Group Blog
All Blog
(•‿•✿) มื้ออำลา....ณ.....ผาลาดตะวันรอน ✿



วันนี้เราได้มาพักที่เชียงใหม่เป็นวันที่สองแล้ว หลังจาก
ออกไปรับประทานของโรงแรมตอนสายๆแล้ว ก็เข้ามาพักนอนเล่น
นั่งเล่นตรงระเบียงที่แสนจะสุขสบาย ชมฝรั่งนอนอาบแดดกัน
บางคนก็วายน้ำเล่น ก็เป็นที่เพลิดเพลินไปได้ เสียงเพื่อนพูดว่า
น่าเสียดายไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำมาด้วย ไม่งั้นได้ออกกำลังกายกันบ้าง

สำหรับเรานั้นก็ไม่มีอะไร นั่งเล่นรับอากาศสบายๆ เสียง
สายน้ำไหลดังแว่วๆ ตาก็อ่านหนังสือ หูก็เสียบหูฟังเพลงโปรดไป
บางครั้งก็ฮัม..เพลงไปด้วย สุขอะไรเช่นนี้ ท่านคงจะแปลกใจซินะ
ว่าเราฟังเพลงแล้วเราจะอ่านหนังสือรู้เรื่องได้อย่างไร ขอบอกว่าเรา
น่ะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว อ่านหนังสือต้องมีเสียงเพลงคลอด้วยมัน
ถึงจะสนุกและเพลิดเพลิน ไม่งั้นอ่านไปนานๆก็จะง่วงและไม่รู้เรื่อง
ว่ากำลังอ่านอะไรอยู่ เทคนีคนี้ไม่หวงนะเอาไปลองทำได้ถ้าท่านคิดว่า
ท่านสามารถแยกส่วนข่องโสดประสาทท่านได้.....ก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ

ตกบ่ายแก่ๆ เพื่อนก็ชวนออกไปหาเค็กอร่อยๆทานกัน
เค็กร้านนี้ชิ้นเล็กๆ เหมาะสำหรับเป็นของว่างได้ แต่ที่แน่ๆต้องอร่อย
ราคาไม่ต้องพูดถึงหรอก......ชิ้นหนึ่งเกิน 50 บาทขึ้นไป ก็แค่คำเดียว
หรือบางอย่างอาจจะได้ถึง 3 คำ ก็แล้วแต่จะเลือก นานๆมาทานที
ก็ไม่ว่ากันแต่ถ้าบ่อยนักก็ขอบาย.....ไม่ใช่เสียดายเงินหรอกนะจ๊ะ แต่
เห็นว่ามันเกินคำว่าพอเพียงไปหน่อย และก็ไม่จำเป็นต้องทานบ่อย
ขนาดนั้น แค่อร่อย แต่ผลลัพย์น่ะ ทั้งอ้วน ทั้งอวบเชียวนะจ๊ะเธอ

ออกจากร้านเค็กในซอยของถนนนิมมานเหมินทร์ แล้ว
เพื่อนก็อยากจะไปเที่ยวร้าน นันทกว้าง หลานจึงกดเจ้า GPS เมื่อ
ขับรถกำลังจะออกจากซอย เจ้า GPS ก็บอกว่าให้หยุดรถ หยุดทำไม
เรากำลังจะไปร้านเป้าหมายนี่นา หยุดรถสักพักก็นึ่กขึ้นได้ว่า
ก็ร้านมันอยู่เลยปากซอยไปหน่อยเดียวเอง จอดรถแล้วเดินไปสัก
50 เมตรก็ถึงแล้ว ออกไปถนนใหญ่ก็ใช่ว่าจะจอดรถได้เมื่อไหร่
เฮ้อ...เจ้ากรรมจริงๆ แต่เมื่อเดินไปถึงร้านก็เห็นร้านปิดซะแล้วก็ขณะนั้น
มันเป็นเวลาตั้ง 5 โมงเย็นแล้วนี่นา

กลับมาขึ้นรถก็คิดว่าเราจะไปทานอาหารเย็นที่ไหนกันดี
หลานจึงแนะนำว่า เราน่าจะไปรับประทานกันที่ "ผาลาด ตะวันรอน"
แหมชื่อก็กินขาดแล้วนะ เราทุกคนพร้อมใจกัน O.K ทันที

ขณะขับรถไปหลานก็บอกว่าอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่อาจจะ
ไกลสักหน่อยแต่บรรยากาศเยี่ยม ถ้าเราสามารถไปถึงก่อนพระอาทิตย์
ตกดินละก็ เขาว่า สวยมากเชียวละ แต่ที่เล่าให้ฟังนี้เธอบอกว่า
ยังไม่เคยไปเหมือนกัน เพี่ยงแต่ได้ยินเพื่อนๆเขาเล่ามานั่นเอง
เจ้า GPS อีกนั่นแหละนำพาเราไป แต่กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงเย็นแล้ว
เพราะเชียงใหม่รถก็ติดเหมือนกัน ไปถึงก็จวนจะค่ำแล้วเพราะฤดูนี้
พระอาทิตย์จะอำลาฟ้าเร็วกว่าปกติสักหน่อย






เมื่อลงจากรถก็จะเห็นป้ายชื่อร้าน เมื่อกระทบแสงไฟสวย
และพอเดินตรงไปที่หน้าร้าน หันไปทางขวามือจะเห็นน้ำตกไหล มี
คนเดินไปเที่ยวชมบ้างไม่มากเพราะใกล้คำแล้ว แต่ในสายตาเราก็ยัง
ห่างไกลนะ ต้องเดินเข้าไปใกล้ๆถึงจะเห็นความงามของน้ำตก

แต่เมื่อเดินเข้ามาในร้านนี่ซิ เราจะเห็นน้ำตกที่ไหลมา
จากน้ำตกที่เราเห็นนั่นแหละ มาตกอยู่ติดกับร้านนี่เอง สวยเชียว
คงจะเป็นน้ำตกผาลาดนั่นแหละ เขาถึงเอาชื่อมาตั้งเป็นร้านอาหาร
และประกอบด้วยอยู่ทางด้านทิศตะวันตก จึงสามารถเห็นพระอาทิตย์
ตกดินยามเย็นได้ด้วย เพราะตรงนี้เป็นที่สูง ก็คงจะเป็นเชิงเขาประมาณนั้น











เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นการจัดร้านนั้น สวยงามมีโต๊ะนั่ง
มากมาย คงจะเป็นร้านที่ขายดีมาก เพราะได้ทั้งบรรยากาศ และ
อาจจะเปี่ยมล้นไปด้วยฝีมือ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังว่ารสชาดอาหารนั้น
สมกับสถานที่หรือไม่











เมื่อได้โต๊ะที่จะนั่งรับประทานอาหารกันแล้ว ก็มีบริกรนำเมนู
มาให้สั่งอาหาร เราเปิดเมนูแล้ว โอ้....แม่จ้าว.....คุณดูซิ เชียงใหม่
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพืชผักเมืองหนาว ส่วนมากผักที่นี่จะปลูกมาก
และสด เพราะเป็นต้นทางแห่งการขนส่ง แต่ราคาในเมนูนั้นโหดจริงจริง
รายการอาหารแต่ละอย่างไม่ต่ำกว่า 120 บาท แม้แต่ผัดผักก็ราคา
แบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผักหรอก ขอบอกว่า 250 บาท
ขึ้นทั้งนั้นแหละ ดูซิขนาดเห็ดหอมผัดผักกาดแก้วน่ะราคาตั้ง 250
บาทต่อจานเชียวนะจ๊ะเธอจ๋า นี่เมืองไทยเหรอเนี่ยะ หรือสถานที่
เช่ามาแพง เพราะอยู่ในบริเวณสวนสัตว์เชียงใหม่ซึ่งเป็นของหลวง
เราเคยทานอาหารราคาแพงโหดๆนี้มาแล้ว แต่นั่นมันเป็นภัตราคาร
จีนในกรุงเทพน่ะ เพราะอาหารเขารสชาดเยี่ยม จานใหญ่ ทานแล้ว
ยังอยากกลับไปทานอีกเลย นั่นน่ะเขาเรียกว่าสมราคาจริง จริง


ทุกอย่างนั้นเราแค่คิดอยู่ในใจเพียงผู้เดียว
เพราะไม่อยากพูดให้เสียบรรยากาศ กลัวจะอิ่มกันเร็วเกินไปนั่นเอง
ต้องระวังในการสั่งกลัวจะเป็นจานใหญ่ทานไม่หมดน่ะ
เมื่อสั่งอาหารมาแล้ว ท่านก็จะเห็นว่าอาหารนั้น จานเล็ก
เหมาะสำหรับคนมาทานน้อยคน อย่างคณะเรานี่แหละ

