Group Blog
All Blog
(•‿•✿) มื้ออำลา....ณ.....ผาลาดตะวันรอน ✿





วันนี้เราได้มาพักที่เชียงใหม่เป็นวันที่สองแล้ว
     หลังจากออกไปรับประทานของโรงแรมตอนสายๆแล้ว 
  ก็เข้ามาพักนอนเล่นนั่งเล่นตรงระเบียงที่แสนจะสุขสบาย 
  ชมฝรั่งนอนอาบแดดกัน
บางคนก็ว่ายน้ำเล่น ก็เป็นที่เพลิดเพลินไปได้
  เสียงเพื่อนพูดว่าน่าเสียดายไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำมาด้วย 
  ไม่งั้นได้ออกกำลังกายกันบ้าง

สำหรับเรานั้นก็ไม่มีอะไร นั่งเล่นรับอากาศสบายๆ
  เสียงสายน้ำไหลดังแว่วๆ ตาก็อ่านหนังสือ
   หูก็เสียบหูฟังเพลงโปรดไป
บางครั้งก็ฮัม..เพลงไปด้วย สุขอะไรเช่นนี้ 
  ท่านคงจะแปลกใจซินะว่าเราฟังเพลง
แล้วเราจะอ่านหนังสือรู้เรื่องได้อย่างไร 
  ขอบอกว่าเราน่ะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว 
  อ่านหนังสือต้องมีเสียงเพลงคลอด้วย
มันถึงจะสนุกและเพลิดเพลิน ไม่งั้นอ่านไปนานๆก็จะง่วง
และไม่รู้เรื่องว่ากำลังอ่านอะไรอยู่ เทคนีคนี้ไม่หวงนะ
เอาไปลองทำได้ถ้าท่านคิดว่า
ท่านสามารถแยกส่วนข่องโสดประสาทท่านได้.....
ก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ

ตกบ่ายแก่ๆ เพื่อนก็ชวนออกไปหาเค็กอร่อยๆทานกัน
เค็กร้านนี้ชิ้นเล็กๆ เหมาะสำหรับเป็นของว่างได้
   แต่ที่แน่ๆต้องอร่อยราคาไม่ต้องพูดถึงหรอก......
ชิ้นหนึ่งเกิน 50 บาทขึ้นไป ก็แค่คำเดียว
หรือบางอย่างอาจจะได้ถึง 3 คำ ก็แล้วแต่จะเลือก 
 นานๆมาทานทีก็ไม่ว่ากันแต่ถ้าบ่อยนักก็ขอบาย.....
ไม่ใช่เสียดายเงินหรอกนะจ๊ะ 
 แต่เห็นว่ามันเกินคำว่าพอเพียงไปหน่อย
   และก็ไม่จำเป็นต้องทานบ่อยขนาดนั้น แค่อร่อย
  แต่ผลลัพย์น่ะ ทั้งอ้วน ทั้งอวบเชียวนะจ๊ะเธอ

ออกจากร้านเค็กในซอยของถนนนิมมานเหมินทร์
  แล้วเพื่อนก็อยากจะไปเที่ยวร้าน นันทกว้าง
   หลานจึงกดเจ้า GPS เมื่อขับรถกำลังจะออกจากซอย
   เจ้า GPS ก็บอกว่าให้หยุดรถ หยุดทำไม
เรากำลังจะไปร้านเป้าหมายนี่นา 
  หยุดรถสักพักก็นึกขึ้นได้ว่า
ก็ร้านมันอยู่เลยปากซอยไปหน่อยเดียวเอง
   จอดรถแล้วเดินไปสัก50 เมตรก็ถึงแล้ว
  ออกไปถนนใหญ่ก็ใช่ว่าจะจอดรถได้เมื่อไหร่
เฮ้อ...เจ้ากรรมจริงๆ แต่เมื่อเดินไปถึงร้าน
ก็เห็นร้านปิดซะแล้วก็ขณะนั้น
มันเป็นเวลาตั้ง 5 โมงเย็นแล้วนี่นา

กลับมาขึ้นรถก็คิดว่า
เราจะไปทานอาหารเย็นที่ไหนกันดี
หลานจึงแนะนำว่า เราน่าจะไปรับประทานกันที่ 
 "ผาลาด ตะวันรอน"
แหมชื่อก็กินขาดแล้วนะ
  เราทุกคนพร้อมใจกัน O.K ทันที

ขณะขับรถไปหลานก็บอกว่า
อยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่อาจจะไกลสักหน่อย
แต่บรรยากาศเยี่ยม
   ถ้าเราสามารถไปถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดินละก็
   เขาว่า สวยมากเชียวละ แต่ที่เล่าให้ฟังนี้เธอบอกว่า
ยังไม่เคยไปเหมือนกัน
   เพี่ยงแต่ได้ยินเพื่อนๆเขาเล่ามานั่นเอง
เจ้า GPS อีกนั่นแหละนำพาเราไป
   แต่กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงเย็นแล้ว
เพราะเชียงใหม่รถก็ติดเหมือนกัน
    ไปถึงก็จวนจะค่ำแล้วเพราะฤดูนี้
พระอาทิตย์จะอำลาฟ้าเร็วกว่าปกติสักหน่อย






เมื่อลงจากรถก็จะเห็นป้ายชื่อร้าน
  เมื่อกระทบแสงไฟสวย
และพอเดินตรงไปที่หน้าร้าน หันไปทางขวามือ
จะเห็นน้ำตกไหล มีคนเดินไปเที่ยวชมบ้างไม่มาก
เพราะใกล้คำแล้ว แต่ในสายตาเราก็ยังห่างไกลนะ
  ต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ
ถึงจะเห็นความงามของน้ำตก

แต่เมื่อเดินเข้ามาในร้านนี่ซิ
   เราจะเห็นน้ำตกที่ไหลมา
จากน้ำตกที่เราเห็นนั่นแหละ
   มาตกอยู่ติดกับร้านนี่เอง สวยเชียว
คงจะเป็นน้ำตกผาลาดนั่นแหละ
   เขาถึงเอาชื่อมาตั้งเป็นร้านอาหาร
และประกอบด้วยอยู่ทางด้านทิศตะวันตก
   จึงสามารถเห็นพระอาทิตย์
ตกดินยามเย็นได้ด้วย เพราะตรงนี้เป็นที่สูง
    ก็คงจะเป็นเชิงเขาประมาณนั้น











เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นการจัดร้านนั้น
   สวยงามมีโต๊ะนั่งมากมาย
   คงจะเป็นร้านที่ขายดีมาก
   เพราะได้ทั้งบรรยากาศ และ
อาจจะเปี่ยมล้นไปด้วยฝีมือ
   เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังว่ารสชาติอาหารนั้น
สมกับสถานที่หรือไม่











เมื่อได้โต๊ะที่จะนั่งรับประทานอาหารกันแล้ว
  ก็มีบริกรนำเมนูมาให้สั่งอาหาร 
   เราเปิดเมนูแล้ว โอ้....แม่จ้าว.....
คุณดูซิ เชียงใหม่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพืชผักเมืองหนาว
   ส่วนมากผักที่นี่จะปลูกมากและสด 
 เพราะเป็นต้นทางแห่งการขนส่ง 
  แต่ราคาในเมนูนั้นโหดจริงจริง
รายการอาหารแต่ละอย่างไม่ต่ำกว่า 120 บาท
  แม้แต่ผัดผักก็ราคาแบบนี้
   ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผักหรอก
   ขอบอกว่า 250 บาทขึ้นทั้งนั้นแหละ
    ดูซิขนาดเห็ดหอมผัดผักกาดแก้วน่ะ
ราคาตั้ง 250บาทต่อจานเชียวนะจ๊ะเธอจ๋า 
 นี่เมืองไทยเหรอเนี่ยะ หรือสถานที่เช่ามาแพง
   เพราะอยู่ในบริเวณสวนสัตว์เชียงใหม่
ซึ่งเป็นของหลวง
เราเคยทานอาหารราคาแพงโหดๆนี้มาแล้ว 
  แต่นั่นมันเป็นภัตราคารจีนในกรุงเทพน่ะ 
  เพราะอาหารเขารสชาติเยี่ยม จานใหญ่
  ทานแล้วยังอยากกลับไปทานอีกเลย
นั่นน่ะเขาเรียกว่าสมราคาจริง จริง


ทุกอย่างนั้นเราแค่คิดอยู่ในใจเพียงผู้เดียว
เพราะไม่อยากพูดให้เสียบรรยากาศ
   กลัวจะอิ่มกันเร็วเกินไปนั่นเอง
ต้องระวังในการสั่งกลัวจะเป็นจานใหญ่ทานไม่หมดน่ะ
เมื่อสั่งอาหารมาแล้ว ท่านก็จะเห็นว่าอาหารนั้น จานเล็ก
เหมาะสำหรับคนมาทานน้อยคน อย่างคณะเรานี่แหละ

