร์ ทำงานไอที ก็ใช้มือใช้นิ้วแค่นี้”

เขาว่า ไม่ได้โดนอะไรทำให้ต้องบาดเจ็บ

จู่ๆ ก็ค่อยๆ เจ็บมาเรื่อย กินยารักษามาเป็นเดือนก็ไม่ยอมหาย

การบำบัด 

เมื่อกดจุดดูสภาพกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแล้ว

พบว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแข็งไปทั้งตัว

 โดยเฉพาะแขน มือและนิ้วแข็ง ตึงไปหมด

กดจุดตรงไหนก็เจ็บ เลือดลมฝืด แสดงถึงอาการขาดน้ำ

และมีแก๊สมีลมเข้าไปในเส้นในเอ็นทำให้แข็งตึงไปทั้งร่างกาย

จึงทำการนวดเท้าและกดจุดพอให้เลือดลมได้หมุนเวียนได้ 

ในระหว่างนวด คุณคาริซก็เรอออกมาตลอด

หลังจากนวดเสร็จนิ้วมือก็ค่อยๆ ขยับได้

อาการเจ็บปวดน้อยลง หน้าตาค่อยยิ้มแย้มขึ้น

จึงได้แนะนำให้เข้านวดเพิ่มสัก 4-5 ครั้งภายใน 2 อาทิตย์

 พร้อมกับให้กิน ยาคลายเส้น (ธรณีสัณฐะฆาต)

 เพื่อถ่ายเอาลม แก๊ส และอาหารเก่าๆ ที่คั่งค้างออกมา

 เส้นสายจะได้หย่อนลงไม่แข็งตึง ไม่บวม

 และ ยากระเพาะอาหาร (ขมิ้น ขิง โกฐเขมา)

เพื่อให้มีน้ำย่อยสำหรับย่อยอาหาร อาหารไม่หลงเหลือในลำไส้

 ไม่ก่อให้เกิดแก๊ส เกิดลมมาก

หลังจากมานวดตามที่แนะนำและรับยาไปทานแล้ว

คุณคาริชก็ไม่ได้เข้ามารักษาอีกเลย

แต่ได้แนะนำเพื่อนให้เข้ามารักษา

พร้อมทั้งฝากเพื่อนมาบอก

ว่าอาการปวดมือและนิ้วหายแล้ว จึงไม่ได้มาอีก

คนไข้รายที่ 2

คุณวรรณา อายุ 62 ปี เกษียณมาจากครู

มีอาการปวดข้อมือ นิ้วมือ ทั้งมือซ้ายและมือขวา

จนนิ้วบิดเบี้ยวไปหลายนิ้ว ตอนนี้มีอาการที่นิ้วชี้ และนิ้วนาง

นอกจากนี้ยังมีอาการปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดแขนขวา

 เธอว่าเป็นมานานแล้วตั้งแต่สอนหนังสืออยู่

 ไปหาหมอที่โรงพยาบาลผลการตรวจคือ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ

 กินยาไปนานๆ ก็มีผลต่อกระเพาะอาหารและระบบย่อยอาหาร

“ตอนเด็กๆ ลำบากมากค่ะ ต้องทำงานหนัก

 วิ่งแบกของ ส่งของ งานทุกอย่างหนักเอา เบาสู้

ตอนเป็นครูสอนหนังสือก็ต้องยืนทั้งวัน

เกษียณมาก็รับซื้อขายของเก่าก็ต้องทำงานหนักอีก

ไม่ได้หยุดเลย มือไม้จึงเจ็บปวดไม่ยอมหายสักที

วันๆ หมดยาหม่องเป็นขวดๆ ต้องทาถู นวดกันทั้งวัน

ต้นคอ ไหล่ แขนและหลัง”

เธอพรรณนาความยากลำบาก และความเจ็บไข้ที่ผ่านมาให้ฟัง

การบำบัด 

เมื่อได้กดจุดดูแล้ว พบว่ากระเพาะอาหารย่อยได้ไม่ดี

 เส้นลมปราณกระเพาะอาหารที่อยู่ตรงสันหน้าแข้ง

 แข็ง ตึงและบวม กดแล้วเจ็บมากจนทนไม่ได้

ระบบขับถ่ายก็ไม่ดี ท้องแข็งมีแต่ลมเต็มไปหมด

จนล้นเข้าไปในข้อ เส้นเอ็น แขน มือและนิ้ว

เลือดจึงเข้าไปเลี้ยงไม่ค่อยได้ ข้อนิ้วจึงแข็ง งอบิดเบี้ยว

 และปวด วิธีการรักษา คือ ต้องแก้ที่ระบบย่อยอาหาร

และระบบถ่าย เพื่อไม่ให้มีแก๊สหรือลมเพิ่มเข้าไปอัด

ตามข้อตามเส้นเอ็นต่างๆ เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดอีก

เส้นลมปราณที่รักษาอาการนิ้วล็อค

ที่แขนคนเราจะมีเส้นลมปราณใหญ่ๆ อยู่ 6 เส้น

 และเส้นลมปราณแต่ละเส้นก็จะพาดผ่านนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว ดังนี้