และอาหารจานแรกที่เราสั่งก็คงไม่พ้น น้ำพริกหนุ่ม เพราะ
มาเหนือทั้งทีต้องทานน้ำพริกหนุ่มให้เต็มอิ่มซะหน่อย แต่ที่เขานำ
มาเสริฟนั้น ขอบอกว่าผิดหวังจริงๆ เพราะมีแต่หมู มีแต่มัน แต่
ผักน่ะมีน้อยมาก เราตั้งใจจะทานน้ำพริกหนุ่มกับผักมากกว่านะ
เพราะเรารู้ว่าเมื่องเหนือนั้น ผักทั้งสดและทั้งมีหลากหลายให้ลิ้มลอง
บอกตรงๆว่าจานนี้น่ะ ช่อบแค่มะระหวานต้มจิ้มน้ำพริกเท่านั้นเองแหละ
รสชาดน้ำพริกหนุ่มนั้น เราเคยรับประทานอร่อยกว่านี้มากมายนัก





จานที่สองก็คงเป็นอาหารเมืองเหนือที่เราต้องสั่งทานกัน
อีกนั่นแหละ แกงฮังเลไงจ๊ะ ชาม่เล็กนะรสชาดน่ะดอยอ่างขางอร่อย
กว่าหลายเท่านัก แต่ราคาน่ะดอยอ่างขางชิดซ้ายไปเล้ย.......และที่
เห็นในชามน่ะ มันหมูเป็นก้อน เนื้อหมูน่ะต้องงมเอานะจ๊ะ





จานที่ 3 มาแล้วจ้า อยากแพงนักสั่งขาหมูเยอรมันทอดกรอบซะเลย
แต่ก็อย่างทีเห็น อาหารเขาเสริฟแบบผู้ดีนะ จานเล็กๆ ไม่ต้องมาก
แต่ราคาต้องสูงไว้ จะได้บอกให้รู้ว่าของดีนะเนี่ยะ
รสชาดนั้นก็งั้นๆแหละ เคยทานมาอร่อยกว่านี้มากมายนัก





จานต่อไป เพื่อนชอบ ไก่คั่วเค็มไงจ๊ะ เธอทอดได้ใจ
จริงๆจ้า เนื้อไก่น่ะแข็งเกือบจะเป็นกระดูกไปซะแล้ว เราแค่ชิมดู
ชิ้นเดียวก็ต้องวางแล้วละ ราคาไม่อยากบอกเพราะแค่ผักยังจาน
เป็นร้อย ใส่เห็ดสองร้อยกว่า แล้วนี่เนื้อไก่ ขาหมูนึกราคาเอาเอง
ก็แล้วกันนะจ๊ะ





มาแล้วจ้าผักกาดขาวผัดน้ำมันหอย จานแค่เนี๊ยะ ใส่แค่
ผักกาดขาวอย่างเดียวจริงๆ ผัดจนแห้ง แต่เราก็ชอบนะจานนี้น่ะ
เพราะเราอยากทานผักน่ะ รสชาดไม่ต้องพูดถึง ทานไปคิดถึงผัดผัก
บนดอยอ่างขางไปด้วย เพราะรสชาดนั้นยังไกลกันมากนัก





หม้อนี้ ต้มยำเห็ด ออริจิ เห็ดโตๆของญี่ปุ่นน่ะ แต่ปลูก
อยู่บนดอยมากมาย ราคาก็ไม่แพงเพราะไม่ต้องสั่งจากนอกมาหรอก
ต้มยำหม้อนี้มีแต่เห็ดนะ ไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเจือปนหรอก เพราะเรา
สั่งต้มยำเห็ด ก็เลยมาแต่เห็ด ตามต้องการ รสชาดก็ใช้ได้นะเพราะ
ต้มยำนี่ใครปรุงไม่อร่อยก็ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว แซ่บพอคล่องคอนะ





เมื่อรับประทานกันอิ่มแล้ว เราก็เช็คบิล ไม่อยากบอกว่า
ทั้งหมดราคาเท่าไร เพียงแต่ว่ามื้อนี้น่ะเป็นมื้อที่แพงที่สุดตั้งแต่วันมา
เทียวเชียวละ แต่ถึงอย่างไรเราก็อยากจะไปทดลองเองนะ เราเต็มใจ
จ่ายไม่อั้นอยู่แล้วละ แต่ก็คงจะแค่มาครั้งเดียวพอรู้เท่านั้นแหละจ้า
และก็คงจะบอกเพื่อนๆด้วย อยากทานอาหารที่มีบรรยากาศเลิศๆจะ
แนะนำสถานที่ให้นะจ๊ะ ทั้งอร่อยและสมราคาด้วย จะได้ไม่เจ็บตัวกันไงจ๊ะ ฮ่าๆๆๆ


พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับแล้วด้วยเที่ยวบิน TG 117
ตอน ทุ่มสี่สิบนาที ลาก่อนนะจ๊ะเวียงพิงค์ ถ้ามีโอกาสคงจะได้
มาเยือนใหม่ บาย........





Create Date : 03 ธันวาคม 2554
Last Update : 6 ธันวาคม 2554 12:28:55 น.
Counter : 2569 Pageviews.

0 comment
(•‿•✿) เที่ยวบ้านคนย้อมไหมในเมืองเชียงใหม่ ✿;



วันนี้ตื่นเช้าอากาศดีจริงนะ เชียงใหม่ไม่หนาวเลย
อากาศกำลังดี เราเข้าไปรับประทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดให้
หลังจากพนักงานเข้ามาบริการแล้วก็แนะนำสถานที่เที่ยวในเชียงใหม่
ให้ แต่เราเที่ยวสถานที่นั้นๆมาหมดแล้วนี่ เชียงใหม่เราเคยมาเที่ยว
จนนับครั้งไม่ถ้วน สมัยรับราชการอยู่ภาคเหนือก็มาบ่อย และด้วย
เพื่อนชอบงานการฝีมือสนใจการฝีมือของเหล่าคนเมืองมากเธอเคย
ไปชมงานฝีมือของคนเมืองบ่อยๆ จึงชวนไปดูการย้อมสีไหมกัน
เราสนใจทันที เพราะบอกตรงๆว่ายังไม่เคยเห็นเหมือนกันแหละ
เพื่อนบอกว่าบ้านนี้เคยไปหาทุกครั้งที่ขึ้นมาเที่ยวเชียงใหม่
สามีทำการฝีมือเก่งมาก แต่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ก็ยังฝากความรู้
ไว้ให้คนรุ่นหลังสรรสร้างงานฝีมือกันต่อมาจนทุกว้นนี้



เรามาถึงยังบ้านย้อมสีไหมเจ้าของบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับอย่างดี
ตามแบบฉบับไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ว่าเข้านั่น ฮิๆๆ
เมื่อเดินเข้ามาก็ต้องสดุดตากับเจ้าต้นมะเฟืองหน้าบ้านที่กำลังออกดอก
ออกผลให้ชื่นชมกัน จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าถิ่นซึ่งมีอยู่
หลายตัว ก็เจ้าไก่แจ้ แอ้อิเอ๊ก...เอ๊ก นั่นแหละ น่ารักซะอดใจไม่ได้
ตัองขอให้เขาเป็นนายแบบให้ทันที และเมื่อเป็นนายแบบเสร็จเขาก็
เริ่มกร่าง อาละวาดอวดศักดาจิกตีไก่แจ้ตัวอื่นอวดความเป็นนักเลงโต
ให้เราเห็นซะงั้น พลันเรานึกถึงต้มยำไก่บ้านขึ้นมาทันที โอ...แซ่บหลายเด้อ....ฮ่าๆๆๆๆ





สิ่งแรกที่สดุดตาก็คือ เส้นใยกันชง เราไม่เคยรู้จักเลยนะ
อาจเพราะเราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ก็เป็นได้ ด้วยความสนใจเจ้าเส้นใย
นี้จึงได้สอบถามดู ก็ได้ความว่า ใยกันชงก็ทำมาจากต้นกันชงซึ่งเป็น
พืชตระกูลเดียวกับต้นกัญชานั่นแหละ วิธีการเขาจะตัดต้นแก่
นำไปแช่น้ำก่อนหลายวัน แล้วจึงนำออกมาปั่นเป็นเส้นใยกันชงใยนี้
ประเทศไทยมีน้อย ส่วนมากจะมีมากที่ประเทศลาวและแถบประเทศโรมาเนีย
ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าของไทยมาก