และอาหารจานแรกที่เราสั่งก็คงไม่พ้น น้ำพริกหนุ่ม
  เพราะมาเหนือทั้งที
ต้องทานน้ำพริกหนุ่มให้เต็มอิ่มซะหน่อย
    แต่ที่เขานำมาเสริฟนั้น ขอบอกว่าผิดหวังจริงๆ 
  เพราะมีแต่หมู มีแต่มัน แต่ผักน่ะมีน้อยมาก
   เราตั้งใจจะทานน้ำพริกหนุ่มกับผักมากกว่านะ
เพราะเรารู้ว่าเมื่องเหนือนั้น
  ผักทั้งสดและทั้งมีหลากหลายให้ลิ้มลอง
บอกตรงๆว่าจานนี้น่ะ
   ชอบแค่มะระหวานต้มจิ้มน้ำพริกเท่านั้นเองแหละ
รสชาติน้ำพริกหนุ่มนั้น
   เราเคยรับประทานอร่อยกว่านี้มากมายนัก





จานที่สองก็คงเป็นอาหารเมืองเหนือ
ที่เราต้องสั่งทานกันอีกนั่นแหละ 
  แกงฮังเลไงจ๊ะ ชามเล็กนะรสชาติน่ะ
ดอยอ่างขางอร่อยกว่าหลายเท่านัก
   แต่ราคาน่ะดอยอ่างขางชิดซ้ายไปเล้ย.......
และที่เห็นในชามน่ะ มันหมูเป็นก้อน
   เนื้อหมูน่ะต้องงมเอานะจ๊ะ





จานที่ 3 มาแล้วจ้า อยากแพงนัก
สั่งขาหมูเยอรมันทอดกรอบซะเลย
แต่ก็อย่างทีเห็น อาหารเขาเสริฟแบบผู้ดีนะ
จานเล็กๆ ไม่ต้องมากแต่ราคาต้องสูงไว้
   จะได้บอกให้รู้ว่าของดีนะเนี่ยะ
รสชาตินั้นก็งั้นๆแหละ
  เคยทานมาอร่อยกว่านี้มากมายนัก





จานต่อไป เพื่อนชอบ ไก่คั่วเค็มไงจ๊ะ
  เธอทอดได้ใจจริงๆจ้า
   เนื้อไก่น่ะแข็งเกือบจะเป็นกระดูกไปซะแล้ว 
 เราแค่ชิมดูชิ้นเดียวก็ต้องวางแล้วละ
    ราคาไม่อยากบอกเพราะแค่ผักยังจานเป็นร้อย
   ใส่เห็ดสองร้อยกว่า แล้วนี่เนื้อไก่ ขาหมู
นึกราคาเอาเองก็แล้วกันนะจ๊ะ





มาแล้วจ้าผักกาดขาวผัดน้ำมันหอย
  จานแค่เนี๊ยะ ใส่แค่ผักกาดขาวอย่างเดียวจริงๆ 
  ผัดจนแห้ง แต่เราก็ชอบนะจานนี้น่ะ
เพราะเราอยากทานผักน่ะ รสชาติไม่ต้องพูดถึง
   ทานไปคิดถึงผัดผักบนดอยอ่างขางไปด้วย
  เพราะรสชาตินั้นยังไกลกันมากนัก





หม้อนี้ ต้มยำเห็ด ออรินจิ เห็ดโตๆของญี่ปุ่นน่ะ
  แต่ปลูกอยู่บนดอยมากมาย 
  ราคาก็ไม่แพงเพราะไม่ต้องสั่งจากนอกมาหรอก
ต้มยำหม้อนี้มีแต่เห็ดนะ ไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเจือปนหรอก 
  เพราะเราสั่งต้มยำเห็ด ก็เลยมาแต่เห็ด ตามต้องการ 
  รสชาติก็ใช้ได้นะเพราะต้มยำนี่ใครปรุงไม่อร่อย
ก็ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว แซ่บพอคล่องคอนะ





เมื่อรับประทานกันอิ่มแล้ว เราก็เช็คบิล
   ไม่อยากบอกว่าทั้งหมดราคาเท่าไร
   เพียงแต่ว่ามื้อนี้น่ะเป็นมื้อที่แพงที่สุด
ตั้งแต่วันมาเที่ยวเชียวละ
    แต่ถึงอย่างไรเราก็อยากจะไปทดลองเองนะ
  เราเต็มใจจ่ายไม่อั้นอยู่แล้วละ
   แต่ก็คงจะแค่มาครั้งเดียวพอรู้เท่านั้นแหละจ้า
และก็คงจะบอกเพื่อนๆด้วย 
  อยากทานอาหารที่มีบรรยากาศเลิศๆจะ
แนะนำสถานที่ให้นะจ๊ะ ทั้งอร่อยและสมราคาด้วย 
   จะได้ไม่เจ็บตัวกันไงจ๊ะ ฮ่าๆๆๆ


พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับแล้วด้วยเที่ยวบิน TG 117
ตอน ทุ่มสี่สิบนาที ลาก่อนนะจ๊ะเวียงพิงค์
   ถ้ามีโอกาสคงจะได้มาเยือนใหม่ บาย........





Create Date : 03 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 กันยายน 2561 13:39:01 น.
Counter : 3268 Pageviews.

0 comment
(•‿•✿) เที่ยวบ้านคนย้อมไหมในเมืองเชียงใหม่ ✿;





วันนี้ตื่นเช้าอากาศดีจริงนะ เชียงใหม่ไม่หนาวเลย
อากาศกำลังดี เราเข้าไปรับประทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดให้
หลังจากพนักงานเข้ามาบริการแล้วก็แนะนำสถานที่เที่ยวในเชียงใหม่
ให้ แต่เราเที่ยวสถานที่นั้นๆมาหมดแล้วนี่ เชียงใหม่เราเคยมาเที่ยว
จนนับครั้งไม่ถ้วน สมัยรับราชการอยู่ภาคเหนือก็มาบ่อย และด้วย
เพื่อนชอบงานการฝีมือสนใจการฝีมือของเหล่าคนเมืองมากเธอเคย
ไปชมงานฝีมือของคนเมืองบ่อยๆ จึงชวนไปดูการย้อมสีไหมกัน
เราสนใจทันที เพราะบอกตรงๆว่ายังไม่เคยเห็นเหมือนกันแหละ
เพื่อนบอกว่าบ้านนี้เคยไปหาทุกครั้งที่ขึ้นมาเที่ยวเชียงใหม่
สามีทำการฝีมือเก่งมาก แต่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ก็ยังฝากความรู้
ไว้ให้คนรุ่นหลังสรรสร้างงานฝีมือกันต่อมาจนทุกว้นนี้



เรามาถึงยังบ้านย้อมสีไหม
เจ้าของบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับอย่างดี
ตามแบบฉบับไทยแท้แต่โบราณ 
 ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ว่าเข้านั่น ฮิๆๆ
เมื่อเดินเข้ามาก็ต้องสดุดตากับเจ้าต้นมะเฟืองหน้าบ้าน
ที่กำลังออกดอกออกผลให้ชื่นชมกัน
   จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าถิ่น
ซึ่งมีอยู่หลายตัว ก็เจ้าไก่แจ้ แอ้อิเอ๊ก...เอ๊ก นั่นแหละ
 น่ารักซะอดใจไม่ได้ตัองขอให้เขาเป็นนายแบบให้ทันที
   และเมื่อเป็นนายแบบเสร็จเขาก็เริ่มกร่าง
   อาละวาดอวดศักดาจิกตีไก่แจ้ตัวอื่น
อวดความเป็นนักเลงโตให้เราเห็นซะงั้น
    พลันเรานึกถึงต้มยำไก่บ้านขึ้นมาทันที
   โอ...แซ่บหลายเด้อ....ฮ่าๆๆๆๆ





สิ่งแรกที่สดุดตาก็คือ เส้นใยกันชง
  เราไม่เคยรู้จักเลยนะ
อาจเพราะเราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ก็เป็นได้
  ด้วยความสนใจเจ้าเส้นใยนี้จึงได้สอบถามดู 
  ก็ได้ความว่า ใยกันชงก็ทำมาจากต้นกันชง
ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นกัญชานั่นแหละ
  วิธีการเขาจะตัดต้นแก่
นำไปแช่น้ำก่อนหลายวัน 
  แล้วจึงนำออกมาปั่นเป็นเส้นใยกันชง
ใยนี้ประเทศไทยมีน้อย ส่วนมากจะมีมากที่ประเทศลาว
และแถบประเทศโรมาเนีย
ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าของไทยมาก

