Group Blog
All Blog
<<< "ทำใจให้มีความสุข" >>>











“ทำใจให้มีความสุข”

วิธีแก้ปัญหาก็คือต้องมาทำใจให้มีความสุข

เลิกใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข

 พอเราพุทโธเป็น ทำใจให้สงบเป็น

 ต่อไปเราก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุข

 เวลาร่างกายแก่แล้ว ก็ยังมีความสุขได้

 ดูพวกหลวงปู่หลวงตาสิ ท่านอยู่ 80- 90 ปี

หน้าตาท่านยิ้มแย้มแจ่มใส

ใจสงบนี้จะ ไม่เดือดร้อนกับความเจ็บของทางร่างกาย

 ร่างกายจะเจ็บมันก็ไม่มาทำลายความสุขของใจ

 ใจยังสุขยังสบายเหมือนกับไม่ได้เจ็บ

อันนี้แหละเป็นสิ่งที่เราต้องคิดกันนะ

 เพราะว่าต่อไปเราต้องแก่กัน ต้องเจ็บต้องตายกัน

แล้วจะแก่จะเจ็บจะตายแบบทุกข์หรือแบบสุขดี

ถ้าอยากจะแก่เจ็บตายแบบสุข

 ก็ต้องมาหัดทำความสุขทางใจกัน

 มาฝึกทำใจให้มีความสุขกัน

เผื่อเราจะได้ไม่ต้องอาศัยร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุขต่อไป

แล้วเราจะไม่กังวลต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย

ไม่กังวลกับความแก่ ไม่กังวลกับความตาย

 พวกเรานี้ตอนนี้ยังไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย

 แต่ใจก็กังวลกันแล้ว เวลาเห็นคนแก่ทีก็ไม่สบายใจ

 เห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่สบายใจ

 เห็นคนตายก็ไม่สบายใจ ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่แก่

ยังไม่เจ็บไม่ตายก็กังวล

แล้ววิตกกังวลหวาดกลัวต่างๆนาๆ

 แทนที่จะมีความสุข กลับไม่มีความสุข

ทั้งๆที่มีร่างกายที่ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่

 แต่ถ้าเรามาทำใจให้สงบได้นี้

เราจะไม่กังวลกับความแก่ความเจ็บความตาย

 แก่ก็แก่ไปซิ เจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป

 เพราะเราไม่ต้องอาศัยร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุขให้กับเรา

 เรามีพุทโธเป็นเครื่องมือหาความสุข

 และเราต้องการความสุขเราก็พุทโธ พุทโธ พุทโธไป

เดี๋ยวไม่นาน ห้านาทีสิบนาทีใจก็สงบ มีความสุขได้

พยายามทำไปเถิด นี่ของดีของวิเศษจริงๆนะ

 ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดีกว่าสติ สติคือพุทโธ

นี่เวลาเราท่องพุทโธ

นี่เป็นเวลาที่เรากำลังสร้างสติขึ้นมา

 สติเป็นตัวที่จะทำให้ใจเรานิ่งทำใจให้เราหยุดคิดได้

 ถ้าเราไม่มีสติ มันจะไม่หยุดคิด มันจะคิด

 พอคิดแล้วมันก็จะอยาก มันจะโลภแล้วก็จะโกรธ

 เวลาโลภเวลาอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ ก็โกรธ

 อันนั้นแหละทำให้ใจวุ่นวายไปหมด

พอโกรธก็ต้องไปทำร้ายผู้อื่น

ทำร้ายผู้อื่นแล้วเดี๋ยวก็ต้องถูกเขาทำร้ายกลับ

 ตีกันไปตีกันมา เพราะควบคุมใจไม่ได้

ควบคุมความคิดไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ถ้ามีสติแล้ว จะควบคุมอารมณ์ต่างๆได้