แถบภาคเหนือจะทอเส้นใยกันชงนี้แล้วนำมา
ถักเป็นเสื้อ กระเป๋า หมวก หรืออื่นๆได้หลายอย่าง เราจับดูผลิตผล
ที่ทำมาจากใยกันชงที่ถนนคนเดินนั้น มันหยาบสากมือนะเราถาม
คนขายว่าน่าจะคัน แต่เขายืนยันว่าไม่คันแน่นอน เพื่อนเรายังซื้อ
เสื้อกั๊กมาสองตัว บอกว่าอยากใส่สวยดี เมื่อกลับถึงศรีราชาแล้วเธอ
ก็จัดการซะสวยเริศไปเลยละ เราก็เอามานำเสนอให้ดูด้วยนะ
ฝีมือสร้างสรรเยี่ยมจริงๆ ก็บอกแล้วไงเรื่องทำให้สวยนั้นเธอถนัดนักละ

ป้าเล่าให้ฟังว่ากว่าจะได้เป็นเส้นใยกันชงนี้ไม่ใช่ง่ายๆหรอก
ดูซิสมองและไอเดียของคนไทยน่ะ สุดยอดแน่จริงๆ และก็เป็นแค่
ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ความสามารถมากมายจนน่าทึ่งเชียว
ป้ายังเล่าอีกว่างานฝีมือต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากภูมิปัญญาของคน
รุ่นเก่าๆที่คิดค้นหาเส้นใยต่างๆมาถักเป็นเสื้อ และผ้าห่มกันหนาวกัน
เพราะทางภาคเหนือเวลาถึงหน้าหนาว อากาศจะหนาวมาก ถ้าเรา
ไปเที่ยวตามหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ เราก็จะเห็นงานฝีมือของชาวเขา
มากมาย สวยๆทั้งนั้น และส่วนมากจะย้อมสีให้แลดูเข้มและสดใส
สดุดตา เราต้องยอมรับในความสามารถของพวกเขาว่าแน่จริงๆ




















สีที่ใช้ย้อมไหมด้ายนั้นก็หาซื้อได้ทั่วไป เพราะเรามีบริษัทคนไทยผลิดเอง





แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นนั้นเวลาเขาสั่งย้อมสีเขาจะส่งสีมาให้ด้วย
ก็จากกระป๋องด้านล่างนี่แหละ แค่นี้เราก็จะรู้แล้วว่าฝีมือคนไทย
น่ะเป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติเชียวนะ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่ง
ถือว่าเป็นดินแดนแห่งการฝีมือ ก็ยังต้องพึ่งคนไทย ก็น้ำพึ่งเรือเสือ
พึ่งป่าไง เขาให้เราย้อมสีไหม ซึ่งเขาจะไปเสาะแสวงหาซื้อไหมมาจาก
ประเทศแถบอัฟริกา โรมาเนีย ประเทศลาว
ซึ่งราคาจะแพงกว่าประเทศไทยและมีคุณภาพดีกว่าของไทย
เส้นใยจะตรงไม่เป็นปุ่ม เวลาเอามาถักจะสวยและ
เรียบร้อยกว่า เวลาเขาสั่งย้อมสีเขาจึงแนบสีที่ต้องการมาให้่ด้วย



หลังจากย้อมสีเสร็จก็ให้ปั้นกลุ่มใหม่ให้ได้น้ำหนักตามที่เขาต้องการก่อน
จะส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป บางครั้งเขาก็สั่งให้เราถักงานตามแบบที่เขาต้องการ
เขาส่งแบบมาให้ด้วย บางครั้งยังบินมาสอนให้ถักอีก อย่างนี้จะไป
ไหนเสียล่ะ เมื่อผลิตผลงานให้เขาแล้ว ความรู้ความชำนาญมันอยู่
ที่เราคนไทยนี่แหละ เราจึงมีงานการฝีมือหลากหลายมาขายกันตาม
ท้องตลาดทั่วไปไงจ๊ะ เฮ้อ...เพิ่งรู้นะเนี่ยะว่า งานการฝีมือก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
ที่เราเรียนกันไม่มีวันจบหรอก เพราะจะมีใหม่ๆมาให้ทดลองอยู่ร่ำไป

สำหรับประเทศเกาหลีนั้นส่วนมากจะสั่งทำสำเร็จเป็นตัวแล้ว
สามารถนำไปวางขายได้ทันที ไม่ค่อยนิยมส่งไหมมาย้อมสีให้วุ่นวาย
หรอก เพราะฉะนั้น งานฝีมือจึงต้องยกให้ญี่ปุ่นจริงๆ เพราะเขาทั้ง
ใส่ใจและสนใจศึกษาออกแบบผลิตภันฑ์ใหม่ๆ มาสู่สายตาชาวโลก
มากมายนัก















เมื่อทำการย้อมสีเสร็จแล้วก็นำมาทำเป็นกลุ่ม โดยใช้
เครื่องมือช่วย และจะต้องชั่งน้ำหนักให้ได้พอดีตามความต้องการของ
ผู้สั่งย้อม เราจะเห็นว่าใยกันชงของโรมาเนียนั้น เขาจะเป็นกลุ่ม
ใหญ๋มาก เมื่อย้อมสีเสร็จแล้วต้องจัดทำกลุ่มใหม่ให้เล็กลง และให้
เหมาะสำหรับการใช้สอย เพราะบางครั้งผู้ใช้ก็ใช้เป็นส่วนน้อย หาก
จะต้องซื้อทีละมากๆ ก็จะเหลือ และจะทำให้ต้นทุนสินค้าที่ผลิตได้นั้น
สูงขึ้นอีกโดยไม่จำเป็น นี่แหละคือสาเหตุที่ต้องสร้างกลุ่มขึ้นมาใหม่
ให้มีน้ำหนักพอดีใช้

การย้อมสีหลายสีในกลุ่มเดียวกันนั้นทำยากนะ แต่ก็ทำได้ ที่เราเห็น
ไหมเหลือบหลายๆสีนั่นแหละเกิดจากการย้อมหลายครั้งทั้งสิ้น เพราะ
การย้อมแต่ละครั้งย่อมย้อมได้เพียงสีเดียวเท่านั้น














ด้ายลินนิน ทำมาจากต้นลินนิน ซึ่งโครงการหลวงดอย
อ่างขางปลูกมาก เวลาจะนำมาทำด้ายต้องใช้ลินนินผสม cotton
แล้วจึงปั่นออกมาเป็นด้ายถัก ซึ่ง cotton นั้นทำมาจากต้นฝ้าย โดย
ใช้ดอกฝ้ายเอามาปั่นเป็นเส้น

ต้นลินนินนั้นจะต้องใช้ต้นที่มีลำต้นสูงประมาณเมตรเศษ
ต้นลินนินคล้ายกับต้นปอนั่นแหละ เขาใช้กาบก้านมาดีรวมกันแล้วจึง
ปั่นเป็นเส้น เครื่องที่ใช้ปั่นลินนินแพงมาก โครงการหลวงมีเครื่องปั่นน้อย
ถ้าหากจะซื้อเพิ่มเติม ก็ไม่คุ้มกับผลผลิตที่ได้ เพราะผลผลิตได้น้อย
และจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นด้วย จึงต้องใช้มือชาวบ้านปั่นด้ายเอง

ท่านอาจจะสงสัยว่าเขากำลังถักอะไร นี่เขาใช้ด้ายลิ่นนิน
ที่ย้อมสีแล้วมาถักเข็มขัด กระเป๋าแบบต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ
ชาวต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลี นั้นเขาเข้ามาสั่งทำมาก
ในแต่ละปี เขาไม่ค่อยเน้นในด้านความเนี๊ยบมากนักเพราะเขาถือว่า
เป็นงาน Handmade ก็คืองานฝีมือล้วนๆนั่นเองแหละ

ระวังน๊ะ เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศอาจจะซื้อสินค้า
ของไทยกลับมาอวดคนไทยก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ



































สุดท้ายก็ขอโชว์เสื้อถักจากใยกันชง ที่เพื่อนเราได้ซื้อไป
จากถนนคนเดิน ตอนซื้อตัวเสื้อก็คือตัวเสื้อไม่มีการแต่งเติมใดๆทั้งสิ้น
แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว จึงโดนเพือนรักเธอแต่งแต้มออกมาซะสวยหรูเชียวนะ
นี่แหละเขาเรียกว่า ฝีมือจริงๆ เราก็ซื้อด้ายกันชงมาเหมือนกัน แต่
ยังไม่รู้จะถักอะไรเลย ก็ใจยังไม่รักนี่นา หากสรรสร้างผลงานได้แล้ว
จะนำมาอวดนะจ๊ะ แต่ขอบอกก่อนว่าฝีมือน่ะแค่พอทำได้เท่านั้น
เพราะเป็นแค่มือสมัครเล่น ไม่ใช่มืออาชีพแบบเพือนเราหรอกนะ








ก่อนจะลากลับขอแวะทักทายพรรคพวกหน่อย อยากรู้ว่า
หลังจากออกกำลังกายกันแล้ว เธอได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด
บ้าง แต่เท่าที่เห็นมันก็แค่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น เพราะพวกเธอ
ก็ยังคงรวมฝูงคุ้ยเขี่ยหาอาหารร่วมกันเหมือนเดิมนั่นเอง เฮ้อ...รู้จัก
ความรักความสามัคคีกันจริงนะเจ้าไก่แจ้......ฮิๆๆๆๆๆ








Create Date : 03 ธันวาคม 2554
Last Update : 4 ธันวาคม 2554 19:19:28 น.
Counter : 1252 Pageviews.