แถบภาคเหนือจะทอเส้นใยกันชงนี้
แล้วนำมาถักเป็นเสื้อ กระเป๋า หมวก
  หรืออื่นๆได้หลายอย่าง เราจับดูผลิตผล
ที่ทำมาจากใยกันชงที่ถนนคนเดินนั้น
   มันหยาบสากมือนะเราถามคนขายว่าน่าจะคัน
   แต่เขายืนยันว่าไม่คันแน่นอน
   เพื่อนเรายังซื้อเสื้อกั๊กมาสองตัว
   บอกว่าอยากใส่สวยดี เมื่อกลับถึงศรีราชาแล้วเธอ
ก็จัดการซะสวยเริศไปเลยละ
  เราก็เอามานำเสนอให้ดูด้วยนะ
ฝีมือสร้างสรรเยี่ยมจริงๆ ก็บอกแล้วไง
เรื่องทำให้สวยนั้นเธอถนัดนักละ

ป้าเล่าให้ฟังว่ากว่าจะได้เป็นเส้นใยกันชงนี้
ไม่ใช่ง่ายๆหรอกดูซิสมองและไอเดียของคนไทยน่ะ
  สุดยอดแน่จริงๆ และก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น 
 ความสามารถมากมายจนน่าทึ่งเชียว
ป้ายังเล่าอีกว่างานฝีมือต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น
   เกิดจากภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าๆ
ที่คิดค้นหาเส้นใยต่างๆมาถักเป็นเสื้อ
  และผ้าห่มกันหนาวกัน
เพราะทางภาคเหนือเวลาถึงหน้าหนาว
  อากาศจะหนาวมาก 
 ถ้าเราไปเที่ยวตามหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ
    เราก็จะเห็นงานฝีมือของชาวเขามากมาย สวยๆทั้งนั้น
   และส่วนมากจะย้อมสีให้แลดูเข้มและสดใสสดุดตา
  เราต้องยอมรับในความสามารถของพวกเขาว่าแน่จริงๆ




















สีที่ใช้ย้อมไหมด้ายนั้นก็หาซื้อได้ทั่วไป เพราะเรามีบริษัทคนไทยผลิดเอง





แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นนั้นเวลาเขาสั่งย้อมสี
เขาจะส่งสีมาให้ด้วย ก็จากกระป๋องด้านล่างนี่แหละ 
  แค่นี้เราก็จะรู้แล้วว่าฝีมือคนไทยน่ะ
เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติเชียวนะ
  โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือว่า
เป็นดินแดนแห่งการฝีมือ 
  ก็ยังต้องพึ่งคนไทย ก็น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าไง
   เขาให้เราย้อมสีไหม
   ซึ่งเขาจะไปเสาะแสวงหาซื้อไหมมาจาก
ประเทศแถบอัฟริกา โรมาเนีย ประเทศลาว
ซึ่งราคาจะแพงกว่าประเทศไทย
และมีคุณภาพดีกว่าของไทย
เส้นใยจะตรงไม่เป็นปุ่ม เวลาเอามาถัก
จะสวยและเรียบร้อยกว่า
   เวลาเขาสั่งย้อมสีเขาจึงแนบสีที่ต้องการมาให้่ด้วย



หลังจากย้อมสีเสร็จก็ให้ปั้นกลุ่มใหม่
ให้ได้น้ำหนักตามที่เขาต้องการ
ก่อนจะส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป 
  บางครั้งเขาก็สั่งให้เราถักงาน
ตามแบบที่เขาต้องการเขาส่งแบบมาให้ด้วย
   บางครั้งยังบินมาสอนให้ถักอีก
   อย่างนี้จะไปไหนเสียล่ะ เมื่อผลิตผลงานให้เขาแล้ว 
 ความรู้ความชำนาญมันอยู่ที่เราคนไทยนี่แหละ
   เราจึงมีงานการฝีมือหลากหลาย
มาขายกันตามท้องตลาดทั่วไปไงจ๊ะ
   เฮ้อ...เพิ่งรู้นะเนี่ยะว่า 
  งานการฝีมือก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
ที่เราเรียนกันไม่มีวันจบหรอก 
 เพราะจะมีใหม่ๆมาให้ทดลองอยู่ร่ำไป

สำหรับประเทศเกาหลีนั้น
ส่วนมากจะสั่งทำสำเร็จเป็นตัวแล้ว
สามารถนำไปวางขายได้ทันที
   ไม่ค่อยนิยมส่งไหมมาย้อมสีให้วุ่นวายหรอก
   เพราะฉะนั้น งานฝีมือจึงต้องยกให้ญี่ปุ่นจริงๆ
   เพราะเขาทั้งใส่ใจและสนใจศึกษา
ออกแบบผลิตภันฑ์ใหม่ๆ 
  มาสู่สายตาชาวโลกมากมายนัก















เมื่อทำการย้อมสีเสร็จแล้ว
ก็นำมาทำเป็นกลุ่ม โดยใช้เครื่องมือช่วย
  และจะต้องชั่งน้ำหนักให้ได้พอดี
ตามความต้องการของผู้สั่งย้อม
   เราจะเห็นว่าใยกันชงของโรมาเนียนั้น
   เขาจะเป็นกลุ่มใหญ๋มาก เมื่อย้อมสีเสร็จแล้ว
ต้องจัดทำกลุ่มใหม่ให้เล็กลง 
 และให้เหมาะสำหรับการใช้สอย 
  เพราะบางครั้งผู้ใช้ก็ใช้เป็นส่วนน้อย 
 หากจะต้องซื้อทีละมากๆ ก็จะเหลือ
 และจะทำให้ต้นทุนสินค้าที่ผลิตได้นั้น
สูงขึ้นอีกโดยไม่จำเป็น 
  นี่แหละคือสาเหตุที่ต้องสร้างกลุ่มขึ้นมาใหม่
ให้มีน้ำหนักพอดีใช้

การย้อมสีหลายสีในกลุ่มเดียวกันนั้นทำยากนะ 
  แต่ก็ทำได้ ที่เราเห็นไหมเหลือบหลายๆสีนั่นแหละ
เกิดจากการย้อมหลายครั้งทั้งสิ้น เพราะ
การย้อมแต่ละครั้งย่อมย้อมได้เพียงสีเดียวเท่านั้น














ด้ายลินนิน ทำมาจากต้นลินนิน 
 ซึ่งโครงการหลวงดอยอ่างขางปลูกมาก
   เวลาจะนำมาทำด้ายต้องใช้ลินนินผสม cotton
แล้วจึงปั่นออกมาเป็นด้ายถัก 
  ซึ่ง cotton นั้นทำมาจากต้นฝ้าย โดย
ใช้ดอกฝ้ายเอามาปั่นเป็นเส้น

ต้นลินนินนั้นจะต้องใช้ต้นที่มีลำต้นสูง
ประมาณเมตรเศษต้นลินนินคล้ายกับต้นปอนั่นแหละ 
 เขาใช้กาบก้านมาดีรวมกันแล้วจึงปั่นเป็นเส้น
   เครื่องที่ใช้ปั่นลินนินแพงมาก 
  โครงการหลวงมีเครื่องปั่นน้อย
ถ้าหากจะซื้อเพิ่มเติม ก็ไม่คุ้มกับผลผลิตที่ได้
  เพราะผลผลิตได้น้อยและจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นด้วย
   จึงต้องใช้มือชาวบ้านปั่นด้ายเอง

ท่านอาจจะสงสัยว่าเขากำลังถักอะไร
   นี่เขาใช้ด้ายลิ่นนินที่ย้อมสีแล้วมาถักเข็มขัด 
  กระเป๋าแบบต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ
ชาวต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลี
นั้นเขาเข้ามาสั่งทำมากในแต่ละปี 
  เขาไม่ค่อยเน้นในด้านความเนี๊ยบมากนัก
เพราะเขาถือว่าเป็นงาน Handmade 
 ก็คืองานฝีมือล้วนๆนั่นเองแหละ

ระวังน๊ะ เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศอาจจะซื้อสินค้า
ของไทยกลับมาอวดคนไทยก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ



































สุดท้ายก็ขอโชว์เสื้อถักจากใยกันชง
  ที่เพื่อนเราได้ซื้อไปจากถนนคนเดิน 
  ตอนซื้อตัวเสื้อก็คือตัวเสื้อ
ไม่มีการแต่งเติมใดๆทั้งสิ้น
แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว
  จึงโดนเพื่อนรัก
เธอแต่งแต้มออกมาซะสวยหรูเชียวนะ
นี่แหละเขาเรียกว่า ฝีมือจริงๆ 
   เราก็ซื้อด้ายกันชงมาเหมือนกัน
แต่ยังไม่รู้จะถักอะไรเลย ก็ใจยังไม่รักนี่นา 
  หากสรรสร้างผลงานได้แล้ว
จะนำมาอวดนะจ๊ะ แต่ขอบอกก่อนว่า
ฝีมือน่ะแค่พอทำได้เท่านั้น
เพราะเป็นแค่มือสมัครเล่น 
  ไม่ใช่มืออาชีพแบบเพื่อนเราหรอกนะ








ก่อนจะลากลับขอแวะทักทายพรรคพวกหน่อย
  อยากรู้ว่าหลังจากออกกำลังกายกันแล้ว
   เธอได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดบ้าง 
  แต่เท่าที่เห็นมันก็แค่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น 
   เพราะพวกเธอก็ยังคงรวมฝูง
คุ้ยเขี่ยหาอาหารร่วมกันเหมือนเดิมนั่นเอง เฮ้อ...รู้จัก
ความรักความสามัคคีกันจริงนะเจ้าไก่แจ้......ฮิๆๆๆๆๆ








Create Date : 03 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 กันยายน 2561 13:19:29 น.
Counter : 1525 Pageviews.