อารมณ์โลภโกรธ หลงจะไม่เกิด

อารมณ์ดีใจเสียใจจะไม่เกิด อารมณ์วุ่นวายใจ

 เดือดเนื้อร้อนใจ เศร้าสร้อยหงอยเหงาอะไรต่างๆนี้

 จะไม่เกิด ถ้ามีสติคอยควบคุมความคิดไว้

ถ้ามีพุทโธ พุทโธอยู่ไปเรื่อยๆ

 มันจะไปคิดเรื่องที่จะไปทำให้มันโกรธไม่ได้

 ไปคิดในเรื่องที่ไปทำให้มันโลภมันอยากไม่ได้

 พุทโธไป พุทโธจะกดอารมณ์ต่างๆไว้

อันนี้ก็เป็นขั้นต้น การใช้พุทโธนี้

 เวลาเราใช้จิตก็จะสงบ จะมีความสุข

เวลาเราไม่ใช้ ถ้าปล่อยให้คิด

เดี๋ยวก็เกิดความอยากขึ้นมาได้

พอเกิดความอยากมันก็ทำให้เรามีอารมณ์เสียได้

 หงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมาได้

สตินี้ไม่สามารถขจัดความอยากได้

 ถ้าอยากจะกำจัดความอยากนี้

พระพุทธเจ้าบอกต้องใช้ปัญญา

ปัญญาคืออะไร คือความรู้ว่าความอยากนี้

เป็นตัวที่เราไม่ควรที่จะไปส่งเสริม

ไม่ควรไปทำตาม เพราะทำแล้วมันจะไม่หมด

 ทำแล้วมันจะอยากไปเรื่อยๆ

 แล้วจะอยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ได้คืบก็อยากจะได้ศอก ได้ศอกก็อยากจะได้วา

 แล้วพอไม่ได้ก็จะเสียใจ

 หรือถ้าได้มาแล้วเสียไปก็จะเสียใจ

 แล้วถ้าตายไปความอยาก

มันก็จะพาเราไปเกิดใหม่ นี่คือปัญญา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 มกราคม 2561
Last Update : 19 มกราคม 2561 10:34:19 น.
Counter : 35 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ให้อยู่กับพุทโธไป" >>>











“ ให้อยู่กับพุทโธไป”