0 comment
(•‿•✿) เชียงใหม่แดนศิวิไล.........แต้ก๋า... ???? ✿



เดินทางจากดอยอ่างขาง ถึงตัวเมืองเชียงใหม่ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว
เราจึง เช็คอินเข้าที่พักก่อน ซึ่งได้จองไว้แล้ว ชื่อโรงแรม U ตั้งอยู่
ติดกับที่เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเป็นถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์น่ะ
สภาพโรงแรมมองจากภายนอกเหมือนบ้านโบราณเก่าๆ เพราะเขายัง
คงอนุรักษ์เรือนหลังเก่าเอาไว้ให้ชื่นชมกัน โรงแรมนี้เสียอย่างเดียว
ไม่มีที่จอดรถ เราเข้าพักวันอาทิตย์ซึ่งมีถนนคนเดิน มาถึงเขาก็เกือบ
จะปิดถนนแล้ว ต้องเอากระเป๋าลง จากนั้นทางโรงแรมก็จัดการเอารถ
ไปจอดให้ที่ในวัด ตกเทียงคืนเมื่อการค้าบนถนนจบสิ้นแล้วจึงได้นำ
รถมาจอดให้ที่หน้าโรงแรม แต่ก็มียามคอยดูแลให้ตลอดทั้งคืนนะ





เมื่อเดินเข้ามาจึงได้เห็นว่าภายในนั้นเป็นอาคารที่พักแบบ
โรงแรมทั่วไป ฟร้อนด้านหน้าจัดแบบโล่งโปร่งนั่งรอสบาย อาจจะ
เป็นด้วยพื่นที่จำกัดด้วย ต้องชื่นชมสถาปนิคนะเขาเก่งจริงๆเรื่องการ
จัดตกแต่งสถานที่ให้สมกับพื้นที่ที่ไว้ใช้สอย ด้านข้างจะมีสระวายน้ำ
ซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยตัวอาคารโรงแรม สูง 3 ชั้น เราได้ห้องพัก
อยู่ใกล้สระว่ายน้ำ แค่เดินไปสักหกก้าวก็ถึงแล้ว เราพักอยู่ชั้นล่าง
โรงแรมนี้ดีนะ เราเช็คอินเวลาใดเราก็เช็คเอ๊าเวลานั้น
ไม่จำเป็นต้องตอนเที่ยงวันเหมือนโรงแรมทั่วไป


ห้องอาหารซึ่งอยู่ทางด้านหน้าติดกับถนนนั้น แม้จะเล็กแต่การบริการ
ของพนักงานนั้นประทับใจทีเดียว อาหารหนึ่งมื้อที่โรงแรมบริการให้
นั้นท่านสามารถเข้ามาทานเวลาใดก็ได้ ให้เวลาจนถึง 4 ทุ่มเลยละ
และเมื่อเข้าไปนั่งรับประทาน จะมีพนักงานเข้ามาบริการแนะนำอาหาร
ต่างๆให้ เราสั่งได้เขาจะนำมาบริการเราเอง แต่ถ้าเราอยากจะลุกไป
ตักทานเองก็ได้ไม่ขัดข้อง เราขอชมพนักงานที่นี่นะยิ้มแย้มแจ่มใส
บริการดีเยี่ยม แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารอร่อยๆใน
เมื่องเชียงใหม่ให้พร้อมทั้งมอบแผนที่ร้านเหล่านั้นให้เราด้วย ดีจริงๆ
คงอยากจะรู้แล้วซินะว่าราคาค่าที่พักที่นี่คืนละเท่าไร บอกให้ก็ได้ว่า
คืนละ 3,550 บาทเท่านั้น ไม่แพงเลยจริงๆ...





เมื่อเดินเข้าห้องพักก็จะเห็นว่าเหมือนโรงแรมทั่วๆไปที่เรา
เคยไปพัก แต่ที่ชอบกลับเป็นโทรศัพย์แบบโบราณตรงหัวเตียงด้าน
หนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเหมือนรู้ใจ เป็นที่เปิดเพลงฟัง MP 3 เขาได้
โหลดเพลงมาให้ฟังมากมาย เพราะๆทั้งนั้น ทันสมัยนะ ปลายเตียง
ก็มี ทีวี มีตู้เย็นเล็กๆ และมีโต๊ะเล็กให้ บนโต๊ะเขาจะมีผลไม้มาวาง
ให้ทุกวัน วันละสองลูก ตู้เย็นนั้นเราจะหยิบอะไรดื่มก็ได้ให้คนละ
หนึ่งอย่าง นอกจากนี้ต้องจ่ายเงิน สำหรับน้ำดื่มแน่นอนยังไงก็ต้อง
มีให้คนละขวด แต่วางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง (เค็กน่ะของหลานนะจ๊ะ)


























หลังทีวีก็จะเป็นห้องน้ำ ก็ใช้ได้นะสะอาดสะอ้าน เสีย
อย่างเดียวไม่มีที่ล๊อคประตู เดี๋ยวนี้โรงแรมเขาสร้างห้องน้ำแปลกๆนะ
เขาจะคำนึงถึงแต่คนพักที่เป็นคู่นอนกันมั้ง เราเห็นที่พัทยาก็เช่นกัน
บางโรงแรมห้องน้ำเป็นกระจกใสหมด มีแค่บังตาเล็กๆ คงอยากจะให้
ดูตอนแก้ผ้าอาบน้ำมั๊ง ฮ่าๆๆๆ เอาละๆ แค่เอามาให้ชม แต่กุหลาบ
ในห้องน้ำน่ะของเราเอามาจากดอยอ่างขางนะ โรงแรมนี้ไม่มีดอกไม้
ให้ชื่นชมหรอก เสียชื่อเมื่องดอกไม้งามหมด










ข้างๆห้องจะมีระเบียง เดินออกไปสระว่ายน้ำได้ ที่ระเบียง
มีม้านั่งพร้อมหมอนให้ ชอบตรงที่มีหมอนให้หลายใบนี่เอง ตรงนี้
แหละเราใช้นั่งพักอ่านหนังสือ ทำการฝีมือ ฟังเพลงเบาๆตามชอบ
ถื่อว่าเป็นมุมที่วิเศษจริงๆ ข้างๆก็จะมีน้ำใสไหลเย็นไหลผ่านมาแต่
ไม่มีปลาว่ายนะ น่าจะเป็นระบบน้ำวนของสระน้ำมากกว่า แต่ก็สดชื่นดี
เขาปลูกต้นไม้ไว้ให้สดชื่นด้วย เราชอบจังมุมนี้ มองออกไปก็จะ
พบกับสระว่ายน้ำ มีฝรั่งออกมานอนอาบแดดด้วย พูดถึงฝรั่งได้ยิน
หลานเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งที่มาเที่ยวนั้นเขาจะต้องพยายามอาบแดดให้
ตัวเองเป็นสีแทน เพราะเมื่อกลับไปแล้วใครพบเห็นก็จะมองว่าเขา
เป็นคนรวย สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวไกลๆได้ หลานบอกว่า
สมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษได้ฟังมา น่าจะจริงเพราะเธอไปเรียนที่อังกฤษ
ตั้งแต่เด็ก จนโต ก็คงพอรู้ระแคะระคายความคิดของพวกฝรั่งมังค่า
บ้างหรอกน่า





