นิ้วหัวแม่มือ (เส้นลมปราณปอด)

หากมีปัญหาติดขัดที่นิ้วหัวแม่มือ

แสดงว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าปอดมีปัญหา

 เช่น ปอดเย็นเกิน ชื้นเกิน เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น

 ควรทำให้ร่างกายอบอุ่น

นิ้วชี้ (เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่)

หากมีปัญหาติดขัดที่นิ้วชี้ แสดงว่า

ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าระบบขับถ่ายมีปัญหา

 ลำไส้อาจจะมีลมมีแก๊สเยอะ ควรหาทางระบายของเสียออก

นิ้วกลาง (เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ)

 หากมีปัญหาติดขัดที่นิ้วกลาง แสดงว่า

บริเวณช่องอกมีลมอัดแน่นมาก เกิดความร้อนในช่องอก

อาจเกิดจากการนอนดึก ทานน้ำน้อย

หรือออกกำลังกายดึกเกินไป

นิ้วนาง (เส้นลมปราณซานเจียว)

 หากมีปัญหาติดขัดที่นิ้วนาง แสดงว่า

มีลมอัดแน่นอยู่ในซานเจียว (ช่องว่างของช่องท้อง)

จนไปเบียด กระเพาะอาหาร ปอด หัวใจ

อาจทำให้หายใจลำบากและมักจะเป็นไมเกรนได้ง่าย

นิ้วก้อย (เส้นลมปราณลำไส้เล็กและเส้นลมปราณหัวใจ)

 หากมีปัญหาติดขัดที่นิ้วก้อย

 อาจเป็นเพราะลำไส้เล็กทำงานไม่ดี หรือหัวใจกำลังมีปัญหา

 เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อย หรือหัวใจทำงานหนัก

เนื่องจากเลือดข้นหนืด เป็นต้น

การแก้ไข นอกจากการนวดเพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี

 ไม่ติดขัดแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

 ก็คือการปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้ถูกต้อง

 ดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น)ให้เพียงพอในทุกๆวัน

ทานมื้อเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

ในเวลา 7 โมงเช้า-9 โมงเช้า

ออกกำลังกายพอเหมาะและสม่ำเสมอ

 นอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพียงเท่านี้ ถ้าใครเริ่มทำได้ ก็เท่ากับว่า

 ท่านได้เดินห่างออกมาจากอาการเจ็บป่วยมากขึ้นแล้ว

“ ยิ่งทำจนเป็นนิสัย ก็ยิ่งห่างจากโรคภัยไข้เจ็บนะครับ” ผมรับรอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก //thearokaya.co.th/web/?p=4452
ขอขอบคุณที่มาของเรื่อง fb. นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี




Create Date : 26 มีนาคม 2558
Last Update : 26 มีนาคม 2558 22:44:28 น.
Counter : 977 Pageviews.

0 comment
### อหิวาต์เทียม คืออะไร ? ###

10441242_611784515622454_4962871318621352728_n

อหิวาต์เทียมคืออะไร  ?

อหิวาต์เทียมคือเชื้อ  วิบริโอ พาราฮิโมไลติคัส

(Vibrio Parahaemolyticus)

เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง

อยู่ในตระกูลเดียวกับ อหิวาตกโรค

แต่เป็นคนละสายพันธุ์

และมีความรุนแรงน้อยกว่ามาก

ชอบอาศัยอยู่ในน้ำทะเลและน้ำกร่อย

  จึงมักพบเชื้อนี้ในอาหารทะเลหลายชนิด

เช่น  ปู กุ้ง หอยแมลงภู่ หอยแครงที่ลวกไม่สุก

แล้วก็เป็นคำตอบที่ว่าทำไมหลายคน

รับประทานอาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก

แล้วมีอาการอาหารเป็นพิษ

เพราะฤทธิ์ของแบคทีเรียชนิดนี้

จะไปทำให้ทางเดินอาหารอักเสบนั่นเอง

และอย่างที่บอกว่าเชื้ออหิวาต์เทียมนี้

มักพบในอาหารทะเล

ดังนั้นการพบเชื้ออหิวาต์เทียมในเลือดไก่

ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของโลก

จึงสร้างความฉงนให้กับวงการแพทย์มากทีเดียว

และต้องตรวจสอบต่อไปว่า

เชื้ออหิวาต์เทียมไปปนเปื้อนในเลือดไก่ได้อย่างไรกัน ?

  โดยคาดว่าต้นตอการปนเปื้อนนี้มาจาก

โรงงานเชือดไก่ในพื้นที่ระบาด

อาการป่วยจากเชื้ออหิวาต์เทียม

รุนแรงแค่ไหน ?