ความสุขของพระพุทธเจ้านี้ง่ายมาก

 เพียงแต่ให้คิดคำว่าพุทโธพุทโธคำเดียว

 ให้อยู่คนเดียวไม่ให้ไปยุ่งกับใคร

ให้อยู่เฉยๆ ให้นั่งอยู่เฉยๆ

พอจิตสงบแล้วก็จะได้ความสุขที่ดีกว่า

แล้วพอเราได้ครั้งหนึ่งแล้ว

เราก็จะได้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งไป

 มันจะยากครั้งแรกเท่านั้นแหละ

กว่าจะได้ครั้งแรกนี้มันเหนื่อย

เพราะมันยังทำไม่เป็นยังไม่รู้จักวิธีทำให้มันสงบ

 เพราะเวลาพุทโธได้สองคำเดี๋ยวก็เผลอไปคิด แล้ว

 ไปคิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้มันก็เลยนั่งแล้วไม่สงบ

แต่ถ้าเราสามารถควบคุมใจ

ให้อยู่กับพุทโธพุทโธพุทโธไปได้ ไม่ให้คิดอะไร

บางทีห้านาทีสิบนาที นี้มันก็สงบแล้ว

 แต่ถ้าพุทโธสองคำแล้วก็ไปคิดนี้

 นั่งไปชั่วโมงมันก็ไม่สงบ พุทโธได้สองคำก็ไปคิด

 คิดไปห้านาทีสิบนาทีถึงรู้ว่าไม่ได้พุทโธ

อ้าว กลับมาพุทโธสองสามคำ อ้าวไปอีกแล้ว

 นั่งแบบนี้มันเลยไม่เคยสงบ

 พอไม่สงบมันก็เลยหมดกำลังใจ ท้อแท้เบื่อหน่าย

 ก็เลยไปหาความสุขที่เคยหาดีกว่า

ไปดื่มกาแฟดีกว่า ไปกินขนมดีกว่า

 ไปดูภาพยนต์ดีกว่า ไปดูละครดีกว่า

ไปทำอะไรที่เราเคยทำกัน

 แต่มันเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว

 ทำเสร็จแล้วก็หมดไป เดี๋ยวก็ต้องทำใหม่

 แล้วถ้าเกิดทำไม่ได้ก็จะทุกข์อีก

ถ้าเวลาร่างกายไม่สบายก็ทำไม่ได้

 หรือเวลาจะดูละครไฟดับก็ดูไม่ได้

 หรือจะไปเที่ยวไม่มีเงินไปเที่ยวก็ไปไม่ได้

นี่มันก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

ดังนั้นสู้มาทนทุกข์กับการท่องพุทโธดีกว่า

 บริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ นั่งเฉยๆ

มันจะรู้สึกอึดอัดก็ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจ

ใจมันปรุงแต่งขึ้นมา

 สร้างอารมณ์ไม่ดีให้เราเท่านั้นเอง

 สร้างให้เรารู้สึกอึดอัด

 ดังนั้นเวลานั่งพุทโธ เรานี่อึดอัดไหม

 แต่ถ้านั่งดูหนังนี้อึดอัดหรือเปล่า นั่งเหมือนกัน

 แต่ถ้านั่งดูหนังดูละครนี้นั่งดูได้เป็นชั่วโมงไม่อึดอัด

 พอให้นั่งอยู่กับพุทโธพุทโธ

ไม่กี่คำนี้อึดอัดขึ้นมาแล้ว เพราะใจมันต่อต้าน

มันไม่ชอบ มันไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ

มันชอบมีอะไรไปทำอยู่เรื่อยๆ

 มีอะไรดู มีอะไรฟัง มีอะไรกินมีอะไรดื่ม

 มันชอบอย่างนั้น พอไม่ให้มันดูมันฟัง

 ไม่ให้มันกินไม่ให้มันดื่ม มันก็เกิดอาการอึดอัดขึ้นมา

 หรือเกิดอาการว้าเหว่ เศร้าสร้อย หงอยเหงา ขึ้นมา

เราต้องพยายามอย่าไปสนใจ

 พยายามอยู่กับคำว่าพุทโธไป

 บริกรรมพุทโธไป พุทโธพุทโธพุทโธไป

ให้อยู่กับพุทโธไปสักพักใหญ่ๆ

 เดี๋ยวมันจะหายเอง อาการต่างๆ มันจะหาย

 แล้วใจจะเย็น จะเบา จะสบาย จะมีความสุข.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 มกราคม 2561
Last Update : 18 มกราคม 2561 5:43:34 น.
Counter : 25 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< “การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง” >>>











“การได้ทำบุญมาในอดีตนี้

เป็นมงคลอย่างยิ่ง”

ถ้าเราทำทาน ติดไปเป็นนิสัย

ทานนี้ก็จะติดไปกับใจของเรา

ถ้าเรายังไม่ถึงการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 ทุกภพทุกชาติที่เราจะเกิดนี้ เราจะเกิดด้วยทาน

 จะมีทานอยู่คู่กับใจของเรา เราจะชอบทำบุญทำทาน

 ถ้าเรารักษาศีลจนติดเป็นนิสัยไปกับเราได้

ทุกภพทุกชาติ เราก็จะรักษาศีล

 เวลาที่เราได้ไปเกิดใหม่ ถ้าเรานั่งสมาธิได้

 เจริญปัญญาได้ ภาวนาได้

เราก็จะบำเพ็ญจิตตภาวนานั่งสมาธิ

เจริญปัญญาไปทุกภพทุกชาติ

 จนกว่าเราจะไม่ต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 และภพชาติของเราก็จะ มีความสุข

เพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ

 มีความทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ

ด้วยอำนาจของทาน ศีล ภาวนานี่แล

นี่แหละคือกิจของเรา กิจที่เราพึงกระทำ

 ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ก่อนที่จะทรงจากพวกเราไป

 ที่เป็นพระปัจฉิมโอวาท ที่ทรงตรัสไว้ว่า

 สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง

 มีเกิดย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

จงยังประโยชน์ของตนและของผู้อื่น

ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

 นี่แหละการยังประโยชน์ ก็คือการทำกิจกรรม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรากระทำกัน

 ขอให้เราทำทานกันให้มากๆ รักษาศีลกันให้มากๆ

 ภาวนากันให้มากๆ แล้วเราก็จะได้ผลอันเลิศ

อันประเสริฐก็คือมรรคผลนิพพานนี่เอง

 มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

ดังนั้นเราควรที่จะสอนคอยสอดส่อง

ดูการกระทำของเราอยู่อย่างต่อเนื่องว่าวันเวลาผ่านไปๆ

 เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรากำลังทำทานกันหรือเปล่า

 กำลังรักษาศีลกันหรือเปล่า กำลังภาวนากันหรือเปล่า

 เรากำลังทำอย่างอื่นหรือเปล่า

เรากำลังหาเงินหาทองหาลาภหายศ

 หาสรรเสริญ หาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่หรือเปล่า

 ถ้าเราหาเราก็ควรที่จะหยุดหาได้แล้ว

 ถ้าจะหาก็หาเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ

 ถ้าเรายังไม่มีทรัพย์พอ

ที่จะเลี้ยงดูร่างกายของเราด้วยปัจจัย ๔

 เราก็หาทรัพย์มาเพื่อมาเลี้ยงดูร่างกายของเรา

 แต่เราไม่หามากจนเกินต่อความต้องการของร่างกาย

 เราจะไม่ไปหายศถาบรรดาศักดิ์

 เราจะไม่ไปหาสรรเสริญการยกย่องเยินยอ

 เราจะไม่ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แต่เราจะมาหาความสุขทางใจกัน ด้วยการทำทาน

 ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา

ถ้าเราหมั่นสอดส่องดูแล

พฤติกรรมของเราทุกวันทุกเวลา

 เราจะได้ไม่หลงทางกัน

เหมือนกับถ้าเราเปิดเเผนที่ดู

 เวลาที่เราเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไป

ทุกครั้งที่เรามาเจอสี่แยก ทางเลี้ยว

เราก็เปิดเเผนที่ดูว่าเราต้องไปทางไหน

 ถ้าเราไม่เปิดเราอาจจะเลี้ยวผิดทางไป

 แล้วเเทนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เราจะไปไม่ถึง

 เราจะต้องเสียเวลาวกกลับมาใหม่มาเริ่มต้นใหม่

 หรือบางทีเราอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า

เรากำลังไปผิดทาง อย่างนี้ยิ่งยาก

ต่อการกลับมาสู่ทางที่ถูกได้

อย่างคนที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรม

ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

จะไม่รู้เลยว่า ภารกิจของตน

ที่เป็นประโยชน์กับตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอะไร

 ก็จะหลงคิดว่าสิ่งที่ควรจะหากันในโลกก็คือ

 ลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

 คนส่วนใหญ่นี้จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ

ให้กับการหาสภยศสรรเสริญ หาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยไม่เคยคิดเลยว่า

จะต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ที่หามาได้นี้ไปหมด

เมื่อเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นร่างกาย เขาเป็นใจ

 เขาคิดว่าเขาเป็นร่างกาย พอร่างกายนี้ตายแล้ว

 ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด ตัวเขาเองก็หมดไปกับร่างกาย

 จึงทำให้เขาต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ

ให้กับการหาลาภยศสรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะเป็นความสุขทางเดียว

 ที่เขาสามารถจับต้องได้เห็นได้

 เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง

 กับความสุขทางใจนั่นเอง

แต่สำหรับผู้ที่มีอดีตที่ดีที่ผ่านมา

 คือในอดีตชาติต่างๆ ได้มีโอกาสทำบุญ ทำทาน

 ได้มีโอกาสรักษาศีล ได้มีโอกาสภาวนา

 ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขทางใจ

 พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่มีบุญ

อย่างที่ในมงคลสูตรที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า

“การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง”

เพราะจะทำให้เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอีกแบบหนึ่ง

 ความสุขทางใจแล้วก็จะเป็นเหตุ

 ที่จะทำให้เราได้มาสร้างความสุขทางใจต่อไป

ถ้าเราไม่เคยได้สัมผัสรับรู้กับความสุขทางใจ

ไม่รู้ว่าการทำบุญให้ทานนี้ให้ความสุขกับเรา

 ไม่รู้ว่าการรักษาศีลให้ความสุขกับเรา

 ไม่รู้ว่าการภาวนาให้ความสุขกับเรา

 เราก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ

ให้กับการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ

แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเลยว่า

เป็นความสุขอย่างไร ถ้าใช้ปัญญาพินิจพิจารณา

ก็จะเห็นเลยว่ามันเป็นความสุขของเสพติดดีๆ นี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 มกราคม 2561
Last Update : 17 มกราคม 2561 3:48:48 น.
Counter : 34 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "สมาธิที่จะมีกำลังที่จะต่่อสู้กับความอยาก" >>>