ที่เห็นนี้คือห้องสมุด ซึ่งอยู่ชั้นสองของบ้าน
ด้านหน้าที่เขาอนุรักษ์ไว้น่ะ มีบันไดขึ้นไปชันมากเวลาเดินต้องระวัง
เขาทำเป็นห้องสมุดซึ่งมีแต่หนังสือต่างชาติทั้งนั้น
และมีคอมพิวส์เตอร์ ให้ใช้ได้สองเครือง มีรูปของเจ้าของบ้านเก่าติดไว้ให้ชม
บอกที่มาที่ไปของสกุลเจ้าของบ้านเก่านี้ด้วย เราแค่อ่านแต่ไม่ได้จำ
เราทดลองเปิดคอมดู โอ๊ะแม่จ้าว....blog....tangkay นี่นา
เราจำหนุ่มหล่อคนนี้ได้แหมตามมาส่งยิ้มหวานให้ถึงเชียงใหม่เชียวนะจ๊ะเธอ ฮ่าๆๆๆๆ
ไปเดี๋ยวจะพาไปเดินที่ถนนคนเดินกันนะ เพราะนี่ก็ใกล้ค่ำ
แล้วเห็นร้านค้ามาตั้งขายกันมากมายแล้ว เราต้องรีบออกไปเดิน
ก่อนที่จะค่ำ เพราะสินค้าบางอย่างต้องมองสีสันจากธรรมชาติเพราะ
ยามต้องแสงไฟสีอาจจะเปลี่ยนไปได้








ออกจากโรงแรมก็ถึงถนนคนเดินแล้วเพราะตลอดสาย
ด้านหน้าโรงแรมจะปิดถนนวันอาทิตย์เพื่อทำเป็นถนนคนเดิน เพื่อน
ชอบมาก เธอเดินเก่งเดินแบบไม่รู้จักเมื่อยล้า กระฉับกระเฉงมาก
แต่เรา.....ไม่อยากจะเอ่ยอยากจะพร่ำบอกว่า "เนื้อตัวจ๋า ขาลาก่อน"
เพื่อนเดินเพลินจนลืมไปว่าเรามาด้วย เมื่อเธอนึกได้เธอจึงถามเราว่า
เป็นไงบ้าง เหนื่อยไม๊ เมื่อยไม๊ เราได้แต่ส่ายหน้า เพื่อนบอกว่า
เค้าน่ะยังเดินได้อีกนาน เดินจนกว่าจะพอใจ มันเป็นการออกกำลังกาย
ด้วยนะ ไม่เป็นไรเพื่อนก่อนกลับเข้าโรงแรมเราจะไปนวดเท้ากันก่อน


จากนั้นเธอก็เดินชมสินค้าต่อไปอย่างมีความสุข เหอๆๆๆๆๆ
เมื่อท้องชักร้องเตือนถึงอาหารมื้อเย็นซึ่งยังไม่ได้รับประทานกัน เรา
จึงได้ชักชวนกันไปลองทานอาหารที่เขาจัดไว้ในบริเวณวัดอะไรก็ไม่รู้
เป็นซุ้มอาหารแบบเดินซื้อแล้วเอามานั่งรับประทานกัน มันก็น่าลองดู
นะ เพื่อจะได้เข้ากับบรรยากาศถนนคนเดินไง มื้อนี้เราจึงรับประทาน
อาหารหลากหลายตามที่อยากลอง เราซื้อยำแหนม กับข้าวไข่เจียว
สำหรับเพื่อนก็ข้าวน้ำพริกอะไรก็ไม่รู้ ส่วนหลานก็หมูสะเต๊ะ
ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ซื้อมาลิ้มลองกัน ส่วนมากก็ทานไม่หมดหรอก
ฝีมือก็พอทานได้ เป็นอาหารมื้อที่ถูกจริงๆ
แต่ต้องชื่นชมเทศบาลเขานะ เขาจัดถังขยะมาให้โดยให้แยกขยะก่อนทิ้งกันด้วย
ซึ่งเราก็เห็นทุกคนปฏิบัติตาม ก็เป็นที่น่าชื่นชม


จากนั้นพวกเราก็ออกมาเดินกันต่อ เพื่อนซื้อเสื้อกั๊กที่ถักจากใยกันชง
มาสองตัว แล้วเราจะให้ชมกันว่าเพื่อนเอามาสร้างสรรอย่างไร รับรอง
ว่าท่านจะต้องไม่ผิดหวังจากการติดตามอ่านแน่นอนจ้า....ก็บอกแล้วไง
ว่าเธอน่ะอัจฉริยะทางด้านการฝีมือทีเดียวละ ฮิๆๆๆๆ
หลังจากเดินจนเธอเริ่มรู้สึกเป็นห่วงเราแล้ว เธอก็พาเราเข้าไปยังร้าน
นวดฝ่าเท้าซึ่งก็อยู่ใกล้ๆกับโรงแรมที่พักนั่นแหละ ร้านนี้สะอาดและ
มีชาวต่างชาติมาใช้บริการกันมาก ต้องรอคิว มีรายการที่ต้องการจะ
ให้นวดไว้หลายรายการ สำหรับเรานั้นนวดแค่เท้ากับไหล่ ซึ่งก็
เหมื่อนกันกับเพื่อน เราขอนั่งนวดที่ข้างล่างเพื่อจะได้ชมผู้คนที่เดิน
ขวักไขว่ไปมาเพื่อชมสิ่นค้าตามท้องถนนกัน ยิ่งดึกคนยิ่งแน่น ก็ดีนะ
กิจการค้าจะได้เจริญรุ่งเรือง และช่วยผู้ค้ารายย่อยได้มีรายได้ด้วย


นักเรียนก็ยังออกมาแสดงดนตรีร้องเพลงเพื่อหาค่าขนมและเป็นทุน
การศึกษาได้ด้วย เหล่าทหารก็ออกมาแสดงร้องเพลงหารายได้ช่วย
เหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมกัน เราขอปรบมือดังๆให้กับคนที่คิดไอเดียนี้จริงๆ























หลังจากนวดเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับที่พักเสียที
เราเดินลุยคนออกมาไม่นานก็ถึงโรงแรมที่พัก จัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ก็นอนคุยกับเพื่อนจนหลับไป ราตรีสวัสดิ์นะจ๊ะทุกท่าน
ขอให้หลับฝันดี......พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะจ๊ะ





Create Date : 01 ธันวาคม 2554
Last Update : 6 ธันวาคม 2554 21:54:27 น.
Counter : 785 Pageviews.

2 comment
(•‿•✿)จากทะเลมุ่งสู่ยอดดอย ตอนที่ 12 อำลาดอย ✿



วันนี้เป็นวันที่เราจะพักดอยอ่างขางเป็นวันสุดท้ายแล้ว
หลังจากเก็บเกี่ยวความสุข สูดโอโซนอันบริสุทธิ์ จนชุ่มปอดแล้ว
ก็ได้เวลา จากลายอดดอยมหัศจรรย์นี้เสียที เราจะเดินทาง
กลับไปพักยังตัวเมืองเชียงใหม่และเมื่อถึงแล้วคงจะมีอะไรดีๆ
เขียนเล่าให้ท่านฟัง พร้อมทั้งพาท่านเที่ยวไปด้วยกัน
ต่ออีกสักสองวันก่อนที่จะเดินทางกลับสู่ ทะเลศรีราชา บ้านเราสักที
ดังนั้นเพื่อเป็นการสั่งลา จึงขอมอบดอกไม้สวยๆให้ทุกท่านได้
ชื่นชมเป็นขวัญตา และขอมอบความสุขเหล่านี้ให้แด่ทุกท่านจากใจจริง






































































































































































































หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ก่อนขึ้น
รถกลับเชียงใหม่ เราได้แวะอุดหนุนสินค้าที่ทำด้วยหญ้าย้อมสีถัก
เป็นเส้นๆ อีก สำหรับเรานั้นเมื่อเห็นผลงานของเพื่อนแล้ว
ก็อยากจะทดลองทำดูบ้าง แต่จะทำเป็นอะไรนั้นยังไม่รู้เลย
ก่อนอื่นต้องซื้อวัตถุดิบในการทำไปก่อน เพราะที่บ้านเราไม่มีขาย
เราซื้อหญ้าย้อมสีที่ถักเป็นเส้นๆไว้แล้วมาเกือบหมดร้านยายแม้ว
เลยละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมากมายนะ แค่เต็มกำมือเราเท่านั้นเอง
เอาไว้ถักเล่นที่ศรีราชา ถ้าถักเสร็จเป็นอะไรจะส่งเข้ามาให้ดูกันนะ
แต่ต้องคอยให้กลับถึงบ้านก่อน

เมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว หลานซึ่งทำหน้าที่โชเฟอร์
ก็จัดการกดคำสั่งบอก GPS ว่าเราจะไปไหนกัน ขากลับนี้หลานจะ
พาพวกเราลงจากดอยไปทางอำเภอฝาง ซึ่งเป็นทางเก่าซึ่งทั้งสูง
และชัน ประกอบไปด้วยโค้งหักศอกหลายโค้ง ธรรมดาเส้นทางนี้
เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยนิยมขึ้นลงแล้ว นอกจากคนพิ้นที่ที่ชำนาญทาง
หรือคำที่ไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อน จึงไม่รู้ว่าทางขึ้นดอยอ่างขาง
นั้นมีอยู่ 3 ทาง ซึ่งมาครั้งนี้เราจะรู้ได้สองเส้นทาง คือขาขึ้นซึ่ง
เป็นทางดี มีโค้งแต่ก็ไม่น่ากลัวเหมือนขากลับ เพราะขากลับลง
จากดอยนี้กลิ่นผ้าเบรครถกระจายไปทั่วเชียว แต่ระยะทางสั้นกว่าขาขึ้น
และวันนี้แหละเราจะได้รู้ว่า เจ้าGPS นั้นมันกลัวอะไร

เมื่อรถวิ่งอ้อมมาตามไหล่เขานั้น เป็นทางโค้งมากมาย
เจ้า GPS เริ่มสับสน สั่งการไม่ค่อยจะถูกซะแล้ว ได้แต่พร่ำว่า ไป
ข้างหน้าอีก 50 เมตร "กลับรถ" เมื่อเราไม่ยอมกลับตามที่มันสั่ง
เสียงเจ้า GPS ก็ดังมาอีกว่า ไปข้างหน้าอีก 20 เมตรกลับรถ เป็น
เช่นนี้อยู่ตลอดทาง เรานึกขำ คิดอยู่ในใจว่า ไอ้คนที่คิด GPS ขึ้นมา
คงจะลืมกรอกข้อมูลเส้นทางลำบากๆนี้แน่นอน เหลือบดูแผนที่ใน
GPS เห็นเส้นทางล้อมรอบไปด้วยป่าเขา ทางคดเคี้ยวมากมาย
บางทีก็หักเป็นรูปตัว U บ้าง ตัว L บ้าง อย่างนี้นี่เอง GPS มันก็คงจะเวียนหัวเป็นแน่
ขนาดคนที่ไม่ช่ำชองการเดินทางแบบนี้รับรองว่า ไม่เมารถก็ให้มันรู้กันไป

เราเดินทางมาถึงโค้งหักศอกมากที่สุด จนได้กลิ่นผ้าเบรคไหม้
พอรถวิ่งลงเขามาหน่อยก็พบกับจุดพักรถ สำหรับให้นักท่องเที่ยวพักรถ และแวะซื้อส้ม
และสตอร์เบอรี่กัน เราหยุดพักรถกัน เมื่อลงจากรถเราก็เดินตรงไป
ตามร้านค้า เห็นจุดขายมีรูปสตอร์เบอรี่แขวนอยู่ ล่องเข้าไปถาม
ปรากฎว่าหมดซะแล้ว มีแต่ส้ม แต่ก็ลูกเล็ก ไม่สวย ลองชิมดูรสชาด
ไม่ได้เรื่องเลยไม่ซื้อ จุดพักนี้ให้แน่แค่ไหนคุณก็ต้องพักรถแน่นอน

เมื่อพักรถจนหมดกลิ่นผ้าเบรคไหม้แล้วคณะเราก็ขึ้นรถเพื่อ
เดินทางกันต่อไป คราวนี้เราได้ยินเสียงเจ้า GPS บอกให้กลับรถอีก
ไม่กี่ครั้ง จากนั้นมันคงระอากับความดื้อรั้นของโชเฟอร์ เสียงมันจึงเงียบไป

จนเข้าสู่เส้นทางปกติแต่ก็ยังเป็นเนินอยู่บ้าง สำหรับโค้ง
ทดสอบความเก่งของโชเฟอร์นั้นหมดไปแล้ว คงเหลือแต่โค้งธรรมดา
ที่ไม่น่ากลัวเท่าไร เจ้าGPS คงจะหายตกใจแล้ว มันจึงบอกทางให้
แบบปกติ โดยกำหนดระยะทางให้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงไป








เราเดินทางผ่านห้วยแม่งอน ผ่านบ้านปางควาย
ผ่านโรงเรียนบ้านหนองขวาง อำเภอฝาง วิ่งตรงมาจนได้ยินเสียง
เจ้า GPS สั่งการว่าถึงสามแยกให้เลี้ยวขวา เราเงยหน้ามองป้าย
ข้างทางบอกว่า อ. ไชยปราการ 9 เชียงใหม่ 137 นั่นคงเป็นระยะทาง
ที่เราต้องวิ่งรถต่อไป เมื่อรถผ่านต.แม่ข่าดฝาง ก็เข้าเขตอ.ไชยปราการ


รถผ่านที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เรามองแล้วก็ให้หวลนึกถึงอดีต
ที่เคยขึ้นมารับราชการแถวภาคเหนือ ในช่วงเข้าฤดูหนาวนี้ พื้นที่
ทางภาคเหนือจะคล้ายๆกัน คือความแห้งของพื้นดิน ฝุ่นมากมาย
บางครั้งลมก็แรง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ธรรมชาติยังสร้างสรรดอกไม้
งามๆให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะปลูกดอกอะไร ช่วงนี้ก็จะแย่งกันชูช่อ
ดอกอวดสีสรรสดใสสวยงามแข่งกันอยู่ทั่วไป เป็นสิ่งที่ทำให้เราสดชื่น
และลืมความแห้งแล้ง ซี่งเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ลงไปได้มากทีเดียว


เจ้ารถคู่ใจยังคงทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผ่านวัดถ้ำตับเต่า ต.ศรีดงเย็น
อ.ไชยปราการ เราเหลือบมองป้ายข้างทางเขียนบอกไว้ว่า เชียงดาว35
เชียงใหม่ 108 นั่นคือระยะทางที่บอกว่าเราควรจะพักรับประทานอาหาร
กลางวันกันที่อำเภอเชียงดาวซะก่อน เพราะหากจะแขวนท้องไปถึง
ตัวเมืองเชียงใหม่ ในรถเราอาจจะมีเสียงดนตรีบรรเลงจากในท้อง
ออกมาประสานเสียงกันสนั่นรถแน่
และแล้วรถก็วิ่งมาถึงแยกใหญ่เชียงดาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของ
ร้านกาแฟสุดอร่อยที่ที่เราแวะดื่มกาแฟกันก่อนที่จะขึ้นไปดอยอ่างขาง
นั่นไง แน่นอนอยู่แล้วเราต้องแวะอุดหนุนเธอเช่นเคย หลังจาก
สั่งกาแฟแล้ว เสียงสนับสนุนให้ทานก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารกลางวันก็ดังขึ้น
เราทุกคนเห็นชอบ จึงได้สอบถามถึงร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยจากเจ้าถิ่นเจ้าของร้านกาแฟทันที


ระหว่างทางที่ไปร้านก๋วยเตี๋ยวทำให้เราย้อนนึกถึงอดีตอีกแล้วซินะ
ก๋วยเตี๋ยวทางเหนือถ้าเป็นพิ้นบ้านจริงๆน่ะอร่อยนะ เขาจะไช้ผักหลากหลาย
เช่นถั่วฝักยาวหั่นเฉียงยาวสักหนี่งนิ้ว หรือไม่ก็ใช้ผักคะน้า
หรือกล่ำปลี ถั่วงอกก็มีนะ แต่นิยมกันไม่มาก ใส่หมุสับ และหมูแดงหั่นบางๆ
ถ้าเป็นต้มยำเราจะได้ลิ้มรสถั่วป่นที่เขาคั่วและป่นเองหอมฉุย ส่วน
ผักชีที่ใช้โรยมักจะใช้ผักชีฝรั่งซอยละเอียด หอมเชียว สำหรับรสเปรี้ยว
นั้นแน่นอนเขาใส่ด้วยมะนาวแทนน้ำส้มสายชู แต่ถ้าใครอยากทาน
น้ำส้มสายชูเขาก็มีประจำโต๊ะให้ และที่สุดยอดจริงๆของก๋วยเตี๋ยว
ชาวบ้านทางภาคเหนือต้องยกให้ กระเทียมเจียว ซึ่งเขาจะใส่แคปหมู
ซึ่งเขาจะหั่นมันหมูทั้งหนังเป็นชิ้นเล็กๆเจียวจนหนังแตกพอง
ก่อนแล้วจึงนำกระเทียมสดสับละเอียดลงไปเจียวจนเหลืองหอมน่ารับประทานเชียว