0 comment
(•‿•✿) เชียงใหม่แดนศิวิไล.........แต้ก๋า... ???? ✿





เดินทางจากดอยอ่างขาง ถึงตัวเมืองเชียงใหม่
ก็เป็นเวลาเย็นแล้วเราจึง เช็คอินเข้าที่พักก่อน 
  ซึ่งได้จองไว้แล้ว ชื่อโรงแรม U
ตั้งอยู่ติดกับที่เทศบาลนครเชียงใหม่
จัดเป็นถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์น่ะ
สภาพโรงแรมมองจากภายนอกเหมือนบ้านโบราณเก่าๆ
  เพราะเขายังคงอนุรักษ์เรือนหลังเก่าเอาไว้ให้ชื่นชมกัน
  โรงแรมนี้เสียอย่างเดียวไม่มีที่จอดรถ
   เราเข้าพักวันอาทิตย์ซึ่งมีถนนคนเดิน 
 มาถึงเขาก็เกือบจะปิดถนนแล้ว ต้องเอากระเป๋าลง
  จากนั้นทางโรงแรมก็จัดการเอารถไปจอดให้ที่ในวัด
   ตกเทียงคืนเมื่อการค้าบนถนนจบสิ้นแล้ว
จึงได้นำรถมาจอดให้ที่หน้าโรงแรม
  แต่ก็มียามคอยดูแลให้ตลอดทั้งคืนนะ





เมื่อเดินเข้ามาจึงได้เห็นว่าภายในนั้น
เป็นอาคารที่พักแบบโรงแรมทั่วไป 
  ฟร้อนด้านหน้าจัดแบบโล่งโปร่งนั่งรอสบาย 
 อาจจะเป็นด้วยพื้นที่จำกัดด้วย 
  ต้องชื่นชมสถาปนิคนะเขาเก่งจริงๆ
เรื่องการจัดตกแต่งสถานที่ให้สมกับพื้นที่ที่ไว้ใช้สอย 
  ด้านข้างจะมีสระวายน้ำ
ซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยตัวอาคารโรงแรม สูง 3 ชั้น
 เราได้ห้องพักอยู่ใกล้สระว่ายน้ำ
  แค่เดินไปสักหกก้าวก็ถึงแล้ว เราพักอยู่ชั้นล่าง
โรงแรมนี้ดีนะ เราเช็คอินเวลาใดเราก็เช็คเอ๊าเวลานั้น
ไม่จำเป็นต้องตอนเที่ยงวันเหมือนโรงแรมทั่วไป


ห้องอาหารซึ่งอยู่ทางด้านหน้าติดกับถนนนั้น
  แม้จะเล็กแต่การบริการของพนักงานนั้นประทับใจทีเดียว
   อาหารหนึ่งมื้อที่โรงแรมบริการให้นั้น
ท่านสามารถเข้ามาทานเวลาใดก็ได้
  ให้เวลาจนถึง 4 ทุ่มเลยละ
และเมื่อเข้าไปนั่งรับประทาน
  จะมีพนักงานเข้ามาบริการแนะนำอาหารต่างๆให้
   เราสั่งได้เขาจะนำมาบริการเราเอง
   แต่ถ้าเราอยากจะลุกไปตักทานเองก็ได้ไม่ขัดข้อง
    เราขอชมพนักงานที่นี่นะยิ้มแย้มแจ่มใส
บริการดีเยี่ยม แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
   และร้านอาหารอร่อยๆในเมืองเชียงใหม่ให้
พร้อมทั้งมอบแผนที่ร้านเหล่านั้นให้เราด้วย ดีจริงๆ
คงอยากจะรู้แล้วซินะว่าราคาค่าที่พักที่นี่คืนละเท่าไร 
  บอกให้ก็ได้ว่าคืนละ 3,550 บาทเท่านั้น
  ไม่แพงเลยจริงๆ...





เมื่อเดินเข้าห้องพักก็จะเห็นว่า
เหมือนโรงแรมทั่วๆไปที่เราเคยไปพัก
  แต่ที่ชอบกลับเป็นโทรศัพย์แบบโบราณ
ตรงหัวเตียงด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเหมือนรู้ใจ
   เป็นที่เปิดเพลงฟัง MP 3
เขาได้โหลดเพลงมาให้ฟังมากมาย เพราะๆทั้งนั้น
  ทันสมัยนะ ปลายเตียงก็มี ทีวี มีตู้เย็นเล็กๆ
  และมีโต๊ะเล็กให้ บนโต๊ะเขาจะมีผลไม้มาวางให้ทุกวัน
  วันละสองลูก ตู้เย็นนั้นเราจะหยิบอะไรดื่มก็ได้
ให้คนละหนึ่งอย่าง นอกจากนี้ต้องจ่ายเงิน 
  สำหรับน้ำดื่มแน่นอนยังไงก็ต้องมีให้คนละขวด
  แต่วางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง (เค็กน่ะของหลานนะจ๊ะ)


























หลังทีวีก็จะเป็นห้องน้ำ ก็ใช้ได้นะสะอาดสะอ้าน
เสียอย่างเดียวไม่มีที่ล๊อคประตู
  เดี๋ยวนี้โรงแรมเขาสร้างห้องน้ำแปลกๆนะ
เขาจะคำนึงถึงแต่คนพักที่เป็นคู่นอนกันมั้ง
  เราเห็นที่พัทยาก็เช่นกัน
บางโรงแรมห้องน้ำเป็นกระจกใสหมด
   มีแค่บังตาเล็กๆ คงอยากจะให้ดู
ตอนแก้ผ้าอาบน้ำมั๊ง ฮ่าๆๆๆ เอาละๆ
 แค่เอามาให้ชม แต่กุหลาบในห้องน้ำน่ะ
ของเราเอามาจากดอยอ่างขางนะ
  โรงแรมนี้ไม่มีดอกไม้ให้ชื่นชมหรอก
    เสียชื่อเมืองดอกไม้งามหมด










ข้างๆห้องจะมีระเบียง เดินออกไปสระว่ายน้ำได้
   ที่ระเบียงมีม้านั่งพร้อมหมอนให้
   ชอบตรงที่มีหมอนให้หลายใบนี่เอง
   ตรงนี้แหละเราใช้นั่งพักอ่านหนังสือ ทำการฝีมือ
   ฟังเพลงเบาๆตามชอบ
ถือว่าเป็นมุมที่วิเศษจริงๆ
   ข้างๆก็จะมีน้ำใสไหลเย็นไหลผ่านมา
แต่ไม่มีปลาว่ายนะ
  น่าจะเป็นระบบน้ำวนของสระน้ำมากกว่า
  แต่ก็สดชื่นดี
เขาปลูกต้นไม้ไว้ให้สดชื่นด้วย เราชอบจังมุมนี้
   มองออกไปก็จะพบกับสระว่ายน้ำ
   มีฝรั่งออกมานอนอาบแดดด้วย
   พูดถึงฝรั่งได้ยินหลานเล่าให้ฟังว่า
  ฝรั่งที่มาเที่ยวนั้นเขาจะต้องพยายามอาบแดด
ให้ตัวเองเป็นสีแทน เพราะเมื่อกลับไปแล้ว
ใครพบเห็นก็จะมองว่าเขาเป็นคนรวย 
 สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวไกลๆได้
  หลานบอกว่าสมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษได้ฟังมา 
 น่าจะจริงเพราะเธอไปเรียนที่อังกฤษ
ตั้งแต่เด็ก จนโต ก็คงพอรู้ระแคะระคาย
ความคิดของพวกฝรั่งมังค่าบ้างหรอกน่า





