“สมาธิที่จะมีกำลัง

ที่จะต่อสู้กับความอยาก”

ถ้าจิตรวมสงบแล้วไม่อยู่เฉยๆ ไม่นิ่ง

 ออกไปรับรู้สิ่งต่างๆ ไปติดต่อกับกายทิพย์ได้

 หรือไปมีความสามารถพิเศษ

ไปอ่านจิตใจของผู้อื่นได้

 ไปรู้ว่าคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

 หรือไประลึกชาติได้ ระลึกว่าชาติที่แล้วเป็นอะไร

 อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิ

 เป็นสมาธิที่ไม่ถูกต้องต่อการดับความทุกข์

 เป็นสมาธิที่วิเศษ แต่มันไม่วิเศษสำหรับ

การดับความทุกข์ ถ้าไปติดกับสมาธิแบบนี้แล้ว

จะไปไม่รอด จะไม่รอดพ้นจากความทุกข์

ถ้าไปติดอยู่กับสมาธิที่เกิดคุณวิเศษ

 เช่น ไปติดต่อกับกายทิพย์ได้ มีตาทิพย์มีหูทิพย์

 มีอ่านความคิดของผู้อื่นได้ ระลึกชาติได้

 หรือมีความสามารถพิเศษอย่างอื่น

อันนี้มันไม่ได้เป็นประโยชน์

ต่อการที่จะนำไปดับความทุกข์

เพราะสมาธิแบบนี้ไม่มีพลัง

 ไม่มีกำลังที่จะสู้กับความอยากนั่นเอง

สมาธิที่จะมีกำลังที่จะต่อสู้กับความอยากได้นี้

ต้องเป็นสัมมาสมาธิ คือจิตต้องสงบนิ่งเป็นอุเบกขา

 ต้องสักแต่ว่ารู้ ไม่รักไม่ชังไม่กลัวไม่หลง

 ถึงจะเป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามีสัมมาสมาธิแล้ว

เวลาเกิดตัณหาความอยาก

ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

 ก็จะสอนจิตว่าต้องหยุดความอยาก

อย่าทำตามความอยาก

เวลาอยากจะไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ก็ต้องไม่ทำ ถ้าทำแล้วจะทำให้เกิดแก่เจ็บตายตามมา

 ถ้าไม่อยากจะเกิดแก่เจ็บตาย

ก็ต้องอย่าไปทำตามความอยาก

อยากดูอยากฟัง อยากลิ้มรสดมกลิ่น ก็ต้องหยุด

 หยุดได้ด้วยสัมมาสมาธิ หยุดได้ด้วยอุเบกขา

 ให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ ถ้ามีสัมมาสมาธิก็จะรู้เฉยๆ ได้

จะใช้อุเบกขาหยุดมันได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ

เช่นมีสมาธิที่ไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ นี้จะไม่มีอุเบกขา

 พอเกิดความอยากขึ้นมาก็จะสู้กับความอยากไม่ได้

เช่นพระเทวทัตนี้ท่านก็มีสมาธิแบบนี้

ท่านมีความสามารถพิเศษมีอิทธิฤทธิ์

ที่เกิดจากสมาธิที่ไม่ถูกต้องนี้ พอท่านมีความอยาก

 อยากเป็นใหญ่เป็นโตก็เลยไม่หยุดความอยาก

 กลับไปทำตามความอยาก

ไปขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า

เพื่อจะให้พระพุทธเจ้าแต่งตั้งให้พระเทวทัต

เป็นผู้ปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าก็รู้ว่าอันนี้เป็นตัณหาความอยาก