ซึ่งเราเห็นคนทานส่วนมากที่เป็นหญิงในวัยกลัวอ้วนทั้งหลาย
เมื่อมาสั่งก๋วยเตี๋ยวรับประทานต่างก็เน้นว่าต้องใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ
เรียกว่าพักกลัวอ้วนไว้ชั่วคราวก่อนนั่นเอง แต่พริกขี้หนูป่นนั้น
ต้องบอกว่าหากไม่ชอบรับประทานเผ็ดมากต้องระวังนะจ๊ะ
เพราะพริกขี้หนูแห้งนั้นส่วนมากทำมาจากพริกขี้หนูที่ชาวเขาปลูก เขาเรียกพริกขี้หนูแม้วน่ะ
เผ็ดเด็ดซะระตี๋เชียวละ หากเผลอใส่มากคุณอาจจะต้องรับประทาน
ก๋วยเตี๋ยวเคล้าน้ำตาแน่นอน แล้วใครจะรู้ได้ว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย หรือ
เธอกำลังนึกถึงความหลังกับใครคนหนึ่งล่ะ เพราะเธอน้ำตาร่วงซะ
ขนาดนั้น ฮ่าๆๆๆ เราก็ด้วย ฮิๆๆๆ

ก๋วยเตี๋ยวที่ร้านกาแฟแนะนำไปไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวพื้นบ้านทาง
ภาคเหนือหรอกแต่เป็นแค่ก๋วยเตี๋ยวหมุธรรมดาทั่วไปนั่นเอง แต่มี
ข้าวซอย ซึ่งเป็นอาหารพิ้นเมืองภาคเหนือขายด้วย ทุกคนสั่งก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟมาทาน
แต่สำหรับเราแน่นอนมาเหนือทั้งทีก็ต้องสั่งข้าวซอยมาทานให้หายคิดถึงกันเชียวละ
เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาเสริฟเราต่างมองหน้ากันแบบทึ่งในชามก๋วยเตี๋ยวจริงๆ
ชามใหญ่กว่าก๋วยเตี๋ยวธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่ใหญ่แค่ชามนะก๋วยเตี๋ยวที่ใส่มาก็มากด้วย


เรายิ้มเพราะรู้อยู่เต็มอกว่า เธอทั้งหลายไม่มีทางรับประทานหมดแน่
ส่วนข้าวซอยของเราแค่ชามธรรมดาทั่วไป รสชาดก็อร่อยเหมือนเดิม
นั่นแหละ แต่จะให้รับประทานบ่อยๆ หรือทุกวันนั้นขอบาย....เพราะ
เราไม่ชอบทานกะทิ ไม่ใช่กลัวอ้วนหรอกนะแต่ไม่ชอบจริงๆยกเว้น
กะทิที่ทำอาหารหวานยังพอชอบบ้างแต่ก็ไม่มากนัก

เมื่อรับประทานเสร็จก็ถึงเวลาชำระค่าอาหารแล้วซินะ เรา
คิดว่าก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ขนาดนี้บ้านเราก็ต้องไม่ต่ำกว่าชามละ 50บาท
แน่นอน แต่นี่ทางเหนือชาวบ้านทำเองขายเองก็เลยกะประมาณสัก
ชามละ 35 บาท ซึ่งก็ถือว่าถูกมากแล้วละ เมื่อสอบถามราคาเจ้าของ
ร้านบอกว่าชามละ 25 บาทเพราะเป็นชามพิเศษ (คงจะใหญ่พิเศษนั่นเอง)
ชามธรรมดา 20 บาท โอ้โฮ...ถูกอะไรปานนั้น แล้วค่าแรง
ของเราที่จะได้รับ 300 บาททั่วไทยก็คงจะเหลือได้รวยกันคราวนี้แน่
แท้ละมังจ๊ะ ยินดีด้วยนะจ๊ะพี่น้องแรงงานทั้งหลาย ฮ่าๆๆๆๆ

หลังจากอิ่มกันแล้ว หลานก็พาทัวร์เมืองเชียงแสนหน่อย
เพื่อให้ก๋วยเตี๋ยวได้ย่อยบ้างก่อนที่จะไปถึงอาหารค่ำที่เชียงใหม่ ซึ่ง
ขอบอกว่า มื้อค่ำอันหนักหน่วงของพวกเรานั้นต่างกันราวกับฟ้ากับดิน
เชียวละ คอยตามอ่านกันต่อก็แล้วกันนะจ๊ะ











รถวิ่งผ่านเข้ามาตามถนนที่หลานพาเที่ยวดูเมืองเชียงดาว
พลันสายตาเราก็เหลือบไปเห็น อาคารที่สร้างขึ้นสวยงาม หลายหลังข้างทาง
อาคารเหล่านี้อยู่ในรั้วเดียวกัน มองแล้วสวยน่าอยู่ เรานึกว่า
เป็นโรงแรมกำลังสร้างใหม่ แต่หลานได้บอกว่าเป็นโรงเรียนอนุบาล
น่าอัศจรรย์จริงๆ เรายังไม่เคยเห็นโรงเรียนอนุบาลที่ไหนจะอลังการณ์
เท่านี้เลย รถวิ่งผ่านเห็นป้ายรับสมัครนักเรียนอนุบาลอยู่ข้างหน้า


เมื่อผ่านมาหน่อยเราขอให้หลานหยุดรถสักนิด แต่ไม่ต้องถอยไปหน้า
โรงเรียนเพราะคิดว่าไหนๆก็ผ่านมาเห็นแล้วควรเก็บภาพไปให้ผู้ติดตาม
ทริปท่องเที่ยวในครั้งนี้ได้เห็นสักนิด เลยถ่ายรูปข้างๆมาให้ดูน่ะ ไว้
เที่ยวหน้ามีโอกาสมาอีกจะเข้าไปเก็บภาพและขอสัมภาษณ์เจ้าของ
มาให้อ่านซะเลยดีไม๊จ๊ะ เราไม่ได้ลงจากรถหรอกถ่ายรูปขณะอยู่บนรถ
น่ะ มองดูแล้วไม่อยากลง เพราะถนนนี้มันเงียบดีจัง ไม่เห็นมีรถวิ่ง
ผ่านสวนมาเลย หรือเป็นช่วงกลางวันนะ ไม่อาจจะคาดเดาได้......





จากนั้นหลานก็พาแวะเข้าไปยังวัดชื่อ "วัดแม่อีด
อยู่ในเขตเทศบาลตำบลเชียงดาว ชื่อวัดนั้นเราเข้าใจเอาเองว่าน่าจะตั้ง
ตามชื่อห้วยแม่อีด ซึ่งไหลผ่านบริเวณนั้นนั่นเอง เป็นวัดเล็กๆอยู่
ในเขตชุมชน ภายในวัดปั้นรูปผีตาโขนเอาไว้หลายดัวเรียงรายอยู่
รอบสนามหน้าอาคาร เดินเข้ามาจนสุดเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่
ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ หลังวัดเป็นผืนนา ไกลออกไปก็เห็นแต่ภูเขา


ที่เล่ารายละเอียดน่ะเพราะเราชอบธรรมชาติ เห็นฟ้า เห็นภูเขา ใจ
ก็เป็นสุขแล้ว อยากให้ทุกคนมีจิตใจกว้างขวางโอบล้อมโลกเหมือน
ท้องฟ้า อยากให้ทุกคนหนักแน่นเหมือนภูเขา เสียดยอดทะยานอวด
คนผ่านไปผ่านมาว่า ข้าฯคือขุนเขาที่ยิ่งใหญ่จะเป็นรั้วคอยปกป้องให้
ทุกคนพ้นจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง แต่ภายใต้ท้องฟ้าที่โอบล้อม
และในบริเวณที่ขุนเขากำลังปกป้องอยู่นั้น มันกำลังชุลมุนวุ่นวาย่
แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ ทำร้ายกันเองอยู่ทุกวี่วัน
เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น
ลืมคิดไปว่าเมื่อเราหมดลมหายใจเมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำไปด้วยได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง หรืออำนาจที่กำลังแก่งแย่งแสวงหากันอยู่
ในเมื่อสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถนำไปด้วยเมื่อเราจากโลกนี้ไป