ที่เห็นนี้คือห้องสมุด ซึ่งอยู่ชั้นสองของบ้าน
ด้านหน้าที่เขาอนุรักษ์ไว้น่ะ
  มีบันไดขึ้นไปชันมากเวลาเดินต้องระวัง
เขาทำเป็นห้องสมุดซึ่งมีแต่หนังสือต่างชาติทั้งนั้น
และมีคอมพิวส์เตอร์ ให้ใช้ได้สองเครือง
  มีรูปของเจ้าของบ้านเก่าติดไว้ให้ชม
บอกที่มาที่ไปของสกุลเจ้าของบ้านเก่านี้ด้วย
  เราแค่อ่านแต่ไม่ได้จำ
เราทดลองเปิดคอมดู โอ๊ะแม่จ้าว....
blog....tangkay นี่นา
เราจำหนุ่มหล่อคนนี้ได้
แหมตามมาส่งยิ้มหวานให้
ถึงเชียงใหม่เชียวนะจ๊ะเธอ ฮ่าๆ 

ไปเดี๋ยวจะพาไปเดินที่ถนนคนเดินกันนะ
   เพราะนี่ก็ใกล้ค่ำแล้วเห็นร้านค้า
มาตั้งขายกันมากมายแล้ว เราต้องรีบออกไปเดิน
ก่อนที่จะค่ำ เพราะสินค้าบางอย่าง
ต้องมองสีสันจากธรรมชาติเพราะ
ยามต้องแสงไฟสีอาจจะเปลี่ยนไปได้









ออกจากโรงแรมก็ถึงถนนคนเดินแล้ว
เพราะตลอดสายด้านหน้าโรงแรม
จะปิดถนนวันอาทิตย์เพื่อทำเป็นถนนคนเดิน
  เพื่อนชอบมาก เธอเดินเก่งเดินแบบไม่รู้จักเมื่อยล้า
  กระฉับกระเฉงมาก
แต่เรา.....ไม่อยากจะเอ่ยอยากจะพร่ำบอกว่า
  "เนื้อตัวจ๋า ขาลาก่อน"
เพื่อนเดินเพลินจนลืมไปว่าเรามาด้วย
   เมื่อเธอนึกได้เธอจึงถามเราว่า
เป็นไงบ้าง เหนื่อยไม๊ เมื่อยไม๊
  เราได้แต่ส่ายหน้า เพื่อนบอกว่า
เค้าน่ะยังเดินได้อีกนาน เดินจนกว่าจะพอใจ 
  มันเป็นการออกกำลังกายด้วยนะ
   ไม่เป็นไรเพื่อนก่อนกลับเข้าโรงแรม
เราจะไปนวดเท้ากันก่อน


จากนั้นเธอก็เดินชมสินค้าต่อไปอย่างมีความสุข
  เหอๆๆๆๆๆเมื่อท้องชักร้องเตือนถึงอาหารมื้อเย็น
ซึ่งยังไม่ได้รับประทานกัน 
 เราจึงได้ชักชวนกันไปลองทานอาหาร
ที่เขาจัดไว้ในบริเวณวัดอะไรก็ไม่รู้
เป็นซุ้มอาหารแบบเดินซื้อแล้วเอามานั่งรับประทานกัน
   มันก็น่าลองดูนะ
   เพื่อจะได้เข้ากับบรรยากาศถนนคนเดินไง
   มื้อนี้เราจึงรับประทาน
อาหารหลากหลายตามที่อยากลอง 
  เราซื้อยำแหนม กับข้าวไข่เจียว
สำหรับเพื่อนก็ข้าวน้ำพริกอะไรก็ไม่รู้ 
  ส่วนหลานก็หมูสะเต๊ะ
ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ซื้อมาลิ้มลองกัน
 ส่วนมากก็ทานไม่หมดหรอก
ฝีมือก็พอทานได้ เป็นอาหารมื้อที่ถูกจริงๆ
แต่ต้องชื่นชมเทศบาลเขานะ
   เขาจัดถังขยะมาให้โดยให้แยกขยะก่อนทิ้งกันด้วย
ซึ่งเราก็เห็นทุกคนปฏิบัติตาม ก็เป็นที่น่าชื่นชม


จากนั้นพวกเราก็ออกมาเดินกันต่อ
   เพื่อนซื้อเสื้อกั๊กที่ถักจากใยกันชงมาสองตัว
   แล้วเราจะให้ชมกันว่าเพื่อนเอามาสร้างสรรอย่างไร
 รับรองว่าท่านจะต้องไม่ผิดหวัง
จากการติดตามอ่านแน่นอนจ้า....ก็บอกแล้วไง
ว่าเธอน่ะอัจฉริยะทางด้านการฝีมือทีเดียวละ ฮิๆๆๆๆ
หลังจากเดินจนเธอเริ่มรู้สึกเป็นห่วงเราแล้ว
   เธอก็พาเราเข้าไปยังร้านนวดฝ่าเท้า
ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆกับโรงแรมที่พักนั่นแหละ
  ร้านนี้สะอาดและมีชาวต่างชาติมาใช้บริการกันมาก
   ต้องรอคิว มีรายการที่ต้องการ
จะให้นวดไว้หลายรายการ 
  สำหรับเรานั้นนวดแค่เท้ากับไหล่
  ซึ่งก็เหมือนกันกับเพื่อน เราขอนั่งนวดที่ข้างล่าง
เพื่อจะได้ชมผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา
เพื่อชมสิ่นค้าตามท้องถนนกัน 
 ยิ่งดึกคนยิ่งแน่น ก็ดีนะ
กิจการค้าจะได้เจริญรุ่งเรือง 
 และช่วยผู้ค้ารายย่อยได้มีรายได้ด้วย


นักเรียนก็ยังออกมาแสดงดนตรีร้องเพลง
เพื่อหาค่าขนมและเป็นทุนการศึกษาได้ด้วย
   เหล่าทหารก็ออกมาแสดงร้องเพลงหารายได้
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมกัน
    เราขอปรบมือดังๆให้กับคนที่คิดไอเดียนี้จริงๆ























หลังจากนวดเสร็จแล้ว
  ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับที่พักเสียที
เราเดินลุยคนออกมาไม่นานก็ถึงโรงแรมที่พัก
   จัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ก็นอนคุยกับเพื่อนจนหลับไป 
 ราตรีสวัสดิ์นะจ๊ะทุกท่าน
ขอให้หลับฝันดี......พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะจ๊ะ






Create Date : 01 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 กันยายน 2561 13:01:44 น.
Counter : 981 Pageviews.

2 comment
(•‿•✿)จากทะเลมุ่งสู่ยอดดอย ตอนที่ 12 อำลาดอย ✿





วันนี้เป็นวันที่เราจะพักดอยอ่างขาง
เป็นวันสุดท้ายแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวความสุข
  สูดโอโซนอันบริสุทธิ์ จนชุ่มปอดแล้ว
ก็ได้เวลา จากลายอดดอยมหัศจรรย์นี้เสียที
   เราจะเดินทางกลับไปพักยังตัวเมืองเชียงใหม่
และเมื่อถึงแล้วคงจะมีอะไรดีๆ
เขียนเล่าให้ท่านฟัง
  พร้อมทั้งพาท่านเที่ยวไปด้วยกันต่ออีกสักสองวัน
ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่ ทะเลศรีราชา บ้านเราสักที
ดังนั้นเพื่อเป็นการสั่งลา 
 จึงขอมอบดอกไม้สวยๆให้ทุกท่านได้
ชื่นชมเป็นขวัญตา และขอมอบความสุขเหล่านี้
ให้แด่ทุกท่านจากใจจริง






































































































































































































หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว
  ก่อนขึ้นรถกลับเชียงใหม่
   เราได้แวะอุดหนุนสินค้า
ที่ทำด้วยหญ้าย้อมสีถักเป็นเส้นๆ อีก
  สำหรับเรานั้นเมื่อเห็นผลงานของเพื่อนแล้ว
ก็อยากจะทดลองทำดูบ้าง
  แต่จะทำเป็นอะไรนั้นยังไม่รู้เลย
ก่อนอื่นต้องซื้อวัตถุดิบในการทำไปก่อน
  เพราะที่บ้านเราไม่มีขาย
เราซื้อหญ้าย้อมสีที่ถักเป็นเส้นๆไว้แล้ว
มาเกือบหมดร้านยายแม้วเลยละ 
  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมากมายนะ
  แค่เต็มกำมือเราเท่านั้นเอง
เอาไว้ถักเล่นที่ศรีราชา
  ถ้าถักเสร็จเป็นอะไรจะส่งเข้ามาให้ดูกันนะ
แต่ต้องคอยให้กลับถึงบ้านก่อน

เมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว หลานซึ่งทำหน้าที่โชเฟอร์
ก็จัดการกดคำสั่งบอก GPS ว่าเราจะไปไหนกัน
  ขากลับนี้หลานจะพาพวกเราลงจากดอย
ไปทางอำเภอฝาง ซึ่งเป็นทางเก่าซึ่งทั้งสูงและชัน
  ประกอบไปด้วยโค้งหักศอกหลายโค้ง
  ธรรมดาเส้นทางนี้เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยนิยมขึ้นลงแล้ว 
  นอกจากคนพิ้นที่ที่ชำนาญทาง
หรือคนที่ไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อน
  จึงไม่รู้ว่าทางขึ้นดอยอ่างขาง
นั้นมีอยู่ 3 ทาง ซึ่งมาครั้งนี้เราจะรู้ได้สองเส้นทาง
  คือขาขึ้นซึ่งเป็นทางดี
  มีโค้งแต่ก็ไม่น่ากลัวเหมือนขากลับ
  เพราะขากลับลงจากดอยนี้
กลิ่นผ้าเบรครถกระจายไปทั่วเชียว
 แต่ระยะทางสั้นกว่าขาขึ้น
และวันนี้แหละเราจะได้รู้ว่า เจ้าGPS นั้น
มันกลัวอะไร

เมื่อรถวิ่งอ้อมมาตามไหล่เขานั้น
   เป็นทางโค้งมากมายเจ้า GPS เริ่มสับสน
  สั่งการไม่ค่อยจะถูกซะแล้ว ได้แต่พร่ำว่า
ไปข้างหน้าอีก 50 เมตร "กลับรถ" 
 เมื่อเราไม่ยอมกลับตามที่มันสั่ง
เสียงเจ้า GPS ก็ดังมาอีกว่า
   ไปข้างหน้าอีก 20 เมตรกลับรถ
  เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดทาง เรานึกขำ คิดอยู่ในใจว่า
  ไอ้คนที่คิด GPS ขึ้นมาคงจะลืมกรอกข้อมูล
เส้นทางลำบากๆนี้แน่นอน เหลือบดูแผนที่ใน
GPS เห็นเส้นทางล้อมรอบไปด้วยป่าเขา
  ทางคดเคี้ยวมากมาย
บางทีก็หักเป็นรูปตัว U บ้าง ตัว L บ้าง
อย่างนี้นี่เอง GPS มันก็คงจะเวียนหัวเป็นแน่
ขนาดคนที่ไม่ช่ำชองการเดินทางแบบนี้
รับรองว่า ไม่เมารถก็ให้มันรู้กันไป

เราเดินทางมาถึงโค้งหักศอกมากที่สุด 
  จนได้กลิ่นผ้าเบรคไหม้
พอรถวิ่งลงเขามาหน่อยก็พบกับจุดพักรถ
   สำหรับให้นักท่องเที่ยวพักรถ
  และแวะซื้อส้มและสตอร์เบอรี่กัน
    เราหยุดพักรถกัน
   เมื่อลงจากรถเราก็เดินตรงไปตามร้านค้า
   เห็นจุดขายมีรูปสตอร์เบอรี่แขวนอยู่ 
  ลองเข้าไปถามปรากฎว่าหมดซะแล้ว
  มีแต่ส้ม แต่ก็ลูกเล็ก ไม่สวย 
 ลองชิมดูรสชาติไม่ได้เรื่องเลยไม่ซื้อ 
  จุดพักนี้ให้แน่แค่ไหนคุณก็ต้องพักรถแน่นอน

เมื่อพักรถจนหมดกลิ่นผ้าเบรคไหม้แล้ว
คณะเราก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางกันต่อไป
   คราวนี้เราได้ยินเสียงเจ้า GPS บอกให้กลับรถอีก
ไม่กี่ครั้ง จากนั้นมันคงระอากับความดื้อรั้นของโชเฟอร์
  เสียงมันจึงเงียบไป

           จนเข้าสู่เส้นทางปกติแต่ก็ยังเป็นเนินอยู่บ้าง 
  สำหรับโค้งทดสอบความเก่งของโชเฟอร์นั้นหมดไปแล้ว 
  คงเหลือแต่โค้งธรรมดาที่ไม่น่ากลัวเท่าไร
   เจ้าGPS คงจะหายตกใจแล้ว มันจึงบอกทางให้แบบปกติ
 โดยกำหนดระยะทางให้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงไป








เราเดินทางผ่านห้วยแม่งอน
   ผ่านบ้านปางควาย
ผ่านโรงเรียนบ้านหนองขวาง อำเภอฝาง
  วิ่งตรงมาจนได้ยินเสียงเจ้า GPS สั่งการว่า
ถึงสามแยกให้เลี้ยวขวา เราเงยหน้ามองป้าย
ข้างทางบอกว่า อ. ไชยปราการ 9 
 เชียงใหม่ 137 นั่นคงเป็นระยะทาง
ที่เราต้องวิ่งรถต่อไป เมื่อรถผ่านต.แม่ขาดฝาง
  ก็เข้าเขตอ.ไชยปราการ


รถผ่านที่ว่าการอำเภอไชยปราการ 
  เรามองแล้วก็ให้หวลนึกถึงอดีต
ที่เคยขึ้นมารับราชการแถวภาคเหนือ
   ในช่วงเข้าฤดูหนาวนี้ 
 พื้นที่ทางภาคเหนือจะคล้ายๆกัน 
  คือความแห้งของพื้นดิน ฝุ่นมากมาย
บางครั้งลมก็แรง แต่เหนือสิ่งอื่นใด
  ธรรมชาติยังสร้างสรรดอกไม้งามๆให้เห็นอยู่ทั่วไป 
  ไม่ว่าจะปลูกดอกอะไร ช่วงนี้ก็จะแย่งกันชูช่อดอก
อวดสีสรรสดใสสวยงามแข่งกันอยู่ทั่วไป 
  เป็นสิ่งที่ทำให้เราสดชื่น
และลืมความแห้งแล้ง 
 ซี่งเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ลงไปได้มากทีเดียว


เจ้ารถคู่ใจยังคงทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ
   ผ่านวัดถ้ำตับเต่า ต.ศรีดงเย็น
อ.ไชยปราการ เราเหลือบมองป้ายข้างทางเขียนบอกไว้ว่า
 เชียงดาว35เชียงใหม่ 108 
  นั่นคือระยะทางที่บอกว่า
เราควรจะพักรับประทานอาหารกลางวันกัน
ที่อำเภอเชียงดาวซะก่อน
   เพราะหากจะแขวนท้องไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่
   ในรถเราอาจจะมีเสียงดนตรีบรรเลงจากในท้อง
ออกมาประสานเสียงกันสนั่นรถแน่
และแล้วรถก็วิ่งมาถึงแยกใหญ่เชียงดาว
   ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟสุดอร่อย
ที่ที่เราแวะดื่มกาแฟกันก่อน
ที่จะขึ้นไปดอยอ่างขางนั่นไง
    แน่นอนอยู่แล้วเราต้องแวะอุดหนุนเธอเช่นเคย
   หลังจากสั่งกาแฟแล้ว 
  เสียงสนับสนุนให้ทานก๋วยเตี๋ยว
เป็นอาหารกลางวันก็ดังขึ้นเราทุกคนเห็นชอบ
  จึงได้สอบถามถึงร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยจากเจ้าถิ่น
เจ้าของร้านกาแฟทันที


ระหว่างทางที่ไปร้านก๋วยเตี๋ยว
ทำให้เราย้อนนึกถึงอดีตอีกแล้วซินะ
ก๋วยเตี๋ยวทางเหนือถ้าเป็นพิ้นบ้านจริงๆน่ะอร่อยนะ
   เขาจะใช้ผักหลากหลาย
เช่นถั่วฝักยาวหั่นเฉียงยาวสักหนี่งนิ้ว
   หรือไม่ก็ใช้ผักคะน้า
หรือกล่ำปลี ถั่วงอกก็มีนะ
   แต่นิยมกันไม่มาก ใส่หมูสับ
  และหมูแดงหั่นบางๆ
ถ้าเป็นต้มยำเราจะได้ลิ้มรสถั่วป่นที่เขาคั่ว
และป่นเองหอมฉุย ส่วนผักชีที่ใช้โรย
มักจะใช้ผักชีฝรั่งซอยละเอียด  หอมเชียว
  สำหรับรสเปรี้ยวนั้นแน่นอนเขาใส่ด้วยมะนาว
แทนน้ำส้มสายชู แต่ถ้าใครอยากทาน
น้ำส้มสายชูเขาก็มีประจำโต๊ะให้ 
   และที่สุดยอดจริงๆของก๋วยเตี๋ยว
ชาวบ้านทางภาคเหนือต้องยกให้ กระเทียมเจียว
 ซึ่งเขาจะใส่แคปหมู
ซึ่งเขาจะหั่นมันหมูทั้งหนังเป็นชิ้นเล็กๆ
เจียวจนหนังแตกพอง
ก่อนแล้วจึงนำกระเทียมสดสับละเอียด
ลงไปเจียวจนเหลืองหอมน่ารับประทานเชียว 