 และก็พระเทวทัตยังไม่มีความสามารถ

ที่จะระงับตัณหาความอยากได้

จะไปแต่งตั้งให้คนมีกิเลสตัณหา

มาเป็นหัวหน้าได้อย่างไร พระองค์ก็ทรงปฏิเสธไป

แม้แต่พระสาวกทั้งสอง คือ

 พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

 เป็นผู้ที่ตัดความอยาก ละ ดับความอยากได้หมดแล้ว

 พระองค์ยังไม่ได้ทรงแต่งตั้งเลย

 แล้วจะไปแต่งตั้งพระเทวทัตขึ้นมาได้อย่างไร

 พอพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ

 พระเทวทัตก็เกิดความโกรธขึ้นมา

 ก็เลยเกิดความอาฆาตพยาบาท

เพียรพยายามฆ่าพระพุทธเจ้าถึงสามครั้ง

 แต่ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะบารมีของพระพุทธเจ้า

ทรง คุ้มครองพระพุทธเจ้าเอาไว้

นี่คือตัวอย่างของผู้ที่ไปในทางสมาธิที่ไม่ถูกต้อง

 ผู้ที่มีมิจฉาสมาธิคือผู้ที่มีหูทิพย์ตาทิพย์ ระลึกชาติได้

แปลงกายได้ เหาะเหินเดินอากาศได้

ถ้ามีสมาธิแบบนี้แล้วจะไม่สามารถดับความทุกข์ได้

 เพราะไม่มีอุเบกขา

ที่จะมาหยุดความอยากสู้กับความอยากได้

เวลาเกิดความอยากก็ต้องทำตามความอยาก

 เพราะเวลาเกิดความอยากแล้วมันจะรู้สึกทรมานใจ

ถ้าไม่ทำตามความอยากมันจะทรมานใจมาก

 จึงต้องไปทำตามความอยาก

เพื่อระบายความทรมารใจออกไป

 แต่มันระบายได้ชั่วคราว พอได้ทำแล้วมันก็หายไป

 ถ้าไม่ได้ทำมันก็จะยิ่งทรมานใหญ่

 ถ้าหายไปแล้วเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่

นี่ไม่ใช่วิธีดับความทุกข์ไม่ใช่วิธีละความอยาก

หยุดความอยากด้วยมิจฉาสมาธิ

 ด้วยสมาธิที่มีความวิเศษมีคุณวิเศษมีตาทิพย์หูทิพย์

 มีความสามารถพิเศษต่างๆ

อันนี้เอามาใช้ละความอยากดับความทุกข์ไม่ได้

ต้องเป็นสมาธิที่นิ่งเฉยๆ สักแต่ว่ารู้เป็นอุเบกขา

 มีความสุขอย่างยิ่งกับสมาธิแบบนี้

ถ้ามีความสุขกับสมาธิแบบนี้

ก็จะสามารถสู้กับความอยาก

ที่จะไปหาความสุขอย่างอื่นได้

 เพราะความสุขอื่นเหนือกว่าความสงบไม่มี.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุกข์ทุกข์”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 มกราคม 2561
Last Update : 16 มกราคม 2561 10:27:15 น.
Counter : 41 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ดับความทุกข์ที่ถาวร" >>>











"ดับความทุกข์ที่ถาวร”

การได้ฟังธรรมตามกาลตามเวลาเป็นมงคลอย่างยิ่ง

 พระพุทธเจ้าสอนให้เราสร้างสัมมาทิฏฐิ

สัมมาสังกัปโป สร้างปัญญาขึ้นมา

ด้วยการฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ฟังก็ได้ ศึกษา คือ อ่านหนังสือก็ได้ ดูวิดีโอก็ได้

สมัยนี้ ทางธรรมะนี้สามารถศึกษาได้หลายทาง

ไม่เหมือนสมัยโบราณ สมัยพระพุทธกาลนี้

จะฟังเทศน์ฟังธรรมได้นี้ ก็ต้องไปวัดเท่านั้น

 เพราะที่วัดจะมีพระแสดงธรรมให้ฟัง

จะไปวัดได้ก็ต้องหยุดการทำงาน

 เหมือนสมัยพุทธกาลจึงมีการฟังธรรม

ตามวันพระตามวันเวลาตามการตามเวลา

ก็คือวันหยุดทำงานของญาติโยม

ที่ตรงกับวันพระนี่เอง วันพระจึงเป็นวันฟังธรรม

 วันที่พุทธศาสนิกชนจะได้ไปสร้างสัมมาทิฏฐิ

 สร้างสัมมาสังกัปโป สร้างสัมมาวายาโม

 คือ ความเพียรชอบ เพียรศึกษาก่อน

เมื่อได้ศึกษาแล้วก็ให้เพียรปฏิบัติ

ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เพียรสร้างสัมมากัมมันโต สัมมาวายาโม สัมมาวาจา