เมื่อติดเชื้ออหิวาต์เทียมแล้ว

คนนั้นจะมีอาการปวดท้อง

คลื่นใส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง

บางคนก็เป็นไข้หนาวสั่นร่วมด้วย

อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน  24 ชั่วโมง

หลังรับประทานอาหาร

แต่ก็สามารถหายได้เองภายใน 3 วัน

และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ

คือน้อยกว่า  1 : 1,000

ไม่ต้องตกใจ เลือดไก่ ข้าวมันไก่ ยังกินได้

images

 แม้จะมีการพบว่า

เชื้ออหิวาต์เทียมปนมากับเลือดไก่

แต่กรมควบคุมโรคก็ยืนยันว่า

ยังสามารถทานข้าวมันไก่และเลือดไก่ได้

เพียงแต่ต้องปรุงเลือดไก่ให้สุกซ้ำ

ด้วยความร้อนตั้งแต่  75 องศาเซลเซียส

นานเป็นเวลา 15 นาที  หรือปรุงให้เดือด

ที่  100 อาศาเซลเซียส

เพื่อฆ่าเชื้ออหิวาห์เทียมให้ได้  100%

  วิธีดูว่าเลือดไก่ปรุงสุกหรือยังก็คือ

หากเลือดไก่มีสีเข้ม เนื้อแข็ง แสดงว่าสุกแล้ว

  จะต่างกับเลือดไก่ที่ยังไม่สุกดี

ซึ่งจะมีสีแดงๆ มีกลิ่นคาว และเนื้อนิ่ม

นอกจากนี้ต้องฝากไปยังร้านข้าวมันไก่ด้วยว่า

ต้องนำเลือดไก่ที่ซื้อมาไปต้มให้สุกซ้ำ

เพื่อฆ่าเชื้ออหิวาต์เทียม

ขณะเดียวกันคนขายอาหาร

ต้องรักษาความสะอาด

และสุขอนามัยในการปรุงอาหารด้วย

โดยการใส่ถุงมือพลาสติกสับไก่

  แยกเขียงกับมีดสำหรับหั่นเลือดไก่ต่างหาก

อย่าใช้เขียงและมีดเล่มเดียวกับการหั่นผัก

หรือประกอบอาหารชนิดอื่นๆ

กรณีมือเป็นแผลไม่ควรสับไก่ขาย

ขณะที่ นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา หรือ หมอแมว

เจ้าของเพจ “ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว”

ก็ได้แชร์ข้อมูลที่น่าสนใจว่า

นอกจากเชื้ออหิวาต์เทียมแล้ว 

ในข้าวมันไก่ยังมีเชื้อโรคอื่นๆปนเปื้อนได้อีก 

หากปรุงไม่สุก สะอาด  เช่น 

– ในเนื้อไก่ที่ปรุงสุกไม่ดีอาจเจอเชื้อ 

Salmonella Campylobacter Vibrio

(ทั้ง 3 ชนิด)และเชื้อ อีโคไล 

- ในข้าวอาจเจอเชื้อ S.Aureus B. Cerues 

ได้จากการที่นำน้ำต้มไก่ไปหุงข้าว

หรือ เอามือเปล่าไปจับไก่แล้วไปตักข้าว 

-  ในแตงกวาก็อาจเจอเชื้อโรคได้เช่นกัน 

ถ้ามีดและเขียงที่ใช้หั่นแดงกวา

กับเนื้อไก่เป็นเขียงเดียวกัน 

อย่างไรก็ตามหากอยากจะทานข้าวมันไก่

คุณหมอแมวก็แนะนำว่าต้องเลือกให้ดี

ป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้คือ 

1. ร้านไหนมีประวัติว่า

คนกินแล้วท้องเสียบ่อยอย่าไปกิน 

2.  ข้าวมันไก่เหมาะกับการกินร้อนๆ

ทำเดี๋ยวนั้นกินเดี๋ยวนั้น

เลี่ยงการทานข้าวมันไก่บรรจะกล่อง 

3.  เลือดไก่ไม่ควรกินถ้าจะกินต้องร้อนๆ

(การทำเลือดไก่เราไม่รู้ว่า

ทำแบบใส่สารทำให้แข็งหรือใช้ความร้อน)

  4.  ร้านไหนใช้เขียงรวมหั่นไก่ หั่นแตงกวา 

การคดตักข้าวทำสลับกับการหั่นไก่ที่ไม่ร้อน

โดยที่ไม่มีการใช้ถุงมือหรือล้างมือ อย่ากิน 

5.  ร้านไหนเจ้าของร้านบอกว่า

กินๆไปเถอะอย่าอนามัยจัด อย่าไปกิน

  (เพราะเชื้อ  Salmonella ตกค้างในร่างกายได้ 

ถ้าเจ้าของร้านไม่สนใจสุขอนามัยยิ่งต้องระวัง)

สรุปก็คือทานข้าวมันไก่ได้

แต่ต้องเลือกทานร้านที่สะอาดปลอดภัย

เพื่อที่จะได้ไม่เกิดอาการป่วยใดๆตามมา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก kapook.com

ขอบคุณ นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา

ขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ

คัดลอกมาจาก...ตังเก ศรีราชา




Create Date : 19 มกราคม 2558
Last Update : 19 มกราคม 2558 13:04:58 น.
Counter : 869 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....