ดังนั้นเราควรจะรักและร่วมมือช่วยกันสร้างสรรสิ่งดีๆให้กับประเทศไทยเรากัน
ก่อนอื่น เรามาสมัครสมานสามัคคีกันก่อน รักกัน ไม่ขัดแย้งกัน
ร่วมมือกันสร้างสรรแต่สิ่งดีๆให้แก่กันและกัน ทำเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงไม่มีอื่นใดแอบแฝง
นั่นแหละคือความภูมิใจของพวกเราละ อย่างน้อยเราก็เป็นคนหนึ่ง
ที่ทำให้ประเทศชาติเราไม่มีการขัดแย้ง แม้ตายไปสิ่งเหล่านี้นำไปไม่ได้
แต่เขาก็จะรู้จักและพูดถึงเรา ไปตลอดชัวลูกชั่วหลานเชียวนะ
ที่เขียนน่ะ ไม่มีอื่นใดแอบแฝง เนื่องจากเราจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่รู้แค่กี่วัน
เราเพียงอยากเห็นคนไทยสามัคคีกันเหมือนเช่นบรรพบุรุษไทยในอดีตกาลเท่านั้นเอง


เฮ้อ...เพ้อพร่ำไปใหญ่ เป็นอย่างนี้แหละ ก็เราเป็นคนอ่อนไหวง่ายนี่นา
เอาละๆๆ เดินสำรวจวัดดีกว่า ที่เห็นร่องรอยการบูชากราบไหว้อยู่
อย่างสม่ำเสมอก็น่าจะเป็นศาลาเล็กๆ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ
และองค์ครูบาศรีวิไชย นี่แหละ ท่านยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวและให้กำลังใจแก่เราเสมอมา
สวนโบสน์นั้นเป็นโบสถ์เล็กๆ ปิดอยู่ ดูภายนอกก็สวยงามตา
ที่ต้องปลงจริงๆก็เห็นจะเป็นตู้รับบริจาคนี่แหละ ซึ่งภายใน
ไม่มีอะไรอยู่เลย เหลือทิ้งไว้แต่รอยงัดแงะตู้เท่านั้น อนิจจังจริงๆ
และนี่อาจจะเป็นสาเหตุให้สร้างรูปปั้นเปรตไว้ภายในวัดหลายตัว
อาจจะเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ผู้คิดกระทำความผิด หรือหักห้ามใจ
ผู้ที่คิดจะกระทำผิดต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง
และตั้งแต่เข้ามาในวัดนี้ บอกตรงๆว่ายังไม่เห็นพระภิกษุสักรูปเดียว
เลย จึงไม่อาจจะบอกได้ว่ามีพระจำพรรษาอยู่กี่รูป หรืออาจจะไม่มี
เลย .......




















คณะเราออกเดินทางจากอำเภอเชียงดาว เพื่อมุ่งเข้าสู่
ตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งท่านคงต้องติดตามตอนต่อไปแล้วละนะจ๊ะ
เราขอให้ทุกท่านประสบแต่โชคดี มีความสุข สมความปรารถนาใน
ทุกสิ่งที่หวังไว้โดยทั่วกัน บาย.....








Create Date : 01 ธันวาคม 2554
Last Update : 4 ธันวาคม 2554 9:29:32 น.
Counter : 493 Pageviews.

1 comment
(•‿•✿) จากทะเลมุ่งสู่ยอดดอย ตอนที่ 11 ชมสวนบอนไซ ในโครงการหลวง ✿



วันนี้จะพาไปชมสวนบอนไซ ของโครงการหลวงกันนะคะ
ต้นไม้บอนไซ ที่นี่ใส่กระถางไว้สวยงามมาก ทำให้เราได้รู้ว่าต้นไม้
บางชนิดเราสามารถนำมันมาบอนไซได้ ถึงแม้ต้นจะแคระแต่ก็ออกดอก
ให้ชมได้เหมือนกัน ไม่เหมือนคนนะ หากถูกคนใจร้ายบอนไซละก็
ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันเลย ฮ่าๆๆๆๆ อย่าเครียดนะจ๊ะ เอาความสุช
มาฝากให้แล้วไง ชมสวนบอนไซก่อนนะ









































จากลาสวนบอนไซด้วยภาพหนูน้อยชาวเขานั่งขายสินค้า
Handmade ซึ่งแม่ทำมาให้ขาย เอ้า...คุยซิจ๊ะแนะนำตัวก่อนนะจ๊ะ
" หนูชื่อ..นภา..ค่ะ หนูไม่รู้หรอกว่า ชื่อหนูแปลว่าอะไร หนูอายุ 10
ขวบ วันนี้หนูมาช่วยแม่ขายของเพราะโรงเรียนหยุด แม่ไม่ได้บังคับ
หนูหรอกค่ะ แต่หนูอยากขายเอง เพราะหนูได้พบเจอนักท่องเที่ยว
มากมาย แค่คณะเล็กๆนี้ก็ช่วยหนูซื้อจนเกือบหมดแล้วละ ดีใจจัง
เลย หนูเอาเงินไปให้แม่ก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ ขอบคุณค่ะ





กลับจากสวนบอนไซ ชักหิวแล้วซิ เราไปรับประทานอาหาร
กันก่อนที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านพักกันนะจ๊ะ อาหารมื้อนี้อร่อยมาก
เริ่มจากจานแรก ยำสตอร์เบอรี่ แสนจะน่ารับประทานมากรสชาดจัดจ้าน
ถูกใจจริงๆ เป็นอาหารจานพิเศษที่ใครมารับประทานเป็นต้องสั่งมาลอง
ชิมกันทีเดียว






จานที่สองเราอยากทานเลยสั่งเองแหละ ยำเห็ดสดน่ะ นี่ก็รสชาด
ไม่เลวหรอกแซ่บใช้ได้ทีเดียวละ แต่ลืมบอกว่าอย่าเผ็ดมาก เขาเลยใส่
เต็มที่ ต้องนั่งเขี่ยพริกออก ทานไปน้ำตาก็ไหลพรากๆไปด้วย คิดถึง
เมื่้อครั้งชีวิตยังสับสนวุ่นวายพริกแค่นี้น่ะน้อยไปซะด้วยซ้ำ ไม่ใช่จะกิน
เผ็ดประชดชีวิตหรอก แต่ที่กินเผ็ดเมื่อก่อนนั้นเพราะอยากให้ชีวิตมันมี
รสชาดเผ็ดมันไงจ๊ะ ฮ่าๆๆๆๆ ก็ว่ากันไป อย่าหลงเชื่อก็แล้วกัน ฮิๆๆๆ





ชุดต่อไป ขาหมู หมั่นโถว รสชาดสุดยอดจริงๆ ขาหมูนั้น
เขาเสริฟให้เราโดยไม่แถมมันเป็นก้อนๆให้หรอก มีแต่เนื้อกับหนังน่ะ
ผักคะน้าที่่ใส่มานั้นทั้งหวานทั้งกรอบ รสชาดระดับภัตราคารจีนฮ่องเต้
เชียวละ หากมีโอกาสขึ้นไปเที่ยวอย่าลืมสั่งทานกันนะคะ ต้องลองด้วย
ตนเอง แล้วจะลืมไม่ลงนะจ๊ะ

สำหรับหมั่นโถวนั้น แป้งนุ่มมาก อร่อยมาก อาหารชุดนี้หาก
ไม่ได้สั่งมาทานจะเสียดายมากๆเลยนะ





จานเด็ดสุดท้าย ขอบอกว่าไม่สั่งมาทานจะเสียใจนะจ๊ะ อร่อย
มากเลย ปลาราดเปรี้ยวหวาน เขาใช้เนื้อปลาช่อนทอดกรอบนอกนุ่มใน
แล้วราดด้วยเปรี้ยวหวาน รสชาดนั้นสุดยอดจริงๆ อาจจะเป็นด้วยทั้งปลา
สด และผักที่ใช้ราดเปรี้ยวหวานก็สด แต่ที่แน่ๆฝีมือต้องเยี่ยมจริงๆถึงทำ
ได้อร่อยมาก อย่าลืมนะจ๊ะ ขึ้นไปเที่ยวอย่าลืมสั่งทานกันนะที่สโมสรดอย
อ่างขางนะจ๊ะอย่าลืม.......





วันนี้ขอลาเพียงแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ ตอนต่อไปจะพาชมดอกไม้อีก
นะ อยากจะบอกว่าเราขึ้นมาพักผ่อนจริงๆจ้า ดังนั้นจึงมีแต่ต้นไม้ ดอกไม้
และอาหารมาเล่ามากหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ ยังมีอะไรดีๆจะเล่าให้ฟัง
อีกมากจ้า นึกซะว่าเราเที่ยวด้วยกันนะจ๊ะ





Create Date : 30 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 1 ธันวาคม 2554 5:36:40 น.
Counter : 883 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....