โดยการรักษาศีล ๕ รักษาศีล ๘

 เช่น ในวันพระญาติโยม

นอกจากการไปฟังเทศน์ฟังธรรม

เพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปแล้ว

ก็ยังเพียรปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมากัมมันโต

สัมมาวาจา สัมมาอาชีโว

ถ้าทำอาชีพที่ไม่ถูกต้องก็เลิกเสียถ้าเลิกได้

 ถ้ายังเลิกไม่ได้ก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า

จะต้องเลิกให้ได้ กำหนดเวลา

ให้มีเวลาที่จะเปลี่ยนอาชีพ

เพื่อจะได้มีสัมมาอาชีพโว

 รักษาศีลเพื่อจะได้มีสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา

 รักษาศีล ๕ ในเบื้องต้น พอรักษาศีล ๕ ได้แล้ว

 ก็มาเพิ่มเป็นการรักษาศีล ๘

 เพราะการรักษาศีล ๘ นี้

จะทำให้เกิดการมีความเพียรพยายาม

ที่จะละตัณหาความอยาก

ที่ทำให้ต้องกลับมาเกิดมาแก่

มาเจ็บมาตายกันอยู่เรื่อยๆ

 ศีล ๘ นี้จะช่วยละตัณหาความอยาก

คือ กามตัณหาได้ เช่น ศีลข้อที่ ๓

 ก็จะเปลี่ยนเป็นการร่วมหลับนอนกับคู่ครอง

 ไปเป็นการไม่ร่วมหลับนอนกับใคร

ไม่หาความสุขทางการเสพกาม

เสพความสุขทางร่างกาย

 เพราะไม่ใช่เป็นวิธีดับความทุกข์ที่แท้จริง

 เอาเวลาที่จะดับความทุกข์ที่แท้จริงนี้มาเจริญสติ

 มาเจริญสัมมาสติ ซึ่งเป็นมรรคองค์ที่ ๗

 ถ้ามีการเจริญสัมมาสติแล้ว

จะทำให้สามารถทำให้เกิดมรรคที่ ๘ ขึ้นมาได้

 ก็คือสัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาสมาธินี้

จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

ถ้ารักษาศีล ๕ นี้จะไม่มีกำลังพอ

เพราะจะไม่มีข้อห้ามไม่ให้ไปหาความสุข

ทางร่างกายได้นั่นเอง ผู้ที่ถือศีล ๕ นี้

ยังไปหาความสุขทางร่างกายได้

อย่างร่วมหลับนอนกับคู่ครองของตนได้

 แต่ห้ามไม่ให้หลับนอน

กับผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่ครองของตน

 ถ้าเป็นคู่ครองของตนก็ร่วมหลับนอนได้

นี่คือศีลข้อที่ ๓ ของศีล ๕

แต่ถ้าต้องการดับความทุกข์อย่างถูกต้อง

 ก็ต้องไม่ใช้การหาความสุขทางร่างกายมาดับ

 เป็นการดับชั่วคราว

การได้ร่วมหลับนอนกับคู่ครองนี้

ก็จะทำให้เกิดความสุขขึ้นมาแล้ว

ก็จะทำให้ความทุกข์ที่มีอยู่หายไปชั่วคราว

แต่เดี๋ยวความทุกข์นั้นก็จะกลับขึ้นมาใหม่

 เพราะต้นเหตุของความทุกข์ไม่ได้ถูกดับ

ไปด้วยการร่วมหลับนอนกันนั่นเอง

 ต้นเหตุของความทุกข์ก็คือ

กามตัณหา ภวตันหา และวิภวตัณหา

 นี้จะดับได้ก็ต่อเมื่อเรามาถือศีล ๘ กัน

 มาละเว้น มาไม่กระทำตามความอยาก

 ความอยากจะดับได้นั้นก็ต้องดับ

ด้วยการไม่กระทำตามความอยาก

 ถ้าไปทำตามความอยากแล้ว

ความอยากนั้นจะไม่มีวันดับไม่มีวันหมด

 ดังนั้นถ้าอยากจะดับความทุกข์อย่างถาวร

ก็ต้องมาดับด้วยการถือศีล ๘

แล้วก็มาเจริญสัมมาสติ มาเจริญสัมมาสมาธิ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุกข์”









ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 มกราคม 2561
Last Update : 15 มกราคม 2561 22:28:48 น.
Counter : 27 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....