ซึ่งเราเห็นคนทานส่วนมาก
ที่เป็นหญิงในวัยกลัวอ้วนทั้งหลาย
เมื่อมาสั่งก๋วยเตี๋ยวรับประทานต่างก็เน้นว่า
ต้องใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ
เรียกว่าพักกลัวอ้วนไว้ชั่วคราวก่อนนั่นเอง 
   แต่พริกขี้หนูป่นนั้น
ต้องบอกว่าหากไม่ชอบรับประทานเผ็ดมาก
ต้องระวังนะจ๊ะ  เพราะพริกขี้หนูแห้งนั้น
ส่วนมากทำมาจากพริกขี้หนูที่ชาวเขาปลูก
 เขาเรียกพริกขี้หนูแม้วน่ะ
เผ็ดเด็ดซะระตี๋เชียวละ 
  หากเผลอใส่มากคุณอาจจะต้องรับประทาน
ก๋วยเตี๋ยวเคล้าน้ำตาแน่นอน
   แล้วใครจะรู้ได้ว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย หรือ
เธอกำลังนึกถึงความหลังกับใครคนหนึ่งล่ะ
   เพราะเธอน้ำตาร่วงซะ
ขนาดนั้น ฮ่าๆๆๆ เราก็ด้วย ฮิๆๆๆ

ก๋วยเตี๋ยวที่ร้านกาแฟแนะนำไป
ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวพื้นบ้านทางภาคเหนือหรอก
แต่เป็นแค่ก๋วยเตี๋ยวหมูธรรมดาทั่วไปนั่นเอง
  แต่มีข้าวซอย ซึ่งเป็นอาหารพิ้นเมืองภาคเหนือขายด้วย
   ทุกคนสั่งก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟมาทาน
แต่สำหรับเราแน่นอนมาเหนือทั้งที
ก็ต้องสั่งข้าวซอยมาทานให้หายคิดถึงกันเชียวละ
เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาเสริฟเราต่างมองหน้ากันแบบทึ่ง
ในชามก๋วยเตี๋ยวจริงๆ
ชามใหญ่กว่าก๋วยเตี๋ยวธรรมดาทั่วไป 
 ไม่ใช่ใหญ่แค่ชามนะก๋วยเตี๋ยวที่ใส่มาก็มากด้วย


เรายิ้มเพราะรู้อยู่เต็มอกว่า 
  เธอทั้งหลายไม่มีทางรับประทานหมดแน่
ส่วนข้าวซอยของเราแค่ชามธรรมดาทั่วไป
   รสชาติก็อร่อยเหมือนเดิมนั่นแหละ
   แต่จะให้รับประทานบ่อยๆ 
 หรือทุกวันนั้นขอบาย....เพราะ
เราไม่ชอบทานกะทิ ไม่ใช่กลัวอ้วนหรอกนะ
แต่ไม่ชอบจริงๆยกเว้น
กะทิที่ทำอาหารหวานยังพอชอบบ้าง
แต่ก็ไม่มากนัก

เมื่อรับประทานเสร็จ
ก็ถึงเวลาชำระค่าอาหารแล้วซินะ
 เราคิดว่าก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ขนาดนี้
บ้านเราก็ต้องไม่ต่ำกว่าชามละ 50บาท
แน่นอน แต่นี่ทางเหนือชาวบ้านทำเองขายเอง
ก็เลยกะประมาณสักชามละ 35 บาท
 ซึ่งก็ถือว่าถูกมากแล้วละ เมื่อสอบถามราคาเจ้าของ
ร้านบอกว่าชามละ 25 บาท
เพราะเป็นชามพิเศษ (คงจะใหญ่พิเศษนั่นเอง)
ชามธรรมดา 20 บาท โอ้โฮ...ถูกอะไรปานนั้น
  แล้วค่าแรงของเราที่จะได้รับ 300 บาททั่วไทย
ก็คงจะเหลือได้รวยกันคราวนี้แน่แท้ละมังจ๊ะ
  ยินดีด้วยนะจ๊ะพี่น้องแรงงานทั้งหลาย ฮ่าๆๆๆๆ

หลังจากอิ่มกันแล้ว 
  หลานก็พาทัวร์เมืองเชียงดาวหน่อย
เพื่อให้ก๋วยเตี๋ยวได้ย่อยบ้าง
ก่อนที่จะไปถึงอาหารค่ำที่เชียงใหม่ ซึ่ง
ขอบอกว่า มื้อค่ำอันหนักหน่วงของพวกเรานั้น
ต่างกันราวกับฟ้ากับดินเชียวละ
  คอยตามอ่านกันต่อก็แล้วกันนะจ๊ะ











รถวิ่งผ่านเข้ามาตามถนน
ที่หลานพาเที่ยวดูเมืองเชียงดาว
พลันสายตาเราก็เหลือบไปเห็น
   อาคารที่สร้างขึ้นสวยงาม หลายหลังข้างทาง
อาคารเหล่านี้อยู่ในรั้วเดียวกัน
   มองแล้วสวยน่าอยู่
  เรานึกว่าเป็นโรงแรมกำลังสร้างใหม่ 
 แต่หลานได้บอกว่าเป็นโรงเรียนอนุบาล
น่าอัศจรรย์จริงๆ เรายังไม่เคยเห็น
โรงเรียนอนุบาลที่ไหนจะอลังการณ์เท่านี้เลย
   รถวิ่งผ่านเห็นป้ายรับสมัครนักเรียนอนุบาลอยู่ข้างหน้า


เมื่อผ่านมาหน่อยเราขอให้หลานหยุดรถสักนิด
   แต่ไม่ต้องถอยไปหน้าโรงเรียนเพราะคิดว่า
ไหนๆก็ผ่านมาเห็นแล้วควรเก็บภาพไปให้ผู้ติดตาม
ทริปท่องเที่ยวในครั้งนี้ได้เห็นสักนิด 
  เลยถ่ายรูปข้างๆมาให้ดูน่ะ
  ไว้เที่ยวหน้ามีโอกาสมาอีก
จะเข้าไปเก็บภาพและขอสัมภาษณ์เจ้าของ
มาให้อ่านซะเลยดีไม๊จ๊ะ
  เราไม่ได้ลงจากรถหรอกถ่ายรูปขณะอยู่บนรถน่ะ
   มองดูแล้วไม่อยากลง เพราะถนนนี้มันเงียบดีจัง
   ไม่เห็นมีรถวิ่งผ่านสวนมาเลย 
  หรือเป็นช่วงกลางวันนะ ไม่อาจจะคาดเดาได้......





จากนั้นหลานก็พาแวะเข้าไปยังวัดชื่อ "วัดแม่อีด
อยู่ในเขตเทศบาลตำบลเชียงดาว 
 ชื่อวัดนั้นเราเข้าใจเอาเองว่า
น่าจะตั้งตามชื่อห้วยแม่อีด 
  ซึ่งไหลผ่านบริเวณนั้นนั่นเอง
   เป็นวัดเล็กๆอยู่ในเขตชุมชน
   ภายในวัดปั้นรูปผีตาโขนเอาไว้หลายดัว
เรียงรายอยู่รอบสนามหน้าอาคาร 
  เดินเข้ามาจนสุดเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่
ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ หลังวัดเป็นผืนนา 
 ไกลออกไปก็เห็นแต่ภูเขา


ที่เล่ารายละเอียดน่ะเพราะเราชอบธรรมชาติ
   เห็นฟ้า เห็นภูเขา ใจก็เป็นสุขแล้ว
  อยากให้ทุกคนมีจิตใจกว้างขวาง
โอบล้อมโลกเหมือนท้องฟ้า
   อยากให้ทุกคนหนักแน่นเหมือนภูเขา
  เสียดยอดทะยานอวดคนผ่านไปผ่านมาว่า 
 ข้าฯคือขุนเขาที่ยิ่งใหญ่จะเป็นรั้วคอยปกป้อง
ให้ทุกคนพ้นจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง
   แต่ภายใต้ท้องฟ้าที่โอบล้อม
และในบริเวณที่ขุนเขากำลังปกป้องอยู่นั้น 
   มันกำลังชุลมุนวุ่นวาย
แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ ทำร้ายกันเองอยู่ทุกวี่วัน
เพียงเพื่อผลประโยชน์
ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น
ลืมคิดไปว่าเมื่อเราหมดลมหายใจเมื่อไหร่ 
 สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำไปด้วยได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง หรืออำนาจ
ที่กำลังแก่งแย่งแสวงหากันอยู่
ในเมื่อสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถนำไปด้วย
เมื่อเราจากโลกนี้ไป  
ดังนั้นเราควรจะรักและร่วมมือช่วยกัน
สร้างสรรสิ่งดีๆให้กับประเทศไทยเรากัน
ก่อนอื่น เรามาสมัครสมานสามัคคีกันก่อน
รักกัน ไม่ขัดแย้งกัน
ร่วมมือกันสร้างสรรแต่สิ่งดีๆให้แก่กันและกัน
ทำเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงไม่มีอื่นใดแอบแฝง
นั่นแหละคือความภูมิใจของพวกเราละ
  อย่างน้อยเราก็เป็นคนหนึ่ง
ที่ทำให้ประเทศชาติเราไม่มีการขัดแย้ง 
  แม้ตายไปสิ่งเหล่านี้นำไปไม่ได้
แต่เขาก็จะรู้จักและพูดถึงเรา
   ไปตลอดชัวลูกชั่วหลานเชียวนะ
ที่เขียนน่ะ ไม่มีอื่นใดแอบแฝง
  เนื่องจากเราจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่รู้แค่กี่วัน
เราเพียงอยากเห็นคนไทยสามัคคีกัน
เหมือนเช่นบรรพบุรุษไทยในอดีตกาลเท่านั้นเอง 


เฮ้อ...เพ้อพร่ำไปใหญ่ เป็นอย่างนี้แหละ
  ก็เราเป็นคนอ่อนไหวง่ายนี่นา
เอาละๆๆ เดินสำรวจวัดดีกว่า
   ที่เห็นร่องรอยการบูชากราบไหว้อยู่
อย่างสม่ำเสมอก็น่าจะเป็นศาลาเล็กๆ 
 ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ
และองค์ครูบาศรีวิไชย นี่แหละ 
 ท่านยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวและให้กำลังใจแก่เราเสมอมา
ส่วนโบสถ์นั้นเป็นโบสถ์เล็กๆ ปิดอยู่
   ดูภายนอกก็สวยงามตา
ที่ต้องปลงจริงๆก็เห็นจะเป็นตู้รับบริจาคนี่แหละ
   ซึ่งภายในไม่มีอะไรอยู่เลย
   เหลือทิ้งไว้แต่รอยงัดแงะตู้เท่านั้น อนิจจังจริงๆ
และนี่อาจจะเป็นสาเหตุ
ให้สร้างรูปปั้นเปรตไว้ภายในวัดหลายตัว
อาจจะเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ผู้คิดกระทำความผิด
  หรือหักห้ามใจผู้ที่คิดจะกระทำผิด
ต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง
และตั้งแต่เข้ามาในวัดนี้ บอกตรงๆว่า
ยังไม่เห็นพระภิกษุสักรูปเดียวเลย
   จึงไม่อาจจะบอกได้ว่ามีพระจำพรรษาอยู่กี่รูป
   หรืออาจจะไม่มีเลย .......




















คณะเราออกเดินทางจากอำเภอเชียงดาว
  เพื่อมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่
  ซึ่งท่านคงต้องติดตามตอนต่อไปแล้วละนะจ๊ะ
เราขอให้ทุกท่านประสบแต่โชคดี
   มีความสุข สมความปรารถนาใน
ทุกสิ่งที่หวังไว้โดยทั่วกัน บาย.....








Create Date : 01 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 กันยายน 2561 12:40:43 น.
Counter : 636 Pageviews.

1 comment
(•‿•✿) จากทะเลมุ่งสู่ยอดดอย ตอนที่ 11 ชมสวนบอนไซ ในโครงการหลวง ✿





วันนี้จะพาไปชมสวนบอนไซ
  ของโครงการหลวงกันนะคะ
ต้นไม้บอนไซ ที่นี่ใส่กระถางไว้สวยงามมาก
   ทำให้เราได้รู้ว่าต้นไม้บางชนิด
เราสามารถนำมันมาบอนไซได้
   ถึงแม้ต้นจะแคระแต่ก็ออกดอก
ให้ชมได้เหมือนกัน ไม่เหมือนคนนะ 
 หากถูกคนใจร้ายบอนไซละก็
ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันเลย ฮ่าๆๆๆๆ 
  อย่าเครียดนะจ๊ะ เอาความสุช
มาฝากให้แล้วไง ชมสวนบอนไซก่อนนะ









































จากลาสวนบอนไซด้วยภาพหนูน้อยชาวเขา
นั่งขายสินค้าHandmade ซึ่งแม่ทำมาให้ขาย 
  เอ้า...คุยซิจ๊ะแนะนำตัวก่อนนะจ๊ะ
" หนูชื่อ..นภา..ค่ะ หนูไม่รู้หรอกว่า
 ชื่อหนูแปลว่าอะไร หนูอายุ 10ขวบ
   วันนี้หนูมาช่วยแม่ขายของเพราะโรงเรียนหยุด
   แม่ไม่ได้บังคับหนูหรอกค่ะ แต่หนูอยากขายเอง
   เพราะหนูได้พบเจอนักท่องเที่ยวมากมาย 
  แค่คณะเล็กๆนี้ก็ช่วยหนูซื้อจนเกือบหมดแล้วละ
  ดีใจจังเลย หนูเอาเงินไปให้แม่ก่อนนะ 
 แล้วเจอกันใหม่นะคะ ขอบคุณค่ะ





กลับจากสวนบอนไซ ชักหิวแล้วซิ
  เราไปรับประทานอาหารกัน
ก่อนที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านพักกันนะจ๊ะ
   อาหารมื้อนี้อร่อยมาก
เริ่มจากจานแรก ยำสตอร์เบอรี่
   แสนจะน่ารับประทานมาก
รสชาติจัดจ้านถูกใจจริงๆ
  เป็นอาหารจานพิเศษที่ใครมารับประทาน
เป็นต้องสั่งมาลองชิมกันทีเดียว
เขาว่ามาเราก็ว่าไป






จานที่สองเราอยากทานเลยสั่งเองแหละ ยำเห็ดสด
 นี่ก็รสชาติไม่เลวหรอกแซ่บใช้ได้ทีเดียวละ 
  แต่ลืมบอกว่าอย่าเผ็ดมาก เขาเลยใส่เต็มที่ 
  ต้องนั่งเขี่ยพริกออก
  ทานไปน้ำตาก็ไหลพรากๆไปด้วย
   คิดถึงเมื่้อครั้งชีวิตยังสับสนวุ่นวาย
พริกแค่นี้น่ะน้อยไปซะด้วยซ้ำ 
  ไม่ใช่จะกินเผ็ดประชดชีวิตหรอก
   แต่ที่กินเผ็ดเมื่อก่อนนั้นเพราะอยากให้ชีวิตมันมี
รสชาติเผ็ดมันไงจ๊ะ ฮ่าๆๆๆๆ ก็ว่ากันไป 
 อย่าหลงเชื่อก็แล้วกัน ฮิๆๆๆ





ชุดต่อไป ขาหมู หมั่นโถว   รสชาติสุดยอดจริงๆ
  ขาหมูนั้นเขาเสริฟให้เราโดยไม่แถมมันเป็นก้อนๆให้หรอก
  มีแต่เนื้อกับหนังน่ะ
ผักคะน้าที่่ใส่มานั้นทั้งหวานทั้งกรอบ 
  รสชาติระดับภัตราคารจีนฮ่องเต้เชียวละ 
  หากมีโอกาสขึ้นไปเที่ยวอย่าลืมสั่งทานกันนะคะ 
 ต้องลองด้วยตนเอง แล้วจะลืมไม่ลงนะจ๊ะ

สำหรับหมั่นโถวนั้น แป้งนุ่มมาก อร่อยมาก
อาหารชุดนี้หากไม่ได้สั่งมาทาน
จะเสียดายมากๆเลยนะ





จานเด็ดสุดท้าย 
 ขอบอกว่าไม่สั่งมาทานจะเสียใจนะจ๊ะ
  อร่อยมากเลย ปลาราดเปรี้ยวหวาน
    เขาใช้เนื้อปลาช่อนทอดกรอบนอกนุ่มใน
แล้วราดด้วยเปรี้ยวหวาน รสชาตินั้นสุดยอดจริงๆ 
  อาจจะเป็นด้วยทั้งปลาสด
  และผักที่ใช้ราดเปรี้ยวหวานก็สด
  แต่ที่แน่ๆฝีมือต้องเยี่ยมจริงๆถึงทำได้อร่อยมาก
   อย่าลืมนะจ๊ะ ขึ้นไปเที่ยวอย่าลืมสั่งทานกันนะ
ที่สโมสรดอยอ่างขางนะจ๊ะอย่าลืม.......





วันนี้ขอลาเพียงแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ 
 ตอนต่อไปจะพาชมดอกไม้อีกนะ 
 อยากจะบอกว่าเราขึ้นมาพักผ่อนจริงๆจ้า 
  ดังนั้นจึงมีแต่ต้นไม้ ดอกไม้
และอาหารมาเล่ามากหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ 
  ยังมีอะไรดีๆจะเล่าให้ฟัง
อีกมากจ้า นึกซะว่าเราเที่ยวด้วยกันนะจ๊ะ





Create Date : 30 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 10 กันยายน 2561 12:05:11 น.
Counter : 1090 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